ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ในสวนขวัญ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

บรรยากาศยามเช้าวันนี้ ท้องฟ้าแจ่มใส ต้นไม้ใบหญ้า สดชื่นรับวันใหม่ที่เริ่มต้น...แต่สำหรับบัวบูชาหรือเป็ดปุ๊กหญิงสาววัย 27 ปี กับเชียรผู้เป็นพ่อ ภาวะจิตใจไม่ปกติแม้จะพยายามสงบนิ่งก็ตาม...

เพราะสองพ่อลูก กำลังจะย้ายออกจากบ้านนี้ บ้านที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่รุ่นพ่อคือเชียร จนรุ่นลูก และถึงหลาน แม้จะอาลัยอาวรณ์ แต่ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการอยู่ในสภาพที่ “ร้อน” ทั้งยามหลับและยามตื่น...

เป็ดปุ๊กเดินออกมาหาพ่อถามว่าไปใส่บาตรมาหรือ เชียรพยักหน้าพูดเนิบๆว่า

“ไปอยู่บ้านใหม่ ไม่รู้ว่าจะได้ใส่บาตรหรือเปล่า หมู่บ้านอย่างนั้น เขาคงไม่ให้พระให้ใครๆเข้าไปง่ายๆ หรอกมั้ง”

“ไม่เป็นไรนี่พ่อ เสาร์อาทิตย์ เราก็ไปใส่บาตรที่วัดแถวนั้นก็ได้ เห็นมีตั้งหลายวัด”

“พ่อซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋มาด้วย กินด้วยกันก่อนไปนะ” เชียรตัดบท

“จ้ะพ่อ” เป็ดปุ๊กรับคำแล้วเดินกลับเข้าบ้านไปกับพ่อ

แต่ไม่ทันเข้าบ้านก็เจอกับเก็จเกยูร หรือเก็จ พี่สะใภ้วัยสามสิบ เดินออกมาพร้อมแมวเมี้ยวลูกชายวัดแปดขวบ กับนกจิ๊บลูกสาววัยหกขวบ เชียรหยุดทักหลานทั้งสองอย่างเอ็นดูว่าจะไปเที่ยวไหนกัน ในขณะที่เก็จทำคอแข็งเชิดไปทางอื่น

“แม่จะพาหายายครับคุณปู่” แมวเมี้ยวบอกปู่อย่างน่าเอ็นดู

เชียรอึ้งไปนิดหนึ่ง แล้วพยายามยิ้มบอกหลานทั้งสอง “งั้นมาให้ปู่กอดทีนึงเร้ว”

ขณะแมวเมี้ยวกับนกจิ๊บจะโผเข้าไปให้ปู่กอดนั้น ถูกเก็จผู้เป็นแม่จับบ่าทั้งสองคนไว้แน่น ทำให้ปู่กางเขนเก้อและหลานก็โผเก้อ เก็จมองหน้าเชียรอย่างชิงชัง พูดกับลูกแต่จิกเชียรว่า

“อย่าไปกวนคุณปู่เลยลูก คุณปู่จะหนีพวกเราไปอยู่บ้านใหม่แล้ว เฮ้อ...ยังโชคดีนะที่ไม่เอาตู้เย็น เตาแก๊ส ไมโครเวฟ ไปด้วย ไม่งั้นละก็...พวกเราได้อดตายกันแน่เลย”

“อ้าว...แล้วคุณปู่กับคุณอาเป็ดปุ๊กจะเอาตู้เย็นที่ไหนใช้ล่ะแม่” แมวเมี้ยวมีแก่ใจเป็นห่วงปู่ เก็จได้ทีพูดประชดว่า

“เศรษฐี เขาก็ซื้อใหม่หมดน่ะซี คิดดูซีลูก บ้านเก่าเขายังอยู่ไม่ได้เลย เรามันคนจนก็อยู่กันตามประสาจนไปแหละนะ แมวเมี้ยว นกจิ๊บ”

“แล้วใครล่ะพี่เก็จ ที่ทำให้เป็ดกับพ่ออยู่บ้านตัวเองไม่ได้” เป็ดปุ๊กพูดขึ้นอย่างทนไม่ไหว

เก็จโต้ว่าไม่มีใครบังคับ  พ่อกับเป็ดตัดสินใจเอง อีกทั้งโทษว่าพ่อกับเป็ดกำลังทิ้งให้ตนกับลูกต้องผจญกับความทุกข์ตามลำพัง

“เก็จ พ่อขอโทษที่ไก่ก่อปัญหาให้เก็จไม่รู้จักจบสิ้น แต่พ่อช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ” เชียรขอโทษแทนไก่กุ๊กลูกชาย

“พ่อไม่ได้บังคับให้เขาแต่งงานกันนะพ่อ พ่อไม่ต้องขอโทษหรอก” เป็ดปุ๊กจับแขนพ่อพาเดินไปห้องพัก

นกจิ๊บถามปู่ว่าจะมาบ้านนี้อีกไหม เก็จพูดประชดว่าเขาไม่มาแล้ว เขาไปอยู่บ้านใหม่หลังใหญ่กว่าสวยกว่าแพงกว่าบ้านนี้ เชียรสะเทือนใจจนน้ำตาคลอ ไม่ตอบโต้เก็จ แต่พูดกับหลานทั้งสองเสียงเครือ

“ตั้งใจเรียนนะแมวเมี้ยว นกจิ๊บ แล้วปู่จะกลับมา จะซื้อขนมมาฝาก”

เชียรพูดไม่ทันจบเก็จก็ดึงลูกทั้งสองไป ทั้งหลานและปู่ต่างมองกันอย่างอาวรณ์

“เป็ดว่าเราไปกันเลยดีกว่านะพ่อ ไปหาอะไรกินข้างหน้า” เป็ดปุ๊กชวน

ooooooo

เป็ดปุ๊กเข้าไปหิ้วกระเป๋าเดินทางของเชียรออกจากห้อง เชียรตามออกมาแล้วจะปิดประตู ไก่กุ๊กเดินมาบอกพ่อว่าไม่ต้องใส่กุญแจตนอาจจะลงมาใช้เป็นห้องทำงาน เชียรจึงปล่อยมือ

ไก่กุ๊กถามว่าจะไปกันเลยหรือ ตนไม่ได้บังคับให้พ่อทำแบบนี้ พ่อกับเป็ดคิดกันเอง ตัดสินใจกันเองเป็ดปุ๊ก

บอกพี่ชายว่าอย่าพูดอะไรอีกเลย ยังไงมันก็ย้อนไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ไก่กุ๊กย้อนว่าจะไม่ให้พูดได้ยังไง พ่อก็เป็นพ่อตนเหมือนกัน

“เป็ดปุ๊ก อย่าทะเลาะกันอีกเลยลูก ไก่กุ๊กพ่อฝากบ้านด้วย ดูแลบ้านดีๆนะ บ้านนี้อยู่ได้จนแมวเมี้ยวกับนกจิ๊บโตเป็นหนุ่มเป็นสาวเลยล่ะ พ่อไม่อยู่ ไก่โตแล้ว เป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องรับผิดชอบชีวิตลูกเมียให้ดีพ่อเชื่อว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้นลูกต้องใช้ความรักประคับประคองครอบครัวของลูกให้มันผ่านไปให้ได้ แล้วมีอะไรก็โทร.หาเป็ดปุ๊ก ยังไงพี่น้องก็ต้องช่วยเหลือดูแลกันอยู่แล้วล่ะ”

ระหว่างนั้นไก่กุ๊กก้มหน้าฟังไม่กล้าสบตา พอพ่อพูดจบก็ยกมือไหว้แล้วหันหลังเดินออกจากบ้านไปเลย

เป็ดปุ๊กชวนพ่อไปกันเถอะ เชียรบอกให้ไปนิมนต์พระพุทธรูปที่ห้องพระบนห้องพ่อมาด้วย

“องค์ที่เป็นหินอ่อน ที่พ่อกับแม่ได้เป็นของขวัญแต่งงานจากหลวงพ่อเจ้าอาวาสน่ะ เข้าบ้านใหม่ต้องเอาพระเข้าบ้านก่อน จะได้เป็นสิริมงคล”

แต่พอเป็ดปุ๊กไปถึงหน้าห้องพระปรากฏว่า ประตูห้องพระมีกุญแจคล้องสายยูล็อกไว้แล้ว!

เป็ดปุ๊กกับเชียรต่างเสียความรู้สึกมาก แต่เชียรก็ปลอบใจลูกว่า “ไม่เป็นไร เรามีพระอยู่ในใจก็พอ”

“จ้ะพ่อ...” เป็ดปุ๊กกอดพ่อน้ำตาไหล “พ่อ...เป็ดอยากบอกพ่อว่า พ่อคือพระของเป็ด บ้านใหม่ของเป็ด ไม่ต้องมีพระพุทธรูปองค์ไหนอีกแล้วก็ได้ ขอแค่มีพ่ออยู่ด้วย ก็เป็นสิริมงคลพอแล้ว” เชียรลูบหัวเป็ดปุ๊ก เอาผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้ลูกแล้วพากันขึ้นรถออกไป...

ระหว่างทาง ต่างนั่งนิ่งเงียบ เชียรมองออกไปนอกหน้าต่างใจลอย เป็ดปุ๊กมองอย่างเข้าใจความรู้สึก...จึงเปิดเพลงให้ฟังเพื่อให้พ่อผ่อนคลาย...

ooooooo

บ้านใหม่ที่เป็ดปุ๊กกับเชียรย้ายไปอยู่ ไกลจากบ้านเดิมพอสมควรเป็ดปุ๊กบอกว่าไปไกลๆ จะได้ไม่มีใครตามมากวน

เชียรถามว่าแน่ใจหรือว่าเขาจะไม่ตามมา เป็ดปุ๊กจึงนึกได้ว่า ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนอย่างเก็จเลย

บ้านใหม่นี้ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ เป็ดปุ๊กบอกว่ารู้ว่าพ่อชอบแบบนี้ เชียรพยักหน้ามองไปสองข้างทางอย่างตื่นตาชื่นใจจนรถมาถึงทางเข้าหมู่บ้านมีป้ายขนาดใหญ่ว่า “บ้านเสริมขวัญ” เมื่อผ่านเข้าไปก็พบกับความร่มรื่นสวยงามด้วยไม้ดอกไม้ประดับตลอดทาง...

ท่ามกลางบรรยากาศที่ชื่นตาชื่นใจนี้ เป็ดปุ๊กไม่ทันเห็นรถกระบะเก่าๆ คันหนึ่งที่ถอยออกจากซอยข้างหน้าท้ายรถมีไม้กระถางมาเต็ม พอเห็นเธอเหยียบเบรกทันที

“ฤกษ์ดีจริงๆวันนี้” เป็ดปุ๊กประชดหัวเสียขณะลงจากรถไปดูคู่กรณีก็ลงจากรถมาเช่นกัน เขาคือ ตฤณ หรือไม้ ชายหนุ่มวัยสามสิบเจ้าของร้านต้นไม้สวนขวัญในหมู่บ้าน เขานุ่งกางเกงยีนเก่าๆเปื้อนดิน ใส่หมวกสานมีผ้าขาวม้าพันหน้าไว้ เขาลงมาดูรถที่เกือบชนกัน

“ถอยออกมาแบบนี้ได้ยังไง!” เป็ดปุ๊กเปิดฉากทันที

“คุณน่ะขับรถยังไง!” ไม้สวนทันควัน

เป็ดปุ๊กลมออกหู ถามว่าถอยรถออกมาทำไมไม่ดูว่ามีรถวิ่งมาหรือเปล่า เชียรเตือนว่าไม่เป็นไรน่าเพราะมันไม่ได้ชน เป็ดปุ๊กไม่ยอมเพราะถูกหาว่าขับรถไม่ดู ซ้ำขอโทษสักคำก็ไม่มี ไม้เองก็ไม่ยอมถามว่าใครกันแน่ที่ต้องขอโทษ

ขณะทั้งสองกำลังโต้เถียงกันหน้าดำหน้าแดงนั่นเอง หทัยแม่ของไม้กับพิกุลพนักงานขายก็วิ่งออกมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น เป็ดปุ๊กตวัดมองไม้ที่ทำยืนเฉย บอกหทัยว่า ไม่มีอะไร แล้วแนะนำพ่อกับหทัยให้รู้จักกัน

“พ่อคะ นี่คุณหทัยเจ้าของหมู่บ้าน นี่คุณพ่อฉันค่ะ”

ทั้งสองไหว้กัน ไม่ทันไร โอมหรืออลังการน้องชายต่างพ่อของไม้ก็ขับรถมาจอดพรืด โวยใส่ไม้ทันที

“มีอะไรกันครับ เฮ้ย ไอ้ไม้ นี่แกขับรถชนรถลูกค้าเหรอ ทำไมแกก่อเรื่องได้ตลอดเวลาเลยวะ”

ไม้ถามโอมว่ามีตาดูหรือเปล่า รถมันชนที่ไหน โอมหันมาทางเป็ดปุ๊กกับเชียร “ยังไงก็ต้องขอโทษแทนคนสวนด้วยนะครับ ผม โอม เป็นผู้จัดการหมู่บ้านครับ”

เชียรรับไหว้โอมงงๆ ส่วนหทัยไกล่เกลี่ยว่าไม่มีอะไรแล้วก็เชิญคุณบัวบูชากับคุณเชียรเข้าไปในบ้านได้เลย ยังไงก็ต้องขอโทษอีกครั้ง เป็ดปุ๊กกับเชียรขึ้นรถขับออกไป พิกุลปรารภว่าน่าสงสาร ย้ายเข้าบ้านทั้งทีเสียฤกษ์หมด

โอมยังจะหาเรื่องไม้ หทัยขออย่ามีเรื่องกันเลยให้ แยกย้ายกันไปเสีย ไม้กับโอมมองหน้ากันแล้วต่างคนต่างไป

ooooooo

พอขับรถเข้าในบริเวณบ้าน เป็ดปุ๊กก็ได้กลิ่นหอมชื่นใจโชยมา มองไปเห็นกิ่งชงโคที่มีดอกสีม่วงอมขาวจากนอกรั้วยื่นเข้ามา บอกพ่อว่าวันก่อนยังไม่ ออกดอก ไม่นึกว่าจะหอมอย่างนี้

“ได้เห็นหญ้าเขียวๆ ทำให้บ้านดูน่าอยู่ขึ้นเยอะเลย” เชียรเอ่ย สีหน้าสดชื่นขึ้น เดินไปหยุดดูหลุมที่ขุดไว้กลางสนาม “แต่รู้สึกเขาจะยังทำไม่เสร็จดี คงเตรียมไว้เอาต้นไม้มาลง” เป็ดปุ๊กบ่นว่า บอกแล้วว่าจะย้ายเข้ามาวันนี้น่าจะจัดการให้เรียบร้อย เชียรมองในแง่ดีว่า “เขาอาจจะกำลังเลือกต้นที่ดีที่สุดให้เราก็ได้”

“พ่อรู้ได้ไง”

“เขาตั้งใจทำให้ดีที่สุดเพื่อเรา ดูซิ เป็ดบนอ่างบัวน่ารักมาก เหมือนกับเขาทำเพื่อเป็ดปุ๊ก โดยเฉพาะเลยนะเนี่ย” เชียรชี้ให้ดูว่า เขาใช้เป็ดเป็นตุ๊กตาประดับอ่างบัวทั้งที่ใครๆ มักเอาเต่าบ้าง แป๊ะตกปลาบ้าง ย้ำว่า“แต่นี่เขาจงใจใช้เป็ด” แล้วเชียรก็เล่าอย่างมีความสุขว่า ตอนตั้งชื่อให้ลูกว่า “เป็ดปุ๊ก” ก็เพื่อให้คล้องจองกับ “ไก่กุ๊ก” เป็น กุ๊กกับปุ๊ก

พูดถึงอดีตแล้วเชียรก็กลับเงียบขรึมลงไปอีก เป็ดปุ๊กเลยรีบชวนพ่อเข้าบ้านเปลี่ยนบรรยากาศต่างก็เข้าห้องตัวเองเอาของออกจากกระเป๋ามาจัด เชียรหยิบรูปตัวเองกับแม่ของเป็ดปุ๊กมาวางอย่างคิดถึง ความหลัง แต่พอหยิบรูปของตัวเองถ่ายคู่กับไก่กุ๊กในชุดครุยรับปริญญาก็กลับเอารูปเก็บในลิ้นชัก พึมพำเศร้าๆ เหมือนหลอกตัวเองว่า

“มันเต็มโต๊ะไปหมดแล้ว”

จัดของเสร็จ เป็ดปุ๊กชวนพ่อออกไปซื้ออาหารซื้อเผื่อไว้ทั้งเย็นนี้และพรุ่งนี้ เชียรขออยู่บ้าน เป็ดปุ๊กจึงออกไปคนเดียว บอกพ่อให้เปิดทีวีดูแก้เหงาหรือจะออกไปเดินเล่นแถวสโมสรก็ได้

ooooooo

ที่สวนหย่อมในหมู่บ้าน ไม้กำลังยกไม้กระถาง ลงจากหลังรถ หทัยก็ขับรถกอล์ฟเข้ามากับพิกุล พอ เห็นหน้าแม่  ไม้ดักคอทันทีว่า “ถ้าจะพูดเรื่องอุบัติเหตุเมื่อกี้...”

หทัยขัดขึ้นว่าจะมาถามเรื่องบ้านลูกค้าเมื่อกี้

“อ๋อ...เป็ดปุ๊กผู้น่าสงสาร” ไม้เอ่ย หทัยทำหน้างง พิกุลจึงช่วยชี้แจงว่า ที่เรียกเธอเช่นนั้นเพราะเวลาเธอมาดูบ้านทีไรหน้าตาไม่มีความสุขเหมือนคนอื่นที่มาดูบ้านเลย ยิ่งวันนี้ย้ายเข้ามาอยู่ ก็มีกันแค่สองคนพ่อลูกเท่านั้น

“อย่าให้เขาได้ยินเชียวนะ แต่จะว่าไป เขาก็น่าสงสารกันจริงๆ นี่แหละที่อยากคุยด้วย อยากให้ดูแลสองพ่อลูกนี่ให้ด้วย รู้สึกเขาจะไม่มีใครแล้ว” หทัยฝากฝังไม้บอกว่าตนทำเต็มที่แล้ว กำลังเลือกต้นไม้ให้อยู่วันสองวันนี้คงเอาไปลงได้

หทัยจึงฝากให้ดูด้วยก็แล้วกัน พอหทัยกลับไปที่รถ ไม้บอกพิกุลอย่างรู้กันว่า เห็นเพื่อนบ้านของเป็ดปุ๊กไม่ได้ไปไหน ไปช่วยดูหน่อยก็ดี พิกุลถามด้วยสีหน้าตกใจว่า “เขาอยู่บ้านเหรอคะ”

ขณะเป็ดปุ๊กกำลังจะออกไปซื้ออาหารนั่นเอง เจอ ไข่มุก เพื่อนบ้านของเป็ดปุ๊กมาก้มๆเงยๆที่ประตู พอ เห็นเป็ดปุ๊กออกมาก็ร้องทัก “สวัสดีค่า...” อย่างสนิทสนมแล้วแนะนำตัวเองยาวเหยียดแบบไม่เว้นวรรคให้เป็ดปุ๊กพูดเลย...

“ฉันอยู่บ้านตรงข้ามบ้านคุณนะค่ะ พอดีเห็นคุณเข้ามาจอดเลยแวะมาทักทายหน่อย ฉันชื่อไข่มุกค่ะ”

“ยินดีค่ะคุณไข่มุก ฉันบัวบูชา เรียกเป็ดปุ๊กก็ได้ค่ะ”

“คุณเป็ดปุ๊กทำงานอะไรเหรอคะ แล้วนี่จะมาอยู่กันกี่คน บ้านฉันอยู่กันสามคนพ่อแม่ลูก มาอยู่ได้ปีกว่าๆ แล้ว ไม่เคยทำเสียงดังหนวกหูใคร เพราะไม่ชอบให้ใครมาทำเสียงดังโหวกเหวกเหมือนกัน เราชอบอยู่กันอย่างสงบๆ น่ะค่ะ”

“อ๋อ...ค่ะ...ดีค่ะ...เอ่อ...จะให้ตอบที่ถามเลยไหมคะ” เป็ดปุ๊กถามอย่างตั้งรับไม่ทัน พอไข่มุกพยักหน้า เธอจึงเล่า

“ฉันทำงานบริษัทส่งออกจิวเวลลี่ค่ะ อยู่กับพ่อสองคนเท่านั้น แล้วก็คิดว่าคงไม่ทำเสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านด้วย”

“ว่าได้เหรอคุณ บ้านซอยยี่สิบสามน่ะ อยู่กันสองคนแม่ลูก แต่แม่ดันหูตึง เปิดโทรศัพท์เสียงดังลั่น แล้วพูดคุยกันทีอย่างกับคนทะเลาะกัน ลมดีๆ ได้ยินมาถึงซอยเราเลยนะคะ”

เป็ดปุ๊กบอกเจื่อนๆ ว่าพอดีคุณพ่อตนหูไม่ตึงคงไม่ดังมาก ไข่มุกเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังแล้วกระซิบกระซาบ “บ้านเราอยู่ริมกำแพงหมู่บ้านเหมือนกัน... ระวังไว้หน่อยก็ดีนะคะ” ทำให้เป็ดปุ๊กใจไม่ดีถามว่าระวังอะไรหรือ เพราะคุณหทัยบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร “เขาจะขายบ้าน ก็ต้องพูดแบบนั้นซีคะ แหม...อย่าให้พูดเลย เดี๋ยวอยู่ๆ ไป คุณก็คงได้รู้ฤทธิ์ไอ้พวกโรคจิตนอกกำแพงเองแหละ...ดีใจที่ได้เจอกันนะคะ ฉันไปก่อน ไว้วันหลังค่อยคุยกันใหม่”

ไข่มุกออกมาเม้าท์สมใจแล้วก็เดินกลับเข้าบ้านไปเลย ทิ้งให้เป็ดปุ๊กหันมองไปทางกำแพงอดหวั่นใจไม่ได้...

ขณะนั้นเอง พิกุลขับรถกอล์ฟมาจอดที่หน้าบ้านรีบลงมาทักทาย “คุณบัวบูชา แหม รีบแทบแย่ ทันไหมคะเนี่ย” แต่พอเป็ดปุ๊กถามว่าทันอะไรหรือ พิกุลกลบเกลื่อนว่า ทันช่วยขนของ แต่พอรู้ว่าเธอกำลังจะไปซื้ออาหาร ก็อาสาพาไป

ooooooo

ระหว่างไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตนั่นเอง พิกุลเลียบเคียงถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม หมายถึงไม่มีอะไรที่ไม่สบายใจใช่ไหม

“เหมือนจะเริ่มมีเหมือนกันนะคะ คือ...กำลังสงสัยเรื่องสวนนอกกำแพงน่ะค่ะ ตกลงมันมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“ไม่ทันจริงๆ ด้วย” พิกุลถอนใจพึมพำ แล้วถาม “คุณบัวบูชาได้คุยอะไรกับใครมาเหรอคะ”

เป็ดปุ๊กจึงเล่าเรื่องที่ไข่มุกมาเตือนว่าให้ระวังคนโรคจิตนอกกำแพง พิกุลถอนใจยาวพูดออกตัวก่อนเล่าว่า

“พูดแล้วอย่าหาว่าพิกุลนินทาลูกค้าเลยนะคะ มันไม่จริงอย่างที่คุณไข่มุกเธอพูดหรอกค่ะ เจ้าของที่ดินข้างกำแพงนั่นน่ะ เป็นคนไว้ใจได้ พิกุลเอาหัวเป็นประกันเลยค่ะ” เห็นเป็ดปุ๊กยังไม่สบายใจ เลยแถมให้ “เอาหัวคุณหทัยอีกหัวยังได้เลยค่ะ เอ่อ...แล้วเรื่องต้นไม้เป็นยังไงบ้างคะ” พอเธอชมว่าเยี่ยม บ้านน่าอยู่ขึ้นมากเลย พิกุลอวดทันทีว่า “บอกแล้วไงคะว่าคนสวนที่นี่เก่ง มือเย็น ถึงแม้จะ...เอ่อ...ใจร้อนไปสักนิดน่ะค่ะ”

เป็ดปุ๊กเอะใจถามว่าคนที่ตนเกือบขับรถชนใช่ไหม เป็นลูกเจ้าของบ้านด้วยหรือ

“นั่นน่ะค่ะ...เอ่อ...จะว่าเป็นลูกเจ้าของบ้านก็ได้ค่ะ เป็นคนของเรา ถ้าคุณบัวบูชาอยากได้ต้นอะไรเพิ่มก็บอกเลยนะคะ จะให้เขาจัดมาให้” เป็ดปุ๊กบอกว่ายังเหลือหลุมกลางสวนไม่รู้จะลงอะไร แล้วฉุกคิดถามว่าคิดตังค์เพิ่มไหม? “อ๋อ...ไม่ค่ะ ต้นไม้ให้พร้อมบ้านค่ะ”

“โล่งอก...เห็นลงให้เยอะเหลือเกิน สวยๆ ทั้งนั้น” เป็ดปุ๊กหัวเราะสบายใจ

เวลาเดียวกันนั้น ไม้มากดกริ่งหน้าบ้าน บอกเชียรที่ออกมาว่าพรุ่งนี้จะเอาต้นไม้มาลง เชียรมองเต็มตาถามว่าเขาเป็นสวนหรือ ไม้หัวเราะเบาๆ บอกว่า “ครับ ที่เราเจอกันตอนเช้าไง ลูกสาวคุณขับรถเกือบชนรถผม”

เชียรพยักหน้านึกออกว่าตอนนั้นเขามีผ้าขาวม้าปิดหน้าไว้ ไม้บอกว่าตนแวะมาบอกแค่นี้ ยิ้มให้แล้วเดินไป

ooooooo

ซื้ออาหารสำเร็จกลับมา เป็ดปุ๊กเอาทั้งของตัวเองและของพ่อเข้าไมโครเวฟแล้วยกออกมานั่งกินกัน เธอพยายามสร้างบรรยากาศให้สดชื่น เพราะเป็นม้ือแรกที่นั่งกินสองคนอย่างเงียบเหงา

เป็ดปุ๊กบอกพ่อว่าลองกินดูถ้าชอบ พรุ่งนี้พ่อทำกินเองก็ได้ เข้าเวฟแค่ 3 นาทีเอง หรือถ้าไม่ชอบก็มีอย่างอื่นให้เลือกเลยถูกบ่นว่า

“เห็นแล้วล่ะ ไม่รู้ซื้อมาทำไมเยอะแยะ ตู้เย็นก็ยังไม่มี มันจะไม่เสียก่อนเหรอ ถ้าเจ้ายักษ์เบิ้มอยู่ด้วยคงต้องเทให้มัน มันคงสบายไปเลย” พูดแล้วก็นิ่งไปอีก เป็ดปุ๊กถอนใจบอกว่าพูดถึงบ้านโน้นทีไรพ่อเป็นแบบนี้ทุกที อย่าพูดถึงอีกเลย เชียรก็เลยบ่นตัวเอง “มันเคยชินน่ะ พ่อไม่ควรพูดเลย ไม่ควรจะคิดด้วยซ้ำ”

เชียรลงมือกินอาหาร แต่กินอย่างฝืดฝืน ครู่เดียวก็บอกว่าอิ่มแล้วทั้งที่ยังเหลือยู่ครึ่งหนึ่ง

“ที่เหลือเก็บไว้ก่อนก็ได้ค่ะ เผื่อดึกๆ พ่อหิวก็มาอุ่นกินได้ พ่อไปนั่งดูทีวีย่อยอาหารก่อนก็แล้วกัน เป็ดล้างเอง”

เชียรลุกไปเปิดทีวีดูข่าว นั่งดูทีวีแต่ใจเหม่อลอยคิดไปถึงเรื่องในอดีต...

วันนั้น...ที่ห้องอาหารบ้านเก่า ขณะเชียรกับเป็ดปุ๊ก นั่งกินอาหารเช้ากันอยู่นั้น เก็จเดินลงบันไดปึงปังมา ตรงมายืนตรงเชียรพูดเกรี้ยวกราด

“ขอร้องพ่อเป็นร้อยครั้งแล้วมังคะ ให้พ่อช่วยพูดกับเขา ทำไมมันไม่มีอะไรดีขึ้นเลยคะ” เป็ดปุ๊กพูดแทนว่า พ่อพูดให้ทุกครั้งแต่เขาไม่เชื่อเอง “แต่มันหนักขึ้นทุกวัน วันก่อนไปงานบ้านญาติเก็จ ก็ไปเมาแอ๋ให้เก็จอายญาติพี่น้อง ถ้าอยากเมาทำไมไม่เมากับญาติพี่น้องของตัวเอง!”

เป็ดปุ๊กบอกว่าพี่ไก่เขาก็เมาอย่างนี้ทุกงาน เก็จสวนทันควันว่า

“เก็จทนไม่ไหวแล้ว เก็จจะเลิกกับไก่! เก็จจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว ผู้ชายเลวๆ พรรค์อย่างนี้ อยู่ด้วยก็ไม่เห็นชีวิตจะดีขึ้น มีแต่สร้างปัญหาให้ทุกข์ใจทุกวี่วัน”

เชียรขอให้ใจเย็นๆ ค่อยพูดค่อยจา ผัวเมียก็เหมือนลิ้นกับฟัน เก็จก็ยิ่งเสียงดังบอกว่าตนทนไม่ไหวแล้ว ระบายความอัดอั้นออกมาแล้วถามเชียรว่า รู้ไหมว่าลูกชายพ่อมีเงินเดือนเหลือกลับมาให้ตนกับลูกใช้กี่บาท!

“แล้วดูซิ มันบอกมันไม่มีเงิน แต่กลับพาเพื่อนพาลูกน้องไปเลี้ยงเหล้าได้ทุกคืน เวรกรรมอะไรของกูวะ ที่ต้องมาอยู่ในนรกแบบนี้ เบื่อ! ทนไม่ไหวแล้วเว้ย!!”

เชียรยังพยายามขอให้ใจเย็น โวยวายแบบนี้ไม่มีประโยชน์หรอก ถูกเก็จมองตาขวางเสียงเขียวใส่

“พ่อนั่นแหละ เลี้ยงลูกมายังไงถึงได้ทั้งเลวทั้งชั่ว ไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ เงินเดือนไม่พอใช้ ลูกเต้าไม่เคยช่วยเลี้ยงดู แล้วดูซี เมื่อคืนมันกลับบ้านตีอะไร มันบอกว่าไปงานเลี้ยงเกษียณเจ้านาย ทำไมเก็จจะไม่รู้ มันไปกับผู้หญิงที่ทำงานด้วยกัน ไอ้ระยำ!!”

“พี่เก็จคะ ใจเย็นๆก่อนได้ไหม” เป็ดปุ๊กลุกขึ้น

“ใครจะเย็นไหว เธอไม่มีครอบครัว ไม่มีวันรู้หรอกว่าฉันต้องอดทนมากแค่ไหน ฉันเบื่อไอ้ผู้ชายเลวชาตินี้เต็มทนแล้ว” พูดแล้วเก็จเดินกระแทกเท้าออกไปที่ห้องรับแขก เชียรกับเป็ดปุ๊กตามไปขอให้ใจเย็นๆ จะทำอะไรให้นึกถึงลูกบ้าง

เก็จย้อนว่าเพราะนึกถึงลูกตนถึงยอมทนอยู่มาจนทุกวันนี้ แต่วันนี้ทนไม่ไหวแล้วและจะไม่ทนอีกต่อไป ลูกเต้าก็ให้เลี้ยงกันไปเองตนไม่เอาแล้ว ชีวิตก่อนแต่งงานของตนดีมาตลอด แต่พอแต่งงานชีวิตก็มีแต่ดิ่งลงเหวไม่ได้งอกงามเหมือนคนอื่นเลย เก็จด่าไก่กุ๊กลามปามมาถึงเชียร จนเป็ดปุ๊กทนไม่ได้ลุกขึ้นโต้เสียงแข็งว่า รู้อยู่ว่าไก่กุ๊กเป็นแบบนี้ตั้งแต่หนุ่มๆ แล้วทำไมพอมีปัญหากลับมาลงที่พ่อ

“ก็เราเป็นพ่อลูก เป็นพี่น้องกันนี่” เก็จพาล

“แต่พี่ก็เป็นเมียพี่ไก่นะคะ ที่สำคัญไม่มีใครบังคับให้พี่เก็จแต่งงานกับพี่ไก่เลย พี่เลือกกันเอง แต่งกันเอง แล้วเวลามีปัญหา ทำไมมันถึงต้องมาลงที่พ่อกับเป็ด พี่โตจนป่านนี้แล้ว จนมีลูกเต้าด้วยกัน ทำไมไม่หัดรับผิดชอบชีวิตตัวเอง เวลามีปัญหาก็หาทางแก้กันไปซี จะมาหารือพ่อกับเป็ดก็ไม่ว่า แต่ไม่ใช่มาด่าทอหยาบคายเหมือนคนเสียสติแบบนี้”

แทนที่เก็จจะได้สติกลับตวาดให้หุบปากไม่งั้นจะตบให้คว่ำ เชียรตกใจเรียกปราม เป็ดปุ๊กก็เลือดขึ้นหน้าปรามว่า อย่ามาหยาบคายกับตนแบบนี้นะ!

“ทำไม! ลูกผู้ลากมากดีมาจากไหนกันวะ หน็อย! ทำเป็นฟังไม่ได้ ฟังไม่ได้ก็ออกไปเลย! ไม่ต้องมาอยู่่ร่วมบ้านกับคนอย่างอีเก็จซีวะ”

เก็จเหิมเกริมจนไล่เจ้าของบ้านออกจากบ้าน เป็ดปุ๊กโกรธมาก เห็นพ่อยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกก็สงสารเลยยิ่งโกรธ

ขณะนั้นเอง ไก่กุ๊กยังไม่สร่างเมาเดินลงมาเอ็ดตะโร “อะไรเนี่ย เสียงดังเอะอะ คนจะนอนก็ไม่ได้นอน” มองเก็จแล้วหันมองพ่อถามอย่างไม่พอใจ “นี่พ่อไปว่าอะไรเก็จอีกเหรอ”

เป็ดปุ๊กกับเชียรมองหน้ากันพูดไม่ออก ในขณะที่ไก่กุ๊กยังพล่ามไม่หยุด...

“พ่อไม่รักผมเหรอ ไม่อยากเห็นผมเติบโตมีครอบครัวที่มั่นคงอบอุ่นหรือไง ทำไมถึงได้จ้องหาเรื่องเก็จนัก” แล้วหันมาทางเป็ดปุ๊ก “แกก็อีกคนนึงเป็ด ทำไมชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวของฉันกับเก็จนัก ต่างคนต่างอยู่ได้ไหม โตๆกันแล้ว อย่ามาก้าวก่ายกันเลย”

เชียรยืนมึนไม่รู้จะพูดยังไง เก็จสะบัดหน้าขึ้นข้างบน ไก่กุ๊กมองงงๆ แล้วเดินตามขึ้นไปพลางร้องถามเก็จ...

“เดี๋ยว...ตกลงทะเลาะกันเรื่องอะไร?”

เป็ดปุ๊กลุกไปจับไหล่พ่ออย่างเข้าใจความรู้สึกกัน เชียรถามว่า “เราหาบ้านใหม่อยู่กันดีไหมเป็ดปุ๊ก”

“แต่บ้านหลังนี้เป็นบ้านของพ่อนะ เป็ดรู้ว่าพ่อรักบ้านหลังนี้มาก ทำไมอยู่่ดีๆ พ่อถึง...” เป็ดปุ๊กพูดไม่ออก

“เพราะมันไม่ดีแล้วน่ะซิ” เชียรตอบอย่างกล้ำกลืน เป็ดปุ๊กเสนอว่าลองคุยกับไก่กุ๊กอีกทีดีไหม อย่าเพิ่งคิดเรื่องย้ายออกไปเลย “พ่อคิดมานานแล้วเป็ด มันคงถึงเวลาแล้ว”

เป็ดปุ๊กนั่งลงข้างพ่อ กอดเอวซบไหล่พ่อน้ำตาไหลอย่างอัดอั้น เชียรเองก็น้ำตาคลอด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน...

เชียรยังนั่งนึกถึงวันนั้น...พอดีเป็ดปุ๊กล้างจานเสร็จเดินมาบอกพ่อว่า พรุ่งนี้ตนไปทำงานพ่อดูอาหารกล่องในตู้เลือกว่าจะกินอะไรแล้วอุ่นไมโครเวฟเอา

เชียรพยักหน้าพึมพำอะไรเบาๆ แล้วกดปิดทีวีลุกเดินขึ้นชั้นบนเงียบๆ

เป็ดปุ๊กรู้ว่าใจพ่อไม่อยู่กับตัว มองตามพ่อไปพูดอะไรไม่ออกเช่นกัน...จนเมื่อเข้าห้องตัวเองเธอรำพึงหนักใจ...

“ทำไมมันไม่เห็นดีขึ้นเลย ออกมาอยู่กันแบบนี้แล้ว มันต้องดีขึ้นสิ พ่อน่าจะมีความสุขสิ เป็ดทำถูกหรือเปล่าพ่อ  เป็ดทำให้พ่อยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้นหรือเปล่า? ...ฉันทำถูกหรือเปล่า??” เป็ดปุ๊กสะอื้นอย่างอัดอั้น สับสน

พลันเธอก็ชะงักเมื่อมองไปนอกหน้าต่างที่ยังไม่มีผ้าม่าน เห็นต้นไม้ที่นอกรั้วไหวเอนแปลกๆ!

ooooooo

รุ่งขึ้น บรรดาของใช้ทั้งตู้้เย็น ช่างโทรศัพท์ ก็ยกตู้เย็นและมาต่อสายโทรศัพท์ให้ที่บ้าน เป็ดปุ๊กเล็งที่ตั้งตู้เย็นขยับไปขยับมาอยู่นานกว่าจะเข้าที่ถูกใจ

พอเซ็นรับตู้เย็น ช่างโทรศัพท์ก็มาบอกว่าเชื่อมต่อสายโทรศัพท์กับสายในบ้านเรียบร้อยแล้วใช้งานได้เลย บอกว่าบ้านนี้ขออินเตอร์เน็ตไว้ด้วย ตนติดตั้งและทดลองสัญญาณให้เรียบร้อยแล้วขอให้เซ็นรับด้วย

เซ็นรับเสร็จ ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายอยู่หน้าบ้าน โผล่ไปดูเห็นรถกระบะคันเมื่อวานบรรทุกต้นไม้สูงประมาณสองเมตรกำลังถอยเข้าบ้าน

เป็ดปุ๊กยืนดูอยู่ที่ระเบียงถามพ่อว่าต้นอะไรหรือ เชียรบอกว่าต้นอะไรสักอย่างชื่อมันแปลกๆ แต่ก็นึกไม่ออก

เห็นไม้กับคนงานทำงานกันกลางแดด เป็ดปุ๊กไปเอาน้ำเย็นออกมา ถามพ่อว่าเขาบอกหรือยังว่าต้นอะไร เชียรบอกว่ายังให้ไปถามเขาดู เป็ดปุ๊กยกถาดน้ำไปให้ ไม้หยิบแก้วน้ำส่งต่อให้ลูกน้องโดยไม่ขอบคุณสักคำ เป็ดปุ๊กมองอึ้งแต่ก็ถามว่า

“ต้นอะไรคะ”

“ต้นไม้”

เป็ดปุ๊กนึกว่าเขาพูดเล่นเลยพูดขำๆว่ารู้ว่าเป็นต้นไม้แต่มันต้นอะไร จะมีดอกไหม ชอบน้ำมากหรือเปล่า แดดด้วย ตนจะได้ดูแลถูก ได้รับคำตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนเดิมว่า

“ปลูกอยู่กลางสนามแบบนี้ก็ต้องชอบแดดอยู่แล้วล่ะ ส่วนดอก ถ้าดูแลดี ก็คงจะออกให้เห็นหรอก”

“ตอบแบบนี้อย่าตอบดีกว่า” เธอบ่นเบาๆ แต่ไม้เกิดหูดีได้ยินขึ้นมาถามว่า ว่าไงนะ “คุณคงจะเหนื่อย ไม่เป็นไรหรอกทำงานให้เสร็จเสียจะได้พัก” พูดแล้วจะเดินกลับ ฉุกคิดได้หันมาถาม “เกือบลืม คุณเป็นคนปลูกต้นไม้พวกนั้นใช่ไหม” เธอมองไปทางต้นไม้รอบบ้าน “ขอบคุณมากนะ ฉันชอบอ่างบัวกับเป็ดตัวนั้น น่ารักดี”

เขาเพียงพยักหน้านิดเดียวกับคำชมนั้น แต่มันก็ทำให้เป็ดปุ๊กพอใจที่รู้ว่าคุยกันรู้เรื่อง

ขณะเป็ดปุ๊กกำลังจะเข้าบ้านนั่นเอง ได้ยินเสียงไข่มุกแว้ดลูกชายที่มาขี่จักรยานเล่นให้เข้าบ้าน พอมองไปเห็นไข่มุกกับไม้จ้องหน้ากันเขม็ง ทำให้เธอเดาได้ว่าสองคนนี้มีปัญหากันแน่ เธอเดินมาชวนพ่อเข้าบ้าน เชียรหันมองไม้โบกมือให้นิดหนึ่งเชิงลาแล้วตามเป็ดปุ๊กเข้าบ้าน

ooooooo

การเข้ามาอยู่ในบ้านที่ยังไม่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน เลยทำให้เป็ดปุ๊กต้องหัวหมุนเมื่อบรรดาช่างต่างๆมาพร้อมกันในคราวเดียว ทั้งช่างติดเครื่องกรองน้ำ ช่างติดดาวเทียมช่างประชา มะรุมมะตุ้มถามรายละเอียดมากมายทั้งยังเสนอเพิ่มนั่นเติมนี่หวังทำเงินได้มากขึ้น

ไม้รู้ทันบรรดาช่างเหล่านั้น เขาเดินเข้ามาช่วยจัดการ เพราะหลายอย่างทางหมู่บ้านติดตั้งไว้ให้แล้วไม่ต้องทำใหม่ เป็ดปุ๊กเห็นเขาเข้ามาคุยในบ้านแล้วก็ยังไม่ถอดหมวกและผ้าคลุมหน้า เธอพูดทีเล่นทีจริงว่า

“ขอโทษนะ นี่มันก็อยู่ในบ้านแล้ว ไม่ต้องใส่หมวกแล้วปิดหน้าไว้ก็ได้มั้ง”

ไม้จึงจำต้องถอดหมวกและผ้าปิดหน้าออก เป็ดปุ๊กมองอึ้งไปชั่วขณะ เมื่อเห็นใบหน้าที่หล่อเหลามีเคราเสน่ห์ของเขาแต่เก็บอาการ คุยเรื่องงานต่ออย่างเป็นการเป็นงาน

ในที่สุด ไม้ก็เป็นคนจัดการทุกอย่างให้เธอได้เรียบร้อยอย่างรู้ทันบรรดาช่างที่หมายเอารัดเอาเปรียบ ทำให้เธอรู้สึกดีและขอบคุณเขา ไม้บอกว่า “ที่มานี่เพื่อจะบอกว่าพรุ่งนี้เย็นจะเอาต้นไม้มาลงให้อีก”

“คงไม่ค่ำนะ ค่ำแล้วก็อยากจะพักผ่อน”

“ก็เพิ่งบอกว่า ‘เย็น’ ไง” ย้ำเสียงเข้มหน้าขรึมแล้วเดินออกไปเลย เป็ดปุ๊กเห็นลีลาเขาแล้วอยากขำ แต่ขำไม่ออก

ooooooo

พวกช่างทำงานเสร็จพากันกลับ ขณะเดินผ่านไม้ที่ดูแลการปลูกต้นไม้อยู่ก็มองเขาอย่างไม่พอใจจนเชียรดูออกบอกว่า ท่าทางพวกนั้นจะไม่ชอบเขาเท่าไหร่

“พวกนี้คอยแต่จะจ้องเอาเปรียบลูกค้า ต้องรู้ทันหน่อย เอ่อ...เรื่องที่ว่าจะเอาต้นไม้มาลงเพิ่มน่ะครับ ขอเป็นพรุ่งนี้ได้ไหมครับ พอดีติดธุระนิดหน่อย”

เชียรบอกว่าเมื่อไรก็ได้เพราะตนอยู่บ้านทุกวัน เอ่ยปากว่ายังไงก็ขอให้ช่วยกันดูแลด้วย เพราะตนไม่รู้เรื่องอะไรนัก แล้วหันบอกเป็ดปุ๊กให้ขอบคุณเขา เธอจึงเอ่ยขอบคุณ เขามองหน้าเธอแว่บหนึ่งแต่ไม่พูดไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม แต่พอจะออกไปก็กลับหันมาถามว่า

“ทำไมไม่จ้างแม่บ้านมาช่วยทำความสะอาดบ้านให้” เธอดีใจถามว่ามีหรือ “มี...มีทุกอย่างแหละ แม่บ้าน คนสวนรับจ้างตัดหญ้า รดน้ำต้นไม้ ส่งหนังสือพิมพ์ รับจ้างซักรีด ผู้จัดการเขาไม่ได้บอกคุณเหรอ”

เป็ดปุ๊กดีใจบอกว่ากำลังอยากได้คนซักรีดอยู่ถามว่าจะติดต่อได้ยังไง เขาบอกให้โทร.หาพิกุลเธอจัดการได้ทุกอย่างในหมู่บ้านนี้

ขณะนั้นเอง นภ เด็กหนุ่มวัย 15 มาร้องเรียกไม้อยู่หน้าบ้าน ไม้พยักหน้าให้เด็กหนุ่มยิ้มๆแล้วเอ่ยลาเชียร หันไปร้องบอกคนงานให้กลับกันได้แล้ว ส่วนตัวเองเดินไปพูดอะไรกับนภเล็กน้อยแล้วพากันเดินออกไปทางปากซอย

เมื่อไม้ไปแล้ว เชียรพูดอย่างสบายใจว่าถ้าไม่ได้ไม้มาช่วยสงสัยเราจะหมดไปอีกหลายพัน เป็ดปุ๊กพูดเสียงประชดว่า “ดีจังเลยนะคะ” พอพ่อติงว่าน้ำเสียงเหมือนไม่พอใจไม้ เธอเลยบ่นให้ฟังว่า

“ก็มันน่าไหมล่ะคะ คนอะไรพูดจามะนาวไม่มีน้ำ เราอุตส่าห์พูดดีด้วย เอาน้ำเย็นไปบริการ ขอบคุณสักคำก็ไม่มี”

เชียรติงว่านิสัยเขาคงเป็นแบบนั้น แต่ตนคิดว่า เขาเป็นคนสวน เป็นชาวบ้านคิดอะไรก็พูดอย่างนั้น ถูกเป็ดปุ๊กดักคอว่าท่าทางเหมือนพ่อจะชอบเขามาก

“พ่อว่าเขาเป็นคนดี”

“อย่าเชื่อใจคนเร็วนักนะพ่อ” เธอเตือนแล้วเดินงอนๆออกไป เชียรมองตามยิ้มขำๆ

ooooooo

คืนนี้ เป็ดปุ๊กจะไปซื้ออาหารก็ถูกไข่มุกออกมาดักเป่าหูยุยงเรื่องต้นไม้ที่ไม้เอามาปลูก หาว่าเขาเอาต้นไม้ที่โละทิ้งขายถูกๆมาปลูกให้แล้วเรียกเก็บเงินแพงๆ

พอเห็นเป็ดปุ๊กสนใจฟังก็เม้าท์มันว่า “ไอ้คนนี้มันไว้ใจไม่ได้หรอก มันโรคจิต แล้วยังวิปริตทางเพศด้วย มันชอบเด็กผู้ชาย” พอเป็ดปุ๊กตกใจก็ชี้ไปทางปากซอย “โน่นไง ปากซอยเรานั่นแหละ มันไปมั่วกับเด็กผู้ชายอยู่ที่นั่น”

เป็ดปุ๊กมองไปที่ปากซอย เห็นรถกระบะของไม้จอดอยู่ที่นั่นจริงๆ

เมื่อขับรถผ่าน เป็ดปุ๊กอดมองเข้าไปในบ้านหลังนั้นไม่ได้ แล้วเธอก็ผงะเมื่อเห็นเงาสองคนเหมือนกำลังทำอะไรกันอยู่ เธอรีบขับรถออกไปทันที

ที่แท้ไม้มาติวคณิตศาสตร์ให้นภ แต่นภทำดินสอร่วงกลิ้งหายแล้วก้มหา ไม้ยืนข้างหลังช่วยหา เงาเลยออกมาทำให้เป็ดปุ๊กเห็นเป็นอย่างอื่น พอขับรถออกไป เธอพึมพำสมเพช

“ไม่นึกเล้ย...หน้าตาก็พอดูได้ แต่ดันวิปริตทางเพศ โรคจิตจริงๆนายไม้”

ooooooo

แก้ว หรือ แก้วกรพินธุ์ เป็นน้องสาวของเก็จเกยูรพี่สะใภ้ของเป็ดปุ๊ก แก้วอายุเท่ากับเป็ดปุ๊กทำงานที่เดียวกันแต่เป็นผู้ช่วยเป็ดปุ๊ก

วันนี้แก้วไปหาพี่สาวที่บ้านเดิมของเชียร สองพี่น้องคุยกันอย่างออกรสเรื่องเป็ดปุ๊กกับพ่อย้ายออกจากบ้านนี้ เก็จด่าว่ายัยนี่มันเพี้ยน แก้วติงว่าก็พี่ไปด่าพ่อเขาเสียขนาดนั้น

“ถ้ารู้จักเลี้ยงลูกชายให้ดีก็ไม่ถูกด่า” แก้วเลยหัวเราะขำๆถูกพี่สาวถามว่าขำอะไร

“คนที่ผิดน่าจะเป็นคนที่ไปเลือกเขามาเป็นสามีมากกว่า ถ้าพี่รู้จักระวังหน่อยก็คงไม่ต้องมานั่งเครียด อย่างแก้วเนี่ยต้องให้ชัวร์ก่อนถึงจะยอม” แต่พอพี่สาวถามว่าตอนนี้ชัวร์รึยัง แก้วก็ยิ้มเขินแล้วเปลี่ยนเรื่อง

ถามว่าเป็ดปุ๊กเอาเงินจากไหนไปซื้อบ้านหลังใหม่ทั้งที่เงินเดือนก็มากกว่าตนไม่เท่าไหร่ เก็จบอกว่าเงินเก็บของพ่อคงถอนไปจนหมดบัญชีแล้วกระมัง แล้วบ่น

“ไอ้ผัวเราก็ไม่ขวางสักนิด นี่แหละยิ่งทำให้เจ็บใจ แล้วที่แย่หนักขึ้นไปอีกก็คือ พอพ่อมันไม่อยู่ มันก็ไม่ให้เงินเราเพิ่ม รู้ไหม ทั้งพี่ทั้งหลานจะอดตายกันอยู่แล้ว คงไม่ทนนานหรอก พี่จะเลิกกับมัน จะได้จบๆเสียที”

แล้วเก็จก็ต้องเสียงอ่อน เมื่อถูกกะรัตผู้เป็นแม่ออกมาปรามให้ใจเย็นๆ แล้วสาธยายผลประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคตว่า แม่ของไก่กุ๊กระบุไว้ว่าบ้านหลังนี้ต้องโอนให้หลาน ฉะนั้นให้ทนอยู่ต่อไป เมื่อวันหนึ่งทางโน้นโอนบ้านกับที่ดินให้หลาน เธอก็ขอเป็นผู้จัดการมรดกแล้วขายเสีย เผลอๆได้เป็นสิบล้าน

“อย่านานนักก็แล้วกัน” เก็จยอมทำตามที่แม่แนะนำเมื่อนึกถึงเงินก้อนโต

ooooooo

อลงกรณ์ พ่อของโอมอลังการสามีใหม่ของหทัย กำลังโทรศัพท์คุยกับเฮียชัยเกี่ยวกับการเปิดโครงการหมู่บ้านใหม่ รับปากว่าจะให้เฮียชัยมาสร้าง แต่ตอนนี้ยังมีปัญหาเรื่องที่ดิน เขาพูดโดยไม่รู้ว่าหทัยเข้ามายืนฟังอยู่ว่า

“ต้องรอคุณหทัยเขาก่อน แต่ผมว่าไม่น่ามีปัญหาครับ ไม่นานหรอก ผมออดอ้อนนิดหน่อยคุณหทัยเขาก็ต้องยอมอยู่แล้ว” แต่พอหันมาเห็นหทัยยืนอยู่ก็หน้าเสียรีบวางสาย บอกหทัยว่า “เฮียชัยโทร.มาคุยน่ะ คุณเข้ามานานแล้วเหรอ”

“นานพอจะได้ยินแผนของคุณก็แล้วกัน” หทัยไม่เห็นด้วยที่เขาจะไปยุ่งกับที่ดินแปลงติดกันนี้ เตือนว่า “ถ้าอยากจะทำก็ไปหาซื้อที่ที่อื่น แล้วเปิดหมู่บ้านใหม่ ไปเลย”

อลงกรณ์อ้างเหตุผลทางธุรกิจว่าจะประหยัดได้มากหากสร้างอยู่ติดกับที่ดินตรงนี้ แต่ไม่ว่าเขาจะอ้างเหตุผลอะไรอย่างไร หทัยก็ไม่เห็นด้วย ยืนยันคำเดียวว่า เหตุผลของเขานั้น “เอาไปใช้กับคนอื่นก็แล้วกัน แต่ไม่ใช่ที่แปลงนั้น ยังไงฉันก็ไม่ไปเจรจาให้คุณ”

“แม่มัวแต่ลังเลแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนคาบไป” โอมติง

“ถ้าเขาจะขายที่ให้คนอื่น ก็เป็นสิทธิ์ของเขา อย่างน้อยแม่ก็มีความสุขที่ไม่มีส่วนทำสิ่งผิดๆ” พูดแล้ว เดินออกไป

“อดเลยพ่อ” โอมทำหน้าผิดหวัง อลงกรณ์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดกับลูกชายอย่างมุ่งมั่นว่า

“แกคิดว่าพ่อจะยอมง่ายๆเหรอ?”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

แคท เล่นแรง ระบายความแค้น ดักขา แป้ง สะดุดล้มหวิดแท้ง ใน "เรือนสายสวาท"

แคท เล่นแรง ระบายความแค้น ดักขา แป้ง สะดุดล้มหวิดแท้ง ใน "เรือนสายสวาท"
21 ม.ค. 2563
08:20 น.