สมาชิก

หนึ่งในทรวง

ตอนที่ 6

อัลบั้ม: หนึ่งในทรวง พร้อมลงจอ! ช่อง 3 ดัน ญาญ่า จิ้น เจมส์จิ



แม่พิมพ์ได้ยินเสียงแม่โอดังมาจากห้องข้างๆ ก็ตกใจวิ่งมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น หทัยรัตน์พยายามจะผละตัวออกจากหนึ่งแต่เจ็บฝ่ามือ แม่โอร้องว่ามือหทัยรัตน์เลือดออก หนึ่งรีบดึงมือเธอมาดู แต่เธอสะบัดออกกระซิบเสียงเข้มว่า “อย่ามาจับตัวฉัน!”

หนึ่งชะงักเห็นแววตาแข็งกระด้างเต็มไปด้วยทิฐิของหทัยรัตน์ จึงเชิดใส่ไม่แคร์บ้าง แม่พิมพ์มาเห็นรีบเข้ามาช่วยแม่โอดูแผลที่มือหทัยรัตน์ แล้วถามหนึ่งว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“เด็กดื้อ พูดดีๆไม่ยอมทำตาม หาเรื่องเจ็บตัว ดูสิข้าวของก็เสียหายเพราะความดื้อของเธอแท้ๆ” หนึ่งประชดโยนความผิดให้หทัยรัตน์

แม่พิมพ์ปรามอย่าเพิ่งดุตอนนี้ เพราะเลือดที่มือหทัยรัตน์ออกมาก หนึ่งใจหายเป็นห่วงแต่ปากหนักบอกไปว่า...ไม่อยากดู เพราะตอนขอดูทำเล่นตัว พอมีคนมาโอ๋ถึงสองคนยิ่งทำยโสใส่ หนึ่งให้ทั้งสองดูแลกันไปว่าแล้วก็หันหลังเดินออกจากห้องอย่างไม่ไยดี หทัยรัตน์ส่ายหน้าเซ็งๆ

แม่พิมพ์บอกแม่โอให้กลับไปดูแลกรกนก ตนจะทำแผลให้เอง...พอทำแผลเสร็จ แม่โอเข็นรถกรกนกเข้า

มาหา หทัยรัตน์กล่าวขอโทษที่มีเรื่องเข้าใจผิดทำให้วุ่นวาย กรกนกรีบบอกว่าไม่ต้องขอโทษเพราะเธอไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วยังบอกอีกว่าหนึ่งสั่งคนรถให้รอไปส่งบ้านไว้

“คุณหนึ่งนี่ทำเป็นพูดว่าไม่อยากดูแล ไม่สนใจที่ไหนได้แอบไปเตรียมรถไว้นี่เอง” แม่พิมพ์ยิ้มกับแม่โอ

หทัยรัตน์ขอกลับเองแต่แม่โอบอกว่าคงไม่ได้เพราะได้ยินหนึ่งสั่งจวกว่า ถ้าปล่อยให้คุณครูกลับเองจะต้องได้รับโทษ แม่พิมพ์รีบยุว่าให้จวกไปส่งดีแล้ว อย่าให้เขาโดนลงโทษเลย หทัยรัตน์จำต้องยอมเดินไปพร้อมแม่พิมพ์ แม่พิมพ์แอบกระซิบถาม

“คุณครูคะ ตกลงผู้หญิงที่คุณหญิงบอกว่าเหมือนยักษ์ เขาเป็นแม่ของเพื่อนคุณครูจริงๆเหรอคะ...คนแบบนั้นเป็นแม่คนได้ด้วยเหรอคะ”

หทัยรัตน์อึ้งพูดไม่ออก....

ด้านนวลกลับถึงบ้าน เอ็ดตะโรใส่ลูกๆที่ช่วยกันปกปิดเรื่องหทัยรัตน์ทำงานอยู่ที่บ้านหนึ่ง และถ้าพินิจแอบไปพบเธออีก ตนจะไปทำให้หนึ่งไล่หทัยรัตน์ออก...

พินิจเครียด เมื่อจวกส่งหทัยรัตน์เสร็จกลับมาถึง หนึ่งรีบเข้ามาถามว่าเธอบ่นปวดแผลบ้างไหม แล้วฝากขอบคุณหรือพูดอะไรถึงตนบ้างหรือเปล่า จวกส่ายหน้าไม่มีเลย...เสียงแม่พิมพ์หัวเราะ หนึ่งหันมาเห็นเขิน แต่วางท่าเก๊กถาม “แม่พิมพ์มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ส่งเสียงบอกคุณหนึ่งเลย”

แม่พิมพ์พยักหน้าให้จวกออกไปแล้วขยับเข้ามาหาหนึ่งกระเซ้าว่า ถ้าตนส่งเสียงก็คงไม่รู้ว่าเขาเป็นห่วงหทัยรัตน์มากแค่ไหน หนึ่งปฏิเสธพัลวันไม่ได้ห่วงแค่ทำตามหน้าที่ แม่พิมพ์รู้ทัน

“ค่า...ทำตามหน้าที่ แต่พิมพ์คิดว่าถ้าคุณหนึ่งอยากรู้อาการคุณครู น่าจะโทรศัพท์ไปถามเจ้าตัวเองดีกว่านะคะ”

“ไม่! คุณหนึ่งไม่อยากคุยกับเด็กดื้อ” หนึ่งเสียงเข้ม

แต่แล้วกลางดึก หนึ่งอดใจไม่ไหวแอบโทร.มาถามอาการหทัยรัตน์ เผอิญสุดารับสาย เธอไม่รู้เลยว่าหทัยรัตน์บาดเจ็บจะรีบไปถามอาการมาให้ หนึ่งปรามอ้างว่ากรกนกฝากให้ถามว่าพรุ่งนี้จะมาสอนไหวไหม สุดาอมยิ้มอย่างรู้ทันถามวันนี้หทัยรัตน์มีอุบัติเหตุอะไร หนึ่งอึกอักๆไม่เล่า

สุดาจึงมาไล่เลียงจากหทัยรัตน์เอง พอรู้ว่าเธอถูกหนึ่งขังในตู้ก็ตกใจ แต่ก็พอเข้าใจแล้วว่าหนึ่งเป็นห่วงถึงโทร.มาถามอาการ...สุดานึกได้ถามหทัยรัตน์เข้าไปในตู้ทำไม หทัยรัตน์เล่าเรื่องที่นวลมาอาละวาด โดยมีสีสุกกับส่องแสงนำมา และพรรณีเป็นคนดันตนเข้าไปในตู้

“พี่เอือมกับคนพวกนี้จริงๆ ทั้งอาสีสุก พ่ีส่่องแล้วก็คุณนายนวล เออ...แล้วณีบอกรึเปล่าว่าเขากับแม่ไปที่บ้านพี่หนึ่งทำไม”

“ไม่ได้บอก ปุ้มก็มัวแต่ชุลมุนไม่ได้ถาม แต่ณีดูผอมมากหน้าตาไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน ณีดูไม่มีความสุขเลยค่ะ...แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็มีข้อดีนะคะ อย่างน้อยปุ้มก็รู้ว่าณีไม่ได้เปลี่ยนไปตามคุณนายนวล ถึงแม้รูปร่างณีจะเปลี่ยนไป แต่ความเป็นเพื่อนของเรายังเหมือนเดิม”

“ดีใจด้วยจ้ะ คิดๆแล้วก็อยากบอกความจริงกับพี่ปุ๊ อยากให้พี่ปุ๊รู้ว่าคุณนายนวลร้ายกาจมากแค่ไหน”

หทัยรัตน์ไม่เห็นด้วยเพราะเรื่องแบบนี้ควรให้สัทธาได้รู้เอง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเอาผู้ใหญ่มานินทา สุดาเห็นจริงแต่เมื่อไหร่ล่ะที่สัทธาจะรู้ความจริงเสียที

สุดาเอาเรื่องอัดอั้นมาระบายในจดหมายถึงประสาทพร แล้วเขาก็ตอบมาว่าอาการน้ำท่วมปากที่เธอถาม เขาเข้าใจดีและตัวเองก็เป็นบ่อยมาก “ในฐานะที่ผมเป็นคนกลางระหว่างน้องหญิงกับท่านพ่อ หลายครั้งที่เราต้องปิดบังความจริงบางส่วนไม่บอกให้น้องหญิงทราบ ผมพยายามไม่โกหก แต่บอกบางส่วนที่บอกได้...คุณสุดาไม่ต้องอึดอัดใจครับ ไม่ใช่คุณคนเดียวที่อยู่ในสภาพแบบนี้ เพราะเรารู้ว่าบางเรื่องถ้าเขาไม่รู้ เขาจะมีความสุขมากกว่า” ประสาทพรขอบคุณที่สุดาไว้ใจเล่าเรื่องนี้ให้ตนฟัง ตนจะเป็นกำลังใจให้

สุดาอ่านไปยิ้มไป ยิ่งท้ายจดหมายประสาทพรได้ขอโทษที่บ่นมายาวแถมบอกว่ากลับเมืองไทยเมื่อไหร่เขามีเรื่องบ่นยาวกว่านี้อีก...ความสัมพันธ์ของทั้งสองเติบโตขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

ooooooo

หลายวันผ่านไป ผ่องฉวีนำการ์ดแต่งงานมามอบให้หทัยรัตน์เป็นคนแรก และขอให้ช่วยเป็นแม่งานจัดงานแต่งงานให้ที หทัยรัตน์รับปากด้วยความยินดี
หนึ่งได้รับการ์ดแต่งงานจากวิทย์ วิทย์บอกว่าประสงค์เอามาให้เมื่อตอนบ่าย หนึ่งแปลกใจยิ่งพอได้รู้ว่าเจ้าสาวเป็นลูกสาวหมอใหญ่ที่โรงพยาบาลที่ประสงค์ทำงาน ทั้งสองคบหาดูใจกันมานาน หนึ่งนึกถึงหทัยรัตน์คงจะเสียใจมากเมื่อรู้ข่าวนี้

วันต่อมา หนึ่งรู้ว่าหทัยรัตน์มาขี่ม้าที่สนามขี่ม้า เขายืนมองความสง่างามของเธออย่างชื่นชม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหาเรื่องกวน...เมื่อหทัยรัตน์หันมาเห็นหนึ่งก็ชักสีหน้าหุบยิ้ม

“ทำไมเห็นหน้าฉันแล้วต้องหุบยิ้ม”

“เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนี่คะ”

“ใช่สิ การเจอคนที่รู้ทันเธอไปทุกเรื่อง คงไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีสักเท่าไหร่ อ้าปากทีก็เห็นไปถึงลิ้นไก่ จะหลอกอะไรก็ไม่สำเร็จ”

หทัยรัตน์ส่ายหน้าไม่ตอบโต้ ลงจากหลังม้าเดินเลี่ยง หนึ่งไม่พอใจเดินตามถากถาง ที่มาขี่ม้าบ่อยๆ เพราะหวังจะหาเหยื่อรายใหม่มาแทนที่ประสงค์ หญิงสาวชะงักหันมาถามทำไมต้องหาคนมาแทนที่ หนึ่งเยาะก็เพราะประสงค์กำลังจะแต่งงาน หทัยรัตน์แอบยิ้ม...แต่ปั้นหน้านิ่ง

“พูดเรื่องแต่งงานขึ้นมาถึงกับอึ้งพูดไม่ออก ดูเธอคงจะเสียใจอยู่ไม่น้อย” หนึ่งยิ้มหยัน

หทัยรัตน์โต้ เป็นเรื่องน่ายินดีทำไมจะต้องเสียใจ หนึ่งหาว่าเธอเล่นละครตบตา ความจริงเสียใจที่เสียตัวเลือกไปหนึ่งคน เธอแอบขำที่หนึ่งมโนไปเอง แต่แกล้งย้อนว่าคนอื่นไม่เกี่ยว

“ฉันไม่ใช่คนอื่น เพราะฉันเป็นญาติของคุณชายประสาทพรและเป็นเพื่อนของพินิจ และยิ่งตอนนี้หมอประสงค์หลุดออกจากบัญชีรายชื่อของเธอไปแล้ว คนที่เธอจะเลือกก็คงไม่พ้นสองคนนี้ ฉันเป็นห่วงพวกเขาที่ต้องมาเจอผู้หญิงที่คบผู้ชายไว้เผื่อเลิกอย่างเธอ”

“ถ้าคุณเป็นห่วงก็อย่าให้พวกเขามายุ่งกับดิฉันสิคะ ถ้าคุณห้ามไม่ได้ดิฉันก็จนปัญญา” หทัยรัตน์เห็นสองสาวไฮโซเดินตรงมาหาหนึ่ง ก็รู้ว่าเขากำลังจะเจอเรื่องปวดหัว จึงกล่าวยิ้มๆ “ขอบคุณนะคะสำหรับเรื่องคุณหมอประสงค์ แต่คุณไม่ต้องห่วงฉันดูแลตัวเองได้ คุณดูแลตัวเองให้ดีเถอะค่ะ ครั้งที่แล้วบอกดิฉันให้ระวังรถไฟจะชนกัน แต่คุณเองต่างหากที่กำลังจะสับรางไม่ทัน” พูดจบหทัยรัตน์รีบเดินเลี่ยงออกไป

หนึ่งงง ทันใดก็มีเสียงสองสาวเรียก แล้วทั้งสองก็เข้ามาทะเลาะกัน หนึ่งทำหน้าเซ็งมองตามหลังหทัยรัตน์ไปอย่างแค้นเคือง

ooooooo

หทัยรัตน์มาขอร้องให้สุดาช่วยไปสอนหนังสือกรกนกแทนสักระยะ เพราะตนต้องเตรียมจัดงานแต่งงานให้ผ่องฉวี แต่ขอไม่ให้บอกหนึ่ง ให้บอกไปว่าตนติดธุระเท่านั้นพอ

รุ่งเช้าเมื่อสุดามาหากรกนก เธอเข้าใจทุกอย่างดีและยินดีให้สุดาสอนหนังสือแทนหทัยรัตน์ สุดาชื่นชมว่าความคิดอ่านของกรกนกเกินวัยเหมือนผู้ใหญ่ เธอหัวเราะที่สุดาพูดเหมือนพี่ชายไม่มีผิด แถมมีบางอย่างที่คล้ายกัน สุดาเลิกคิ้วแปลกใจ กรกนกเล่าว่า

“หญิงสังเกตจากตอนที่ไปหัวหินด้วยกันพี่แป้นไม่ชอบรับประทานหัวกุ้งพี่ชายก็เช่นกัน”

“จริงค่ะ คุณชายไม่รับประทานหัวกุ้ง จะหักหัวกุ้งใส่ชามไว้ให้แม่โอกินค่ะ” แม่โอเสริม

“ส่วนพี่แป้นก็ให้พี่ปุ๊รับประทาน หญิงเห็นแล้วก็คิดถึงพี่ชายใหญ่เหมือนกันค่ะ”

สุดารู้สึกใจเต้นโครมครามอย่างแปลกใจ ถามกรกนกว่าตนกับคุณชายยังมีอะไรที่เหมือนกันอีก กรกนกตอบว่ามีอีกเรื่องคือทั้งสองรักหทัยรัตน์เหมือนกัน สุดาชะงักลืมข้อนี้ไปเสียสนิท

ด้านนวลลงทุนสืบจนรู้ว่าหนึ่งมาตีเทนนิสวันไหน แล้วพาพรรณีมาทำความรู้จัก อ้างว่าวันก่อนที่ไปบ้านไม่ทันแนะนำว่าพรรณีเป็นน้องพินิจ หนึ่งมองพรรณีที่มีท่าทางอึดอัดใจ นวลถามหนึ่งมาเล่นคนเดียวหรือ หนึ่งตอบว่ามากับลูกพี่ลูกน้อง นวลรีบถามอีกว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ตนรู้จักไหม หนึ่งกำลังจะเอ่ยชื่อ พอดีพรรณีเห็นสัทธาเดินมาก็ตกใจรีบดึงนวล เธอสะดุ้ง

“อะไรลูกณีเรียกซะตกใจ คุณหนึ่งยังพูดไม่จบเลย ตกลงชื่ออะไรคะ”

พรรณีขัดอีก “คุณแม่คะ คุณแม่บอกว่าจะรีบกลับไม่ใช่เหรอคะ ณีไปส่งคุณแม่ที่รถดีกว่านะคะ คุณหนึ่งคะ เดี๋ยวณีตีเทนนิสกับคุณหนึ่งด้วยได้ไหมคะ”
หนึ่งเห็นสายตาพรรณีวิงวอน จึงรับคำว่าได้ เธอโล่งใจดันนวลให้กลับ นวลดีใจที่หนึ่งจะตีเทนนิสกับลูกสาว รีบฝากฝังให้พาส่งบ้านด้วย พรรณีเกรงใจดึงแม่ไปส่งที่ลานจอดรถ นวลชื่นชมว่าลูกฉลาดที่เชื่อฟังแม่ พรรณียิ้มหน้าชื่นแต่อกตรม...สัทธาเดินมาถามหนึ่งว่าคุยกับใคร หนึ่งตอบว่าแม่และน้องสาวเพื่อน สัทธารู้สึกคุ้นๆเสียดายไม่ทันเห็นหน้า หนึ่งบอก

“ไม่ต้องเสียดายหรอก เดี๋ยวพรรณีก็เดินกลับมา คราวนี้จะได้เห็นหน้าชัดๆ”

สัทธาได้ยินชื่อตื่นเต้น ไม่ทันไร พรรณีเดินกลับมา สัทธาดีใจออกนอกหน้าจนหนึ่งแปลกใจ สัทธาเข้าใจไปว่าหนึ่งช่วยนัดพรรณีให้ออกมาพบกับตน หนึ่งเออออไปตามน้ำ

“เอ่อ...ใช่แล้วตกใจหรือเปล่าล่ะ”

“ตกใจสิ ปกติฉันชวนณีไปไหนมาไหนไม่ใช่จะได้ไปง่ายๆ แม่เขาหวง เออ ว่าแต่...แกรู้ได้ยังไงว่าฉันกับณีเป็นคนรักกัน”

หนึ่งเห็นสายตาอ้อนวอนของพรรณีให้รับมุกจึงเลยตามเลย “ฉันรู้เพราะณีบอกน่ะ ณีเป็นน้องของพินิจเพื่อนสนิทฉัน ฉันเห็นว่าณีเป็นคนรักของแก ฉันก็ชวนเขามาตีเทนนิสกับแก”

สัทธายิ้มขอบอกขอบใจหนึ่ง พรรณีได้แต่ก้มหน้ารู้สึกผิด หนึ่งถอนใจจะบอกอย่างไรดี...จนกระทั่งหนึ่งขับรถมาส่งพรรณีที่บ้าน ตัดสินใจเอ่ยถาม พรรณีเตรียมใจไว้แล้ว สารภาพว่าแม่ไม่ชอบสัทธาและตั้งใจจะจับคู่ตนกับหนึ่ง หนึ่งจึงถามคำถามเดียวว่าเธอรักสัทธาหรือไม่

“พี่ปุ๊คือคนคนเดียวที่ณีอยู่ด้วยแล้วมีความสุขทุกครั้ง พี่ปุ๊ทำให้ณีรู้จักชีวิต สนุกกับชีวิต หลายครั้งที่ณีมีปัญหาพี่ปุ๊คือที่พึ่งทางใจที่ทำให้ณีได้หัวเราะและรู้ว่าชีวิตมีค่า ยังมีคนที่รอเราอยู่”

“พี่สงสัย...ทำไมคุณน้าถึงไม่ชอบปุ๊ ทั้งๆที่ปุ๊ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย”

“คุณแม่กลัวว่าถ้าณีอยู่ใกล้พี่ปุ๊ จะทำให้พี่พินิจกับปุ้มใกล้ชิดกัน เลยตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไม่ให้ณีไปยุ่งกับพี่ปุ๊ค่ะ...”

“นี่ต้องมีคนเดือดร้อนเพราะเด็กนั่นเพิ่มขึ้นมาอีกสองคนเหรอเนี่ย” หนึ่งชักสีหน้า

พรรณีรีบอธิบายอย่าคิดแบบนั้น หทัยรัตน์เป็นเพื่อนที่ดีมาก ดีตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเพียงแค่แม่อคติไปเองไม่เกี่ยวกับเธอ หนึ่งนิ่งฟังแต่ไม่อยากเชื่ออยู่ดี

ooooooo

วันต่อมา หทัยรัตน์เพิ่งรู้ว่าสัทธาไปสุพรรณ สุดาก็ติดประชุมไม่มีใครไปงานแต่งงานผ่องฉวี

วันพรุ่งนี้ได้ สุดาเป็นห่วงว่าหทัยรัตน์จะไปงานอย่างไร ไม่ทันไรหนึ่งมาที่บ้านเดือนประดับ หทัยรัตน์รีบหลบไม่อยากเจอ สุดายืนต้อนรับพร้อมบอกว่าสัทธาไม่อยู่ไปสุพรรณ

หนึ่งมองหาหทัยรัตน์โดยไม่ได้ตั้งใจก่อนบอกสุดาว่าตนจะมาถามว่าพรุ่งนี้มีใครไปงานแต่งงานประสงค์บ้าง สุดายิ้มดีใจ “แหมบังเอิญจริง เมื่อกี้แป้นกำลังคุยกับปุ้มเรื่องนี้พอดี แป้นกับพี่ปุ๊ไม่ได้ไปงานหรอกค่ะ มีปุ้มไปคนเดียวค่ะ”

หนึ่งรีบถามแล้วหทัยรัตน์จะไปอย่างไร ตนมารับก็ได้ หทัยรัตน์เข้ามาวางแก้วน้ำปฏิเสธ “ไม่ต้องลำบากคุณอนวัชหรอกค่ะ ปุ้มไปเองได้เพราะปุ้มก็ยังไม่รู้ว่าจะไปกี่โมง”

หนึ่งหมั่นไส้แกล้งเหน็บอย่าลืมเอาผ้าเช็ดหน้าไปด้วย ว่าแล้วก็ลากลับ สุดายกมือไหว้ค้างงงๆ ที่หนึ่งพูดหมายความว่าอย่างไร หทัยรัตน์ส่ายหน้ายิ้มๆ
บอกว่าไม่เข้าใจเหมือนกัน...

ถึงวันงาน หทัยรัตน์มาช่วยงานแต่หัววัน ช่วยแจกของชำร่วยแขกที่มาร่วมงาน สักพัก ศจีกับอุรามาช่วย ทั้งสามสาวอยู่ในชุดสวยงามแต่หทัยรัตน์ดูโดดเด่นกว่าใคร ใกล้เวลาที่บ่าวสาวจะขึ้นเวที ผ่องฉวีลืมพวงมาลัยไว้ในรถขอร้องหทัยรัตน์ไปเอาให้...

หนึ่งเดินเข้ามาความหล่อเปล่งประกายให้สาวๆ ตาค้างเป็นแถว เขาแสดงความยินดีกับประสงค์ และขอโทษที่พ่อมาร่วมงานด้วยไม่ได้ แต่ฝากเชิญทั้งประสงค์และเจ้าสาวไปทานอาหารที่บ้าน ประสงค์กล่าวขอบคุณ หนึ่งมองไปเห็นหทัยรัตน์กำลังเดินออกจากงานจึงรีบตามไป

เมื่อหทัยรัตน์กำลังหยิบพวงมาลัยในรถ หนึ่งก็เข้ามาแขวะ จะรีบไปไหน ทนอยู่ร่วมงานไม่ได้หรือ หญิงสาวชะงักหันมาถามทำไมตนต้องทนไม่ได้ เขาหาว่าเธอแสลงใจที่เห็นผู้ชายที่หมายปองกำลังแต่งงานมีความสุข ตัวเองเป็นได้เพียงแขกร่วมงาน หทัยรัตน์สวน

“ดิฉันไม่ใช่คนใจแคบแบบนั้น ในเมื่อคนที่เรารักมีความสุขเราก็ต้องยินดีไม่ใช่เหรอคะ”

“รัก...นี่เธอกล้าพูดแบบนี้ในงานแต่งงานของคุณหมอเหรอเนี่ย”

“ทำไมฉันจะพูดไม่ได้ล่ะคะ ในเมื่อมันเป็นความจริง”

“แค่พูดฉันไม่เชื่อ ต้องได้เห็นกับตาฉันถึงจะเชื่อว่าเธอมีความสุขจริงๆ” หนึ่งไม่พูดเปล่าคว้ามือหทัยรัตน์เดินไป

หญิงสาวตีมือเขาให้ปล่อย “คนบ้า นี่คุณจะบ้าเหรอ ทำไมคุณถึงชอบบังคับฉันนักนะ”

“เพราะบังคับเธอได้ฉันมีความสุข ฉันถึงชอบ” หนึ่งยิ้มสะใจ ดึงหทัยรัตน์มาหาบ่าวสาว

ประสงค์ทักทำไมหนึ่งยังไม่เข้างาน หนึ่งอ้างว่าอยากรู้จักเจ้าสาวก่อน ประสงค์จึงแนะนำผ่องฉวีให้รู้จัก ศจีกับอุราเข้ามาแนะนำตัวเองด้วยแล้วมองหนึ่งอย่างเคลิบเคลิ้ม ผ่องฉวีบอกหนึ่ง

“คุณประสงค์เล่าเรื่องคุณอนวัชให้ฟังเยอะเลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องที่ไปเที่ยวหัวหิน”

“ถ้าอย่างนั้นคุณหมอก็คงจะเล่าให้ฟังถึงคุณครูของคุณหญิงแล้วสิครับ ผมจะได้แนะนำให้รู้จักกัน” หนึ่งหันมาแนะนำหทัยรัตน์และพูดแกมเยาะ “ผูกมิตรกันไว้เผื่อจะได้เป็นเพื่อนกันในอนาคต” ทุกคนหัวเราะครืน หนึ่งแปลกใจถามหัวเราะอะไรกัน

ผ่องฉวีถามหนึ่งไม่รู้จริงๆหรือว่าหทัยรัตน์เป็นเพื่อนสนิทของตน รวมทั้งศจีและอุราด้วย “ปุ้มเป็นคนแรกของเพื่อนในกลุ่มที่ผ่องแนะนำให้รู้จักคุณหมอ พอแต่งงานก็เป็นเพื่อนคนแรกที่ทราบข่าวเช่นกันค่ะ ปุ้มเป็นคนแรกที่ได้การ์ดและช่วยจัดงานทั้งหมดค่ะ”

ประสงค์เสริมว่าตนกับหทัยรัตน์พบเจอกันหลายครั้งก่อนจะบังเอิญไปเจอที่ชิดชายชล หทัยรัตน์ได้ทีโอบไหล่ผ่องฉวีเยาะหนึ่ง “ก็อย่างที่ดิฉันบอกคุณอนวัชแล้วไงคะ ในเมื่อคนที่เรารักมีความสุขเราก็ต้องยินดี คราวนี้คุณคงจะเชื่อแล้วนะคะ”

หนึ่งมองหทัยรัตน์อย่างอยากจะขย้ำ เธอยิ้มเยาะอย่างผู้มีชัย...ตลอดเวลาในงาน หนึ่งแอบมองหทัยรัตน์ตลอดเวลา เธอช่วยถือถาดพวงมาลัยอยู่บนเวที หนึ่งเห็นหนุ่มๆมองเธอเป็นแถวก็ให้หงุดหงิดใจ ไม่ทันไรหทัยรัตน์หันมาส่งยิ้ม เขาคิดว่าเธอยิ้มให้จึงส่งยิ้มกลับ ทันใดเสียงผู้ชายข้างหลังคุยกันว่า หทัยรัตน์คงจำพวกเขาได้เพราะเรียนห้องเดียวกัน หนึ่งหุบยิ้มฮึดฮัดขัดใจ

หลังจบงาน ประสงค์กับผ่องฉวีจัดแจงดันหทัยรัตน์ให้กลับกับหนึ่ง...ในรถหทัยรัตน์นั่งนิ่งอย่างเคย หนึ่งเปิดฉากต่อว่าทำไมไม่บอกเรื่องเป็นเพื่อนกับเจ้าสาว เธอตอบกวนๆว่าเขาไม่ได้ถาม หนึ่งสวนถึงถามก็คงไม่บอกเพราะต้องการหักหน้าตน หทัยรัตน์ย้อนคงไม่มีเวลาเหลือพอจะมานั่งคิดแผนแกล้งคน หนึ่งยิ่งเคืองเหยียบคันเร่งเร็วขึ้นทำให้เธอเกาะขอบประตูแน่น

ถึงหน้าเดือนประดับ หทัยรัตน์รีบลงจากรถ หนึ่งตามมารั้งไว้ต่อว่า “เธอคิดว่าฉันเป็นเหมือนผู้ชายคนอื่นที่เธอจะปั่นหัวได้งั้นเหรอ หทัยรัตน์...”

“ดิฉันไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น”

“ไม่จริง! เธอตั้งใจจะหว่านเสน่ห์ในงานเพื่อยั่วโมโหฉัน...แต่ฉันไม่สนหรอก เพราะผู้ชายพวกนั้นเต็มที่ก็ได้แค่รอยยิ้มจากริมฝีปากของเธอ แต่ฉันเคยได้มากกว่านั้น”

หทัยรัตน์หันขวับมาจ้องหนึ่งอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ “ที่คุณได้เพราะฉันไม่มีสติ ถ้าฉันรู้สึกตัวมันจะไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น”

“ถ้ามันไม่เกิด เธอคงจะตายไปแล้วไม่มีชีวิตมาใช้ริมฝีปากยิ้มหว่านเสน่ห์ให้ผู้ชายทั้งงานแบบนี้ จะว่าไป ฉันก็เป็นคนช่วยเธอ ทุกอย่างในตัวเธอก็น่าจะเป็นของฉัน โดยเฉพาะ...” หนึ่งมองริมฝีปากหทัยรัตน์ ยิ้มโลมเลียด้วยสายตากวนๆ

หทัยรัตน์หน้าร้อนผ่าว เถียงเสียงแข็ง “ฉันไม่ได้ร้องขอให้ช่วย เพราะฉะนั้นคุณไม่มีสิทธิ์ในชีวิตฉัน ฉันจะยิ้มจะพูดคุยหรือจะหว่านเสน่ห์กับใครก็เป็นสิทธิ์ของฉัน ใครจะไม่พอใจฉันก็ไม่สน” หนึ่งโกรธคว้าตัวเธอให้มาเผชิญหน้า เธอตื่นตระหนกบอกให้หนึ่งปล่อย

“ฉันปล่อยแน่แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เมื่อกี้เธอบอกว่าเธอไม่สนใจฉันใช่ไหม” เมื่อเห็นหทัยรัตน์ตอบว่าใช่ก็เข่นเขี้ยว “ฉันจะทำให้เธอสนใจฉันให้ได้” หนึ่งดึงหญิงสาวมาจูบอย่างรวดเร็ว

หทัยรัตน์ตกใจมากผลักเขาออกตบหน้าอย่างแรง “ป่าเถื่อน หยาบคายที่สุด คุณเห็นฉันเป็นผู้หญิงยังไงคุณถึงได้ทำแบบนี้”

“ยิ่งกว่านี้ฉันก็ทำ เธอจะได้รู้ว่าฉันมีสิทธิ์ในตัวเธอ อยู่ที่ว่าฉันจะต้องการมันเมื่อไหร่” หทัยรัตน์เงื้อมือจะตบอีก หนึ่งจับมือไว้ท้า “อย่าลืมสิว่าฉันเป็นคนป่าเถื่อนและหยาบคาย ถ้าเธอตบฉันอีกที คราวนี้ฉันจะทำมากกว่าจูบ ไม่เชื่อก็ลองดู”

หทัยรัตน์แค้นใจดึงมือกลับโกรธจนแทบอยากฆ่าเขา หนึ่งเยาะตอนนี้เธอคงรู้สึกกับตนบ้างแล้ว อย่างน้อยก็อยากจะฆ่าตน แสดงว่ากำลังสนใจตน หทัยรัตน์ข่มอารมณ์ไม่ตอบโต้ใดๆสะบัดหน้าเดินหนีเข้าบ้าน หนึ่งตะโกนไล่หลัง ร้องไห้วิ่งไปแบบนั้นไม่กลัวคนเห็นหรือ หญิงสาวน้ำตาร่วงวิ่งไปไม่เหลียวหลัง...หนึ่งกลับรู้สึกแปลกๆ ทั้งสะใจและรู้สึกผิดในคราวเดียวกัน เขากลับขึ้นรถเห็นกระเป๋าถือของหทัยรัตน์ยังวางอยู่

หทัยรัตน์เข้าห้องปิดประตูร้องไห้ ดึงกระดาษทิชชูมาถูที่ปากแต่มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้น พอดีสุดาเคาะประตูถามเป็นอย่างไรบ้าง งานสนุกไหม หทัยรัตน์ต้องพยายามทำเสียงปกติบอกว่าพรุ่งนี้จะเล่าให้ฟัง วันนี้ตนเหนื่อยอยากพัก สุดาไม่ติดใจอวยพรให้หลับฝันดี

ooooooo

รุ่งเช้า ทิพย์ให้แป้นไปตามหทัยรัตน์ลงมาทานข้าวเช้าก่อนออกไปสอนหนังสือ แต่ปรากฏว่าเธอยังอยู่ในชุดนอนอ้างว่าปวดหัวและได้โทร.ไปลางานแล้ว สุดาจึงบอกให้นอนพักผ่อน ถ้ายังไม่ดีขึ้นหรืออยากไปหาหมอก็ให้บอก

พอหนึ่งรู้จากกรกนกว่าหทัยรัตน์ลาป่วยก็รู้สึกเป็นห่วง...บ่ายวันนั้น หทัยรัตน์หากระเป๋าทั่วห้อง หารู้ไม่ว่าที่ห้องรับแขก หนึ่งเอากระเป๋ามาฝากสุดาโดยบอกว่าหทัยรัตน์ลืมไว้บนรถตน เธอแปลกใจปกติน้องไม่เคยขี้ลืมแบบนี้ หนึ่งอ้างว่าคงรีบไปนอนเพราะดึกมากแล้ว

“อ๋อ...กลับดึกนี่เอง ถึงได้นอนซม บ่นปวดหัวไม่ค่อยสบาย เออ พี่หนึ่งคะ...รีบไปไหนรึเปล่าคะ ถ้าไม่รีบ คุณพ่อคุณแม่ให้อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนนะคะ”

หนึ่งครุ่นคิด สุดท้ายตัดสินใจอยู่...เย็นวันนั้น หทัยรัตน์เดินเข้ามาในห้องทานข้าว ต้องชะงักเมื่อเห็นหนึ่งนั่งหันหลังอยู่ จะเดินกลับ สุทธิ์เหลือบเห็นถามจะไปไหนให้เข้ามานั่ง ทุกคนกำลังรอ หญิงสาวเดินก้มหน้ามานั่งอย่างว่าง่าย ไม่ทันไรสุทธิ์ถามหนึ่งเมื่อคืนไปงานแต่งงานประสงค์หรือเปล่า เขาแอบปรายตามาทางหทัยรัตน์ยิ้มๆ

“ไปครับ ไปตั้งแต่เย็นอยู่จนงานเลิก แล้วผมก็แวะมาส่งปุ้มประมาณเที่ยงคืนกว่า สงสัยจะดึกมากไปหน่อย ปุ้มเลยดูเหมือนไม่ค่อยสบาย แป้นว่านอนซมทั้งวัน เป็นอะไรมากไหมครับ”

สุดาตอบว่าหทัยรัตน์แค่ปวดหัวเท่านั้น หนึ่งแขวะสงสัยจะนอนไม่พอ หรือว่า...นอนไม่หลับเพราะคิดมาก แกล้งถามว่าคิดอะไรอยู่ หทัยรัตน์สุดทนรวบช้อนพยายามพูดอย่างสุภาพ

“ปุ้มอิ่มแล้วค่ะ ทานไม่ลง รู้สึกเหมือนคลื่นไส้น่ะค่ะ...ปุ้มขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะคะ”

“ปุ้ม...พี่ขอเวลาสักเดี๋ยวสิ มีเรื่องของคุณหญิงจะคุยด้วย” หนึ่งเรียกไว้

หทัยรัตน์จะปฏิเสธแต่ทิพย์แทรกขึ้นก่อนว่าให้ไปนั่งรอหนึ่งที่ห้องรับแขก หนึ่งทานเสร็จแล้วค่อยคุยกัน เธอจึงจำใจรับคำ หนึ่งแอบยิ้มสมใจ

เวลาผ่านไป หทัยรัตน์ลุกนั่งด้วยความอึดอัดใจ พอได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมาก็รีบนั่งเชิด หนึ่งเดินมามองแล้วยิงตรงประเด็น “สิ่งที่ฉันทำกับเธอเมื่อคืน มันทำให้เธอตั้งท้องเลยเหรอ”

หทัยรัตน์โกรธหันขวับ “ใครตั้งท้องกับคุณ อย่ามาพูดจาหมิ่นเกียรติฉันแบบนี้”

“อ้าว...ใครจะไปรู้ เมื่อกี้เห็นบอกว่าคลื่นไส้ ฉันก็เลยคิดว่าเธอแพ้ท้อง”

“ฉันคลื่นไส้เพราะเอียนเหม็นหน้าคนบางคน”

“พูดแบบนี้แสดงว่าเมื่อคืนคงจะฝันเห็นแต่หน้าฉันทั้งคืนสินะ ถึงได้เอียนมากขนาดนี้”

หทัยรัตน์เสียงกร้าวบอกถ้าเขายังไม่พูดเรื่อง กรกนก ตนจะเลิกคุย หนึ่งสวนตนรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนนี้มันเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเธอ หญิงสาวแทรกเสียงเข้มให้เขาพูดเรื่องกรกนก...หนึ่งไม่สนคำขู่ของหทัยรัตน์แม้แต่น้อย กลับยั่วว่าที่เธอตาแดงคงร้องไห้มาทั้งคืน คิดมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

ระหว่างนั้น สัทธากลับจากต่างจังหวัด เดินเข้ามาได้ยินเสียงทั้งสองคุยเหมือนทะเลาะกันจึงเข้ามาฟัง...ได้ยินหนึ่งบอกหทัยรัตน์ว่า ยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อชดใช้กับความเสียหายของเธอ หทัยรัตน์เดินหนี หนึ่งโพล่งขึ้นเสียงค่อนข้างดัง

“ฉันยินดีรับผิดชอบ เธอจะให้ฉันแต่งงานกับเธอก็ได้นะ...”

หทัยรัตน์ชะงักหันมอง หนึ่งยิ้มกวนๆเหมือนเห็นการแต่งงานเป็นเรื่องเล่นๆ สัทธาซึ่งแอบฟังอยู่ตกใจ หนึ่งกล่าวต่อว่า “ฉันเป็นสุภาพบุรุษมากพอ ไม่ต้องการเอาเปรียบผู้หญิง ถึงแม้ฉันจะทำไปด้วยอารมณ์ ฉันก็จะรับผิดชอบอารมณ์ของตัวเอง ฉันมีเวลาให้เธอคิดไม่มากนักนะ เธอจะเอาอย่างไรก็ว่ามา”

“คุณคิดว่าข้อเสนอของคุณจะทำให้ฉันตาโตและรีบรับมันอย่างหน้าชื่นตาบานอย่างนั้นเหรอ...รู้เอาไว้ซะด้วยว่าฉันไม่ได้ดีใจแม้แต่น้อยกับคำขอแต่งงานของคุณ เพราะฉันเกลียดคุณ และไม่มีวันที่ฉันจะแต่งงานกับคนที่ฉันเกลียดเป็นอันขาด สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ฉันจะคิดซะว่ามันเป็นฝันร้าย และตอนนี้ฉันก็ตื่นแล้ว ฉันจะลืมมันไปให้หมด”

หนึ่งหน้าชาด้วยความแค้น เพราะไม่เคยมีใครพูดแบบนี้ เขาคว้าข้อมือหทัยรัตน์ไว้พูดเสียงเบาแต่หนักแน่น “ถึงเธอลืมแต่ฉันไม่ลืม ยิ่งเธอเกลียดฉันมากเท่าไหร่ฉันยิ่งอยากแต่งงานกับเธอมากเท่านั้น รู้ไว้ด้วย ฉันก็ไม่ได้แต่งเพราะความรัก ฉันแค่อยากเอา ชนะผู้หญิงจองหองอย่างเธอและเธอจะต้องแพ้ฉัน”

หทัยรัตน์แทบกรี๊ด หนึ่งยิ้มอย่างพอใจก่อนจะกลับออกไป...สัทธารีบหลบด้วยความงงและอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ooooooo

ขณะที่ส่องแสงทานอาหารในร้านหรู เห็นชุลีเดินเข้ามาอยากจะหลบแต่ไม่ทัน ชุลีเข้ามาตำหนิที่ถูกทิ้งที่ตลาดหัวหิน แต่ตนไม่โกรธเพราะมันทำให้ตนกลับไปชิดชายชลและได้รู้ข่าวใหญ่ว่าหนึ่งช่วยหทัยรัตน์จากการจมน้ำ ส่องแสงขัดเคืองเปลี่ยนเรื่องถามเธอมากับใคร

“ฉันนัดกับจำปา จำปีลูกคุณนายลำเจียกเจ้าของที่ดินแถวนางเลิ้ง เพิ่งกลับจากปีนัง ฉันจะพาไปรับชุดที่ตัดไว้สำหรับใส่ไปดูตัวลูกชายคุณนวลพรุ่งนี้” คำตอบของชุลีทำให้ส่องแสงหูผึ่ง

วันต่อมาพินิจไม่ยินดีกับการดูตัวจำปากับจำปีเลย จนนวลไม่พอใจยื่นคำขาดถ้าเขาไม่เลือกตนจะเลือกให้เอง และไม่วายหันมาอวยกับพรรณีว่าทำดีแล้วที่ตีสนิทกับหนึ่งสำเร็จ พรรณีก้มหน้านิ่งเพราะความจริงตนแค่เอาหนึ่งบังหน้าเพื่อออกไปพบสัทธา

หน้าสนามกอล์ฟ สัทธาครุ่นคิดถึงคำพูดของหนึ่งว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับหทัยรัตน์ พอหนึ่งมาถึงจึงเอ่ยปากถามว่ามีอะไรจะเล่าไหม ตนแอบได้ยินมาบ้าง หนึ่งกลับเข้าใจไปว่าสัทธาแอบได้ยินว่าตนนัดพรรณีมาเซอร์ไพรส์ จึงบอกว่าเธอรออยู่ในสโมสร สัทธาดีใจลืมความอยากรู้ของตัวเองไปทันที รีบวิ่งไปหาพรรณีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข

สัทธาเห็นพรรณีแต่งชุดกีฬาพร้อมจะเรียนรู้เรื่องกอล์ฟก็ข้องใจทำไมเธอถึงยอมให้หนึ่งนัดถึงสองครั้งสองครา พรรณีอึกอักแก้ตัวไม่ถูก หนึ่งเข้ามาช่วยบอกว่าไม่ได้นัด เพียงแค่ตนไปเยี่ยมพินิจแล้วเจอพรรณีอยู่บ้านจึงชวนมา สัทธายิ้มบอกว่าคราวหน้าตนจะไปรับเอง

หนึ่งคิดถึงคำพูดของนวลที่ดูยัดเยียดพรรณีให้แก่ตน ว่าพาไปแล้วไม่ต้องรีบพากลับมา จนพินิจอายต้องแก้ตัวแทนว่าแม่หมายถึงถ้าหนึ่งตีกอล์ฟติดพันอยู่ก็ไม่ต้องเกรงใจรีบกลับ...พรรณีเองก็อายกับการกระทำของแม่ แต่หนึ่งไม่ถือสาขอเพียงพรรณีรับรองว่าเธอรักสัทธาจริงๆ

เรื่องถึงหูส่องแสงกับสีสุกโดยชุลี เธอยืนยันว่าเป็นความจริงเพราะจำปีกับจำปาที่ไปให้พินิจดูตัวเป็นคนเล่าให้ฟังว่านวลคุยฟุ้งไปทั้งตลาดว่าหนึ่งกำลังสนใจลูกสาวเธอ

ส่องแสงรับรู้ด้วยความไม่พอใจ วันรุ่งขึ้นเธอมาที่บ้านพนัสพงษ์ ทำทีมาหาพรรณีแต่กลับเจอพินิจบอกว่าเธอออกไปเก็บค่าเช่าแผงกับนวล ส่องแสงรู้สึกเสียดายแต่ไม่อยากให้เสียเที่ยว จึงเลียบเคียงถามพินิจว่าเลือกจะแต่งงานกับคนไหนระหว่างจำปีกับจำปา พินิจหน้าเศร้าบอกว่า ตนไม่อาจแต่งงานกับผู้หญิงที่ไหนได้นอกจากหทัยรัตน์ ส่องแสงทำเป็นซาบซึ้งยุให้เขาไปขอเธอแต่งงาน โกหกว่าหทัยรัตน์เคยพูดทำนองว่า

“ถ้ามีคนจริงจังขอแต่งงาน บางทีเขาก็จะแต่งเลย เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีผู้ชายคนไหนคิดจะจริงจัง เขาก็เลยยังไม่คิดเรื่องแต่งงาน”

พินิจหลงเชื่อดีใจจะรีบไปสารภาพรักและขอหทัยรัตน์แต่งงานโดยเร็ว

ooooooo

เย็นวันนั้นหทัยรัตน์ได้รับจดหมายจากประ-สาทพร เขียนมาขอบคุณที่ทำให้กรกนกมีความสุขในทุกเรื่องและถามไถ่เรื่องอุบัติเหตุที่หัวหิน กรกนกเขียนมาเล่าว่าหนึ่งเป็นคนช่วยไว้ ถ้าตนอยู่ในเหตุการณ์ก็คงจะได้เป็นคนช่วยชีวิตเธอ อีกไม่นานเราจะได้เจอกันที่เมืองไทย

ภาพหนึ่งพุ่งเข้ามาจูบ แว่บมาในความคิดหทัยรัตน์ เธอหลับตาส่ายหน้าไล่ความคิดนั้นหวังประสาทพรเป็นที่พึ่ง พึมพำเบาๆ “รีบกลับมานะคะคุณชาย...”

คืนนั้นหนึ่งเข้ามาส่งกรกนกเข้านอน เธอบอกเขาว่าอีกไม่นานพี่ชายจะกลับมา หนึ่งรู้สึกใจหายเปลี่ยนเรื่องถามว่าช่วงนี้หทัยรัตน์ทานข้าวกลางวันด้วยหรือเปล่า

กรกนกตอบว่าครูไม่ได้มาสอนตั้งแต่วันที่มือเจ็บเพราะตกจากตู้แล้ว มีสุดามาสอนแทน หนึ่งร้อนใจเมื่อรู้เรื่องนี้

วันต่อมาหทัยรัตน์ถือซองเอกสารจะออกไปสมัครงาน และขอให้สุดาไปสอนหนังสือกรกนกแทน โดยอ้างว่า

ไม่อยากให้นวลมาอาละวาดทำให้ท่านหญิงตกใจอีก สุดารีบบอกว่าวันนี้พรรณีจะมาทานข้าวที่บ้าน ไม่อยู่ทานข้าวด้วยกันหรือ หทัยรัตน์ฝากขอโทษวันนี้ตนติดธุระจริงๆ

หนึ่งเป็นคนไปรับพรรณีออกจากบ้านเพื่อพามาส่งที่บ้านเดือนประดับ เขายินดีให้ความช่วยเหลืออย่างยิ่ง พอพรรณีลงจากรถ หนึ่งเคลื่อนรถไปตามซอยเห็นหทัยรัตน์เดินอยู่ก็แปลกใจว่าจะไปไหน จึงสะกดรอยตาม

ในบ้าน ทั้งทิพย์ สิทธิ์และสุดากำลังแปลกใจที่สัทธาลุกมาทำอาหารแต่เช้า ดูท่าไม่มีอะไรสำเร็จสักอย่างมีแต่สภาพครัวที่เลอะเทอะ พรรณีมาถึงไม่พบใคร แหววพาเข้ามาพบสัทธาในครัว เธอตกใจเมื่อเห็นความตั้งใจจริงของเขาที่จะทำอาหารต้อนรับ จึงอาสาทำให้เสียเอง ทิพย์แอบมองรู้สึกถูกใจกับว่าที่สะใภ้คนนี้...

หทัยรัตน์มาสมัครงานที่สถานทูต ตามประกาศรับสมัครในหน้าหนังสือพิมพ์ หนึ่งแปลกใจดักรอหน้าสถานทูต เพื่อถามทำไมต้องสมัครงาน หทัยรัตน์ไม่ตอบถือเป็นเรื่องส่วนตัว หนึ่งโต้ “แต่เธอเป็นคุณครูของน้องหญิง การหางานใหม่ถือเป็นเรื่องของงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว”

หทัยรัตน์ตอบว่าตนหาครูคนใหม่ให้แล้วและกรกนกก็พอใจ หนึ่งไม่ยอม หญิงสาวสวน

“คุณเป็นอะไรของคุณ จะมาเอาชนะอะไรกับฉัน จะมายุ่งกับฉันทำไม”

“เพราะเธอมายุ่งกับคนรอบข้างฉัน เธอมาปั่นหัวเพื่อนรักและญาติสนิทของฉัน ฉันถึงยอมอยู่เฉยไม่ได้ เมื่อไหร่ที่เธอเลิกยุ่งกับพินิจและคุณชายประสาทพร แม้แต่ปรายหางตาของฉันก็ไม่มีวันจะหันมาทางเธอ”

หนึ่งก้าวเข้าประชิด หทัยรัตน์ถอยชนฝา กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจึงหันหนี หนึ่งยิ้มอย่างรู้ทัน

“ฉันไม่อนุมัติเรื่องการเลิกสอน พรุ่งนี้เธอต้องมาสอนคุณหญิงตามปกติ” ออกคำสั่งเสร็จ หนึ่งเดินไปปล่อยหทัยรัตน์ยืนคั่งแค้น

วันใหม่ เมื่อหนึ่งกลับมาบ้านพบว่าสุดามาสอนหนังสือกรกนก แถมบอกว่าหทัยรัตน์จะกลับมาสอนเมื่อประสาทพรย้ายกลับมา หนึ่งแค้นใจที่หทัยรัตน์กล้าขัดคำสั่ง

ในวันเดียวกัน พินิจมาหาหทัยรัตน์ที่บ้าน เพื่อสารภาพความรักและขอแต่งงาน หทัยรัตน์ตัดสินใจพูดตรงๆว่าตนคิดกับเขาแค่พี่ชายเท่านั้นไม่เคยคิดเป็นอื่น พินิจกลับคาดคั้นถาม

“หรือว่า...ปุ้มมีคนรักอยู่แล้ว ใครครับ ใครคือคนที่ปุ้มรัก...หนึ่ง...ปุ้มรักหนึ่งใช่ไหม”

หทัยรัตน์สะอึกรีบปฏิเสธว่าไม่ใช่ พินิจถามอีกใครเป็นผู้ชายโชคดีคนนั้น ใช่คุณชายประสาทพรหรือไม่ หญิงสาวส่ายหน้าบอกประสาทพรเป็นเจ้านาย แต่พินิจยังคิดว่าต้องใช่

แม้หทัยรัตน์จะยืนยัน “ปุ้มจะแต่งงานกับคนที่ปุ้มรักค่ะ”

แต่พินิจก็ปักใจเช่นนั้นจนหทัยรัตน์ไม่อยากอธิบายอีก พินิจเดินคอตกออกจากเดือนประดับ หนึ่งขับรถเข้ามาจอด เห็นเพื่อนหน้าเศร้าก็แปลกใจ

ขณะเดียวกัน นวลงุ่นง่านเป็นห่วงพินิจไม่รู้ว่าออกไปไหน โทร.หาตามบ้านเพื่อนก็ไม่มี พรรณีเองก็ไม่รู้ว่าพี่ชายไปไหน

หนึ่งขับรถมาส่งพินิจที่หน้าบ้าน ก่อนลงจากรถพินิจสารภาพว่าไปขอหทัยรัตน์แต่งงาน แต่เธอบอกว่าไม่ได้รักตน หนึ่งกล่าวหาหทัยรัตน์ใจร้าย อยากรู้ว่าคนที่เธออยากแต่งงานด้วยคือใคร พินิจเอ่ยชื่อคุณชายประสาทพร และยอมรับว่าเธอไม่ได้พูดตรงๆแต่เดาได้ไม่ยากเพราะคุณชายเพียบพร้อมทุกอย่าง ตนไม่มีอะไรคู่ควรกับเธอเลย หนึ่งฟังแล้วรู้สึกขัดเคืองใจอย่างบอกไม่ถูก

ooooooo

หนึ่งในทรวง

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด