ตอนที่ 8
วันนี้ ธนาธิปมาที่ห้องอำนวยการวิคตอเรียคอนแวนต์ นางถามอย่างตื่นเต้นว่าตกลงมีเรื่องกันหรือเปล่า ธนาธิปเล่าให้ฟัง ผลคือโดนภาคทัณฑ์กันทุกคน นักเลงถูกจับ เดวิดกับปีเตอร์ยังถูกขังคาดว่าน่าจะโดนไล่ออกจากโรงเรียน
ธนาธิปเตือนนางว่าระยะนี้ถ้าคัมพลชวนไปไหนอย่าไปเดี๋ยวจะเกิดเรื่องอีกเพราะเธอเป็นสาวและก็สวยด้วย ถ้ามีคนมาเห็นแล้วเข้ามาเกาะแกะคัมพลอาจจะหวงแล้วจะมีเรื่องกันอีก นางถามหน้าซื่อตาใสว่าทำไมต้องหวง ธนาธิปบอกว่าก็เขาอาจจะรักเธอน่ะสิ
นางบอกว่าตนไม่ได้รักไม่ได้ชอบไม่เอาด้วยหรอกเรื่องรักฟรุ้งฟริ้งมุ้งมิ้ง ธนาธิปบอกว่าขอให้จริงเถอะ ช่วยเชื่อฟังผู้ปกครองด้วยได้ไหม
“ได้ค่ะ นางเชื่อลุง แต่ต่อไปถ้านางขายไม่ออก ลุงต้องรับผิดชอบนะ” ธนาธิปปวดหัวหนึบทันที นางเปลี่ยนเรื่องถามว่าเขาจะพบสินีนาฎ สายสุดาไหม ธนาธิปให้ตามสินีนาฎมา ส่วนสายสุดายังงอนตนอยู่เรื่องมาเป็นผู้ปกครองสินีนาฎ
“ลุงก็ง้อสิ ยายนั่นน่ะรักลุงจะตาย หวงอย่างกะอะไรดี นี่ไงใกล้คริสต์มาสแล้ว ซื้อของขวัญให้เลย รับรองดีใจไปสามโลกแปดโลก” พูดแล้วยักคิ้วแผล็บยิ้มทะเล้น
สินีนาฎมาถึงหน้าห้องแล้วยืนมโนความหล่อของท่านกงสุลและความหวังของตนจนซิสเตอร์ออเดรย์ถามว่าทำไมไม่รีบเข้าไป ผู้ใหญ่รออยู่ สินีนาฎจึงรีบเข้าไป ธนาธิปถามถึงการเรียนและถ้าขาดเหลืออะไรก็ให้บอกเตือนว่า
“ใกล้สอบแล้วดูแลสุขภาพด้วย เดี๋ยวสอบเสร็จฉันอาจจะพาออกไปเที่ยวข้างนอกบ้าง” ถามว่าไปกับนางดีไหม
สินีนาฎฟุ้งขึ้นมาแต่พอได้ยินว่านางไปด้วยก็แฟบทันที บอกว่าตนรบกวนท่านกงสุลมามากแล้ว ระหว่างปิดเทอมมาดามจะพาพวกเราไปเที่ยวตันหยงบุหงากัน
“ก็ดีนะ งั้นวันนี้ฉันขอตัวก่อน มีอะไรก็บอก ไม่ต้องเกรงใจ” พูดแล้วลุกไปเลย ปล่อยให้สินีนาฎนั่งเศร้าน้อยใจอยู่ตรงนั้น
ooooooo
สอบเสร็จแล้ว นางดีใจมากแต่สินีนาฎบอกว่ายังต้องอยู่เรียนพระคัมภีร์อีกหนึ่งอาทิตย์ สายสุดาถามเหน็บว่าทำเป็นดีใจ ได้กลับบ้านเหรอเธอน่ะ นางบอกไม่ได้กลับก็ไม่เห็นเป็นไรทุกคนเหมือนกันหมด จะได้ไปเที่ยวทะเลด้วย
สายสุดานัดมีนาว่ากลับไปเมืองไทยแล้วเรานัดช็อปปิ้งกันดีกว่า มีนาบอกว่าตนจะไปตันหยงบุหงา
จอยคามบอกว่าตนก็ต้องไปเหมือนกัน สายสุดาระแวงว่าพอเปิดเรียนแล้วมีนากับจอยคามจะไปสนิทสนมกับกลุ่มนู้นหรือเปล่า
“บ้า...ไม่หรอก” จอยคามยืนยัน พอดีมาเรียเข้ามาบอกว่าก่อนไปตันหยงบุหงาเรายังมีอีกงานที่คอยอยู่คือ คริสต์มาส ทุกคนกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
การเตรียมจัดงานคริสต์มาสเป็นไปอย่างคึกคักสนุกสนาน มาเรียบรรยายความสุขของงานนี้ว่า...
“คริสต์มาสเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขเป็นไฮไลต์ของปี เป็นวันหยุดที่อบอุ่นสวยงามที่โรงเรียนจะเปิดโบสถ์ให้คนเข้าฟังคณะประสานเสียงร้องเพลงที่สำคัญที่สุด”
มาเรียบอกเพื่อนๆว่าเราจะได้จัดงานที่โบสถ์คู่กับโรงเรียนจอร์จทาวน์ อะคาเดมี โรงเรียนจอร์จทาวน์กับโรงเรียนของเราเข้าโบสถ์เดียวกัน เป็นหน้าที่ของโรงเรียนชายจัดกิจกรรมหน้าโบสถ์บริการคนที่มาร่วมพิธีมิสซาร์
บรรยากาศการเตรียมงานคึกคักมีชีวิตชีวามาก พวกนักเรียนหญิงชายต่างกระตือรือร้นเป็นพิเศษเมื่อได้มาเจอกัน
ฮองลันพูดถึงเรื่องช่อมิสเซิลโทในวันคริสมาสต์ นางถามว่าคืออะไร ฮองลันเล่าอย่างมีชีวิตชีวาว่า
“ตามธรรมเนียม ในช่วงเทศกาลคริสมาสต์ ใครก็ตามที่ไปยืนอยู่ใต้ช่อมิสเซิลโทด้วยกันจะต้องจรู๊บบบบกัน”
สาวๆที่แอบพอใจหนุ่มๆโรงเรียนชายต่างเคลิ้มว่าตนได้ไปยืนอยู่ใต้ช่อมิสเซิลโทกับคนที่ตนชอบ โดยเฉพาะสายสุดาถึงกับนั่งเคลิ้มถึงคัมพล จนถูกซิสเตอร์ฟรานซิสเรียกถึงได้ตื่นจากภวังค์ ส่วนพวกนางก็ดี๊ด๊าจะแอบดูคู่ที่จุ๊บกันใต้ช่อมิสเซิลโท แต่แล้วก็ห่อเหี่ยวเพราะไม่มีคู่ไหนไปจุ๊บกันเลย
สินีนาฎเตรียมของขวัญพร้อมการ์ดที่ประดิษฐ์เองจะมอบให้ธนาธิป เธอเขียนไว้อย่างซาบซึ้งว่า
“พระคุณที่ช่วยอุปการะไว้ทำให้ชีวิตหนูเหมือนได้เกิดใหม่ หนูปฏิญาณกับตัวเองว่าจะขอเคารพรักและภักดีต่อผู้มีพระคุณตลอดไป”
นางเห็นสินีนาฎเตรียมของขวัญไว้หลายชิ้นจึงขอไปชิ้นหนึ่งเอาไปให้ชัยพงษ์บอกว่าสินีนาฎฝากมาให้ ชัยพงษ์เป็นปลื้ม ตอนหลังจึงรู้ว่าแม่สื่อแม่ชักนางเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการจัดการเอง
ฝ่ายธนาธิปยิ่งใกล้วันคริสมาสต์ก็ยิ่งคิดถึงคุณแม่ คืนนี้เขามายืนที่ระเบียงเห็นดาวแล้วนึกถึงคำพูดของนางในวันที่ติดอยู่บนปีนังฮิลล์...
“งั้นเราก็ขอดาวพระเจ้ามาหนึ่งดวง เชื่อนางพระเจ้าไม่หวงหรอก แล้วลุงก็ตั้งชื่อว่าดาวคุณแม่ นี่ไง เอาดวงนี้สว่างดีค่ะ”
ธนาธิปมองดาวคุณแม่ที่นางตั้งให้แล้วอดยิ้มไม่ได้ พึมพำ...
“ดาวคุณแม่...คิดถึงจังครับ”
ooooooo
ที่มุมกิจกรรม รุ่นพี่ประกาศหาคนใส่ชุดมาสคอตของงานเพราะไม่มีคนอาสา แต่สายสุดาอาสาทำให้ทุกคนแปลกใจมาก สายสุดาใส่ชุดมาสคอตเอาของขวัญไปให้คัมพลแล้วชี้ไปที่ช่อมิสเซิลโท
คัมพลยิ้มตัดสินใจเดินไปที่ซุ้มแล้วยื่นหน้าไปหอมแก้มมาสคอตหนึ่งที แม้จะหอมที่มาสคอตแต่สายสุดาก็ซาบซ่านจนตัวแข็ง จนคัมพลเดินไปแล้วเธอก็ยังเขินอายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างฟินสุดๆ
ฝ่ายนางที่กะจะสนุกให้เต็มที่ในงานนี้ แต่กลับมีรอบเดือนพอดีปวดท้องจนหมดสนุก นั่งเหงาอยู่ที่ตึกอำนวยการ จนธนาธิปมาเจอถามว่าทำไมสภาพเป็นแบบนี้ นางบอกปวดท้อง กว่าจะรู้กันว่าปวดท้องอะไรก็ถามกันจนเหนื่อย นางขอให้เขาพาไปห้องพยาบาล
พานางไปห้องพยาบาลแล้ว ธนาธิปบอกเจ้าหน้าที่ว่าเดี๋ยวตนจะดูแลเองแล้วหายาให้กิน นางเห็นยาเม็ดใหญ่ก็งอแง ธนาธิปต้องปะเหลาะว่า
“กินยาแล้วนอนพัก ถ้าไม่ดื้อ ไม่ซน ตอนเย็นจะพาไปเที่ยวงานที่โบสถ์”
“พูดจริงนะคะ สัญญาแล้วนะคะ” นางย้ำ ธนาธิปพยักหน้ายืนยัน นางจึงยอมกินยา พอกินยาไปครู่เดียวนางก็จะหลับ เขารีบเอาหมอนมาหนุนให้
“ลุง...” นางพึมพำทั้งที่หลับตาอยู่ “อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนนะ”
ธนาธิปนั่งเป็นเพื่อนนาง เขามองหน้านางในยามหลับที่ดูไร้พิษสงอย่างเอ็นดู...
ooooooo
นางตื่นแล้ว ฮองลันกับมาเรียนั่งคุยเป็นเพื่อนอยู่ สินีนาฎเข้ามาถามนางว่าเป็นยังไงบ้าง นางบอกว่า หายแล้ว มาเรียกำลังเล่าว่าไม่น่าเชื่อว่าแม่เสือร้องเพลงเพราะมาก ถามว่าคืนนี้จะไปร้องที่โบสถ์ใช่ไหม
ฮองลันบอกว่าตนก็จะไปกับครอบครัว สินีนาฎบ่นว่าเด็กประจำก็อดตามเคยสิ
“ไม่อดหรอก เมื่อกี้ท่านกงสุลมาสัญญาว่าจะพาไป เดี๋ยวฉันขอให้ลุงพาสิไปด้วยดีไหม ฉันต้องไปฟังเสียงมาดามฟรานซิสร้องเพลงให้ได้” สินีนาฎบอกว่าเกรงใจท่านกงสุล “เกรงใจทำไมเล่า เขาเป็นผู้ปกครองเธอนะสิไม่ให้เขาพาไปแล้วใครจะพาไปล่ะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
นางเดินออกมาจนถึงมุมช่อมิสเซิลโทที่ช่วยกันเอามาติดไว้เพื่อจะแอบดูคนจูบกัน นึกขึ้นได้จะเอาลงกลัวซิสเตอร์มาเห็นมีหวังโดนกันชุดใหญ่ นางเอาเก้าอี้มาปีนขึ้นไปแกะแต่แกะไม่ออกสินีนาฎเลยวิ่งไปหากรรไกรให้ นางลงมายืนมองช่อมิสเซิลโทอยู่ ธนาธิปเดินมาถามว่าทำอะไร ทั้งสองยืนอยู่ใต้ช่อมิสเซิลโท นางเดิน
เข้าหาธนาธิปพูดเครียดว่า
“โชคดีนะเนี่ยที่เป็นลุง ไม่งั้นนางต้องเสียจูบแรกไปแล้ว!” ธนาธิปดุว่าพูดจาอะไรแก่แดด “ก็ไอ้ช่อมิสเซิลโทนี่ไง นางเอามาติดไว้เผื่อจะได้ดูคนจุ๊บกัน”
“อภิรดี!” ธนาธิปเรียกปราม ทั้งโกรธ ทั้งเขิน พอดีสินีนาฎเอากรรไกรมาธนาธิปจึงช่วยจัดการเอาช่อมิสเซิลโทลงให้ สินีนาฎแอบถามนางว่าเมื่อกี้อยู่กับท่านกงสุลตรงนี้ใช่ไหม แล้วได้...เอ่อ...ทำเอานางร้องว้าย กระซิบว่านี่ลุงนะไม่นับลุง
ธนาธิปตัดช่อมิสเซิลโทลงมาพอดี นางจึงขอให้พาสินินาฎไปโบสถ์กับเราด้วย
“ได้สิ ฉันก็ตั้งใจจะชวนสินีนาฎไปด้วยอยู่แล้ว ว่าแต่มีใครเห็นสายสุดาบ้างฉันเดินตามหาซะทั่วแต่หาไม่เจอ”
ที่แท้สายสุดากำลังอาบน้ำเพราะใส่ชุดมาสคอตจนเหงื่อชุ่มผมยุ่งหน้าเยิน ซิสเตอร์เทเรซ่ามาตามบอกให้ รีบแต่งตัวให้เรียบร้อยย้ำว่า “ท่านกงสุลฝากมาบอกว่าจะรออยู่ที่โบสถ์ เมื่อหนูเรียบร้อย ไปพบท่านที่นั่นได้เลย”
สายสุดาวิ่งพรวดพราดออกไป จอยคามกับมีนามองตามหน้าจ๋อยถามซิสเตอร์ว่าทำไมเด็กประจำไม่ได้ไป ซิสเตอร์บอกว่าเด็กประจำไปกันทั้งสองโรงเรียนก็ไม่เหลือที่ให้ผู้คนทั่วไปเข้าโบสถ์ ถ้าอยากเข้าโบสถ์กันนักก็รีบไปเตรียมตัวเดี๋ยวจะนำพวกเธอสวดมนต์ก่อนนอนเอง จอยคามกับมีนาเดินตามซิสเตอร์เทเรซ่าไปหน้าจ๋อย
ooooooo
สายสุดาเดินอ้าวไปถึงข้างโบสถ์ชนเข้ากับคัมพลอย่างจัง เธอรีบขอโทษบอกว่ารีบจะไปโบสถ์กลัวท่านกงสุลรอ คัมพลบอกว่าเห็นเข้าไปกับพวกนางกับสินีนาฎเมื่อกี้เอง พอสายสุดารู้เช่นนั้นก็สลดบอกว่างั้นตนกลับหอดีกว่า
“ทำไมล่ะสาย อ๋อ...หรือเรื่องที่ท่านกงสุลรับ
อุปการะสิ” สายสุดารีบแก้ตัวพัลวัน “ไม่เป็นไรหรอก พี่เข้าใจ มันก็คงเหมือนโดนแย่งความสำคัญไปแบบนั้นใช่ไหม ผู้หญิงชอบเป็นแบบเนี้ย”
“พี่คัมพลคงว่าสายเห็นแก่ตัวใช่ไหม”
“ก็นิดหน่อย แต่ก็เข้าใจได้ พี่ว่าสายลองให้เวลากับมันหน่อย เดี๋ยวสายก็โอเคกับมันเองแหละ สายก็ไม่ใช่คนใจร้ายอะไรนี่” สายสุดาฟังแล้วซึ้งขอบคุณเขา “อย่าไปเครียดมาก ยิ้มไว้ ไหนยิ้มซิ ดี...ไป เข้าไปข้างในดีกว่า ทุกคนรออยู่”
คัมพลเดินนำสายสุดาเข้าไปข้างใน พอเข้าไปเห็นนางกับสินีนาฎนั่งอยู่กับธนาธิปก็หน้าเสีย แต่พอ
ธนาธิปเห็นสายสุดามากับคัมพล เขาลุกขึ้นยืนให้สายสุดาเข้ามานั่งข้างๆ คัมพลสวัสดีแล้วเดินมานั่ง สายสุดาดีใจมากเมื่อธนาธิปกับคัมพลนั่งขนาบซ้ายขวาตน
ฮองลันนั่งอยู่กับครอบครัวที่ดูมีฐานะดี และข้างๆก็เป็นคริสกับครอบครัว นางกระซิบกับสินีนาฎว่า
“ดูครอบครัวฮองลันกับพี่คริสสิ สงสัยคู่นี้จะลงเอยกันชัวร์เลยเนอะสิ”
มามุเพื่อนคัมพลเข็นรถให้มาเรียเข้ามาอย่างสนิทสนม นางเห็นแล้วกระซิบกับสินีนาฎว่ามิน่ามาเรียขยันซ้อมเพลงจังแล้วมองมาเรียล้อๆถูกธนาธิปดุเบาๆ “ให้มันน้อยๆหน่อย แก่แดดนักนะเราน่ะ”
แม้สายสุดาจะได้นั่งคั่นระหว่างธนาธิปกับคัมพล แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเขม่นและกันท่านางไม่ให้คุยกับ
ธนาธิป ดักคอขัดคอจนธนาธิปบอกให้พอแล้วทั้งสองคน
นักร้องประสานเสียงเริ่มร้องเพลงแล้ว ทุกคนเงียบทันที ซิสเตอร์ฟรานซิสร้องเพลงอย่างสะเทือนใจกับเรื่องราวในอดีตของตน สะกดทุกคนให้ตกอยู่ในอารมณ์เดียวกัน แต่ซิสเตอร์ฟรานซิสก็ตั้งใจร้องเพลงจนจบเพื่อเป็นการสรรเสริญพระเจ้า
เมื่อซิสเตอร์ฟรานซิสและคณะประสานเสียง ร้องเพลงจบทุกคนปรบมือ นางพึมพำว่าเพราะกว่าเวลาแม่เสือคำรามตั้งเยอะ ถูกธนาธิปมองดุๆ นางก็ลอยหน้าไปทางอื่นทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
ooooooo
ทุกคนในโบสถ์ยังยืนคุยกันอย่างชื่นชม อิ่มใจ สายสุดาบอกธนาธิปว่าตนจะกลับโรงเรียนเลย ธนาธิปนัดเจอกันพรุ่งนี้ที่บ้านก่อนไปขึ้นเครื่อง พอสายสุดาเดินไป สินีนาฎที่คอยจังหวะอยู่ก็เข้าไปมอบของขวัญวันคริสต์มาสให้ธนาธิป
“ขอบใจมากสุขสันต์วันคริสต์มาส ขอให้มีแต่เรื่องดีๆเข้ามาในชีวิตของหนูจากนี้ไปนะ”
“ขอบคุณค่ะ” สินีนาฎยกมือไหว้
ที่หน้าโบสถ์ ซิสเตอร์ออเดรย์กับเทเรซ่ายืนคุยกันอยู่ ออเดรย์ถามว่าทำไมถึงไม่อยากไปตันหยงบุหงา เทเรซ่าบอกว่ามีงานค้าง ต้องทำให้เสร็จก่อนเปิดเทอม
“มันไม่ใช่เรื่องงานใช่ไหม” ออเดรย์ถามอย่างรู้กัน เทเรซ่าเงียบ “คนเรา วิ่งหนีไปไม่ได้ตลอดชีวิตหรอกนะจ๊ะ พระเจ้าไม่เคยสอนให้เราวิ่งหนี มีแต่สอนให้เราเผชิญหน้ากับทุกอย่างด้วยความกล้าหาญ”
เทเรซ่าได้แต่นิ่ง...เศร้า...
เช้ามืดวันนี้สินีนาฎปลุกนางตั้งแต่ตีห้า บอกว่ามีภารกิจต้องทำ ตื๊อจนนางงัวเงียลุก แล้วพามาเข้าแถวถือเทียนเล่มหนึ่ง
“เป็นธรรมเนียมคริสต์มาสของพวกเด็กประจำ เห็นไหมพวกซิสเตอร์ก็มาร่วมด้วย ก่อนเพระอาทิตย์ของเช้าวันที่ 25 ธันวาคมขึ้น ทุกคนจะถือเทียนคนละเล่มแล้วร้องเพลงคริสต์มาสจนถึงแสงแรกของวันส่องสว่าง” สินีนาฎบอก
นางถามว่าร้องเพลงจนพระอาทิตย์ขึ้นเนี่ยนะแล้วทำท่าง่วง สายสุดาแขวะว่าแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ทั้งสองทำท่าจะเถียงกัน แต่ซิสเตอร์ออเดรย์เดินมาปรามว่า “อย่าเพิ่งตีกัน เห็นไหมพวกเพื่อนๆเริ่มร้องเพลงกันแล้ว” ทั้งสองเลยเงียบแต่ยังทะเลาะกันด้วยสายตา โดยมีสินีนาฎคอยห้ามนาง
ซิสเตอร์ออเดรย์ถามว่า “พวกเธอเคยได้ยินเสียงปาฏิหาริย์คืนเงียบสงัดไหม” นางกับสายสุดาตอบพร้อมกันว่าไม่เคยได้ยิน ซิสเตอร์ออเดรย์จึงเล่าเหมือนเล่านิทานให้เด็กฟังว่า...
“ในสมรภูมิแห่งหนึ่ง แม้ตลอดสงครามทุกคนจะสู้รบกันอย่างดุเดือด แต่ในคืนคริสต์มาสอีฟของปีนั้น ท้องฟ้าเหนือสมรภูมิมืดสนิท อากาศก็หนาวจัด ทหารของทั้งสองฝ่ายต่างพร้อมใจกันหยุดยิง และในความเงียบสงัดนั้นเอง เสียงเพลงจากฝ่ายหนึ่งก็ดังขึ้น...” ออเดรย์กอดนางกับสายสุดาไว้คนข้าง ทุกคนเป่าเทียนให้ดับ ข้างหน้าพระอาทิตย์กำลังขึ้นอย่างสวยงาม นางกับสายสุดายิ้มให้ซิสเตอร์ออเดรย์แล้วมองหน้ากัน
“Merry Christmas นะเด็กๆ” ซิสเตอร์ออเดรย์เอ่ยขึ้น
“Merry Christmas, Madam.” นางกับสายสุดายิ้มให้กัน หันไปเมอรี่คริสต์มาสกับเพื่อนๆ แล้วกอดกันบรรยากาศชื่นมื่น...
ooooooo
เช้านี้ ธนาธิปเข้ามาในห้องทำงานที่บ้าน เขามองกลองของขวัญที่จะมอบให้สายสุดาพลางก็นึกถึงนางที่แนะนำว่าให้เขาง้อสายสุดา ซื้อของขวัญให้ในวันคริสต์มาสรับรองดีใจไปสามโลกแปดโลกเลย
เมื่อสายสุดามาตามนัดและพากันไปกินอาหารเช้าที่บันลือจัดให้แล้ว ธนาธิปมอบของขวัญวันคริสต์มาสให้ เธอดีใจจนน้ำตาคลอ ธนาธิปถามว่าไม่แกะดูก่อนหรืออาจไม่ถูกใจก็ได้ สายสุดาร้องไห้สะอึกสะอื้นจนพูดเกือบฟังไม่รู้เรื่องว่า
“ชอบสิคะ สายไม่คิดว่าพี่ธิปจะนึกถึงสายด้วย แค่นี้สายก็ดีใจมากแล้วค่ะไม่สำคัญว่าเป็นอะไร มันมีค่าทางจิตใจมากค่ะพี่ธิป...”
ธนาธิปมองอย่างคิดไม่ถึงว่าการกระทำของตนจะมีค่าต่อสายสุดามากถึงเพียงนี้ เขาลูบหัวน้องสาวต่างแม่อย่างอ่อนโยน สายสุดายิ่งร้องไห้ ซึ้งใจกับสัมผัสนี้ของพี่ชาย
พวกนักเรียนต่างเตรียมไปเที่ยวตันหยงบุหงากันอย่างตื่นเต้น ขณะเดียวกันเด่นชาติกับเอมอรก็เตรียมไปเยี่ยมนางที่ตันหยงบุหงาเช่นกัน แต่พอเอ่ยถึงตันหยงบุหงา เด่นชาติก็เงียบไปจนเอมอรแซวว่ามีความหลังอะไรที่นั่นหรือเปล่า เด่นชาติบอกว่าก็มีบ้างแต่คู่ชีวิตของตนมีแค่เธอคนเดียว
คุณแม่อธิการกับซิสเตอร์ออเดรย์รู้อดีตของเทเรซ่าดี เมื่อจะไปตันหยงบุหงาที่ที่เทเรซ่ามีความหลังที่เจ็บ ปวด คุณแม่อธิการถามออเดรย์ว่าเทเรซ่าเป็นอย่างไรบ้าง ออเดรย์บอกว่าตั้งแต่อภิรดีมาอยู่ในคอนแวนต์เทเรซ่าก็สะเทือนใจมากแล้ว ตอนแรกเทเรซ่าก็จะไม่ไปตันหยงบุหงา ถามคุณแม่อธิการว่าหรือตนจะอนุญาตให้เธออยู่เฝ้าโรงเรียนดี
“อะไรกัน นี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ซิสเตอร์เทเรซ่าต้องฝึกตัวเองให้กล้าหาญ แทนที่จะหนีหน้าเด็กคนนี้ ซิสเตอร์ เทเรซ่าจะต้องกล้าเผชิญหน้า แม้กระทั่งกับพ่อของอภิรดีเวลาที่เขามาขอเยี่ยมลูก” ออเดรย์ถามว่าจะไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือ “เราสละโลกีวิสัยมายึดทางนี้แล้ว เราต้องต่อสู้กับทุกอย่างได้ดีกว่าคนที่ยังตัดกิเลสไม่ได้ การให้ยาขมไม่ได้แปลว่าร้ายเสมอไปหรอกนะคะซิสเตอร์ออเดรย์”
ทั้งคุณแม่อธิการและซิสเตอร์ออเดรย์มองซิสเตอร์เทเรซ่าอย่างเห็นใจและเข้าใจ...
ooooooo
การไปเที่ยวตันหยงบุหงา 10 วันครั้งนี้ ทางคอนแวนต์จัดให้ซิสเตอร์ริต้าไปช่วยดูแลเด็กๆด้วย ซิสเตอร์ออเดรย์บอกพวกเด็กๆว่าอย่าไปซนใส่แกมากเพราะแกขี้น้อยใจ
ระหว่างที่ทางคอนแวนต์จัดไปเที่ยวที่ตันหยงบุหงา คัมพล คริส มนตรีและมามุที่หัวใจอยู่กับสาวคอนแวนต์ก็ตามหัวใจตนไปด้วย
ฝ่ายธนาธิปก็มีงานต้องไปกัวลาลัมเปอร์ บอกบันลือว่าตนจะไปสามวันมีปัญหาอะไรให้แจ้งได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง บันลือบอกว่าทางนี้ไม่น่ามีอะไรแต่ทางตันหยงบุหงาไม่แน่ เพราะรัฐมนตรีเด่นชาติกับเอมอรแจ้งมาว่าจะไปเยี่ยมอภิรดีที่นั่นอาทิตย์หน้า ถามธนาธิปว่าเขาไม่ไปด้วยหรือเพราะมีเด็กในปกครองอยู่ที่นั่นด้วย ไปเยี่ยมหน่อยก็ดี
พอคณะของคอนแวนต์ไปถึงตันหยงบุหงา นางก็เป็นหัวโจกชวนเพื่อนๆลงเล่นน้ำกัน ซิสเตอร์ออเดรย์ให้จรรยาดูแลน้องๆด้วย
เมื่อมาเห็นตันหยงบุหงา เทเรซ่าก็นึกถึงและเจ็บปวดกับอดีต เพราะที่นี่เธอได้เจอกับเด่นชาติที่เวลานั้นต่างก็อยู่ในวัยหนุ่มสาว และก็มีใจต่อกัน ต่อมาเด่นชาติต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ เทเรซ่าร้องไห้เขาดึงเธอเข้าไปกอดปลอบว่าไปไม่กี่ปีก็กลับแล้ว
แต่เด่นชาติไม่เพียงไม่กลับ เทเรซ่ายังเห็นภาพข่าวการแต่งงานของเขากับเอมอรลูกสาวเจ้าสัวอย่างเอิกเกริกด้วย เทเรซ่าเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าทั้งน้ำตา เธอเดินเข้าโบสถ์สู่อ้อมแขนของพระเจ้า แม่ชีออเดรย์กอดปลอบโยนว่า
“ไม่เป็นไรแล้ว พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งหนู พระเจ้าจะประทานความเข้มแข็งเพ่ือให้หนูข้ามผ่านความทุกข์ไป”
ซิสเตอร์ออเดรย์เห็นซิสเตอร์เทเรซ่ายืนมองทะเลคิดถึงความหลังอยู่ เดินเข้าไปถามว่า
“ยังคิดถึงอดีตอีกเหรอ...” เทเรซ่าไม่ตอบ “ทุกครั้งที่คลื่นซัดมา ทรายก็จะเปลี่ยนไปไม่เคยเหมือนเดิม ใจคนก็เหมือนกัน แปรเปลี่ยนไปได้ตลอด นี่แหละคือสิ่งที่ธรรมชาติกำลังสอนไม่ให้เรายึดติดกับอะไร โดยเฉพาะอดีต”
“แต่วันนี้ อดีตมันกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเราเลยนะคะซิสเตอร์ ดิฉันเห็นหน้าอภิรดีทีไร...มัน...” เทเรซ่าไม่ทันพูดจบเสียงนางก็ร้องทักขึ้น บอกว่าตนเห็นซิสเตอร์ เทเรซ่าเดินหน้าเศร้ามาทางนี้เลยเป็นห่วง นางมองหน้าเทเรซ่าแล้วจู่ๆก็ร้องไห้บอกว่า “นางคิดถึงบ้าน คิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ ทุกทีเวลามาทะเลนางก็มากับที่บ้าน ไม่เคยมาแบบไม่มีคุณพ่อคุณแม่มาด้วยนางคิดถึงบ้านค่ะมาดาม”
ซิสเตอร์ออเดรย์กอดปลอบนาง เทเรซ่าก็กอดปลอบนางทั้งที่หัวใจตัวเองยิ่งแตกสลาย
ooooooo
นางกับจอยคามที่เป็นนักว่ายน้ำท้าแข่งกันว่ายน้ำไปที่ประภาคารซึ่งกะด้วยสายตาห่างไปประมาณ 200 เมตรแต่พอว่ายไปไม่ทันถึงประภาคาร จอยคามก็เป็นตะคริวจมน้ำผลุบๆ โผล่ๆ มีนาดูอยู่ที่ชายหาดร้องกรี๊ดว่ามีคนจมน้ำ
ซิสเตอร์ออเดรย์บอกให้รีบโทร.ตามหน่วยกู้ภัย จรรยาโทร.แล้วบอกว่าหน่วยกู้ภัยจะมาถึงภายในสิบนาที
แต่ที่ทะเล สถานการณ์คับขัน จอยคามตะโกนบอกนางว่าตนเป็นตะคริว นางโผเข้าไปถามว่าเธอเคยช่วยคนตกน้ำไหม ให้ทำตัวเบาๆเฉยๆแล้วนางก็เอาแขนโอบรอบไหล่จอยคามพยุงไว้ แล้วพาว่ายเข้าฝั่ง เมื่อปลอดภัยแล้วจอยคามขอบใจนาง
“ขอบใจทำไม ฉันจะปล่อยให้เพื่อนตายอยู่กลางทะเลได้ยังไง”
พวกที่ฝั่งเห็นนางพาจอยคามว่ายเข้ามาก็ดีใจที่ทั้งสองปลอดภัยแล้ว เมื่อมาถึงฝั่งทั้งซิสเตอร์และเพื่อนๆ ต่างช่วยดูแลทั้งสองกันโกลาหล ท่ามกลางความชุลมุน จอยคามที่เคยแต่ทำตัวเป็นคู่ปรับกับนางตามสายสุดา มองนางอย่างขอบคุณเมื่อนางมองมาก็ยิ้มให้ นางยิ้มตอบอย่างจริงใจ
เมื่อกลับมากันแล้ว ซิสเตอร์เรียกประชุมจัดการปัญหา นางกับจอยคามต่างโทษตัวเองและยอมรับผิดเอง
“ฉันขอสั่งกักบริเวณทุกคน ห้ามออกจากบ้านพักตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป พวกฉันจะประชุมกันก่อนแล้วจะแจ้งให้ทราบว่าบทลงโทษพวกเธอคืออะไร เอาล่ะ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมาทานน้ำชา วันนี้เรามีแขก”
พอออกจากห้อง จอยคามขอบใจนางอีกครั้งที่ช่วยตน นางบอกว่าไม่เป็นไร เพื่อนกันตนปล่อยให้เธอเป็นอะไรไม่ได้หรอก ต่างยิ้มให้กันอย่างจริงใจ จรรยาเร่งว่าเมื่อเข้าใจกันแล้วก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย
“ที่มาดามบอกว่าจะมีแขกมาดื่มน้ำชา ตื่นเต้นเนอะ อยากรู้จังว่าจะเป็นใคร” มาเรียเปรยเพื่อนๆก็พากันกรี๊ดกร๊าด
เมื่อได้เวลานัด คัมพล คริส มนตรี และมานุ ทยอยกันเดินเท่เข้ามา พวกสาวๆต่างสะเทิ้นเขินอายบ้างก็หยอกล้อคู่ของเพื่อน จนซิสเตอร์ฟรานซิสปรามให้สงวนกิริยาไว้บ้างอย่าให้น่าเกลียดนัก
หนุ่มๆเข้ามาอย่างเรียบร้อยแล้ว ซิสเตอร์ออเดรย์บอกนักเรียนหญิงที่นั่งเหนียมกันว่า
“เอาล่ะทุกคน วันนี้เรามีแขกพิเศษมาดื่มน้ำชากับเราตามคำเชิญของซิสเตอร์ฟรานซิส” ทุกคนฮือฮาอย่างเหลือเชื่อ “พวกฉันให้ในสิ่งที่พวกเธอร้องขอ ก็คือความเชื่อใจ หวังว่าพวกเธอจะประพฤติตัวให้ดี สมกับที่พวกฉันไว้ใจ”
“เชิญทุกคนนั่งที่นะคะ เราจะได้ดื่มน้ำชากัน” ซิสเตอร์เทเรซ่าเอ่ย
หนุ่มๆเดินมานั่งตรงข้ามสาวๆอย่างเรียบร้อย ระวังตัว ซิสเตอร์ออเดรย์เดินมาที่โต๊ะเพื่อนำสวด ทุกคนประสานมือตั้งใจสวดตาม...
ooooooo
สวดมนต์แล้วทุกคนนั่งดื่มน้ำชาและทานขนมกัน นางถามคัมพลว่าทำท่าไหนมาดามถึงยอมให้มาดื่มน้ำชากับพวกเรา คัมพลบอกว่า ก็...ไม่ได้ทำอะไร พวกตนไว้ใจได้มาดามทราบ
ระหว่างนั้นสินีนาฎสะกิดให้นางดูจอยคามส่งสายตาให้มนตรี บอกว่าคนที่ไว้ใจไม่ได้น่าจะเป็นฝั่งเรามากกว่า นางมองฮองลันกับมาเรียที่นั่งเบียดกันบิดเขิน ก็แซวว่าดื่มชาวันนี้ไม่ต้องใส่น้ำตาลแล้วมั้ง มาเรียเตือนนางว่าเดี๋ยวมาดามก็ดุหรอก
“ฉันจะไม่ดุอภิรดีหรอก จะดุเธอนี่แหละ นั่งให้มันดีๆ ฮองลันด้วย” ซิสเตอร์ฟรานซิสเสียงเข้ม ฮองลันกับมาเรียเลยรีบนั่งตัวตรงแข็งทื่อ พอดีซิสเตอร์ออเดรย์ เทเรซ่าและมาการิต้าเดินเข้ามาสมทบ ออเดรย์ถามว่าสรุปเรื่องคดีเป็นอย่างไร
คัมพลบอกว่าคงจะจบเร็วๆนี้ ตำรวจจับพวกนักเลงได้ทั้งหมด ส่วนเดวิดกับปีเตอร์ถูกไล่ออก คัมพลพูดอย่างเสียใจว่า
“พวกผมไม่เอาเรื่องกับสองคนนั้น หวังว่าอย่างน้อย ก็น่าจะยังได้อยู่ในโรงเรียนต่อ ถ้าวันนั้นเดวิดกับปีเตอร์ไม่กลับใจ พวกผมอาจจะไม่รอดแล้วก็ได้”
“แต่เธอรู้ใช่ไหมว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอ ฉันเชื่อว่ามีหลายครั้งที่สองคนนี้สามารถกลับตัวได้แต่เขาก็ไม่ทำ เขาปฏิเสธโอกาสในชีวิตของเขาไป จนในที่สุดเมื่อเขาตัดสินใจมันก็สายเกินไป แต่...” ฟรานซิสหยุดแค่นั้นนางถามว่าแต่อะไร
“แต่...ทั้งหมดนี้เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ถึงแม้ในวันนี้มันอาจจะดูตีบตันสำหรับพวกเขา แต่เชื่อเถอะว่าพระองค์จะเตรียมทางเดินใหม่ๆในโอกาสใหม่ๆไว้ให้เขาเสมอ” ออเดรย์ตอบแทน
“สิ่งที่เราทำได้ก็คือตักเตือน อธิษฐานให้เขาว่าเมื่อโอกาสใหม่ๆมาถึงอีกครั้ง พวกเขาจะเลือกเดินไปในทางที่ถูกต้อง” มาการิต้าเสริม
“หน้าที่ของพวกเธอไม่ใช่การมานั่งโทษตัวเอง แต่คือการเรียนรู้จากความผิดพลาดแล้วไม่ทำผิดซ้ำอีก เข้าใจไหมจ๊ะ” ออเดรย์ปิดท้าย ทุกคนตอบรับพร้อมกันแล้วทานขนม ริต้าเดินมาถามพวกคัมพลว่าจะอยู่ทานอาหารเย็นด้วยกันไหมวันนี้ตนเตรียมผักโขมไว้เป็นเมนูพิเศษ ทุกคนได้ยินเมนูผักโขมก็ทำหน้าสยอง
“เอ่อ ไม่เป็นไรดีกว่าครับ” คริสรีบบอก คัมพลก็บอกว่าแค่ทานน้ำชาก็เกรงใจมากแล้ว
พวกเด็กผู้ชายช่วยกันพูดเอาตัวรอดจากเมนูผักโขม พอออกมาได้ก็ตรงไปที่ร้านซีฟู้ดริมหาด กุ้งปูที่สั่งมาถูกหยิบกันคนละหนุบละหนับแป๊บเดียวก็เหลือแต่จานเปล่า จากนั้นจึงเริ่มคุยกันถึงเมนูผักโขมอย่างสยอง มนตรีถามว่านานๆได้บุกถ้ำเสือทีทำไมถึงทิ้งกันมาง่ายๆ
คัมพลบอกว่าไม่นานก็ได้เจอเพราะอีกไม่กี่วันพ่อตนจะมาพ่อแม่นางก็น่าจะมาด้วยเห็นว่าจะรับออกไปเที่ยวข้างนอก
“อั๊ยย่ะ แหม พ่อแม่เป็นใจเหลือเกิ๊น” คริสทึ่ง
“แน่อยู่แล้ว ไม่มีใครเหมาะกับนางมากไปกว่า...” คัมพลพูดทิ้งไว้แค่นั้นเป็นนัย...
ooooooo
ที่บ้านอโณทัย...พิทักษ์กับเอมอรคุยกับเด่นชาติ กันถึงนางว่าที่สะใภ้ที่ทาบทามไว้เป็นมั่นเป็นหมาะแล้ว โดยพิทักษ์จะให้นางแต่งกับทัศนัยลูกชายคนโต เพราะนางน่าจะเหมาะกับคนที่เป็นผู้ใหญ่หน่อย
“ไม่ได้เจอกันนานมากนะ แกส่งไปอยู่เมืองนอกตั้งแต่เด็กเลยนี่” เด่นชาติเอ่ย
“ใช่ วันก่อนคุยกัน ฉันส่งรูปยายนางไปให้ดู ทัศนัย ตอบกลับมาว่าน่ารักดี”
“เออออกันไปขนาดนี้ เราจะไม่ถามลูกสักคำเหรอคุณ” เอมอรติง
“ไว้ให้เรียนจบก่อนดีกว่ายังมีเวลา แต่ผมเชื่อนะว่ายายนางจะเชื่อผม เรื่องอื่นผมยอมได้ แต่จะให้ลูกสาวคนเดียวของผมไปอยู่กับคนที่ผมไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า ผมทนไม่ได้” เด่นชาติยืนยัน เอมอรฟังแล้วบอกว่า ตนแอบรู้สึกว่าสองคนไม่ยุติธรรมกับคัมพลเลย พิทักษ์ตอบแทนลูกชายคนเล็กว่า
“คัมพลเป็นเด็กสบายๆ ผมว่าเขาเหมาะกับผู้หญิงที่พร้อมจะเข้ามาจัดการวางแผนชีวิตให้เขาได้”
ooooooo
สายสุดากลับมาอยู่ที่บ้านแล้วแต่ไม่พบนวลใยผู้เป็นแม่เพราะอัคราใช้ให้ไปดูที่ดินที่ลำพูน แม้นวลใย จะบอกว่าสายสุดากำลังจะกลับบ้าน อัคราก็ไม่สนใจเดินออกไปเลย นวลใยได้แต่เศร้าเพราะอยู่ในฐานะที่ต้องขึ้นต่ออัคราอย่างไม่มีเงื่อนไข
แม้สายสุดาจะมีแก่ใจถักผ้าพันคอมาฝาก อัครา บอกอย่างไม่แยแสว่าวันหลังไม่ต้องทำ เสียเวลาเรียน ส่งคืนให้บอกว่าที่นี่อากาศร้อน เอาไว้ใช้เองเถอะ สายสุดาเก็บผ้าพันคอใส่ลิ้นชักล็อกกุญแจไว้อย่างน้อยใจ...เสียใจ
วันนี้ขณะสายสุดาเดินผ่านห้องรับแขกได้ยินอัคราคุยกับเพื่อนสามีภรรยาที่มาเยี่ยมเยือน สามีถามว่าได้ข่าวว่าลูกสาวคนเล็กปิดเทอมกลับมาอยู่ที่บ้านไม่ทราบว่าโตแค่ไหนแล้ว อัคราบอกว่าปีหน้าก็จะจบมัธยมปลาย
“แบบนี้จะส่งไปเรียนต่อต่างประเทศไหมคะ กลับมา จะได้โก้เหมือนตาธนาธิป” ฝ่ายสามีถามว่าสายสุดานี่คนละแม่กับธนาธิปใช่ไหม จำได้ว่าเป็นลูกแม่นวลใย
“อืม...ถ้าได้ไปเรียนต่อเมืองนอก ก็วาสนาเด็กนะคะ”ภรรยารำพึง
อัคราหน้าตึงนิดหนึ่ง สายสุดาคิดว่าพ่อก็คงดูถูกตนเหมือนกัน ผละไปจากตรงนั้นเงียบๆ พอไปถึงห้องนอนก็ดูรูปถ่ายตนพ่อ กับแม่ เธอคว่ำสองรูปนั้นลง ส่วนที่ถ่ายกับธนาธิปที่เธอรักมาก เธอมองแล้วเบือนหน้าหนี แต่พอเห็นรูปที่ถ่ายกับมีนาและจอยคามก็เพ่งมองกอดรูปร้องไห้ คิดถึงเพื่อนและโรงเรียนมาก แต่ไม่มีความอบอุ่นผูกพันกับบ้านเลย
แต่หารู้ไม่ว่าจอยคามกับมีนาที่ไปเที่ยวตันหยงบุหงากับเพื่อนๆสนิทสนมและกลายเป็นเพื่อนสนิทของนางไปแล้ว
ooooooo
อาหารมื้อเย็นวันนี้ริต้าผัดผักโขมให้กิน พอยกจานมาเด็กๆเห็นผัดผักโขมเละๆ ก็ทำหน้าสยอง นางไม่ยอมกิน เพื่อนๆเลยพากันไม่กินไปด้วย
ที่ห้องรับแขกบ้านพักซิสเตอร์ที่ตันหยงบุหงา บรรดาซิสเตอร์ประชุมกันถึงเรื่องนางกับจอยคามว่ายน้ำไปไกลจนเกิดเรื่องว่าจะลงโทษอย่างไรดี เทเรซ่าเสนอว่าถ้าจะทำโทษก็ควรทำสถานเบาถ้าหนักเกินไปก็ดูจะทำร้ายน้ำใจอภิรดีที่ช่วยชีวิตจอยคาม ซิสเตอร์ ฟรานซิสจึงสรุปว่า
“ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้นะคะ เราจะลงโทษสองคนนั้นสถานเบาเพราะเห็นแก่ความดีของอภิรดีที่ช่วยจอยคาม พรุ่งนี้จะให้อภิรดีและจอยคามงดเล่นน้ำ ให้ไปช่วยมีเนาะในห้องรีดเสื้อ งดนมสดตอนสายและของว่างตอนบ่ายเห็นด้วยไหมคะ”
ทุกคนพยักหน้า
ซิสเตอร์มาการิต้ากลับเข้ามาห้องอาหารพร้อมซิสเตอร์ออเดรย์เห็นผัดผักโขมยังเหลือเขละ เด็กๆพากันนั่งตัวลีบดูว่ามาการิต้าจะทำอย่างไร มาการิต้ามองแล้วเดินออกไปเงียบๆ ครู่หนึ่งก็กลับเข้ามาพร้อมซิสเตอร์ออเดรย์
ซิสเตอร์ออเดรย์ถามว่าอยากลองดีกันใช่ไหม นี่เป็นครั้งแรกที่ตนให้ซิสเตอร์มาการิต้ามาดูแลพวกเธอ แล้วมาทำแบบนี้ไม่ไว้หน้ากันเลย ถามว่าใครเป็นตัวตั้งตัวตีไม่ยอมกินอาหารให้หมด นางบอกว่า “หนูเองค่ะมาดาม”
“กลับเข้าห้องนอนไป ฉันกักบริเวณพวกเธอจนกว่าจะเช้า!” ซิสเตอร์ออเดรย์เสียงเข้ม
ทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งแต่พอเข้าห้อง นางก็บอกเพื่อนๆว่ากักได้แต่ตัว แต่กักวิญญาณพวกเราและของมิสเตอร์ผีไม่ได้ แล้วชวนเพื่อนๆเล่นผีถ้วยแก้วกัน เพื่อนๆถามว่าจะดีหรือ นางถามว่าพวกเธอไม่อยากรู้ชื่อของเนื้อคู่ตัวเองหรือ ฮองลันเอาด้วยก่อนเพื่อน แล้วทุกคนก็เอาด้วย มาเรียตื่นเต้นมากยกมือขึ้นบอกว่า “ฉันขอถามก่อน!!”
นางอธิบายการเล่นผีถ้วยแก้วแล้วเริ่มเล่นกันอย่างตื่นเต้น ลุ้นอยากรู้ชื่อเนื้อคู่ของตัวเอง สุดท้ายนางถามให้สินีนาฎก่อน ทุกคนเอามือแตะก้นถ้วยที่คว่ำอยู่ลุ้นกันระทึกว่าถ้วยแก้วจะหยุดที่อักษรตัวไหน ปรากฏว่าหยุดที่ตัวซี ทุกคนถามกันว่าใครน่ะ?? สินีนาฎหน้าเสียบอกว่าถามให้คนอื่นเถอะ นางร้องบอกอย่างตื่นเต้นว่า
“เฮ้ย...ฉันรู้แล้ว พี่ชัยพงษ์แน่ๆ”
เพื่อนๆพากันกรี๊ด แต่สินีนาฎหน้าเสียเพราะใจเธอไม่ได้อยู่ที่ชัยพงษ์...










