นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    นางอาย

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เมื่อถึงวันพิจารณาโทษ ธนาธิปมาร่วมด้วย คุณแม่อธิการชมเชยเจตนาและความดีที่พวกนักเรียนทำให้ครอบครัวคนงาน แต่คนทำผิดก็ต้องได้รับโทษ

    คุณแม่อธิการตัดสินโทษว่า “ต่อไปนี้เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ ทุกวันหลังเลิกเรียนพวกเธอต้องมาคุกเข่าอธิษฐานต่อหน้าแม่พระ เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง คัดลายมือกฎระเบียบของโรงเรียนเรื่องการห้ามออกไปข้างนอกคนละห้าสิบจบทุกวัน และฉันขอสั่งงดของหวานในทุกมื้ออาหารของพวกเธอเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์เช่นกัน”

    ที่ทุกคนอุทานอย่างผิดหวังมากคือลงโทษไม่ให้กลับบ้านในวันหยุดยาวที่จะถึงนี้ นางถามว่าความดีที่พวกตนทำ ความเมตตาเพื่อนมนุษย์ ไม่สามารถมาลดหย่อนโทษได้เลยหรือ ซิสเตอร์ออเดรย์จึงแจ้งว่า

    “เพื่อเป็นการตอบแทนความดีที่พวกเธอทำให้ครอบครัวของคนงานไทย ในช่วงวันหยุดยาวที่พวกเธอไม่ได้กลับบ้าน ท่านกงสุลไทยจึงขออนุญาตจัดเลี้ยงอาหารและเชิญทุกคนไปทานข้าวที่สถานกงสุลหนึ่งมื้อจ้ะ”

    ทุกคนยิ้มดีใจลืมเรื่องที่ถูกลงโทษไปเลย ธนาธิป มองนางอย่างทึ่งในความกล้าของเธอ เขาพูดกับพวกนักเรียนว่า

    “ในฐานะตัวแทนของสถานกงสุลไทย ผมขอขอบคุณพวกคุณทุกคนที่เป็นต้นคิดให้คนงานที่ได้รับบาดเจ็บได้พบกับครอบครัวเป็นความคิดที่บางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราก็นึกไม่ถึง ท่านกงสุลใหญ่มีรางวัลเล็กๆน้อยๆ ฝากผมมา อยากจะมอบให้กับเจ้าของความคิดนี้ ใครเป็นคนต้นคิดโครงการนี้ขึ้นมา” ธนาธิปมองหน้าทุกคน หลายคนชี้มาที่นาง แต่นางโพล่งขึ้นว่า

    “สายสุดาค่ะ สายสุดาเป็นคนต้นคิดเรื่องที่จะต้องบริจาคช่วยพี่ๆคนงานค่ะ แล้วพวกเราที่เหลือถึงได้ช่วยกันเสนอวิธี”

    ธนาธิปเชิญสายสุดาขึ้นรับเข็มเกียรติคุณอันเล็กๆ บอกว่างสถานกงสุลขอบคุณที่มิสสายสุดาช่วยทำความดีครั้งนี้สายสุดาปลื้มแต่ก็อดรู้สึกถึงความห่างเหินไม่ได้ แต่พอธนาธิปลูบหัวบอกว่า “พี่ภูมิใจในตัวน้องมากนะ” สายสุดาก็ตื้นตันถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาทันที จากนั้นธนาธิปประกาศว่า

    “ท่านกงสุลใหญ่ฝากขนมเค้กมาให้เด็กๆแบ่งกันทาน ผมหวังว่าซิสเตอร์คงไม่ว่าอะไรนะครับ”

    “ไม่ว่าค่ะ ทานขนมเค้กก้อนสุดท้ายก่อนจะต้องอดขนมหวานไปอีกอาทิตย์หนึ่งเต็มๆถือว่าเป็นรางวัลปลอบใจนะคะ” ซิสเตอร์ออเดรย์ยิ้มให้ทุกคน แต่พวกนักเรียนต่างทำหน้าไม่ถูกไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี

    สายสุดาแบ่งเค้กให้เพื่อนๆทุกคน โดยเฉพาะของนางได้ก้อนใหญ่กว่าเพื่อน แต่ก็ยังวางท่านั่งหันหลังให้กันแต่ดีที่ไม่มีบรรยากาศมาคุเหมือนทุกวัน

    ooooooo

    คืนนี้ สินีนาฎปลุกนางให้เป็นเพื่อนไปห้องน้ำ ไปถึงหน้าห้องน้ำต่างก็ชะงักขนลุกซู่เมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้

    สินีนาฎโผกอดนางแน่น นางบอกว่าทางเดียวที่เราจะเลิกกลัวได้ก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน ชวนสินีนาฎไปดูหน้าผีให้ชัดๆ ไปเลย สินีนาฎไม่เอาด้วย แต่นางก็ลากไปด้วยกันจนได้

    ที่หน้าตึก...จอยคามที่ครอบครัวยากจนแต่พยายามทำตัวเป็นคุณหนูเพื่อไม่ให้ใครดูถูก และเกาะสายสุดาอัพเกรดตัวเอง เธอแอบมานั่งอ่านจดหมายจากทางบ้าน อ่านไปร้องไห้ไปเมื่อรู้ว่าทางบ้านลำบากเพราะร้านโชห่วยขายไม่ดี เลยไม่ได้ส่งเงินมาให้ ฝากความหวังให้จอยคามเรียนจบแล้วรีบกลับมาหางานทำช่วยใช้หนี้ พ่อกับแม่งานยุ่งเลยไม่ได้มาเยี่ยม

    จอยคามร้องไห้คิดถึงพ่อกับแม่ นางกับสินีนาฎ พลอยร้องไห้คิดถึงบ้านเหมือนกัน

    วันนี้ปิดเทอมเล็กแล้ว ผู้ปกครองต่างพากันมารับลูกหลานตัวเองกลับบ้านด้วยความดีใจ มีแต่กลุ่มนางที่ถูกทำโทษไม่ได้กลับบ้าน นางปลอบใจกันเองว่า ดีเราจะได้กิน อาบน้ำ ทำอะไรก็ได้สบายจะตาย บอกให้เพื่อนคิดบวกเข้าไว้

    นางกับสินีนาฎเห็นจอยคามนั่งเศร้าอยู่คนเดียวจึงเข้าไปถามอย่างเป็นมิตร แต่จอยคามกลับคิดว่าสองคนเป็นคนละฝ่ายกับตน จ้องจับผิดตน มาตีซี้เพื่อล้วงความลับเอาไปเม้าท์กัน ถึงกับประกาศว่า

    “แต่ก่อนฉันไม่เข้าใจว่าทำไมสายสุดาถึงเกลียดพวกเธอแต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วและต่อไปฉันจะช่วยสายสุดาเล่นงานพวกเธอเต็มที่” พูดใส่หน้าแล้วลุกเดินหนีไปเลย นางกับสินีนาฎมองหน้ากันที่เจตนาดีกลายเป็นเรื่องทำคุณบูชาโทษไป

    ด้วยความเป็นห่วงพ่อกับแม่ วันนี้จอยคามไปขอยืมโทรศัพท์ของซิสเตอร์เทเรซ่าที่จัดเอกสารในห้องธุรการโทร.คุยกับพ่อแม่ ได้ยินเสียงแม่ไออย่างหนักก็บอกให้ไปหาหมอค่ายาคงไม่เท่าไร แม่บอกว่าไม่เป็นอะไรอีกวันสองวันก็คงหาย ขณะคุยแม่ไอจนจะเป็นลม จอยคามได้ยินเสียงพ่อเรียกแม่อย่างตกใจแล้วสายหลุดไปก็ใจไม่ดี

    เมื่อเลิกคุยโทรศัพท์ ซิสเตอร์เทเรซ่าถามว่ามีอะไรไหม จอยคามปดว่าไม่มี แต่ด้วยความเป็นห่วงแม่เธอแอบปีนรั้วโรงเรียนหนีออกไป แต่พอถึงเวลาเข้าห้องเรียนจอยคามหายไปนางกับสินนีนาฎตามหาก็ไม่เจอ ถามสายสุดาว่าซี้หายไปไหน เธอก็ทำไม่รู้ร้อนรู้หนาวบอกว่าเห็นซุ่มอยู่แถวรั้วป่านนี้ปีนหนีไปแล้วมั้ง

    สินีนาฎกับนางถามว่าเย็นนี้มีชุมนุมเด็กหอพวกเราต้องนำสวดมนต์ ถ้ามาดามรู้มีหวังโดนทัณฑ์บนแน่ ชวนให้ไปตามจอยคามกลับมาเถอะ สายสุดาปฏิเสธ นางถามว่าแล้วจะปล่อยให้เพื่อนโดนลงโทษหรือ ถ้ารีบไปตามตอนนี้ยังทัน

    “ก็ได้...แต่ฉันไม่รู้ว่าบ้านจอยคามอยู่ไหนนะ”

    “เรื่องนั้นไม่ยาก” นางนึกแผนออก ทำทีเข้าไปอาสาช่วยซิสเตอร์ออเดรย์จัดเอกสาร พอดีซิสเตอร์เทเรซ่ามาบอกซิสเตอร์ออเดรย์ว่าคุณแม่อธิการให้เข้าพบ

    นางกับสินีนาฎจึงช่วยกันหาแฟ้มประวัติของจอยคามเพื่อหาที่อยู่ พอหาได้ก็ชวนสายสุดานั่งแท็กซี่ไปหากัน แท็กซี่พาไปตามที่อยู่ของจอยคามเป็นย่านโทรมของปีนัง

    สายสุดาทักท้วงว่าจอยคามบอกว่าที่บ้านรวยแถวนี้ไม่ใช่ย่านไฮโซของปีนังนี่

    จอยคามหนีจากโรงเรียนมาซื้อยาให้แม่กิน แม่บ่นว่าซื้อมาทำไมยาพวกนี้แพงพ่อก็ว่านี่เป็นค่าขนมของลูกใช่ไหมอยากให้ลูกตั้งใจเรียกให้จบจะได้มาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน จอยคามสะเทือนใจบอกว่าค่าเล่าเรียนแพงนักตนไม่เรียนก็ได้

    แม่บอกว่าไม่ได้ ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้นมีหน้าที่เรียนก็เรียนไปพ่อกับแม่มีหน้าที่ส่งลูกให้ได้เรียนดีที่สุด พ่อเตือนว่าให้รีบกลับโรงเรียนได้แล้ว จอยคามนึกได้ว่าหนีมาจึงขอตัวกลับ คว้ากระเป๋าวิ่งออกไปทางหลังบ้าน

    พวกนางมาใกล้บ้านพอดี จอยคามเห็นเพื่อนมาก็ตกใจรีบหลบ แต่พอดีสินีนาฎเห็นรถเข็นขาย “หมั่วจี๋”ของโปรดขอแวะกินก่อนนางเอาด้วย ทีแรกสายสุดาก็ค้านว่าเราไม่ได้มาเที่ยวเล่นกันนะ แต่พอฟังสินีนาฎบรรยายความอร่อยของหมั่วจี๋ที่ทำสดๆ ก็นึกอยากกินเลยเอาด้วยแต่ย้ำว่าอย่านานนะ

    ฝ่ายจอยคามหลบอยู่พอเห็นพวกนางไปรุมที่รถเข็นขายหมั่วจี๋ก็คิดแผนออก ตัดสินใจ “เป็นไงเป็นกัน”

    ooooooo

    จอยคามเดินออกไปหาพวกนางทำเป็นทักว่ามาแถวนี้ทำไม สินีนาฎบอกว่ามาตามหาเธอกลัวจะกลับไปสวดมนต์ไม่ทัน จอยคามเร่งให้รีบไปกันเลย สายสุดาถามอย่างไม่ไว้หน้าว่าไหนคุยว่าบ้านรวยไง?

    จอยคามบอกว่านี่เป็นบ้านที่ครอบครัวมีไว้ให้เช่า ซึ่งยังมีอีกหลายที่ทั่วปีนัง

    พ่อได้ยินเสียงคุยกันอยู่หน้าบ้านสงสัยว่าทำไมจอยคามยังไม่ไปจึงออกมาดู จอยคามทำเป็นทักว่าเป็นคนเช่าบ้านและคนแถวนี้ก็รู้จักตนกันทั้งนั้น เร่งเพื่อนให้กลับเดี๋ยวไม่ทันจะถูกทำโทษ

    ที่คอนแวนต์ ธนาธิปเพิ่งไปเยี่ยมบ้านมามีของเยี่ยมมาฝากสายสุดาด้วย ซิสเตอร์ออเดรย์จะไปตามให้ จรรยาตกใจกลัวความแตกอาสาไปตามให้ และมีนาที่รู้กันก็แกล้งร้องไห้เสียงดังบอกว่าคิดถึงบ้าน ซิสเตอร์ออเดรย์เลยหันมาปลอบ

    จรรยาไปรอที่ริมรั้วกระวนกระวายใจว่าทำไมพวกนางจึงยังไม่กลับมา ครู่เดียวสินีนาฎที่ปีนขึ้นมานั่งอยู่บนกำแพงก็บอกให้จรรยาช่วยรับด้วย จรรยาบอกว่าธนาธิปมาเยี่ยมสายสุดาให้รีบไปเลย ทุกคนรีบตะกายลงจากกำแพงวิ่งตื๋อเข้าไปทันที

    ไปเจอซิสเตอร์ฟรานซิสกำลังเดินมาตามหาพอดี ถามว่าไปไหนกันมา นางแก้ตัวเนียนๆว่าพวกตนช่วยซิสเตอร์ออเดรย์จัดของในห้องธุรการฝุ่นเยอะเลยไปล้างหน้าล้างมือ ยื่นมือให้ดมว่าล้างจนสะอาดเลย ซิสเตอร์ ฟรานซิสดุว่าไม่ต้องอธิบายยาว เร่งสายสุดาให้ไปหาท่านกงสุลเพราะรอนานแล้ว

    สายสุดาไปพบธนาธิป เขาเอาของฝากให้บอกว่าแม่สายฝากมาให้ สายสุดาถามว่าแม่เป็นอย่างไรบ้าง

    ธนาธิปบอกว่าสบายดีคิดถึงเธอมากอยากมาเยี่ยม

    สายสุดาบอกว่าไว้ตนกลับไปเองดีกว่า

    “พี่ก็บอกอย่างนั้น คุณพ่อไม่ค่อยสบายต้องมีคนคอยดูแล”

    “นั่นสิคะมันหน้าที่อยู่แล้วที่ต้อง ‘รับใช้’ คุณพ่อ”

    “การอยู่ดูแลกันในยามเจ็บป่วยของคู่ชีวิต เป็นหน้าที่ที่ทำด้วยความรักไม่ใช่การรับใช้เพราะความจำเป็น วันหนึ่งถ้าสายโตพอ สายจะเข้าใจว่าสิ่งที่สายเอามาเป็นปมด้อย กดดันตัวเองอยู่ทั้งหมดนี้ มันเป็นเรื่องที่น้องคิดไปเองทั้งนั้น”

    “ค่ะ พี่ธิปสักวันหนึ่งสายคงเข้าใจ...เพียงแต่มันไม่ใช่วันนี้”

    “เอาเถอะสาย ชีวิตยังอีกไกล แต่จำไว้ว่าใครที่เข้าใจและปลดปล่อยได้เร็ว คนนั้นจะเริ่มต้นชีวิตได้ก่อน พี่อยากให้สายมองให้เห็นว่า ความจริงแล้วชีวิตของสายไม่มีอะไรสู้คนอื่นเขาไม่ได้เลย เอาล่ะ พี่มีธุระแค่นี้ ไว้เราเจอกันที่งานเลี้ยงอาหารค่ำวันมะรืนนะคะ”

    ธนาธิปพูดให้สายสุดาสบายใจ เพราะเธอถือเป็นปมด้อยในชีวิตตลอดมาว่าตนเป็นแค่ลูกคนใช้เทียบไม่ได้เลยกับธนาธิปที่เป็นลูกคุณหญิง

    ธนาธิปจะไปแต่นึกได้ให้สายสุดาไปตามสินีนาฎมาพบตนด้วย สายสุดาเครียดทันทีสงสัยว่า ทำไมต้องเจอสินีนาฎด้วย?

    ooooooo

    สินีนาฎไปพบธนาธิปนางตามไปด้วยอ้างว่าสายสุดาสงสัยว่าเขาพบสินีนาฎทำไมตนเลยมาเป็นเพื่อน ธนาธิปเอาพวกชีสและวิตามินมาฝากสินีนาฎเพราะเห็นผอมมาก ดูแลบำรุงตัวเองบ้างคุณแม่จะได้ไม่ห่วง

    นางทวงว่าแล้วของตนล่ะ สินีนาฎบอกว่าเดี๋ยวแบ่งกับตนก็ได้

    “เอาเถอะฉันขอโทษที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีเด็กในปกครองอีกคนวันมะรืนที่ไปทานอาหารฉันจะเอามาเพิ่มให้ก็แล้วกัน”

    สายสุดาสงสัยว่าธนาธิปคุยอะไรกับนางและสินีนาฎ ทำไมธนาธิปต้องเอาของมาฝากพวกเขาด้วย นางชี้แจงว่าเพราะเขาเป็นกงสุลมีหน้าที่ดูแลนักเรียนไทย สายสุดาถามว่าแล้วทำไมไม่ฝากมีนากับจรรยาด้วย นางบอกว่าของที่ฝากมานี้ให้แบ่งๆกันกับมีนาและจรรยาแต่เธอเป็นคนพิเศษจึงฝากให้เธอคนเดียวคนอื่นฝากรวมๆมาให้ไปแบ่งกัน

    นางพูดจนสายสุดาสบายใจว่าตนเป็นคนพิเศษของธนาธิป แต่ก็ยังไม่วางใจจึงขออนุญาตซิสเตอร์ให้จอยคามไปงานเลี้ยงด้วยทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทยเพื่อให้คอยจับตาดูว่าธนาธิปมีอะไรกับนางและสินีนาฎหรือไม่

    จอยคามมีปัญหาเรื่องเสื้อผ้าเพราะตัวเองไม่มีชุดใหม่ที่จะใส่อวดใครได้เลย แต่พอดีซิสเตอร์เทเรซ่าเรียกประชุมนักเรียนที่จะไปงานเลี้ยงให้แต่งชุดนักเรียนกันหมด จอยคามทำเป็นบ่นเสียดายที่ไม่ได้แต่งชุดใหม่แต่ในใจโล่งอกที่ไม่ต้องกังวลเรื่องชุดอีก

    ooooooo

    งานเลี้ยงที่สถานกงสุลจัดเป็นอาหารไทย ที่ห้องครัวหอมฟุ้งด้วยแกงเขียวหวาน ในหม้อยังมีหมูหวาน ไข่พะโล้ ทุกอย่างจัดอย่างประณีต

    นักเรียนที่จะไปงานเลี้ยง แม้จะไปอย่างนักเรียนแต่ทุกคนก็เสริมเติมแต่งหน้าตาเผ้าผมให้ดูดีเป็นพิเศษ วันนี้ก็ใช้ลิปกลอสกันได้อย่างเปิดเผย ทุกคนอยู่ในชุดเครื่องแบบถูกระเบียบเรียบร้อย ใบหน้ายิ้มแย้มอิ่มเอิบที่จะได้อิ่มทั้งอาหารปาก อาหารตาและอาหารใจ

    ไปถึงหน้าสถานกงสุลพอประตูเปิดนางโผล่เข้าไปเป็นคนแรกเห็นคัมพลก็ร้องเรียก คัมพลได้ยินเสียงนางก็ตัวอ่อนใจอ่อนลงทันที มีนาเห็นคัมพลก็ตาหวานเชื่อม พอดีบันลือออกมาต้อนรับเชิญเข้าข้างในท่านกงสุลรอรับอยู่

    พอเข้าไป นางก็กวาดตาปร๊าดไปที่โต๊ะอาหาร ส่วนจอยคามสายตาหยุดกึกที่ความหล่อของกงสุล

    สายสุดาแสดงอาการหวงพี่ชายอย่างออกนอกหน้า เมื่อเข้ามากันหมดแล้ว ท่านกงสุลกล่าวต้อนรับด้วยมาดหล่อเสียงนุ่มคำหวานจนพวกสาวๆเคลิ้ม กล่าวต้อนรับเสร็จก็เชิญทุกคนรับประทานอาหารกันตามสบาย

    นางกินอาหารไทยอย่างหิวโหยอย่างหนึ่งยังเคี้ยวอยู่ในปากตาก็มองอีกอย่าง จนจรรยบอกว่าเดี๋ยวไปตักเพิ่มนะใจเย็นๆ บันลือคอยบริการอย่างคล่องแคล่วสนิทสนมจนสายสุดาบอกว่าดูบันลือสนิทสนมกับนางและสินีนาฎมาก

    ครู่หนึ่งสินีนาฎขอตัวไปเข้าห้องน้ำ พอออกจากห้องน้ำก็หลงอีกตามเคย ชัยพงษ์ที่ทำ เค้กอยู่ออกมาเจอ

    พอดีเลยชวนไปทำเค้กกัน สินีนาฎรู้สึกสนุกกับการทำเค้กเมื่อทำเสร็จช่วยกันยกออกไป เพื่อนๆชิมแล้วชมว่าอร่อยมาก ชัยพงษ์อวดว่าตนมีผู้ช่วยดี แล้วหันมองสินีนาฎยิ้มปลื้มให้กัน

    จอยคามกินอาหารไทยอย่างเอร็ดอร่อยชมว่า ไม่เคยกินอาหารไทยอร่อยอย่างนี้มาก่อน ปกติกินแต่อาหารอิตาเลียน ฝรั่งเศส บอกมีนาว่าถ้าเจอร้านอาหารไทยอร่อยอย่างนี้ให้บอกจะได้บอกคุณพ่อคุณแม่

    นางกินอาหารทั้งคาวหวานจนพุงกาง สายสุดาไม่มีความสุขนักเมื่อเห็นนางได้รับความสนใจจากคัมพลและธนาธิปมากกว่าตน

    ooooooo

    รุ่งขึ้น ชีวิตทุกคนก็กลับเข้าอยู่ในระเบียบเคร่งครัดเหมือนเดิม แต่วันนี้เป็นวัดหยุดสุดท้ายของเทอม ซิสเตอร์ออเดรย์ประกาศว่าก่อนเปิดเทอมใหม่ ทุกคนทำตัวดีตนจะคืนโทรศัพท์มือถือให้ใช้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง

    เสียงกรี๊ดกร๊าดดังขึ้นลั่นห้องประชุม แล้วทุกคนก็เข้าแถวไปรับโทรศัพท์ ซิสเตอร์เทเรซ่าประกาศย้ำว่าใช้แล้วให้ทุกคนมาคืนในกล่องนี้ตามเดิม ทุกคนรับปากแข็งขัน

    พอได้รับโทรศัพท์มือถือแล้ว ทั้งห้องก็เงียบกริบทันที ต่างก้มหน้าเล่นมือถือของตัวเอง

    สินีนาฎจะโทร.หาแม่แต่โทรศัพท์ถูกตัดใช้ไม่ได้เธอจึงจะออกไปรอข้างนอก นางให้ใช้ของตนแทน บอกว่าไม่ได้ใช้นานๆ ก็รู้สึกเฉยๆ คุยกับเพื่อนตัวเป็นๆสนุกกว่า

    ซิสเตอร์ฟรานซิสเข้ามาบอกจอยคามว่าผู้ปกครองมาหา เพื่อนๆหูผึ่งยุกยิกขึ้นมาทันที ทุกคนอยากเห็นพ่อแม่ของจอยคามที่เธอคุยนักคุยหนาว่าเป็นไฮโซ เลยย่องกันไปแอบดู สายสุดากับมีนาก็ย่องไปแอบดูด้วย

    นางได้ช่องเหมาะพอเห็นชัดๆก็เอะอะเบาๆ

    “เอ๊ะ...นี่มัน...ทำไมฉันว่าหน้าพ่อจอยคามดูคุ้นๆ” ครู่เดียวก็ร้อง “อ๋อ...ลุงคนนั้นไง” สินีนาฎกับสายสุดาจำได้ว่าวันนั้นจอยคามบอกว่าลุงคนนี้ไม่ใช่พ่อแต่เป็นคนเช่าบ้านพ่อของตนอยู่ เลยต่างงง

    พ่อกับแม่จอยคามมาเพื่อเอาเงินที่ยืมเป็นค่าเล่าเรียนของเธอมาให้และคืนค่าขนมให้ด้วย เพราะวันก่อนจอยคามเอาค่าขนมไปซื้อยาให้แม่จนแม่อาการดีขึ้น แม่พูดอย่างเข้าใจจอยคามว่า

    “แม่รู้ว่าที่แกทำเป็นไม่รู้จักคราวก่อนเพราะอายที่บ้านเราจน แต่แม่เอาเงินไปซื้อชุดใหม่ใส่มาหาแกเลยนะดูพ่อแกสิหล่อเชียว”

    “พ่อกับแม่เก็บเงินไว้เถอะ หนูสบายดีวันหลังไม่ต้องมาที่นี่หรอก” พ่อถามว่าโกรธที่พ่อไม่ค่อยได้มาใช่ไหม วันหลังจะเก็บเงินมาเยี่ยมบ่อยๆ “หนูบอกว่าไม่ต้องมาไง ชีวิตหนูที่นี่มันดีอยู่แล้ว พ่อกับแม่ทำแบบนี้ทุกคนคงเห็นหนูเป็นตัวตลกที่คอยโกหกปกปิดชีวิตตัวเอง ยิ่งถ้ารู้ว่าแม้แต่ค่าเรียนก็ยังต้องกู้เขา ทุกคนคงต้องหัวเราะเยาะสมเพชหนูแน่ๆ”

    จอยคามร้องไห้โฮกลัวเพื่อนจะรู้ฐานะที่แท้จริงของตน พ่อถามอย่างเจ็บปวดว่า

    “แกอายเพื่อนที่เป็นลูกพ่อกับแม่ขนาดนี้เลยเหรอ พ่อขอโทษนะที่ไม่ได้ร่ำรวยให้แกเอาไว้อวดใครๆ ถ้าพ่อกับแม่ทำให้ชีวิตแกพัง ต่อไป...พ่อสัญญาว่าจะไม่มาที่นี่อีก”

    พ่อกับแม่หันเดินออกไปอย่างเจ็บปวด ดึงประตูเปิด นาง สินีนาฎ สายสุดา และมีนาที่มาสุมหัวดูอยู่ก็เทลงไปกองกับพื้น จอยคามมองตะลึงเมื่อรู้ว่าเพื่อนมาแอบดูแอบฟังตน สายสุดาลุกขึ้นได้ก็สะบัดหน้าไปทันที

    “สายสุดา...” จอยคามคราง...แล้ววิ่งตามสายสุดา กับเพื่อนๆไป ซิสเตอร์ฟรานซิสเห็นเด็กๆวิ่งกันมาเป็นพรวน และจอยคามวิ่งตามอย่างตื่นตระหนก ถามจอยคาม ว่าเกิดอะไรขึ้น

    “อภิรดี สินีนาฎ เล่ามาเดี๋ยวนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ซิสเตอร์ออเดรย์เข้ามาเห็นจอยคามปิดหน้าร้องไห้ พ่อกับแม่ยืนหน้าเศร้าอยู่

    ooooooo

    จอยคามเสียใจและพยายามง้อสายสุดา แต่สายสุดาไม่แม้แต่จะพูดด้วย จอยคามเข้าไปร้องไห้ในโบสถ์อย่างไม่มีทางออก พอซิสเตอร์มาการิต้าเดินเข้ามาแตะไหล่จอยคามก็โผกอดร้องไห้บอกว่า

    “มาดามคะ หนูไม่นึกว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่แบบนี้ หนูไม่ได้ตั้งใจ หนูแค่อาย หนูกลัวว่าถ้าเพื่อนรู้ความจริง ว่าหนูจนแล้วเขาจะไม่รักหนู”

    “ความกลัวเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์จ้ะ ไม่ผิดที่หนูจะกลัว แต่มันผิดตรงที่หนูยอมปล่อยให้ความกลัวเข้ามาครอบงำจนหนูเกิดความเชื่อที่ผิด และกระทำการที่ผิดไป” จอยคามถามว่าไม่มีใครให้อภัยตนใช่ไหม

    “มีสิจอยคามมีแน่นอนหนึ่งคนที่ให้อภัยหนูแน่ๆ พระเจ้า ไงจ๊ะ”

    ซิสเตอร์มาการิต้าเล่าเรื่องพระแม่มาเรียตั้งท้องทั้งที่เป็นสาวพรหมจรรย์และต้องต่อสู้กับคำครหามากมาย เล่าถึงพระเยซูที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกอย่างยากลำบาก พระองค์ถูกทอดทิ้งเป็นที่รังเกียจจนโดนนำไปประหารชีวิตทั้งๆที่ไม่มีความผิด ถามว่าพระแม่กลัวไหม พระองค์กลัวไหม แล้วรู้ไหมว่าทำไมทั้งสองพระองค์ถึงเอาชนะความกลัวนั้นได้

    จอยคามฟังอย่างตั้งใจ ซิสเตอร์มาการิต้าชี้ให้เห็นว่า...

    “เพราะท่านวางใจในพระเจ้า หนูกลัวจนหนูทอดทิ้งพระเจ้า ทอดทิ้งพ่อแม่ของหนูเอง จอยคาม หนูรักพระเจ้าไหม” จอยคามก้มหน้าตอบว่ารักค่ะมาดาม “ถ้าหนูพูดว่ารักพระเจ้าแต่ยังรังเกียจพ่อแม่ของตัวเอง นั่นแปลว่า หนูไม่ได้รักพระเจ้าจริง พระแม่มาเรียท่านกลัว แต่ท่านก็ตั้งท้องจนคลอด ความรักและความเชื่อของคนเป็นแม่นั้น ยิ่งใหญ่อย่างหาที่สุดไม่ได้”

    “หนูขอโทษค่ะ หนูไม่ได้อยากทำให้พ่อแม่เสียใจเลยค่ะมาดาม หนูเสียใจ”

    “หนูรักพ่อแม่หนูไหมจอยคาม” จอยคามพยักหน้าสะอื้นฮัก “แล้วหนูรักเพื่อนของหนูไหม” จอยคามพยักหน้าอีก “ถ้าอย่างนั้น จงอย่ากลัว ไม่มีความกลัวในความรัก พรุ่งนี้จะเป็นบททดสอบไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงวางใจในพระเจ้า จำคำของพระเยซูไว้ ท่านพูดเสมอว่า “อย่ากลัวเลย” จงแทนที่ความกลัวด้วยความเชื่อในพระองค์นะ”

    ooooooo

    ที่ลานกิจกรรม ซิสเตอร์ออเดรย์เห็นสายสุดานั่งเศร้าอยู่คนเดียว เข้าไปถามว่าโกรธเพื่อนมากหรือ? สายสุดาบอกว่าโกรธและผิดหวัง ทำไมเขาต้องโกหกด้วย

    “บางทีที่เขาโกหก มันอาจไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียวก็ได้นะ เขาอาจจะโกหกเพราะกลัวว่าเพื่อนจะไม่รัก รับในตัวตนที่แท้จริงของเขาไม่ได้”

    สายสุดาหลุบตาลงต่ำเพราะนั่นเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ตัวเองมี ซิสเตอร์ออเดรย์พูดอย่างเมตตาว่า

    “ความรักของมนุษย์นั้นมีข้อแม้ไม่เหมือนความรักของพระเจ้า เมื่อมีข้อแม้มันก็คือความรักที่ไม่สมบูรณ์ ความรักแบบนี้ มันน่ากลัวไหมสายสุดา” สายสุนีบอกว่าตนคงไม่โกรธถ้าเขาพูดความจริงตั้งแต่ต้น “หนูคงไม่โกรธ แต่หนูก็คงไม่รับเขาเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่ต้นหรือเปล่าจ๊ะ เพราะเขาจน”

    “หนู...หนูก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะมาดาม”

    “เราย้อนไปแก้ไขอะไรในอดีตไม่ได้อีกแล้ว สำคัญ ที่วันนี้เขาเป็นเพื่อนสนิทของหนูแล้ว และเขาทำผิดพลาดไป นี่อาจเป็นบททดสอบของพระเจ้าก็ได้ว่าความรักที่หนูมีให้เพื่อนนั้น มีข้อแม้หรือเปล่า จอยคามกำลังกลัว และความรักที่สมบูรณ์เท่านั้นถึงจะขจัดความกลัวได้ หนูมีความรักนั้นให้เพื่อนหรือเปล่า สายสุดา?”

    ฝ่ายนางกับสินีนาฎ เมื่อเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นเช่นนี้ นางบ่นกับสินีนาฎว่าไม่น่าไปยุ่งกับเรื่องชาวบ้านเลย

    สินีนาฎเปรยว่าไม่รู้จะสงสารใครดี ยิ่งเมื่อเห็นทั้งสองยังปั้นปึ่งกันนางถามสินีนาฎว่าเขาจะโกรธกันจนตายหรือ เราช่วยอะไรได้ไหม

    “เรื่องบางเรื่องเราก็คงต้องปล่อยให้เขาจัดการกันเองนะนาง”

    ทั้งสองมองไปที่เตียงสายสุดาและจอยคาม ต่างคนต่างไม่มองหน้ากัน กำมือเข้าหากันเหมือนอธิษฐานขอพรจากพระเจ้าเงียบๆ ตามที่ซิสเตอร์ออเดรย์และซิสเตอร์มาการิต้าสอนเมื่อตอนกลางวัน...

    วันนี้เปิดเรียนวันแรก นักเรียนต่างพบปะกันด้วยความตื่นเต้นดีใจ และมีการซุบซิบกันเรื่องจอยคามระหว่างปิดภาคเรียน เมื่อจอยคามเดินเข้าห้อง จึงมีเสียงเพื่อนแว่วเข้าหูว่า

    พ่อแม่ไปต่างประเทศ ออกงานสังคมไฮโซ แต่มโนล้วนๆ, อยากจะสวยเด่นกว่าคนอื่นมันต้องรวยจริงให้ได้ก่อน, ยายสตรอเบอรี่ไปจะไม่มีใครคบ แล้วหัวเราะกันครืน พวกนางไม่ขำด้วยนางทำท่าจะทนไม่ได้แต่

    สินีนาฎรั้งไว้พยักพเยิดให้ดูสายสุดาทำนองว่าให้พูดท่าทีคนนั้นก่อน ทันใดนั้นสายสุดายืนขึ้นถามเสียงดังว่า

    “จนแล้วไง เขาไปจนอยู่บนหัวใครไม่ทราบ”

    “ใช่” นางโพล่งขึ้น “ก็เพราะทุกคนคิดแบบนี้ไง จอยคามถึงต้องโกหกเพราะกลัวจะโดนเพื่อนดูถูก เป็นฉันจะมโนให้เว่อร์กว่านั้นอีก จะได้รู้ไปเลยว่าใครเป็นเพื่อนแท้ เพื่อนกิน”

    “พวกเธอคงไม่รู้หรอกว่า เวลาที่โดนคนดูถูก มันเจ็บแค่ไหน คนที่เอาแต่พูดสนุกปากโดยไม่เคยคิดถึงจิตใจคนอื่นต่อให้รวยแค่ไหนก็ไม่น่าคบ” สินีนาฎลุกขึ้นเสริม

    เพื่อนๆที่เยาะเย้ยกันสนุกปากเมื่อครู่ต่างเงียบกริบ สายสุดาประกาศว่า

    “ฉันก็ขอคบเพื่อนที่นิสัย...ไม่ใช่เงิน” แล้วเดินไปกอดไหล่จอยคาม จอยคามถึงกับน้ำตาไหลที่เพื่อนๆ

    ลุกขึ้นปกป้องตน ขอโทษสายสุดาที่โกหกปิดบังเธอ ถามว่า ไม่โกรธใช่ไหม “ฉันไม่ได้โกรธเธอที่จน แต่ฉันโกรธที่เธอไม่ไว้ใจฉันจนต้องโกหก ปิดบังเรื่องทางบ้าน แต่ในเมื่อเธอกล้าขอโทษ ฉันก็พร้อมจะยกโทษให้”

    จอยคามน้ำตาไหลขอบใจสายสุดา นางและสินีนาฎ

    “ไม่เป็นไร แต่เธอกล้าขอโทษพวกฉัน แล้วเธอได้ไปขอโทษคุณพ่อกับคุณแม่ของเธอหรือยังจอยคาม” นางถาม

    ooooooo

    จอยคามสำนึกผิดขอซิสเตอร์โทรศัพท์หาพ่อกับแม่เพื่อขอโทษที่พูดจาไม่ดีกับท่าน ซิสเตอร์มาการิต้า ถามว่าเธออายที่คุณพ่อคุณแม่จนหรือ

    “หนูเคยคิดแบบนั้นค่ะแต่หนูมาคิดดูดีๆแล้วหนูไม่ได้อาย หนูแค่โกรธตัวเอง หนูอยากมีอยากได้เท่ากับเพื่อนๆ เพื่อที่เพื่อนๆจะได้รักยอมรับหนู” ซิสเตอร์ออเดรย์ถามว่าอะไรทำให้หนูคิดได้ จอมคามบอกว่า พระเจ้า ตนสวดอธิษฐานและฝากความกังวลไว้กับพระองค์แล้วถึงได้รู้ว่า “หนูไม่ได้อายเลยที่พ่อแม่จน พ่อกับแม่ทำทุกอย่างให้หนูได้มีทุกอย่างเท่าเทียมคนอื่น ทั้งๆที่แม่ก็ไม่ค่อยสบาย มาดามคะให้หนูโทร.ไปขอโทษท่านนะคะหนูไม่สบายใจเลย”

    ซิสเตอร์มาการิต้าบอกว่าไม่ได้ นางถามว่าทำไม ซิสเตอร์ออเดรย์บอกนางว่าเพราะพ่อแม่จอยคามอยู่ที่นี่และได้ยินทุกอย่างแล้ว พอพ่อกับแม่เดินออกมา จอยคามโผเข้ากอดแม่กับพ่อพร่ำบอก “หนูขอโทษ...หนูขอโทษ...”

    “ไม่เป็นไรหรอกลูก พ่อกับแม่ไม่เคยโกรธลูกเลยนะ ไม่ต้องร้องไห้นะลูกนะ”

    เพื่อนๆต่างร้องไห้ด้วยความซึ้งใจ ซิสเตอร์มาการิต้า

    มองไปรอบๆ เอามือแตะสามจุดเอ่ย...

    “ขอบคุณพระเจ้า...”

    ooooooo

    เมื่อเข้าใจและยอมรับความเป็นจริงแล้ว จอยคามสงสารพ่อกับแม่ที่ต้องทำงานหนักส่งตนเรียนแล้วยังเสียค่าเรียนดนตรีอีกเธอตัดสินใจเลิกเล่นเปียโน แต่พอบอกสายสุดากับมีนา ทั้งสองตกใจถามว่าทำไม

    “ฉันก็แค่...ยอมรับความจริงไง พ่อแม่ฉันทำงานหนักแทบตาย แค่ค่าเทอมนี่ก็แพงมากแล้ว ค่าเรียนเปียโนมันเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษ แล้วมันก็จุกจิก ฉันไม่อยากให้พ่อกับแม่เหนื่อยมากไปกว่านี้แล้ว”

    ฮองลันถามว่าไม่มีให้สอบชิงทุนหรือ นางเชื่อว่ามันต้องมีทางออก ถูกสายสุดากันท่าว่านี่เป็นเรื่องของกลุ่มตนมายุ่งอะไรด้วย ทำให้กลุ่มของนางน้องขยับออกไป สายสุดาบอกจอยคามว่าตนจะลองถามพี่ชายดูเผื่อเขาจะช่วยอะไรได้

    ตกเย็นเมื่อสินีนาฎไปซ้อมเปียโนที่บ้านกงสุลตามปกติ สายสุดาไปหาธนาธิปแต่เขาไม่อยู่

    นางพยายามคิดหาทางช่วยจอยคามแล้วก็ปิ๊งไอเดียเมื่อเห็นแผ่นปลิวเทศกาลร้องเพลง จึงเสนอให้ไปประกวดร้องเพลงหาเงินช่วยจอยคามเรียนเปียโน ถูกสายสุดาติงว่า ซิสเตอร์จะยอมให้พวกเราออกไปประกวดหรือ?

    เมื่อซิสเตอร์ปอนลีนรู้ว่าจอยคามจะเลิกเรียนเปียโนก็ผิดหวังมากเพราะเธอเป็นความหวังเดียวที่จะสอบเธียรี่ บอกว่าตนรู้เรื่องพ่อแม่เธอแล้วแต่เธอคิดบ้างไหมว่าดนตรีก็สามารถเป็นวิชาชีพเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคตเหมือนกัน

    “หนูทราบค่ะมาดาม แต่หนูไม่อยากให้พ่อแม่หนูเหนื่อยมากกว่านี้อีกแล้วค่ะ”

    เมื่อนำเรื่องการไปประกวดร้องเพลงเสนอต่อทางคอนแวนต์ คุณแม่อธิการและซิสเตอร์จึงประชุมพิจารณากัน ซิสเตอร์ฟรานซิสบอกว่าไม่ได้เด็ดขาด นางชี้แจงว่าพวกตนทำเพื่อเพื่อน สินีนาฎก็อ้างว่าพระเจ้าสอนให้เรารักและเมตตาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จอยคามเป็นเพื่อนพวกตนถ้าช่วยได้ยิ่งต้องช่วย สายสุดาขัดขึ้นว่า บอกแล้วว่ายังไงมาดามก็ไม่เห็นด้วย ซิสเตอร์ฟรานซิสเลยสั่งให้กลับห้องเรียนกัน

    “เดี๋ยวก่อน” แม่อธิการเอ่ยขึ้น ทุกคนชะงัก “เรื่องนี้ฉันควรจะเป็นคนตัดสินใจไม่ใช่หรือ ฉันชอบใจที่พวกเธอนึกถึงคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า และมีจิตใจที่รักต่อเพื่อนของเธอ และยังกล้าหาญมากที่มาขออนุญาตอย่างตรงไปตรงมาไม่แอบไปทำลับหลังเหมือนคราวก่อนๆ ให้พวกฉันต้องปวดหัวอีก”

    “อย่างนี้แปลว่าเรเวอร์เร็นท์มาเธอร์อนุญาตใช่ไหมคะ” นางถามเสียงใส

    “ยังจ้ะ การจะออกไปธุระข้างนอกนั้นต้องมีซิสเตอร์ดูแลและรับผิดชอบแล้วตอนนี้ซิสเตอร์ทุกท่านก็งานล้นมือแล้ว ถ้าไม่มีซิสเตอร์คนไหนรับอาสาฉันก็คงจะอนุญาตไม่ได้”

    “ดิฉันขอรับอาสาเองค่ะคุณแม่อธิการ” ซิสเตอร์ปอนลีนก้าวออกมาอาสา

    พวกนักเรียนต่างดีใจกันมากอยากจะเฮกันให้สุดเสียง แต่เพราะอยู่ต่อหน้าซิสเตอร์และคุณแม่อธิการจึงต้องเก็บอาการ

    คุณแม่อธิการมองปอนลีนที่อาสางานนี้อย่างเป็นห่วง

    ooooooo

    เมื่อด่านสำคัญผ่านแล้วนางจึงจัดทีมที่จะร้องเพลงประกวด สินีนาฎกับฮองลันเกิดไม่มั่นใจกลัวมีคนอัดคลิปลงยูทูบอายแย่ นางติงว่าเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ถ้าเราทำได้จอยคามก็จะได้เรียนเปียโน

    “ใช่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องชนะ” สายสุดาลุ้น

    เมื่อหว่านล้อมกันจนทุกคนพร้อมสู้แล้ว นางเสนอว่าเราต้องเริ่มจากรู้จักการแข่งขันและผู้เข้าแข่งขันปีก่อนๆ ถามมาเรียว่าเธอไปดูทุกปี ทีมที่ได้ที่หนึ่งเขาร้องเพลงแนวไหน ยังไง มาเรียบอกว่ามีทุกแนว ไม่ใช่แค่ร้องประสานเสียงเท่านั้น ทั้งร้องทั้งเต้นทั้งแสดง นางบอกว่าเราก็ต้องเต็มที่ ต้องทั้งร้องทั้งเต้นทุกคนด้วย

    นางกับสินีนาฎเสนอให้เริ่มจากแนวเพลงคลาสสิกที่เราชอบดีไหม พอเสนอเพลงคลาสสิกนางก็นึกเห็นหน้าธนาธิปที่ชอบฟังเพลงคลาสสิกโผล่มาเต็มไปหมด แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นเกิร์ลเจนใส่ขาสั้นแดนซ์กระจาย นึกภาพแล้วไม่ไหว เปลี่ยนเป็นแนวร็อก แล้วเปลี่ยนเป็นชุดราตรีปักเลื่อม นางมโนจนตัวเองสับสน

    พอดีมาเรียเสนอโอเปร่า จอยคามเสนองิ้ว นางมึนตัดบทว่าเอาไว้ก่อนดีกว่า สินีนาฎกะว่าพรุ่งนี้เริ่มซ้อมต้องแซ่บเว่อร์แน่ๆ

    ฝ่ายปอนลีนเมื่ออาสาแล้วก็สวดมนต์อธิษฐานกับพระเจ้าขอให้ประทานความเชื่อมั่นแก่ตนในวันที่ตนหวาดกลัวและเจ็บป่วยให้พระองค์ประทานใจที่เข้มแข็งให้ทำหน้าที่ที่ควรทำด้วยเถิด

    เช้าวันต่อมาขณะธนาธิปกำลังดื่มกาแฟอ่านหนังสือ พิมพ์อยู่ในห้องทำงานก็ได้รับจดหมายเป็นเครื่องบินกระดาษร่อนเข้ามา เป็นจดหมายจากนางแจ้งว่านักเรียนไทยที่วิคตอเรียคอนแวนต์จะไปประกวดร้องเพลงที่เทศกาลประกวดร้องเพลงประสานเสียงของปีนัง บันลือนึกได้บอกว่าคงจะเป็นเรื่องเดียวกับที่สายสุดามารอพบเขาวันนั้น แต่ไม่เจอ

    ธนาธิปบอกว่าอยากปล่อยให้เป็นเรื่องของทางคอนแวนต์ ส่วนเรื่องที่ตนเป็นผู้ปกครองของสินีนาฎนั้นคงต้องรอให้ผ่านเรื่องประกวดร้องเพลงไปก่อนหวังว่าดนตรีจะช่วยให้พวกเขาเป็นเพื่อนกันได้

    ooooooo

    ในการซ้อมวันแรก ซิสเตอร์ปอนลีนอบรมทีมประกวดว่า

    “การร้องเพลงประสานเสียงไม่ใช่แค่การเอาเสียงมาประสานกันเท่านั้นแต่คือการประสานทั้งใจและวิญญาณ เข้าด้วยกัน เรามีเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น นั่นหมายความว่าพวกเธอต้องซ้อมอย่างหนัก ชัยชนะไม่ใช่เรื่องที่ต้องห่วง ห่วงแค่ว่าจะไม่ทำให้โรงเรียนขายหน้าแค่นั้นก็พอ”

    นางบอกว่าพวกเราอยากชนะ สินีนาฎถามว่าต้องซ้อมหนักแค่ไหนถึงจะชนะได้

    “ก็จนกว่า...เธอทุกคนจะหายใจด้วยลมหายใจเดียวกันนั่นแหละ” ซิสเตอร์มาการิต้าบอก

    “หายใจด้วยกัน ไม่น่ายากนะคะ เนอะ พวกเรา!” นางหันถาม เพื่อนๆทุกคนพยักหน้ามั่นใจสุดๆ

    ซิสเตอร์ปอนลีนมองหน้ากันกับมาการิต้า แล้วหันมองพวกเด็กๆที่กำลังฮึกเหิมแบบ...เดี๋ยวก็รู้!

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง
    27 ต.ค. 2564

    06:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 09:35 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์