นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    นางอาย

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    วันรุ่งขึ้น พอนางเลิกเรียนเดินลงมาก็เจอธนาธิปยืนรอหล่อเท่อยู่ข้างรถแล้ว นางใจเต้นไม่เป็นส่ำพยายามเก็บอาการยกมือไหว้ประหม่า ธนาธิปถามหิวหรือเปล่า ไปกันเลยไหม

    ธนาธิปประหลาดใจมากเมื่อได้รับคำตอบว่า

    “ไม่หิว” เขาถามแซวว่าตนมารับผิดคนหรือเปล่าเพราะปกติเห็นขนมเป็นกระโดดเข้าใส่ แล้วจู่ๆนางก็บอกว่า ไม่ดูหนังแล้ว ไปทานข้าวเลย

    “มีเรื่องต้องจัดการก่อนเรื่องหนึ่ง” เขามองชุดนักศึกษาที่นางใส่อยู่ แล้วพาเข้าร้านเสื้อหรูบอกว่า “ชุดนักศึกษาเป็นชุดที่ไม่ควรใส่ออกมาเดินเที่ยวเล่นข้างนอก มันไม่เหมาะสม” นางบอกว่าคนอื่นเขาก็ใส่ทั่วไป บางคู่เดินกอดกันด้วยซ้ำ “ก็ไม่น่ารักนี่คะ เวลาเราเห็นคนอื่นทำอะไรไม่ดีเราก็อย่าทำตามสิคะ”

    พนักงานเลือกมาให้สองชุดนางมองเขาอย่างขอความเห็น ธนาธิปเข้ามาดูบอกยิ้มๆว่า

    “คุณแม่ฉันสอนว่าถ้ามาด้วยกันเสื้อผ้าก็ต้องไปในแนวเดียวกันชุดซ้ายดีไหม สีกระโปรงมันเข้ากับผ้าเสียบกระเป๋าของฉัน” นางตอบเบๆ “ค่ะ”

    นางถามประสาคนช่างสงสัยว่าเขาต้องแต่งตัวเนี้ยบอย่างนี้ตลอดเวลาเลยหรือ เขาบอกว่าไม่จำเป็น แต่หน้าที่การงานของตนไปไหนมาไหนเจอคนรู้จักก็ไม่ควรจะซกมกนัก นางถามอีกว่าถ้าคนรู้จักเจอเขามากับตนล่ะ

    “ก็เห็นไป เขาก็ต้องรู้ว่า ‘เรา’ มาด้วยกัน” นางงึมงำ ว่า ‘เรา’ อีกแล้ว ธนาธิปมองยิ้มๆพึมพำว่าสวย นางเขินจัดจนไม่รู้จะทำท่าไหนเลยเอามือสอดใต้วงแขน เขาถามว่า “เป็นอะไรของเธอ”

    “ชุดใหม่ไม่ได้ซัก ถ้าจั๊กนางเป็นผื่นนางจะโทษคุณธิป” นางทำตลกทะเล้นแก้เกี้ยว

    ธนาธิปอึ้ง เอามือขึ้นปิดหน้าแบบ...เชื่อเขาเลย...

    เมื่อเข้าไปดูหนัง นางเปิดกล่องช็อกโกเลตไม่ออกเขารับไปเปิดให้ นางถามว่าจะทานไหมเขาบอกว่าปกติไม่ชอบของหวาน นางถามว่าวันนี้ปกติไหม เขาบอกว่าไม่ปกติ นางจะแบ่งให้ก็ไม่เอา อ้างว่าไม่อยากเปื้อนมือ ป้อนให้หน่อยได้ไหม นางมองช็อกโกแลตที่เทอยู่ในมือตัวเองไม่รู้จะทำอย่างไร ธนาธิปจับมือนางขึ้นมาและทานช็อกโกแลตจากมือเธอ นางเขินจนทำอะไรไม่ถูกเลย...

    เอมอรผิดสังเกตว่าหลายวันมานี้ธนาธิปมารับนางไปไหนมาไหนบ่อย เด่นชาติติงว่าคิดมากไปเองเขาคงไม่ได้มาจีบลูกสาวเราหรอก ถามว่าเขามารับนางพาไปไหนบ้าง เอมอรบอกว่าไปดูหนังสือ ทั้งหนังสือประวัติศาสตร์ วรรณคดี ศิลปะเหมือนเขากำลังเตรียมให้นางเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ให้เข้าสังคมกับคนชั้นสูง และมีความรู้ เหมือนเตรียมนางไว้เป็นภรรยาของเขาที่เป็นผู้ช่วยเอกอัครราชทูต

    “คิดมากไปมั้งคุณ เขาคงแค่เอ็นดูลูกเราน่ะ” เด่นชาติ ทำเป็นล้อ แต่ที่จริงตัวเองก็แอบหวั่นไหวเหมือนกัน

    ฝ่ายธนาธิปเมื่อได้พานางมาแล้ว หลังจากดูหนังยังพาไปเที่ยวสวนสาธารณะ แล้วจะพานางไปขับรถเล่นอีก นางติงว่าคุณพ่อคุณแม่ประชุมตลอดตนไม่รู้จะขออนุญาตใคร

    “ขออนุญาตใจตัวเองก็พอ” นางตัดพ้อว่าเลิกแกล้งตนได้แล้ว “แกล้งยังไงฉันพูดจริงทุกอย่าง”

    “แกล้งค่ะ นางไม่รู้เป็นอะไร เวลาคุณพูดเล่นกับนางแบบนี้ มันแปลกๆ”

    “ฉันขอโทษนะนาง แต่จำไว้นะ ว่าฉันไม่ได้แกล้งฉันหมายความตามที่พูดทุกอย่าง แล้ววันหนึ่งเธอจะค่อยๆ เข้าใจเอง” เขามองนางอย่างอบอุ่น จริงใจ นางสบตาอย่างมีความสุข...

    ooooooo

    กลับมาถึงหน้าบ้าน ธนาธิปถามนางว่า จำสัญญาที่ตนเคยขอไว้ได้ไหม นางถามว่าสัญญาอะไร

    “จำไม่ได้จริงๆ หรือแกล้งฮึ? สัญญาที่ฉันขอให้เธอเก็บใจให้เป็นเด็ก อย่าสนใจเรื่องผู้ชายจนกว่าจะเรียนจบ แล้วเธอก็ถามฉันว่าที่ฉันเข้มงวดกับเธอเพื่ออะไร จำได้ไหมว่าฉันตอบเธอว่าอะไร” นางอึกอัก “ฉันตอบว่า เพื่อฉัน จำได้ใช่ไหม?” นางพูดพยักหน้า “พรุ่งนี้ฉันต้องไปทำงานที่ลอนดอนเกือบสองอาทิตย์ ฉันขอให้เธอรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับฉันในเวลาที่ฉันไม่อยู่ได้ไหม”

    นางถามว่าตั้งสองอาทิตย์แล้วตนจะทำอะไร เขาให้อ่านหนังสือที่ซื้อมาให้หมด ห้ามเที่ยวไหน ห้ามไปดูหนังกับใครเด็ดขาดเดี๋ยวกลับมาตนจะสอบ นางบ่นว่าโหดไป ธนาธิปมองหน้านางนิ่งสองคนสบตากัน นางใจหวิวอย่างประหลาดเลยเฉไฉหันไปหยิบหนังสือจะลงจากรถ

    “มาฉันหยิบให้มันหนัก” พลางเอี้ยวไปหยิบให้ พอนางชะงักหันกลับปลายจมูกเกือบสัมผัสกัน ต่างตกอยู่ในภวังค์ นางรีบหันกลับ พอเขาหยิบหนังสือส่งให้นางรับมาใจเต้นรัวทำอะไรไม่ถูก เขายิ้มขำๆแซวว่า เบาๆหน่อย นางถามเหวอๆว่าอะไร “เสียงหัวใจเต้นน่ะ ดังออกมาข้างนอกแล้ว” นางเขิน ทำหน้างอนรีบลงจากรถไป ธนาธิปยิ้ม พึมพำ “น่ารัก...”

    นางอาบน้ำเข้าห้องนอนแล้วใจยังสั่นนั่งบนเตียงคิดถึงตอนที่เขาพาไปซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยนชุดนักศึกษา...คิดถึงตอนที่ให้ป้อนช็อกโกแลตแล้วยิ่งเขิน ครู่เดียวก็มีไลน์เข้ามาถามว่า “นอนหรือยัง” นางตื่นเต้นจนลงไปดิ้นกับที่นอนก่อนตั้งสติลุกขึ้นมาตอบว่า “ยังค่ะ”

    คืนนี้ ธนาธิปจัดกระเป๋าเดินทางไปก็โทรศัพท์คุยกับนางไปอย่างมีความสุข เหลือบมองตุ๊กตาลิงที่วางอยู่ข้างๆเหมือนเจ้าตัวอยู่ใกล้ๆ จนดึกแม้นางจะง่วงแต่เมื่อเขาถามก็บอกว่าไม่ง่วง

    “ไปนอนเถอะดึกมากแล้ว ฝันดีนะคะ” นางอวยพรให้เดินทางปลอดภัย “จะรีบกลับให้เร็วที่สุด อย่าลืมสัญญา ของเรา” นางตอบค่ะ เมื่อวางโทรศัพท์แล้ว ต่างก็ยิ้มอย่างคิดถึงกัน

    ooooooo

    วันนี้พิทักษ์มาแต่เช้า พอนางลงบันไดมาเอมอรถามว่าวันนี้ตื่นสายเมื่อคืนนอกดึกหรือ เด่นชาติถามว่าวันนี้มีเรียนหรือเปล่า พอนางบอกว่าไม่มีก็บอกว่า ทัศนัยเพิ่งมาขออนุญาตจะพาไปดูหนัง

    นางสะดุ้ง ใจนึกถึงคำสัญญากับธนาธิปเมื่อคืนหลุดปากไปทันทีว่าไม่ได้ เพราะนัดติวหนังสือกับสายสุดา ทำเป็นขอโทษบ่นเสียดายที่สองอาทิตย์นี้ตนมีสอบเยอะ

    นางหาทางหลบเลี่ยง ขนหนังสือไปขอลี้ภัยที่ร้านเค้กสินีนาฎไม่อย่างนั้นตนต้องไปดูหนังกับทัศนัยแน่ สินีนาฎแปลกใจถามว่าไหนเคยบอกว่าแล้วแต่คุณพ่อ

    คุณแม่หรือว่าไปเจอคนที่ใช่แล้ว นางเขินนึกถึงสัญญาที่ให้ไว้กับธนาธิปเผลอตอบไปว่า “ขอเก็บใจไว้เป็นเด็กอีกแป๊บบบบ”

    เด่นชาติปรารภกับพิทักษ์ว่าช่วงนี้ธนาธิปมารับนางไปเที่ยวบ่อยๆ พิทักษ์ร้อนใจเห็นทีจะปล่อยไว้ไม่ได้เสียแล้ว เสนอให้หมั้นกันเลยดีกว่า เด่นชาติถามว่าเมื่อไร

    “ก็เร็วที่สุด อาทิตย์หน้าเลยก็ได้ ชิลๆ”

    เร็วจนเด่นชาติตกใจแต่ก็ไม่ทักท้วงอะไร

    ฝ่ายชัยพงษ์ทุ่มเทสุดตัวนอกจากยกตึกให้สินีนาฎเปิดร้านกาแฟแล้ว ยังสอนทำเค้กและช่วยดูแลร้านเหมือนเป็นร้านของตัวเอง แต่นั่นก็ทำได้แค่สินีนาฎซึ้งใจและรู้สึกดี แต่ในใจลึกๆ เธอยังมีธนาธิปอยู่ วันนี้ขณะนางกับสายสุดาไปเข้าห้องน้ำ โทรศัพท์นางดังขึ้น สินีนาฎเห็นหน้าจอชื่อ “ท่านขุน” ก็ใจร้อนวูบวาบขึ้นทันที ความโกรธน้อยใจอิจฉาพุ่งขึ้นทันที!

    สินีนาฎเก็บความว้าวุ่นใจไว้เลียบเคียงถามนางว่าติดต่อกับธนาธิปบ้างหรือเปล่า นางไม่อยากโกหก บอกว่าเจอบ้างโดยบังเอิญ สินีนาฎซักจนรู้ว่า “บังเอิญ” วันไหนบ้างก็ยิ่งแน่ใจว่าสองคนนี้ไม่ปกติ ก็พอดีโทรศัพท์นางดังขึ้น สินีนาฎมองขวับเห็นชื่อ “ท่านขุน” ที่หน้าจอ แม้ใจจะร้อนวูบวาบแต่ก็ยังฝืนยิ้ม พอนางขอลุกไปคุยโทรศัพท์ เธอก็หน้าตึงทันที

    ooooooo

    เมื่อเด่นชาติกับพิทักษ์เห็นดีเห็นชอบที่จะรวบรัดหมั้นกันไว้ก่อนแล้วกัน เด่นชาติก็เริ่มเกริ่นกับนางว่าจะหาคนมาช่วยตนดูแลนาง นางบอกว่าตนดูแลตัวเองได้ ก็ถูกพ่อย้ำว่า

    “พ่อยังจำได้นะที่นางเคยบอกว่าเรื่องนี้จะให้พ่อตัดสินใจให้นางจำได้ไหมลูก”

    นางน้ำท่วมปากพูดไม่ออก ส่วนเอมอรถามเด่นชาติว่าแน่ใจหรือที่จะทำอย่างนี้กับลูก เธอได้แต่เห็นใจและสงสารลูกเมื่อเห็นนางนั่งเหม่อก็เลียบเคียงถามว่ามีอะไรที่แม่ไม่รู้หรือเปล่า ท่าทางลูกแม่เหมือนกำลังมีความรัก?

    “นางไม่รู้หรอกค่ะ เราจะรู้ได้ยังไงล่ะคะแม่ ว่าเรา ...มีความรักหรือเปล่า?”

    ฟังนางแล้ว เอมอรมั่นใจว่าลูกกำลังมีความรัก หว่านล้อมอย่างอ่อนโยนว่า

    “คนเรา เวลามีความรักมันเหมือนมีบางอย่างในหัวใจเราที่เคลื่อนที่ไปมา มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเจอกับใครคนหนึ่งที่เขาเข้ามา แล้วโลกของเราก็ไม่มีวันเหมือนเดิมอีก”

    ฝ่ายธนาธิปนั่งอยู่ที่โรงแรมในลอนดอน ใจไม่นิ่ง เขามองตุ๊กตาลิงที่นางให้คิดถึงเจ้าของแล้วยิ้ม หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความถึงนาง พอนางเห็นชื่อ “ท่านขุน” ใจก็เต้นรัวรีบรับสายเสียงประหม่า

    ทักทายประสาคนมีใจให้กันแล้ว ธนาธิปบอกว่าเขาต้องเดินทางเข้าป่าไปกับ UNSCR สามสี่วันคิดว่าไม่น่าจะมีสัญญาณ เราอาจจะไม่ได้คุยกันสามสี่วัน อีกเรื่องเป็นข่าวดีคือพอออกจากป่าก็จะได้บินกลับบ้านเลย เราจะได้เจอกันเร็วขึ้น

    นางฟังแล้วนิ่งไปเพราะคราวนี้แทนที่เขาจะแทนตัวเองว่าฉันแต่เขากลับแทนตัวเองว่าผม พอนางทักเขาบอกว่า

    “ฉัน ฟังดูเป็นทางการไป ไม่เหมาะจะใช้กับคนที่...สนิทกัน มีอะไรก็ไลน์หรืออีเมลทิ้งไว้นะคะ มีสัญญาณเมื่อไหร่ผมจะรีบโทร.หานางทันที”

    “ค่ะ คุณธิปปลอดภัยนะคะ นางเป็นห่วง”

    “ชื่นใจ...”

    นางฟังแล้วหัวใจฟูตัวแทบจะลอย แม้อยู่ห่างไกลกัน แต่เมื่อใจถึงกันต่างก็ยิ้มได้เหมือนอยู่ใกล้กัน...

    ooooooo

    เด่นชาติตัดสินใจบอกนางว่าวันก่อนพิทักษ์มาสู่ขอนางให้กับทัศนัย นางช็อกถามว่าคุณพ่อพูดเล่นใช่ไหม เด่นชาติบอกว่าตนไม่ได้พูดเล่นและไม่ได้ปฏิเสธพิทักษ์ พลางหยิบกล่องแหวนให้บอกว่านี่คือแหวนหมั้นของนาง นางรับไม่ได้ บอกว่าตนไม่ได้รักทัศนัย เด่นชาติเสียงเข้มทันทีว่า

    “พ่อไม่ได้ถามว่านางยอมหรือเปล่า พ่อไม่ได้บังคับให้นางทำอะไรที่ตกต่ำเสื่อมเสีย ตรงกันข้ามคนที่พ่อแม่เลือกให้คือคนที่คู่ควรกับนางที่สุด” เด่นชาติย้ำความรักที่ต้องการให้นางมีความสุขมีสามีที่ดีที่สุด ปรามว่า “ถ้านางคิดว่าการฉีกหน้าพ่อแม่เป็นสิ่งที่ลูกที่ดีควรกระทำหรือคิดว่านี่คือการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงมา ก็ลองดู”

    “ทำไมคุณพ่อว่านางอย่างนี้ล่ะคะ นางไม่เคยคิดจะอกตัญญูหรือฉีกหน้าคุณพ่อเลย แต่นี่มันหมดยุคการคลุมถุงชนแล้ว ทำไมคุณพ่อไม่เชื่อใจนาง ให้นางเลือกคนที่นางรักเองล่ะคะ”

    เด่นชาติโกรธจนพูดไม่ออก เอมอรขอให้นางใจเย็นๆ ถามว่าถ้าเป็นคัมพลล่ะ นางจะยอมไหม ก็ถูกเด่นชาติเรียกปรามอย่างขัดใจ นางบอกว่าตนไม่ได้รักทั้งคัมพลและทัศนัย

    เด่นชาติให้นางคิดทบทวนให้ดีว่าพ่อกับแม่ไม่เคยขัดใจลูกเลย นี่เป็นครั้งเดียวที่พ่อขอร้อง ถ้าแค่นี้ทำให้พ่อไม่ได้ก็ไม่ต้องพูดกันอีก ตัดบทว่า

    “พรุ่งนี้เช้าแต่งตัวให้สวยและทำหน้าให้ดี อย่าให้พ่อต้องเสียหน้าหรือเสียใจมากไปกว่านี้อีก!”

    นางทนไม่ไหว วิ่งร้องไห้ออกไป เอมอรร้องเรียก แต่เด่นชาตินิ่ง หน้าเศร้าอย่างไม่อยากทำกับลูกอย่างนี้เลย

    นางไปหาสินีนาฎที่ร้านกาแฟ ร้องไห้บอกเพื่อนรักว่าไม่เชื่อเลยว่าเรื่องแบบนี้ยังมีเหลืออยู่ในโลก เมื่อเล่าให้ฟัง สินีนาฎถามว่าเธอไม่ชอบทัศนัยหรือ? หรือว่าเธอมีคนอื่นอยู่แล้ว? และ “คนที่นางรักเขาเคยบอกหรือเปล่าว่ารักนางอยากแต่งงานกับนาง” พอนางส่ายหน้า ก็เขย่าความรู้สึกของนางถามว่า “งั้นเราจะรู้ได้ยังไงว่า เขารู้สึกเหมือนเราหรือเปล่า”

    เป็นประเด็นที่เขย่าความรู้สึกของนางอย่างแรง สินีนาฎเองก็ต่อสู้ความรู้สึกด้านดีและร้ายของตัวเองอย่างรุนแรง ในที่สุดก็ยอมแพ้แก่ด้านมืดของตัวเอง บอกนางว่า

    “หยุดร้องไห้เถอะนาง เดี๋ยวพรุ่งนี้ตาบวมไม่สวยนะ ฉันว่าเธอยอมตามใจคุณพ่อไปก่อน แล้วค่อยหาทางแก้ไขทีหลังดีกว่า จำที่แมเดิมเคยสอนพวกเราได้ไหม ว่าการที่เรายอมแพ้วันนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องแพ้เสมอไปนะ”

    นางเหมือนได้สติจากคำสอนของแมเดิม เงยหน้าขึ้นถามเพื่อนรักว่า

    “สิ...ถ้ามันเกิดขึ้นกับเธอ เธอจะทำแบบนั้นใช่ไหม” พอเห็นแววตาเพื่อนนางก็อึ้ง “ใช่ไหมสิ...ตอบหน่อยเถอะ ตอนนี้ สิคือที่พึ่งสุดท้ายของเรา”

    สินีนาฎมองหน้านางอย่างกระอักกระอ่วนใจ แต่ในที่สุดก็เลือกที่จะทำเพื่อตัวเอง!

    ooooooo

    เมื่อนางกลับไปแล้ว สายสนมถามว่ามีเรื่องอะไรกันหรือ สินีนาฎบอกว่านางโดนบังคับให้แต่งงานกับทัศนัย คนที่ไม่รัก สายสนมบอกว่าเป็นธรรมดาคนระดับนั้นเขาไม่ปล่อยให้ลูกมาแต่งงานกับใครที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าหรอก

    ความคิดสินีนาฎสะดุดกึก สายสนมย้ำอย่างดูออกว่า

    “ถ้าหนูนางเขาจะต้องแต่งงานกับคุณทัศนัย แม่ก็ไม่อยากให้สิตั้งความหวังกับคุณธนาธิปให้สูงนักนะลูก” สินีนาฎตกใจที่แม่พูดแทงใจ “อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้ เห็นอยู่แล้วว่าขนาดพ่อแม่หนูนาง เขาตามใจลูกอย่างกับอะไรดี พอถึงเรื่องนี้ เขายังไม่ยอมให้ตัดสินใจเอง คนระดับนั้น เขาจับคู่กันไว้หมดแล้ว ยิ่งลูกหวังสูงเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเสียใจมากเท่านั้น แม่เตือนเพราะแม่รักนะ” พูดแล้วสายสนมเดินออกไป

    สินีนาฎปิดหน้าร้องไห้ทั้งอับอายและเสียใจ ชัยพงษ์เดินเข้ามาเห็นตกใจถามว่า “สิ เป็นอะไรครับ”

    “พี่ชัยพงษ์ไม่ต้องมายุ่งกับสิ”

    ชัยพงษ์ตกใจ พอสินีนาฎหลุดปากไปแล้วก็ตกใจ มองหน้าชัยพงษ์แล้วเป็นฝ่ายหลบตา เอ่ยขอโทษ

    “ไม่เป็นไรครับ คนเรามันก็มีจังหวะที่ไม่ไหวเหมือนกัน พี่เข้าใจ สิมีอะไรอยากเล่าให้พี่ฟังไหม” สินีนาฎบอกว่าเขาไม่มีวันเข้าใจหรอก “ลองดูไหมล่ะครับพี่เข้าใจอะไรง่ายนะ”

    “คนระดับพี่ชัยพงษ์ไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ ว่าคนที่ไม่มีอะไรเลยมันรู้สึกไร้ค่าแค่ไหน ไม่ว่าสิจะทำดีให้ตายแค่ไหน ก็ไม่มีวันเป็นที่ยอมรับของใคร ไม่เคยอยู่ในสายตาของใครเลย”

    “ทำไมพี่จะไม่เข้าใจล่ะครับว่าการที่ต้องเป็นคนนอกสายตามันรู้สึกยังไง” ชัยพงษ์พูดจากความรู้สึกของตัวเอง บอกว่า “พี่รู้วิธีแก้ด้วยนะ”

    “วิธีแก้?” สินีนาฎสนใจ ชัยพงษ์ยิ้มเมื่อเห็นเธอสนใจ

    ooooooo

    ชัยพงษ์พาสินีนาฎซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปบนถนนสวยอย่างเท่ ถึงทะเลเป็นเวลาพระอาทิตย์ตกพอดี เขาถามสินีนาฎว่าสวยไหม เธอบอกว่าสวยมากเลย

    ชัยพงษ์บอกว่า “โลกมันสวยของมันอยู่แล้วอยู่ที่เราจะมองเห็นหรือเปล่า เรามัวแต่เศร้าสงสารตัวเองเราก็จะพลาดความงดงามที่อยู่ตรงหน้าไป น่าเสียดายนะครับ” แล้วยกกล้องจะถ่ายพระอาทิตย์ตกทะเล สินีนาฎหันมองพระอาทิตย์อย่างชื่นชมเขาจะถ่ายรูปเธอด้วย

    “พี่ชัยพงษ์ไม่เอาห้ามถ่ายค่ะ สิน่าเกลียดจะตาย”

    “น่าเกลียดตรงไหน สวยจะตาย” ชัยพงษ์ชมแล้วเขินที่ตัวเองหลุดรีบกลับลำ “ทุกคนทุกอย่างมีด้านสวยงามด้วยกันทั้งนั้นอยู่ที่เรามอง” สินีนาฎบอกว่าตนคงมีที่

    ไม่สวยงามอยู่เยอะถึงไม่มีใครมอง “มีสิคะ มีพี่นี่ไง พี่อยากให้สิจำเอาไว้ว่า ถ้าวันไหนที่สิรู้สึกเหมือนไม่มีใคร หรือรู้สึกว่าตัวเองน่าเกลียดแค่ไหน สิยังมีพี่ที่มองเห็นความสวยงามของสิเสมอ”

    ชัยพงษ์พูดจริงจัง จริงใจจนสินีนาฎรู้สึกไม่ดีที่ตัวเองทำกับนางวันนี้ เมื่อกลับถึงบ้านแล้วเอ่ยอย่างรู้สึกผิดกับรูปของนางว่า “ฉันขอโทษนะนาง”

    จากคำถามของสินีนาฎวันนี้ที่ถามนางว่าธนาธิปเคยบอกรักเธอไหม? คิดถึงที่แมเดิมสอนว่าการที่เรายอมรับวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องยอมแพ้เสมอไป นางคิดแล้วเช็ดน้ำตาจนแห้งเงยหน้าขึ้นอย่างตัดสินใจแล้ว

    เช้าวันรุ่งขึ้นเอมอรพานางเข้าไปในห้องรับแขกที่ทุกคนรออยู่แล้ว นางวันนี้ไม่ใช่เด็กสาวที่ร่าเริงแจ่มใสแต่เป็นนางที่ใบหน้าแฝงความเจ็บปวดไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว นางสบตากับพ่อนิ่ง...นาน...

    ระหว่างที่นั่งอยู่นั้น นางเหมือนไม่เห็นไม่ได้ยินใครพูดอะไร ในสมองอึงอลวนเวียนแต่คำพูดของแม่เรื่องความรัก และคำขอของธนาธิปที่ให้สัญญาว่าจะไม่มีคนรักและทำตัวเป็นเด็กจนกว่าจะเรียนจบ นางตกอยู่

    ในภวังค์จนกระทั่งแหวนเพชรสวมเข้ามาที่นิ้วนางซ้าย นางเงยหน้าเห็นทัศนัยพยายามยิ้มให้และพิทักษ์ปรบมือดีใจ นางมองแหวนที่นิ้วนางตัวเองหัวใจสลาย ดวงหน้านิ่งสนิทเหมือนคนที่ตายทั้งเป็น!

    จนเมื่อได้เวลาเล่นบาสกับพ่อตามปกติ นางมองพ่ออย่างห่างเหินและผิดหวัง เด่นชาติเดินเข้าหาหมายง้อ แต่นางมองพ่อด้วยสายตาว่างเปล่าแล้วเดินกลับเข้าข้างในไปเลย เด่นชาติพูดกับเอมอรอย่างสะเทือนใจว่าลูกเกลียดผม

    “ผมผิดมากเหรอคุณ ที่รักที่ห่วงลูก ไม่อยากให้เขาต้องไปเจอกับคนไม่ดี”

    “ไม่ผิดหรอกค่ะ แต่ลูกก็ไม่ผิดเหมือนกัน ตอนนี้คุณกับลูกต่างเอาเหตุผลของตัวเองเข้าสู้ มันไม่มีวันเข้าใจกันได้ง่ายๆ ขอเวลาแกสักนิดนะคะ คุณให้เวลาตัวเองด้วย คุณเองก็จะได้ทบทวนด้วยว่าความห่วงของคุณมันคือเกราะที่ดีที่สุดของลูกจริงหรือเปล่า”

    ooooooo

    นางขึ้นห้องนอนหยิบโทรศัพท์ดู ตกใจมากเมื่อเห็นมิสคอลจากธนาธิปมาถึงสองครั้ง นางรีบโทร.กลับ แต่ปลายสายบอกว่าปิดเครื่อง นางว้าวุ่นใจมากเปิดดูใหม่ ธนาธิปส่งไลน์มาพอดี

    “คิดถึงที่สุด ผมเพิ่งได้ออกจากป่า กำหนดการมันล่าช้าไปกว่าเดิม ตอนนี้กำลังเดินทางกลับเข้าลอนดอน ผมเป็นห่วงนาง มีอะไรหรือเปล่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นใจเย็นๆนะครับ ผมกำลังกลับไปหา”

    นางวางโทรศัพท์น้ำตาซึม มองแหวนหมั้นที่นิ้ว พึมพำเหมือนใจสลาย...“มันไม่ทันแล้วค่ะคุณธิป มันไม่ทันแล้ว...”

    สายสุดาเพิ่งรู้เรื่องเมื่อกลับจากเชียงใหม่ รีบไปที่ร้านกาแฟของสินีนาฎ พอเห็นนางก็รีบเข้าไปหา ถามว่าพี่ธิปรู้เรื่องหรือยัง นางบอกว่าเขาเดินทางสวนกันไปสวนกันมา ตนติดต่อไม่ได้

    “ใจเย็นๆนะนาง เดี๋ยวพอพี่ธิปกลับมา เขาต้องจัดการทุกอย่างให้เธอได้แน่ๆ เอาล่ะ ทีนี้เล่าทุกอย่างมาอย่างละเอียดว่ามันไปยังไงมายังไง ทำไมคนเก่งทุกเรื่องอย่างเธอถึงมาเสียท่ากับเรื่องนี้ได้ ขออย่างละเอียดนะ”

    นางมองหน้าสายสุดาอย่างซึ้งใจ รวบรวมสติค่อยๆ เล่าให้ฟัง พอฟังนางเล่าจบ สายสุดาร้องอย่างรับไม่ได้ว่า

    “เฮ้ย ทำไมยายสิพูดแบบนั้นล่ะ”

    พอดีชัยพงษ์เอามอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดเปิดกล่องดูกุหลาบแดงดอกใหญ่สวยงามที่ตั้งใจเอามาให้สินีนาฎ เขาเข้ามาได้ยินสายสุดาถามนางพอดี ถามนางอย่างเป็นห่วงว่า “นางเป็นไง โอเคหรือเปล่า”

    “โดนจับหมั้นกับคนที่ไม่ได้รักไม่โอเคหรอกค่ะพี่ชัยพงษ์”

    “พี่เข้าใจ พี่ยังไม่อยากเชื่อเลยว่านางจะยอม” สายสุดาถามว่าแล้วสินีนาฎล่ะ “ไปเรียนครับ น่าจะเข้าร้านตอนบ่าย สายมีอะไรกับสิหรือเปล่า”

    “มีค่ะ สายอยากจะถามสิว่าคิดอะไรหรืออะไรเข้าสิงอยู่ตอนที่บอกให้นางยอมรับหมั้นพี่ทัศนัย!”

    “สาย...” นางพยายามไม่ให้เล่าแต่ไม่ทันแล้ว พอชัยพงษ์ได้ฟังถึงกับช็อก พรวดพราดออกจากร้านไปทันที

    คืนนี้เมื่อสินีนาฎกลับถึงบ้านป้าทับทิมเจอชัยพงษ์จอดรถรออยู่ เขามองเธอนิ่งนาน เหมือนจะถามอะไร แต่ไม่กล้าถามเพราะกลัวคำตอบ จนสินีนาฎถามว่าเป็นอะไร เขาจึงโพล่งถามว่า

    “สิเป็นคนบอกให้นางรับหมั้นพี่ทัศนัยหรือ” สินีนาฎอึ้ง ชัยพงษ์เสียงเข้มขึ้นว่า “พี่ถามว่าน้องสิเป็นคนขอให้นางรับหมั้นพี่ทัศนัยเหรอ” สินีนาฎมองหน้าเขาแทนคำตอบ ต่างจ้องหน้ากันนิ่ง

    สินีนาฎพยายามหลีกเลี่ยงที่จะคุยกับชัยพงษ์แต่เขาตามไปพูดด้วยหัวใจสลายว่า

    “สิกลัวว่านางจะลงเอยกับคุณธนาธิปมากขนาดนี้เลยเหรอ...สิรักคุณธนาธิปมาก ขนาดยอมส่งเพื่อนรักของตัวเองไปแต่งงานกับคนที่เขาไม่ได้รักเลยเหรอ”

    สินีนาฎพยายามจะแก้ตัว แต่ชัยพงษ์เสียใจจนสุดจะทน ส่งกล่องดอกกุหลาบให้ พูดอย่างสะเทือนใจว่า

    “พี่ตั้งใจเอามาให้สิวันนี้ จะเก็บหรือทิ้งไปก็ได้เพราะมันไม่ได้มีความหมายอะไร แล้วก็คงเป็นดอกสุดท้ายที่พี่จะให้ พี่ตั้งใจจะเอามาให้ มาบอกว่าพี่รักสิ แต่พี่ไม่ได้รักสินีนาฎคนนี้ สิตอนนี้ไม่ใช่สินีนาฎที่พี่รักตลอดมา” สินีนาฎถามว่าไหนบอกว่าจะเห็นด้านสวยงามของตนเสมอ “เอาไว้ถ้าสินีนาฎคนเดิมกลับมาเมื่อไหร่ เราค่อยมาว่ากันอีกทีแล้วกันค่ะ”

    สินีนาฎใจหายเหมือนเพิ่งรู้ใจตัวเองว่าแอบมีเขาอยู่ในใจเสมอมา แต่นาทีนี้ชัยพงษ์ที่เคยอบอุ่น อ่อนหวานกับเธอตลอดมากลับมองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า ใส่หมวกกันน็อก ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป

    สินีนาฎหมดแรง ทรุดร้องไห้หนักอย่างรู้สึกถึงความสูญเสีย...

    ooooooo

    คืนนี้นางเข้าห้องนอนหยิบโทรศัพท์กดดูพบข้อความของธนาธิปบอกว่าขึ้นเครื่องแล้ว คิดถึงที่สุด อีกสิบชั่วโมงเจอกัน นางวางโทรศัพท์ล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนเพลียน้ำตาไหลพึมพำ “รีบกลับมาหานางเถอะค่ะคุณธิป”

    เป็นความบังเอิญที่คัมพลก็กลับมาในเที่ยวบินเดียวกัน ธนาธิปถามว่าจะอยู่กรุงเทพก่อนหรือกลับภูเก็ตเลย

    “อยู่กรุงเทพฯก่อนครับอยากเจอนางก่อน เอ่อ...ไม่ ค่อยได้เจอกันก็เลย...” คัมพลเผลอพูดถึงนาง เห็นธนาธิปชะงักก็ไปไม่เป็น หัวเราะแหะๆ แก้เกี้ยว ส่วนธนาธิปก็หน้าตึงแต่รีบเก็บอาการ

    รุ่งเช้านางตื่นขึ้นมาเห็นโทรศัพท์มีสายโทร.เข้าชื่อ “ท่านขุน” นางลุกขึ้นลืมตาโพลง มองโทรศัพท์เหมือนเห็นแสงทองจากสวรรค์ เหมือนต้นไม้เหี่ยวเฉาได้รับน้ำทิพย์จากฟากฟ้าในเฮือกสุดท้าย...นางรีบกดรับอย่างตื่นเต้น

    ธนาธิปบอกว่าจะเข้าไปหาวันนี้เข้าไปกราบคุณพ่อ คุณแม่เธอด้วย นางรีบบอกว่าไม่สะดวก ตนไปหาเขาดีกว่า

    “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

    “นางมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับคุณธิป คุยที่บ้านไม่ได้ เดี๋ยวนางไปหานะคะ”

    สายๆนางไปหาเขาที่คอนโด ทันทีที่เห็นหน้ากัน เขามองนางไม่วางตาบอกว่า

    “คิดถึงนางมากๆเลยรู้ไหม มีของมาฝากเต็มเลยไม่รู้นางจะชอบหรือเปล่า” นางตอบทันทีว่าชอบ เขาถามอย่างพร้อมจะเปิดใจว่า “แล้วชอบคนให้บ้างไหม”

    ทั้งสองต่างคุยกันอย่างเปิดใจถึงความรู้สึกที่มีต่อกัน ธนาธิปบอกว่าพรุ่งนี้เขาจะไปหาคุณพ่อคุณแม่เธอ ไปเรียนท่านว่า...แล้วเขาก็ชะงักเมื่อเห็นแหวนเพชรที่นิ้วนางซ้ายของนาง ถามว่านี่มันอะไร นางบอกว่าตอนที่เขาไม่อยู่คุณพ่อบังคับให้ตนหมั้นกับทัศนัย

    ธนาธิปอารมณ์ขาดผึง! อึ้ง เหวอ งง ตกใจแล้วกลายเป็นโกรธอย่างที่ไม่เคยเป็น นางได้แต่มองเขาน้ำตาคลอ...

    นางร้องไห้อย่างหนัก ธนาธิปส่งผ้าเช็ดหน้าให้ถามว่าทำไมเธอไม่บอกพ่อว่าเรารักกัน นางบอกว่าตนไม่แน่ใจว่าเขารักตนเพราะเขาไม่เคยบอกรัก ธนาธิปบอกว่าตนรอเวลาที่เหมาะสม คว้ามือนางไปถอดแหวนหมั้นบอกว่าไว้รอใส่แหวนตนคนเดียว ถามว่านางรักตนหรือเปล่า นางขอไม่ตอบ เขาถามว่าทำไม

    “ก็...ก็นาง...นางอายนี่คะ” ตอบแล้วก้มหน้างุด ธนาธิปยิ้มอย่างเอ็นดู ดึงนางเข้าไปกอด นางใจเต้นแรงเมื่อได้รับสัมผัสแรกจากเขา...ธนาธิปกอดนางไว้แนบอก บอกว่า

    “ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น ผมไม่ยอมให้นางแต่งงานกับคนอื่น ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง”

    ธนาธิปกอดจูบนางอย่างไม่ปิดบังความรู้สึกอีกแล้ว นางเองปล่อยไปตามใจปรารถนา ครู่เดียวก็ผละออกบอกว่าไม่ควร เพราะแมเดิมสอนว่ามันไม่ดีถ้าไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม

    “ผมสัญญาว่าจะไม่ทำอย่างนี้กับใครอีก แถมให้อีกข้อ ผมจะไม่ทำแบบนี้กับนางด้วย จนกว่าจะถึงเวลาที่สมควร” นางขอบคุณ เขาบอกนางว่า “ผมรักนาง” นางบอกว่าทราบแล้ว “ทราบแล้วก็ไม่เป็นไร จะแจ้งให้ทราบเรื่อยๆ”

    ooooooo

    เช้านี้พิทักษ์ลงมาที่โต๊ะอาหารเห็นทัศนัยและชัยพงษ์นั่งอยู่อย่างซังกะตายก็ทักว่าทำหน้าให้สมกับที่จะมีเมียได้ไหม ชัยพงษ์บอกว่าไม่มีแล้ว ผู้หญิงซับซ้อนเกินไป ไม่ไหว

    พิทักษ์บอกว่าผู้ใหญ่มีไว้ให้ตามใจไม่ได้มีไว้ให้เข้าใจ ทันใดทุกคนก็ชะงักเมื่อคัมพลเข้ามาเซอร์ไพรส์ทักทายทุกคนอย่างร่าเริง แต่ทุกคนที่โต๊ะเงียบไปทันทีอย่างมีพิรุธ ทั้งทัศนัยและพิทักษ์ต่างหาทางเลี่ยงที่จะคุยกับคัมพลเพราะเรื่องนางจุกอกอยู่ พอพิทักษ์จะลุกไปชัยพงษ์เรียกไว้ถามว่า

    “ที่พ่ออยากให้ผมกลับไปช่วยงานบริษัทของพ่อ ผมพร้อมแล้วโยนงานมาได้เลย”

    ไม่ทันที่พิทักษ์จะดีใจ ชัยพงษ์ก็เดินออกไปแล้ว คัมพลงงที่ทั้งพ่อทั้งพี่หายไปกันหมด จึงโทร.ชวนสายสุดาไปหาอะไรอร่อยๆกินกัน สายสุดาจึงเล่าเรื่องนางหมั้นกับทัศนัยให้ฟัง คัมพลเหมือนใจถูกสาดน้ำกรด เขาลิ่วไปหาธนาธิปถามทางไปคลินิกทัศนัยทันที ธนาธิปมีแก่ใจขับรถไปส่งแต่พอรู้จากบันลือว่าคัมพลรู้เรื่องนางหมั้นกับทัศนัยแล้วก็ตกใจรู้ว่าต้องเกิดเรื่องแน่ รีบตามเข้าไปในคลินิก

    ทัศนัยกำลังตรวจคนไข้อยู่โดยมีปูเป้เป็นผู้ช่วย คัมพลพุ่งเข้าไปชกหน้าทัศนัย ด่า “ไอ้พี่เนรคุณ” ปูเป้ตกใจขอให้ใจเย็นๆ คัมพลชกหน้าด่าทัศนัยว่าคบคิดกับพ่อหลอกตน ขณะสองคนกำลังอีนุงตุงนังกันนั้น ธนาธิปวิ่งเข้ามาบอกคัมพลให้หยุดเดี๋ยวนี้ ปูเป้ขอให้ธนาธิปช่วยคุณหมอด้วย

    ธนาธิปเข้าไปห้ามจนคัมพลที่กระชากคอเสื้อทัศนัยอยู่ทิ้งทัศนัยพรวด แล้วปึงปังออกไป ธนาธิปรีบตามไป ปูเป้รีบเข้าไปดูทัศนัยว่าเจ็บตรงไหนบ้าง ทั้งสองที่มีใจต่อกัน ดูกันอย่างใกล้ชิด ทัศนัยเองก็ลืมความเจ็บ ปูเป้ก็ลืมความตกใจ

    คนไข้ที่โดดหลบไปมุดอยู่มุมห้อง ค่อยๆโผล่มาบอกว่า...

    “เอ่อ...ผมว่า ผมไปรอคุณหมอข้างนอกดีกว่า ให้คุณพยาบาลดูแลคุณหมอก่อนนะครับ” พูดแล้วเดินงกๆออกไป

    ทัศนัยมองปูเป้ที่ดูแลตนอย่างใกล้ชิด ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง เป็นความเจ็บที่นำมาซึ่งความสุขอย่างประหลาด...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง
    27 ต.ค. 2564

    06:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 09:33 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์