นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    นางอาย

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ธนาธิปมาส่งนางที่หน้าบ้านแล้วจะไปทำธุระต่อ นางถามว่าเขาจะกลับปีนังเมื่อไร เขาบอกว่าอีกสองสามวันแต่จะแวะมาหาก่อนกลับ นางลงจากรถทำผ้าเช็ดหน้าตกไว้ ธนาธิปจะบอกแต่ไม่ทัน เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นดูยิ้มๆ

    นางกลับเข้าบ้านก็รู้สึกแปลกใจตัวเองที่ใจเต้นแรงผิดปกติ สงสัยว่าตัวเองกินชากับคุกกี้มากไป ฝ่ายธนาธิปกลับถึงคอนโด ในมือถือผ้าเช็ดหน้าของนาง กุมขมับรำพึงอย่างค้นพบตัวเองว่า...

    “หลงรักเด็กเนี่ยนะ โอยยยย” แล้วหยิบมือถือที่ถ่ายรูปนางกับสายสุดาตอนประกวดร้องเพลงบอกตัวเองว่า “ฉันจะรอจนกว่าถึงเวลาที่เหมาะสม อภิรดี”

    ชัยพงษ์ตัดสินใจไปหาสายสนมขอเป็นผู้อุปการะสินีนาฎแทนธนาธิป บอกว่าที่จริงตนดำเนินเรื่องตั้งแต่เกิดเรื่องแล้วแต่ไม่ทัน สายสนมขอบคุณที่เขาทำทุกอย่างให้ถูกต้องตนก็ไม่ได้รังเกียจเขา แต่ลูกสาวยังเด็กเหลือเกิน ตนกับลูกผ่านเรื่องราวต่างๆมามากมายเหลือเกิน ตนยังไม่อยากให้ลูกมาสนใจเรื่องนี้

    ชัยพงษ์บอกว่าตนไม่ได้รีบร้อนเพียงแต่แนะนำตัวไว้ก่อน สายสนมขอให้ลูกเรียนจบก่อน ทำงานใช้หนี้ให้เรียบร้อยตั้งตัวให้ได้ด้วยตัวเองก่อน ถึงวันนั้นถ้าเขายังเหมือนเดิมเราค่อยมาคุยกันอีกครั้ง ชัยพงษ์ยิ้มรับอย่างอ่อนน้อม

    แต่พอกลับถึงบ้าน เห็นพ่อมอบโฉนดที่ดินให้ทัศนัยบอกว่าเอาไว้เปิดคลินิกกับสร้างเรือนหอ ชัยพงษ์บอกว่าตนก็อยากดูแลหญิงได้บ้าง พิทักษ์จึงมอบโฉนดให้ไปแก้ปัญหา บ่นว่าโง่ มีพ่อรวยก็ไม่รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์

    วันต่อมา ขณะนาง สินีนาฎ สายสุดาและมีนานั่งทานขนมเค้กกันอยู่ในห้าง ทุกคนตื่นเต้นเมื่อสินีนาฎเล่าว่าแม่เซ้งตึกได้ราคาถูกมาก ปีนี้แม่กับป้าทับทิมจะเปิดร้านขายข้าวแกงไปก่อน ปีหน้าตนกลับมาเรียนต่อที่นี่ก็จะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ นางดีใจที่ครอบครัวสินีนาฎจะได้มีความสุขสักที บอกว่าวันนี้ดูหนังเสร็จจะไปบ้านเธอ

    มีนาเห็นคนมาดูหนังมากเราคงจะได้ดูรอบสี่ทุ่มแน่ สายสุดาเลยชวนไปทำสวยกันก่อนดีกว่าเพราะอยู่โรงเรียนไม่ได้ดูแลตัวเองเลย สายสุดากับมีนาคึกคักขึ้นมา แต่นางกับสินีนาฎทำหน้าสยอง แต่ก็ถูกสายสุดากับมีนาลากไปจนได้

    ทั้งหมดเข้าร้านทำผมก่อน ผมสวยออกมาแล้วก็เข้าร้านเสื้อผ้าลอกคราบเป็นสาวทันสมัยกันทุกคน จากนั้นเข้าร้านขายเครื่องสำอางวัยรุ่นจบกระบวนการแล้ว สี่สาวที่หน้าตาจืดชืดแต่งตัวเชย ก็กลายเป็นเด็กสาวสมัยใหม่สวยน่ารักกันทุกคน

    ooooooo

    ระหว่างนั้นธนาธิปไปที่บ้านสินีนาฎก่อนกลับไปปีนังเพื่อดูว่าเธอยังขาดเหลืออะไรก่อนจะกลับไปเรียน สายสนมบอกว่าพวกเด็กๆไปดูหนังกันตั้งแต่ตอนสายๆ คาดว่าเดี๋ยวคงกลับ

    ไม่นานพวกสาวๆก็กลับมา นางเห็นรถของธนาธิปก็ใจหายไม่กล้าเข้าไปให้เขาเห็นในสภาพนี้คาดว่าต้องถูกดุแน่ๆ สายสุดาปลอบว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในเวลางานไม่ดุหรอก นางจึงทำใจกล้าเข้าไป แต่หลบๆหน้าไม่กล้าสบตา

    เมื่อสินีนาฎเข้าไปทำขนมต้อนรับธนาธิปนางก็ขอตามไปด้วย แต่ก็ถูกสายสนมวานให้เอากาแฟไปให้ธนาธิปและช่วยนั่งคุยเป็นเพื่อนด้วย นางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกลั้นใจเอากาแฟไปให้

    แล้วนางก็ถึงกับน้ำตาร่วงเมื่อถูกถามว่าทำไมแต่งหน้าแต่งตัวแบบนี้ นางถามว่าไม่สวยหรือ เขาบอกว่า “ดูไม่ได้เลย!” บอกว่าอย่ารีบทำตัวเป็นสาวนักเลย เธอไม่แต่งหน้าสวยกว่า ถามว่าร้องไห้ทำไมโกรธตนหรือ นางบอกว่าไม่ใช่ เพราะตนไม่เคยสนใจอยู่แล้วว่าท่านกงสุลจะว่าอะไรเพราะโดนว่าตลอด

    “แต่ตอนนี้เธอแคร์ใช่ไหมว่าฉันพูดว่าอะไร” นางนิ่งตอบไม่ถูก เขาย้ำถาม “ใช่ไหมนาง?”

    ooooooo

    เปิดเทอมแล้ว นักเรียนประจำทั้งนักเรียนเก่าและนักเรียนใหม่ทยอยกันหิ้วกระเป๋าเข้าโรงเรียน

    ณ จุดตรวจกระเป๋าที่นางเคยถูกตรวจและถูกยึดของไปหลายอย่าง วันนั้นนางรับไม่ได้และต่อต้าน แต่วันนี้ ผ่านการขัดเกลาของโรงเรียน นางและเพื่อนๆกลายเป็นผู้ช่วยซิสเตอร์ตรวจกระเป๋านักเรียนใหม่ ยึดขนมได้เพียบ

    ปีก่อนพวกนางเป็นนักเรียนเข้าใหม่ที่ทำให้ซิสเตอร์ปวดหัวไม่น้อย ปีนี้ก็มีตัวแสบรายใหม่ซ่าไม่เบา หัวโจกคือศยาเด็กไทยมีลิ่วล้อสองคนคือ เปรมมี่หรือเปรมมิกาเป็นเด็กไทย อีกคนเป็นมาเลย์ชื่อแอฟริน่า

    วันนี้ ขณะทั้งสามออกจากห้องน้ำที่ลานกิจกรรม ต่างหยิบลิปกลอสออกมาทาปาก ทันใดก็มีมือมาคว้าลิปไป ทั้งสามหันขวับ เจอสายสุดา มีนา และจอยคาม หน้านิ่งจริงจัง

    “This is not allowed in school. เด็กใหม่อาจจะยังไม่รู้กฎ คราวนี้พี่จะยังไม่บอกมาดาม แต่คราวหน้าอย่าให้เห็นอีก Do we understand each other?” สายสุดาพูดแล้วเดินออกไปกับมีนาและจอยคาม

    “คนนี้หรือสายสุดา” ศยาจิกตาใส่ทั้งแค้นและ หมั่นไส้

    ขณะนางกับสายสุดาเดินผ่านนักเรียนใหม่สามคน ได้ยินคุยกันถึงตำนานผีที่บ่อน้ำหลังตึกที่เขาเรียกกันว่าผีน้องน้ำ สายสุดาได้ยินแล้วทำหน้าปุเลี่ยนๆ ส่วนอีกสองคนก็พูดถึงร้านตั๊กช็อปข้างโรงเรียน พอนางได้ยินก็ปรามว่า

    “น้องๆห้ามคิดจะปีนออกไปเด็ดขาดนะ มันผิดกฎ” เด็กคนหนึ่งถามว่าจริงหรือได้ยินว่ามีนักเรียนเคยปีนออกไปด้วยจริงไหม “ไม่มีหรอก ใครจะกล้า ห้ามเด็ดขาดเลยนะ เข้าใจไหม มันผิดกฎ มันอันตราย” นางปรามแล้วบอกให้ไปเข้าแถวกันได้แล้วเดี๋ยวไม่ทัน

    ooooooo

    ที่ห้องประชุมเล็ก นักเรียนไทยเข้ามาจับกลุ่ม คุยกันสนุกสนาน ศยากับเปรมมี่เดินเข้ามา ศยามองสายสุดาด้วยหางตา

    ครู่หนึ่งธนาธิปเข้ามาเขามองปราดไปที่นางแว่บ หนึ่ง สายสุดามองธนาธิปเศร้าๆ เมื่อคิดถึงคำเตือนของแม่ที่ว่าเขาไม่ได้อยู่โลกเดียวกับเรา อย่าลืมตัว

    ธนาธิปบอกทุกคนว่าตนกำลังจะพ้นวาระการเป็นกงสุลที่ปีนังเร็วๆนี้ เห็นเด็กๆตกใจ เขาปลอบใจว่ากงสุลท่านใหม่จะดูแลทุกคนเหมือนเดิม แม้ตนจะไม่ได้เป็นกงสุลแล้วแต่ก็ยินดีเป็นธุระและช่วยเหลือทุกคนเสมอ

    ออกจากห้องประชุมแล้ว พวกนักเรียนต่างพากันเศร้า มีนา จอยคามและสายสุดาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กัน ส่วนนางกับสินีนาฎนั่งซึมๆเศร้าๆ ขณะนั้นเองศยา เปรมมี่และแอฟริน่าเดินมาและหยิบลิปกลอสมาทาปาก มีนาสะกิดให้ดู สายสุดาลุกไปหาทันที มีนากับจอยคามลุกตามไป

    สายสุดาเดินไปขวางหน้าพวกศยาบอกว่าเตือนแล้วว่าห้ามใช้ลิปกลอส จอยคามกระหนาบว่าคราวนี้คงจะต้องรายงานมาดาม มีนาสั่งริบลิปกลอสและไปพบมาดามด้วยกัน แต่เด็กสามคนมองนิ่งอย่างท้าทาย นางกับสินีนาฎดูท่าไม่ดีเลยเดินเข้ามาดูห่างๆ สายสุดาสั่งให้เอาลิปกลอสมา ศยาบอกว่าไม่ให้ แค่รุ่นพี่ทำไมต้องเชื่อด้วย เปรมมี่ประสานเสียงทันทีว่าทำอย่างกับรุ่นพี่ไม่เคยทำผิดกฎอย่างนั้นแหละ

    นางปรามว่าทำไมต้องพูดจาแบบนี้ด้วย ศยาโต้ว่าอยากรู้ว่ามีดีมาจากไหนถึงได้มาว่าคนอื่น มีนาโต้ว่าอย่างน้อยก็มีดีกว่าเธอ และสายสุดาเขาสืบเชื้อสายขุนนางด้วย

    “ขุนนางหรือคะ อ้าวตายจริง แต่คุณแม่พี่เป็นแค่คนใช้ในบ้านไม่ใช่เหรอคะ” ศยาถามเย้ย

    สายสุดาหน้าซีดเผือดเหมือนโลกถล่มลงมาตรงหน้า จอยคามถามสายสุดาว่าไม่จริงใช่ไหม สายสุดาไม่ตอบก้มหน้าน้ำตาไหลแล้ววิ่งไปจากตรงนั้น มีนากับจอยคามยืนเฉย นางวิ่งตามหันถามทั้งสองว่าทำไมไม่ตามไปล่ะ

    สายสุดาวิ่งไปร้องไห้อย่างหนักที่ริมหาด แล้วก็

    ยิ่งเจ็บปวดเมื่อเข้าห้องเรียนมีนากับจอยคามก็มีท่าที หมางเมิน โกรธที่โกหกพวกตนทั้งที่เป็นเพื่อนสนิทกัน ซาเรียกับเพื่อนก็แค้นที่ถูกสายสุดาทำตัวเป็นลูกลอร์ดข่มพวกตนมาตลอด

    นางเห็นสายสุดาถูกเพื่อนไม่พอใจ ต่อต้าน คิดหาทางที่จะช่วยเธอ นึกถึงคำพูดของธนาธิปที่เคยพูดเตือนว่า โลกข้างนอกมันคือสนามรบดีๆนั่นแหละ ...นางจึงพูดกับเพื่อนๆที่โกรธสายสุดาว่า

    “โลกของเรามันก็เหมือนสนามรบดีๆนั่นแหละ ยิ่งในโลกของเด็กผู้หญิงนะ ฉันว่าเราทุกคนก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ ผู้หญิงน่ะเดี๋ยวก็อิจฉา เดี๋ยวก็เอาชนะกัน ที่มามันต่างกัน ฉันว่าไม่เห็นแปลกเลยที่สายสุดาเขาเลือกที่จะใส่เสื้อเกราะเมื่อเข้ามาในสนามรบ”

    จอยคามถามว่าเราเป็นเพื่อนกันทำไมต้องใส่เสื้อเกราะด้วย นางชี้ว่าจอยคามก็เคยใส่เสื้อเกราะตัวนั้นไม่ใช่หรือ และพวกเราทุกคนก็ใส่เสื้อเกราะกันทั้งนั้นแล้วทำไมเราต้องโกรธสายสุดาด้วย ย้ำกับเพื่อนๆว่า

    “ฉันเชื่อนะว่าสายสุดาเป็นเพื่อนที่ดีแล้วก็มีน้ำใจ ไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ๆหรอก ฉันว่าเรื่องแค่นี้เราน่าจะให้อภัยเพื่อนของเราได้นะ”

    ทุกคนฟังแล้วคิด มีนาถามว่า “แล้วเราจะทำยังไงให้สายสุดาถอดเสื้อเกราะออกได้ล่ะ”

    นางคิดว่าจะต้องทำให้บรรยากาศไม่ใช่สนามรบ พอเข้าห้องอาหารก็กวักมือชวนสายสุดามานั่งด้วยกัน สายสุดามองไปรอบๆ เพื่อนๆต่างยิ้มให้ แต่เธอกลับเอาอาหารไปเททิ้งแล้วเดินออกจากห้องไปทันที

    นางเล่าเรื่องสายสุดาให้ธนาธิปฟัง บอกว่าตนคุยกับเพื่อนๆแล้วทุกคนเข้าใจ เหลือแต่ตัวสายสุดาเองเท่านั้น ปรับทุกข์ว่า “ตอนนี้นางอยากช่วยให้เขากลับมาเหมือนเดิมแต่ไม่รู้จะทำยังไง จะพูดอะไรสายสุดาก็คงหาว่านางไม่เข้าใจเขา คุณธิปช่วยเล่าเรื่องสายสุดาให้นางฟังหน่อยได้ไหมคะ นางจะได้เข้าใจเขาได้มากขึ้น”

    ooooooo

    ฟังเรื่องราวของสายสุดาแล้ว นางคุยกับซิสเตอร์วางแผนให้วิชาการเรือนสอนทำอาหารแยกตามประเทศ และเชิญนวลใยมาเป็นวิทยากร ซิสเตอร์ออเดรย์แนะนำว่านวลใยคือสุภาพสตรีที่เพียบพร้อมและเป็นผู้ปกครองของสายสุดา

    คนอื่นต่างมองอย่างชื่นชมแต่ศยาแกล้งกระซิบกับเปรมมี่ให้สายสุดาได้ยินว่า “อุ๊ย...คุณแม่บ้านนี่เอง” เปรมมี่ก็เยาะเย้ยว่าสงสัยมาสอนล้างครัว นางฟ้อง ซิสเตอร์ฟรานซิสว่าสองคนนั้นคุยกันในห้องประชุม เลยถูกซิสเตอร์ลงโทษสั่งงดของว่างและคัดลายมือเรื่องมารยาทการเข้าห้องประชุมสองร้อยจบ

    เมื่อเริ่มสอน นวลใยสอนการทำขนมไทยโบราณด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างละเอียดทุกขั้นตอน สอนถึงการเป็นภรรยาที่ดีนอกจากจะทำให้บ้านน่าอยู่แล้วยังต้องมีใจอดทน มีใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอ นางถามว่าถ้ามีใครมาพูดให้ไม่สบายใจเราจะยิ้มอยู่ได้ยังไง

    “เวลาที่คนอื่นว่าเรา คำพูดเหล่านั้นมันไม่ได้ฟ้องตัวคนโดนว่านะจ๊ะ มันฟ้องถึงจิตใจของผู้พูดมากกว่าว่าเขาเป็นคนยังไง แล้วอีกอย่างถ้าสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่เรื่องจริงเราจะไปโกรธเขาทำไมในเมื่อไม่ใช่เรื่องจริง” สายสุดาถามว่าถ้าที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงล่ะ? “ถ้าเป็นเรื่องจริงยิ่งไม่ต้องโกรธใหญ่เลยจ้ะ ในเมื่อมันเป็นเรื่องจริง ความจริงดีที่สุดเสมอ”

    สายสุดายิ้มให้แม่อย่างเข้าใจ นางกับสินีนาฎยิ้มอย่างสบายใจ ซิสเตอร์ทั้งสามมองหน้าและยิ้มให้กัน

    หลังการสอนทำขนมไทยและการอบเทียน นักเรียนหัดทำแล้วต่างตื่นเต้นและชื่นชมนวลใยมาก ถึงเวลานี้ศยากับเปรมมี่ก็ทำเป็นชื่นชมด้วย แต่ก็ถูกซิสเตอร์ฟรานซิสเรียกออกไป ทั้งสองรู้ตัวว่างานนี้โดนแน่

    ข่าวดีที่นักเรียนดีใจคือ เย็นนี้ท่านกงสุลเชิญทุกคนไปทานข้าวที่บ้านด้วย นางถามว่านักเรียนไทยทุกคนเลยหรือ ฟรานซิสบอกว่าไม่ทุกคนหรอก ปรายตาไปที่หน้าห้อง ที่ศยาและเปรมมี่ปากคาบไม้บรรทัด มือถือถังน้ำยืนขาเดียวโงนเงนอยู่

    ooooooo

    เมื่อทำให้สายสุดาเข้าใจยอมรับความจริงและสบายใจแล้ว ธนาธิปบอกนวลใยกับสายสุดาว่าถึงเวลาที่เราต้องคุยกันอย่างคนในครอบครัวเสียที แล้วพากันขึ้นไปห้องรับแขกชั้นบนที่อัครารออยู่แล้ว

    สายสุดาตกใจเมื่อรู้ว่าพ่อเป็นมะเร็งระยะเริ่มต้นกำลังจะเข้ารับการรักษา แต่เกรงว่าต่อไปจะไปไหนมาไหนไม่สะดวกจึงอยากมาเยี่ยมเธอก่อน สายสุดาอุทานอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง อัคราถามว่า

    “ไม่อยากจะเชื่อว่าสายเป็นลูกรักของพ่ออย่างนั้นหรือ” เขายอมรับว่ามีลูกตอนอายุมากแล้วเลยทำตัวไม่ถูก คิดแต่ว่าจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีที่สุด สายสุดาบอกว่านึกว่าพ่อไม่รักตน รักแต่พี่ธิป “เพราะพ่อไม่เคยชมหนูเหมือนชมตาธิปใช่ไหม ลูกผู้ชายจะสง่างามได้ด้วยความมั่นใจส่วนลูกสาวจะงดงามได้ด้วยการถ่อมตน พ่อเชื่อแบบนั้นแต่วิธีการของพ่อมันคงโบราณเกินไป”

    นวลใยบอกว่าคุณพ่อใช้ผ้าพันคอที่ลูกถักให้ตลอดเวลาที่ไปหาหมอ อัคราบอกว่า “มันอุ่นถึงใจนะลูก”

    เมื่อรู้ว่าพ่อป่วย สายสุดาจะกลับบ้านไปดูแล อัคราบอกว่าไม่ต้อง หน้าที่ของลูกคือเรียนให้สูงที่สุด สวยงามที่สุด นวลใยเขาดูแลพ่ออย่างดีที่สุดแล้ว มองหน้าสายสุดาถามว่าอายมากหรือที่แม่เป็นแม่บ้านมาก่อน สอนว่า...

    “คนที่เกิดมาพร้อมเกียรติยศสกุล แล้วมีคนมาเคารพน่ะง่ายมาก แต่คนที่ต่อสู้จนได้รับเกียรติยศมาได้ด้วยตัวเองจนมีคนนับหน้าถือตามากมายนั้นยากกว่า แม่ของหนูมีเกียรติยศของนักสู้อยู่เต็มที่รู้ไหม”

    ธนาธิปเสริมว่าหลังจากคุณแม่เขาตายก็ได้น้านวลใยนี่แหละที่คอยดูแลอบรมสั่งสอน ที่ตนเป็นอย่างทุกวันนี้ ครึ่งหนึ่งก็ได้มาจากน้านวลใย สายสุดากราบขอโทษแม่

    “แม่ไม่เคยโกรธ ไม่มีวันโกรธลูกเลยจ้ะ มีแต่ความรักความหวังดีให้เสมอ จำไว้ว่าต่อไปอย่าคิดว่าสายไม่มีบ้าน ที่นี่คือบ้านของสาย ไม่ว่าโลกข้างนอกมันจะโหดร้ายแค่ไหน จำไว้ว่าหนูมีบ้านให้กลับมาเสมอนะจ๊ะ”

    ธนาธิปเหลือบมองไปนอกหน้าต่างเห็นนางโผล่มาดูอยู่ เขาจึงปลีกตัวไปหา ขอบใจสำหรับคำแนะนำ ครอบครัวตนเป็นหนี้บุญคุณเธอ นางปีติจนร้องไห้ ทั้งสองมองเข้าไปในห้องเห็นครอบครัวพ่อแม่ลูกเข้าใจกันมีความสุขก็ยิ่งปลื้มใจ...

    ooooooo

    นางยังพยายามลุ้นสินีนาฎกับชัยพงษ์ จนทั้งสองที่มีความชอบในการทำขนมเหมือนกัน ใกล้ชิดสนิทสนมกันยิ่งขึ้น เมื่อสินีนาฎเรียนจบและกลับมาเปิดร้านกาแฟกับเค้ก ชัยพงษ์ก็ยินดีและช่วยเหลือเต็มที่

    ฝ่ายคัมพลคิดไม่ตกเมื่อพ่อให้ไปเรียนต่างประเทศ เขาบอกนางว่าอยากรอให้นางเรียนจบก่อนแต่คุณพ่อบังคับ คัมพลฝากสายสุดาให้ช่วยดูนางไว้อย่าให้ใครมาจีบ สายสุดาตัดพ้อว่าทีตนไม่เห็นมีใครห่วง คัมพลบอกว่าตนเป็นห่วง เพราะเธอเป็นน้องรักจะไม่ห่วงได้ยังไง สายสุดาฟังแล้วเซ็ง อยากจะบอกว่าตนไม่อยากเป็นแค่น้อง...

    พอนางเรียนจบพิทักษ์ก็เตรียมหมั้นให้ทัศนัย เด่นชาติกับเอมอรทักท้วงว่าไม่เร็วไปหน่อยหรือ เขาบอกว่าหมั้นไว้ก่อนกว่านางจะเรียนจบแต่งงานกันก็ยังอีกหลายปี เด่นชาติกับเอมอรเลยพูดไม่ออก

    ในวันเลี้ยงอาหารที่สถานกงสุล ธนาธิปขอร้องนางว่าให้ทำตัวทำจิตใจเหมือนเด็กอย่างเก่าได้ไหม อย่าแต่งหน้ามากนัก อย่าสนิทกับเพื่อนผู้ชาย อย่าเพิ่งคิดมีคนรัก ให้ทำแบบนี้จนกว่าจะเรียนจบ นางถามว่าทำไมต้องทำและทำเพื่ออะไร ธนาธิปขอให้เปลี่ยนคำถามใหม่ว่าทำเพื่อใครได้ไหม เมื่อนางถามว่าทำเพื่อใคร เขาบอกว่า “เพื่อฉัน!” ทำเอานางอึ้งไปเลย

    เมื่อนางเรียนจบ ในวันเดินทางกลับไทย กระทั่งวันไปเรียนมหาวิทยาลัยวันแรกของนาง ธนาธิปส่งดอกไม้ ส่งการ์ดไปให้กำลังใจทุกครั้ง และไม่ลืมหยอดท้ายว่า “อย่าลืมสัญญาที่เธอให้ไว้กับฉันด้วย”

    ooooooo

    ทัศนัยเปิดคลินิกร่วมกับหมอนัท แต่ยังติดเรียนหมอนัทจึงจัดการทุกอย่างให้ รวมทั้งหาพยาบาลให้ด้วย เมื่อทัศนัยมาดูคลินิกหมอนัทแนะนำพยาบาลสามคนคือน้องพลอย น้องเมย์ น้องปูเป้ โดยให้น้องปูเป้เป็นผู้ช่วยของเขา

    พอทัศนัยเห็นปูเป้ก็บอกตัวเองทันทีว่า “เป๊กเลย!” เขามองปูเป้อย่างหมายมาดว่าคนนี้แหละใช่เลย!!

    ชัยพงษ์มาช่วยสินีนาฎทำร้านกาแฟและทำขนม เขาดูแลครอบครัวเธอเหมือนญาติอย่างจริงใจจริงจัง ให้กำลังใจสินีนาฎว่าเธอต้องทำร้านได้ดี คอยเย้าแหย่ให้เธอยิ้ม ร่าเริง บอกว่า

    “จำไว้ กฎข้อแรกของการเป็นเบเกอร์ เค้กเขารับรู้อารมณ์เรานะ ถ้าเราอารมณ์ดีเค้กก็ขึ้นฟูเลย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยิ้มไว้นะครับ” พอสินีนาฎยิ้มให้ก่อนหันไปทำเค้ก ชัยพงษ์ก็ถึงกับเคลิ้ม

    วันนี้นางกับสายสุดามาที่ร้าน สินีนาฎดีใจมาก บอกว่าวันนี้มีเค้กใหม่ให้ลองชิมด้วย นางเห็นแขกเต็มร้านก็ถามว่าเวลาเธอไปเรียนทำยังไง สินีนาฎบอกว่ามีแม่กับป้าทับทิมและชัยพงษ์มาช่วยบ้าง นางแซวว่านี่เริ่มสร้างอนาคตกันแล้วหรือ

    “บ้าน่ะนาง พี่ชัยพงษ์เขาก็เหมือนหุ้นส่วนแหละช่วยๆกัน เดี๋ยวไปเอาเค้กมาให้ลอง” สินีนาฎไปหลังร้าน นางกับสายสุดามองไปรอบร้านเห็นวัยรุ่นที่มานั่งเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ มาด้วยกันแต่ไม่คุยกันเลย

    “ขอบคุณคอนแวนต์นะที่ไม่ทำให้เราเป็นทาสของอะไรพวกนี้” สายสุดารำพึงปลงๆกับสภาพที่เห็น แต่พอสินีนาฎเอาเค้กออกมานางจะลงมือทันที สายสุดาเบรกบอกให้รอก่อนหยิบมือถือมาถ่ายรูปแล้วแอบส่งไปให้คัมพลดู

    สินีนาฎอยากรู้เรื่องธนาธิปแต่ไม่กล้าถามนาง เลยเลียบเคียงถามสายสุดาว่าเขาสบายดีไหม

    “ก็สบายดีนะ แต่ยุ่งมาก เดินทางบ่อย นี่ก็เพิ่งกลับจากเจนีวาวันนี้เอง พี่ธิปไปเป็นผู้ช่วยทูตแล้ว เห็นว่าอีกไม่กี่ปีอาจจะต้องย้ายไปอยู่อเมริกา”

    นางเงี่ยหูฟังถึงกับชะงัก สินีนาฎหน้าเศร้าถามว่าไปอเมริกาเลยหรือ สายสุดาถามว่าเธอไม่ติดต่อเขาเลยหรือ

    “ก็...ไม่ค่อย...ฉันเข้าไปขอบคุณเขาครั้งเดียวหลังจากเรียนจบ”

    “แล้วพี่ธิปว่ายังไงล่ะ” สินีนาฎหน้าเศร้าเมื่อนึกถึงวันนั้น เมื่อคุยกันว่าเรียนจบแล้วถ้าเธออยากทำงานอะไรให้บอก ถ้าพอพูดฝากฝังได้ก็จะช่วย สินีนาฎดีใจถามว่าจะให้ทำงานกับเขาหรือ

    “เปล่าหรอกจ้ะ หมายถึงงานอื่นๆ หนูคงมาช่วยงานฉันไม่ได้ เพราะต้องเดินทางเยอะมาก ใครจะดูแลร้านกับคุณแม่”

    วันนั้นสายสนมเห็นสินีนาฎหน้าจ๋อยจึงพูดแทรกว่า “ยังไงก็ต้องขอขอบคุณคุณธนาธิปที่เมตตาสินีนาฎเสมอค่ะ”

    ooooooo

    วันนี้นางกลับจากมหาวิทยาลัยรู้ว่าบันลือมาที่บ้านก็ดีใจวิ่งไปที่ห้องรับแขก เห็นบันลือนั่งอยู่กับเอมอร ที่โต๊ะมีของฝากหลายถุง

    “คุณธนาธิปให้ผมเอาของฝากมาให้คุณเด่นชาติกับคุณเอมอรครับ แกเพิ่งกลับจากเจนีวาแล้วก็ต้องเข้ากระทรวงเลย เลยไม่ได้มาด้วยตัวเอง” เอมอรฝากขอบคุณธนาธิปที่มีน้ำใจมีของฝากมาให้ตลอดจนตนเกรงใจ “อย่าเกรงใจเลยครับ คุณธนาธิปแกคงนึกถึงจริงๆ” แล้วหยิบถุงพิเศษส่งให้นาง “ถุงนี้ของคุณนางครับ”

    ส่งของแล้วบันลือลากลับ พอลุกขึ้นทัศนัยก็เข้ามาพอดี เอมอรถามว่าวันนี้ว่างหรือ

    บันลือรู้ว่าทัศนัยมาทำไม เขาเริ่มนึกห่วงธนาธิปที่มัวแต่เป็นสุภาพบุรุษอยู่จะไม่ทันคนอื่น เมื่อกลับไปธนาธิปถามว่าเจอคุณเอมอรไหม บันลือเล่าอย่างรู้ใจว่าเจอนางกลับมาพอดี ถามว่าทำไมเขาไม่เอาไปให้ด้วยตัวเอง ธนาธิปนิ่งไปอย่างไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน

    ooooooo

    ทัศนัยอยู่ทานข้าวเย็นกับเอมอรและนาง เอมอรสังเกตเห็นว่าทั้งสองคนต่างคนต่างทานไม่ได้สนใจจะทำความรู้จักกันเลย เอมอรถามทัศนัยว่าวันนี้คลินิกไม่ยุ่งหรือ เขาบอกว่าวันนี้เข้าเวรดึกคุณพ่อเลยให้แวะมาหานางก่อน

    เอมอรนึกในใจว่าตอบตรงจัง ถามว่าที่ว่าเข้าเวรดึกนั้นกี่โมง ตนมีตั๋วหนังอยู่สองใบเผื่อเขาจะพานางไปดู

    ทัศนัยตอบเป็นการเป็นงานว่าน่าจะไม่ทันเพราะตนต้องรีบไปเจาะจมูกคนไข้ที่เป็นไซนัส แล้วบรรยายอาการของไซนัสกลางโต๊ะอาหารจนเอมอรวางช้อนทานไม่ลงแต่ก็ถามว่าจะเสร็จกี่โมง ถามอย่างพยายามจะให้ไปดูหนัง ทัศนัยบรรยายงานคืนนี้และพรุ่งนี้ของตนจนแทบไม่มีเวลาหายใจจนเอมอรยอมแพ้ไปเองบอกว่าไม่ไปก็ไม่เป็นไร

    ขณะนั้นเองมือถือของเขาดังขึ้น เขาบอกอย่างรีบร้อนว่ามีเพจเรียกตัวด่วนต้องขอตัวแล้ว

    “ตามสบายค่ะเสด็จพี่” นางรีบพูด พอทัศนัยไปเอมอรถามนางว่าดูเขาเป็นอย่างไรบ้าง “เหมือนโรงพยาบาลเดินได้ค่ะแม่” นางตอบขำๆ

    เด่นชาติต้องการให้นางแต่งงานกับทัศนัยเพราะไม่ไว้ใจคนอื่นเกิดมาทำร้ายลูกสาวที่เสมือนหนึ่งดวงใจของตน ตนคงกลายเป็นฆาตกรแน่ เอมอรบอกว่าตนพยายามแล้วแต่ทัศนัยเป็นคนบ้างานจริงๆ

    “บ้างานดีกว่าบ้าผู้หญิง”

    “ค่ะ...ขอแค่ว่าอย่าซ่อนผู้หญิงไว้ที่ทำงานก็แล้วกัน”

    นางเอาถุงของฝากที่ธนาธิปให้ไปเปิดดูมีช็อกโกแลตหนังสือและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแค่เห็นของฝากนางก็ยิ้มแล้ว

    บันลือเห็นธนาธิปทำงานเคร่งเครียดก็ถามว่าจะไม่ไปหานางบ้างหรือ เขาบอกว่าอยากให้นางโตเต็มที่ก่อน บันลือติงว่าที่เจอวันนี้ก็ดูโตเต็มที่แล้ว เขาก็บอกว่าอยากให้มันเหมาะสม บันลือเล่าว่าวันนี้เจอทัศนัยท่าทางเขาจะไปมาหาสู่กันบ่อย ธนาธิปชะงักถามว่าถ้าอย่างนั้นตนควรทำอย่างไร

    บันลือเดินออกไปครู่เดียวก็กลับมาพร้อมโทรศัพท์มือถือบอกว่าตนเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมแล้วเขาต้องเรียนรู้การส่งข้อความหาผู้หญิงตามประสาคนยุคนี้บ้าง ย้ำว่า “รักจะจีบเด็กก็ต้องทำตัวเป็นเด็ก ถ้าไม่อยากให้คุณนางหลุดมือคุณธิปต้องทำแล้วครับ”

    ทีแรกธนาธิปก็งงๆ แต่พอลองส่งข้อความให้นางแล้วนางตอบกลับก็ใจเต้นรัวตั้งสติครู่หนึ่งจึงส่งข้อความต่อ แต่พิมพ์ไม่ทันใจจึงเปลี่ยนเป็นโทร.คุยกัน นางคุยไปกินช็อกโกแลตไป บอกว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อของ เขาถามทันทีว่าไปกับใคร

    “ไปคนเดียวสิคะ ไม่มีใครว่างสักคน” พูดแล้วหยิบช็อกโกแลตกินแก้เขิน ธนาธิปยิ้มอย่างมีแผนตัดบทว่า

    “เอาล่ะ ไปนอนได้แล้ว หยุดทานช็อกโกแลตได้แล้ว ไปแปรงฟันซะแล้วเจอกัน”

    นางวางโทรศัพท์สงสัยว่ารู้ได้ไงว่าตนทานช็อกโกแลตอยู่ ทวนคำที่เขาบอกว่าแล้วเจอกันก็ยิ่งงงว่าจะเจอกันยังไง??

    ooooooo

    พิทักษ์ตั้งหน้าตั้งตาหาภรรยาให้ลูก พอเจอลูกชายทั้งสองก็ถามว่าวันนี้ใครจะไปหาหญิงที่ไหนบ้างเล่าให้ฟังซิ

    ถามชัยพงษ์ว่าหนูสิเขาใจอ่อนหรือยังยกตึกให้เขาไปฟรีๆ แบบนี้ ชัยพงษ์บอกว่าก็ดีนะ พิทักษ์จึงหันไปถามทัศนัยว่าไปหานางบ้างหรือเปล่า ทัศนัยบอกว่าเปล่าเพราะต้องเฝ้าคลินิกทั้งวันคนไข้นัดยาวเลย

    “พ่อว่าแกต้องหาทางไปหาไปดูแลเขาให้มากกว่านี้นะ คนนี้พ่อไม่ยอมให้หลุดมือนะเว้ย”

    ทัศนัยทำหน้าลำบากใจนิดๆ ชัยพงษ์มองหน้าพี่ชายอย่างสงสัยถามว่าเริ่มชอบนางบ้างหรือยัง เขาก็ยังตอบแต่ว่าก็น่ารักดีแต่ยังไม่รู้จักกันลึกซึ้ง ชัยพงษ์ยุว่าลองทำความรู้จักดูนางเป็นเด็กดีถ้าได้รู้จักรับรองพี่ชอบได้ไม่ยาก ทัศนัยถามว่าเขารู้จักนางมานานแน่ใจหรือว่านางไม่มีใครในใจ

    “อย่างยายนางเนี่ยเหรอ ห่วงแต่จะเล่นสนุกอย่างเดียวมากกว่า ไม่มีใครหรอก”

    ทัศนัยฟังแล้วยิ้มไม่รู้สึกว่าอยากจะชอบหรือไม่ชอบ

    ooooooo

    วันนี้ทับทิมถามสินีนาฎที่กำลังจะไปร้านว่าเช้านี้มีใครช่วยหรือเปล่าเพราะสายสนมต้องไปหาหมอตามนัด สินีนาฎบอกว่าชัยพงษ์บอกว่าจะมา ทับทิมชมว่าเขาเป็นคนดีถามว่าหนูสิไม่ชอบเขาหรือ เห็นเธออึกอักก็เชียร์ว่า

    “เอาเถอะ ป้าก็ไม่ได้คาดคั้นแต่จำไว้นะผู้ชายที่เราฝากผีฝากไข้กับเขาได้มันไม่ได้ผ่านมาง่ายๆ ผู้หญิงอีกหลายคนไม่ได้โชคดีที่จะได้มาเจอด้วยซ้ำ ถ้าหนูเจอแล้ว ลองเปิดใจให้เขาดูบ้างไม่ได้เสียหายอะไร ยังไงก็อยู่ในสายตาทั้งแม่ทั้งป้านะจ๊ะ”

    “ขอบคุณคะคุณป้า” สินีนาฎยกมือไหว้ ทับทิมลูบหัวอย่างเอ็นดู

    ขณะสินีนาฎอยู่ที่ร้าน ได้รับโทรศัพท์จากนางชวนไปช็อปปิ้งหาของขวัญวันเกิดให้แม่กันเพราะมาคนเดียวเหงามากสายสุดาก็ไปเชียงใหม่กับที่บ้าน สินีนาฎบอกว่าช็อปไปก่อนก็แล้วกัน พอเดินมาหน้าบ้านก็เห็นชัยพงษ์ขี่ช็อปเปอร์มาจอดอย่างเท่พอดีจึงวางสายกับนาง

    ชัยพงษ์ซื้อกาแฟมาฝากและซื้อของมาทำอาหารเช้าทานกัน ทานอาหารกันแล้วชัยพงษ์ถามว่าบ่ายนี้มีเรียนใช่ไหมเดี๋ยวจะไปส่งจะได้ไม่ต้องขึ้นรถเมล์ ทีแรกเธอก็จะปฏิเสธ แต่พอนึกถึงคำพูดของป้าทับทิมก็เปลี่ยนใจเป็น “ขอบคุณค่ะ”

    นางเดินช็อปปิ้งเซ็งๆ หิ้วถุงเต็มสองมือ ขณะขึ้นบันไดเลื่อนก็เจอธนาธิปยืนรออยู่ที่หัวบันไดแล้ว ถามว่ามาได้ไงเนี่ย ธนาธิปตีหน้าตายบอกว่าบังเอิญเจอ นางงอนทำท่าจะไป เขาถามว่าเดี๋ยวนี้มีงอนด้วยหรือแล้วชวนไปทานข้าวกัน ให้เอาของไปไว้ที่รถตนและบอกคนขับของเธอให้กลับไปก่อน ไปบอกคุณแม่ด้วยว่าจะไปทานข้าวกับตนและเดี๋ยวจะไปส่งเอง

    ระหว่างทานข้าวเขาถามว่าเรียนจบตรีแล้วจะเรียนต่อโทเลยหรือเปล่า นางบอกว่าตนอยากเรียนแต่คุณพ่อบอกว่าให้ดูก่อน ธนาธิปดักคอว่าคุณพ่อเธอต้องมีแผนอยากให้เธอแต่งงานแน่เลย นางทำเสียงตกใจถามว่าใครจะแต่งกับตน

    “ใครจะไปรู้ อาจจะมีใครสักคนยอมเสี่ยง” นางถามว่าใคร เขาบอกว่าอาจเป็นคัมพลก็ได้เพราะเขาชอบเธอถามว่าคัมพลเคยบอกรักหรือเปล่า นางบอกว่าไม่เคยเขาถามอีกว่าแล้วพี่ชายเขาล่ะเห็นไปหาบ่อย

    “นางก็ไม่รู้ว่าพี่ทัศนัยชอบนางไหมดูไม่ออกค่ะ แต่ท่าทางคุณพ่อคุณแม่จะชอบ”

    ธนาธิปถามว่าตนจะไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่เธอได้ไหม นางถามว่าไปทำไมเอาไว้ตนจะถามให้ก็แล้วกัน เขาถามว่าเมื่อไหร่จึงจะได้คำตอบ นางประชดว่าเอาไว้บังเอิญเจอกันคราวหน้าดีไหม

    “ไม่ดี เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้เราพบกัน” นางตกใจ เขาถามว่าเลิกเรียนกี่โมง พอรู้ว่าบ่ายโมงก็โมเมว่า “ดี งั้นฉันจะไปรับที่มหาวิทยาลัย แล้วเราไปดูหนังกัน” นางอึกอักถามว่าจะดีหรือ “ดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่ที่ใจเราเอง แล้วเร็วๆนี้ฉันจะเข้าไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ของเธอด้วย”

    บทจะรุก ธนาธิปก็รวดเร็วปานกามนิตหนุ่มจนนางตั้งหลักไม่ทัน ทะเล้นไม่ออกไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา...

    ooooooo

    ที่ห้องนอนเด่นชาติ เขาเห็นเอมอรคิดเครียด ถามว่าคิดมากเรื่องอะไร เอมอรบอกว่าคิดเรื่องลูก เพราะอยู่ดีๆไม่รู้ธนาธิปมาจากไหนทั้งของฝาก มารับมาส่งแล้วพรุ่งนี้ยังจะมาหาอีก เด่นชาติถามว่าคิดว่าเขามาสนใจนางหรือ?

    เอมอรบอกว่าตนไม่กล้าฟันธงเพราะธนาธิปเป็นผู้ใหญ่บางทีอาจจะไม่ได้คิดอะไรก็ได้ ที่จริงตนก็ไม่ได้รังเกียจอะไร โก้ดีเสียอีกเพียงแต่ไม่แน่ใจท่าทีของเขา บางทีอาจจะแค่สนิทกันตอนอยู่ปีนังก็ได้ บ่นอย่างว้าวุ่นใจว่า

    “แล้วยังเรื่องตาทัศนัยอีก คัมพลเองก็ยังไม่รู้เรื่อง เอมว่ามันจะยุ่งไปกันใหญ่”

    “ไม่ยุ่งหรอกคุณอีกไม่นานยายนางก็ต้องหมั้นกับทัศนัยถึงตอนนั้นทุกคนก็ต้องรู้ โดยมารยาทก็ต้องหลบหายไปเอง”

    “คุณไม่เปลี่ยนใจแน่นะคะ”

    “ไม่...เรื่องอื่นผมยอมตามใจลูกทุกอย่างแต่เรื่องนี้ผมยอมไม่ได้ ยังไงยายนางก็ต้องแต่งงานกับทัศนัย”

    เด่นชาติเด็ดขาดจนเอมอรหวั่นใจไม่กล้าพูดต่อ ได้แต่นึกสงสารลูก

    ผู้ใหญ่มัวมะงุมมะงาหรามโนกันเอง หารู้ไม่ว่า คืนนี้ นางกับธนาธิปต่างไลน์ถึงกันก่อนนอนอย่างมีความสุข นางดูดอกกุหลาบขาวที่ธนาธิปให้แม้ดอกจะเหี่ยวไปแล้วแต่ใจนางยังแช่มชื่น ส่วนธนาธิปก็นอนดูตุ๊กตาลิงที่นางให้อย่างมีความสุข...

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เคน ธีรเดช" มาแน่ เซอร์ไพรส์ "ดวงตาที่ 3" ตอนจบ “เจมส์-มิว" ดีใจได้ร่วมงาน

    "เคน ธีรเดช" มาแน่ เซอร์ไพรส์ "ดวงตาที่ 3" ตอนจบ “เจมส์-มิว" ดีใจได้ร่วมงาน
    16 ต.ค. 2564

    01:25 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 เวลา 21:39 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์