ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

รากบุญ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พิสัยจิกตาแค้นเมื่อนึกถึงอดีต 20 ปีก่อน... เวลานั้น สารัชกับชูจิตยังไม่มีลูก ชูจิตจึงรับพิสัยในวัย 5–6 ขวบซึ่งเป็นน้องสุดท้อง ลูกหลงของพ่อกับแม่มาเลี้ยงดูอย่างดี มีของเล่นทันสมัยมากมาย

สารัชถามว่าเอาน้องมาเลี้ยงแทนลูกแบบนี้

เกิด เรามีลูกขึ้นมาเองเด็กจะไม่มีปัญหาหรือ ชูจิตเชื่อว่าไม่มี ตนอยากช่วยพ่อกับแม่เลี้ยงน้องเพราะท่านทั้งสองอายุมากแล้ว สารัชตามใจทั้งที่ไม่สบายใจนัก

ต่อมาชูจิตตั้งท้อง สารัชดีใจมาก ทะนุถนอมเธอจนพิสัยอิจฉาเด็กในท้อง เริ่มอารมณ์หงุดหงิดรุนแรงระบายอารมณ์กับคนรับใช้ จนไม่มีใครอยากเข้าใกล้

คิดถึงอดีตแล้ว พิสัยพึมพำอย่างเกลียดชัง “ถ้ามึงไม่มาเกิด ทุกอย่างก็ต้องเป็นของกู” คิดแล้วขึ้นรถขับออกไปเลย

เขา นัดพบปองกับย้งลูกน้องที่สนิทไปพบที่ผับแห่งหนึ่ง บอกทั้งสองว่ามีงานให้ทำ ถ้าทำสำเร็จจะมีเงินให้ใช้ แถมจะเลื่อนตำแหน่งให้ด้วย ปองกับย้งบอกว่ามีอะไรสั่งมาได้เลย ไม่ว่าจะให้สั่งสอนหรือสั่งเก็บ

“โดยเฉพาะไอ้คนที่มาแย่งห้องทำงานคุณไป

ก็ไม่น่าเอาไว้นะครับ” ปองทำหน้าเจ้าเล่ห์

“ยังไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก เอาแค่สั่งสอนก็พอ” พิสัยพูดนิ่งๆแต่แววตาร้ายกาจ

หลัง จากนั้นไม่กี่วัน ย้งกับปองก็สร้างกระแสปั่นพนักงานให้ลุกขึ้นมาประท้วงการมาทำงานของลาภิณ อ้างว่าบรรดาพนักงานผูกพันกับบริษัทและไม่พร้อมรับผู้บริหารใหม่ที่ไม่มี ประสบการณ์ ทั้งสองล่าลายเซ็นพนักงานได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นที่ห้องแต่งศพ ทั้งลุงทวี เจติยา และโอ้เอ้ไม่ยอมเซ็น ลุงทวีบอกว่า

“ฉันคงเซ็นให้ ไม่ได้หรอก คุณลาภิณเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วัน ฉันยังไม่เห็นว่าเขาจะสร้างความเสียหายอะไรเลย แล้วจะไปไล่เขาออกได้ยังไง”

“ลุงพูดอย่างนี้คิดจะเป็นศัตรูกับพวกฉันเหรอ” ย้งตะคอก

“พวก เราไม่อยากเป็นศัตรูกับใคร แต่ก็ไม่อยากเป็นเครื่องมือให้ใครด้วย พวกพี่ไปล่ารายชื่อที่อื่นเถอะ ที่ห้องแต่งศพไม่มีใครเซ็นให้หรอก” เจติยาตอบนิ่มแต่หนักแน่น

“อ๋อ...ลืมไปว่าที่แผนกนี้มีกิ๊กของท่านประธานคนเก่าอยู่ด้วย มิน่าถึงต้องปกป้องลูกเลี้ยงจนสุดตัว” ย้งเยาะเย้ย

เจ ติยาตบมันจนหน้าหัน พอมันหันจะเล่นงานเธอ โอ้เอ้ก็โผเข้ากอดมันไว้ร้องบอกลุงทวีกับเจติยาให้รีบหนีไปเร็วๆ ผลคือโอ้เอ้ถูกชกกลิ้งไป ลุงทวีหันมาร้องห้ามก็ถูกปองผลักกระเด็นล้มลง เจติยาโกรธมากคว้าน้ำยาฆ่าเชื้อสาดหน้ามันทั้งสองเต็มๆ มันปิดหน้าร้องลั่น เจติยารีบไปฉุดลุงทวีร้องบอกโอ้เอ้ “หนีเร็ว...”

พอปองกับย้งรู้ว่า ทั้งสามหนีไป มันวิ่งตามทั้งๆที่ยังแสบหน้าอยู่ มันวิ่งไล่มาดักหน้าทั้งสาม ย้งตะโกน “พวกมึงไม่รอดแน่” ส่วนปองเดินยิ้มเหี้ยมเข้าหาคำราม “มึงรู้จักพวกกูน้อยไปเสียแล้ว”

“งั้นช่วยแนะนำตัวหน่อยสิ ฉันจะได้รู้จักพวกนายมากขึ้น” ลาภิณเดินหน้านิ่งเข้ามาจ้องหน้ามันอย่างเอาเรื่อง ย้งกับปองหน้าเหลือสองนิ้ว ก้มหน้างุด

ooooooo

ลาภิณสั่งไล่ ย้งกับปองออก พิสัยไกล่เกลี่ยว่าเป็นเรื่องทะเลาะกันของพนักงาน ปรับความเข้าใจกันได้ก็ดีแล้วอย่าถึงกับต้องไล่ออกเลย ลาภิณหันไปถาม

เจติยาว่า เธอว่าอย่างไร

เจ ติยายืนยันว่าสองคนนี้มาหาเรื่องพวกตน ตนทำไปเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น ไม่เชื่อก็เอากล้องวงจรปิดมาเปิดดู ครู่เดียวโอ้เอ้ก็เอาแผ่นดิสก์มา ลาภิณชูให้ย้งกับปองดู บอกว่า “นี่เป็นภาพจากกล้องวงจรปิด”

“ส่วนหลักฐานรายชื่อที่สองคนนี้ไปล่ามาเพื่อหวังปลดคุณลาภิณ ลุงทวีเอาไปเก็บซ่อนไว้แล้ว” เจติยายิ้มอย่างเป็นต่อ

ลาภิ ณเปิดลิ้นชักหยิบเอกสารออกมาแฟ้มหนึ่งบอกว่านี่คือหลักฐานทุจริต ล้วนเป็นการทุจริตเบิกค่าโอทีเกิน สั่งของผิดสเปกและเอาของบริษัทไปใช้ส่วนตัว

ที่ตนหายไปสองสามวันก็เพราะไปหาหลักฐานเหล่านี้ ถามทั้งสองว่า

“ทีนี้ก็เลือกเอาแล้วกัน ว่าจะยอมโดนไล่ออกดีๆ หรือจะให้ฉันแจ้งตำรวจ”

ทั้งย้งและปองหน้าซีดเผือด ส่วนพิสัยหลบสายตาลาภิณอย่างเจ็บใจที่ลูกน้องทิ้งหลักฐานมัดตัวไว้มากมาย

เจติยามองหน้าลาภิณทึ่ง คิดไม่ถึงว่าเขาจะจริงจังจนหาหลักฐานมาเอาผิดกับพวกนี้ได้ขนาดนี้

ooooooo

พิสัย เจ็บใจที่ถูกลาภิณย้อนเกล็ด ด่าลูกน้อง ทั้งสองว่าทำตัวกร่างจนคนเขาเหม็นขี้หน้า ถึงได้ทำให้ลาภิณเล่นงานเอาได้ มันสองคนอ้อนวอนว่าอย่าทิ้ง พวกตน ถ้าตกงานมีหวังอดตายแน่

“คนอย่าง ฉันไม่เคยทิ้งลูกน้องอยู่แล้ว เดี๋ยวพวกแกไปทำงานที่โรงไม้ของฉันแทนแล้วกัน” พอทั้งสองยกมือไหว้แล้วออกไป พิสัยจิกตาคำราม “ไอ้ต้นมันไม่ใช่กระดูกอ่อนอย่างที่ฉันคิด ท่าจะประมาทไม่ได้เสียแล้ว”

ฝ่ายชูจิตแสดงความชื่นชมภูมิใจลาภิณที่ จัดการทุกอย่างได้เรียบร้อย ปริมฉอเลาะว่า “เก่งที่สุดเลยคุณต้น ทีนี้คนอื่นจะมาว่าคุณทำงานไม่เป็นไม่ได้แล้วนะคะ ที่ผ่านมาเป็นเพราะคุณต้นยังไม่มีเวทีให้แสดงฝีมือต่างหาก”

ส่วนลาภิณบอกว่าพิสัยคงไม่หยุดแค่นี้ ชูจิตติงลูกที่มองน้าในแง่ร้าย แต่ก็รับปากจะดูแลเรื่องนี้ให้เอง

เที่ยงนี้ ขณะเจติยา นิษฐา และนวัชนั่งทานก๋วยเตี๋ยวด้วยกัน เจติยาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่บริษัทให้ฟังแล้ว นิษฐาชมเปาะว่าลาภิณไม่เพียงแต่หล่อยังมีสมองด้วย เจติยา ยอมรับว่าตนเองก็ผิดคาดเหมือนกัน นวัชพูดแทรกขึ้นอย่างหมั่นไส้นิดๆว่า คนเขามีต้นทุนสูงก็ธรรมดาแหละ นิษฐาเลยแหย่ “น้ำเสียงเหมือนจะอิจฉาเลยเนอะ”

“พี่จะไปอิจฉาเขาทำไม พี่ภูมิใจที่พี่เป็นแบบนี้ แหละ” นวัชพูดเรียบๆ แล้วก้มหน้าก้มตากินก๋วยเตี๋ยวแต่แอบน้อยใจอยู่เหมือนกัน

เจติยาแอบมองทั้งสองยิ้มๆ รู้สึกนิษฐาจะแฮปปี้ที่ได้แหย่นวัชเล่น

ทันใดนั้น มีเสียงกรีดร้องอย่างตกใจสุดขีดของผู้หญิงแว่วมา นวัชลุกพรวดไปตามสัญชาตญาณตำรวจ ส่วน นิษฐาวิ่งตามไปติดๆตามวิสัยนักสังคมสงเคราะห์เจติยาถอนใจแล้วจึงลุกตามไป

เป็นเหตุการณ์ที่น้องออยเด็กหญิงวัย 7-8 ขวบถูกรถชนตาย คนขับชนแล้วหนีแต่ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ขณะนั้นเลย เจติยาเดินเข้ามา พลันก็เห็นศพน้องออยมองมาพูดว่า “บอกความจริง” เธอเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อรู้ว่านี่คืองานชิ้นใหม่ที่กล่องรากบุญมอบให้!

ooooooo

กลับถึงบ้าน เจติยามองกล่องรากบุญที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้าครุ่นคิด นึกถึงเรื่องที่คุยกับลุงทวีเมื่อตอนเย็น...

ลุงบอกว่าเธอจะหลีกเลี่ยงคำขอของวิญญาณพวกนั้นไม่ได้ เพราะถ้าเราไม่ทำหรือทำไม่สำเร็จภายในหนึ่งเดือนเราก็ต้องตาย เธอถามว่าแบบนี้เราก็เป็นทาสของกล่อง ต้องทำไปจนกว่าจะตายหรือหาเจ้าของใหม่ให้กล่องได้ใช่ไหม

“นั่นแหละ ลุงถึงได้ให้กล่องกับคุณสารัชทันทีที่รู้ว่าคุณสารัชเป็นมะเร็ง เพราะลุงเองก็กลัวเหมือนกันว่าสักวันต้องตายเพราะกล่องใบนี้ ถ้าหนูเจเริ่มกลัวก็มองหาเจ้าของคนใหม่สิ เลือกคนที่มีความปรารถนาแรงกล้าแล้วก็เป็นคนดีพอที่จะไม่ใช้กล่องใบนี้ไปในทางที่ผิด”

เจติยาติงว่า แบบนี้ก็เท่ากับมีทาสเพิ่มขึ้นอีกคน ตนไม่อยากทำอะไรแบบนี้แล้ว ลุงขอให้คิดเสียว่ากล่องนี้ให้ทำอะไรก็ทำแล้วกัน แถมยังได้อธิษฐานขออะไรก็ได้เป็นรางวัลอีก

“ลุงเข้าใจผิดแล้วค่ะ เจไม่ได้เครียดที่ต้องช่วยเหลือวิญญาณพวกนั้น แต่ที่เจไม่อยากทำ เพราะเจคิดว่า การทำความดีต้องมาจากใจจริง ไม่ใช่การบังคับหรือการเอาพรวิเศษมาล่อแบบที่กล่องรากบุญทำอยู่”

ลุงทวีมองอึ้งบอกว่าไม่เคยเห็นใครคิดแบบเธอ เจติยาถามว่า ถ้าตนช่วยเหลือวิญญาณพวกนั้นต่อไป แต่ไม่ขอพรอะไรอีกจะเป็นอะไรหรือเปล่า

“ลุงก็ไม่รู้เหมือนกัน ขนาดคุณสารัชที่ท่านมีพร้อมทุกอย่างจนไม่รู้จะขออะไรอีกแล้ว ก็ยังขอในสิ่งเล็กๆน้อยๆไปเรื่อยเปื่อย เพื่อให้กล่องมันทำหน้าที่ของมันต่อไป”

ฟังลุงทวีแล้ว กลับมานั่งมองกล่องรากบุญ ครุ่นคิดว่าตนจะทำอย่างไรกับกล่องนี้ดี? หยิบกล่องมาถือ บอกกล่องว่า

“ฉันจะไม่ยอมตกเป็นทาสของแก แม่ฉันหายป่วย ฉันก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว สิ่งอื่นที่ฉันอยากได้ ฉันจะหามาด้วยนํ้าพักนํ้าแรงของฉันเอง ไม่มีอะไรที่ฉันจะขอจากแกอีกแล้ว เข้าใจเสียด้วย”

เจติยาวางกล่องไว้บนโต๊ะเดินไปเข้าห้องนํ้า พลันกล่องก็มีเงาดำทะมึนไหววูบวาบ รูปหน้ายักษ์บนฝากล่อง เปล่งแสงสีแดงฉานจากดวงตาเหมือนไม่พอใจความคิดของเจติยามาก

ooooooo

น้องออยตามมาทวงเจติยาถึงบ้านว่าสัญญากับตนแล้วว่าจะบอกความจริงให้ทุกคนรู้ว่าใครเป็นคนขับรถชนตน น้องออยบอกเป็นแนวทางว่า “รถสีดำคันนั้น”

เช้านี้เธอรีบไปหานวัชที่หน้าบ้าน ถามความคืบหน้าเกี่ยวกับรถที่ชนน้องออยแล้วหนีว่ามีอะไรไหม นวัชบอกว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์สักคน เธอถามว่า แถวนั้นมีกล้องวงจรปิดไหม และช่วงเวลาที่เกิดเหตุมีรถสีดำผ่านไปบ้างรึเปล่า

“ทำไมต้องรถสีดำด้วยล่ะ เจรู้อะไรมาเหรอ” นวัชเอะใจ เจติยาเฉไฉกลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวไปเรียน

ที่มหาวิทยาลัยนี่เอง เจติยากับนิษฐาเจอกับเอียดหรือกุลธิดาที่เพิ่งกลับจากสวิส ทักทายกันแล้วเอียดขอตัวไปเรียน พอเอียดไป ลาภิณที่มาบรรยายเรื่องธุรกิจเกี่ยวกับศพให้นักศึกษาฟังก็เข้ามาทัก

ทันใดนั้น นักศึกษาคนหนึ่งเข้ามาถามหน้าตาตื่นตกใจว่า เจติยากับนิษฐาเป็นเพื่อนกับเอียดใช่ไหม บอกว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว เพราะภัสสรเพื่อนตนหาว่าเอียดแย่งแฟน เลยเอามีดขู่พาเอียดไปที่ดาดฟ้า

เจติยาให้นิษฐาซึ่งรู้จักบอยแฟนของภัสสรรีบไปตามเขามา นิษฐาหันไปบอกเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งให้ไปตามอาจารย์มาเร็วๆ ลาภิณเห็นยังมีเวลา เขาจึงตามเจติยาไปด้วย

ปรากฏว่าลาภิณช่วยพูดหว่านล้อมเกลี้ยกล่อมภัสสรให้ไตร่ตรองถึงความผิดชอบชั่วดี อย่าต้องติดคุกเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ให้คิดถึงพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงว่าจะเสียใจแค่ไหนถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้น

บอยมาถึง เขาขอร้องเอียดอย่าเอาเรื่องภัสสรเลย ทั้งหมดเป็นความผิดของตนเอง ต่อไปตนจะไม่ยุ่งกับเอียดอีกแล้ว

เจติยากับนิษฐาก็ช่วยกันเกลี้ยกล่อม จนเมื่ออาจารย์วิเชียรมา อาจารย์เตือนสติว่า ไม่อยากให้ทั้งสองต้องมีประวัติด่างพร้อยเพราะเรื่องแบบนี้ เมื่อภัสสรฟังบอยและทุกคนแล้วอารมณ์จึงผ่อนคลายลง แต่เอียดโกรธจะเอาเรื่อง จนเมื่อทุกคนช่วยกันหว่านล้อมว่าภัสสรสำนึกผิดแล้วเอียดจึงยอมไม่เอาเรื่อง

หลังจากลาภิณไปบรรยายเสร็จ มาเจอเจติยาที่หน้าตึกเรียน เขาพูดทึ่งแกมขำว่า

“จะว่าไปเธอนี่ก็เก่งนะ ฉันเจอเธอทีไรมีแต่เรื่องตลอด แต่เธอก็เอาตัวรอดมาได้ทุกที”

“เป็นคำชมที่ดูทะแม่งๆนะคะ แต่ก็ขอบคุณค่ะ ความจริงงานนี้ฉันมัวแต่ห่วงเพื่อน ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ถ้าไม่ได้คุณช่วยก็คงแย่”

ขณะนั้นเอง วิญญาณน้องออยมาสะกิดเจติยา ชี้ให้ดูรถสีดำที่ชนตน เธอหันมองแล้วแทบช็อก เพราะเห็นอาจารย์วิเชียรกำลังขึ้นรถคันนั้นพอดี!

เป็นเรื่องที่รู้แล้วทั้งกดดันและลำบากใจอย่างที่สุด เมื่อคนร้ายคืออาจารย์ของตัวเอง! เจติยาจึงไม่กล้าบอกความจริงแก่นวัชและนิษฐา เธอเล่าแต่เพียงเลาๆเป็นนัยๆ จนน้องออยทนไม่ได้ ปรากฏตัวมาต่อว่าที่เธอผิดสัญญา น้องออยอาละวาดจนเจติยาขู่ว่าถ้าไม่มีเหตุผลแบบนี้ต่อไปจะไม่ช่วยเหลืออะไรอีกแล้ว น้องออยเลย หายตัวไป

ยังไม่ทันหายปวดหัวกับเรื่องน้องออย เช้านี้ เจติยาก็ต้องปวดหัวหนักขึ้นไปอีก เมื่อครูที่โรงเรียนนทีมาตามที่บ้าน บอกเจติยาว่านทีขาดเรียนติดต่อกันบ่อยมาก จนจะหมดสิทธิ์สอบแล้ว ถามว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า

ที่แท้นทีไปมั่วสุมกับเพื่อนเล่นพนันบอลกันที่ห้องพัก เจติยาตามไปลากตัวกลับมา ดุด่าว่ากล่าวที่นทีทำตัวเหลวไหลไม่ไปเรียนหนังสือ ถ้าไม่รักดีแบบนี้ ต่อไปจะไม่ยุ่งด้วยแล้ว สตางค์แดงเดียวก็ไม่ให้

นทีอวดดีตามเคย บอกว่าไม่ให้ก็ไม่เอา แล้วเดินย้อนกลับไปที่ห้องเพื่อนอย่างท้าทาย

ooooooo

แม้ว่าลาภิณจะจับการทุจริตโกงบริษัทนิราลัยด้วยการตั้งบริษัทค้าไม้ทำโลงศพขึ้นมาขายไม้ไม่มีคุณภาพและราคาแพงจนบริษัทเสียหาย แต่ชูจิตก็ปกป้องน้องชาย บอกลาภิณว่าเรื่องนี้เดี๋ยวแม่จัดการเอง

ปริมเองก็รับไม่ได้กับการปกป้องน้องชายของชูจิต ลาภิณบอกว่าคุณแม่รักน้องชายเหมือนลูก ยิ่งตากับยายเสียไปก็ยิ่งสงสารน้อง ตามใจทุกอย่าง ปริมสงสัยว่าลาภิณกับพิสัยวัยใกล้เคียงกันน่าจะสนิทกัน แต่ทำไมกลับไม่ลงรอยกันเลย

“เรื่องนี้ต้องถามน้าพิสัยเขาดูว่าทำไมเขาถึงได้จงเกลียดจงชังผมนัก” พูดแล้วลาภิณก็นึกถึงอดีต...

เวลานั้นเขาอายุ 10 ขวบ แต่พิสัยในวัย 15-16 พิสัยกลั่นแกล้งลาภิณ แต่เมื่อมีเรื่องถึงชูจิต เขาก็โยนความผิดทั้งหมดให้ลาภิณ ซึ่งลาภิณเองก็ไม่กล้าโต้เถียงเพราะเล็กกว่าและถูกขู่ตลอดมาว่าขืนปากโป้งจะโดนเชือด!

จนกระทั่งลาภิณอายุ 15 ปี พิสัยก็วางแผนให้ชูจิตส่งลาภิณไปเรียนเมืองนอกเพื่อขจัดเสี้ยนหนามของตน ลาภิณรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของน้า ดังนั้น เขาพูดอย่างหมายมาดว่า

“น้าจำไว้เลย ผมรู้ว่าน้าคิดจะทำอะไร ผมไม่มีวัน ยอมให้น้าทำสำเร็จหรอก”

ooooooo

หลังจากเปิดเผยข้อมูลเรื่องรถอาจารย์วิเชียรชนน้องออยเสียชีวิตแล้ว นวัชเร่งมือหาหลักฐานมัดตัวอาจารย์ทั้งจากกล้องวงจรปิด ไปจนถึงอู่ที่อาจารย์เอารถไปซ่อมทำลายร่องรอยหลักฐานการชน

เมื่อได้หลักฐานชนิดดิ้นไม่หลุดแล้ว วันหนึ่ง เจติยาก็เข้าไปคุยกับอาจารย์หมายให้รับสารภาพเสีย เพราะตำรวจได้หลักฐานหมดแล้ว อาจารย์โวยวายหาว่าเจติยาใส่ความตน น้องออยทนไม่ไหวอาละวาดใส่อาจารย์ จนอาจารย์ทั้งเจ็บทั้งกลัว ยอมรับสารภาพว่าตนเป็นคนขับรถชนน้องออยเอง

กลับถึงห้องนอนคืนนี้ เจติยาจ้องกล่องรากบุญอย่างครุ่นคิด หยิบเหรียญติดที่ข้างกล่องอันหนึ่ง พึมพำ...

“ทุกอย่างเป็นเพราะแก แกบันดาลให้มันเกิดขึ้นใช่ไหม แต่ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะแกหรืออะไรก็ตาม ฉันก็จะไม่ขออะไรจากแกอีกแล้ว”

พูดแล้วเดินออกไป ทันใดนั้น นัยน์ตายักษ์บนกล่องแดงวาบขึ้น มีเงาดำทะมึนลอยออกจากกล่องและขยายขึ้นเป็นเงาดำรูปคน ดวงตาแดงกํ่า มองตามเจติยา ไปอย่างน่ากลัว

ooooooo

นทียังคงเล่นพนันบอลอย่างบ้าคลั่ง เมื่อเล่นเสียไม่มีเงินจ่าย ก็ถูกนักเลงตามล่าทวงหนี้ จนต้องไปขอเงินจากแม่สองหมื่น แม่บอกว่าเงินมากขนาดนี้แม่จะเอามาจากไหน ถามว่าเอาไปทำอะไรก็ไม่ยอมบอก หุนหันเดินออกไป

แต่พอเดินถึงกลางซอยก็ถูกลูกน้องโชคมาดักเอาเงิน เมื่อไม่ได้ก็ซ้อมจนสะบักสะบอมก่อนพากันหนี ทิ้งนทีกองกับพื้นตรงนั้น เจติยากลับมาเจอ เธอวิ่งไปดูน้อง ถามว่าไปมีเรื่องกับพวกนั้นได้ยังไง มยุรีวิ่งตามมา ถามอย่างตกใจว่า

“เกี่ยวกับเงินสองหมื่นที่ลูกขอแม่เมื่อเช้ารึเปล่า”

เมื่อถูกคาดคั้นหนัก นทีสารภาพว่าตนกับเพื่อนเล่นพนันบอลแล้วเสีย เพื่อนหนีไป พวกมันเลยมาซ้อมตน ฟังแล้วเจติยายิ่งโมโห ทั้งด่าทั้งสั่งสอน แต่แม่กลับโอ๋ปกป้องเป็นห่วงนที บอกว่า

“ไม่ต้องกลัวนะลูก แม่ต้องหาเงินไปใช้หนี้พวกมันให้ได้ แม่ไม่ยอมให้พวกมันมาทำร้ายลูกอีก พลาดคราวนี้ถือเป็นบทเรียน อย่าผิดซํ้าสองอีกนะลูก”

“ครับแม่” นทีรับคำหน้าจ๋อย แต่แอบถอนใจอย่างโล่งอกที่แม่ช่วยอีกตามเคย

ooooooo

รุ่งขึ้น เจติยาปรับทุกข์กับลุงทวี มีโอ้เอ้เสนอหน้ามานั่งฟังด้วย พอดีลาภิณมาสั่งงาน เจติยาจึงขอตัวไปทำงาน เขาถามลุงทวีว่าทำไมเจติยาหน้าเครียดๆ ตะล่อมถามจนลุงทวีกับโอ้เอ้เล่าให้ฟัง
ลาภิณเดินเข้าไปหาเจติยา ถามว่ามีอะไรจะให้ช่วยไหม เธอขอบคุณ แต่ไม่ต้อง เรื่องในครอบครัวตนจัดการเองได้

“อย่าหยิ่งนักเลยน่า เงินสองหมื่นสำหรับฉันมันเรื่องเล็ก” เขาเอาเงินให้ บอกว่ามีเมื่อไหร่ค่อยใช้ เมื่อเธอยืนกรานไม่รับ เขาแกล้งพูดว่า “ที่ให้เนี่ยไม่ได้พิศวาสอะไรเธอหรอกนะ แต่กลัวเธอเครียดไม่มีกะใจทำงานให้ฉัน งานแต่งศพเป็นงานศิลปะ ต้องประณีต พนักงานมีปัญหาหนักอกอยู่แบบนี้ไม่มีทางทำงานออกมาได้ดีหรอก”

เห็นเธอลังเล เขาจับมือเธอเอาเงินให้ บอกว่ามีเมื่อไหร่ค่อยใช้ ปริมเข้ามาเห็นพอดี พูดประชดว่า

“ทิปหนักจังเลยนะคะ ไปปรนนิบัติกันอีท่าไหนคะถึงได้ถูกอกถูกใจให้เงินเป็นปึกขนาดนี้”

“ฉันบอกแล้วใช่ไหมคะว่าไม่เอา อย่ามายุ่ง” เธอเอาเงินคืนให้ลาภิณ แล้วเดินเลี่ยงไปอย่างหงุดหงิด ส่วนปริมยืนกอดอกมองหน้าลาภิณรอคำตอบ เขาได้แต่ถอนใจยาวออกมา

ลาภิณตามไปง้อปริม แต่เธอเล่นตัวยื่นคำขาดว่าเขาต้องเลิกสุงสิงกับเจติยา เท่านั้นพอทำเนา แต่เธอยังลามปามไปถึงพ่อเขาว่า “ลูกกับพ่อเทสต์คงไม่ต่างกันเท่าไรหรอก”

หลังจากนั้นไม่นาน เจติยาก็ถูกชูจิตเรียกไปพบที่ห้องทำงาน ซึ่งลาภิณกับปริมนั่งทะเลาะกันอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเจติยาเข้ามา ชูจิตอ้างว่าการได้หุ้นจากสารัชไปสิบเปอร์เซ็นต์ก็มีเสียงซุบซิบกันมากพอแล้ว ยังมาเกิดเรื่องแบบนี้อีก ตนต้องตัดไฟแต่ต้นลม ให้เธอออกจากงานเสีย

เจติยาตอบตกลงทันที ทั้งยังคืนหุ้นทั้งหมดให้ด้วย ยํ้าก่อนออกไปว่า “ดิฉันลาออกนะคะ ไม่ใช่ไล่ออก ดิฉันไม่อยากให้เสียประวัติ” พูดแล้วไหว้ลาชูจิต เดินคอแข็งออกไปไม่สนใจลาภิณแม้แต่น้อย

ลาภิณไม่พอใจที่ต้องเสียพนักงานเก่งๆอย่าง เจติยาไปเพราะความหึงไม่เข้าท่าของปริม เธอกลับพูดอย่างอวดดีว่า เรามีเงินจะหาพนักงานเก่งแค่ไหนก็ได้ แต่พอลาภิณให้หาคนที่ทำงานได้อย่างเจติยา เธอก็อึกอัก ถามว่าตนหวงแฟนผิดด้วยหรือ

“การเป็นแฟนของเรามันพัฒนามาจากความเป็นเพื่อนนะปริม แล้วตอนที่เราเป็นเพื่อนกัน เรามีความสุขมากกว่าตอนนี้เยอะ ถ้าจะต้องหวาดระแวงไม่ไว้ใจกันแบบนี้ เรากลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ผมว่าน่าจะมีความสุขกว่า”

พิสัยแอบฟังอยู่ เขายิ้มร้ายอย่างมีแผนการ

ooooooo

เมื่อลุงทวีกับโอ้เอ้รู้ว่าเจติยาลาออกจากงานแล้ว ต่างแสดงความเป็นห่วงและเสียดาย โอ้เอ้ถามว่าแล้วเธอจะเอาเงินที่ไหนใช้ เจติยาบอกว่าตอนนี้ แม่หายแล้ว ใช้เงินไม่มาก ส่วนนทีก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องได้รับบทเรียนเสียบ้าง

แต่ในที่สุดเธอก็ต้องรับจะใช้หนี้ให้นที เมื่อเห็นแม่จะเอาแหวนแต่งงานไปจำนำเอาเงินมารวมกับที่มีอยู่ใช้หนี้ให้นที แม่พูดทั้งน้ำตาว่าถ้าไม่ให้แม่ช่วยน้องแล้วน้องต้องถูกฆ่าก็ให้เจฆ่าแม่เสียเลย จะได้ไม่ต้องรู้ต้องเห็นอะไรอีก

เจติยาถามนทีว่าจะเจอหัวหน้านักเลงนั่นได้ที่ไหน พอรู้ก็ไปหา มันคือโชค ขลุกอยู่ในร้านสนุ้กเกอร์ เธอเข้าไปต่อรองขอผ่อนหนี้เป็นงวดๆ มันยอมแต่ต้องเสียดอก กำหนดเวลาให้สองอาทิตย์และต้องเอามาสองหมื่นสอง เจติยาจำต้องรับตามเงื่อนไขมันอย่างไม่มีทางต่อรองอะไรได้อีก เพราะหากมีปัญหา นทีอาจถึงตาย

แต่ไม่ทันข้ามวัน เจติยาก็ได้รับข่าวจากตำรวจที่มาบอกนวัชว่ามีการฆ่ากันตายที่โรงสนุ้กฯซอย 5ซึ่งเป็นซอยที่เธอไปหาโชคนั่นเอง และเมื่อนวัชไปสถานที่เกิดเหตุ เจติยาตามไปด้วย จึงรู้ชัดว่าคนถูกแทงตายคือโชคจริงๆ

โชคเป็นศัตรูตัวฉกาจที่จะฆ่าน้อง แต่พอมันตาย ศพมันกลับขอเธอว่า “บอกความจริง” เจติยาถึงกับหลับตาปี๋อย่างทำใจไม่ได้

ooooooo

วันนี้ ลาภิณไปทานข้าวกับปริมและคุณพ่อเธอที่เป็นรัฐมนตรี ปริมอ้อนพ่อให้ทานเยอะๆ เพราะนับแต่รับตำแหน่งมาผอมไปเยอะ ท่านพูดทีเล่นทีจริงว่าถ้าอยากเสริมดวงพ่อ ก็รีบมีข่าวมงคลให้พ่อเร็วๆสิ ปริมยิ้มเขินชม้ายไปทางลาภิณ แต่เขากลับบอกคุณพ่อเธอว่า

“คงอีกนานครับคุณพ่อ งานที่บริษัทผมยังยุ่งๆอยู่เลย”

ปริมหน้าเสีย เมื่อออกมา เธอถามว่าทำไมตอบคุณพ่อไปอย่างนี้ เขาย้อนถามว่าแล้วจะให้ตนโกหกหรือไง ปริมพยายามจะคุยเรื่องนี้อีก ลาภิณตัดบทว่า

“อย่าเพิ่งคุยกันเลย ผมเหนื่อยจะทะเลาะ ผมมีงานต้องใช้สมองรอให้สะสางอีกเยอะ”

ผลคือปริมงอน ไม่ยอมขึ้นรถเขากลับ บอกว่า “ปริมกลับเองได้ค่ะ” แต่พอลาภิณขับรถกลับไป เธอมองอย่างเจ็บใจที่เขาไม่ง้อตนเหมือนเคย

ลาภิณกลับไปที่ห้องแต่งศพ เขาหนักใจเมื่อรู้จากลุงทวีว่าคนใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามาลาออกไปแล้ว บอกเขาว่า

“งานนี้ถ้ารังเกียจหรือกลัว มันทำไม่ได้หรอกครับ ผมก็หวังว่า ดวงบริษัทเราจะดี ได้เจอพนักงานอย่างหนูเจอีกสักคนเร็วๆนี้นะครับ ไม่งั้นผมรับรองได้เลย อีกไม่นานงานต้องสะดุดแน่ๆ”

ฟังลุงทวีแล้ว ลาภิณยิ่งเครียด เพราะจะหาคนทำงานที่เพียบพร้อม ขยันและเข้มแข็งอย่างเจติยานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ooooooo

นทีดีอยู่ไม่กี่วันก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม มีท่าทียโสกับเจติยา ถือว่าเจติยาไม่ได้ช่วยอะไรเพราะโชคถูกคนอื่นฆ่าตาย เจติยาพูดอะไรก็ไม่ฟังและกลับไปมั่วสุมพนันบอลกันอีกตามเดิม

วิญญาณโชคตามหลอกหลอนจนนทีแทบจับไข้หัวโกร๋น คืนนี้ถึงกับไปขอนอนกับเจติยา บอกว่าถูกผีนายโชคตามหลอกหลอน เจติยาเองก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้สัมผัสกับอะไรบางอย่าง แต่พอมองไปก็ไม่เห็นอะไร

เจติยาให้นิษฐาช่วยสืบประวัตินายโชค ได้ความว่า นายโชคเป็นคนไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน เมื่อก่อนเป็นเด็กจรจัดอยู่ในชุมชน ตอนตายจึงไม่มีใครสนใจ บอกแล้วถามเจติยาว่าจะเอาข้อมูลไปทำอะไร

“ก็เผื่อจะได้เอาไปปะติดปะต่อตามหาตัวคนฆ่าเขาได้ไง” เจติยาตอบขรึมๆถูกนิษฐาแซวว่าดูท่าจะสนใจสอบสวนสืบสวนโน่นนี่มาก คิดจะเป็นแฟนหมวดรึไง หยอกแกมหยิกเพื่อนว่า เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอีกตัวแล้ว...

บ่ายนี้เอง เจติยาเปิดกล่องข้าวจะกินก็เจอหนอนไต่ยั้วเยี้ยไปหมด เธอเชื่อว่าถูกผีนายโชคแกล้งแน่ แล้วก็จริง เมื่อผีนายโชคตะคอกถามว่า “ทำไมไม่ตามหาคนที่ฆ่าฉันตาย...เธอผิดสัญญา”

เจติยาบอกว่าตนกำลังทำอยู่ แต่ไม่มีเบาะแสอะไรสักอย่างแม้แต่ตัวมันเองก็ยังไม่รู้เลยเพราะถูกแทงข้างหลังทะลุอก

“มันเป็นหน้าที่ของเธอ เธอจะใช้วิธีไหนก็ได้ เธอต้องหาตัวมันมา...ภายในหนึ่งเดือน ถ้าเธอไม่ได้มันมา เธอต้องตาย”

พอมันพูดจบมีพนักงานเดินเข้ามา วิญญาณนายโชคเลยหายไป เจติยาเจ็บใจมากที่ถูกผีนายโชคขู่เอาแบบนี้

ooooooo

ปริมมาฟ้องชูจิตที่ถูกลาภิณหมางเมิน เมื่อเขากลับมาจึงถูกแม่เรียกไปสั่งว่าต่อจากนี้ต้องเอาใจใส่ปริมมากกว่านี้ เขาถามว่าปริมมาฟ้องหรือ

ลาภิณชี้แจงกับแม่ว่าตนไม่มีเวลาง้องอนใคร หยิบเอกสารมาให้แม่ดูว่างานมากมายแค่ไหน บอกแม่ว่า

“ตั้งแต่เจติยาลาออกไป งานตกแต่งทำความสะอาดศพมีปัญหาตลอด เพราะพนักงานไม่พอ ลุงทวีแกโหมงานทั้งวันทั้งคืนไม่ไหวหรอกนะครับ ลูกค้าทำหนังสือตำหนิบริษัทของเรามาหลายรายแล้วนะครับ แบบนี้แล้วคุณแม่ยังจะให้ผมไปคอยเอาอกเอาใจปริมเขาอีกเหรอครับ”

ชูจิตบอกว่าตนจะมาดูแลงานนี้เอง ให้เขาไปดูแลปริมให้ดี ย้ำว่า “แม่ไม่อยากให้ลูกเสียคนดีพร้อมกับลูกทุกด้านอย่างหนูปริมไป”

ชูจิตไปทำงานได้ไม่เท่าไร ก็ถูกลูกค้าตำหนิต่อว่าอย่างรุนแรงที่ทำงานได้ไม่ทันเวลา เห็นความเศร้าโศกของครอบครัวตนเป็นของเล่นรึไง

“เราไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยนะคะ พนักงานของเรากำลังเร่งมืออยู่ เราให้ความสำคัญกับศพพี่ชายคุณมากนะคะ นี่ต้องรอช่างแต่งศพมือหนึ่งของเราทำงานให้ ช้าหน่อยแต่รับรองผลงานออกมาดีที่สุดแน่นอนค่ะ” ฟังแล้วลูกค้าท่าทีอ่อนลง ชูจิตฝืนยิ้มอย่างเอาใจ

จากนั้นชูจิตเรียกลุงทวีมาที่ห้อง ลุงทวีขอโทษที่ทำงานไม่ทันจริงๆ เพราะตนกับโอ้เอ้ทำไม่ไหว คนงานที่หามาให้ก็ทำงานไม่ทันข้ามวันก็ลาออกกันหมด แล้วลุงทวีก็บอกตรงๆว่า

“อย่าหาว่าผมก้าวก่ายเลยนะครับคุณชูจิต ผมก็อยู่กับศพมาเป็นสิบๆปียังไม่เคยเห็นใครทำงานได้ดี แล้วก็ไม่รังเกียจศพเหมือนหนูเจติยาเลย เธอทำงานด้วยหัวใจ ไม่ใช่สักแต่ทำตามหน้าที่เพื่อเอาเงินไปวันๆ”

ชูจิตเริ่มสนใจฟังจริงจัง ลุงทวีเสนอว่า

“ผมว่าเวลาคับขันแบบนี้ คุณชูจิตน่าจะให้คุณลาภิณไปขอร้องให้หนูเจกลับมาทำงานช่วยเราไปพลางก่อนนะครับ”

“บริษัทนิราลัยเปิดกิจการมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณสารัช ฉันก็ไม่เห็นว่าจะต้องมีเด็กคนนี้ นิราลัยก็เจริญรุ่งเรืองมาได้”

“ใช่ครับ แต่ตอนนั้นนิราลัยยังไม่ใช่บริษัทใหญ่โตอย่างทุกวันนี้ แล้วก็เน้นแต่ทำโลงศพมากกว่า งานสวดศพแบบที่เราทำก็เพิ่งเป็นที่ยอมรับ ลูกค้าสนใจมากขึ้น คุณชูจิตก็เห็นแล้วนี่ครับว่างานมันยุ่งแค่ไหน”

ชูจิตหน้าเจื่อน รู้ตัวว่าไม่มีทางเลือกแล้ว

“ถ้าเรายังไม่ได้พนักงานเก่งๆ อย่างหนูเจมาช่วยกู้สถานการณ์ไว้ก่อน บริษัทก็จะยิ่งประสบปัญหาสะสมหนักขึ้นเรื่อยๆนะครับ ปล่อยไว้แบบนี้ ผมกลัวว่าคุณลาภิณจะเอาไม่อยู่นะครับ”

ในที่สุด ชูจิตที่เจอความเห็นรุนแรงจากลูกค้ามาหยกๆ ก็ยอมรับข้อเสนอของลุงทวี

เย็นนี้เอง ลาภิณไปที่บ้านเจติยา เจอมยุรีอยู่บ้านคนเดียว บอกว่าเจติยาไปรับจ๊อบข้างนอก ถามเขาว่ามีเรื่องอะไรเร่งด่วนหรือเปล่า

“จะว่าเร่งก็เร่งครับ คือทางบริษัทอยากได้ตัวเจติยากลับไปช่วยงานทันทีครับ”

“จริงเหรอคะ ไม่โกรธที่ลูกสาวดิฉันทิฐิขอลาออกมาเหรอคะ” มยุรีดีใจมาก

“ไม่เลยครับ คุณแม่พอจะบอกได้ไหมครับว่าผมจะเจอเจติยาได้ที่ไหน”

เขามองหน้ามยุรีลุ้นรอคำตอบอย่างมีความหวัง

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“คิมเบอร์ลี่” สลับคาแรกเตอร์ ปรับอารมณ์แฝดดราม่า ฉากสุดหิน ใน "สองเสน่หา"

“คิมเบอร์ลี่” สลับคาแรกเตอร์ ปรับอารมณ์แฝดดราม่า ฉากสุดหิน ใน "สองเสน่หา"
19 พ.ค. 2564

01:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2564 เวลา 01:55 น.