สมาชิก

มณีสวาท

ตอนที่ 2

เฟื่องวลีนั่งทานอาหารอย่างหงุดหงิด นึกเคืองภุชคินทร์ที่ปล่อยให้อยู่คนเดียว เหลือบเห็นเจ้าอุรคาเข้าร้านมาด้วยมาดนางพญา ทันใดนั้น...เสียงระเบิดดังขึ้น ควันสีขาวพวยพุ่งไปทั่วร้าน ผู้คนหนีกันอลหม่าน ภุชคินทร์วิ่งสวนไปด้านใน ได้ยินเสียงเฟื่องวลีกรี๊ดลั่น ราชนิกุลหนุ่มมองหาเจ้าอุรคาแต่ไม่พบ มีเพียงร่างแน่นิ่งจมกองเลือดของเสี่ยปิง!

ร้านอาหารหรูกลายเป็นสถานที่ห้ามเข้า ไพศิษฐ์พร้อมกองกำลังเสริมและกองทัพนักข่าวมาถึงไม่นานหลังจากนั้น เฟื่องวลีร้องไห้จนน่ารำคาญ เกาะแขนภุชคินทร์ไม่ยอมปล่อย สุบรรณมาถึงที่เกิดเหตุพร้อมอำนาจ อ้างว่านั่งรถผ่านจึงแวะดู นักข่าวรุมล้อมสัมภาษณ์นักการเมืองหนุ่มเกี่ยวกับเสี่ยปิง เพราะมีข้อมูลว่าเคยสนิทสนมกันมาก่อน

“ท่านสุบรรณพอจะทราบสาเหตุการตายไหมครับ เพราะก่อนตายมีคนได้ยินเสี่ยปิงพูดว่าสนิทกับท่านมาก”

“ผมเป็นคนของประชาชน เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนรู้จักผม แต่คงไม่ถึงขั้นสนิทอย่างผู้ตายบอก แต่ผมจะไม่ทิ้งคดีนี้แน่นอน จะกำชับเจ้าหน้าที่ให้ทำงานอย่างเต็มที่เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์”

สุบรรณตัดบทและเดินแหวกกลุ่มนักข่าวไปดูที่เกิดเหตุ ปรายตามองภุชคินทร์เล็กน้อยแต่ไม่สนใจจะทัก เฟื่องวลีโวยวายไม่หยุดจนราชนิกุลหนุ่มเหลืออด ไล่ให้กลับบ้าน ส่วนเขาจะอยู่ช่วยไพศิษฐ์สืบเรื่องคดี เฟื่องวลีฮึดฮัดออกไปแล้ว ไพศิษฐ์พาเพื่อนเดินวนรอบร้านอาหารและเล่าผลการตรวจสอบเบื้องต้น

“ฝีมือคนร้ายไม่ธรรมดา สามารถจัดการเหยื่อได้ภายในไม่กี่วินาที ไม่มีพลาด แล้วก็ไม่มีใครโดนลูกหลง”

“แสดงว่าคนร้ายถูกฝึกมาอย่างดีเพื่อให้มาฆ่าคน”

“ใช่...ระเบิดควันที่ใช้ก็น่าจะทำขึ้นเฉพาะกลุ่ม นายอยู่ที่เกิดเหตุ พอจะเห็นใครน่าสงสัยบ้างไหม”

“มีแต่ที่ฉันสงสัยเอง เจ้าอุรคากับผู้ชายคนหนึ่งอยู่ที่นี่ตอนเกิดเหตุ แต่หลังเกิดเหตุ...สองคนนั้นก็หายไป”

สองหนุ่มเพื่อนซี้มองหน้ากันเครียดๆ...หรือว่าเจ้าหญิงต่างแดนกับคู่ควงจะเป็นฆาตกร...

ข้อสงสัยเกี่ยวกับเจ้าอุรคาถูกนำกลับมาหารือใหม่ในวันถัดมาที่วังนาเคนทร์ ภุชคินทร์หยิบผ้าพันคอของราชนิกุลสาวมาดูอย่างพินิจ คาใจกับท่าทีแปลกๆและการหายตัวไปอย่างลึกลับของเธอกับคู่ควง อดไม่ได้จะเชื่อมโยงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เธอหายไปจากโรงพยาบาลโดยไม่มีใครรู้เห็น ไพศิษฐ์พยักหน้าช้าๆอย่างเห็นด้วย

“ก็น่าคิดนะ...เพราะในที่เกิดเหตุนอกจากเสี่ยปิงที่ตาย ก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แถมเจ้าอุรคาก็หายไปอีก”

นารีวรรณเดินหน้าตื่นมาพร้อมกับพะนอฤดี บอกว่าเพื่อนเคยเห็นเสี่ยปิงที่คาเฟ่ก่อนถูกฆ่าตาย สองหนุ่มมองหน้ากันอย่างตื่นเต้น ซักไซ้เรื่องราวจากพะนอฤดีอย่างสนใจ

“ก่อนตายเสี่ยปิงเห็นงูด้วยค่ะ เหมือนที่ฤดีเคยเห็น แต่น่าแปลก...เพราะจู่ๆงูตัวนั้นก็กลายเป็นผ้าพันคอ”

พะนอฤดีมองผ้าพันคอในมือภุชคินทร์แล้วหน้าซีด จำได้แม่นว่าเป็นแบบเดียวกับที่อยู่บนรถเธอ ภุชคินทร์ปฏิเสธว่าไม่ใช่ของเขาแต่เป็นของเจ้าอุรคา ทุกคนที่เหลือหน้าเครียด ไพศิษฐ์พยายามปะติดปะต่อเรื่องราว


“นายคงไม่คิดใช่ไหมว่าเจ้าอุรคาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่คุณฤดีเจองู รวมทั้งเหตุการณ์ฆ่าเสี่ยปิงด้วย”

“คิด...แต่ยังไม่รู้ว่าเจ้าอุรคาเกี่ยวเพราะอะไร ท่าทีเจ้าแปลกๆ ทำอย่างกับมารอสังเกตการณ์”

ภุชคินทร์ตอบเสียงเรียบ ไพศิษฐ์ข้องใจหนักกว่าเดิม...ไม่เข้าใจว่าเจ้าหญิงสูงศักดิ์จะมีเรื่องกับเสี่ยปิงได้ยังไง

เวลาเดียวกันที่เฮือนภูจำปา...เจ้าอุรคาสั่งชรายุให้หยิบหีบสมบัติประจำตระกูลเพื่อเลือกเป็นของกำนัล

เจ้าประกายคำในวันเปิดร้านเพชร ราชนิกุลสาวหยิบขึ้นดูทีละชิ้น หยิบสร้อยพร้อมอัญมณีสีเขียวเข้มงดงามแปลกตามาทาบที่คอ พึมพำเบาๆ

“ถึงเวลาที่เราจะแสดงตัวให้ท่านรู้แล้ว...ภุชเคนทร์”

ooooooo

ขณะที่บนโลกมนุษย์วุ่นวายสืบหาต้นตอคดีฆาตกรรม...ดวงวิญญาณเสี่ยปิงเดินไปตามทางเล็กแคบ มืดมนและดูวังเวง อดีตเสี่ยใหญ่เหลือบมองชายหนุ่มชุดดำเบื้องหน้าอย่างหวาดๆ ถามเสียงสั่นว่าอยู่ที่ไหน ยมนาแสยะยิ้มให้และพูดช้าแต่ชัดว่าในนรก ดวงวิญญาณเสี่ยปิงตาเหลือก...เวลาชดใช้กรรมของเขามาถึงแล้ว!

เวลาเดียวกันบนโลกมนุษย์...นาถสุดาอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เรื่องการตายของเสี่ยปิงแล้วสลด ปรารภกับพันเอกนรินทร์ผู้เป็นบิดาถึงจิตใจโหดเหี้ยมของผู้คน

ในปัจจุบัน อดีตนายทหารใหญ่วางมือจากแจกันดอกไม้ถวายพระ ปลอบประโลมลูกสาวด้วยคำสอนเตือนใจอย่างที่ชอบทำเสมอเมื่อมีโอกาส

“สมัยไหนก็น่ากลัวอย่างนี้แหละ ถ้าใจมนุษย์ขาดศีลธรรม”

“นาถโชคดีที่มีคุณพ่อสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษตั้งแต่เด็ก ต่อให้นาถโกรธแค้นแค่ไหน นาถก็จะไม่มีวันทำร้ายใครอย่างนี้ อย่างดีนาถก็แค่อโหสิกรรมให้เขาเท่านั้นเอง”

“เพราะคนเราคิดได้ไม่เท่ากันไงลูก โลกถึงได้มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นทุกวัน”

นาถสุดานิ่งไปนิดเมื่อได้ยินคำว่าเรื่องแปลก อดย้อนคิดถึงเรื่องประหลาดเกี่ยวกับเจ้าอุรคาที่ภุชคินทร์เคยเล่าให้ฟังไม่ได้ พันเอกนรินทร์รู้ว่านิมิตที่ตนเห็นเกี่ยวกับอุบัติเหตุของเจ้าหญิงต่างแดนคงเป็นเรื่องเหลือเชื่อเกินกว่าที่ลูกสาวและคนอื่นจะรับไหว ยิ้มน้อยๆแล้วอธิบายเสียงอ่อน

“ในโลกนี้มีสิ่งที่คาดไม่ถึงเยอะแยะมากมาย เพราะนั่นคือกฎแห่งกรรมที่รอให้มนุษย์เผชิญ”

“คุณพ่อพูดเหมือนคุณชายต้องชดใช้กรรมอะไรสักอย่างอย่างนั้นแหละ”

“นาถก็รู้ไม่ใช่เหรอลูก ว่าคนเราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม แล้วทำไมคุณชายภุชคินทร์จะรอดจากกฎข้อนี้ล่ะ”

นาถสุดานิ่วหน้า เชื่อว่าพ่อต้องรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเจ้าอุรคาและภุชคินทร์แน่...แต่ว่ามันคืออะไร

คืนเดียวกันนั้น...ภุชคินทร์ครุ่นคิดเรื่องเจ้าอุรคาจนนอนไม่หลับ พยายามไล่เรียงเรื่องราวต่างๆตั้งแต่ตอนเกิดอุบัติเหตุจนถึงโศกนาฏกรรมที่ร้านอาหาร แต่ก็หาข้อสรุปไม่ได้ ทันใดนั้น...ตาสินคนสวนวิ่งหน้าตื่นมาตามให้ไปดูรอยเท้าประหลาดหน้ารั้ววัง ภุชคินทร์เห็นแล้วใจเต้นรัว จำได้แม่นว่าคล้ายกับรอยเท้าพญานาคที่เห็น ณ ริมโขงเมื่อหลายวันก่อน ชายหนุ่มเพ่งมอง

รอยเท้า...ปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ

รอยเท้านั้นเลื้อยเป็นวงกลมพุ่งใส่ตา ภุชคินทร์ทรุดตัวลงในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นและหมดสติลงในที่สุด ตาสินตกใจ ตะโกนเรียกคนมาช่วยนำเจ้านายหนุ่มกลับเข้าวัง

ภุชคินทร์รู้สึกตัวอีกครั้งที่ริมน้ำโขง บรรยากาศเลือนลางเหมือนอยู่ในความฝัน เขากวาดตามองรอบๆ จำได้ว่าเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ เจ้าอุรคาปรากฏตัวเหนือลำน้ำในชุดงดงามแปลกตา บอกว่าบ้านของเธอกับเขาอยู่ที่นี่ ราชนิกุลหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เคยมี เจ้าอุรคาสะเทือนใจ สวนกลับน้ำเสียงเศร้า

“มีสิ...ท่านแค่ลืมไปเท่านั้นเอง แต่ไม่เป็นไร...เราจะทำให้ท่านจดจำทุกสิ่งได้เอง”

ภุชคินทร์มองเจ้าอุรคางงๆแต่ไม่ทันถามอะไร ลมฝนก็พัดกระหน่ำจนท้องน้ำสั่นสะท้าน พญานาคสองตัวพุ่งขึ้นกลางลำน้ำ หยอกล้อเล่นน้ำฝนกันชื่นฉ่ำใจ ภุชคินทร์มองภาพตรงหน้าอย่างพิศวง ต่างจากเจ้าอุรคาที่มองด้วยความเศร้าใจ ทันใดนั้น...ปรากฏร่างพญาครุฑบินโฉบมาจากท้องฟ้าทะมึน พุ่งไปจิกคอพญานาคตัวผู้ เลือดกระฉูดแดงฉานทั่วผืนน้ำ ภุชคินทร์รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่างราวกับเป็นนาคตัวนั้น ในขณะที่พญาครุฑกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ คว้าพญานาคตัวเมียด้วยมือเปล่าและเดินห่างออกไป ภุชคินทร์มองเหตุการณ์อย่างตื่นตะลึง ตั้งท่าจะถามเจ้าอุรคาแต่กลับต้องรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่าง เมื่อเจ้าหญิงต่างแดนหายตัวไปแล้ว!

ภุชคินทร์ร้องเรียกเจ้าอุรคาตามทางเดินริมน้ำแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ชายหนุ่มหายใจหอบ เหนื่อยจนต้องนั่งพัก รู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วร่าง ก้มลงมองแล้วถึงกับหน้าซีด เห็นร่างตัวเองเต็มไปด้วยเลือดแดงฉาน ราชนิกุลหนุ่มตะโกนสุดเสียง ในใจประหวั่นพรั่นพรึงถึงเจ้าอุรคา ก่อนสติจะดับวูบอีกครั้งท่ามกลางลำน้ำที่เต็มไปด้วยเลือด

ooooooo

สุบรรณคิดถึงเจ้าอุรคาจนไม่เป็นอันทำอะไร อำนาจที่รับใช้อย่างใกล้ชิดตัดสินใจถามอย่างเกรงๆ

เพราะเป็นห่วง เข้าใจว่าเจ้านายหนุ่มเครียดเรื่องคดีเสี่ยปิง สุบรรณนิ่งไปอึดใจแล้วพูดแบบเพ้อๆว่าอยากพบเจ้าอุรคา ออกคำสั่งให้มือขวาคนสนิทตามหาบ้านของเธอภายในคืนนี้ อำนาจแบ่งรับแบ่งสู้เพราะตามสืบมานานแต่ไม่เคยรู้ว่าอยู่ที่ไหน

ขณะที่สุบรรณพร่ำเพ้อถึงเจ้าอุรคา...ชรายุนั่งเก็บดอกไม้ที่หน้าเฮือนภูจำปา นึกรู้ถึงความเสน่หาของสุบรรณที่มีต่อเจ้านายเธอด้วยญาณพิเศษ ดวงตานางกำนัลสาวแลดูเกรี้ยวกราด พึมพำเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความแค้น

“พวกเจ้าได้มาแน่!”

ชรายุแสยะยิ้ม กลับขึ้นเฮือนไปยกหูโทรศัพท์ทรงโบราณ แปลงเสียงเป็นเจ้าอุรคาโทร.หาสุบรรณเพื่อเชิญมาที่เฮือน นักการเมืองหนุ่มตอบรับอย่างยินดี สีหน้าร้อนรนเปลี่ยนเป็นปลื้มปีติเมื่อได้ยินคำเชื้อเชิญจาก

หญิงสาวที่เฝ้าคะนึงหามาตลอดหลายคืนผ่านมา เจ้าอุรคาปรากฏกายด้านหลังชรายุ ยิ้มพรายอย่างถูกใจที่มีเหยื่อมาให้ล้างแค้นถึงที่!

อำนาจขับรถเข้าสู่บริเวณเฮือนภูจำปาไม่นานหลังจากนั้น สุบรรณมองทิวทัศน์เงียบสงบแต่ดูวังเวงโดยรอบอย่างแปลกประหลาดใจ ชรายุออกมาต้อนรับ ตามมาด้วยเจ้าอุรคา สุบรรณเหมือนตกอยู่ในภวังค์ทันทีที่เห็นหน้าราชนิกุลสาว พูดเกี้ยวด้วยคำหวานอย่างแสนเสน่หา เจ้าอุรคาไม่มีท่าทางขวยเขินแม้แต่น้อย ยิ้มเย็นแล้วกล่าวต้อนรับ

“คุณสุบรรณมีวิธีพูดให้คนฟังรู้สึกดีเสมอ ขอต้อนรับค่ะ คนที่มาที่นี่ได้คือคนที่ดิฉันอนุญาตให้ได้เห็นเท่านั้น”

สุบรรณติดใจประโยคสุดท้าย เจ้าอุรคาหัวเราะเบาๆกลบเกลื่อนว่าเป็นเจ้าของบ้านย่อมต้องมีสิทธิ์อนุญาตให้ใครมาบ้านได้เป็นธรรมดา สุบรรณคลายความสงสัย ส่งสายตาหวานฉ่ำเผยความในใจ ชรายุมองมาด้วยความหมั่นไส้ ส่วนเจ้าอุรคาแสร้งสบตาอย่างเชิญชวน แต่ในใจนึกสมเพชนักการเมืองหนุ่ม

“คุณสุบรรณเป็นคนชัดเจน ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองเสมอ และก็ไม่เคยสนใจว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง”

สุบรรณหน้าเสีย พยายามแก้ตัวแบบเจื่อนๆว่าไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวเช่นนั้น เจ้าอุรคากลัวเขาไหวตัวและเห็นว่าต่อปากต่อคำกันพอสมควรจึงเชื้อเชิญเขาขึ้นเฮือน อำนาจตั้งท่าจะตามแต่ชรายุขวางไว้ มือขวาคนสนิทไม่พอใจแต่ไม่กล้าหือกับสาวใช้นัยน์ตาดุ...ท่าทางคนบ้านนี้จะไม่ธรรมดา

ด้านสุบรรณ...เดินตามเจ้าอุรคาขึ้นเฮือนแล้วต้องแปลกใจ บรรยากาศในบ้านเงียบเหงาจนน่ากลัว ตัวบ้านประดับประดาด้วยเครื่องตกแต่งแบบโบราณ แลดูขลังจนไม่น่าเชื่อว่าเจ้าของบ้านเป็นผู้หญิง โดยเฉพาะรูปปั้นครุฑถูกพญานาคกัดคอและพญานาคที่ถูกครุฑฆ่าตาย ชายหนุ่มมองดวงตาครุฑและพญานาคแล้วขนลุก เพราะช่างดูน่าเกรงขามเหมือนมีชีวิตจริงๆ เจ้าอุรคาเห็นอาการพรั่นพรึงของชายหนุ่มแล้วยิ้มอย่างสะใจ พูดขึ้นราวกับอ่านใจเขาออก

“ไม่ตั้งใจสะสมหรอกค่ะ มันมีเองเพราะเป็นของจริง สิ่งมีชีวิตจริงๆที่เกิดบนโลกใบนี้...ครุฑถูกพญานาค

กัดตายและพญานาคที่ถูกครุฑฆ่าจนตาย”

“เจ้าพูดเรื่องความตายเสียจนผมนึกกลัว”

“ความจริงน่ากลัวกว่านี้ค่ะ ความตายพรากทุกอย่างจากคนที่ยังอยู่...โดยเฉพาะจิตวิญญาณ คุณสุบรรณอยากลองไหม...รสชาติของการอยู่แต่เหมือนตายทั้งเป็น”

เจ้าอุรคาก้าวหาสุบรรณที่มองมาอย่างงุนงง ดวงตาของราชนิกุลสาวแลดูหยาดเยิ้มร้อนแรง กลิ่นหอมบางอย่างคล้ายกำยานผสมกลิ่นดอกจำปาอวลขึ้น ไฟในกายสุบรรณลุกวูบวาบ โน้มตัวหาริมฝีปากเชิญชวนนั้นอย่างอดใจไม่ไหว ใบหน้าทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ แต่ก่อนที่สุบรรณจะได้ดื่มด่ำความรู้สึกหวานล้ำ เสียงอำนาจแผดขึ้นเสียก่อนจากด้านหน้าเฮือน สุบรรณสะดุ้ง ผละตัวออกจากเจ้าอุรคา แต่ยังมองมาด้วยแววตาเสียดาย

“ขอโทษนะครับที่ผมเกือบทำรุ่มร่ามกับเจ้า”

“ถ้าดิฉันจะบอกว่ายินดีล่ะคะ”

สุบรรณสบตาอย่างคาดไม่ถึง เจ้าอุรคายังคงส่งสายตายั่วยวนเหมือนเดิม สุบรรณห้ามใจไม่ไหว จรดริมฝีปาก ลงไปอีกครั้ง เสียงอำนาจดังขึ้นอีก สุบรรณชะงักและถอนใจหนักหน่วง ผละไปดูลูกน้องคนสนิทอย่างหัวเสีย เจ้าอุรคาชักสีหน้าเพราะผิดแผน เดินตามไปอย่างเคืองๆ เห็นอำนาจยืนตัวสั่นชี้ให้สุบรรณดูงูยักษ์ นึกรู้ว่าเป็นชรายุแปลงตัวมาก็กระหยิ่มยิ้มและบอกว่าเป็นสัตว์เลี้ยงของเธอ

“เก่ง เฉลียวฉลาด แถมเคยฆ่าคนตายด้วย...ว่าแต่ทำไมต้องตกใจคะ ใช่ว่าพวกคุณจะไม่เคย”

สุบรรณกับอำนาจมองหน้ากันเครียดๆ เสียว สันหลังวาบกับคำพูดเหมือนรู้ทันของหญิงสาว เจ้าอุรคายิ้มรับและส่งสายตาเชิญชวน สุบรรณหมดอารมณ์ซึ้ง ขอตัวกลับก่อนแต่ยังไม่วายทิ้งท้ายเสียงหวาน

“ถ้าผมมาหาใหม่คราวหน้า หวังว่าเจ้าจะต้อนรับด้วยความรู้สึกพิเศษอย่างคืนนี้อีก”

สุบรรณสบตาราชนิกุลสาวอย่างมีความหมายและเดินจากไป งูยักษ์กลับร่างเป็นชรายุทันทีที่ลับร่างแขกทั้งสอง เจ้าอุรคามองมาอย่างหงุดหงิดแล้วเอ่ยเสียงเย็น

“เจ้าทำผิดจังหวะไปหน่อยชรายุ ไม่เช่นนั้นคืนนี้พญาครุฑคงได้ลิ้มลองดำฤษนา รสชาติความอยากเสน่หาที่จะทำให้เขาตกอยู่ในความทุกข์ทรมานของตัณหาไปจนตาย”

นัยน์ตาของเจ้าอุรคาวาวโรจน์ไปด้วยเพลิงแค้น ชรายุมองเจ้านายสาวอย่างเห็นใจและเทิดทูน

ooooooo

ทุกคนที่วังนาเคนทร์มองภุชคินทร์นอนกระสับ-กระส่าย ร้อนรนทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดอย่างกังวล หม่อมภาณีให้นารีวรรณโทร.ตามหมอแต่ไม่ทันได้ไป ชายหนุ่มรู้สึกตัวก่อนและอ้างว่าแค่ฝันร้าย นึกถึงสิ่งสุดท้ายที่เห็นว่าคือรอยเท้าประหลาดหน้าวังจึงยืนยันกับแม่และน้องสาวว่ามีพญานาคมาที่วัง

เวลาเดียวกัน...เจ้าอุรคารับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษ พอใจมากที่ทำให้ภุชคินทร์รู้ถึงเรื่องราวในอดีตชาติ ราชนิกุลสาวยิ้มด้วยความมั่นใจ...อีกไม่นานความจริง และความแค้นจะได้รับการสะสางเสียที

เรื่องรอยเท้าพญานาคที่วังนาเคนทร์กลายเป็นข่าวใหญ่เช้าวันถัดมา ชาวบ้านและนักข่าวรุมล้อมถ่ายรูปและขอหวยกันโกลาหล เฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีที่มาหาหม่อมภาณีพลอยตื่นเต้นไปด้วย ไพศิษฐ์ที่มาตรวจสอบที่เกิดเหตุตามคำขอของภุชคินทร์อดแขวะไม่ได้ด้วยความหมั่นไส้ สองแม่ลูกของขึ้น สะบัดหน้าเข้าวังไปฟ้องหม่อมภาณี ผู้กองหนุ่มยักไหล่ไม่ยี่หระ มองไปรอบๆแล้วชะงักเห็นเจ้าอุรคายืนมองรอยเท้าประหลาดท่ามกลางฝูงชน เขาเดินไปหาทันทีด้วยความสงสัย แต่ราชนิกุลสาวหายไปราวกับล่องหนได้

ไพศิษฐ์เล่าเรื่องคาใจที่เห็นเจ้าอุรคาท่ามกลางไทยมุงให้เพื่อนฟัง ภุชคินทร์นิ่วหน้า นึกถึงการหายตัวไปอย่างลึกลับของหญิงสาวเมื่อตอนคดีเสี่ยปิงแล้วอึ้งไปนิด ไพศิษฐ์เห็นท่าทางเพื่อนเครียดๆเลยพยายามพูดให้ขำ

“ท่าจะเจอดีเหมือนกันล่ะวะ จะเป็นคนหรือนางฟ้า เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเห็นเจ้าอุรคาหายตัวไปเหมือนกัน”

ภุชคินทร์พูดไม่ออกเพราะที่เพื่อนพูดคือเรื่องจริงทั้งหมด ไพศิษฐ์นิ่งไปนิด ชักสังหรณ์ใจว่าการปรากฏตัวแบบลับๆล่อๆของราชนิกุลสาวอาจมาจากสาเหตุอื่น เช่นอยากเจอเพื่อนรักของเขา ภุชคินทร์หน้าเครียดทันทีที่ได้ยินข้อสันนิษฐานแต่ไม่ทันค้าน เสียงมือถือผู้กองหนุ่มดังขึ้น สายสืบโทร.มารายงานว่าพบเบาะแสคดีเสี่ยปิง สองหนุ่มสบตากันอย่างมีความหวัง...บางทีอะไรๆอาจไม่ได้เลวร้ายและไร้ทางออกขนาดนั้น

ขณะที่ทางตำรวจมีความคืบหน้าเรื่องคดี...สุบรรณไม่กังวลใจแม้แต่น้อยว่าเรื่องจะสาวถึงตัวเพราะเชื่อใจฝีมือสุรินทร์นักฆ่าที่จ้างมา อำนาจไม่วางใจ สุบรรณจึงคิดแผนซ้อนและบอกให้เรียกสุรินทร์ที่หนีไปกบดานกลับมาใหม่

“บอกสุรินทร์จัดหนักให้ตำรวจทำงานเล่นๆอีกสักคดี งานเปิดร้านเพชรของเจ้าประกายคำก็ได้ ฉันเชื่อว่าศัตรูของฉันคงพาผู้หญิงไปเดินเพ่นพ่านในงานนั้นสักคนสองคน”

สุบรรณหัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดีก่อนผละไป อำนาจจะตามแต่เขาห้ามไว้ บอกว่าจะไปหาเจ้าอุรคา มือขวาคนสนิททำหน้าแหยงๆ แย้มถามอย่างเกรงๆเรื่องงูยักษ์ของราชนิกุลสาว สุบรรณยิ้มอย่างมาดมั่น

“จะบอกว่าไม่กลัวคงโกหก เพียงแต่ตอนนี้ฉัน รู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มเพิ่งตกหลุมรักเลยว่ะ เฝ้าแต่คิดถึงเจ้าอุรคา...คิดถึงจนกลัวจะมีคนมาแย่งเธอไป”

นัยน์ตาของสุบรรณเคลิ้มฝันเหมือนคนตกอยู่ในห้วงรัก แม้จะหวาดหวั่นแต่เขาจะขอสู้ไม่ถอย...

เวลาเดียวกันที่วังนาเคนทร์...เฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีอยู่คุยกับหม่อมภาณีตลอดเช้าและถือโอกาสฟ้องเรื่องไพศิษฐ์ที่ชอบพูดจาถากถางเฟื่องวลีตลอดเวลา หม่อมภาณีไม่เต้นตามแถมยังแก้ต่างให้เพื่อนรักลูกชายว่าพูดเพราะความหวังดี สองแม่ลูกหน้าจ๋อยไปถนัดใจ หม่อมภาณียิ้มนิดๆ มองไปทางเฟื่องฟ้าและเตือนเสียงอ่อน

“ที่ฉันเตือนเพราะหวังดี ฟีบี้เองก็เป็นลูกผู้หญิง ถึงเราจะสนิทกันแต่ฟีบี้กับตาชายก็ไม่ใช่ญาติกันอยู่ดี”

เฟื่องฟ้าเห็นท่าไม่ดี เถียงไปก็มีแต่จะเข้าตัว เปลี่ยนเรื่องถามถึงงานเปิดร้านเพชรของเจ้าประกายคำ หม่อมภาณีบอกว่าจะไปตามคำเชิญ สองแม่ลูกกระตือรือร้นขอตามไปด้วย อ้างว่าจะไปเลือกเครื่องประดับสักชิ้น คุณผู้หญิงแห่งวังนาเคนทร์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา รู้ทันสองแม่ลูกแต่ไม่อยากหักหน้าให้เคืองกัน

ooooooo

ไพศิษฐ์นัดเจอกับสายสืบที่ร้านอาหารริมน้ำพร้อมกับภุชคินทร์ สองหนุ่มได้ข้อสรุปเบาะแสว่าคนร้ายที่ฆ่า เสี่ยปิงอาจเป็นกลุ่มของนินจัตสุ นินจาล่องหนหายตัวได้ ราชนิกุลหนุ่มอึ้งไปอึดใจ เสมองไปทางอื่นแล้วชะงัก เห็นสุบรรณเดินจู๋จี๋มากับเจ้าอุรคา ไพศิษฐ์มองตามสายตาเพื่อนแล้วตาโต...อะไรมันจะไวไฟขนาดนี้!

เจ้าอุรคาไม่เห็นสองหนุ่ม เดินเกาะแขนส่งสายตาเชิญชวนสุบรรณอยู่ตลอดเวลา ชายหนุ่มเหมือนตกอยู่ในภวังค์รัก ยินดีที่ได้ใช้เวลาตามลำพังกับหญิงสาว เจ้าอุรคายิ้มเย็นและพูดเสียงหวาน

“ตอนแรกก็ไม่อยากมาหรอกค่ะ แต่พอคุณสุบรรณบอกว่าที่นี่เลยเปลี่ยนใจ...ดิฉันชอบน้ำ”

สุบรรณยิ่งปลื้มหนักเพราะเป็นความตั้งใจที่เชิญเธอมาที่นี่ ด้วยว่าเห็นที่เฮือนภูจำปาเต็มไปด้วยบ่อน้ำ สารภาพอย่างหมดเปลือกว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับหญิงสาว เขาทำด้วยความรู้สึกล้วนๆ เจ้าอุรคาถึงกับหน้าถอดสี มองหน้าชายหนุ่มอย่างคาดไม่ถึงและพึมพำเสียงเบา

“ไม่ใช่...ท่านจำได้ต่างหาก”

สุบรรณทำหน้างง ตั้งท่าจะถามแต่เจ้าอุรคารีบพูดหวานกลบเกลื่อน ชายหนุ่มได้ทีเกี้ยวกลับอย่างย่ามใจ ตัดพ้อขำๆว่าคำพูดของเจ้าหญิงต่างแดนเป็นปริศนาแทบทุกคำ ราชนิกุลสาวยิ้มเย็นและสวนกลับนิ่มๆอย่างลองใจ

“แล้วเบื่อที่จะต้องแปลไหมล่ะคะ”

“ไม่เลยครับ ผมชอบเสียอีก ชอบ...ทุกสิ่งที่เป็นเจ้า”

สุบรรณพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่น เจ้าอุรคาได้โอกาส มองตาเขาและสะกดจิต

“ถ้าเช่นนั้น...ท่านต้องชอบน้ำ ลงไปสิ...อุรคาเทวีผู้หญิงที่ท่านรักที่สุดรออยู่ ลงไปพญาสุบรรณ ท่านต้องลงไป”

ชายหนุ่มค่อยๆเดินลงน้ำเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ เจ้าอุรคามองตามอย่างสาสมใจ!

ฟากภุชคินทร์เห็นเจ้าอุรคาใกล้ชิดกับสุบรรณก็อารมณ์เสีย ฮึดฮัดกลับไปขึ้นรถ ไพศิษฐ์วิ่งตามอย่าง ไม่เข้าใจ ตะโกนบอกให้รอก่อนเพราะอยากทักเจ้านาย ภุชคินทร์ไม่ไปด้วยและขอรอที่รถ ไพศิษฐ์มองเพื่อนอย่างสงสัยและแซวยิ้มๆว่าโมโหหึง ภุชคินทร์ไม่ทันตอบโต้ ผู้กองหนุ่มก็โวยวายขึ้นก่อนว่าสุบรรณเดินลงน้ำ

สุบรรณมีอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น เดินลงน้ำอย่างไม่รู้ตัว เขาลืมตาในน้ำแล้วแทบสิ้นสติเมื่อเห็นงูน้ำนับร้อยกำลังเลื้อยพันร่างเขา ทั้งดึงและรั้งให้เขาอยู่ในน้ำจนกว่าจะขาดใจตาย!

ooooooo

พันเอกนรินทร์เดินดูต้นไม้ในสวนอย่างอารมณ์ดีแล้วต้องผงะ เมื่อเห็นต้นพญานาคราชชูช่อขึ้นเหมือนงูแผ่แม่เบี้ย รับรู้ถึงพลังลึกลับบางอย่างที่ก่อตัวขึ้น ยกมือกุมขมับและเห็นภาพนิมิตเป็นภาพสุบรรณดำดิ่งใต้ท้องน้ำ มีงูน้ำนับร้อยพันร่างกายอยู่ อดีตนายทหารตกใจมากแต่ขยับไปไหนไม่ได้เหมือนคนโดนผีอำ

ภาพนิมิตกลับมาใหม่อีกครั้ง คราวนี้เป็นภาพเจ้าอุรคายืนมองสุบรรณจมน้ำตายด้วยใบหน้าสะใจ พันเอกนรินทร์ตัวแข็งทื่อ ท่องบทแผ่เมตตาในใจอย่างมุ่งมั่น เจ้าอุรคารับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษ ตั้งท่าเล่นงานกลับแต่ต้องชะงัก เมื่อเห็นไพศิษฐ์กับภุชคินทร์วิ่งหน้าตื่นไปช่วยสุบรรณ

เจ้าอุรคากลัวสองหนุ่มทำเสียเรื่อง ร่ายมนต์ให้ภุชคินทร์สะดุดก้อนหินบนพื้นจนเสียหลักศีรษะกระแทกโขดหินอย่างแรง ไพศิษฐ์หันมาดูด้วยความเป็นห่วง ราชนิกุลหนุ่มบอกให้ล่วงหน้าไปก่อนเพราะกลัวไม่ทันการณ์ ผู้กองหนุ่มเห็นเพื่อนไม่เป็นอะไรมาก ตัดใจวิ่งออกไป เจ้าอุรคามองมาอย่างรู้สึกผิดแต่ต้องฝืนใจเพราะกลัวผิดแผน ภุชคินทร์ส่ายหน้าไล่ความความเจ็บปวดแล้วแข็งใจเดินตามไปอย่างมึนๆ

ไพศิษฐ์ไปถึงที่เกิดเหตุและกระโจนลงน้ำอย่างรวดเร็ว มองเห็นกองทัพอสรพิษเกี่ยวกระหวัดพันร่างสุบรรณจนขยับไปไหนไม่ได้ ผู้กองหนุ่มว่ายไปช่วยแต่ไม่สามารถขยับร่างกายได้ แถมโดนดึงให้ดิ่งลงไปใต้น้ำอย่างควบคุมไม่ได้ เจ้าอุรคายืนมองอย่างสมใจแล้วต้องหน้าเสีย เห็นภุชคินทร์กระโดดลงน้ำทั้งที่ศีรษะโชกเลือด กองทัพงูพากันหนีหายราวกับปาฏิหาริย์ ไพศิษฐ์เริ่มขยับตัวได้ ว่ายไปสมทบเพื่อช่วยสุบรรณขึ้นสู่ผิวน้ำ เจ้าอุรคาโมโหจนเลือดขึ้นหน้าแต่ไม่กล้าทำร้ายภุชคินทร์ ได้แต่มองมาด้วยแววตาแข็งกร้าว

ขณะเดียวกันที่สวนบ้านพันเอกนรินทร์...ต้นพญานาคราชหยุดเริงร่า พร้อมกับภาพนิมิตในหัวอดีตนายทหารยุติลง หนุ่มใหญ่ทรุดลงกับพื้นอย่างอ่อนแรงแต่ยังไม่วางใจ ได้ยินเสียงนาถสุดาร้องเรียกจึงแข็งใจลุกไปดู ทันเห็นลูกสาวไถลตกมาจากบันไดบนบ้าน กำไลหยกที่ข้อมือกระแทกพื้นแตกเป็นเสี่ยงๆ

พันเอกนรินทร์ประคองลูกสาวมานั่งพักบนบ้าน นาถสุดามองเศษกำไลหยกในมืออย่างหวาดหวั่น สังหรณ์ใจลึกๆจะเกิดเรื่องไม่ดีกับสุบรรณเพราะญาติหนุ่มเป็นคนซื้อให้ พันเอกนรินทร์นึกถึงนิมิตสุดท้าย เห็นภุชคินทร์ลงไปช่วยสุบรรณทันเวลาก็โล่งใจ ปลอบประโลมลูกสาวแต่ไม่อยากเล่ารายละเอียดเพราะกลัวเธอคิดมาก เสียงมือถือนาถสุดาดังขึ้น ไพศิษฐ์โทร.บอกว่าสุบรรณเกือบจมน้ำ แต่ตอนนี้พ้นขีดอันตรายและพักอยู่ที่โรงพยาบาล นาถสุดามองหน้าพ่อเครียดๆ ผลุนผลันออกจากบ้านด้วยความเป็นห่วงญาติหนุ่ม

นาถสุดามาถึงโรงพยาบาลไม่นานหลังจากนั้น เหวี่ยงใส่แฟนหนุ่มทันทีเพราะความกังวลเรื่องสุบรรณ ไพศิษฐ์หน้าตึงอย่างไม่พอใจ ภุชคินทร์เห็นท่าไม่ดีพยายามไกล่เกลี่ย บอกว่าเพื่อนรักไม่อยู่ในหน้าที่และญาติหนุ่มของเธอมาทานอาหารเป็นการส่วนตัวกับเจ้าอุรคา นาถสุดาหน้าเจื่อน เสียใจเล็กน้อยที่เข้าใจแฟนหนุ่มผิด แต่ความแปลกใจมีมากกว่าเพราะไม่คิดมาก่อนเรื่องญาติหนุ่มกับเจ้าหญิงต่างแดนคนนั้น!

นาถสุดาอาสาเฝ้าสุบรรณที่ยังสลบไสลไม่ได้สติที่โรงพยาบาล ภุชคินทร์กับไพศิษฐ์ออกไปคุยกันด้านนอกถึงเรื่องคาใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุของสุบรรณ ผู้กองหนุ่มทำหน้าแหยงๆเมื่อนึกถึงตอนลงไปช่วย ตั้งข้อสังเกตเท่าที่จำได้

“มันแปลกมาก ตัวฉันเหมือนมีใครมาฉุดรั้งไว้จนขยับเขยื้อนไม่ได้ ตอนที่ลงไปช่วยฉัน นายเห็นใช่ไหม”

“ใช่...ฉันเห็นว่านายทำท่าว่ายน้ำ แต่ร่างกายไม่ขยับเขยื้อน”

“ถ้าไม่เจอกับตัว ฉันไม่เชื่อนะเนี่ย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”

ไพศิษฐ์มึนกับปรากฏการณ์ประหลาด ภุชคินทร์นิ่งคิดแล้วทำตาโต...เจ้าอุรคาอยู่ที่ไหนตอนเกิดเหตุ...

ooooooo

ยมนาแล่นมาหาเจ้าอุรคาที่เฮือนภูจำปาทันทีที่ทราบเรื่องสุบรรณเกือบจมน้ำตาย ยมทูตหนุ่มต่อว่าสหายสาวอย่างเหลืออดที่หุนหันพลันแล่นจนเกือบทำให้มนุษย์คนอื่นถึงฆาตก่อนเวลาอันควร เจ้าอุรคาไม่ยี่หระ เชิดหน้ายืนยันในความคิดและการกระทำของตน

“พญาสุบรรณพรากคนที่เรารัก ก็ต้องได้รับรู้ความรู้สึกที่ต้องพลัดพรากจากคนที่รักด้วย”

“แต่ทุกอย่างมันจบไปแล้ว”

“ไม่จบ...มันไม่เคยจบ แต่มันกำลังจะเริ่มต้น”

“สิ่งที่จะเริ่มต้นคือท่านมากกว่าอุรคาเทวี ท่านกำลังทำบาป ทำร้ายคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย”

ยมนาพยายามเตือนสติให้เจ้าอุรคาคิดให้ดี หากภุชคินทร์มาช่วยไพศิษฐ์ไม่ทัน เธอคงสร้างบาปมากกว่าล้างแค้น เจ้าอุรคามองหน้าสหายรักอย่างตัดพ้อ ปฏิเสธเสียงดังว่าไม่ได้ทำผิดเพราะยังเคียดแค้นสุบรรณ ยมนามองมาอย่างหนักใจ...เมื่อไหร่กันที่สหายรักจะปล่อยวางเสียที

ยมนาจากไปแล้ว เจ้าอุรคาต่อสู้กับใจตัวเองอย่างหนักว่าไม่ใช่ความผิดเธอ แต่เป็นสิ่งที่สุบรรณหรือพญาสุบรรณในชาติที่แล้วก่อไว้ เสียงยมนายังก้องในหูตอกย้ำความหุนหันของเธอ เจ้าอุรคาร้องไห้อย่างเจ็บปวดฝืนใจ เชิดหน้าและปลอบตัวเองเบาๆ

“เรายอมทุกอย่าง ขอเพียงได้ท่านกลับคืนมา... ภุชเคนทร์”

เจ้าอุรคาร้าวรานใจยิ่งนัก ทันใดนั้นเอง...เฮือนภูจำปาทั้งหลังค่อยๆเลือนหายไป ราวกับไม่พร้อมจะต้อนรับใคร

ขณะที่เจ้าอุรคาซ่อนตัวจากสายตามนุษย์...ภุชคินทร์กับไพศิษฐ์ตัดสินใจมาหาเธอที่เฮือนภูจำปาเพื่อตามหาความจริงของการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งเหตุการณ์ที่เสี่ยปิงถูกฆ่า รอยพญานาคที่วังนาเคนทร์และล่าสุดอุบัติเหตุสุบรรณเกือบจมน้ำ แต่สองหนุ่มก็หาเฮือนภูจำปาไม่เจอเพราะเจ้าอุรคาร่ายมนต์พรางตาไว้

คืนเดียวกันนั้นที่บ้านพันเอกนรินทร์...อดีตนายทหารอ่านข่าวรอยเท้าประหลาดหน้าวังนาเคนทร์แล้วถอนใจเฮือกใหญ่ วางหนังสือพิมพ์ลงและเดินไปห้องพระ ท่องบทแผ่เมตตา ร่ายคาถาลงบนสร้อยที่ทำจากเชือกกล้วยและจุ่มลงในถ้วยน้ำมันเพื่อป้องกันตัวเอง...โดยเฉพาะจากงู!

ขณะเดียวกันที่เฮือนภูจำปา...เจ้าอุรคารับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษ เห็นภาพพันเอกนรินทร์พึมพำสวดคาถาเชือกกล้วยก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า คำรามขึ้นมาอย่างเหลืออด

“ข้าพยายามอยู่ในที่ของข้าแล้ว แต่พวกเจ้ารนหาที่เอง มนุษย์หน้าโง่...เจ้ากำลังรนหาที่ตาย”

เจ้าอุรคาพาร่างมาที่บ้านพันเอกนรินทร์และคงแทรกตัวเข้าไปแล้วถ้าเขาจะไม่มีแขกยามวิกาล อติศรีคุณยายของไพศิษฐ์ลงจากรถพร้อมตะกร้าบรรจุผลไม้และของถวายพระใบใหญ่ เจ้าอุรคาหันมามองอย่างไม่ชอบใจที่โดนขัดจังหวะแต่ไม่มีใครเห็นเธอ อติศรีทักทายพันเอกนรินทร์อย่างคนคุ้นเคยกันดี พูดคุยสารทุกข์สุกดิบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแล้วต้องชะงัก เมื่อรู้ข่าวเรื่องสุบรรณเกือบจมน้ำตาย อดีตนายทหารบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว ตอนนี้พักฟื้นที่โรงพยาบาล มีนาถสุดาเฝ้าดูแลอยู่ไม่ห่าง

“เมื่อครู่ผมสวดมนต์แผ่เมตตาไปช่วย ท่องคาถาทำเชือกกล้วยป้องกันภยันตรายให้ป้องกันตัวอีกทาง”

“งั้นฉันจะสวดมนต์ช่วยอีกแรง เผื่อเจ้ากรรมนายเวรของท่านสุบรรณจะยอมปลดปล่อยบ้าง”

“ขอบคุณมากครับคุณยาย ผมก็หวังว่าเจ้ากรรมนายเวรของสุบรรณจะยอม หรืออย่างน้อยก็คลายความอาฆาตพยาบาทลงบ้าง เพราะผมเชื่อว่าบุญจะคุ้มครองทุกคน”

เจ้าอุรคาสะเทือนใจแต่ยังดื้อรั้นเพราะความแค้นที่สั่งสมมาหนาแน่นเกินกว่าจะลบล้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่พอใจ คำรามขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างว่าบุญไม่มีทางคุ้มครองคนเลว!

ooooooo

สุบรรณได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในเช้าวัน ถัดมา นาถสุดาอาสาขับรถให้ โดยแวะที่บ้านเธอก่อนตามคำขอของพ่อที่อยากเจอญาติหนุ่ม สุบรรณชัก สีหน้าไม่พอใจแต่ไม่กล้าขัดญาติสาวเพราะรู้ว่าเธอจะไม่สบายใจ พันเอกนรินทร์ยื่นเชือกกล้วยที่ลงคาถาแล้วให้หลานชายทันทีที่เห็นหน้า

“เชือกกล้วยลงน้ำมัน ป้องกันอันตรายจากสิ่งชั่วร้าย โดยเฉพาะจากงู”

สุบรรณมองเชือกในมืองงๆ พันเอกนรินทร์รู้ว่าหลานชายคงไม่เชื่อง่ายๆเลยแกล้งบอกว่าปีเกิดเขาชงกับปีนี้ซึ่งเป็นปีงู ต้องสวมสร้อยเพื่อแก้เคล็ด อดีตนายทหารดึงเชือกในมือหลานชายมาคล้องคอให้และพูดเสียงอ่อน

“อารู้...คนรุ่นใหม่อย่างเธออาจจะไม่เชื่อ แต่เรื่องพวกนี้ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่”

สุบรรณนิ่งเงียบไม่ตอบ...แต่ในใจคิดไปแล้วว่าเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี!

เพราะเหตุการณ์ประหลาดที่ทำให้เขาเกือบจมน้ำ ทำให้สุบรรณครุ่นคิดเรื่องที่พันเอกนรินทร์พูดทิ้งท้ายไว้ตลอดเช้า อำนาจรับหน้าที่ขับรถให้เหมือนเคย มองสร้อยที่คอเจ้านายหนุ่มด้วยสายตาแปลกใจ ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะสวมไว้และพันเอกนรินทร์จะมีความรู้ด้านไสยศาสตร์ สุบรรณถอดสร้อยวางไว้ในรถและสั่งให้มือขวาคนสนิทพาไปเฮือนภูจำปา...วันนี้เขาต้องตามหาตัวเจ้าอุรคาให้เจอ... เกิดอะไรกับเขากันแน่ที่ร้านอาหารริมน้ำนั่น

ชรายุออกมาต้อนรับสุบรรณกับอำนาจด้วยสีหน้าไม่รับแขก มือขวาคนสนิทชักสีหน้าไม่พอใจเมื่อเห็นท่าทางมึนตึงของสาวใช้บอกว่าเจ้าอุรคาไม่อยู่ สุบรรณยืนยันจะรอ ชรายุไม่ห้าม บอกให้รอที่ด้านนอกแล้วหมุนตัวกลับขึ้นเฮือน อำนาจจะตามไปเอาเรื่องเพราะเคืองแทนเจ้านาย สุบรรณยกมือห้ามและเดินไปรอด้านในอย่างมาดมั่น ชรายุรออยู่แล้วด้วยแววตามีเลศนัย...และแล้วเหยื่อก็ติดเบ็ด!

สุบรรณเข้ามาในเฮือนอย่างถืออภิสิทธิ์ตามด้วยอำนาจ ทั้งสองหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงครืดคราด ปรากฏงูร่างยักษ์พุ่งมาหา แผ่แม่เบี้ยขู่ฟ่ออย่างเอาเรื่อง อำนาจควักปืนจะยิงแต่สุบรรณห้ามไว้เพราะรู้ว่าพวกตนเป็นฝ่ายบุกรุก นักการเมืองหนุ่มค่อยๆหาทางเลี่ยงออกไปตามด้วยมือขวาคนสนิทที่อดไม่ได้ ยิงปืนใส่งูไปสองสามนัด งูใหญ่ทำท่าจะฉกจนอำนาจลนลานหนีไม่คิดชีวิต ชรายุกลายร่างเป็นคนทันทีที่ลับร่างทั้งสอง หัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ

คืนเดียวกันนั้นที่วังนาเคนทร์...ภุชคินทร์แกะผ้าพันแผลที่ศีรษะออก เห็นร่องรอยแผลจางๆจากการโขกกับหินบนพื้นที่ร้านอาหารริมน้ำ ครุ่นคิดถึงเรื่องที่คาใจตลอดหลายคืนที่ผ่านมาเกี่ยวกับเจ้าอุรคา เสียงเคาะประตูดังขึ้น นารีวรรณมาตามไปพบหม่อมภาณีให้ช่วยเลือกเครื่องประดับไปงานเปิดร้านของเจ้าประกายคำ ราชนิกุลหนุ่มยิ้มให้แม่อย่างประจบและบอกว่าเธอใส่ชิ้นไหนก็สวย หม่อมภาณีปลื้ม อารมณ์ดีที่ลูกชายสุดที่รักชม

“แต่แม่อยากใส่ให้ถูกกาลเทศะมากกว่า เจ้าประกายคำ เป็นเจ้าภาพ เราควรให้เกียรติ มิใช่ทำตัวข่มท่าน”

“คุณแม่กลัวเด่นเกินเจ้าของงานค่ะพี่ชาย ยิ่งช่วงนี้มีข่าวรอยเท้าพญานาคที่วัง นักข่าวเห็นคุณแม่ทีไร ขโมยซีนเจ้าของงานแน่ๆค่ะ” นารีวรรณแซวแม่บุญธรรมยิ้มๆ

สามคนแม่ลูกช่วยกันเลือกจนได้เครื่องประดับมุกชุดกำลังงาม ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ภุชคินทร์หยิบแหวนมุกมาดูแล้วต้องสะดุ้ง เมื่อแหวนมุกกลายเป็นอัญมณีแปลกตา เขาปล่อยแหวนลงพื้นด้วยความตกใจ หม่อมภาณีกับนารีวรรณมองหน้าชายหนุ่มคนเดียวของวังงงๆ ภุชคินทร์เห็นท่าไม่ดี รีบกลบเกลื่อนว่าตาฝาดเพราะพักผ่อนน้อยและขอตัวกลับไปที่ห้องทันที โดยมีสายตาของแม่กับน้องสาวมองตามอย่างเป็นห่วง

ภุชคินทร์สะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านและข่มตานอน ไม่นานก็เข้าสู่ห้วงนิทราและรู้สึกตัวอีกครั้งที่ริมน้ำโขงเหมือนความฝันครั้งก่อนๆ แต่ครั้งนี้ได้ยินเสียงต่อสู้ของอะไรบางอย่าง ท่ามกลางความมืดและกระแสน้ำเชี่ยวกรากของลำน้ำโขง เขาเห็นพญานาคตัวผู้กับพญาครุฑ ต่อสู้กันอย่างดุเดือดเพื่อปกป้องพญานาคตัวเมีย ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า พญาครุฑฉกตัวพญานาคตัวเมียไปได้และทำร้ายพญานาคตัวผู้จนกระอักเลือดออกมาเป็นสีเขียวเข้มจัดหรือที่เรียกว่าพลอยนาคสวาท พญานาคตัวผู้ไม่ยอมแพ้ ฮึดสู้จึงโดนเหวี่ยงกลับและกระอักเลือดออกมาเป็นสีเขียวอ่อนกว่าครั้งแรกหรือที่เรียกว่ามรกต และครั้งสุดท้ายพญานาครวบรวมแรงที่เหลือพุ่งเข้าหาพญาครุฑแต่โดนสวนกลับจนกระอักเลือดออกมาเป็นสีเขียวจางๆปนเลือดหรือที่เรียกว่าครุฑธิการ

ภุชคินทร์มองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง จำได้แม่นว่าสีเลือดครั้งสุดท้ายเหมือนกับแหวนมุกของหม่อมภาณีไม่ผิดเพี้ยน พญานาคตัวผู้ดิ้นเร่าด้วยความเจ็บปวดก่อนขาดใจตาย ในขณะที่พญานาคตัวเมียถูกพญาครุฑฉุดกระชากกรีดร้องแทบไม่เป็นภาษาด้วยความร้าวรานใจ ภุชคินทร์ได้แต่ยืนตาค้างอยู่กับที่ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลง...

ภุชคินทร์สะดุ้งตื่นในเช้าวันใหม่เพราะเสียงโทรศัพท์ จากเฟื่องวลี ชายหนุ่มมองชื่อบนหน้าจอด้วยความเซ็งจัด ตัดสินใจไม่รับและเข้าห้องน้ำอย่างหัวเสีย ขณะเดียวกันที่บ้านภิงคาร...เฟื่องวลีรอสายอย่างอดทนแต่สุดท้ายก็ถอดใจเพราะไม่มีคนรับสาย เฟื่องฟ้าปลอบลูกไม่ให้คิดมาก บอกว่าผู้ชายเหมือนกันหมดทั้งโลกที่แพ้มารยาหญิงรวมทั้งภิงคาร เฟื่องวลีเข้าใจความนัยของแม่ ทำตาโตเพราะไม่คิดว่าแม่จะจีบอดีตสามีพี่สาว เฟื่องฟ้าไม่ยี่หระและพูดอย่างมาดมั่น

“ผีพี่สาวแท้ๆของแม่คงไม่ว่าหรอก ถ้าแม่จะทำหน้าที่เมียของท่านภิงคารแทน”

“งั้นฟีบี้จะพยายามฉกหัวใจของพี่ชายมาให้ได้และหาทางเปิดตัวเป็นคู่หมั้นในวันเปิดร้านของเจ้าประกายคำ”

สองแม่ลูกมองตากันอย่างเข้าอกเข้าใจ...อีกไม่นานทุกอย่างจะต้องเป็นของเราสองคน

ooooooo

และแล้วงานเปิดร้านของเจ้าประกายคำก็มาถึง แขกผู้มีเกียรติทยอยเข้างานอย่างไม่ขาดสาย ประกายเพชรและความงามของเครื่องประดับมากมายล้อกับแสงไฟโชว์ความอลังการของงาน ครอบครัวภุชคินทร์ทักทายเจ้าประกายคำด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หลังจากนั้นหม่อมภาณีกับนารีวรรณจึงเข้าไปในงาน ส่วนภุชคินทร์ขอไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก

ภุชคินทร์ยังคาใจเรื่องความฝันประหลาดเมื่อหลายคืนก่อน ข้องใจเหลือเกินที่เห็นแหวนมุกของแม่เหมือนกับสีเลือดของพญานาคที่กระอักออกมาจากการสู้กับพญาครุฑ ราชนิกุลหนุ่มครุ่นคิดคนเดียวเงียบๆในสวนของโรงแรม เหลือบเห็นเจ้าอุรคาในชุดงดงามแปลกตาเดินผ่านเข้าไปในงาน เขาตัดสินใจตามแต่ไม่ทันสักที

ภุชคินทร์ตามเจ้าอุรคาไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้ตัวจนกระทั่งมีมือหนึ่งฉุดข้อมืออย่างแรง เขาหันขวับอย่างหงุดหงิดและเปลี่ยนเป็นหัวเสียทันทีเมื่อเห็นเฟื่องวลีเกาะแขนเขายิ้มๆ หญิงสาวบอกว่าเขากำลังจะตกดาดฟ้า ชายหนุ่มไม่เชื่อและกวาดตามอง เห็นตัวเองยืนหมิ่นเหม่บนขอบตึกก็หน้าซีดด้วยความตะลึง เฟื่องวลีไม่ทันสังเกต กระชับแขนที่คล้องอยู่และลากเขากลับเข้าไปในงานโดยที่ชายหนุ่มไม่ได้สะบัดออกหรือปัดป้องเหมือนเคย

เฟื่องวลีกระหยิ่มยิ้มสมใจ ควงแขนภุชคินทร์ร่อนไปทั่วงานอย่างภูมิใจ เฟื่องฟ้าได้จังหวะกระซิบบอก นักข่าวว่าลูกสาวคือว่าที่เจ้าสาวของราชนิกุลหนุ่มคนดัง กระจอกข่าวให้ความสนใจรุมถ่ายรูปกันใหญ่ นาถสุดาที่มางานกับไพศิษฐ์ทันเห็นฉากเด็ดของเฟื่องฟ้าที่ติดสินบนนักข่าวก็ทำท่ารังเกียจ ภิงคารกลัวหลานชายเป็นข่าวฉาวจึงเข้าขวาง ภุชคินทร์ได้สติผละตัวออกห่าง ทันใดนั้น...เสียงนักข่าวฮือฮาหน้างาน แขกทุกคนหันไปมอง ปรากฏร่างเจ้าอุรคาเข้างานด้วยท่วงท่าสง่างามดุจนางพญา

เวลาเดียวกัน...สุบรรณที่เพิ่งมาถึงงานพร้อมอำนาจมองตามเจ้าอุรคาตาค้าง ราชนิกุลสาวเดินกรายเข้าไปทักเจ้าประกายคำโดยไม่สนใจแขกคนอื่น ชรายุที่ตามเจ้านายสาวมาด้วย เปิดหีบเครื่องประดับต่อหน้าเจ้าของงานและธารกำนัล เจ้าอุรคายิ้มเย็นและบอกว่าขอนำอัญมณีประจำตระกูลภูจำปามาแสดงในงานนี้ด้วย

“เครื่องประดับต้นตระกูลของฉันจะมีอยู่สามอย่าง คือนาคสวาท มรกต และครุฑธิการ”

นักข่าวส่งเสียงอื้ออึงอย่างตื่นตาตื่นใจ เช่นเดียวกับแขกคนอื่นๆ ยกเว้นเฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีที่มองด้วยความ หมั่นไส้ เจ้าอุรคาหยิบอัญมณีมาอธิบายทีละชิ้นอย่างใจเย็น หม่อมภาณีเห็นในกล่องมีแค่มรกตและครุฑธิการจึงถามหานาคสวาท เจ้าอุรคายกมือลูบไล้ลำคอขาว

ผ่องที่ประดับด้วยสร้อยพร้อมจี้อัญมณีสีเขียวเข้มและบอกว่าอยู่ที่นี่ ทุกคนส่งเสียงฮือฮา มีเพียงภุชคินทร์ที่หน้าซีดเผือดเพราะจำได้ว่าเหมือนกับที่เขาเห็นพญานาคตัวผู้กระอักออกมาครั้งแรก...ปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นกับเขาอีกครั้ง ความรู้สึกมึนงงและเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง พร้อมกับอาการทรุดฮวบของราชนิกุลหนุ่ม ท่ามกลางความตกใจของแขกเหรื่อทั้งงาน!

มณีสวาท

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด