ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

มณีสวาท

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

มณีสวาท ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ณ ริมแม่น้ำโขงเมื่อหลายพันปีก่อน...บรรยากาศมืดมัว ฟ้าร้องกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าพิโรธ ลำน้ำกระเพื่อม ตามแรงลมฝน ดิ่งลึกลงใต้น้ำ นาคชายหญิงสองตัว คลอเคลีย ทันใดนั้น...ครุฑตัวหนึ่งโฉบลงฉกที่นาคชาย รวดเร็วจนนาคอีกตัวช่วยไม่ทัน นาคชายโชคร้ายบิดเร่าอย่างเจ็บปวด ท้องน้ำเต็มไปด้วยเลือดแดงฉานแลดูน่ากลัว...

วันเวลาผ่านไป...บรรยากาศ ณ ริมน้ำโขงเงียบสงบ ภุชคินทร์ชายหนุ่มเชื้อพระวงศ์รูปงามขับรถชมวิวมากับภิงคารรัฐมนตรีมือสะอาดผู้มีศักดิ์เป็นน้าชายอย่างอารมณ์ดี ราชนิกุลหนุ่มประทับใจทิวทัศน์ริมน้ำโขงเป็นพิเศษ ถึงขั้นปรารภว่าอยากชวนหม่อมภาณีผู้เป็นแม่มาเที่ยว เผื่อได้ ที่ดินผืนงามมาปลูกบ้านพัก ภิงคารแซวหลานว่าเป็นเอามาก ภุชคินทร์มีสีหน้าครุ่นคิด

“ไม่รู้สิครับ ขนาดเพิ่งมาครั้งแรก ผมกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด เหมือนว่าเคยอยู่ที่นี่มาก่อน”

“แปลกดี ไปอยู่เมืองนอกเมืองนาตั้งหลายปี กลับมารู้สึกคุ้นเคยที่ริมน้ำโขง”

“สงสัยเนื้อคู่ผมจะอยู่แถวนี้มั้งครับคุณน้า”

“ถ้าใช่จริงๆก็ต้องเรียกว่าบุพเพสันนิวาสแล้วล่ะชาย”

“บุพเพอาละวาดมากกว่าครับ เพิ่งมาครั้งแรก ยังติดใจขนาดนี้ ถ้าได้อยู่นานๆ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับผมอีก”

สองน้าหลานยิ้มให้กันขำๆแล้วต้องแปลกใจเมื่อเห็นชาวบ้านยืนมุงข้างทาง ภุชคินทร์เบนรถจอดและชวนน้าเดินหากลุ่มคน ได้ยินเสียงคุยกันเซ็งแซ่แต่ฟังไม่ได้ศัพท์ กองทัพนักข่าวถ่ายรูปบรรยากาศกันอย่างโกลาหล สองน้าหลานเห็นรอยเท้าอะไรสักอย่างลากเป็นทางยาวจากแม่น้ำโขงขึ้นมาบนฝั่ง ภุชคินทร์หยิบกล้องถ่ายรูปที่พกติดตัวเสมอมาถ่ายเก็บไว้ มนตรีหนึ่งในนักข่าวจำภิงคารได้จึงเข้ามาทักและอธิบายเรื่องรอยประหลาด

“ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นรอยเท้าพญานาคครับ เขาว่าพญานาคออกมาเล่นน้ำฝน”

ภุชคินทร์เพ่งดูรอยเท้าด้วยความสงสัย ทันใดนั้นเอง... รอยเท้านั่นเลื้อยเข้าเป็นวงกลมและพุ่งใส่ดวงตาเขาอย่างจัง หัวสมองเขาอื้ออึง เห็นรอยเท้าเป็นวงเวียนคล้ายรูปหน้าของสตรี ชายหนุ่มพยายามสะบัดหัวไล่ความมึนงงแต่กลับได้ยินเสียงเรียกเบาๆ

“ภุชเคนทร์...ภุชเคนทร์”

ภุชคินทร์ง่วงงุนเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ พยายามหรี่ตามองแต่รู้สึกเหมือนมีลมปะทะ เขาทำท่าคล้ายจะหมดสติ ภิงคารถลาไปพยุงหลานและพากลับไปที่รถ นักข่าวกรูมาถ่ายรูปกันอย่างตื่นเต้น ชาวบ้านมองตามอย่างอยากรู้อยากเห็น ลงความเห็นว่าชายหนุ่มหน้าตาดีอาจต้องมนต์พญานาค...

ภิงคารเป็นห่วงอาการหลานชายจึงอาสาพาไปโรงพยาบาลแต่ภุชคินทร์ไม่ยอม อ้างว่าแค่เหนื่อยมากไปเท่านั้น ชายหนุ่มหันกลับไปที่กลุ่มคนแล้วสะดุ้งเฮือก เห็นร่างเลือนลางของสตรีปริศนาจ้องเขาอยู่ ภุชคินทร์อุทานเสียงดังจนภิงคารเบรกรถตัวโก่ง ราชนิกุลหนุ่มหันไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่เห็นสตรีผู้นั้นแล้ว ภุชคินทร์นิ่วหน้า...เกิดอะไรกับเขากันแน่

เวลาเดียวกัน...นรินทร์นั่งสมาธิในห้องพระที่บ้าน เห็นนิมิตเป็นท้องฟ้ามืดทะมึน ฝนและลมพัดกระหน่ำ พญานาคตนหนึ่งผุดขึ้นกลางลำน้ำด้วยท่าทางกราดเกรี้ยว เขาขมวดคิ้ว พยายามรับสารที่พญานาคตนนั้นต้องการสื่อแต่ไม่ทันรู้เรื่อง ประตูห้องเปิดออก นาถสุดาลูกสาวเข้ามาปลุกเขาออกจากนิมิต หญิงสาวคุ้นเคยกับลางสังหรณ์ของบิดาดี รู้สึกเป็นห่วงไพศิษฐ์แฟนหนุ่มกับสุบรรณลูกพี่ลูกน้องตงิดๆ

ooooooo

สุบรรณนักการเมืองหนุ่มอนาคตไกลออกจากห้องประชุม ณ ที่ทำการพรรคชื่อดังและให้สัมภาษณ์กองทัพนักข่าว ตอบคำถามเกี่ยวกับคู่ควงคนล่าสุดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม อำนาจเลขานุการส่วนตัวผู้เปรียบเสมือนมือขวามาช่วยกันเจ้านายออกจากฝูงชนและพาเลี่ยงไปลานจอดรถ กลุ่มนักข่าวมองหน้ากันยิ้มๆ เม้าท์สุบรรณไล่หลัง

“ไม่ได้ข่าวตามเคย ท่านสุบรรณเอาแต่ยิ้มแล้วก็เลี่ยงอย่างนี้ทุกที”

“ท่านถึงได้สมญานามไง ว่าเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์เพราะอารมณ์ดี ไม่เคยหงุดหงิดกับใครสักคน”

กลุ่มนักข่าวมองตามสุบรรณปลื้มๆ ประทับใจมาดและรอยยิ้มทรงเสน่ห์เกินกว่าจะเคืองที่ไม่ได้ข่าว

ฟากอำนาจพาเจ้านายหนุ่มมาถึงลานจอดรถ สุบรรณเปลี่ยนสีหน้าเป็นดุดันทันทีราวกับเป็นคนละคน ถามเสียงห้วนถึงเรื่องที่มอบหมายให้ติดต่อซุ้มมือปืน อำนาจไม่ทันตอบ เสียงมือถือสุบรรณดังขึ้น เขาปรับเสียงเป็นอ่อนโยนเมื่อเห็นชื่อที่หน้าจอ นาถสุดาโทร.มาแต่ไม่กล้าบอกเรื่องนิมิตของนรินทร์ สุบรรณเห็นญาติสาวไม่มีอะไรจึงขอวางสายและหันไปสั่งงานเรื่องมือปืนต่อ อำนาจรับคำขรึมๆ ดูแลให้เจ้านายขึ้นรถและขับออกไป

หลังวางสายสุบรรณ...นาถสุดาโทร.หาแฟนหนุ่มทันทีด้วยความเป็นห่วง ไพศิษฐ์นายตำรวจมือปราบไฟแรงที่กำลังซ้อมยิงปืน กดรับสายอย่างอารมณ์ดี นาถสุดา โล่งอกที่เขาไม่เป็นอะไรและเล่าเรื่องนิมิตของนรินทร์ให้ฟัง ไพศิษฐ์คุ้นเคยกับญาณพิเศษของว่าที่พ่อตาดี ยิ้มน้อยๆ แล้วอดค่อนแคะสุบรรณไม่ได้

“ตอนนี้ผมไม่เป็นอะไรหรอก ถ้าช่วงเลือกตั้งล่ะไม่แน่”

“คุณศิษฐ์ชอบพูดอย่างนี้ทุกที มันสะเทือนถึงพี่สุบรรณของนาถนะคะ”

“นาถจะกลัวทำไมล่ะ ในเมื่อเคยบอกเองว่าพี่สุบรรณของนาถเป็นคนดี”

“พี่สุบรรณเป็นคนดีแน่ค่ะ แต่คนรอบข้างเขานาถไม่รู้”

ไพศิษฐ์รู้ว่าแฟนสาวรักลูกพี่ลูกน้องคนนี้มากเลยไม่อยากขัด ปลอบไม่ให้คิดมาก นาถสุดาวางสายแต่ยังกังวลเพราะทุกครั้งที่บิดาเกิดนิมิตมักเกิดเรื่องไม่ดี ในใจก็ภาวนาขออย่าให้ครอบครัวกับคนที่รักเป็นอันตราย

คืนเดียวกันที่วังนาเคนทร์...มีงูขนาดย่อมเลื้อยอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าวัง ขดตัวเป็นวงกลมแล้วผงกหัวขึ้นดุจรอฟังอะไรบางอย่าง มันมองไปด้านในเห็นนารีวรรณหรือหนูนาหลานห่างๆที่หม่อมภาณีขอมาเป็นลูกบุญธรรมตั้งแต่เด็กเอาอกเอาใจภุชคินทร์อย่างประจบ ภิงคารที่มาส่งหลานชายมองด้วยสายตาเอ็นดู หม่อมภาณีอดบ่นน้องชายไม่ได้ที่ใช้งานลูกชายหัวแก้วหัวแหวนหนักจนเกือบเป็นลมบนริมฝั่งโขง ภิงคารยิ้มรับและชี้แจงขำๆ

“ก็นายชายเป็นผู้ช่วยผม ก็ต้องไปกับผมสิครับคุณพี่”

หม่อมภาณีค้อนน้องชายแต่ไม่จริงจังนัก ภิงคาร บอกว่าถ้าภุชคินทร์ไม่ทำท่าจะเป็นลมเสียก่อนคงอยู่ดูรอยเท้าพญานาคต่อ หม่อมภาณีไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้ อดเหน็บน้องชายไม่ได้

“สนใจตรงเป็นรอยเท้าพญานาคจริงๆ หรือเป็นขบวนการแหกตาของพวกมิจฉาชีพล่ะ”

“เรื่องแบบนี้ล้อกันเล่นไม่ได้หรอกพี่ภาณี ถ้าชาวบ้านรู้คงเอาตาย เพราะเขาเชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่ เกิดขึ้นช่วงเทศกาลออกพรรษา ที่เขาแห่บั้งไฟพญานาคกัน”

“งั้นพญานาคคงขึ้นมารับรู้และให้พรที่ชาวบ้านทำบุญไปให้เขานั่นแหละ ไม่มีอะไรหรอก”

นารีวรรณนั่งฟังแม่บุญธรรมกับน้าชายถกเรื่องพญานาคแล้วคิดอะไรได้ เปรยขำๆว่าพญานาคอาจอยากพบผู้คนบ้างก็ได้...โดยเฉพาะพี่ชายเพราะชื่อภุชคินทร์แปลว่านาคราชผู้เป็นใหญ่ ชายหนุ่มเจ้าของชื่อเลิกคิ้วแล้วถาม

“แล้วทำไมคุณแม่ถึงตั้งชื่อผมว่าภุชคินทร์ล่ะครับ”

“ตอนแม่ท้อง...แม่ฝันถึงพญานาคราชจ้ะ”

หม่อมภาณีตอบยิ้มๆ ต่างจากภุชคินทร์ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที นึกถึงเหตุการณ์ประหลาดเมื่อกลางวันแล้วสังหรณ์ไม่ดี...ขณะเดียวกันที่ด้านนอก...งูขนาดย่อมตัวนั้นค่อยๆคลานออกจากวังอย่างสงบ เลื้อยไปตามแนวหญ้ารกชัฏ ทันใดนั้น...มันหยุดเมื่อปรากฏเงาของเจ้าอุรคาทาบทับตามแนวหญ้า มันผงกหัวขึ้นและกลายร่างเป็นชรายุหญิงรับใช้คนสนิท รายงานทุกสิ่งที่ได้เห็นจากวังนาเคนทร์

“ท่านภุชเคนทร์จำเรื่องราวทุกอย่างไม่ได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดถึงได้ชื่อภุชคินทร์”

“ไม่เป็นไร เราจะทำทุกอย่างให้ภุชเคนทร์จำได้...ภุชเคนทร์จะต้องจำได้”

เสียงของเจ้าอุรคาแผ่วเบาแต่กังวานน่ากลัว ชรายุมองไปที่เจ้านายสาวอย่างสงสารและยำเกรง...

ooooooo

ภุชคินทร์เก็บคำพูดหม่อมภาณีเรื่องฝัน

ถึงพญานาคตอนท้องไปคิดมากจนนอนไม่หลับ นึกถึงรอยเท้าพญานาคที่เพิ่งเจอ อาการมึนงงคล้ายจะเป็นลม เสียงเรียกแผ่วเบา เงาของสตรีปริศนาที่ริมโขงแล้วต้องนิ่วหน้า ผุดลุกจากเตียงมาที่โต๊ะทำงาน

ราชนิกุลหนุ่มหยิบกล้องมาเปิดดูรูปรอยเท้าพญานาคที่ถ่ายไว้พลางค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต พบเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการกราบไหว้บูชา การขอหวยและทำนายฝัน แต่ไม่มีแหล่งข่าวใดระบุถึงความจริงสักแห่ง ภุชคินทร์มองภาพรอยเท้าพญานาคอย่างสงสัย...หรือว่าทั้งหมดจะเป็นแค่เรื่องแหกตา ทันใดนั้น...ลมแรงพัดมาปะทะที่หน้าต่างจนเขาสะดุ้ง ชายหนุ่มมองที่ภาพรอยเท้าพญานาคอีกครั้งแล้วปรากฏ– การณ์ประหลาดก็เกิดขึ้นอีก เมื่อเขารู้สึกวูบๆเหมือนถูกดูดเข้าไปในรอยเท้านั้นจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

ภุชคินทร์รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเท้าสัมผัสน้ำที่เย็นเฉียบ กวาดสายตามองรอบๆแล้วนึกรู้ว่ากำลังเดินอยู่ริมน้ำโขงในยามค่ำคืนที่เงียบสงบแต่ดูวังเวง เสียงบรรเลงดนตรีพื้นบ้านค่อยๆดังขึ้น ชายหนุ่มหันไปมอง เห็นสตรีนางหนึ่งยืนหันหลังในลำน้ำ เธอหันมามองเขาเพียงเสี้ยวหน้าแล้วพูดเสียงเบา

“ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านมา ภุชเคนทร์...มา...กลับมาอยู่ด้วยกัน...มา...ภุชเคนทร์...มา”

หญิงสาวเดินลึกลงไปในน้ำ ภุชคินทร์ร้องลั่น ถลาไปช่วยแต่เหมือนเธอจะจมห่างไปเรื่อยๆ เขาตัดสินใจกระโจนคว้าแล้วแทบสิ้นสติเมื่อร่างนั้นกลายเป็นนาค ภุชคินทร์ตะลึง ร้องลั่นแข่งกับเสียงฟ้าผ่าที่ดังกึกก้องดุจฟ้าถล่ม

ภุชคินทร์สะดุ้งตื่นเมื่อมีเสียงเคาะประตูอย่างแรงในเช้าวันถัดมา เขาลุกไปเปิดประตูให้นารีวรรณน้องสาวบุญธรรมที่มาปลุกตามคำสั่งหม่อมภาณีเพราะเห็นว่าเขาตื่นสายกว่าปกติ ภุชคินทร์ตั้งสติ มองไปที่คอมพิวเตอร์ เห็นภาพรอยเท้าพญานาคปรากฏที่หน้าจอก็ยิ้มน้อยๆ บอกตัวเองว่าคงสงสัยเรื่องนี้มากจนเก็บไปฝัน เขาปิดคอมพิวเตอร์แล้วเข้าห้องน้ำ หมดความสนใจเรื่องรอยเท้าพญานาคแต่เพียงเท่านั้น...

ขณะเดียวกันที่บ้านภิงคาร...เฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีนั่งหน้าหงิกแหงนมองบันไดชั้นบน บ่นกระฟัด กระเฟียดที่ภิงคารยังไม่ลงมา น้อมกับต้อยติ่งคนรับใช้ประจำบ้านมองสองแม่ลูกอย่างระอา ถ้าไม่ติดว่า

ทั้งสองเป็นญาติเจ้าของบ้านคงพูดอะไรสักอย่างไปแล้ว ภิงคารลงมาพอดี สองแม่ลูกปรับสีหน้าและทักทายเสียงใสเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าของบ้านหนุ่มใหญ่เปรยว่ากลับดึกเพราะแวะวังนาเคนทร์ส่งภุชคินทร์ที่ไม่ค่อยสบาย เฟื่องวลีตาโตแล้วตัดพ้อ

“คุณลุงไปบ้านพี่ชาย ทำไมไม่บอกคะ ฟีบี้อยากเจอพี่ชาย”

“นายชายไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ไม่ต้องห่วง แล้วคราวหลัง ลุงว่าเฟื่องเรียกตัวเองว่าเฟื่องเหมือนเดิม หรือจะเฟื่องวลีตามชื่อจริงก็ได้นะ จู่ๆเปลี่ยนชื่อเป็นฟีบี้อย่างนี้ ลุงไม่คุ้นหูคุ้นปากเลย”

ภิงคารจิบกาแฟแล้วออกไปทำงาน สองแม่ลูกหยิบกระเป๋าเอกสารตามไปส่งที่รถ น้อมกับต้อยติ่งมองตามหลังคณะเจ้านายแล้วส่ายหน้าปลงๆ ต้อยติ่งถามน้อมเสียงเซ็งสุดขีด

“เมื่อไหร่คุณสองคนนั่นจะกลับไปอยู่บ้านตัวเองล่ะป้า เขาไม่ได้เป็นญาติกับคุณท่านไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ใช่ญาติก็เหมือนนั่นแหละ คุณเฟื่องฟ้าเป็นพี่สาวภรรยาของท่านภิงคาร”

“แต่ภรรยาคุณท่านเสียแล้วตั้งหลายปี ไม่น่ามีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก”

“ใช่...ไม่ควรมีอะไรเกี่ยวข้องกัน แต่ทำไงได้ ในเมื่อคนมันไม่มีที่ไป ก็ต้องอยู่เป็นปลิงคอยเกาะเขาอยู่อย่างนี้ โดยเฉพาะคุณท่านเป็นคนใจดี สองแม่ลูกนั่นคงดูดเลือดคุณท่านกันสนุกล่ะ”

สองสาวรับใช้ต่างวัยมองหน้ากันเอือมๆ...หวังว่าสักวันสองแม่ลูกจะไปจากบ้านนี้เสียที

ooooooo

ไพศิษฐ์รู้ข่าวภุชคินทร์เพื่อนรักเกือบเป็นลมหมดสติเมื่อเห็นรอยเท้าพญานาคจึงชวนนาถสุดาไปเยี่ยม เจอกับเฟื่องวลีและพะนอฤดีเพื่อนสนิทของนารีวรรณที่หน้าวังนาเคนทร์ สองสาวคู่ปรับปะทะคารมกันหอมปากหอมคอแล้วเข้าไปเยี่ยมภุชคินทร์ ไพศิษฐ์กับนาถสุดามองหน้ากันขำๆ...เดาว่าภุชคินทร์ตกที่นั่งลำบากแต่เช้าแน่

หม่อมภาณีกับภุชคินทร์มองกระเช้าขนาดใหญ่สองใบจากเฟื่องวลีและพะนอฤดีด้วยสายตากระอักกระอ่วน สองสาวคู่กรณียังจ้องตากันอย่างไม่ยอมแพ้ ภุชคินทร์เปรยลอยๆด้วยความสงสัยว่าใครเป็นคนปล่อยข่าว ไพศิษฐ์ อยากแกล้งเพื่อนเลยแซวขำๆว่าให้ลองไปอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์

“ม.ร.ว.ภุชคินทร์ผู้ช่วยสุดหล่อของท่านภิงคาร เจอรอยเท้าพญานาคเข้าหน่อยถึงกับเป็นลม”

ภุชคินทร์ทำหน้าเมื่อยเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เช่นเดียวกับเฟื่องวลี ต่างจากพะนอฤดีที่มองคู่ปรับเคืองๆ จ้ำอ้าวออกไปข้างนอกอย่างหัวเสีย นารีวรรณวิ่งตามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง ปลอบให้ใจเย็นและควบคุมอารมณ์ พะนอฤดีสูดลมหายใจลึก พูดเสียงเครียด

“ก็เพราะที่นี่เป็นบ้านผู้ดีสิจ๊ะ ฤดีถึงเป็นผู้ดีตาม ไม่งั้นหนูนาคงรู้ว่าลูกแม่ค้าคนนี้จะจัดการยายซอมบี้นั่นยังไง”

นารีวรรณยิ้มให้คำเปรียบเปรยของเพื่อนสาว พะนอฤดีอารมณ์ดีขึ้นเมื่อได้ระบาย ฝากขอโทษภุชคินทร์และให้ช่วยกันท่าเฟื่องวลี หญิงสาวไปขึ้นรถแล้วร้องกรี๊ด สุดเสียงเมื่อเห็นงูขนาดย่อมเลื้อยตัดหน้า หยุดชูคอแผ่แม่เบี้ยจ้องมาที่เธอ ตาสินคนสวนวิ่งมาดูหน้าตื่น ตามด้วย ภุชคินทร์ ไพศิษฐ์ นาถสุดา หม่อมภาณี และเฟื่องวลี คนสวนเก่าแก่ตั้งท่าจะใช้จอบฆ่างูแต่ภุชคินทร์ห้ามไว้ บอกให้ไล่แต่อย่าฆ่า สิ้นเสียงราชนิกุลหนุ่ม งูที่ขู่ฟ่อเลื้อยหนีไปอย่างว่าง่าย ไพศิษฐ์อดแซวเพื่อนไม่ได้ที่พูดกับงูรู้เรื่อง นาถสุดารีบอธิบายแทน

“งูเขารับรู้ได้ด้วยเมตตาจิตต่างหากค่ะ คุณชายไม่อยากทำร้าย เขาเลยรีบเลื้อยหนีไป”

“คุณนาถคุยกับงูรู้เรื่องด้วยหรือคะ” เฟื่องวลีถามลอยๆ

“ไม่หรอกค่ะ นาถพูดตามที่ได้ศึกษาธรรมะมา การไม่เบียดเบียนกันได้เป็นสิ่งดี”

“ฟีบี้คงไม่ใจดีเหมือนคุณนาถหรอกค่ะ ลองงูมันเข้ามา จะฟันให้คอขาดเลย”

หม่อมภาณีมองท่าทางฮึดฮัดของเฟื่องวลีอย่างระอา เช่นเดียวกับภุชคินทร์ที่บอกให้หญิงสาวกลับเพราะเห็นงูแผ่แม่เบี้ยจ้องเธออยู่ เฟื่องวลีวิ่งหนีขึ้นรถพร้อมกับงูตัวนั้นที่เลื้อยหายไป ภุชคินทร์กำชับตาสินเรื่องไล่งูแล้วกลับเข้าวัง โดยมีสายตาของงูอีกตัวมองตามจนร่างเขาลับตา

ไพศิษฐ์พานาถสุดาออกจากวังนาเคนทร์ไปหาสุบรรณที่บ้าน บ่นกระปอดกระแปดตลอดทางเรื่องบรรยากาศชวนอึดอัดเต็มไปด้วยบอดี้การ์ดของคฤหาสน์ญาติเธอ

“ถ้านาถไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องท่านสุบรรณ ผมไม่ยอม เป็นผู้ติดตามหรอก รู้สึกเหมือนเป็นมาเฟียไปด้วย”

“ก็เป็นนักธุรกิจใหญ่ก่อนได้ตำแหน่งนี่คะเลยมีผู้คุ้มกันเยอะ แต่คุณศิษฐ์อย่าห่วงเลยค่ะ พี่สุบรรณเป็นคนดี”

ไพศิษฐ์ไม่อยากค้านให้แฟนสาวไม่สบายใจเลยอือออตาม อำนาจมาต้อนรับด้วยสีหน้าเฉยชา นาถสุดายิ้มหวานและบอกว่าเอาเสื้อมาให้เจ้านายเขาใส่ไปงานเลี้ยง มือขวาคนสนิทญาติเธอพยักหน้ารับก่อนเดินนำเข้าไป สุบรรณทักทายลูกพี่ลูกน้องสาวและถามไพศิษฐ์เรื่องงานเลี้ยงรับรองแขกต่างประเทศ

“ผมคุยกับหม่อมราชวงศ์ภุชคินทร์แล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ”

“หม่อมราชวงศ์ภุชคินทร์...ผู้ช่วยท่านภิงคาร ได้ข่าวว่าจบนอกและเก่งมาก ฝากบอกด้วยว่าผมอยากรู้จัก”

ไพศิษฐ์รับปากแกนๆ มองหน้านักการเมืองหนุ่มที่เขารับหน้าที่ติดตามอย่างไม่ค่อยไว้ใจ นาถสุดาเสริมว่าราชนิกุลหนุ่มไม่เพียงมีความสามารถแต่ยังรูปงามไม่แพ้ญาติหนุ่ม สุบรรณยิ้มเหยียดๆ นึกเขม่นภุชคินทร์ตั้งแต่ยังไม่เจอตัวจริง ส่งสัญญาณเรียกอำนาจมาสั่งความให้รีบเคลียร์งาน เพราะสังหรณ์ใจว่าอาจต้องอยู่ในงานเลี้ยงนาน
กว่าที่คิด

ooooooo

และแล้วงานเลี้ยงรับรองแขกต่างประเทศของสุบรรณก็มาถึง บรรดาแขกผู้มีเกียรติจากแวดวงต่างๆทยอยเข้างานกันอย่างไม่ขาดสาย รวมทั้งเฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีที่ติดสอยห้อยตามภิงคารมา สองแม่ลูกมองบรรยากาศในงานด้วยความตื่นเต้น ซักซ้อมแผนโปรโมตตัวเองด้วยการใช้ภุชคินทร์เป็นเครื่องมือ

“หาทางประกบคุณชายให้ได้นะยายเฟื่อง เวลาออกข่าวจะได้เห็นหน้าแก”

“เรื่องแบบนี้คุณแม่ไม่สอน ฟีบี้ก็ไม่พลาดอยู่แล้ว และตอนนี้ลูกชื่อฟีบี้ค่ะ อย่าเผลอเรียกว่าเฟื่องวลีนะคะ”

เฟื่องวลีเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง มองเห็นภุชคินทร์เดินมาจึงร้องทักเสียงใส ราชนิกุลหนุ่มหันไปมองแล้วต้อง ชะงักเมื่อไพศิษฐ์ตะโกนเรียกจากอีกทาง เขาเลือกไปหาเพื่อน เฟื่องวลีขัดใจแต่พยายามเก็บอาการ ก้าวตามไปอย่างไม่ยอมแพ้ ทิ้งมารดาให้เตร็ดเตร่ในงานคนเดียว

ไพศิษฐ์ถามหาภิงคารเพราะน่าจะเข้างานมาพร้อม เพื่อนรัก ภุชคินทร์บอกว่าน้าชายกำลังให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ด้านนอก ผู้กองหนุ่มถือโอกาสพาเพื่อนไปหาสุบรรณตามที่ได้รับคำสั่งมาก่อนหน้า เฟื่องวลีมาถึงตัวสองหนุ่มพอดีเลยขอตามไปด้วย สุบรรณพูดคุยกับบรรดาแขกในงานอย่างอารมณ์ดีถึงกับชะงักเมื่อเห็นราชนิกุลหนุ่ม เช่นเดียวกับภุชคินทร์ที่รู้สึกแปลกๆเมื่อเผชิญหน้านักการเมืองหนุ่มอย่างสุบรรณ ไพศิษฐ์รับหน้าที่แนะนำเพื่อนรักยิ้มๆ

“ท่านครับ...หม่อมราชวงศ์ภุชคินทร์ นาเคนทร์ครับ”

สุบรรณยื่นมือให้จับ ภุชคินทร์สัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลที่บีบมือ ถอนมือและทักทายยิ้มๆ

“ผมรู้จักท่านสุบรรณ...ในฐานะหนุ่มไฟแรง คนเก่ง แต่ท่านคงไม่รู้จักผม”

“รู้จักสิ ผมได้ยินชื่อคุณมานานตั้งแต่คุณอยู่ต่างประเทศ รู้ว่าเป็นหลานรักท่านภิงคาร แต่ที่ผมแปลกใจคือรู้สึกว่าเราจะเคยรู้จักกันมาก่อน แต่จำไม่ได้จริงๆว่าที่ไหน”

สุบรรณจ้องหน้าภุชคินทร์นิ่ง สั่งไพศิษฐ์ให้ประสานกับราชนิกุลหนุ่มเพื่อหาเวลาทานมื้อค่ำด้วยกันหลังงานเลี้ยง ผู้กองหนุ่มทำหน้าแหยงๆ หันไปทางภุชคินทร์ที่รับปากตามมารยาท เฟื่องวลีตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่างแล้วชะงักเมื่อได้ยินเสียงฮือฮาของกองทัพนักข่าวบริเวณหน้าห้องจัดเลี้ยง

เจ้าอุรคาในชุดสีเขียวมรกตปรากฏกายพร้อมกับยมนาชายหนุ่มรูปงามในชุดดำแลดูลึกลับ ทั้งสองกลายเป็นเป้าสายตาคนทั้งงาน ภุชคินทร์กับสุบรรณมองสาวสวยผู้มาใหม่อย่างไม่วางตา สุบรรณตื่นตะลึงกับความงามราวกับโดนมนต์สะกด ต่างจากภุชคินทร์ที่มองอย่างพินิจ รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจอหญิงสาวที่ไหนมาก่อนแต่ยังนึกไม่ออก

เฟื่องวลีเห็นทุกคนสนใจแต่หญิงสาวผู้มาใหม่เลยหลบไปเติมแป้งเพิ่มความมั่นใจ กลับมาเห็นภิงคาร พูดคุยอยู่กับหญิงสาวสวยจัดคนนั้นอย่างคุ้นเคยดี แนะนำเธอให้รู้จักสุบรรณเจ้าของงาน

“นี่เจ้าอุรคาแห่งภูจำปาครับ แล้วนี่ก็คุณสุบรรณ ครุฑไพฑูรย์ ชายหนุ่มที่เก่งและเนื้อหอมที่สุดตอนนี้”

เจ้าอุรคาก้มศีรษะน้อยๆอย่างไว้ตัว แววตาเยือกเย็น จนชายหนุ่มรู้สึก สุบรรณทักทายอย่างเคลิ้มๆและถามถึงภูมิลำเนาของหญิงสาวที่อีกฝั่งโขงอย่างรู้จักดี สองหนุ่มสาวพูดคุยกันถูกคอ ส่งยิ้มให้กันอย่างยินดี ภุชคินทร์มองด้วยความหมั่นไส้และชวนเฟื่องวลีออกจากงาน เจ้าอุรคาเห็นราชนิกุลหนุ่มจะออกไปจึงตามไปทัก ภุชคินทร์มองมาอย่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์จะรู้จักเขา เจ้าอุรคายิ้มหวานและยื่นมือให้

“รู้จักท่านภิงคารก็ต้องรู้จักผู้ช่วยคนเก่งของท่านสิคะ ยินดีที่ได้รู้จัก...อีกครั้งค่ะ”

บรรดาแขกหนุ่มๆมองด้วยแววตาอิจฉา เพราะเจ้าอุรคาไม่ทักทายใครอย่างสนิทสนมเช่นนี้ แม้กระทั่งสุบรรณชายหนุ่มเนื้อหอมของงาน เฟื่องวลีมองเจ้าหญิงต่างแดนที่จับมือภุชคินทร์อย่างอ้อยอิ่งด้วยความไม่พอใจ พูดแทรกขึ้นอย่างหงุดหงิด ภุชคินทร์ปล่อยมือและขอตัวไปกับเฟื่องวลี โดยมีสายตาของสุบรรณมองตามอย่างหัวเสีย

เฟื่องวลีลากภุชคินทร์มาด้านนอกงานเลี้ยงและนินทาเจ้าอุรคาอย่างเสียๆหายๆ ชายหนุ่มพยายามปรามแต่หญิงสาวไม่หยุด จับมือเขาแน่นและค่อนแคะเจ้าหญิงต่างแดนด้วยความหมั่นไส้ที่ได้รับความสนใจจากคนทั้งงาน

“ก็มันจริงไหมล่ะคะ คืนนี้หล่อนคงอยากจะเก็บแต้มให้หมดทั้งท่านสุบรรณและพี่ชาย พี่ชายก็รู้ว่าผู้หญิงสมัยนี้ไวไฟจะตาย จะรักนวลสงวนตัวเหมือนเมื่อก่อนไม่มีหรอก”

“ดีจ้ะที่ฟีบี้รู้จักรักนวลสงวนตัว ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยมือพี่สักที”

เฟื่องวลีไม่ยอมปล่อย ภุชคินทร์ไม่ทันตอบโต้ รู้สึกเหมือนโดนจับตามอง เห็นเจ้าอุรคามองด้วยแววตาตัดพ้อ เฟื่องวลีหันมาเห็นก็ฮึดฮัด ภุชคินทร์เห็นท่าไม่ดี เดินกลับเข้างานโดยมีเฟื่องวลีวิ่งตามติดๆ เจ้าอุรคามองภาพตรงหน้าด้วยสายตาวาวโรจน์แล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มเมื่อเห็นสุบรรณตรงมาหา ภุชคินทร์หันกลับมาทันเห็นดวงตาหวานเยิ้มของเจ้าอุรคาที่มีต่อสุบรรณก็ชักเชื่อที่เฟื่อง– วลีเคยพูด...ท่าทางเจ้าหญิงคนสวยจะชอบหว่านเสน่ห์!

แต่ถึงกระนั้น...ภุชคินทร์ไม่ยิ้มแม้แต่น้อยเมื่อได้ยินเฟื่องวลีจีบปากจีบคอพูดถึงเจ้าอุรคาอย่างมีอคติ ชายหนุ่มช่วยพูดแก้ให้แต่หญิงสาวไม่สนใจ โพล่งออกไปว่าหวงราชนิกุลหนุ่ม ภุชคินทร์ชักสีหน้า ดุเธอว่าไม่มีสิทธิ์เพราะไม่ได้เป็นอะไรกัน เฟื่องวลีกระทืบเท้าอย่างขัดใจแต่ไม่ทันตอบโต้ ไพศิษฐ์พุ่งมาหาทั้งสองเสียก่อน ส่งสายตาบุ้ยใบ้ไปทางสุบรรณกับเจ้าอุรคาที่พูดคุยกันกะหนุงกะหนิง ภุชคินทร์มองตามแล้วรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

ooooooo

สุบรรณมองเจ้าหญิงจากต่างแดนด้วยสายตาหลงใหล เปรยให้ฟังว่าเพิ่งเข้าใจความรู้สึกแปลกๆของตนที่เหมือนจะได้เจอเรื่องมหัศจรรย์ เจ้าอุรคาส่งสายตายั่วยวนแล้วแกล้งถามต่ออย่างสนใจ สุบรรณทำตาหวานเยิ้มเข้าใส่บอกความในใจและสารภาพว่าสิ่งมหัศจรรย์นั้นคือเธอ

“ครับ...ทันทีที่ได้เจอเจ้า ผมก็ไม่อยากละสายตาไปทางไหนเลย”

“บังเอิญดิฉันไม่ใช่สาวสิบเจ็ดที่จะหลงละเมอเพ้อพกไปกับคำหวานของผู้ชาย...โดยเฉพาะผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกัน”

“ใช่ครับ...เราเพิ่งรู้จักกัน แต่แปลกที่ผมกลับรู้สึกว่ารู้จักและคุ้นเคยกับเจ้ามานานแสนนาน”

“ขนาดนั้นเชียวหรือคะ ถ้าเช่นนั้น...ดิฉันก็ได้แต่หวังว่าคุณสุบรรณจะจำความรู้สึกนี้ไปได้ตลอด วันไหนที่ดิฉันมาทวงสัญญา...คุณสุบรรณจะได้ไม่ลืม”

สุบรรณติดใจคำว่าสัญญา เลิกคิ้วเหมือนจะถาม เจ้าอุรคายิ้มหวานกลบเกลื่อนและเย้าขำๆ

“ดิฉันก็พูดล่วงหน้าไปน่ะค่ะ ว่ากันว่าผู้ชาย...เป็นเพศที่ลืมคำพูดตัวเองง่ายที่สุด ดิฉันเลยพูดเผื่อไว้ คุณสุบรรณจะได้ไม่ลืม...ว่าเราเคยรู้จักกัน คุ้นเคยกันมาก่อน”

เจ้าอุรคาสบตาสุบรรณนิ่งราวกับจะย้ำให้เขารู้ว่า

ที่พูดทั้งหมดคือเรื่องจริง ทันใดนั้นเอง...สุบรรณร้องเสียงดัง กระชากร่างเจ้าอุรคามากอดไว้อย่างรวดเร็วเมื่อเห็นงูตัวหนึ่งเลื้อยอยู่บนต้นไม้ด้านหลัง สองหนุ่มสาวเหมือนตกอยู่ในภวังค์ของกันและกัน ภุชคินทร์ผ่านมาเห็นภาพหวานตรงหน้าก็นึกค่อนแคะหญิงสาวในใจ

“ผู้หญิงชอบหว่านเสน่ห์ประเภทนี้ ทำได้อย่างเดียวคือทำลายครอบครัวคนอื่น น่ารังเกียจจริงๆเจ้าอุรคา”

เจ้าอุรคาเหลือบเห็นภุชคินทร์เดินฮึดฮัดกลับเข้างานก็หน้าเสีย ผละออกจากสุบรรณและขอตัวจากไป สุบรรณอาสาไปส่งแต่ถูกปฏิเสธเพราะเจ้าหญิงต่างแดนอ้างว่ามีคนขับรถมาด้วย ชายหนุ่มมองตามอย่างอาวรณ์ พยายามตามแต่ไม่ทันจึงออกคำสั่งให้อำนาจมือขวาคนสนิทหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้าอุรคาให้เร็วที่สุด อำนาจรับคำขรึมๆ สุบรรณมองรอบงานเซ็งๆ...ข้องใจเหลือเกินว่าเจ้าอุรคาคนงามหายไปไหน

ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าอุรคาหลบอยู่ที่ใด...เจ้าหญิงต่างแดนรอจนงานเลี้ยงเลิก เฝ้าดูภุชคินทร์มาส่งภิงคาร เฟื่องฟ้า และเฟื่องวลีขึ้นรถ ตัดพ้อกับยมนายมทูตในร่างมนุษย์กัลยาณมิตรของเธอด้วยความเสียใจ

“เขาจำเราไม่ได้ มิหนำซ้ำยังมองเราด้วยสายตาดูหมิ่นดูแคลน”

“อดีตได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว”

“ไม่...เราจะทำให้อดีตย้อนคืนมา จะทำให้เขาจำความรักของเราและได้ครองรักกัน...ไม่พลัดพรากจากกันอีก”

เจ้าอุรคาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ยมนามองมาอย่างหนักใจว่าเมื่อไหร่ที่หญิงสาวจะปล่อยวางได้

ฝ่ายภุชคินทร์ขับรถกลับบ้านอย่างสบายใจแล้วต้องเบรกตัวโก่ง เห็นรถคันหรูจอดข้างทาง โดยมีสภาพเหมือนเพิ่งประสบอุบัติเหตุเพราะเห็นเศษกระจกแตกเกลื่อนที่ด้านนอก หญิงสาวคนขับฟุบหน้ากับพวงมาลัยไม่ได้สติ เขาเคาะกระจกเรียกแต่เธอไม่ตอบสนอง ภุชคินทร์ตัดสินใจสอดมือเข้าไปตรงรอยกระจกแตกเพื่อปลดล็อกประตู เอื้อมมือไปแตะตัวหญิงสาวผู้โชคร้ายแล้วชะงักเมื่อเห็นว่าคือเจ้าอุรคา!

ภุชคินทร์อุ้มร่างไร้สติของเจ้าอุรคาขึ้นรถไปโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่เข็นเตียงมารับร่างหญิงสาวและพาเข้าห้องฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว เสียงมือถือเขาดังขึ้น หม่อมภาณีโทร.มาตามกลับบ้านด้วยน้ำเสียงหวาดๆ เพราะบรรยากาศที่วังนาเคนทร์แลดูวังเวงอย่างบอกไม่ถูก ภุชคินทร์วางสายแม่ มองไปทางห้องฉุกเฉินและตัดสินใจกลับบ้านเพราะเชื่อว่าเจ้าอุรคาคงไม่เป็นไรเพราะถึงมือแพทย์แล้ว ส่วนเรื่องคดีจะขอความช่วยเหลือจากไพศิษฐ์ภายหลัง

ooooooo

ภุชคินทร์โทร.หาเพื่อนรักแต่เช้าให้ช่วยตรวจสอบเรื่องอุบัติเหตุของเจ้าอุรคา ไพศิษฐ์ไปที่เกิดเหตุพร้อมนาถสุดากับนรินทร์ ผู้กองหนุ่มนิ่วหน้าเพราะดูจนทั่วก็ไม่พบร่องรอยผิดปกติ ภุชคินทร์งงจัดเพราะมั่นใจว่าเป็นคนพาเจ้าอุรคาส่งโรงพยาบาลเมื่อคืนก่อน เขาวางสายเพื่อนและตัดสินใจไปถามเจ้าอุรคาด้วยตนเอง

หลังวางสายภุชคินทร์...ไพศิษฐ์เล่าให้นาถสุดากับนรินทร์ฟังเกี่ยวกับอุบัติเหตุของเจ้าอุรคา นรินทร์เพ่งมองที่ถนนนิ่ง เกิดนิมิตเห็นพญานาคกับงูบริวารน้อยใหญ่เลื้อยอยู่บริเวณที่เกิดเหตุก่อนภุชคินทร์จะมาถึงเมื่อคืน

นาถสุดาเห็นท่าทางพ่อ นึกรู้ว่าอาจเห็นบางอย่าง ขยับไป

ถามด้วยความอยากรู้ นรินทร์เปรยเสียงอ่อน

“พ่อยังไม่รู้ แต่ที่พ่อเห็น มีเรื่องที่คุณชายบอกเกิดขึ้นจริงๆ แต่อาจไม่ใช่คน”

“ไม่ใช่คน...คุณอาพูดแปลก”

“โลกนี้มีอะไรแปลกประหลาดพิสดารเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆไม่ใช่หรือผู้กอง สิ่งที่คุณชายเห็นอาจเป็นความมหัศจรรย์บางอย่างที่คนอย่างเราสัมผัสไม่ได้ก็ได้”

แม้ไพศิษฐ์จะคุ้นเคยกับญาณพิเศษของนรินทร์แต่ไม่เชื่อนัก บอกให้สองพ่อลูกขึ้นรถเพราะตนต้องกลับไปเข้าเวร นรินทร์มองไปที่เกิดเหตุอีกครั้งแล้วพึมพำบทแผ่เมตตา นาถสุดาได้ยินก็ขมวดคิ้ว...สงสัยในนิมิตของพ่อเหลือเกิน

เวลาเดียวกันที่โรงพยาบาล...ภุชคินทร์สอบถามเจ้าหน้าที่เวรถึงเจ้าอุรคาแล้วถึงกับมึนตึ้บ พบว่าไม่มีรายชื่อเธอเข้าพักรักษา และไม่มีบันทึกว่ามีอุบัติเหตุรถชนเมื่อคืนอีกต่างหาก ชายหนุ่มออกจากโรงพยาบาลเซ็งๆ แปลกใจที่สุดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร

ภุชคินทร์ไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลหลังจากนั้น เล่าเรื่องอุบัติเหตุทั้งหมดให้น้าชายฟัง ภิงคารรอจนให้ สัมภาษณ์สื่อมวลชนเสร็จจึงหารือกับหลานชายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ภุชคินทร์ถอนใจหนักๆ

“ผมก็งงเลยต้องหาโอกาสถามคุณน้า ผมอยากไปหาเจ้าอุรคา คุณน้าทราบไหมครับว่าเจ้าอุรคาพักอยู่ที่ไหน”

“น้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าอยู่ที่ไหน จำได้แค่ว่า เวลามาเมืองไทย เจ้าจะอยู่ที่เฮือนภูจำปา”

ภุชคินทร์ทวนชื่อสถานที่ด้วยสีหน้างุนงงเพราะไม่เคยได้ยิน แต่ความอยากรู้มีมากกว่าจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปเจอเจ้าอุรคาอีกครั้ง ชายหนุ่มไปถึงเฮือนภูจำปากลางดึกคืนนั้น ตื่นตะลึงกับบรรยากาศร่มรื่นแต่ดูวังเวงของเฮือนหลังงามที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่จริงในกรุงเทพฯ

ฟากเจ้าอุรคาทราบว่าภุชคินทร์มาหาถึงเฮือนก็ดีใจมาก สั่งให้ชรายุนางกำนัลคนสนิทออกไปต้อนรับ ภุชคินทร์แปลกใจมากที่เจ้าอุรคารู้ว่าเขามาหา ชรายุยิ้มเย็นและไขข้อข้องใจของราชนิกุลหนุ่ม

“ใครที่เข้ามาในนี้เจ้ารู้หมดค่ะ เพราะที่นี่คือบ้านของเจ้าอุรคา ผู้สืบทอดตระกูล ณ ภูจำปาแต่เพียงผู้เดียว”

ชรายุเดินนำไปแล้ว ภุชคินทร์มองตามอย่างสงสัย...ท่าทางสาวใช้ของเจ้าอุรคาคนนี้จะไม่ธรรมดา

ooooooo

ภุชคินทร์ไปรอเจ้าอุรคาที่เรือนรับรองแขกทำจากไม้แกะสลักเป็นรูปพญานาค แลดูน่าเกรงขามมากกว่าสวยงาม ชายหนุ่มมองตามหลังชรายุที่มาส่งแล้วเดินจากไปด้วยมาดนิ่งๆอย่างสงสัย พึมพำแผ่วเบาถึงความแปลกประหลาดของคนที่นี่แล้วต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทักทายของเจ้าอุรคา

“เจ้าของบ้านก็แปลกด้วย เพราะถ้าเจ้าของบ้านไม่แปลก คุณชายภุชคินทร์คงไม่ตามมาหาถึงที่นี่”

ภุชคินทร์อึ้งไปอึดใจ นึกไม่ถึงว่าเจ้าหญิงจากต่างแดนจะอ่านความรู้สึกเขาได้ เจ้าอุรคาอธิบายยิ้มๆ

“ดิฉันไม่รู้หรอกค่ะ แค่พูดตามที่ทุกคนที่มาที่นี่เขารู้สึกกัน แต่ใช่ว่าใครๆจะมาที่นี่ได้นะคะ เพราะถ้าดิฉันไม่อนุญาต เขาก็ไม่มีสิทธิ์มา ดิฉันรู้ว่าท่านภิงคารเป็นรัฐมนตรีมือสะอาดเลยให้ที่อยู่ไป”

ภุชคินทร์ชักหงุดหงิดคำพูดเหมือนรู้ทันเขาอยู่ตลอดเวลาของหญิงสาว ถามตรงประเด็นถึงเรื่องที่ไม่พบชื่อเธอที่โรงพยาบาล เจ้าอุรคาแก้ตัวว่าเธอแค่หลับใน พอรู้สึกตัวจึงรีบกลับบ้าน

“แต่อย่างไรก็ขอบคุณมากที่ช่วย และยังเป็นกังวลถึงขนาดตามหาดิฉันถึงที่นี่”

“ผมไม่ได้กังวล...แค่สงสัย รถชนทั้งคันทำไมไม่มีร่องรอยอะไร แล้วจู่ๆเจ้าก็หายไปจากโรงพยาบาล”

“เรื่องนี้ต้องถามคุณเองค่ะ เพราะคุณเป็นคนพาดิฉันไปส่งโรงพยาบาล”

ภุชคินทร์ชักฉุนที่หญิงสาวตอบคำถามวกวน ขอตัวกลับอย่างหัวเสีย เจ้าอุรคาตะโกนไล่หลังเป็นนัยๆว่ายินดีที่ได้เจอเขาเสมอ ภุชคินทร์ไม่สนใจ ตรงไปที่รถและขับออกไปทันที

เจ้าอุรคากลับขึ้นเฮือน พูดกับยมนาที่มารออยู่ด้วยน้ำเสียงยินดีแต่นัยน์ตาเศร้าเหมือนคนหลอกตัวเอง

“เขาสนใจเรา ยมนา...ภุชเคนทร์ยังสนใจเรา เขายังรักเรา”

“ภุชเคนทร์สนใจปริศนาที่เจ้าทิ้งไว้ต่างหาก”

“ไม่จริง...ภุชเคนทร์ยังรักและห่วงใยเรา แต่ที่เขาเป็นเช่นนั้นเพราะ...มันผู้นั้นที่ทำให้ภุชเคนทร์เจ็บปวด ทำให้เรากับภุชเคนทร์ต้องพรากจากกัน เราจะแก้แค้นและตอบแทนพวกมันอย่างสาสม”

“แต่นั่นคือการสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันไม่มีที่สิ้นสุด”

“แล้วที่เราต้องอยู่คนเดียว พลัดพรากจากภุชเคนทร์ มาหลายพันปีล่ะเป็นเพราะใคร...ไม่ใช่มันผู้นั้นหรอกเหรอ”

“แต่เจ้ากำลังสร้างกรรมเพิ่มและเจ้าอาจจะไม่ได้ครองคู่กับภุชเคนทร์จนชั่วกัลปาวสาน”

“มันจะสิ้นสุดแค่ภพนี้ เราขอแค่ให้ภุชเคนทร์จำสัญญาที่เคยให้ไว้และถอนคำสาป เพียงแค่นั้นจริงๆ ยมนา”

“หมายความว่าเจ้าจะเลิกจองเวรจองกรรมกับพญาครุฑ”

“ไม่...เพราะมันทำเราต้องพลัดพรากจากภุช– เคนทร์ กี่ภพกี่ชาติก็ไม่มีวันอภัย ความตายเท่านั้นคือสิ่งที่เราจะให้”

เจ้าอุรคาประกาศกร้าวด้วยความแค้น ยมนามองมาอย่างเหนื่อยใจ...แล้วเมื่อไหร่กรรมจะจบ!

ooooooo

ภาพของเจ้าอุรคาในงานเลี้ยงติดตาตรึงใจสุบรรณอย่างไม่อาจลบเลือน ชายหนุ่มคิดถึงเจ้าหญิงต่างแดนมากขึ้นทุกทีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน ทันใดนั้น...สุรินทร์มือปืนรับจ้างฝีมือฉกาจโผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้ ทำท่าจะทำร้ายชายหนุ่ม อำนาจตรงเข้ามาขวางเพื่ออารักขาสุบรรณทันที

สามหนุ่มปะทะฝีมือกันพอหอมปากหอมคอ อำนาจแนะนำสุรินทร์ให้สุบรรณรู้จักว่าเป็นนักฆ่าฝีมือดีที่ถูกส่งมาจากซุ้มมือปืนทางเหนือ สุบรรณพอใจกับฝีมือ สั่งการให้ไปจัดการเสี่ยปิงอดีตพันธมิตรที่แปรพักตร์มาเป็นศัตรู โดยไม่รู้เลยว่าที่มุมหนึ่งของสนาม มีงูขนาดย่อมขดตัวเป็นวงกลม ผงกหัวขึ้นเล็กน้อยมองทั้งสามคนอย่างสาสมใจ!

คืนเดียวกันที่หน้าคาเฟ่ชื่อดัง...เสี่ยปิงมาขึ้นรถพร้อมสาวๆที่เดินมาส่ง เปิดประตูขึ้นนั่งแล้วร้องลั่นเมื่อเห็นงูตัวเขื่องนอนขดบนเบาะคนขับและมองมาอย่างอาฆาต เสี่ยปิงกระโจนหนีไม่คิดชีวิต วิ่งตัดหน้ารถที่เพิ่งเลี้ยวเข้ามาอย่างกะทันหัน พะนอฤดีเบรกตัวโก่ง ลงรถมาอย่างหัวเสียแต่ต้องตกใจสุดขีดเมื่อได้ยินเสี่ยหนุ่มตัวปัญหาตะโกนไล่งูเสียงสั่น เด็กรับรถกรูมาส่องไฟดูจนทั่วแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ เสี่ยปิงย่องกลับมาที่รถแล้วนิ่วหน้า ไม่คิดว่าตัวเองตาฝาด ถอนใจอย่างหงุดหงิดและขึ้นรถขับออกไป... โดยไม่รู้ว่ามีงูตัวเดิมขดตัวนอนบนเบาะหลังอย่างสงบ

พะนอฤดีมองตามรถเสี่ยอย่างเคืองๆ เปิดประตูขึ้นรถแล้วกรี๊ดสุดเสียงเมื่อเห็นงูนอนขดอยู่ที่เบาะข้างคนขับ หญิงสาวผงะถอยออกทันที เด็กรับรถกลุ่มเดิมวิ่งมาหน้าเมื่อย เปิดไฟฉายส่องดูแล้วหยิบผ้าพันคอสีดำส่งให้ พะนอฤดีมองผ้าพันคอในมืออย่างงงงัน ไม่เข้าใจว่ามาอยู่ในรถเธอได้ยังไง...

พะนอฤดีทนเก็บความข้องใจไม่ไหว นำไปเล่าให้นารีวรรณฟังที่วังนาเคนทร์เช้าถัดมา บอกว่าติดใจเรื่องผ้าพันคอสีเข้มเพราะไม่รู้ว่ามาอยู่บนรถเธอได้ยังไง นารี-วรรณไม่คิดมาก เย้าเพื่อนขำๆว่าเจองูบ่อยเหมือนจะเจอเนื้อคู่ พะนอฤดีไม่ขำด้วย โพล่งออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ฤดีรู้แต่ว่าไม่ได้ตาฝาด ฤดีสังหรณ์ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นและต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ”

นารีวรรณเห็นท่าทางจริงจังก็ชักเป็นห่วงเพื่อน รถคันหนึ่งแล่นเข้ามา...เฟื่องวลีลงจากรถมาทักนารีวรรณเสียงหวานแต่ส่งตาขวางให้พะนอฤดี สองสาวคู่ปรับเขม่นกันตามประสา ปะทะคารมกันพอเป็นพิธี แต่ก็ทำให้เฟื่องวลีจ้องคู่ปรับตาแทบถลนด้วยความแค้นใจ ค้อนใส่และเดินฉับๆเข้าวัง

หม่อมภาณีส่ายหน้าอย่างระอาเมื่อเฟื่องวลีฟ้องเรื่องพะนอฤดี ต่อว่าเล็กน้อยที่หญิงสาวชอบเหน็บคนอื่นจนเกิดเรื่อง เฟื่องวลียิ้มเจื่อนๆและเปลี่ยนเรื่องชวนหม่อมภาณีกับภุชคินทร์ไปงานเปิดร้านเพชรของเจ้าประกายคำ หม่อมภาณีไม่ชอบออกงานประเภทนี้จึงไม่รับปาก อ้างว่าอยากจัดสวนใหม่ เฟื่องวลีสนับสนุนเพราะฝังใจเรื่องเจองูเมื่อหลายวันก่อน อาสาหาคนงานมาช่วย...

จะได้จัดการงูในสวนวังนาเคนทร์ให้สิ้นซาก

ขณะเดียวกันที่เฮือนภูจำปา...เจ้าอุรคาได้ยินถ้อยคำอาฆาตของเฟื่องวลีด้วยญาณพิเศษก็โกรธจัด พึมพำเสียงเบาแต่ช้าชัดว่าจะกำราบหญิงสาวที่คิดร้ายต่อเธอกับบริวารงูน้อยใหญ่อย่างสาสม!

เฟื่องวลีใช้เรื่องกำจัดงูในสวนวังนาเคนทร์เป็นข้ออ้างนัดพบภุชคินทร์ที่ร้านอาหารหรูหลายวันถัดมา หญิงสาวพยายามส่งสายตาจีบราชนิกุลหนุ่ม แต่เขาไม่สนใจและย้ำว่าเห็นเธอเป็นแค่น้องสาว เจ้าอุรคาที่นั่งอยู่กับยมนาในร้านเดียวกันแต่คนละมุมยิ้มอย่างพอใจและหันไปสนใจเสี่ยปิงเป้าหมายคนสำคัญที่เพิ่งเดินเข้าร้าน ภุชคินทร์มองไปรอบๆ เห็นเจ้าอุรคาอยู่กับยมนาก็ชักสีหน้าอย่างหงุดหงิดเพราะคิดว่าหญิงสาวเปลี่ยนคู่ควงไม่ซ้ำหน้า เจ้าหญิงจากต่างแดนส่งยิ้มให้ เฟื่องวลีของขึ้น แขวะเจ้าอุรคาเพราะแรงหึงหวง ภุชคินทร์ทนนั่งต่อไม่ไหว ลุกพรวดออกไปรอที่รถ เจ้าอุรคาหน้าเสีย ยมนาพยายามเตือนสติ

“ผู้ชายคนนี้คือภุชคินทร์ ไม่ใช่ภุชเคนทร์ของเจ้าในอดีต”

“เรารู้ เราถึงไม่เคยโกรธเพราะเขาจำเราไม่ได้”

“ใช่ เขาจำไม่ได้ คนที่ไม่ยอมลืมเลยกลายเป็นคนที่ต้องเจ็บ และใครคนนั้นก็คือเจ้าไม่ใช่ภุชเคนทร์”

เจ้าอุรคาสะเทือนใจที่โดนพูดแทงใจดำ เสียใจแต่ยังไม่ยอมแพ้ ลุกตามภุชคินทร์ไปด้านนอก เย้ายิ้มๆที่บังเอิญเจอเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มมองมาด้วยสายตาเย็นชาแล้วค่อนแคะเสียงเข้ม

“ขอบคุณ...แต่ผมไม่อยากเป็นอย่างท่านสุบรรณที่ดูเหมือนจะหลงเสน่ห์คุณตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ”

“แต่ดิฉันกลับอยากให้คนที่หลงเสน่ห์ดิฉันเป็นคุณชาย”

ภุชคินทร์ชักฉุนที่โดนจีบซึ่งหน้าแต่เจ้าอุรคากลับไม่สะทกสะท้าน ยิ้มน้อยๆและขอตัวเมื่อเห็นสุรินทร์นักฆ่าของสุบรรณมาถึง หญิงสาวหมุนตัวตามจังหวะเดียวกับที่ผ้าพันคอร่วงลงพื้น ภุชคินทร์ก้มลงเก็บและมองตามด้วยแววตาเย้ยหยันเพราะคิดว่าเธอแกล้งทิ้งเพื่อยั่วเขา ชายหนุ่มหันรีหันขวางอย่างงุ่นง่าน พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สนใจหญิงสาว

ooooooo

ตอนที่ 2

เฟื่องวลีนั่งทานอาหารอย่างหงุดหงิด นึกเคืองภุชคินทร์ที่ปล่อยให้อยู่คนเดียว เหลือบเห็นเจ้าอุรคาเข้าร้านมาด้วยมาดนางพญา ทันใดนั้น...เสียงระเบิดดังขึ้น ควันสีขาวพวยพุ่งไปทั่วร้าน ผู้คนหนีกันอลหม่าน ภุชคินทร์วิ่งสวนไปด้านใน ได้ยินเสียงเฟื่องวลีกรี๊ดลั่น ราชนิกุลหนุ่มมองหาเจ้าอุรคาแต่ไม่พบ มีเพียงร่างแน่นิ่งจมกองเลือดของเสี่ยปิง!

ร้านอาหารหรูกลายเป็นสถานที่ห้ามเข้า ไพศิษฐ์พร้อมกองกำลังเสริมและกองทัพนักข่าวมาถึงไม่นานหลังจากนั้น เฟื่องวลีร้องไห้จนน่ารำคาญ เกาะแขนภุชคินทร์ไม่ยอมปล่อย สุบรรณมาถึงที่เกิดเหตุพร้อมอำนาจ อ้างว่านั่งรถผ่านจึงแวะดู นักข่าวรุมล้อมสัมภาษณ์นักการเมืองหนุ่มเกี่ยวกับเสี่ยปิง เพราะมีข้อมูลว่าเคยสนิทสนมกันมาก่อน

“ท่านสุบรรณพอจะทราบสาเหตุการตายไหมครับ เพราะก่อนตายมีคนได้ยินเสี่ยปิงพูดว่าสนิทกับท่านมาก”

“ผมเป็นคนของประชาชน เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนรู้จักผม แต่คงไม่ถึงขั้นสนิทอย่างผู้ตายบอก แต่ผมจะไม่ทิ้งคดีนี้แน่นอน จะกำชับเจ้าหน้าที่ให้ทำงานอย่างเต็มที่เพราะเป็นคดีอุกฉกรรจ์”

สุบรรณตัดบทและเดินแหวกกลุ่มนักข่าวไปดูที่เกิดเหตุ ปรายตามองภุชคินทร์เล็กน้อยแต่ไม่สนใจจะทัก เฟื่องวลีโวยวายไม่หยุดจนราชนิกุลหนุ่มเหลืออด ไล่ให้กลับบ้าน ส่วนเขาจะอยู่ช่วยไพศิษฐ์สืบเรื่องคดี เฟื่องวลีฮึดฮัดออกไปแล้ว ไพศิษฐ์พาเพื่อนเดินวนรอบร้านอาหารและเล่าผลการตรวจสอบเบื้องต้น

“ฝีมือคนร้ายไม่ธรรมดา สามารถจัดการเหยื่อได้ภายในไม่กี่วินาที ไม่มีพลาด แล้วก็ไม่มีใครโดนลูกหลง”

“แสดงว่าคนร้ายถูกฝึกมาอย่างดีเพื่อให้มาฆ่าคน”

“ใช่...ระเบิดควันที่ใช้ก็น่าจะทำขึ้นเฉพาะกลุ่ม นายอยู่ที่เกิดเหตุ พอจะเห็นใครน่าสงสัยบ้างไหม”

“มีแต่ที่ฉันสงสัยเอง เจ้าอุรคากับผู้ชายคนหนึ่งอยู่ที่นี่ตอนเกิดเหตุ แต่หลังเกิดเหตุ...สองคนนั้นก็หายไป”

สองหนุ่มเพื่อนซี้มองหน้ากันเครียดๆ...หรือว่าเจ้าหญิงต่างแดนกับคู่ควงจะเป็นฆาตกร...

ข้อสงสัยเกี่ยวกับเจ้าอุรคาถูกนำกลับมาหารือใหม่ในวันถัดมาที่วังนาเคนทร์ ภุชคินทร์หยิบผ้าพันคอของราชนิกุลสาวมาดูอย่างพินิจ คาใจกับท่าทีแปลกๆและการหายตัวไปอย่างลึกลับของเธอกับคู่ควง อดไม่ได้จะเชื่อมโยงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เธอหายไปจากโรงพยาบาลโดยไม่มีใครรู้เห็น ไพศิษฐ์พยักหน้าช้าๆอย่างเห็นด้วย

“ก็น่าคิดนะ...เพราะในที่เกิดเหตุนอกจากเสี่ยปิงที่ตาย ก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แถมเจ้าอุรคาก็หายไปอีก”

นารีวรรณเดินหน้าตื่นมาพร้อมกับพะนอฤดี บอกว่าเพื่อนเคยเห็นเสี่ยปิงที่คาเฟ่ก่อนถูกฆ่าตาย สองหนุ่มมองหน้ากันอย่างตื่นเต้น ซักไซ้เรื่องราวจากพะนอฤดีอย่างสนใจ

“ก่อนตายเสี่ยปิงเห็นงูด้วยค่ะ เหมือนที่ฤดีเคยเห็น แต่น่าแปลก...เพราะจู่ๆงูตัวนั้นก็กลายเป็นผ้าพันคอ”

พะนอฤดีมองผ้าพันคอในมือภุชคินทร์แล้วหน้าซีด จำได้แม่นว่าเป็นแบบเดียวกับที่อยู่บนรถเธอ ภุชคินทร์ปฏิเสธว่าไม่ใช่ของเขาแต่เป็นของเจ้าอุรคา ทุกคนที่เหลือหน้าเครียด ไพศิษฐ์พยายามปะติดปะต่อเรื่องราว


“นายคงไม่คิดใช่ไหมว่าเจ้าอุรคาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่คุณฤดีเจองู รวมทั้งเหตุการณ์ฆ่าเสี่ยปิงด้วย”

“คิด...แต่ยังไม่รู้ว่าเจ้าอุรคาเกี่ยวเพราะอะไร ท่าทีเจ้าแปลกๆ ทำอย่างกับมารอสังเกตการณ์”

ภุชคินทร์ตอบเสียงเรียบ ไพศิษฐ์ข้องใจหนักกว่าเดิม...ไม่เข้าใจว่าเจ้าหญิงสูงศักดิ์จะมีเรื่องกับเสี่ยปิงได้ยังไง

เวลาเดียวกันที่เฮือนภูจำปา...เจ้าอุรคาสั่งชรายุให้หยิบหีบสมบัติประจำตระกูลเพื่อเลือกเป็นของกำนัล

เจ้าประกายคำในวันเปิดร้านเพชร ราชนิกุลสาวหยิบขึ้นดูทีละชิ้น หยิบสร้อยพร้อมอัญมณีสีเขียวเข้มงดงามแปลกตามาทาบที่คอ พึมพำเบาๆ

“ถึงเวลาที่เราจะแสดงตัวให้ท่านรู้แล้ว...ภุชเคนทร์”

ooooooo

ขณะที่บนโลกมนุษย์วุ่นวายสืบหาต้นตอคดีฆาตกรรม...ดวงวิญญาณเสี่ยปิงเดินไปตามทางเล็กแคบ มืดมนและดูวังเวง อดีตเสี่ยใหญ่เหลือบมองชายหนุ่มชุดดำเบื้องหน้าอย่างหวาดๆ ถามเสียงสั่นว่าอยู่ที่ไหน ยมนาแสยะยิ้มให้และพูดช้าแต่ชัดว่าในนรก ดวงวิญญาณเสี่ยปิงตาเหลือก...เวลาชดใช้กรรมของเขามาถึงแล้ว!

เวลาเดียวกันบนโลกมนุษย์...นาถสุดาอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เรื่องการตายของเสี่ยปิงแล้วสลด ปรารภกับพันเอกนรินทร์ผู้เป็นบิดาถึงจิตใจโหดเหี้ยมของผู้คน

ในปัจจุบัน อดีตนายทหารใหญ่วางมือจากแจกันดอกไม้ถวายพระ ปลอบประโลมลูกสาวด้วยคำสอนเตือนใจอย่างที่ชอบทำเสมอเมื่อมีโอกาส

“สมัยไหนก็น่ากลัวอย่างนี้แหละ ถ้าใจมนุษย์ขาดศีลธรรม”

“นาถโชคดีที่มีคุณพ่อสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษตั้งแต่เด็ก ต่อให้นาถโกรธแค้นแค่ไหน นาถก็จะไม่มีวันทำร้ายใครอย่างนี้ อย่างดีนาถก็แค่อโหสิกรรมให้เขาเท่านั้นเอง”

“เพราะคนเราคิดได้ไม่เท่ากันไงลูก โลกถึงได้มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นทุกวัน”

นาถสุดานิ่งไปนิดเมื่อได้ยินคำว่าเรื่องแปลก อดย้อนคิดถึงเรื่องประหลาดเกี่ยวกับเจ้าอุรคาที่ภุชคินทร์เคยเล่าให้ฟังไม่ได้ พันเอกนรินทร์รู้ว่านิมิตที่ตนเห็นเกี่ยวกับอุบัติเหตุของเจ้าหญิงต่างแดนคงเป็นเรื่องเหลือเชื่อเกินกว่าที่ลูกสาวและคนอื่นจะรับไหว ยิ้มน้อยๆแล้วอธิบายเสียงอ่อน

“ในโลกนี้มีสิ่งที่คาดไม่ถึงเยอะแยะมากมาย เพราะนั่นคือกฎแห่งกรรมที่รอให้มนุษย์เผชิญ”

“คุณพ่อพูดเหมือนคุณชายต้องชดใช้กรรมอะไรสักอย่างอย่างนั้นแหละ”

“นาถก็รู้ไม่ใช่เหรอลูก ว่าคนเราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม แล้วทำไมคุณชายภุชคินทร์จะรอดจากกฎข้อนี้ล่ะ”

นาถสุดานิ่วหน้า เชื่อว่าพ่อต้องรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเจ้าอุรคาและภุชคินทร์แน่...แต่ว่ามันคืออะไร

คืนเดียวกันนั้น...ภุชคินทร์ครุ่นคิดเรื่องเจ้าอุรคาจนนอนไม่หลับ พยายามไล่เรียงเรื่องราวต่างๆตั้งแต่ตอนเกิดอุบัติเหตุจนถึงโศกนาฏกรรมที่ร้านอาหาร แต่ก็หาข้อสรุปไม่ได้ ทันใดนั้น...ตาสินคนสวนวิ่งหน้าตื่นมาตามให้ไปดูรอยเท้าประหลาดหน้ารั้ววัง ภุชคินทร์เห็นแล้วใจเต้นรัว จำได้แม่นว่าคล้ายกับรอยเท้าพญานาคที่เห็น ณ ริมโขงเมื่อหลายวันก่อน ชายหนุ่มเพ่งมอง

รอยเท้า...ปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ

รอยเท้านั้นเลื้อยเป็นวงกลมพุ่งใส่ตา ภุชคินทร์ทรุดตัวลงในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นและหมดสติลงในที่สุด ตาสินตกใจ ตะโกนเรียกคนมาช่วยนำเจ้านายหนุ่มกลับเข้าวัง

ภุชคินทร์รู้สึกตัวอีกครั้งที่ริมน้ำโขง บรรยากาศเลือนลางเหมือนอยู่ในความฝัน เขากวาดตามองรอบๆ จำได้ว่าเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ เจ้าอุรคาปรากฏตัวเหนือลำน้ำในชุดงดงามแปลกตา บอกว่าบ้านของเธอกับเขาอยู่ที่นี่ ราชนิกุลหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เคยมี เจ้าอุรคาสะเทือนใจ สวนกลับน้ำเสียงเศร้า

“มีสิ...ท่านแค่ลืมไปเท่านั้นเอง แต่ไม่เป็นไร...เราจะทำให้ท่านจดจำทุกสิ่งได้เอง”

ภุชคินทร์มองเจ้าอุรคางงๆแต่ไม่ทันถามอะไร ลมฝนก็พัดกระหน่ำจนท้องน้ำสั่นสะท้าน พญานาคสองตัวพุ่งขึ้นกลางลำน้ำ หยอกล้อเล่นน้ำฝนกันชื่นฉ่ำใจ ภุชคินทร์มองภาพตรงหน้าอย่างพิศวง ต่างจากเจ้าอุรคาที่มองด้วยความเศร้าใจ ทันใดนั้น...ปรากฏร่างพญาครุฑบินโฉบมาจากท้องฟ้าทะมึน พุ่งไปจิกคอพญานาคตัวผู้ เลือดกระฉูดแดงฉานทั่วผืนน้ำ ภุชคินทร์รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่างราวกับเป็นนาคตัวนั้น ในขณะที่พญาครุฑกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ คว้าพญานาคตัวเมียด้วยมือเปล่าและเดินห่างออกไป ภุชคินทร์มองเหตุการณ์อย่างตื่นตะลึง ตั้งท่าจะถามเจ้าอุรคาแต่กลับต้องรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่าง เมื่อเจ้าหญิงต่างแดนหายตัวไปแล้ว!

ภุชคินทร์ร้องเรียกเจ้าอุรคาตามทางเดินริมน้ำแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ชายหนุ่มหายใจหอบ เหนื่อยจนต้องนั่งพัก รู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วร่าง ก้มลงมองแล้วถึงกับหน้าซีด เห็นร่างตัวเองเต็มไปด้วยเลือดแดงฉาน ราชนิกุลหนุ่มตะโกนสุดเสียง ในใจประหวั่นพรั่นพรึงถึงเจ้าอุรคา ก่อนสติจะดับวูบอีกครั้งท่ามกลางลำน้ำที่เต็มไปด้วยเลือด

ooooooo

สุบรรณคิดถึงเจ้าอุรคาจนไม่เป็นอันทำอะไร อำนาจที่รับใช้อย่างใกล้ชิดตัดสินใจถามอย่างเกรงๆ

เพราะเป็นห่วง เข้าใจว่าเจ้านายหนุ่มเครียดเรื่องคดีเสี่ยปิง สุบรรณนิ่งไปอึดใจแล้วพูดแบบเพ้อๆว่าอยากพบเจ้าอุรคา ออกคำสั่งให้มือขวาคนสนิทตามหาบ้านของเธอภายในคืนนี้ อำนาจแบ่งรับแบ่งสู้เพราะตามสืบมานานแต่ไม่เคยรู้ว่าอยู่ที่ไหน

ขณะที่สุบรรณพร่ำเพ้อถึงเจ้าอุรคา...ชรายุนั่งเก็บดอกไม้ที่หน้าเฮือนภูจำปา นึกรู้ถึงความเสน่หาของสุบรรณที่มีต่อเจ้านายเธอด้วยญาณพิเศษ ดวงตานางกำนัลสาวแลดูเกรี้ยวกราด พึมพำเสียงแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความแค้น

“พวกเจ้าได้มาแน่!”

ชรายุแสยะยิ้ม กลับขึ้นเฮือนไปยกหูโทรศัพท์ทรงโบราณ แปลงเสียงเป็นเจ้าอุรคาโทร.หาสุบรรณเพื่อเชิญมาที่เฮือน นักการเมืองหนุ่มตอบรับอย่างยินดี สีหน้าร้อนรนเปลี่ยนเป็นปลื้มปีติเมื่อได้ยินคำเชื้อเชิญจาก

หญิงสาวที่เฝ้าคะนึงหามาตลอดหลายคืนผ่านมา เจ้าอุรคาปรากฏกายด้านหลังชรายุ ยิ้มพรายอย่างถูกใจที่มีเหยื่อมาให้ล้างแค้นถึงที่!

อำนาจขับรถเข้าสู่บริเวณเฮือนภูจำปาไม่นานหลังจากนั้น สุบรรณมองทิวทัศน์เงียบสงบแต่ดูวังเวงโดยรอบอย่างแปลกประหลาดใจ ชรายุออกมาต้อนรับ ตามมาด้วยเจ้าอุรคา สุบรรณเหมือนตกอยู่ในภวังค์ทันทีที่เห็นหน้าราชนิกุลสาว พูดเกี้ยวด้วยคำหวานอย่างแสนเสน่หา เจ้าอุรคาไม่มีท่าทางขวยเขินแม้แต่น้อย ยิ้มเย็นแล้วกล่าวต้อนรับ

“คุณสุบรรณมีวิธีพูดให้คนฟังรู้สึกดีเสมอ ขอต้อนรับค่ะ คนที่มาที่นี่ได้คือคนที่ดิฉันอนุญาตให้ได้เห็นเท่านั้น”

สุบรรณติดใจประโยคสุดท้าย เจ้าอุรคาหัวเราะเบาๆกลบเกลื่อนว่าเป็นเจ้าของบ้านย่อมต้องมีสิทธิ์อนุญาตให้ใครมาบ้านได้เป็นธรรมดา สุบรรณคลายความสงสัย ส่งสายตาหวานฉ่ำเผยความในใจ ชรายุมองมาด้วยความหมั่นไส้ ส่วนเจ้าอุรคาแสร้งสบตาอย่างเชิญชวน แต่ในใจนึกสมเพชนักการเมืองหนุ่ม

“คุณสุบรรณเป็นคนชัดเจน ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองเสมอ และก็ไม่เคยสนใจว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง”

สุบรรณหน้าเสีย พยายามแก้ตัวแบบเจื่อนๆว่าไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวเช่นนั้น เจ้าอุรคากลัวเขาไหวตัวและเห็นว่าต่อปากต่อคำกันพอสมควรจึงเชื้อเชิญเขาขึ้นเฮือน อำนาจตั้งท่าจะตามแต่ชรายุขวางไว้ มือขวาคนสนิทไม่พอใจแต่ไม่กล้าหือกับสาวใช้นัยน์ตาดุ...ท่าทางคนบ้านนี้จะไม่ธรรมดา

ด้านสุบรรณ...เดินตามเจ้าอุรคาขึ้นเฮือนแล้วต้องแปลกใจ บรรยากาศในบ้านเงียบเหงาจนน่ากลัว ตัวบ้านประดับประดาด้วยเครื่องตกแต่งแบบโบราณ แลดูขลังจนไม่น่าเชื่อว่าเจ้าของบ้านเป็นผู้หญิง โดยเฉพาะรูปปั้นครุฑถูกพญานาคกัดคอและพญานาคที่ถูกครุฑฆ่าตาย ชายหนุ่มมองดวงตาครุฑและพญานาคแล้วขนลุก เพราะช่างดูน่าเกรงขามเหมือนมีชีวิตจริงๆ เจ้าอุรคาเห็นอาการพรั่นพรึงของชายหนุ่มแล้วยิ้มอย่างสะใจ พูดขึ้นราวกับอ่านใจเขาออก

“ไม่ตั้งใจสะสมหรอกค่ะ มันมีเองเพราะเป็นของจริง สิ่งมีชีวิตจริงๆที่เกิดบนโลกใบนี้...ครุฑถูกพญานาค

กัดตายและพญานาคที่ถูกครุฑฆ่าจนตาย”

“เจ้าพูดเรื่องความตายเสียจนผมนึกกลัว”

“ความจริงน่ากลัวกว่านี้ค่ะ ความตายพรากทุกอย่างจากคนที่ยังอยู่...โดยเฉพาะจิตวิญญาณ คุณสุบรรณอยากลองไหม...รสชาติของการอยู่แต่เหมือนตายทั้งเป็น”

เจ้าอุรคาก้าวหาสุบรรณที่มองมาอย่างงุนงง ดวงตาของราชนิกุลสาวแลดูหยาดเยิ้มร้อนแรง กลิ่นหอมบางอย่างคล้ายกำยานผสมกลิ่นดอกจำปาอวลขึ้น ไฟในกายสุบรรณลุกวูบวาบ โน้มตัวหาริมฝีปากเชิญชวนนั้นอย่างอดใจไม่ไหว ใบหน้าทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ แต่ก่อนที่สุบรรณจะได้ดื่มด่ำความรู้สึกหวานล้ำ เสียงอำนาจแผดขึ้นเสียก่อนจากด้านหน้าเฮือน สุบรรณสะดุ้ง ผละตัวออกจากเจ้าอุรคา แต่ยังมองมาด้วยแววตาเสียดาย

“ขอโทษนะครับที่ผมเกือบทำรุ่มร่ามกับเจ้า”

“ถ้าดิฉันจะบอกว่ายินดีล่ะคะ”

สุบรรณสบตาอย่างคาดไม่ถึง เจ้าอุรคายังคงส่งสายตายั่วยวนเหมือนเดิม สุบรรณห้ามใจไม่ไหว จรดริมฝีปาก ลงไปอีกครั้ง เสียงอำนาจดังขึ้นอีก สุบรรณชะงักและถอนใจหนักหน่วง ผละไปดูลูกน้องคนสนิทอย่างหัวเสีย เจ้าอุรคาชักสีหน้าเพราะผิดแผน เดินตามไปอย่างเคืองๆ เห็นอำนาจยืนตัวสั่นชี้ให้สุบรรณดูงูยักษ์ นึกรู้ว่าเป็นชรายุแปลงตัวมาก็กระหยิ่มยิ้มและบอกว่าเป็นสัตว์เลี้ยงของเธอ

“เก่ง เฉลียวฉลาด แถมเคยฆ่าคนตายด้วย...ว่าแต่ทำไมต้องตกใจคะ ใช่ว่าพวกคุณจะไม่เคย”

สุบรรณกับอำนาจมองหน้ากันเครียดๆ เสียว สันหลังวาบกับคำพูดเหมือนรู้ทันของหญิงสาว เจ้าอุรคายิ้มรับและส่งสายตาเชิญชวน สุบรรณหมดอารมณ์ซึ้ง ขอตัวกลับก่อนแต่ยังไม่วายทิ้งท้ายเสียงหวาน

“ถ้าผมมาหาใหม่คราวหน้า หวังว่าเจ้าจะต้อนรับด้วยความรู้สึกพิเศษอย่างคืนนี้อีก”

สุบรรณสบตาราชนิกุลสาวอย่างมีความหมายและเดินจากไป งูยักษ์กลับร่างเป็นชรายุทันทีที่ลับร่างแขกทั้งสอง เจ้าอุรคามองมาอย่างหงุดหงิดแล้วเอ่ยเสียงเย็น

“เจ้าทำผิดจังหวะไปหน่อยชรายุ ไม่เช่นนั้นคืนนี้พญาครุฑคงได้ลิ้มลองดำฤษนา รสชาติความอยากเสน่หาที่จะทำให้เขาตกอยู่ในความทุกข์ทรมานของตัณหาไปจนตาย”

นัยน์ตาของเจ้าอุรคาวาวโรจน์ไปด้วยเพลิงแค้น ชรายุมองเจ้านายสาวอย่างเห็นใจและเทิดทูน

ooooooo

ทุกคนที่วังนาเคนทร์มองภุชคินทร์นอนกระสับ-กระส่าย ร้อนรนทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดอย่างกังวล หม่อมภาณีให้นารีวรรณโทร.ตามหมอแต่ไม่ทันได้ไป ชายหนุ่มรู้สึกตัวก่อนและอ้างว่าแค่ฝันร้าย นึกถึงสิ่งสุดท้ายที่เห็นว่าคือรอยเท้าประหลาดหน้าวังจึงยืนยันกับแม่และน้องสาวว่ามีพญานาคมาที่วัง

เวลาเดียวกัน...เจ้าอุรคารับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษ พอใจมากที่ทำให้ภุชคินทร์รู้ถึงเรื่องราวในอดีตชาติ ราชนิกุลสาวยิ้มด้วยความมั่นใจ...อีกไม่นานความจริง และความแค้นจะได้รับการสะสางเสียที

เรื่องรอยเท้าพญานาคที่วังนาเคนทร์กลายเป็นข่าวใหญ่เช้าวันถัดมา ชาวบ้านและนักข่าวรุมล้อมถ่ายรูปและขอหวยกันโกลาหล เฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีที่มาหาหม่อมภาณีพลอยตื่นเต้นไปด้วย ไพศิษฐ์ที่มาตรวจสอบที่เกิดเหตุตามคำขอของภุชคินทร์อดแขวะไม่ได้ด้วยความหมั่นไส้ สองแม่ลูกของขึ้น สะบัดหน้าเข้าวังไปฟ้องหม่อมภาณี ผู้กองหนุ่มยักไหล่ไม่ยี่หระ มองไปรอบๆแล้วชะงักเห็นเจ้าอุรคายืนมองรอยเท้าประหลาดท่ามกลางฝูงชน เขาเดินไปหาทันทีด้วยความสงสัย แต่ราชนิกุลสาวหายไปราวกับล่องหนได้

ไพศิษฐ์เล่าเรื่องคาใจที่เห็นเจ้าอุรคาท่ามกลางไทยมุงให้เพื่อนฟัง ภุชคินทร์นิ่วหน้า นึกถึงการหายตัวไปอย่างลึกลับของหญิงสาวเมื่อตอนคดีเสี่ยปิงแล้วอึ้งไปนิด ไพศิษฐ์เห็นท่าทางเพื่อนเครียดๆเลยพยายามพูดให้ขำ

“ท่าจะเจอดีเหมือนกันล่ะวะ จะเป็นคนหรือนางฟ้า เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเห็นเจ้าอุรคาหายตัวไปเหมือนกัน”

ภุชคินทร์พูดไม่ออกเพราะที่เพื่อนพูดคือเรื่องจริงทั้งหมด ไพศิษฐ์นิ่งไปนิด ชักสังหรณ์ใจว่าการปรากฏตัวแบบลับๆล่อๆของราชนิกุลสาวอาจมาจากสาเหตุอื่น เช่นอยากเจอเพื่อนรักของเขา ภุชคินทร์หน้าเครียดทันทีที่ได้ยินข้อสันนิษฐานแต่ไม่ทันค้าน เสียงมือถือผู้กองหนุ่มดังขึ้น สายสืบโทร.มารายงานว่าพบเบาะแสคดีเสี่ยปิง สองหนุ่มสบตากันอย่างมีความหวัง...บางทีอะไรๆอาจไม่ได้เลวร้ายและไร้ทางออกขนาดนั้น

ขณะที่ทางตำรวจมีความคืบหน้าเรื่องคดี...สุบรรณไม่กังวลใจแม้แต่น้อยว่าเรื่องจะสาวถึงตัวเพราะเชื่อใจฝีมือสุรินทร์นักฆ่าที่จ้างมา อำนาจไม่วางใจ สุบรรณจึงคิดแผนซ้อนและบอกให้เรียกสุรินทร์ที่หนีไปกบดานกลับมาใหม่

“บอกสุรินทร์จัดหนักให้ตำรวจทำงานเล่นๆอีกสักคดี งานเปิดร้านเพชรของเจ้าประกายคำก็ได้ ฉันเชื่อว่าศัตรูของฉันคงพาผู้หญิงไปเดินเพ่นพ่านในงานนั้นสักคนสองคน”

สุบรรณหัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดีก่อนผละไป อำนาจจะตามแต่เขาห้ามไว้ บอกว่าจะไปหาเจ้าอุรคา มือขวาคนสนิททำหน้าแหยงๆ แย้มถามอย่างเกรงๆเรื่องงูยักษ์ของราชนิกุลสาว สุบรรณยิ้มอย่างมาดมั่น

“จะบอกว่าไม่กลัวคงโกหก เพียงแต่ตอนนี้ฉัน รู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มเพิ่งตกหลุมรักเลยว่ะ เฝ้าแต่คิดถึงเจ้าอุรคา...คิดถึงจนกลัวจะมีคนมาแย่งเธอไป”

นัยน์ตาของสุบรรณเคลิ้มฝันเหมือนคนตกอยู่ในห้วงรัก แม้จะหวาดหวั่นแต่เขาจะขอสู้ไม่ถอย...

เวลาเดียวกันที่วังนาเคนทร์...เฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีอยู่คุยกับหม่อมภาณีตลอดเช้าและถือโอกาสฟ้องเรื่องไพศิษฐ์ที่ชอบพูดจาถากถางเฟื่องวลีตลอดเวลา หม่อมภาณีไม่เต้นตามแถมยังแก้ต่างให้เพื่อนรักลูกชายว่าพูดเพราะความหวังดี สองแม่ลูกหน้าจ๋อยไปถนัดใจ หม่อมภาณียิ้มนิดๆ มองไปทางเฟื่องฟ้าและเตือนเสียงอ่อน

“ที่ฉันเตือนเพราะหวังดี ฟีบี้เองก็เป็นลูกผู้หญิง ถึงเราจะสนิทกันแต่ฟีบี้กับตาชายก็ไม่ใช่ญาติกันอยู่ดี”

เฟื่องฟ้าเห็นท่าไม่ดี เถียงไปก็มีแต่จะเข้าตัว เปลี่ยนเรื่องถามถึงงานเปิดร้านเพชรของเจ้าประกายคำ หม่อมภาณีบอกว่าจะไปตามคำเชิญ สองแม่ลูกกระตือรือร้นขอตามไปด้วย อ้างว่าจะไปเลือกเครื่องประดับสักชิ้น คุณผู้หญิงแห่งวังนาเคนทร์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา รู้ทันสองแม่ลูกแต่ไม่อยากหักหน้าให้เคืองกัน

ooooooo

ไพศิษฐ์นัดเจอกับสายสืบที่ร้านอาหารริมน้ำพร้อมกับภุชคินทร์ สองหนุ่มได้ข้อสรุปเบาะแสว่าคนร้ายที่ฆ่า เสี่ยปิงอาจเป็นกลุ่มของนินจัตสุ นินจาล่องหนหายตัวได้ ราชนิกุลหนุ่มอึ้งไปอึดใจ เสมองไปทางอื่นแล้วชะงัก เห็นสุบรรณเดินจู๋จี๋มากับเจ้าอุรคา ไพศิษฐ์มองตามสายตาเพื่อนแล้วตาโต...อะไรมันจะไวไฟขนาดนี้!

เจ้าอุรคาไม่เห็นสองหนุ่ม เดินเกาะแขนส่งสายตาเชิญชวนสุบรรณอยู่ตลอดเวลา ชายหนุ่มเหมือนตกอยู่ในภวังค์รัก ยินดีที่ได้ใช้เวลาตามลำพังกับหญิงสาว เจ้าอุรคายิ้มเย็นและพูดเสียงหวาน

“ตอนแรกก็ไม่อยากมาหรอกค่ะ แต่พอคุณสุบรรณบอกว่าที่นี่เลยเปลี่ยนใจ...ดิฉันชอบน้ำ”

สุบรรณยิ่งปลื้มหนักเพราะเป็นความตั้งใจที่เชิญเธอมาที่นี่ ด้วยว่าเห็นที่เฮือนภูจำปาเต็มไปด้วยบ่อน้ำ สารภาพอย่างหมดเปลือกว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับหญิงสาว เขาทำด้วยความรู้สึกล้วนๆ เจ้าอุรคาถึงกับหน้าถอดสี มองหน้าชายหนุ่มอย่างคาดไม่ถึงและพึมพำเสียงเบา

“ไม่ใช่...ท่านจำได้ต่างหาก”

สุบรรณทำหน้างง ตั้งท่าจะถามแต่เจ้าอุรคารีบพูดหวานกลบเกลื่อน ชายหนุ่มได้ทีเกี้ยวกลับอย่างย่ามใจ ตัดพ้อขำๆว่าคำพูดของเจ้าหญิงต่างแดนเป็นปริศนาแทบทุกคำ ราชนิกุลสาวยิ้มเย็นและสวนกลับนิ่มๆอย่างลองใจ

“แล้วเบื่อที่จะต้องแปลไหมล่ะคะ”

“ไม่เลยครับ ผมชอบเสียอีก ชอบ...ทุกสิ่งที่เป็นเจ้า”

สุบรรณพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่น เจ้าอุรคาได้โอกาส มองตาเขาและสะกดจิต

“ถ้าเช่นนั้น...ท่านต้องชอบน้ำ ลงไปสิ...อุรคาเทวีผู้หญิงที่ท่านรักที่สุดรออยู่ ลงไปพญาสุบรรณ ท่านต้องลงไป”

ชายหนุ่มค่อยๆเดินลงน้ำเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ เจ้าอุรคามองตามอย่างสาสมใจ!

ฟากภุชคินทร์เห็นเจ้าอุรคาใกล้ชิดกับสุบรรณก็อารมณ์เสีย ฮึดฮัดกลับไปขึ้นรถ ไพศิษฐ์วิ่งตามอย่าง ไม่เข้าใจ ตะโกนบอกให้รอก่อนเพราะอยากทักเจ้านาย ภุชคินทร์ไม่ไปด้วยและขอรอที่รถ ไพศิษฐ์มองเพื่อนอย่างสงสัยและแซวยิ้มๆว่าโมโหหึง ภุชคินทร์ไม่ทันตอบโต้ ผู้กองหนุ่มก็โวยวายขึ้นก่อนว่าสุบรรณเดินลงน้ำ

สุบรรณมีอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น เดินลงน้ำอย่างไม่รู้ตัว เขาลืมตาในน้ำแล้วแทบสิ้นสติเมื่อเห็นงูน้ำนับร้อยกำลังเลื้อยพันร่างเขา ทั้งดึงและรั้งให้เขาอยู่ในน้ำจนกว่าจะขาดใจตาย!

ooooooo

พันเอกนรินทร์เดินดูต้นไม้ในสวนอย่างอารมณ์ดีแล้วต้องผงะ เมื่อเห็นต้นพญานาคราชชูช่อขึ้นเหมือนงูแผ่แม่เบี้ย รับรู้ถึงพลังลึกลับบางอย่างที่ก่อตัวขึ้น ยกมือกุมขมับและเห็นภาพนิมิตเป็นภาพสุบรรณดำดิ่งใต้ท้องน้ำ มีงูน้ำนับร้อยพันร่างกายอยู่ อดีตนายทหารตกใจมากแต่ขยับไปไหนไม่ได้เหมือนคนโดนผีอำ

ภาพนิมิตกลับมาใหม่อีกครั้ง คราวนี้เป็นภาพเจ้าอุรคายืนมองสุบรรณจมน้ำตายด้วยใบหน้าสะใจ พันเอกนรินทร์ตัวแข็งทื่อ ท่องบทแผ่เมตตาในใจอย่างมุ่งมั่น เจ้าอุรคารับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษ ตั้งท่าเล่นงานกลับแต่ต้องชะงัก เมื่อเห็นไพศิษฐ์กับภุชคินทร์วิ่งหน้าตื่นไปช่วยสุบรรณ

เจ้าอุรคากลัวสองหนุ่มทำเสียเรื่อง ร่ายมนต์ให้ภุชคินทร์สะดุดก้อนหินบนพื้นจนเสียหลักศีรษะกระแทกโขดหินอย่างแรง ไพศิษฐ์หันมาดูด้วยความเป็นห่วง ราชนิกุลหนุ่มบอกให้ล่วงหน้าไปก่อนเพราะกลัวไม่ทันการณ์ ผู้กองหนุ่มเห็นเพื่อนไม่เป็นอะไรมาก ตัดใจวิ่งออกไป เจ้าอุรคามองมาอย่างรู้สึกผิดแต่ต้องฝืนใจเพราะกลัวผิดแผน ภุชคินทร์ส่ายหน้าไล่ความความเจ็บปวดแล้วแข็งใจเดินตามไปอย่างมึนๆ

ไพศิษฐ์ไปถึงที่เกิดเหตุและกระโจนลงน้ำอย่างรวดเร็ว มองเห็นกองทัพอสรพิษเกี่ยวกระหวัดพันร่างสุบรรณจนขยับไปไหนไม่ได้ ผู้กองหนุ่มว่ายไปช่วยแต่ไม่สามารถขยับร่างกายได้ แถมโดนดึงให้ดิ่งลงไปใต้น้ำอย่างควบคุมไม่ได้ เจ้าอุรคายืนมองอย่างสมใจแล้วต้องหน้าเสีย เห็นภุชคินทร์กระโดดลงน้ำทั้งที่ศีรษะโชกเลือด กองทัพงูพากันหนีหายราวกับปาฏิหาริย์ ไพศิษฐ์เริ่มขยับตัวได้ ว่ายไปสมทบเพื่อช่วยสุบรรณขึ้นสู่ผิวน้ำ เจ้าอุรคาโมโหจนเลือดขึ้นหน้าแต่ไม่กล้าทำร้ายภุชคินทร์ ได้แต่มองมาด้วยแววตาแข็งกร้าว

ขณะเดียวกันที่สวนบ้านพันเอกนรินทร์...ต้นพญานาคราชหยุดเริงร่า พร้อมกับภาพนิมิตในหัวอดีตนายทหารยุติลง หนุ่มใหญ่ทรุดลงกับพื้นอย่างอ่อนแรงแต่ยังไม่วางใจ ได้ยินเสียงนาถสุดาร้องเรียกจึงแข็งใจลุกไปดู ทันเห็นลูกสาวไถลตกมาจากบันไดบนบ้าน กำไลหยกที่ข้อมือกระแทกพื้นแตกเป็นเสี่ยงๆ

พันเอกนรินทร์ประคองลูกสาวมานั่งพักบนบ้าน นาถสุดามองเศษกำไลหยกในมืออย่างหวาดหวั่น สังหรณ์ใจลึกๆจะเกิดเรื่องไม่ดีกับสุบรรณเพราะญาติหนุ่มเป็นคนซื้อให้ พันเอกนรินทร์นึกถึงนิมิตสุดท้าย เห็นภุชคินทร์ลงไปช่วยสุบรรณทันเวลาก็โล่งใจ ปลอบประโลมลูกสาวแต่ไม่อยากเล่ารายละเอียดเพราะกลัวเธอคิดมาก เสียงมือถือนาถสุดาดังขึ้น ไพศิษฐ์โทร.บอกว่าสุบรรณเกือบจมน้ำ แต่ตอนนี้พ้นขีดอันตรายและพักอยู่ที่โรงพยาบาล นาถสุดามองหน้าพ่อเครียดๆ ผลุนผลันออกจากบ้านด้วยความเป็นห่วงญาติหนุ่ม

นาถสุดามาถึงโรงพยาบาลไม่นานหลังจากนั้น เหวี่ยงใส่แฟนหนุ่มทันทีเพราะความกังวลเรื่องสุบรรณ ไพศิษฐ์หน้าตึงอย่างไม่พอใจ ภุชคินทร์เห็นท่าไม่ดีพยายามไกล่เกลี่ย บอกว่าเพื่อนรักไม่อยู่ในหน้าที่และญาติหนุ่มของเธอมาทานอาหารเป็นการส่วนตัวกับเจ้าอุรคา นาถสุดาหน้าเจื่อน เสียใจเล็กน้อยที่เข้าใจแฟนหนุ่มผิด แต่ความแปลกใจมีมากกว่าเพราะไม่คิดมาก่อนเรื่องญาติหนุ่มกับเจ้าหญิงต่างแดนคนนั้น!

นาถสุดาอาสาเฝ้าสุบรรณที่ยังสลบไสลไม่ได้สติที่โรงพยาบาล ภุชคินทร์กับไพศิษฐ์ออกไปคุยกันด้านนอกถึงเรื่องคาใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุของสุบรรณ ผู้กองหนุ่มทำหน้าแหยงๆเมื่อนึกถึงตอนลงไปช่วย ตั้งข้อสังเกตเท่าที่จำได้

“มันแปลกมาก ตัวฉันเหมือนมีใครมาฉุดรั้งไว้จนขยับเขยื้อนไม่ได้ ตอนที่ลงไปช่วยฉัน นายเห็นใช่ไหม”

“ใช่...ฉันเห็นว่านายทำท่าว่ายน้ำ แต่ร่างกายไม่ขยับเขยื้อน”

“ถ้าไม่เจอกับตัว ฉันไม่เชื่อนะเนี่ย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”

ไพศิษฐ์มึนกับปรากฏการณ์ประหลาด ภุชคินทร์นิ่งคิดแล้วทำตาโต...เจ้าอุรคาอยู่ที่ไหนตอนเกิดเหตุ...

ooooooo

ยมนาแล่นมาหาเจ้าอุรคาที่เฮือนภูจำปาทันทีที่ทราบเรื่องสุบรรณเกือบจมน้ำตาย ยมทูตหนุ่มต่อว่าสหายสาวอย่างเหลืออดที่หุนหันพลันแล่นจนเกือบทำให้มนุษย์คนอื่นถึงฆาตก่อนเวลาอันควร เจ้าอุรคาไม่ยี่หระ เชิดหน้ายืนยันในความคิดและการกระทำของตน

“พญาสุบรรณพรากคนที่เรารัก ก็ต้องได้รับรู้ความรู้สึกที่ต้องพลัดพรากจากคนที่รักด้วย”

“แต่ทุกอย่างมันจบไปแล้ว”

“ไม่จบ...มันไม่เคยจบ แต่มันกำลังจะเริ่มต้น”

“สิ่งที่จะเริ่มต้นคือท่านมากกว่าอุรคาเทวี ท่านกำลังทำบาป ทำร้ายคนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย”

ยมนาพยายามเตือนสติให้เจ้าอุรคาคิดให้ดี หากภุชคินทร์มาช่วยไพศิษฐ์ไม่ทัน เธอคงสร้างบาปมากกว่าล้างแค้น เจ้าอุรคามองหน้าสหายรักอย่างตัดพ้อ ปฏิเสธเสียงดังว่าไม่ได้ทำผิดเพราะยังเคียดแค้นสุบรรณ ยมนามองมาอย่างหนักใจ...เมื่อไหร่กันที่สหายรักจะปล่อยวางเสียที

ยมนาจากไปแล้ว เจ้าอุรคาต่อสู้กับใจตัวเองอย่างหนักว่าไม่ใช่ความผิดเธอ แต่เป็นสิ่งที่สุบรรณหรือพญาสุบรรณในชาติที่แล้วก่อไว้ เสียงยมนายังก้องในหูตอกย้ำความหุนหันของเธอ เจ้าอุรคาร้องไห้อย่างเจ็บปวดฝืนใจ เชิดหน้าและปลอบตัวเองเบาๆ

“เรายอมทุกอย่าง ขอเพียงได้ท่านกลับคืนมา... ภุชเคนทร์”

เจ้าอุรคาร้าวรานใจยิ่งนัก ทันใดนั้นเอง...เฮือนภูจำปาทั้งหลังค่อยๆเลือนหายไป ราวกับไม่พร้อมจะต้อนรับใคร

ขณะที่เจ้าอุรคาซ่อนตัวจากสายตามนุษย์...ภุชคินทร์กับไพศิษฐ์ตัดสินใจมาหาเธอที่เฮือนภูจำปาเพื่อตามหาความจริงของการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งเหตุการณ์ที่เสี่ยปิงถูกฆ่า รอยพญานาคที่วังนาเคนทร์และล่าสุดอุบัติเหตุสุบรรณเกือบจมน้ำ แต่สองหนุ่มก็หาเฮือนภูจำปาไม่เจอเพราะเจ้าอุรคาร่ายมนต์พรางตาไว้

คืนเดียวกันนั้นที่บ้านพันเอกนรินทร์...อดีตนายทหารอ่านข่าวรอยเท้าประหลาดหน้าวังนาเคนทร์แล้วถอนใจเฮือกใหญ่ วางหนังสือพิมพ์ลงและเดินไปห้องพระ ท่องบทแผ่เมตตา ร่ายคาถาลงบนสร้อยที่ทำจากเชือกกล้วยและจุ่มลงในถ้วยน้ำมันเพื่อป้องกันตัวเอง...โดยเฉพาะจากงู!

ขณะเดียวกันที่เฮือนภูจำปา...เจ้าอุรคารับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษ เห็นภาพพันเอกนรินทร์พึมพำสวดคาถาเชือกกล้วยก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า คำรามขึ้นมาอย่างเหลืออด

“ข้าพยายามอยู่ในที่ของข้าแล้ว แต่พวกเจ้ารนหาที่เอง มนุษย์หน้าโง่...เจ้ากำลังรนหาที่ตาย”

เจ้าอุรคาพาร่างมาที่บ้านพันเอกนรินทร์และคงแทรกตัวเข้าไปแล้วถ้าเขาจะไม่มีแขกยามวิกาล อติศรีคุณยายของไพศิษฐ์ลงจากรถพร้อมตะกร้าบรรจุผลไม้และของถวายพระใบใหญ่ เจ้าอุรคาหันมามองอย่างไม่ชอบใจที่โดนขัดจังหวะแต่ไม่มีใครเห็นเธอ อติศรีทักทายพันเอกนรินทร์อย่างคนคุ้นเคยกันดี พูดคุยสารทุกข์สุกดิบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแล้วต้องชะงัก เมื่อรู้ข่าวเรื่องสุบรรณเกือบจมน้ำตาย อดีตนายทหารบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว ตอนนี้พักฟื้นที่โรงพยาบาล มีนาถสุดาเฝ้าดูแลอยู่ไม่ห่าง

“เมื่อครู่ผมสวดมนต์แผ่เมตตาไปช่วย ท่องคาถาทำเชือกกล้วยป้องกันภยันตรายให้ป้องกันตัวอีกทาง”

“งั้นฉันจะสวดมนต์ช่วยอีกแรง เผื่อเจ้ากรรมนายเวรของท่านสุบรรณจะยอมปลดปล่อยบ้าง”

“ขอบคุณมากครับคุณยาย ผมก็หวังว่าเจ้ากรรมนายเวรของสุบรรณจะยอม หรืออย่างน้อยก็คลายความอาฆาตพยาบาทลงบ้าง เพราะผมเชื่อว่าบุญจะคุ้มครองทุกคน”

เจ้าอุรคาสะเทือนใจแต่ยังดื้อรั้นเพราะความแค้นที่สั่งสมมาหนาแน่นเกินกว่าจะลบล้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่พอใจ คำรามขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างว่าบุญไม่มีทางคุ้มครองคนเลว!

ooooooo

สุบรรณได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในเช้าวัน ถัดมา นาถสุดาอาสาขับรถให้ โดยแวะที่บ้านเธอก่อนตามคำขอของพ่อที่อยากเจอญาติหนุ่ม สุบรรณชัก สีหน้าไม่พอใจแต่ไม่กล้าขัดญาติสาวเพราะรู้ว่าเธอจะไม่สบายใจ พันเอกนรินทร์ยื่นเชือกกล้วยที่ลงคาถาแล้วให้หลานชายทันทีที่เห็นหน้า

“เชือกกล้วยลงน้ำมัน ป้องกันอันตรายจากสิ่งชั่วร้าย โดยเฉพาะจากงู”

สุบรรณมองเชือกในมืองงๆ พันเอกนรินทร์รู้ว่าหลานชายคงไม่เชื่อง่ายๆเลยแกล้งบอกว่าปีเกิดเขาชงกับปีนี้ซึ่งเป็นปีงู ต้องสวมสร้อยเพื่อแก้เคล็ด อดีตนายทหารดึงเชือกในมือหลานชายมาคล้องคอให้และพูดเสียงอ่อน

“อารู้...คนรุ่นใหม่อย่างเธออาจจะไม่เชื่อ แต่เรื่องพวกนี้ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่”

สุบรรณนิ่งเงียบไม่ตอบ...แต่ในใจคิดไปแล้วว่าเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี!

เพราะเหตุการณ์ประหลาดที่ทำให้เขาเกือบจมน้ำ ทำให้สุบรรณครุ่นคิดเรื่องที่พันเอกนรินทร์พูดทิ้งท้ายไว้ตลอดเช้า อำนาจรับหน้าที่ขับรถให้เหมือนเคย มองสร้อยที่คอเจ้านายหนุ่มด้วยสายตาแปลกใจ ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะสวมไว้และพันเอกนรินทร์จะมีความรู้ด้านไสยศาสตร์ สุบรรณถอดสร้อยวางไว้ในรถและสั่งให้มือขวาคนสนิทพาไปเฮือนภูจำปา...วันนี้เขาต้องตามหาตัวเจ้าอุรคาให้เจอ... เกิดอะไรกับเขากันแน่ที่ร้านอาหารริมน้ำนั่น

ชรายุออกมาต้อนรับสุบรรณกับอำนาจด้วยสีหน้าไม่รับแขก มือขวาคนสนิทชักสีหน้าไม่พอใจเมื่อเห็นท่าทางมึนตึงของสาวใช้บอกว่าเจ้าอุรคาไม่อยู่ สุบรรณยืนยันจะรอ ชรายุไม่ห้าม บอกให้รอที่ด้านนอกแล้วหมุนตัวกลับขึ้นเฮือน อำนาจจะตามไปเอาเรื่องเพราะเคืองแทนเจ้านาย สุบรรณยกมือห้ามและเดินไปรอด้านในอย่างมาดมั่น ชรายุรออยู่แล้วด้วยแววตามีเลศนัย...และแล้วเหยื่อก็ติดเบ็ด!

สุบรรณเข้ามาในเฮือนอย่างถืออภิสิทธิ์ตามด้วยอำนาจ ทั้งสองหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงครืดคราด ปรากฏงูร่างยักษ์พุ่งมาหา แผ่แม่เบี้ยขู่ฟ่ออย่างเอาเรื่อง อำนาจควักปืนจะยิงแต่สุบรรณห้ามไว้เพราะรู้ว่าพวกตนเป็นฝ่ายบุกรุก นักการเมืองหนุ่มค่อยๆหาทางเลี่ยงออกไปตามด้วยมือขวาคนสนิทที่อดไม่ได้ ยิงปืนใส่งูไปสองสามนัด งูใหญ่ทำท่าจะฉกจนอำนาจลนลานหนีไม่คิดชีวิต ชรายุกลายร่างเป็นคนทันทีที่ลับร่างทั้งสอง หัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ

คืนเดียวกันนั้นที่วังนาเคนทร์...ภุชคินทร์แกะผ้าพันแผลที่ศีรษะออก เห็นร่องรอยแผลจางๆจากการโขกกับหินบนพื้นที่ร้านอาหารริมน้ำ ครุ่นคิดถึงเรื่องที่คาใจตลอดหลายคืนที่ผ่านมาเกี่ยวกับเจ้าอุรคา เสียงเคาะประตูดังขึ้น นารีวรรณมาตามไปพบหม่อมภาณีให้ช่วยเลือกเครื่องประดับไปงานเปิดร้านของเจ้าประกายคำ ราชนิกุลหนุ่มยิ้มให้แม่อย่างประจบและบอกว่าเธอใส่ชิ้นไหนก็สวย หม่อมภาณีปลื้ม อารมณ์ดีที่ลูกชายสุดที่รักชม

“แต่แม่อยากใส่ให้ถูกกาลเทศะมากกว่า เจ้าประกายคำ เป็นเจ้าภาพ เราควรให้เกียรติ มิใช่ทำตัวข่มท่าน”

“คุณแม่กลัวเด่นเกินเจ้าของงานค่ะพี่ชาย ยิ่งช่วงนี้มีข่าวรอยเท้าพญานาคที่วัง นักข่าวเห็นคุณแม่ทีไร ขโมยซีนเจ้าของงานแน่ๆค่ะ” นารีวรรณแซวแม่บุญธรรมยิ้มๆ

สามคนแม่ลูกช่วยกันเลือกจนได้เครื่องประดับมุกชุดกำลังงาม ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ภุชคินทร์หยิบแหวนมุกมาดูแล้วต้องสะดุ้ง เมื่อแหวนมุกกลายเป็นอัญมณีแปลกตา เขาปล่อยแหวนลงพื้นด้วยความตกใจ หม่อมภาณีกับนารีวรรณมองหน้าชายหนุ่มคนเดียวของวังงงๆ ภุชคินทร์เห็นท่าไม่ดี รีบกลบเกลื่อนว่าตาฝาดเพราะพักผ่อนน้อยและขอตัวกลับไปที่ห้องทันที โดยมีสายตาของแม่กับน้องสาวมองตามอย่างเป็นห่วง

ภุชคินทร์สะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านและข่มตานอน ไม่นานก็เข้าสู่ห้วงนิทราและรู้สึกตัวอีกครั้งที่ริมน้ำโขงเหมือนความฝันครั้งก่อนๆ แต่ครั้งนี้ได้ยินเสียงต่อสู้ของอะไรบางอย่าง ท่ามกลางความมืดและกระแสน้ำเชี่ยวกรากของลำน้ำโขง เขาเห็นพญานาคตัวผู้กับพญาครุฑ ต่อสู้กันอย่างดุเดือดเพื่อปกป้องพญานาคตัวเมีย ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า พญาครุฑฉกตัวพญานาคตัวเมียไปได้และทำร้ายพญานาคตัวผู้จนกระอักเลือดออกมาเป็นสีเขียวเข้มจัดหรือที่เรียกว่าพลอยนาคสวาท พญานาคตัวผู้ไม่ยอมแพ้ ฮึดสู้จึงโดนเหวี่ยงกลับและกระอักเลือดออกมาเป็นสีเขียวอ่อนกว่าครั้งแรกหรือที่เรียกว่ามรกต และครั้งสุดท้ายพญานาครวบรวมแรงที่เหลือพุ่งเข้าหาพญาครุฑแต่โดนสวนกลับจนกระอักเลือดออกมาเป็นสีเขียวจางๆปนเลือดหรือที่เรียกว่าครุฑธิการ

ภุชคินทร์มองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง จำได้แม่นว่าสีเลือดครั้งสุดท้ายเหมือนกับแหวนมุกของหม่อมภาณีไม่ผิดเพี้ยน พญานาคตัวผู้ดิ้นเร่าด้วยความเจ็บปวดก่อนขาดใจตาย ในขณะที่พญานาคตัวเมียถูกพญาครุฑฉุดกระชากกรีดร้องแทบไม่เป็นภาษาด้วยความร้าวรานใจ ภุชคินทร์ได้แต่ยืนตาค้างอยู่กับที่ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลง...

ภุชคินทร์สะดุ้งตื่นในเช้าวันใหม่เพราะเสียงโทรศัพท์ จากเฟื่องวลี ชายหนุ่มมองชื่อบนหน้าจอด้วยความเซ็งจัด ตัดสินใจไม่รับและเข้าห้องน้ำอย่างหัวเสีย ขณะเดียวกันที่บ้านภิงคาร...เฟื่องวลีรอสายอย่างอดทนแต่สุดท้ายก็ถอดใจเพราะไม่มีคนรับสาย เฟื่องฟ้าปลอบลูกไม่ให้คิดมาก บอกว่าผู้ชายเหมือนกันหมดทั้งโลกที่แพ้มารยาหญิงรวมทั้งภิงคาร เฟื่องวลีเข้าใจความนัยของแม่ ทำตาโตเพราะไม่คิดว่าแม่จะจีบอดีตสามีพี่สาว เฟื่องฟ้าไม่ยี่หระและพูดอย่างมาดมั่น

“ผีพี่สาวแท้ๆของแม่คงไม่ว่าหรอก ถ้าแม่จะทำหน้าที่เมียของท่านภิงคารแทน”

“งั้นฟีบี้จะพยายามฉกหัวใจของพี่ชายมาให้ได้และหาทางเปิดตัวเป็นคู่หมั้นในวันเปิดร้านของเจ้าประกายคำ”

สองแม่ลูกมองตากันอย่างเข้าอกเข้าใจ...อีกไม่นานทุกอย่างจะต้องเป็นของเราสองคน

ooooooo

และแล้วงานเปิดร้านของเจ้าประกายคำก็มาถึง แขกผู้มีเกียรติทยอยเข้างานอย่างไม่ขาดสาย ประกายเพชรและความงามของเครื่องประดับมากมายล้อกับแสงไฟโชว์ความอลังการของงาน ครอบครัวภุชคินทร์ทักทายเจ้าประกายคำด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หลังจากนั้นหม่อมภาณีกับนารีวรรณจึงเข้าไปในงาน ส่วนภุชคินทร์ขอไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก

ภุชคินทร์ยังคาใจเรื่องความฝันประหลาดเมื่อหลายคืนก่อน ข้องใจเหลือเกินที่เห็นแหวนมุกของแม่เหมือนกับสีเลือดของพญานาคที่กระอักออกมาจากการสู้กับพญาครุฑ ราชนิกุลหนุ่มครุ่นคิดคนเดียวเงียบๆในสวนของโรงแรม เหลือบเห็นเจ้าอุรคาในชุดงดงามแปลกตาเดินผ่านเข้าไปในงาน เขาตัดสินใจตามแต่ไม่ทันสักที

ภุชคินทร์ตามเจ้าอุรคาไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้ตัวจนกระทั่งมีมือหนึ่งฉุดข้อมืออย่างแรง เขาหันขวับอย่างหงุดหงิดและเปลี่ยนเป็นหัวเสียทันทีเมื่อเห็นเฟื่องวลีเกาะแขนเขายิ้มๆ หญิงสาวบอกว่าเขากำลังจะตกดาดฟ้า ชายหนุ่มไม่เชื่อและกวาดตามอง เห็นตัวเองยืนหมิ่นเหม่บนขอบตึกก็หน้าซีดด้วยความตะลึง เฟื่องวลีไม่ทันสังเกต กระชับแขนที่คล้องอยู่และลากเขากลับเข้าไปในงานโดยที่ชายหนุ่มไม่ได้สะบัดออกหรือปัดป้องเหมือนเคย

เฟื่องวลีกระหยิ่มยิ้มสมใจ ควงแขนภุชคินทร์ร่อนไปทั่วงานอย่างภูมิใจ เฟื่องฟ้าได้จังหวะกระซิบบอก นักข่าวว่าลูกสาวคือว่าที่เจ้าสาวของราชนิกุลหนุ่มคนดัง กระจอกข่าวให้ความสนใจรุมถ่ายรูปกันใหญ่ นาถสุดาที่มางานกับไพศิษฐ์ทันเห็นฉากเด็ดของเฟื่องฟ้าที่ติดสินบนนักข่าวก็ทำท่ารังเกียจ ภิงคารกลัวหลานชายเป็นข่าวฉาวจึงเข้าขวาง ภุชคินทร์ได้สติผละตัวออกห่าง ทันใดนั้น...เสียงนักข่าวฮือฮาหน้างาน แขกทุกคนหันไปมอง ปรากฏร่างเจ้าอุรคาเข้างานด้วยท่วงท่าสง่างามดุจนางพญา

เวลาเดียวกัน...สุบรรณที่เพิ่งมาถึงงานพร้อมอำนาจมองตามเจ้าอุรคาตาค้าง ราชนิกุลสาวเดินกรายเข้าไปทักเจ้าประกายคำโดยไม่สนใจแขกคนอื่น ชรายุที่ตามเจ้านายสาวมาด้วย เปิดหีบเครื่องประดับต่อหน้าเจ้าของงานและธารกำนัล เจ้าอุรคายิ้มเย็นและบอกว่าขอนำอัญมณีประจำตระกูลภูจำปามาแสดงในงานนี้ด้วย

“เครื่องประดับต้นตระกูลของฉันจะมีอยู่สามอย่าง คือนาคสวาท มรกต และครุฑธิการ”

นักข่าวส่งเสียงอื้ออึงอย่างตื่นตาตื่นใจ เช่นเดียวกับแขกคนอื่นๆ ยกเว้นเฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีที่มองด้วยความ หมั่นไส้ เจ้าอุรคาหยิบอัญมณีมาอธิบายทีละชิ้นอย่างใจเย็น หม่อมภาณีเห็นในกล่องมีแค่มรกตและครุฑธิการจึงถามหานาคสวาท เจ้าอุรคายกมือลูบไล้ลำคอขาว

ผ่องที่ประดับด้วยสร้อยพร้อมจี้อัญมณีสีเขียวเข้มและบอกว่าอยู่ที่นี่ ทุกคนส่งเสียงฮือฮา มีเพียงภุชคินทร์ที่หน้าซีดเผือดเพราะจำได้ว่าเหมือนกับที่เขาเห็นพญานาคตัวผู้กระอักออกมาครั้งแรก...ปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นกับเขาอีกครั้ง ความรู้สึกมึนงงและเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง พร้อมกับอาการทรุดฮวบของราชนิกุลหนุ่ม ท่ามกลางความตกใจของแขกเหรื่อทั้งงาน!

ตอนที่ 3

ภุชคินทร์รู้สึกตัวอีกครั้งที่ริมน้ำโขงเหมือนความฝันครั้งก่อนๆ ครั้งนี้เขาได้ยินเสียงร้องไห้ปริ่มจะขาดใจจึงเดินตามหา เห็นสตรีปริศนานั่งหันหลังแลดูคุ้นตานัก ราชนิกุลหนุ่มตัดสินใจดึงไหล่เธอให้หันมา พร้อมสอบถามอย่างห่วงใยแต่ต้องชะงักราว

ถูกกระตุกทั้งร่างอย่างแรงเมื่อเห็นหน้าเธอ...

ภุชคินทร์สะดุ้งตื่นจากความฝันอันน่าสะพรึงกลัว หน้าตาสตรีปริศนายังติดในความทรงจำ แลดูคุ้นตาอย่างประหลาดแต่นึกไม่ออกว่าคือใคร ชายหนุ่มสะบัดหน้าไล่ความมึนงง มองไปรอบๆจึงพบว่านอนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของญาติมิตรและครอบครัว ทุกคนมองมาอย่างเป็นกังวล ราชนิกุลหนุ่มรีบแก้ตัวว่าเป็นลมเพราะหายใจไม่ออก

ภิงคารเห็นภุชคินทร์ไม่เป็นอะไรมาก ชวนทุกคนกลับเข้างานให้หลานได้พัก หม่อมภาณีเห็นดีด้วยเพราะอยากคุยกับเจ้าอุรคาเรื่องเครื่องประดับประจำตระกูล เฟื่องวลีอาสาเฝ้าชายหนุ่มแต่ภิงคารขัดขึ้น บอกให้นารีวรรณอยู่แทน ไพศิษฐ์ขยับไปใกล้และเย้ายิ้มๆ

“เมื่อกี้ตอนหมดสติ นายเอาแต่เพ้อละเมอถาม... คุณ...คุณเป็นใคร แล้วคุณร้องไห้ทำไม”

ภุชคินทร์เบิกตากว้าง ไม่คิดว่าเพื่อนจะได้ยินสิ่งที่เขาพูดกับสตรีปริศนา เฟื่องวลียืนรีรอที่หน้าประตู ได้ยินสองหนุ่มพูดกันถึงความฝันสุดพิลึกแล้วทำหน้าสยอง ออกจากห้องไปตามหาเฟื่องฟ้าและเล่าเรื่องแปลกๆ

ของราชนิกุลหนุ่ม ทั้งเรื่องเกือบตกจากดาดฟ้าและเรื่องละเมอเพ้อพก สองแม่ลูกมองหน้ากันหวาดๆ...หรือว่าภุชคินทร์จะโดนผีเข้า!

ด้านภุชคินทร์...ครุ่นคิดเรื่องเครื่องประดับของเจ้าอุรคาและอาการละเมอของตนแล้วยิ่งไม่เข้าใจ นับวันทุกสิ่งเกี่ยวกับเจ้าหญิงต่างแดนดูน่าสงสัยขึ้นทุกที ชายหนุ่มตัดสินใจลุกพรวด บอกนารีวรรณว่าจะไปเดินดูงานข้างนอก น้องสาวมองมาอย่างงงๆแต่ไม่กล้าขัด วิ่งประกบพี่ชายกลับไปที่งานด้วยความห่วงใย

ขณะเดียวกัน...หม่อมภาณีกับเจ้าประกายคำพูดคุยถึงความงามของเครื่องประดับประจำตระกูลของเจ้าอุรคาอย่างออกรส ชื่นชมจากใจจริงว่างดงามแปลกตาและดูราวกับมีชีวิต สองราชนิกุลสาวใหญ่มองหน้ากันยิ้มๆ ปลาบปลื้มเหลือเกินที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับอัญมณีแสนสวยเหล่านี้

ภุชคินทร์กลับเข้างานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด กวาดตามองหาเจ้าอุรคา เฟื่องวลีเห็นจึงคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาตามหา เสนอหน้าไปหาทันทีแต่คลาดกันเพราะชายหนุ่มตามเจ้าอุรคาไปด้านนอก อำนาจที่เดินดูลาดเลาทั่วงาน แกล้งยืนขวางด้วยใบหน้ามีเลศนัยแต่ราชนิกุลหนุ่มไม่ทันสังเกตเพราะมัวพะวงเรื่องเจ้าอุรคา นาถสุดากับไพศิษฐ์เห็นหลังภุชคินทร์ไวๆจึงชะเง้อหาแล้วต้องผงะ มองไม่เห็นชายหนุ่มแต่เห็นชรายุโผล่มาขวางหน้าเฟื่องวลีแทน สองหนุ่มสาวมองหน้ากันอย่าง

ฉงน...สาวใช้คนสนิทของเจ้าอุรคาโผล่มาจากไหน

เวลาเดียวกันที่หน้างาน...สุรินทร์แฝงตัวเข้ามาอย่างแขกคนหนึ่ง พร้อมลูกน้องที่ปลอมตัวมาในฐานะผู้ติดตาม ทั้งหมดส่งสายตาให้อำนาจที่มองอย่างรู้กัน...คืนนี้คงได้วิ่งพล่านกันทั้งงานแน่

ooooooo

ภุชคินทร์เดินแกมวิ่งตามเจ้าอุรคามาถึงสวนนอกโรงแรม ตั้งท่าจะเรียกแต่ต้องยั้งไว้ เมื่อเห็นสุบรรณปรากฏตัวจากอีกมุม เดินยิ้มพรายมาหาและมองราชนิกุลสาวด้วยแววตาหวานฉ่ำเหมือนคนตกอยู่ในห้วงรัก ภุชคินทร์แอบมองด้วยสายตาหึงหวงแต่ไม่รู้ตัว เงี่ยหูฟังนักการเมืองหนุ่มเนื้อหอมพูดจาเกี้ยวหญิงสาวด้วยท่าทางกรุ้มกริ่ม

“ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ผมคิดถึงเจ้าตลอด ผมฝันถึงเจ้า อยากมีชีวิตอยู่กับเจ้า”

เจ้าอุรคายิ้มรับน้อยๆ แต่กลับให้ความรู้สึกน่าหลงใหล อย่างประหลาด สุบรรณได้โอกาสสารภาพความในใจ

“ยิ่งวันที่เกือบจมน้ำตาย ผมก็รู้ทันทีว่าถ้ามีชีวิตรอด ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ครองคู่กับเจ้า...ผมรักเจ้าอุรคา”

ภุชคินทร์ตาโต ความรู้สึกหึงหวงพลุ่งพล่านกว่าเดิม เจ้าอุรคามองสุบรรณนิ่งและถามกลับหน้าตาเฉย

“คุณไม่ได้ถามความรู้สึกดิฉัน ก็บอกความต้องการแล้ว ไม่ว่าเมื่อใด...รักของท่านก็เป็นรักเพื่อครอบครองเสมอ”

“แล้วมันต่างจากคนอื่นตรงไหน ใครๆก็ย่อมอยากอยู่กับคนที่เรารักทั้งนั้น”

“ทุกคนล้วนอยากอยู่กับคนที่รัก...แม้แต่ดิฉัน วิธีต่างหากที่ต่างกัน คนรักกันต้องมีหัวใจตรงกัน ไม่ใช่แย่งชิง”

“ข้อนี้ผมมองต่างกับเจ้า สำหรับผม...รักแท้คือการช่วงชิง รักไม่จริงคือการเสียสละ ถ้าผมรักใคร ผมจะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวเขามา...และใครคนนั้นก็คือเจ้า”

ภุชคินทร์ยิ่งของขึ้นเมื่อได้ยินคำสารภาพรักแสนหวาน เจ้าอุรคาหน้านิ่งจนดูไม่ออก แกล้งเดินเฉียดไปใกล้กับมุมที่ภุชคินทร์ซ่อนตัว ยิ้มให้นักการเมืองหนุ่มและพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ

“ขอบคุณที่ให้ค่าดิฉันขนาดนั้น ไม่รู้ว่ามันคือโชคร้ายหรือโชคดี...ที่มีใครมาทุ่มเทความรักให้เหมือนท่านสุบรรณ ดิฉันเองก็ไม่ต่างจากคุณ ดิฉันจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้อยู่กับคนที่ดิฉันรัก แม้ว่าเขาคนนั้นจะไม่เคยรู้อะไรเลย”

ภุชคินทร์ถึงกับอึ้ง ไม่เข้าใจว่าราชนิกุลสาวพูดถึงใคร...ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าทั้งหมดจะกระจ่างในไม่ช้า

ขณะเดียวกันในงานจัดเลี้ยง...อำนาจแอบสับ

คัทเอาต์จนไฟดับทั้งงาน สุรินทร์กับพรรคพวกเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วไปยังตู้แสดงเครื่องเพชร เสียงทุบกระจกและเสียงปืนดังสนั่น ผู้คนกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งเพราะกลัวโดนลูกหลง รวมทั้งเสียงของเจ้าอุรคา สุบรรณตาเหลือก ยื่นมือไปไขว่คว้าหาตัวราชนิกุลสาวด้วยความวิตก เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด พร้อมกับไฟที่สว่างขึ้น ร่างของสุบรรณล้มลงเพราะถูกยิงเฉียดแขน และการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของเจ้าอุรคา!

หลังเหตุการณ์โจรกรรมเพชร...ผู้คนในงานตื่นตระหนก แยกย้ายกันกลับด้วยความหวาดผวา ภิงคาร

ไพศิษฐ์และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆตรวจดูสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดแต่ไม่พบร่องรอยพอสาวถึงตัวคนร้าย หม่อมภาณีปลอบประโลมเจ้าประกายคำที่ร้องไห้ฟูมฟายข้างตู้ที่ว่างเปล่า ราชนิกุลสาวใหญ่เจ้าของงานสะอึกสะอื้น บอกว่าทุกอย่างถูกขโมยไปยกเว้นของเจ้าอุรคา ทุกคนหันขวับ เห็นตู้แสดงสมบัติประจำตระกูลภูจำปายังอยู่ดีไร้รอยขีดข่วน อัญมณีภายในยังส่องแสงทอประกาย แต่ไม่มีใครเห็นว่าเจ้าของอัญมณีงดงามแปลกตาพวกนี้หายไปไหน

ขณะที่ทุกคนตามหาเจ้าอุรคาให้วุ่น...ราชนิกุลสาวยืนหัวเราะเสียงก้องภายในเฮือนภูจำปาอย่างสาสมใจ เฮือนทั้งเฮือนไหวเอนราวกับต้องการร่วมฉลอง ต้นพญา-นาคราชในสวนชูช่อเริงระบำอย่างร่าเริง บริวารงูน้อยใหญ่เลื้อยมาอาบแสงจันทร์อย่างมีความสุข...ในที่สุดหายนะของคนที่ทำร้ายเจ้านายสาวก็อุบัติขึ้น!

ooooooo

สุบรรณถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังเหตุการณ์โจรกรรม นาถสุดาคอยดูแลไม่ยอมห่างด้วยความเป็นห่วง ไพศิษฐ์ตามมาเฝ้าแฟนสาวด้วย บรรดากระจอกข่าวที่ทราบเรื่องพยายามขอเยี่ยมเพื่อสัมภาษณ์แต่นักการเมืองหนุ่มเนื้อหอมปฏิเสธ อ้างว่ายังไม่พร้อม นาถสุดาไม่เข้าใจ โพล่งขึ้นอย่างเหลืออด

“นาถว่าไม่เห็นเป็นอะไรเพราะพี่เป็นคนเสียหาย นอกจากว่าพี่สุบรรณอยากปกป้องใครบางคน...อย่างเจ้าอุรคา”

“เจ้าอุรคาเกี่ยวอะไรด้วย พี่แค่ไม่อยากให้ภาพออกไปไม่ดี เมื่อคืนเป็นงานใหญ่ แขกเหรื่อก็มีแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ แต่กลับให้คนร้ายที่ไหนไม่รู้มาโจรกรรมเครื่องเพชรไปได้ แถมยังมีคนตายอีก”

ไพศิษฐ์เห็นท่าไม่ดี ออกตัวว่าเป็นความสะเพร่าในหน้าที่ของตน เพราะไม่อยากให้สองหนุ่มสาวเถียงไปไกลกว่านี้ นาถสุดาไม่ยอมจบ แก้ต่างแทนคนรักและปรายตามองอำนาจอย่างขวางๆ

“โทษคุณศิษฐ์คนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ พี่สุบรรณอยากออกไปตามลำพังกับเจ้าอุรคาเอง แล้วพอเกิดเรื่อง...เจ้าอุรคาหายไปไหนเสียล่ะคะ”

อำนาจมองนาถสุดาอย่างไม่พอใจแต่เก็บอาการ ส่วนสุบรรณนิ่งเงียบ ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเจ้าอุรคาอยู่ที่ไหน

นาถสุดาหงุดหงิดไม่หาย ปรับทุกข์กับแฟนหนุ่มว่าสุบรรณหลงเจ้าอุรคาอย่างหัวปักหัวปําจนไม่ห่วงตัวเอง ไพศิษฐ์นิ่งไปอึดใจแล้วบอกว่าอาจเป็นเรื่องของพรหมลิขิต นาถสุดาเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อ เพราะตั้งแต่เด็กจนโต ญาติหนุ่ม ไม่มีวี่แววจะเชื่อในเรื่องแบบนั้น ไพศิษฐ์ส่ายหน้าน้อยๆกับความรั้นของแฟนสาวและย้ำเสียงอ่อน

“ผมไม่ได้บอกว่าท่านสุบรรณเชื่อ แต่ผมว่ามันเป็นพรหมลิขิต ถึงทำให้ท่านสนใจเจ้าอุรคาตั้งแต่แรกเห็น”

นาถสุดาเบ้หน้าอย่างไม่ชอบใจ ไม่เข้าใจญาติหนุ่มเลยจริงๆ...ถ้าบอกว่าหลงรูปยังจะน่าเชื่อมากกว่า!

หลังแยกกับแฟนสาว...ไพศิษฐ์ตรงดิ่งมาหาเพื่อนรักที่วังนาเคนทร์ ภุชคินทร์ฟังเรื่องทั้งหมดแล้วเห็นด้วยกับผู้กองหนุ่มว่าระหว่างสุบรรณกับเจ้าอุรคาอาจเป็นเรื่องของพรหมลิขิต ไพศิษฐ์มองมาอย่างไม่อยากเชื่อ เย้ายิ้มๆว่าแค่สมมติไม่ได้คิดจริงจัง ภุชคินทร์ไม่ขำด้วย บอกว่าเชื่อเพราะเห็นสุบรรณสารภาพรักกับเจ้าอุรคาด้วยตาตัวเอง ไพศิษฐ์ตาโต ไม่คิดมาก่อนว่าเจ้านายหนุ่มจะไวไฟกับเรื่องแบบนี้ ต่างจากภุชคินทร์ที่ทำหน้าเศร้าแต่ไม่รู้ตัว ผู้กองหนุ่มเล่าให้ฟังถึงผลการสืบสวนเบื้องต้นและสันนิษฐานว่าเจ้าหญิงต่างแดนอาจเป็นผู้ต้องสงสัย

“นายก็เห็น พอเกิดเรื่องเจ้าอุรคาก็หายตัวไปทันที”

“เครื่องประดับของเธอก็ยังอยู่ กระจกไม่มีรอยแตก รอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว อาจจะเป็นอย่างที่นายว่าก็ได้”

สองหนุ่มมองหน้ากันเครียดๆ...ถ้าเจ้าอุรคาเป็นผู้ต้องสงสัย เราคงต้องตามไปหาคำตอบกัน...

ooooooo

ภุชคินทร์กับไพศิษฐ์ปรึกษาเรื่องคดีจนดึกจึงตัดสินใจไปหาเจ้าอุรคาที่เฮือนภูจำปา ราชนิกุลสาวรับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษ สั่งความกับชรายุให้ขวางไพศิษฐ์ไว้และปล่อยให้ภุชคินทร์เข้ามาคนเดียวเพราะมีแผนบางอย่าง

ขณะเดียวกันที่หน้าเฮือน...สองหนุ่มจอดรถแอบไว้และเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ ไพศิษฐ์กวาดตามองบรรยากาศวังเวงอย่างพิศวง ปรารภกับเพื่อนด้วยความแปลกใจเพราะไม่นึกมาก่อนว่าจะมีเฮือนโบราณใหญ่ขนาดนี้ในกรุงเทพฯ

“มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ ครั้งที่แล้วเราก็ขับรถวนหาตามเส้นทางนี้แต่ไม่เจอ”

“นี่คือความน่าสนใจของเจ้าอุรคาที่ฉันอยากพิสูจน์ ถ้าเฮือนทั้งหลังหายไปได้ แค่โจรกรรมเพชรทำไมจะไม่ได้”

ทันใดนั้นเอง...ประตูบ้านเปิดออกพร้อมการปรากฏตัวของเจ้าอุรคา เธอยิ้มน้อยๆแล้วบอกอย่างรู้ทันว่าเห็นทุกอย่างจากกล้องวงจรปิดจึงออกมารับ สองหนุ่มถึงกับอึ้ง เดินตามเธอเข้าบ้านไปอย่างงงๆ แต่ต้องเจอกับปัญหาใหญ่เมื่อตามราชนิกุลสาวไม่ทัน ทั้งสองตัดสินใจแยกกันตามหา และถือโอกาสสำรวจพื้นที่หาร่องรอยแหล่งซ่อนเพชรตามที่สันนิษฐานไว้ก่อนหน้านี้ เจ้าอุรคาลอบมองสองหนุ่มจากบนเฮือนด้วยแววตาชิงชัง...นึกน้อยใจภุชคินทร์ที่สงสัยเธอ

เจ้าอุรคาตั้งใจล่อลวงภุชคินทร์ให้เข้าถึงตัวเฮือน ทิ้งไพศิษฐ์ไว้กับชรายุ ร่ายมนต์ให้เดินวนอยู่แต่ในสวนด้านนอก ภุชคินทร์เดินเข้าเฮือนอย่างหวาดๆ ตะโกนเรียกชื่อราชนิกุลสาวแต่ไม่มีเสียงตอบรับ กวาดตามองรอบๆ เห็นรูปปั้นพญาครุฑจิกพญานาคก็รู้สึกเจ็บแปลบราวกับเป็นพญานาคเสียเอง ไม่นานนักจึงได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญ เขาเดินตามเสียงไปจนถึงบริเวณนั่งเล่น เห็นสตรีนางหนึ่งนั่งหันหลังให้ ดูคุ้นตาเหมือนกับที่เคยเจอในฝัน เขาตัดสินใจเอื้อมมือไปแตะแต่ต้องผงะเมื่อเห็นหน้า อุทานเรียกชื่อเจ้าอุรคาแผ่วเบา ราชนิกุลสาวจ้องกลับอย่างเคืองๆแล้วตัดพ้อ

“ใช่...ดิฉันเอง ไม่ใช่ขโมยที่พวกคุณกำลังตั้งใจตามหากันหรอก”

ภุชคินทร์มองมาด้วยสีหน้ารู้สึกผิดแต่ไม่ขอโทษ เฉไฉว่าพลัดหลงกับไพศิษฐ์ระหว่างทางมาที่เฮือน เจ้าอุรคาถอนหายใจหนักหน่วงด้วยความน้อยใจและเดินนำเขาออกไปด้านนอก ทันได้ยินเสียงผู้กองหนุ่มร้องลั่นอย่างตื่นตระหนกว่าโดนผีหลอก ราชนิกุลหนุ่มสาวเร่งฝีเท้าจนพบไพศิษฐ์ยืนจังก้ามองไปทางชรายุด้วยความหวาดกลัว เจ้าอุรคาตะเบ็งเสียงห้ามสาวใช้คนสนิทเสียงเคร่งและหันไปแขวะสองหนุ่มด้วยความหมั่นไส้

ตอนที่ 4

ยมนาต่อว่าเจ้าอุรคาที่ใช้อติศรีกับนาถสุดาเป็นเครื่องมือเข้าถึงภุชคินทร์ พยายามเตือนว่าเธอกับสตรีทั้งสองอยู่คนละภพชาติกัน เจ้าอุรคานิ่งไปอึดใจแต่ความดื้อรั้นมีมากกว่า สวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้

“เราต้องการให้นาถสุดาช่วย ท่านก็รู้ว่าภุชเคนทร์ไม่รับรู้สิ่งที่เราอยากสื่อ เขาไม่รับรู้สิ่งที่เราทรมาน”

“แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับเจ้าและภุชเคนทร์”

“ใช่...แต่เธอเป็นคนดีและช่วยเราได้ เพราะหัวใจรักของเธอมีรักแท้จริง”

“เจ้าเห็นแก่ตัว เพราะการกระทำของเจ้า จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นชะตาขาด”

เจ้าอุรคาสะอึก สัญญาสหายรักจะปล่อยนาถสุดาเป็นอิสระเมื่อภุชเคนทร์ระลึกชาติได้ ยมนาไม่วางใจเพราะกลัวชะตาของนาถสุดาเป็นอันตราย เจ้าอุรคารู้สึกผิดแต่เพราะความรักฝังรากลึกทำให้เห็นแก่ตัว เดินหน้าแผนขั้นต่อไปด้วยการปรากฏตัวที่ร้านขายของเก่าวันถัดมาเพื่อซื้อไม้แกะสลักพญานาค นาถสุดาถึงกับอึ้งและปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่มี เจ้าอุรคามองมาด้วยแววตารู้ทัน นาถสุดาอึดอัดจึงตัดสินใจหยิบไม้แกะสลักส่งให้อย่างเสียไม่ได้ เจ้าอุรคาไม่จับที่ไม้แกะสลักแต่จับมือหญิงสาวแทน ให้ความรู้สึกถึงพลังบางอย่างเคลื่อนเข้าสู่ตัวจนเลือดในกายเย็นเฉียบ เห็นเพียงดวงตาคู่งามที่

ยิ้มให้ ก่อนสติทั้งหมดจะวูบลง...

ด้านไพศิษฐ์...โทร.หาแฟนสาวทั้งวันแต่ไม่มีคนรับสาย บ่นกับภุชคินทร์อย่างหัวเสียที่ต้องเครียด

เรื่องงานและง้อนาถสุดาในเวลาเดียวกัน ภุชคินทร์

ปลอบไม่ให้คิดมากและถามความคืบหน้าเรื่องคดีลอบฆ่าสุบรรณ ผู้กองหนุ่มบอกว่ากำลังรวบรวมหลักฐาน แต่

ที่แน่ๆคือเจ้าอุรคาคือผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง เพราะหายตัวอย่างไร้ร่องรอยทุกครั้งที่เกิดคดี ภุชคินทร์หน้าเจื่อนแล้วชะงัก เห็นกลุ่มไทยมุงกับรถตำรวจที่ข้างทาง ไพศิษฐ์เบนรถจอดและลงไปดูทันที

ภุชคินทร์ตามเพื่อนมาดูสถานที่เกิดอุบัติเหตุ

แล้วสังเวชใจ เห็นสภาพกระจกหน้ารถแตกละเอียด

และศพคนขับนั่งจมกองเลือด จำได้ว่าผู้ตายคือหมอรุ่งโรจน์เพื่อนสนิทของสุบรรณ ไพศิษฐ์ถึงกับเครียด

เพราะสังหรณ์ว่าจะเกี่ยวกับคดีก่อนหน้านี้ ภุชคินทร์

มองไปรอบๆแล้วชะงัก เห็นยมนายืนท่ามกลางไทยมุง จำได้ว่าคือชายหนุ่มที่เคยออกงานกับเจ้าอุรคาจึงรีบ

บอกเพื่อน ผู้กองหนุ่มมองไม่เห็นยมนาแต่หูผึ่งทันที

ที่ได้ยินชื่อราชนิกุลสาว

กลางดึกคืนเดียวกันนั้น...นาถสุดาสะดุ้งตื่นที่ร้านขายของเก่า มือกำไม้แกะสลักพญานาคแน่นเหมือน

กลัวหาย เธอมองไปรอบๆเห็นนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนก็แปลกใจ เพราะจำได้ว่ากำลังคุยกับเจ้าอุรคาก่อนหน้านี้ ทันใดนั้น...เสียงฝีเท้าดังเป็นจังหวะใกล้เข้ามา หญิงสาวหันขวับ ตกใจและถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นมะลิเด็กเฝ้าร้านเดินมาหา บอกว่าอยู่เป็นเพื่อนเธอที่หลับไปตั้งแต่ตอนเย็น นาถสุดาถึงกับมึนตึ้บ หยิบเงินค่ารถให้ลูกจ้างสาวและบอกให้กลับบ้าน หันไปมองไม้แกะสลักบนโต๊ะแบบงงๆ...แล้วเจ้าอุรคาหายไปไหน

ขณะที่นาถสุดาสับสน...เจ้าอุรคาถอดจิตจาก

เฮือนภูจำปาไปหาพันเอกนรินทร์ที่บ้าน อดีตนายทหารลืมตาขึ้นจากสมาธิ รับรู้การมาถึงของพญานาคสาวด้วยสีหน้าสงบ ออกไปต้อนรับและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ในเมื่อท่านไม่ได้มีจิตใจคิดร้ายต่อลูกสาวผม และยังปรารถนาจะใช้เป็นสื่อในการสร้างกุศลผมก็จะไม่ขัด เพราะถึงวาระที่ท่านกับนาถสุดาจะได้สร้างบุญร่วมกัน...ผมขออนุโมทนา”

“ยินดีกับการปฏิบัติที่ทำให้จิตท่านละเอียดและสัมผัสได้ถึงมิติพิเศษ บุญท่านจะสูงกว่านี้ ขอจงสร้างต่อไป”

ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ...หวังว่ากุศลครั้งนี้จะทำให้เรื่องราวทั้งหมดดีขึ้น

ooooooo

ไพศิษฐ์เครียดจัดเรื่องคดีสุบรรณและอุบัติเหตุของหมอรุ่งโรจน์ โทร.หาเพื่อนรักแต่เช้าเพื่อระบาย ภุชคินทร์แกล้งถามหยั่งเชิงเรื่องเจ้าอุรคา เพราะคิดว่าเพื่อนอาจคาใจข้อสันนิษฐานที่หญิงสาวเป็นสมาชิกกลุ่มนินจัตสุ ผู้กองหนุ่มเบิกตากว้างเหมือนนึกอะไรได้ ขอวางสายและผลุนผลันออกจากสถานีตำรวจ

หลังวางสายเพื่อนรัก...ภุชคินทร์นั่งจมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ คลิกดูที่หน้าหนึ่ง เห็นภาพรอยเท้าพญานาค เครื่องประดับทั้งสามของเจ้าอุรคาคือ นาคสวาท มรกต และครุฑธิการ รวมทั้งบทความเกี่ยวกับตำนานนาคีเทวีจึงอ่านดูอย่างสนใจ เสียงเคาะประตูดังขึ้น นารีวรรณโผล่หน้ามาบอกว่านาถสุดามาหา ภุชคินทร์แปลกใจแต่

ไม่คิดอะไรมาก มองหน้าจออย่างเสียดายแล้วตัดใจลุกออกไป แต่ไม่ได้เซฟหน้านั้นเก็บไว้

นาถสุดาทำให้ภุชคินทร์ถึงกับผงะด้วยการชวนเขาไปหาเจ้าอุรคาที่เฮือนภูจำปา เพราะเห็นว่าสนิทสนมกับหญิงสาวมากกว่าไพศิษฐ์ที่ชอบตั้งแง่ ภุชคินทร์อึกอัก อยากเจอราชนิกุลสาวแต่พยายาม

ข่มไว้เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดี นาถสุดารบเร้าอยู่พักใหญ่แต่ไม่ได้ผลจึงถอดใจขอตัวกลับ ภุชคินทร์ถอนใจอย่างโล่งอกที่ควบคุมตัวเองได้ดี พลันนึกถึงตำนานนาคีเทวีที่อ่านค้างไว้ รีบกลับไปห้องแต่ต้องผิดหวังเพราะหน้านั้นหายไปแล้ว เจ็บใจตัวเองที่น่าจะเซฟเก็บไว้

เวลาเดียวกันหน้าเฮือนภูจำปา...ไพศิษฐ์จอดรถหน้าประตู ตั้งท่าจะกดกริ่งแต่ประตูเปิดออกเสียก่อน ชรายุก้าวออกมา พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่าเจ้าอุรคารอเขาที่ด้านใน ไพศิษฐ์ถึงกับอึ้ง พรั่นพรึงนิดๆเพราะเหมือนทุกคนที่นี่จะรู้ล่วงหน้าและเตรียมการต้อนรับอย่างเสียวสันหลังทุกครั้ง

ไพศิษฐ์ก้าวขึ้นเฮือนอย่างเกร็งๆ สะดุดตารูปสลักพญานาคขนาดใหญ่ ขดอยู่บนฐานสูงมุมหนึ่งของห้อง ดวงตาแดงโปนเหมือนเฝ้ามองเขาตลอดเวลา เจ้าอุรคาปรากฏตัวที่ด้านหลัง ทักยิ้มๆว่าสนใจรูปปั้นพญานาคชื่อนาคินีมากหรือ ไพศิษฐ์สะดุ้งสุดตัวและหันมายิ้มให้เจื่อนๆ ตัดสินใจพูดเข้าประเด็นว่าอยากขอเบาะแสเกี่ยวกับคดีสุบรรณเพราะเห็นเธอสนิทกับเขาเป็นพิเศษ เจ้าอุรคารับคำและขอตัวกลับเข้าเฮือน ผู้กองหนุ่มมองตามอย่างพิศวงแต่ไม่ติดใจอะไรมากกว่านั้น ตั้งท่าจะกลับแล้วชะงักเมื่อเห็นนาถสุดายืนอยู่หน้าเฮือน

ไพศิษฐ์ฉุดกระชากลากถูแฟนสาวออกจากเฮือน ภูจำปาเพราะเป็นห่วง นาถสุดายื้อยุดอย่างสุดความสามารถ บอกว่ามีธุระสำคัญกับเจ้าอุรคา ผู้กองหนุ่มเลิกคิ้วคว้าถุงใน มือแฟนสาวมาดู เห็นเป็นไม้แกะสลักพญานาคก็อึ้งแต่ไม่ยอมปล่อยมือ ขู่ให้กลับถ้าไม่อยากมีเรื่องกับเขา นาถสุดาถอนใจ ตะบึงตะบอนกลับไปขึ้นรถอย่างหัวเสีย ตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องกลับมาอีกให้ได้ ทั้งสองขับรถออกไปแล้ว ไม่รู้เลยว่าเจ้าอุรคามองมาจากในเฮือนด้วยแววตาสาสมใจ...

คืนเดียวกันที่ร้านอาหารของพะนอฤดี...เฟื่องฟ้าบ่นลูกสาวที่ไม่ยอมพาไปร้านหรูๆ เฟื่องวลีหน้าตึงและบอกว่าเปลือง รอให้ได้แต่งงานกับภุชคินทร์เสียก่อน จะพาแม่ไปจนเบื่อ พะนอฤดีแอบฟังที่ด้านหลัง แสยะยิ้มเหยียดๆ แกล้งปรากฏตัวและแขวะด้วยความหมั่นไส้ที่มักใหญ่ใฝ่สูงแต่ไม่ขวนขวายหาด้วยตัวเอง สองแม่ลูกโกรธจนตัวสั่น ตั้งท่าสวนแต่โดนพะนอฤดีตัดหน้าไล่ออกจากร้าน เฟื่องฟ้ากับเฟื่องวลีกระฟัดกระเฟียดออกไป พะนอฤดีมองตามอย่างหนักใจที่สองแม่ลูกรวมหัวกันจับภุชคินทร์สุดฤทธิ์...แล้วเธอจะสู้ไหวไหม

ooooooo

สุบรรณกระวนกระวายถึงเจ้าอุรคาที่หายเงียบไปหลังจากเจอกันครั้งสุดท้ายในคาสิโน ดื่มเหล้าจนเมามายด้วยพิษรัก พยายามหักห้ามใจที่จะไม่ใส่ใจเรื่องเธอ...เขามาทำงานที่สภาในเช้าวันถัดมาด้วยสีหน้าไม่สดชื่นนัก เจอกับกองทัพนักข่าวที่รุมสัมภาษณ์ เกี่ยวกับคดีอุบัติเหตุของหมอรุ่งโรจน์

“มีข่าวว่าท่านสั่งให้ปิดคดีนี้อย่างเร่งด่วน เพราะกลัวมีข่าวพาดพิงถึง”

“พาดพิงอะไร ผมไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับคุณหมอรุ่งโรจน์อยู่แล้ว”

ไพศิษฐ์กับภุชคินทร์ที่เดินตามมาทีหลัง ได้ยินเข้าก็มองหน้ากันงงๆ สุบรรณตอบคำถามนักข่าวอย่างคนรู้ทางแล้วตัดบทออกไปพร้อมกับอำนาจ ภุชคินทร์หันมาถามเพื่อนรักถึงเรื่องคาใจ

“ทำไมท่านสุบรรณถึงบอกว่าไม่สนิทกับหมอรุ่งโรจน์วะศิษฐ์”

“คงไม่อยากตอบคำถามยาวๆมั้ง แต่ฉันกำลังสงสัยว่าท่านจะเป็นเป้านิ่ง เพราะคนตายช่วงนี้ล้วนแต่เคยเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับท่านสุบรรณทั้งนั้น”

ภุชคินทร์ครุ่นคิดตามข้อสันนิษฐานของเพื่อนแล้วชักเครียด เป็นห่วงเจ้าอุรคาที่สนิทกับสุบรรณเช่นกัน

ขณะที่ทางตำรวจหัวหมุน...เสี่ยทรงยศหัวเราะอย่างชอบใจ เห็นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวความ เกี่ยวข้องของสุบรรณกับบรรดาผู้ตายในคดีต่างๆ สั่งสมศักดิ์ลูกน้องคนสนิทให้จัดการคนอื่นๆเพื่อกระพือเรื่องให้ฉาว มากขึ้น...อยากรู้นักว่าคราวนี้สุบรรณคู่ปรับคนสำคัญจะแก้ตัวว่าอย่างไร

เวลาเดียวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง...หม่อมภาณีมาเพื่อพบกลุ่มเพื่อนที่สมาคมกับนารีวรรณ เจอกับเจ้าอุรคาโดยบังเอิญจึงไปทัก ดีใจจนออกนอกหน้าและชวนราชนิกุลสาวไปทานของว่างเพื่อสอบถามเรื่องประวัติเครื่องประดับประจำตระกูลภูจำปา เจ้าอุรคาแกล้งถามว่าภุชคินทร์ไม่เคยเล่าหรือ สองแม่ลูกมองหน้ากันงงๆ นึกไม่ออกว่าภุชคินทร์คุ้นเคยกับหญิงสาวคนสวยตรงหน้านี้ตั้งแต่ เมื่อไหร่ เจ้าอุรคายิ้มอย่างพอใจแล้วอธิบายเป็นนัยๆ

“ดิฉันกับคุณชายรู้จักกัน...เราเคยอยู่ที่เดียวกันมาก่อน แล้วก็สนิทกันมาก”

สองแม่ลูกอึ้งหนักกว่าเดิมแต่ไม่ทันถามอะไร คุณหญิงอัญชลีพรหนึ่งในกลุ่มเพื่อนที่สมาคมเดินมาทักเสียก่อน หม่อมภาณีมองมาอย่างเกรงใจ เจ้าอุรคายิ้มให้และพยักหน้าอย่างเข้าใจ หม่อมภาณีไปคุยกับเพื่อน ทิ้งให้นารีวรรณนั่งคุยและชักชวนเจ้าอุรคามาเดินแบบใน งานการกุศลของสมาคม ราชนิกุลสาวปฏิเสธเพราะไม่คุ้นเคยแต่พอมีความสามารถพิเศษอย่างอื่น นารีวรรณมองงงๆ ส่วนเจ้าอุรคายิ้มมีเลศนัยแล้วยื่นของบางอย่างให้

เย็นวันเดียวกันที่วังนาเคนทร์...ภุชคินทร์คร่ำเคร่งกับการค้นหาตำนานนาคีเทวีบนอินเตอร์เน็ต เสียงเคาะประตูดังขึ้น หม่อมภาณีเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เล่าเรื่องที่เจอเจ้าอุรคาในโรงแรม พูดคุยเรื่องประวัติสมบัติประจำตระกูลค้างไว้เลยมาขอเบอร์โทร.จากเขาเพราะเห็นว่าสนิทกัน ภุชคินทร์อึ้งไปอึดใจแล้วกลบเกลื่อนถามเรื่องงานการกุศลของสมาคม หม่อมภาณีรู้ทันว่าลูกชายบ่ายเบี่ยง กระเซ้าลูกยิ้มๆว่าเจ้าอุรคาจะไปร่วมงานด้วย ชายหนุ่มตะลึง มองแม่อย่างคาดไม่ถึง...นี่เขายังต้องเจอเธออีกหรือ

ooooooo

ภุชคินทร์ครุ่นคิดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าอุรคาอย่างหนักใจ นับวันหญิงสาวชักจะมีอิทธิพลในชีวิตทั้งต่อตัวเขาและคนรอบข้าง นารีวรรณเดินมาหาด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม เล่าให้ฟังเรื่องเจ้าอุรคาตกลงไปงานของสมาคมและจะร่วมแสดงบนเวทีด้วย ภุชคินทร์ทำหน้างง  นารีวรรณเลยจับมือพี่ชายขึ้นมาและล้วงบางสิ่งออกจากกระเป๋าเสื้อ

ภุชคินทร์มองลูกแก้วสีเขียวอ่อนแปลกตาด้วยความพิศวง นารีวรรณบอกว่าเจ้าอุรคาจะแสดงการเล่น กลบนเวที ชื่นชมราชนิกุลสาวอย่างออกนอกหน้าว่า เก่งมาก ภุชคินทร์หมั่นไส้ท่าทีปลื้มจัดของน้องสาว แกล้งพูดว่าไม่เห็นพิเศษตรงไหน แค่เล่นกลกับลูกแก้วธรรมดา นารีวรรณหน้าหงิกที่โดนขัดแต่ไม่โกรธ กระเซ้าพี่ชายยิ้มๆ

“ลูกแก้วธรรมดาที่ไหนล่ะคะ เจ้าอุรคาเธอว่าเป็นกรวดพิเศษที่ไม่มีใครเห็น มีเพียงพี่ชายเท่านั้นที่รู้จักดี”

ภุชคินทร์ทำหน้าเหวอเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน นารีวรรณแซวพี่ชายเรื่องความสนิทสนมกับเจ้าอุรคาแล้วขอตัวไปนอน ภุชคินทร์มองตามน้องและลูกแก้วในมืองงๆ นึกขวางเจ้าอุรคาที่ช่างกล้าพูดว่าคุ้นเคยกับเขา... ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าเจ้าอุรคานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่บนเฮือนภูจำปา...แล้วเราจะได้ใกล้ชิดกันมากกว่านี้ภุชเคนทร์!

ภุชคินทร์เดินเล่นในสวนอีกพักใหญ่เพราะนอนไม่หลับ เจ้าอุรคาถอดจิตมาเยื้องกรายข้างๆแต่ไม่มีคนเห็น ชายหนุ่มจะขึ้นตึกแล้วชะงัก เห็นตาสินยืนก้มๆเงยๆ ที่หน้าประตู บอกว่าต้องตรวจตราสวนเป็นพิเศษเพราะตั้งแต่เหตุการณ์รอยเท้าพญานาคหน้ารั้วคราวก่อนทำให้นอนผวาตลอด กลัวเหลือเกินว่าจะกลายมาเป็นเจ้าที่แทนพระภูมิ ภุชคินทร์เลิกคิ้วแล้วถามว่าอะไรทำให้คิดว่าพญานาคจะมาแทน ตาสินทำหน้าแหยงๆเล่าให้ฟังเสียงสั่น

“ผมเคยแอบพาพระอาจารย์มานั่งดูครับ ท่านบอกว่าพระภูมิไปแล้ว แต่มีเจ้าที่มีอำนาจแรงกล้ามาเยี่ยมเยือนเป็นครั้งคราว แต่ท่านบอกว่าไม่ต้องกลัว เจ้าเขามาดีไม่ได้มาร้าย”

ภุชคินทร์หน้าเครียดขึ้นทันที ต่างจากเจ้าอุรคาที่ มองมาด้วยสายตาเศร้าสร้อย ราชนิกุลหนุ่มกลับขึ้นห้องด้วยท่าทีหงุดหงิด สังหรณ์ใจว่าเจ้าอำนาจแรงที่ตาสินพูดถึงคือเจ้าอุรคา เขาสะบัดหน้าเรียกสติ เก็บลูกแก้วลงลิ้นชักและพยายามข่มตานอน...อย่าคิดไปเรื่อยน่าภุชคินทร์...เจ้าอุรคาแค่คนไม่ปกติ ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์อภินิหารอะไรหรอก!

ด้านไพศิษฐ์...คาใจเรื่องนาถสุดาไปมาหาสู่เจ้าอุรคาอย่างคนคุ้นเคย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นคนพูดว่า หญิงสาวไม่น่าไว้ใจ นาถสุดาชักฉุนที่โดนเซ้าซี้ไม่เลิกจึงขู่จะไม่พูดด้วยถ้าไม่หยุด ผู้กองหนุ่มยอมแพ้และขอตัวไปคุยกับพันเอกนรินทร์ นาถสุดานึกขวางแฟนหนุ่มที่สงสัยอะไรไม่เข้าเรื่อง ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตัวเองต่างหากที่เปลี่ยนไป

พันเอกนรินทร์ยิ้มอย่างพอใจที่เห็นไพศิษฐ์ช่วยรดน้ำต้นไม้ บอกให้รดเยอะๆ เพราะต้นพญานาคราชชอบน้ำ  ผู้กองหนุ่มรับคำ บ่นเรื่องแฟนสาวด้วยความหงุดหงิดที่สนิทสนมกับเจ้าอุรคาอย่างผิดสังเกต พันเอกนรินทร์รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของลูกสาวดีแต่ไม่อยากอธิบาย พูดเป็นนัยเสียงอ่อน

“เมื่อก่อนนาถอาจใช้แต่อารมณ์เลยรู้สึกไม่ชอบ แต่พอนาถได้รู้จักตัวตนเจ้าอุรคาเลยเปลี่ยนใจ”

“ที่ผมสงสัย...นาถไปรู้จักมักคุ้นกับเจ้าอุรคาตั้งแต่ตอนไหนล่ะครับ”

“ถึงไม่รู้จัก แต่บางคนอาจใช้ใจสัมผัสกัน อย่างที่เขาเรียกว่าจิตสัมผัสไงล่ะ”

ไพศิษฐ์ทำหน้าสยองแค่คิดว่าต้องทำจิตสัมผัสกับเจ้าอุรคา พันเอกนรินทร์ขำท่าทีหวาดระแวงของว่าที่ลูกเขยแต่เลือกไม่พูดอะไร บอกให้ลองดู เผื่อจะสัมผัสได้ว่าเจ้าอุรคาไม่ได้น่ากลัวหรือไม่ดีอย่างที่คิด ผู้กองหนุ่มยิ้มเจื่อนๆ ไม่เชื่อแต่ขัดไม่ได้...สองพ่อลูกท่าทางจะกลายเป็นสาวกเจ้าหญิงต่างแดนอีกคู่

ooooooo

ภิงคารไหว้วานภุชคินทร์ให้พามาดามแฮมิลตันภริยาท่านทูตต่างประเทศไปดูเครื่องประดับโบราณ ชายหนุ่มจึงพาไปร้านของเจ้าประกายคำที่ต้อนรับขับสู้อย่างดี สองราชนิกุลถามสารทุกข์สุกดิบกันพอสมควร เจ้าประกายคำเปรยเสียงเศร้าถึงการโจรกรรมครั้งก่อนว่ายังไม่ได้ของคืน แต่ที่กิจการยังดีเพราะเจ้าอุรคายื่นมือเข้าช่วย

ทันใดนั้นเอง...เจ้าอุรคาปรากฏตัวยิ้มพรายมาแต่ไกล เจ้าประกายคำยิ้มรับอย่างยินดี ฝากภุชคินทร์ให้ช่วยดูแลแทนเธอที่จะกลับมาดูมาดามแฮมิลตัน ภุชคินทร์ลำบากใจแต่เจ้าอุรคายิ้มอย่างพอใจ

ภุชคินทร์พาเจ้าอุรคาไปทานของว่างที่ร้านกาแฟใกล้ร้านเจ้าประกายคำ อึดอัดที่ต้องเจอและอยู่ตามลำพังกับหญิงสาว ต่างจากเจ้าอุรคาที่มองมาตาเป็นประกายราวกับสาวน้อยแรกรัก ปลื้มใจได้มีโอกาสใช้เวลากับเขา ภุชคินทร์หันหน้าหนีไม่ยอมสบตาด้วยเพราะไม่ชอบสายตาแบบนั้น เปรยอย่างเครียดๆ

“เจ้าไม่รู้สึกหรือครับว่าเราเจอกันบ่อยไป”

“ไม่ค่ะ...ไม่ว่าที่ไหนเมื่อไหร่ ดิฉันก็ดีใจที่ได้เจอคุณชาย”

ภุชคินทร์เขินแต่กลบเกลื่อนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม รู้สึกแปลกๆที่โดนจีบซึ่งหน้า เจ้าอุรคายิ้มอย่างชอบใจและเล่าเรื่องเจอหม่อมภาณีกับนารีวรรณเมื่อวันก่อน ถามถึงลูกแก้วว่าเขาเห็นอะไรในนั้นบ้าง ภุชคินทร์บอกไม่เห็นแล้วเมินหน้าหนีอย่างรำคาญ เจ้าอุรคาน้อยใจท่าทีมึนตึงแต่ไม่ละความพยายาม สบตานิ่งและยื่นมือไปข้างหน้า ทำให้เห็นลูกแก้วและรอดูปฏิกิริยาของเขาที่ถึงกับผงะ ราชนิกุลสาวแกล้งพูดว่าเธอเล่นกลเก่ง ภุชคินทร์มองตาเธอนิ่งราวกับโดนสะกดจิต เจ้าอุรคามองมาอย่างพอใจแล้วพูดต่อช้าๆแต่หนักแน่น

“มองหน้าดิฉัน คุณชายไม่เห็นอะไรหรอกค่ะ คุณชาย ต้องมองลูกแก้วถึงจะเห็นบางอย่างที่อาจหลงลืมไป”

ภุชคินทร์มองลูกแก้วอย่างพินิจ ภาพความทรงจำในอดีตเมื่อหลายปีก่อนค่อยๆหลั่งไหลเข้ามา เป็นภาพอัญมณีสีเขียวจางปนสีแดงเลือด ขนาดและความวาวเหมือนกับลูกแก้วของเจ้าอุรคาไม่ผิดเพี้ยน แต่ครั้งนั้นมันประดับอยู่บนหัวแหวนที่หม่อมภาณีมอบให้เขาก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศ เสียงของมารดาเมื่อคราวนั้นดังขึ้นในหัว

“แหวนวงนี้ท่านพ่อตั้งใจทำไว้ให้ชาย แต่ท่านจากไปเสียก่อนเลยไม่ได้มอบให้ แม่ขอมอบให้ชายจ้ะ ชายจะได้รู้ว่าท่านพ่อและแม่อยากอยู่กับชายตลอดไป”

ภุชคินทร์น้ำตาคลอ เห็นภาพตัวเองกอดแม่แน่นด้วยความคิดถึงพ่อจับใจ พูดเหมือนละเมอเล่าถึงเรื่องราวหลังจากนั้นว่าทำแหวนหาย ความรู้สึกผิดที่กักเก็บมานานถาโถม เขาพยายามลืมความผิดพลาดนั้นแต่มันไม่เคยหายไป ภุชคินทร์สะดุ้งตื่นจากภวังค์ มองลูกแก้วและหน้าเจ้าอุรคาอย่างงุนงง

“ใบหน้าคุณชายมีคำถามมากมายเหลือเกิน คุณหนูนาไม่ได้บอกหรือคะว่าดิฉันเล่นกลเก่งพอๆกับเป็นหมอดู”

ภุชคินทร์นิ่งเงียบ เจ้าอุรคาดูออกว่าเขาลังเล ตัดสินใจพูดเป็นนัยๆเพื่อสื่อให้เขารู้ถึงเรื่องราวในอดีต

“เรื่องดูดวงถือเป็นความพิเศษเล็กๆน้อยๆของดิฉัน จุดสำคัญอยู่ที่หัวแหวนของคุณชายคืออัญมณีครุฑธิการ”

“ครุฑธิการ...หนึ่งในเครื่องประดับประจำตระกูลของเจ้าน่ะหรือครับ”

“อัญมณีที่แสนหายาก เกิดจากตำนานเก่าแก่ ตำนาน ครุฑจับนาค นาคเลยกระอักเลือดออกมาครั้งแรกเป็นสีเขียวคล้ำเรียกว่านาคสวาท ครั้งที่สองเลือดจางหน่อยคือมรกต และครั้งที่สามน้ำลายปนเลือดคือครุฑธิการ”

จบคำเจ้าอุรคา ภุชคินทร์รู้สึกปวดร้าวไปทั้งร่าง ภาพนาคถูกครุฑจิกกัดจนตายแวบขึ้นในหัว ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือกและรู้สึกตัวอีกครั้งบนเตียงนอนที่วังนาเคนทร์ เขามองรอบห้องอย่างแปลกใจ...นี่เขาฝันว่าเจอเธออีกแล้วหรือ!

ooooooo

สุบรรณคิดถึงเจ้าอุรคาจนไม่มีแก่ใจทำงาน หาเรื่องไปเจอหญิงสาวที่เฮือนภูจำปา ตัดพ้อด้วยความน้อยใจที่เธอไม่แยแสหรือใส่ใจติดต่อหาเขา เจ้าอุรคายิ้มหยัน ย้อนกลับเสียงเรียบว่าถึงไม่ถาม เขาคงอยากบอกเอง สุบรรณของขึ้นเพราะน้อยใจโต้ กลับอย่างเคืองๆ

“ใช่...ที่ผมเป็นอย่างนี้เพราะเจ้า วันๆก็เอาแต่คิดถึงเจ้า กินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่เจ้าไม่เคยดูดำดูดีผมเลย”

“แล้วมันแปลกตรงไหนคะ หรือผู้หญิงทุกคนต้องเป็นฝ่ายเข้าหาท่านสุบรรณ”

“ผู้หญิงคนไหนๆผมก็ไม่สนทั้งนั้น ผมสนแต่เจ้าเพราะผมรักเจ้า รักอย่างที่ไม่เคยรักใครมาก่อน”

เจ้าอุรคานิ่งเงียบ มีเพียงแววตาเท่านั้นที่ดูเย็นเยียบน่ากลัว สุบรรณกลัวเธอจะเคือง กล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนลงว่าไม่อยากเร่งรัดแต่อยากให้รับเขาไว้พิจารณา เจ้าอุรคาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยทันที

“ไม่ต้องหรอกค่ะ เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ ห้วงเวลาไหน ดิฉันก็ไม่รักคุณ...ไม่เคยรักคุณ”

สุบรรณแทบหมดแรง ผลุนผลันออกไปอย่างหัวเสีย เจ็บใจแต่ไม่ยอมแพ้...เจ้าอุรคาต้องเป็นของเขาคนเดียว!

ขณะที่สุบรรณหัวใจสลาย...ภุชคินทร์ครุ่นคิดเรื่องอัญมณีทั้งสามของเจ้าอุรคาด้วยความสงสัย นึกถึงลูกแก้วเจ้าปัญหา จำได้ว่าเก็บไว้ในลิ้นชักแต่เมื่อเปิดออกดูกลับไม่พบ ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง ก้าวพรวดออกจากห้องไปหาน้องสาว นารีวรรณเปิดประตูห้องด้วยใบหน้างัวเงีย เลิกคิ้วอย่างงงงันที่พี่ชายถามหาลูกแก้ว เย้ายิ้มๆว่าเล่นกลกับ เจ้าอุรคาจนหายไปหรือเปล่า ภุชคินทร์ไม่ขำด้วย ขนลุกซู่เพราะสิ่งที่น้องแหย่เหมือนกับที่เขาสังหรณ์ไม่มีผิด!

เวลาเดียวกันที่เฮือนภูจำปา...เจ้าอุรคานั่งหน้าเศร้า รับรู้ด้วยญาณพิเศษว่าภุชคินทร์เครียดเรื่องตน ชรายุพูดอย่างรู้ใจว่าอีกไม่นานชายหนุ่มต้องมาหาคำตอบจากเจ้านายสาวแน่ สมควรอย่างยิ่งที่จะทำให้เขาร้อนรนเพื่อกระตุ้นความอยากรู้ เจ้าอุรคาอึ้งไปนิด ต่างจากสาวใช้คนสนิทที่มองมาด้วยแววตามีเลศนัย

ooooooo

ภุชคินทร์มาหาเจ้าอุรคาที่เฮือนอย่างที่ชรายุคาดไว้ มองไปที่ตั้งเฮือนหลังใหญ่แล้วถึงกับตาค้างเมื่อเห็นมันค่อยๆเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา ชายหนุ่มทรุดตัวลงกับพื้น ตะโกนเสียงดังอย่างหงุดหงิด...เจ้าอุรคามองมาจากในเฮือนด้วยดวงตาเศร้าหมอง สงสารภุชคินทร์แต่ต้องทำใจแข็งเพื่อลองใจ

ฟากสุบรรณ...กลับบ้านอย่างอารมณ์ค้าง แค้นใจไม่หายที่โดนเจ้าอุรคาปฏิเสธสัมพันธ์ อำนาจรับหน้าเจ้านายด้วยความเป็นห่วงแต่ไม่รู้จะปลอบยังไง สุบรรณเครียดจัด สั่งมือขวาคนสนิทให้สะกดรอยตามเจ้าอุรคาอย่าให้คาดสายตาแล้วรายงานเขาทุกวัน อำนาจรับปากอย่างขันแข็ง ต่างจากสุรินทร์ที่ลอบมองจากอีกมุมอย่างดูแคลน ดักรออำนาจและถามถึงเจ้านายหนุ่มอย่างตำหนิว่าจะไปทำงานด้วยสภาพงุ่นง่านเช่นนี้หรือ

“เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นเจ้าคนนายคน ถ้าอ่อนแอแล้วใครจะศรัทธา”

“ยังไงนายสุบรรณก็เป็นคนเข้มแข็ง ฉันเชื่อว่าคนข้างนอกไม่มีทางเห็นนายอ่อนแอ เว้นเสียแต่จะมีคนไปพูดอีกอย่าง...เป็นขี้ข้า ไม่มีหน้าที่นินทาเจ้านาย”

อำนาจผลุนผลันออกไปอย่างเคืองๆ สุรินทร์มองตามด้วยความไม่พอใจ...คนอย่างเขาไม่มีวันเป็นขี้ข้าคนอ่อนแอแน่!

ฝ่ายภุชคินทร์...ไปทำงานที่กระทรวงอย่างใจลอยเพราะกลุ้มเรื่องเจ้าอุรคา ได้ยินภิงคารสั่งลูกน้องให้สืบประวัติหญิงสาวอย่างละเอียด เพราะไม่มั่นใจข้อกล่าวหาของทางตำรวจว่าเธอเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มนินจัตสุ ชายหนุ่มอาสาช่วยอีกแรงเพราะอยากรู้เรื่องราวของเจ้าหญิงต่างแดนผู้ลึกลับให้มากขึ้น เริ่มด้วยการกลับไปที่เฮือนภูจำปาอีกครั้งหลังเลิกงาน เจ้าอุรคามองมาจากข้างในเฮือน พูดกับชรายุอย่างร้อนรน

“เรากลัวภุชเคนทร์จะหลงทาง เขามาตามหาเรานะชรายุ...เราจะเปิดทางให้เขา”

เจ้าอุรคาหุนหันออกไปแล้ว ชรายุมองตามเจ้านายสาวอย่างอ่อนใจ...สุดท้ายก็ใจอ่อนให้กับความรักทุกที

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.9 บุญวดี เผยด้านมืด เล่าเรื่องเลวๆ ของพีทให้ชาครีย์ฟัง
20 เม.ย. 2564

09:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 17:27 น.