ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

นักสู้มหากาฬ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

หนึ่งเดือนผ่านไป ผู้คนยังคงพูดถึงพรายพิฆาตและนักสู้มหากาฬอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพวกเขาจะเงียบหายไปแล้วก็ตาม...

บางกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่าจุดประสงค์ของพรายพิฆาตคือการสร้างโลกใหม่ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการสูญเสียแต่มันไม่ใช่การกระทำที่ชั่วร้าย สังคมไทยยังมีความหวัง ยังมีคนดีๆอีกมากที่พร้อมจะดูแลโลกนี้ให้ดีขึ้น เพียงแต่ว่าเรายังขาดฮีโร่ที่จะเป็นศูนย์รวมจิตใจ แต่ไม่ใช่นักสู้มหากาฬที่ฆ่าคนตายเป็นเบือ เพราะมันผิดกฎหมาย

สารวัตรสิงหาเห็นด้วยว่านักสู้มหากาฬไม่ใช่ฮีโร่และจ้องจะจับเขาดำเนินคดีหากรวบรวมพยานหลักฐานได้ ณัฐชาฟังแล้วไม่พอใจแต่ไม่แสดงอาการ เธอตัดสินใจขอลาออกจากอาชีพตำรวจแต่ผู้กำกับเมธาไม่อนุมัติ ให้ได้แค่ลาพักผ่อน

วันเดียวกันที่บริษัทบลูฟินิกซ์ซึ่งเปิดดำเนินกิจการอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง ฤทธิ์หรือโทมัสถูกนักข่าวรุมล้อมสัมภาษณ์ถึงความรู้สึกที่ได้เป็นเจ้าของบริษัทนี้โดยสมบูรณ์

“ต้องขอบคุณมาดามหลิว คุณอาผู้ล่วงลับของผมครับที่ท่านวางใจให้ผมรับตำแหน่ง”

“แล้วที่บริษัทต้องปิดกิจการก่อนหน้านี้เพราะลือว่ามีปัญหากับพรายพิฆาต คุณโทมัสมีความเห็นยังไงครับ”

“บริษัทของเราขายเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์นะครับ เราไม่เคยอยากมีปัญหากับใคร”

“แล้วที่ลือกันว่าคุณคือนักสู้มหากาฬล่ะคะ เป็นความจริงรึเปล่า”

ฤทธิ์ชะงักนิดหนึ่งก่อนหันไปมองหน้านักข่าวสาวคนนั้นพร้อมกับส่งตาหวานให้เธอ “นักสู้มหากาฬผมไม่รู้จักครับคุณนักข่าว ชีวิตผมเป็นได้อย่างเดียวก็คือนักรักมหาเสน่ห์...แล้วเจอกันครับทุกคน ขอบคุณที่ให้ความสนใจ ผมขออย่างเดียวถ้ารูปถ่ายไม่หล่ออย่าเอาออกสื่อนะครับ”

ฤทธิ์ยิ้มให้นักข่าวอย่างเป็นกันเองก่อนจะปลีกตัวเข้าไปในอาคารเพื่อประเมินร่างกายของตัวเองด้วยคอมพิวเตอร์จำลองความทรงจำของมาดามหลิวโดยใช้เลเซอร์สแกนร่างกายและสรุปผลได้ว่าสมบูรณ์หกสิบสามเปอร์เซ็นต์ ไวรัสยังมีอยู่ในกระแสเลือดและกล้ามเนื้อบางส่วน นั่นแสดงว่าเวลาที่เหลืออยู่ของเขากำลังนับถอยหลัง

“คุณมีเวลาอีกแค่เดือนเดียว ฉันเสียใจด้วย”

“ไม่จำเป็น เพราะคุณไม่ใช่มาดามหลิว แต่เป็นแค่คอมพิวเตอร์ที่มีความทรงจำของเธอ”

“คุณพูดประชดฉัน ตอนอยู่ข้างนอกคุณเสแสร้งทำตัวมีความสุขแปลว่า...คุณกลัว”

“ผมเป็นทหาร ผมไม่กลัวตาย แต่ผมเป็นห่วงคนที่ผมรักว่าพวกเขาจะเป็นยังไงบ้าง”

“ข้อมูลอย่างเดียวที่ฉันมีคือใช้เวลาที่เหลือให้เต็มที่ให้ความทรงจำดีๆได้คงอยู่ต่อไป”

ฤทธิ์คิดหนัก นึกถึงณัฐชาขึ้นมาจับจิต...ขณะนั้นณัฐชากำลังติดต่อประชาสัมพันธ์อยู่ชั้นล่างเพื่อขอพบโทมัส แต่แล้วหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีใบหน้าเหมือนโซเฟียราวกับคนเดียวกันก็ปรากฏตัวจนหมวดสาวตะลึง

“ดิฉันลิซ่าค่ะ เป็นทนายและตัวแทนของมาดามหลิว ยินดีที่ได้รู้จัก”

หลังจากทักทายกันแล้วถึงรู้ว่าลิซ่าเกิดจากการโคลนนิ่งรุ่นเดียวกับโซเฟียและปกติเธอดูงานให้มาดามหลิวที่ต่างประเทศจึงไม่ค่อยได้กลับมาเมืองไทย...แล้ว

ลิซ่าก็นำพาณัฐชาไปพบฤทธิ์ที่กำลังรอเธออยู่ ชายหนุ่มเตรียมสัมภาระเพื่อพาเธอไปต่างจังหวัดโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาถ้าจะออกเดินทางกันทันทีเลย เพราะถึงยังไงณัฐชาก็หยุดงานยาวอยู่แล้ว

ทั้งคู่ไปพักที่รีสอร์ตและเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนาน ทุกนาทีผ่านไปอย่างมีความสุข...สุขที่ได้อยู่เคียงข้างกันตลอดเวลาไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น แต่อยู่ๆฤทธิ์ก็ถามเธอขึ้นว่า

“ถ้าเลือกได้ คุณจะอยากเป็นอมตะรึเปล่า”

“เหมือนกรณ์กับพรายพิฆาตงั้นเหรอ”

“นั่นไม่ใช่ชีวิตคน ฉันพอใจจะเป็นแบบนี้มากกว่า”

“ถึงแม้ว่ามันจะต้องลงเอยด้วยการพลัดพราก?”

ณัฐชาใจหายวาบ สวมกอดเขาแน่น รำพึงว่ามันยังไม่ถึงเวลาไม่ใช่เหรอ?

“ยัง...ยังไม่ใช่ตอนนี้” ฤทธิ์ตอบเสียงแผ่ว...พอเห็นเธอหันไปง่วนกับโทรศัพท์มือถือจึงปลีกตัวเข้ามาในห้องน้ำพร้อมเข็มฉีดยา เขาปลดกระดุมเสื้อออกเพื่อดูร่องรอยของไวรัสที่กำลังแผ่ซ่านทั่วบริเวณแผงอกแล้วทิ่มเข็มฉีดยาระงับอาการปวดลงไป

ณัฐชาเช็กเว็บไซต์ผ่านทางโทรศัพท์มือถือและเจอภาพข่าวของไอริณได้เล่นหนังที่เมืองนอก เธอดีใจมากร้องเรียกโทมัสให้มาดูด้วยกัน ฤทธิ์รับปากเดี๋ยวออกไป เนื่องจากเขาต้องรอให้ยาออกฤทธิ์เสียก่อนร่องรอยของไวรัสถึงจะค่อยๆจางหาย

คืนนั้น หลังจากณัฐชาหลับแล้ว ฤทธิ์สังเกตเห็นแสงสว่างบางอย่างภายนอก เขาลุกออกจากห้องเดินไปหน้ารีสอร์ตและพบกายทิพย์ของลูกสาวพ่อค้ายาเสพติด

“พรายพิฆาต...”

“ท่าทางคุณไม่ตื่นเต้นเลยนะ ที่ต้องตาย”

“ผมตายมาสองครั้งแล้ว มีครั้งที่สามก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน”

“ฉันรู้ว่าห้องแล็บของมาดามหลิวผลิตวัคซีนเพื่อช่วยชีวิตคุณ แต่เชื่อเถอะไม่มีอะไรหยุดไวรัสได้ นอกจากพลังของฉัน”

“ถ้าจะยื่นเงื่อนไขเดิมอีกล่ะก็ คุณก็น่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว”

“ฉันรู้ แต่ฉันแค่ไม่อยากเชื่อว่าจะเอาชนะคุณไม่ได้”

“ถึงตายผมก็ไม่ยอมก้มหัวให้คุณ”

“คุณนี่แปลกจริงๆ คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่หรือไง”

“เรื่องนั้นผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่าโลกนี้ต้องมีใครสักคนที่ยืนหยัดต่อสู้กับคุณ”

“พูดดีไปเถอะ ฉันเห็นนิมิตภาพการตายของคุณกับคนที่คุณรัก ฉันจะคอยดูว่าถึงตอนนั้นเมื่อไหร่คุณจะปากแข็งอีกรึเปล่า...สมุนที่เหลือของกรณ์กำลังจะมาที่นี่”

ฤทธิ์ใจหายวาบ วิ่งกลับห้องพักโดยไม่สนใจกายทิพย์ของพรายพิฆาตที่เลือนหายไป...เขาเข้ามาปลุก

ณัฐชาบอกว่าเราต้องไปจากที่นี่ แต่ไม่ทันเสียแล้ว สมุนของกรณ์สี่คนบุกเข้ามายิงฤทธิ์ล้มลง ณัฐชาตั้งหลักยิงตอบโต้ก่อนจะถลามาประคองฤทธิ์ที่เลือดเต็มตัวไปหมด

พรายพิฆาตอยู่ในเงามืดเฝ้ามองภาพนั้นอย่างขุ่นมัว “ฉันกำลังเฝ้าดูจุดจบของผู้ชายคนนั้น คนที่บอกว่าจะไม่ก้มหัวให้กับความชั่วช้าใดๆ ฉันไม่เคยเชื่อว่าโลกนี้จะมีวีรบุรุษ เพราะเมื่อถึงจุดนึงมนุษย์ทุกคนจะต้องเห็นแก่ตัว แม้แต่ฤทธิ์ ราวี หรือนักสู้มหากาฬก็จะต้องวิงวอนฉัน ขอให้ฉันช่วยคนที่ตัวเองรัก เขาต้องยอมสยบให้ฉัน”

แล้วกายทิพย์ของพรายพิฆาตก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าฤทธิ์ที่เห็นเพียงคนเดียว ขณะที่สมุนของกรณ์เดินกุมแผลโซซัดโซเซมาเพื่อจ่อยิงฤทธิ์กับณัฐชา...ทั้งคู่กอดกันแน่นราวกับจะไม่พรากจากกันไม่ว่าจะเป็นหรือตาย พรายพิฆาตเห็นแล้วไม่สบอารมณ์ คำรามลั่นเมื่อเห็นทั้งคู่ถูกสมุนกรณ์ยิงต่อหน้าต่อตา

“ไอ้โง่...แกทำอะไรลงไป” ขาดคำก็ยกฝ่ามือปล่อยพลังระเบิดร่างสมุนของกรณ์จนแหลกกระจาย ก่อนหันมาดูฤทธิ์ที่กำลังจะขาดใจโดยมีณัฐชาในอ้อมแขน “ทำไมถึงไม่ยอมแพ้ ทำไมถึงไม่ยอมสยบให้พรายพิฆาต ทำไมไม่ยอมรับว่าโลกนี้หมดสิ้นความหวัง ทำไมไม่ยอมเชื่อฉันว่าโลกใบนี้สมควรถูกทำลาย...ทำไม!!!”

เสียงของพรายพิฆาตกึกก้องไปทั่วผืนป่า ก่อนจะแผ่วลงมาอย่างทำใจยอมรับ

“ฉันไม่เคยเชื่อมาก่อนว่าโลกนี้จะมีวีรบุรุษที่แท้จริง จนกระทั่งวันหนึ่ง...วันที่ฉันเริ่มรู้สึกว่าบางทีโลกนี้อาจจะมีความหวังเหลืออยู่ หากแต่มันถูกซ่อนไว้ในหัวใจของใครบางคน”

เช้าวันใหม่ ฤทธิ์ลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ภายในห้องพักของรีสอร์ต โดยมีณัฐชานั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง

“เรายังไม่ตาย...” ฤทธิ์พึมพำอย่างเหลือเชื่อ

“พรายพิฆาตช่วยเราเอาไว้...แต่เพื่ออะไร”

ฤทธิ์ส่ายหน้าไม่อยากคิดถึงเรื่องนั้นในตอนนี้ เขาดึงณัฐชาเข้ามากอดทั้งน้ำตาซึมๆ ทำเอาณัฐชาตกใจถามเขาว่าร้องไห้เหรอ?

“ผมไม่เคยกลัวตายณัฐชา แต่สิ่งที่ผมกลัวมากที่สุดก็คือต้องไปจากคุณ”

ณัฐชาแค่นึกตามก็ร้องไห้ออกมา...หนุ่มสาวสวมกอดกันกลมด้วยความรัก ท่ามกลางเสียงพูดของพรายพิฆาตที่ทั้งคู่ไม่ได้ยิน

“เวลายังคงนับถอยหลังต่อไป โลกใบนี้จะไม่ถูกทำลาย ตราบเท่าที่มันยังมีความรักและความหวังเหลืออยู่ ตราบเท่าที่หัวใจของผู้คนยังเปี่ยมเมตตาและศรัทธาต่อสิ่งที่ดีงาม แล้วสักวัน...ฉันจะกลับมา!!”

ooooooo

หลังจากพรายพิฆาตหายสาบสูญไป เหล่าสาวกทั้งในและต่างประเทศก็ถูกกวาดล้างอย่างหนักจนต้องหนีไปหลบซ่อนในที่ต่างๆ

“น้ำตามัจจุราช” สารเคมีที่เป็นเสมือนขุมพลังขององค์กรได้ถูกทำลายจนหมดสิ้นเพื่อยุติการเพิ่มจำนวนของมนุษย์กลายพันธุ์ แต่ก็มีข่าวเล็ดลอดมาว่ายังมีน้ำตามัจจุราชยูนิตสุดท้ายถูกเก็บไว้ในบลูฟินิกซ์ฟาร์ม่า บริษัทของมิสเตอร์โทมัส หลิว ชายหนุ่มผู้ที่ใครๆร่ำลือว่าเป็นนักสู้มหากาฬ...

ฤทธิ์หรือโทมัสยังคงปกปิดความเป็นนักสูมหากาฬ จะมีก็แต่คนใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้ และในเวลานี้ร่างกายเขาก็ไม่เต็มร้อย ไม่รู้ว่าวันใดไวรัสจะกำเริบขึ้นมาอีก แต่ที่แน่ๆการใช้ชีวิตแต่ละวันของเขายังคงดำเนินไปตามปกติในฐานะเจ้าของบริษัทซึ่งตกทอดมาจากมาดามหลิว

นอกจากลิซ่าที่กลับมาช่วยงานในบริษัทแล้วยังมีอัศวินอีกคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานในตำแหน่งหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัย ท่าทางเขาสุภาพและเป็นมิตรกับทุกคน โดยเฉพาะกับโทมัสจะนอบน้อมเป็นพิเศษ

ขณะที่ทุกชีวิตดำเนินต่อไป ไม่มีใครรู้เลยว่าบัดนี้ “บารอน” หัวหน้าสาขาคนหนึ่งของพรายพิฆาตกับสมุนสามคนกำลังวางแผนกอบกู้องค์กรขึ้นมาอีกครั้งโดยเริ่มจากต้องเข้าไปชิงน้ำตามัจจุราชที่มั่นใจว่าอยู่ในบริษัทบลูฟินิกซ์ของโทมัส

ด้านณัฐชาเมื่อกลับเข้ามาทำงานตามปกติ เธอได้เลื่อนยศจากหมวดเป็นผู้กองแต่ไม่มีสารวัตรสิงหา จ่าไมตรี และหมู่ปรีดาร่วมทีมอีกแล้ว เพราะพวกเขาได้รับคำสั่งให้ไปช่วยงานคดีอื่น โดยผู้กำกับเมธารับปากจะเร่งหาลูกทีมคนใหม่มาแทนเพราะณัฐชายังต้องรับผิดชอบคดีพรายพิฆาตที่เหลืออยู่

ลิซ่ากลายเป็นผู้ดูแลโทมัสอย่างใกล้ชิดเนื่องจากร่างกายของเขายังมีปัญหา และในวันนี้เองหลังจากสแกนร่างกายดูแล้วปรากฏว่าไวรัสในตัวเขาเริ่มดื้อยา มันกำลังพัฒนาตัวเองเพื่อสู้กับยาต้าน ทางรอดเดียวก็คือต้องผลิตเซรุ่มมาฆ่ามันให้เร็วที่สุด

“แล้วในระหว่างนี้ผมต้องทำยังไงบ้าง”

“ใช้ยาต้านไวรัสตัวเดิมไปก่อน แต่ต้องเพิ่มปริมาณเป็นสองเท่าต่อวัน มันสำคัญมากนะโทมัส พลังพิเศษของคุณตอนนี้เหลืออยู่แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ถ้าคุณลืมฉีดยาเมื่อไหร่ ฉันว่าคุณตายแน่”

โทมัสฟังแล้วหนักใจ แต่พออยู่ต่อหน้าณัฐชาก็ต้องฝืนยิ้มราวกับไม่มีเรื่องทุกข์ใจ ครั้นได้ยินเธอเปรยเรื่องการมีครอบครัวซึ่งอาจเป็นไปได้ยาก เขายิ่งสงสารเธอ

แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่ได้นานแค่ไหน เป็นอมตะหรือไม่ เขาจะรักเธอตลอดไป ความรักของเขาที่มีต่อเธอต้องเป็นอมตะ

ดึกคืนนั้นหลังจากณัฐชาหลับแล้ว โทมัสเข้าไปในห้องสมุดพูดคุยกับโปรแกรมจำลองความคิดของมาดามหลิวเพราะต้องการคำตอบบางอย่างให้กับตัวเอง

“ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง โทมัส”

“เช่นกันครับมาดาม”

“ไม่ต้องเรียกแบบนั้นก็ได้ อย่าลืมสิว่าฉันเป็นแค่โปรแกรมจำลองความคิดของมาดามหลิว...ในช่วงที่ฉันจำศีล ฉันพยายามค้นหาข้อมูลของพรายพิฆาตจากเน็ตเวิร์กตลอดเวลา ก็เลยรู้มาว่าสมาชิกที่เหลือของมันพยายามหาวิธีจัดการกับไวรัสอยู่เหมือนกัน”

“มีแนวโน้มว่าจะสำเร็จรึเปล่า”

“มีความผิดพลาดเกิดขึ้นในห้องทดลอง ฉันรู้มาแค่นี้”

“แสดงว่าพวกมันล้มเหลวพอๆกับผม สุดท้ายก็ตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย”

“เธอมีแผนหรือยังว่าจะทำยังไงต่อไป”

“ผมอยากจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย เผื่อว่าเกิดอะไรที่ไม่คาดคิดขึ้นมาจะได้ตายตาหลับ”

ทันใดนั้นเองเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นแสดงว่ามีผู้บุกรุก ซึ่งภาพเสมือนจริงของมาดามหลิวบอกว่าสามคนที่บุกเข้ามามีพลังพิเศษ โทมัสฟันธงทันทีว่าเป็นพรายพิฆาต

ณัฐชาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงสัญญาณเตือนภัย พอไม่เห็นโทมัสก็รีบวิ่งออกจากห้องพร้อมอาวุธปืน ฝ่ายลิซ่ากับอัศวินก็เตรียมพร้อมแล้วเช่นกัน ทุกคนต่อสู้กับผู้บุกรุกที่ตั้งใจเข้ามาขโมยน้ำตามัจจุราชแต่ท่าทางจะรับมือไม่ไหวเพราะพวกมันไม่ใช่คนธรรมดา แม้อัศวินจะสู้ยิบตาก็ยังจัดการมันไม่ได้ กระทั่งโทมัสต้องลงมือเอง อัศวินเห็นการต่อสู้ด้วยพลังพิเศษของโทมัสก็อดสงสัยไม่ได้

“คุณโทมัสทำแบบนี้ได้ยังไง หรือที่เขาลือว่า...” อัศวินพูดไม่ทันจบก็โดนลิซ่าแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“ถ้าคิดจะทำงานที่นี่ต่อไป นายคงรู้นะว่าอะไรควรพูดและอะไรไม่ควรพูด”

อัศวินนิ่งเงียบ มองดูโทมัสที่มีแววตาเป็นสีเขียวใช้ดาบสยบผู้บุกรุกทั้งสามจนราบคาบ...แล้วเช้าวันใหม่ โทมัสก็ชื่นชมอัศวินต่อหน้าลิซ่าที่เมื่อคืนเขากล้าหาญช่วยณัฐชาและคนอื่นๆไว้

“มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับคุณโทมัส ว่าแต่ที่นี่มีน้ำตามัจจุราชจริงๆเหรอครับ”

“นายสงสัยอะไร”

“ผมเคยได้ยินข่าวลือว่าน้ำตามัจจุราชแทบทั้งหมดถูกทำลายไปอย่างลึกลับโดยนักสู้มหากาฬ”

“แล้วนายคิดว่ายังไง”

“ในฐานะหัวหน้าองครักษ์ ผมควรจะรู้ว่าน้ำตามัจจุราชถูกเก็บไว้ที่ไหน เพื่อจะได้ระวังอย่างเต็มที่”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง มีแต่ฉันคนเดียวเท่านั้นที่รู้ที่ซ่อนของมันแบบนี้คงปลอดภัยกว่า...เอาล่ะ ยินดีด้วยนะอัศวิน นายผ่านโปรแล้ว ต่อไปนี้นายคือหัวหน้าองครักษ์ของฉัน”

จากนั้นโทมัสรีบลงมาชั้นล่างเพราะรู้จากลิซ่าว่าณัฐชากำลังจะกลับ ทั้งที่เขาคิดว่าเธอจะอยู่ด้วยกันทั้งวัน

“ก็คุณมีหลายเรื่องต้องจัดการ ฉันไม่รบกวนดีกว่า”

โทมัสได้แต่จำใจพยักหน้า เขามีหลายเรื่องต้องทำจริงๆ  ณัฐชามองเขานิ่งอยู่อึดใจหนึ่งก่อนเปรยขึ้นมาเบาๆ

“บางครั้งฉันก็เหนื่อยเหลือเกินโทมัส ฉันอยากมีชีวิตเหมือนคนปกติ อยากมีครอบครัวที่น่ารักเหมือนคนอื่น”

“ผมจะหาทางหยุดเรื่องนี้ เชื่อผมสิณัฐชา”

“ฉันรักคุณนะโทมัส แต่บางเรื่องมันก็เป็นไปไม่ได้ พรายพิฆาตมันจะตามล่าคุณไปชั่วชีวิต”

ณัฐชาผละไปด้วยสีหน้าเศร้าๆ โทมัสเองก็ซึมถนัดตา กลับขึ้นมาในห้องสมุดครุ่นคิดถึงหนทางหาความสงบสุขให้ตนเอง...เขากำลังจะตาย แถมยังโดนพรายพิฆาตจ้องเล่นงาน แล้วจะมีอนาคตมีครอบครัวได้ยังไง

เมื่อโปรแกรมจำลองความคิดของมาดามหลิวปรากฏขึ้น  โทมัสต้องการให้ตรวจสอบพินัยกรรมของมาดามหลิว เขาอยากรู้ว่ามีคำสั่งเสียข้อไหนบ้างที่เขายังไม่จัดการ

“ทำไมถึงคิดเรื่องนี้ขึ้นมา”

“เพราะว่าผมต้องทำพินัยกรรมแล้วเหมือนกัน”

ผ่านไปไม่นาน ภาพจำลองหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้น  เธอคือธิชาน้องสาวของชาญ  เคยก่อคดีทะเลาะวิวาทและมีปัญหาเรื่องยาเสพติด ทำให้ชาญตัดขาดกับเธอเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนที่ชาญเสียชีวิตมาดามหลิวเคยพยายามติดต่อกับเธอแต่ไม่สำเร็จ...ลิซ่าและอัศวินร่วมรับรู้อยู่กับโทมัสด้วยความสนใจ ลิซ่าซักว่าตกลงธิชารู้หรือยังว่าพี่ชายเสียชีวิต คำตอบคือมาดามหลิวไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคนอื่น  บางทีเธออาจไม่รู้  แต่ในพินัยกรรมของมาดามหลิวระบุว่าต้องการให้บลูฟินิกซ์เป็นผู้อุปการะเธอ

“ถ้างั้นผมจะตามหาเธอเองครับ” อัศวินเสนอตัว แต่โทมัสไม่ยอมเพราะเดิมทีเขาตั้งใจอยู่แล้วว่าจะเอาอัฐิของชาญกลับบ้าน

“แต่มันอันตรายมากนะ” ลิซ่าท้วงขึ้นมา

“ชาญคือเพื่อนรักของผม ดังนั้นธิชาก็คือน้องสาวของผม” คำพูดของโทมัสทำให้อัศวินกับลิซ่าเงียบงันไป...รู้แน่แก่ใจว่าไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้แล้ว

ooooooo

ในขณะฤทธิ์หรือโทมัสออกเดินทาง  เป็นเวลาที่ณัฐชาได้ผู้ช่วยคนใหม่คือจ่าสมพร ซึ่งผู้กำกับเมธารับประกันว่าเขามือดีเคยจับโจรมาเกือบครึ่งร้อย ที่สำคัญ เป็นคนตงฉิน  เชื่อใจได้ แม้ว่าอายุจะมากไปสักหน่อย...

เดินทางเพียงข้ามคืนฤทธิ์ก็ไปถึงปั๊มน้ำมันที่แต่ก่อนเคยเป็นของครอบครัวชาญ แต่พอพ่อแม่ตายลูกๆก็ขายกิจการเล็กๆนี้ให้ลุงแสง ลูกคนโตคือชาญได้ข่าวว่าไปทำงานในกรุงเทพฯ ส่วนน้องสาวชื่อธิชาไปทำงานที่บาร์ผีเสื้อแล้วก็ไม่ได้ข่าวคราวของเธออีกเลย

ข้อมูลจากลุงแสงทำให้ฤทธิ์มุ่งหน้าต่อไปที่บาร์ผีเสื้อซึ่งอยู่ในอำเภอเดียวกัน และที่นี่เองฤทธิ์ได้เจอจอยแฟนเก่าของชาญ ซึ่งแน่นอนว่าจอยรู้จักธิชาดี แต่เธอไม่กล้าให้ข้อมูลเพราะยังไม่แน่ใจว่าฤทธิ์เป็นใครและต้องการพบธิชาเพื่ออะไร  แต่พอเห็นเขาโดนไอ้ดอนขาใหญ่ประจำบาร์หาเรื่องชกต่อยแถมจะยึดรถมอเตอร์ไซค์ของเขาเอาไว้ จอยก็อดช่วยเหลือเขาไม่ได้

ฤทธิ์ต่อสู้กับดอนและสมุนอยู่พักหนึ่งซึ่งฝีมือของฤทธิ์ทำให้พวกดอนบาดเจ็บกันไม่น้อย นี่เองทำให้ดอนอาฆาตแค้นชายแปลกหน้า รวมทั้งจอยที่มาช่วยพาเขาหนี ไป...ฤทธิ์ได้รับบาดเจ็บบ้างเหมือนกัน แต่เขาไม่ยอมให้จอยทำแผลเพราะทราบดีว่าแผลของเขาจะสมานตัวได้เอง แต่สิ่งที่เขาต้องตระหนักให้ดีก็คือการฉีดยาต้านไวรัสให้ตัวเองทุก 12 ชั่วโมงตามที่ลิซ่ากำชับมา เพราะไม่เช่นนั้นอาการป่วยทางร่างกายของเขาจะกำเริบ

คืนนั้นจอยพาฤทธิ์หลบมาพักที่บ้านของเธอ แล้วเช้าขึ้นก็รีบออกไปหาอาหารและติดตามข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน โดยเธอทิ้งโน้ตข้อความบอกฤทธิ์เอาไว้ จอยเริ่มจากแวะไปหาลุงแสงและบอกให้แกรู้ว่าชาญตายแล้ว จากนั้นทั้งคู่ก็พูดคุยกันเรื่องผู้ชายที่มาตามหาธิชา ระหว่างนี้เองดอนกับสมุนแห่กันมาคาดคั้นเอาเรื่องจอยที่ช่วยชายแปลกหน้า ลุงแสงพยายามไกล่เกลี่ยแต่ไม่ค่อยได้ผลนัก  ดอนยื่นคำขาดกับธิชาว่าภายใน 24 ชั่วโมง ผู้ชายคนนั้นต้องไสหัวไปจากเมืองนี้ ไม่งั้นไม่รับรองความปลอดภัย

จอยรีบกลับมาที่บ้านและบอกฤทธิ์ให้หนีไป แต่ชายหนุ่มยืนยันไม่ยอมไปไหนเด็ดขาดถ้ายังไม่ได้เจอธิชา จอยซึ่งพอจะรู้ว่าธิชาอยู่ที่ไหนจึงเล่าเรื่องราวให้เขาฟัง

“ตั้งแต่ชาญเข้าไปทำงานกับมาดามหลิว เขาก็มีเวลาให้ธิชาน้อยลง พอสองพี่น้องทะเลาะกัน ธิชาก็เลยหันไปคบกับพวกของนายดอน  แต่มันกลับมอมเมาเธอจนตกเป็นทาสของน้ำตาสวรรค์ ชีวิตของธิชาตกต่ำจนถึงขีดสุด ดอนบังคับให้เธอขายยาให้มัน แถมยังทำร้ายเธอ ธิชาไม่ยอมบอกเรื่องนี้ให้ชาญรู้ เธอขโมยเงินของดอนแล้ววางแผนจะหนีไปอยู่ที่อื่น แต่ทุกอย่างมันฉุกละหุกมาก พวกนายดอนกำลังออกตามล่าธิชา มันเสี่ยงมากถ้าฉันจะพาธิชาหนีไป  จึงให้เธอเดินทางไปซ่อนตัวเพียงลำพัง”

“แล้วคุณบอกชาญเรื่องนี้รึเปล่า”

“คิดว่าตอนนั้นชาญคงมีปัญหาอะไรสักอย่าง ก็เลยติดต่อไม่ได้”

“เรื่องนี้เกิดขึ้นนานหรือยัง”

“เกือบเดือน แต่กว่าฉันจะมั่นใจว่าธิชาหายไปก็เมื่อสองอาทิตย์ก่อน”

“ตอนนั้นชาญไม่อยู่แล้ว” ฤทธิ์เอ่ยอย่างสะเทือนใจ ขณะที่จอยหน้าสลดอย่างรู้สึกผิด บ่นตัวเองทำให้ชาญผิดหวัง  เขาอุตส่าห์ฝากจอยไว้แต่เธอปกป้องไม่ได้ “ทำใจดีๆ ไว้ บางทีธิชาอาจจะกบดานอยู่ก็ได้  ผมจะตามหาเธอเอง” ฤทธิ์ปลอบใจจอยและตั้งใจว่ายังไงตนก็ต้องตามหาน้องสาวของชาญให้พบ

เมื่อค่ำนี้จอยไม่มาทำงานที่บาร์ ดอนจึงบุกถึงบ้านหมายเล่นงานทั้งจอยและไอ้หนุ่มแปลกหน้าไปพร้อมกัน แต่พอมาถึงกลับพบความว่างเปล่าเพราะทั้งคู่ไหวตัวเตรียมรับมืออยู่แล้ว

ฤทธิ์กับจอยหลบออกทางหลังบ้าน  แต่ยังไม่ทันห้อมอเตอร์ไซค์หนี สมุนคนหนึ่งของดอนก็เห็นเข้า การไล่ล่าจึงเกิดขึ้นในนาทีนั้นทันที!

รถของพวกดอนซิ่งตามรถของฤทธิ์ที่มีจอยซ้อนท้ายเข้าไปในป่าโปร่ง แถมมันยังใช้ปืนกราดยิงเป็นระยะ ทำให้ฤทธิ์ต้องทิ้งรถแล้วเดินเท้าหนีไปกับจอย แต่ไม่นานก็ถึงทางตันที่เหวเบื้องหน้า ที่สำคัญฤทธิ์มีอาการกำเริบเพราะ ไวรัสในร่างกายจึงจำเป็นต้องฉีดยา แต่กล่องบรรจุเข็มฉีดยาที่ลิซ่าให้มาหายไปซึ่งจอยเดาว่าคงทำหล่นตอนรถล้ม

ฤทธิ์พยายามข่มอาการเจ็บปวด ระหว่างนั้นก็เหลือบเห็นพวกดอนวิ่งตามมาลิบๆ ดอนเก็บกล่องเข็มฉีดยาของฤทธิ์ได้และไล่กวดมาพร้อมสมุน พอรู้ว่าผู้ถูกล่าจนมุมก็ยิ่งผยองลำพองใจ แต่ปรากฏว่าฤทธิ์ตัดสินใจไปตายดาบหน้า พาจอยโรยตัวลงเหวด้วยเถาวัลย์

ดอนเห็นดังนั้นก็สั่งสมุนตัดเถาวัลย์ทำให้ฤทธิ์กับจอยเสียหลักกลิ้งหลุนๆหายไปในป่าทึบที่พวกดอนชะโงกหน้ามองหาไม่เห็น สมุนคนหนึ่งจะให้กลับไปตั้งหลักแต่ดอนไม่ยอม ประกาศต้องฆ่าทั้งคู่ให้ได้เพื่อแก้แค้นให้คนของตนที่ตายไปหนึ่ง

ลุงแสงเพิ่งรู้ข่าวจากชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่าและเห็นพวกดอนไล่ยิงใครไม่รู้ป่าแทบแตก แกนึกถึงจอยกับชายแปลกหน้าขึ้นมาทันที  และคาดเดาได้ไม่ยากว่าดอนกำลังไล่ล่าใคร  หลังจากแกขับรถมาดูที่บ้านจอยแล้วพบกับความว่างเปล่า

“ไอ้ดอน...เอ็งกำแหงเกินไปแล้ว” ลุงแสงซึ่งรู้จัก มักคุ้นกับจอยเป็นอย่างดีรีบกลับมาที่รถของตนเองและหยิบปืนพกมาตรวจดูกระสุนด้วยความแค้น พลันสายตาก็เหลือบเห็นรอยล้อรถกระบะของดอนที่มุ่งหน้าไปทางหนึ่ง!

เวลาเดียวกันนั้น ณัฐชากระวนกระวายใจอย่างมากหลังจากติดต่อโทมัสไม่ได้ทั้งที่เมื่อวานยังพูดคุยกันอยู่ เธอสังหรณ์ใจจะเกิดเหตุร้ายกับเขาจึงรีบมาพบลิซ่าที่บริษัท

“เมื่อวานเขาให้ฉันเช็กข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมในพื้นที่ที่เขาไป แต่พอฉันจะติดต่อกลับก็ไม่มีคนรับสาย”

“คุณก็เลยคิดว่าอาจจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น?”

“ฉันรู้ว่าที่บลูฟินิกซ์มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าของตำรวจ บางทีมันอาจจะช่วยให้ติดตามเขาได้เร็วขึ้น”

“ก็คงงั้น” ลิซ่าผละไปยังคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงาน ณัฐชารีบลุกตามไปสมทบและเห็นลิซ่าเปิดโปรแกรมค้นหาผ่านดาวเทียม

“อย่าบอกนะว่าคุณใช้ดาวเทียม”

“ปัญหาเดิมๆทำให้ฉันเรียนรู้ว่า GPS ไม่ปลอดภัยพอสำหรับคนอย่างคุณโทมัส ตอนนี้ฉันก็เลยฝังอุปกรณ์ติดตามไว้ที่ตัวของเขา...นี่ไง” ลิซ่าชี้ตำแหน่งบนภาพขยายผ่านดาวเทียม คาดว่าเป็นป่าและพื้นที่ไม่กว้างเท่าไหร่ โทมัสคงไม่ได้หลงป่าแน่

“ขอบคุณ...แล้วฉันจะติดต่อมา” ณัฐชารีบผละไปเพื่อตามหาแฟนหนุ่ม...ลิซ่ามองตามแล้วแอบส่ายหน้าให้กับความหุนหันของณัฐชาที่ไม่เคยเปลี่ยน...

พวกดอนบากบั่นดั้นด้นตามลงมาถึงก้นเหวและพบรอยเท้าคนจึงแกะรอยไปเรื่อยๆ ฝ่ายจอยก็ประคองฤทธิ์หนีอย่างเร่งรีบ แต่เพราะพิษไวรัสทำให้ฤทธิ์อ่อนแรงลงทุกทีและคิดว่าไปต่อไม่ไหวเลยต้องหาที่ซ่อนตัว

ขณะจอยมองหาที่ซ่อน ไม่คาดคิดว่าจะเจอธิชาน้องสาวของชาญ แต่ไม่ว่าจอยซักถามอะไร ธิชาก็เอาแต่นิ่งเงียบและวิ่งหนีหายไปต่อหน้า จอยจึงปล่อยให้ฤทธิ์รออยู่ตรงนี้แล้ววิ่งตามออกไป

ธิชาวิ่งหนีเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งและหนีขึ้นชั้นบนเมื่อเห็นจอยตามเข้ามา หลังจากนั้นไม่นานจอยก็โดนฤดีเจ้าของบ้านซึ่งเป็นทาสของพรายพิฆาตตะปบคอจนหมดสติไปด้วยความตกใจกลัว

ด้านฤทธิ์ซมซานหาที่พักใต้ต้นไม้ เซลล์ไวรัสกระจายตัวและเกาะกินเซลล์กลายพันธุ์จนเขาแทบสู้ไม่ไหว...พลันนึกถึงคำตอบของลิซ่าเมื่อเขาถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาลืมฉีดยา หรือฉีดไม่ครบตามกำหนด

“นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะคุณโทมัส ในเมื่อเราพัฒนาตัวยามาสู้กับไวรัสได้ ไวรัสก็พัฒนาตัวเองเพื่อสู้กับยาได้เช่นกัน มันจะเพิ่มจำนวนเป็นสองเท่าทุกๆสิบนาที แล้วหลังจากนั้นมันก็จะเกาะกินเซลล์ต่างๆในร่างกายคุณ รวมทั้งระบบประสาท คุณอาจเป็นอัมพาต ตาบอด หรือแม้แต่สูญเสียความทรงจำ”

คำตอบนั้นของลิซ่าทำให้ฤทธิ์ทรุดลงเหมือนปลดปลง พร้อมกันนั้นพวกดอนก็ก้าวมายืนตรงหน้าตั้งท่าจะทำร้าย แต่ต้องชะงักกึกด้วยความสงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงปวกเปียกแบบนี้

“ฉันกำลังป่วย ฉันขยับตัวไม่ได้”

“ป่วย!?? ฮ่าๆๆ เอ็งนึกว่าข้าเป็นเด็กอมมือหรือไงวะ ข้ารู้หรอกน่าว่าเอ็งน่ะเป็นอะไร เอ็งต้องการไอ้นี่ใช่มั้ย ล่ะ” ดอนหยิบกล่องใส่หลอดยาต้านไวรัสออกมาโชว์ ทำเอาฤทธิ์ตาวาวเห็นทางรอดอยู่ตรงหน้า

“ว่าแต่ไอ้นี่มันยาเสพติดประเภทไหนวะ ถึงได้ใส่หลอดพร้อมฉีดแบบนี้ของแพงซะด้วย”

ฤทธิ์นิ่งเงียบ รู้ดีว่ายิ่งพูดมากยิ่งเสียเปรียบ ดอนเห็นเขามองกล่องในมือตนไม่วางตาก็ยิ่งกล้าต่อรอง

“เอาล่ะ ข้าว่าเรามายื่นหมูยื่นแมวกันดีกว่า เอ็งบอกข้ามาว่านังจอยอยู่ที่ไหน แล้วข้าจะไว้ชีวิตเอ็ง”

“ฉันไม่รู้”

ดอนยิ้มกวนๆอย่างไม่แปลกใจในตอบนั้นเขาส่งซิกให้สมุนสองคนลงมือซ้อมฤทธิ์จนล้มไม่เป็นท่าแต่ยังไม่ฆ่า ตั้งใจจะตามจอยให้เจอก่อนแล้วค่อยเก็บทั้งสองคนพร้อมกัน ไม่นานนักพวกดอนที่เร่งตามหาจอยก็ไปเจอบ้านหลังนั้นของฤดี โดยพวกมันพาฤทธิ์มาด้วย

เพียงแรกเห็นฤดี...ฤทธิ์ก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติของเธอ และยิ่งมั่นใจมากขึ้นเมื่อบังเอิญเห็นหลอดบรรจุน้ำตาสวรรค์หรือสารเสพติดชนิดหนึ่งของพรายพิฆาตหล่นอยู่ที่พื้น เขาพยายามบอกให้พวกดอนหนีไปจากที่นี่แต่ไม่มีใครเชื่อ แถมดอนยังทำรุ่มร่ามกับฤดีเมื่อรู้ว่าเธอเป็นม่ายเพราะสามีตาย

ขณะที่ดอนพาฤดีเข้าห้องเพื่อหาความสุข จอยซึ่งถูกจับมัดอยู่ชั้นบนเริ่มรู้สึกตัวและพยายามบอกให้ธิชาช่วยเหลือ แต่หญิงสาวกลับทำท่าเหมือนจำเธอไม่ได้ แล้วจอยก็ต้องตกใจอีกระลอกเมื่อเหลือบไปเห็นศพเด็กสาวบนเตียง!

เด็กคนนั้นคือลูกสาวของฤดี ซึ่งคนเป็นแม่กำลังรอคอยผู้วิเศษมาชุบชีวิตให้ตามคำสัญญา แต่เธอต้องแลกเปลี่ยนด้วยการยอมทำทุกอย่างตามคำสั่งของเขา

ภายในห้อง ดอนไม่สบอารมณ์ที่ฤดีไม่เล่นด้วย เขาตบเธอไปทีเดียวแต่กลับโดนเธอกระชากคอมากัดจนเลือดพุ่ง ดอนตะลีตะลานหนีด้วยความกลัวนังผีดิบและมาเจอจอยกับธิชาเข้าอย่างจัง

“นังจอย อะไรกันวะเนี่ย...ธิชา ที่แท้ก็มาหลบอยู่นี่เอง บอกมาทั้งหมดเป็นแผนของเธอใช่มั้ย แล้วนั่นศพใคร ฉันถามว่าศพใคร”

ไม่มีใครตอบคำถามสักคน มีแต่เสียงของจอยที่ร้องเตือนดอนให้ระวังข้างหลังเพราะผีดิบฤดีกำลังแยกเขี้ยวจะเล่นงาน ดอนวิ่งอ้าวหนีลงชั้นล่างและทำกล่องใส่หลอดเข็มฉีดยาต้านไวรัสหล่นโดยไม่รู้ตัว ฤทธิ์จึงคว้ามันมาจัดการกับตัวเองทันที

ดอนและสมุนสองคนมัวแต่หลบหนีผีดิบ แต่พวกมันก็หนีไม่รอด โดนจัดการทั้งในและนอกบ้านจนตายเรียบ แล้วฤดีก็กลับเข้ามาที่บ้านอีกครั้ง เธอทุบประตูโครมครามพร้อมร้องบอกให้คนข้างในเปิดเดี๋ยวนี้!

ลุงแสงแกะรอยมาจนกระทั่งเห็นศพลูกน้องของดอนก่อนจะวิ่งต่อไปยังบ้านฤดี และทันเห็นเธอบ้าคลั่งพังประตูบ้านเข้าไปปะทะกับพวกฤทธิ์ จอยถูกดอนที่ตายกลายเป็นผีดิบกัดข้อเท้าจนเลือดโชก แต่แล้วฤทธิ์ซึ่งร่างกายแข็งแรงดังเดิมเพราะยาต้านไวรัสก็สยบมันลงได้ ส่วนลุงแสงใช้ปืนของตนช่วยยิงผีดิบฤดีจนล้มทั้งยืน ก่อนจะหันมาซักถามจอยว่าเกิดอะไรขึ้น

“ฉันไม่รู้เหมือนกันลุง แต่ธิชาจำใครไม่ได้เลย”

ลุงแสงมองธิชาอย่างเวทนา ขณะที่ฤทธิ์มองสภาพศพดอนและมองมาที่แผลตรงข้อเท้าของจอยอย่างนึกสังหรณ์ใจ...เมื่อพากันออกจากบ้านหลังนั้นมาแล้ว ลุงแสงเอ่ยถึงผีดิบที่เพิ่งพบเจอกับตาทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยได้ยินข่าวว่ามันระบาดอยู่ช่วงหนึ่งที่กรุงเทพฯ ฤทธิ์จึงบอกให้รู้ว่าสารเสพติดที่ชื่อน้ำตาสวรรค์ถูกผลิตจากน้ำตามัจจุราช มันทำให้มนุษย์กลายพันธุ์เป็นผีดิบ

“ผู้หญิงคนนั้นใช้น้ำตาสวรรค์” จอยอุทานหน้าตาตื่น

“ปกติแล้วการกลายพันธุ์จะแพร่ระบาดจากคนสู่คนไม่ได้ เพราะมันเกิดจากสารเคมีไม่ใช่เชื้อโรค”

“แล้วพวกของดอนล่ะ...ฉันด้วย” จอยเสียงสั่นเครืออย่างขวัญเสีย สีหน้าเธอเริ่มซีดเซียวผิดปกติฤทธิ์ เหมือนรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเธอ จึงขอปืนจากลุงแสงเพราะไม่ต้องการเห็นเธอทรมาน แต่ลุงแสงทำใจไม่ได้ถ้าต้องฆ่าจอย จึงดึงดันกับฤทธิ์อยู่พักหนึ่งก่อนจะยินยอมเมื่อเห็นจอยกลายสภาพเป็นผีดิบและทำท่าจะทำร้ายทุกคน

หลังจากนั้นฤทธิ์กับลุงแสงก็พาธิชาออกจากป่าและพบณัฐชาที่เพิ่งมาถึง หลังทักทายกันแล้วลุงแสงก็ฝากฝังธิชาให้ฤทธิ์ดูแล

“ไม่ต้องห่วงครับลุง น้องสาวของชาญก็เหมือนน้องสาวของผม ผมจะดูแลเธอให้ดีที่สุด”

แล้วฤทธิ์กับณัฐชาก็พาธิชามุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ ตลอดทางธิชาแทบไม่พูดอะไรเลย แววตาที่เธอลอบมองฤทธิ์แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียม!

ส่วนที่บ้านฤดี...ชายลึกลับคนหนึ่งยืนมองศพฤดีและพวกดอนอยู่ครู่หนึ่งก่อนโยนการ์ดที่มีโลโก้พรายพิฆาตลงพื้นพร้อมกับรำพึงอย่างสะใจ “พรายพิฆาตจงเจริญ!!”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"บอย พิษณุ" สวมบทสามีตัวร้าย โชว์ลีลาแบดบอย จนคนดูเกลียดใน "ตะวันตกดิน"

"บอย พิษณุ" สวมบทสามีตัวร้าย โชว์ลีลาแบดบอย จนคนดูเกลียดใน "ตะวันตกดิน"
13 มิ.ย 2564

03:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2564 เวลา 13:56 น.