ตอนที่ 6
แผนกุเรื่องเพื่อปลุกปั่นคนงานให้ขับไล่นริศรา ท่าทางจะบังเกิดผล เพราะไม่ว่านริศราจะพยายามอธิบายอย่างไรคนงานก็เอาแต่โห่ไล่ หาว่าเธอตีสองหน้า หลอกลวง ไม่จริงใจ จนพรต้องพานริศรากลับไปตั้งหลัก ก่อน ส่วนลุงปั๋นกับแม่อุ้ยที่เห็นใจเธอก็อยากจะตามไปปลอบ แต่ทำไม่ได้เพราะโดนบัวเกี๋ยงถลึงตาดุใส่
เมื่อบัวเกี๋ยงกลับไปเล่าเหตุการณ์ให้คุณเล็กฟัง แถมรับรองแข็งขันด้วยว่า คืนนี้นริศราอาจเก็บข้าวของไปแล้วก็ได้ ทำให้คุณเล็กดีใจสุดๆ ส่งเงินปึกหนึ่งให้บัวเกี๋ยงเอาไปแจกพวกคนงานคนละห้าร้อย ที่เหลือให้บัวเกี๋ยงแบ่งกับนายผล แล้วถ้าพรุ่งนี้นริศราไสหัวไปจริง ตนจะสมนาคุณให้อีก แต่คืนนี้บัวเกี๋ยงต้องนอนที่นี่เพื่อพรุ่งนี้จะได้ไปดูความสำเร็จด้วยกันแต่เช้า
บัวเกี๋ยงอิดออดขอตัวไปอาบน้ำสักครู่ แต่ความจริงเธอตั้งใจจะไปอ่อยพ่อเลี้ยงภูชิชย์ที่เห็นคุยงานอยู่กับวิทวัสในห้องนั่งเล่น พอวิทวัสขอตัวไปพักผ่อน บัวเกี๋ยงที่รอจังหวะอยู่แล้วก็รีบยิ้มหวานเข้ามาอาสาไปส่งพ่อเลี้ยงที่ห้อง แต่ภูชิชย์ถามงงๆว่าไปส่งทำไม แล้วเดินจากไปทันที ทำเอาบัวเกี๋ยงหงุดหงิดงุ่นง่าน บ่นว่าอ่อยจนไม่รู้จะอ่อยยังไงแล้ว
ส่วนนริศรากับพรยังนอนไม่หลับ ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องม็อบคนงาน พรสงสารนริศรามากแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง นริศราเองก็ยังคิดอะไรไม่ออก แต่ยืนยันว่าคนอย่างตนถ้าไม่ผิดไม่หนีแน่นอน และตนจะต้องพิสูจน์ตัวเองโดยเร็วก่อนที่เรื่องจะบานปลายแล้วทำให้งานเสียหาย
เช้าตรู่ นริศราทำตัวปกติลงไปกินข้าวที่โรงครัว แต่ปรากฏว่าบรรดาคนงานทำท่ารังเกียจไม่นั่งใกล้และไม่ยอมคุยด้วย คุณเล็กกับบัวเกี๋ยงแอบมองมาด้วยความพอใจ แต่นั่นก็ไม่ทำให้คุณเล็กสาแก่ใจได้ ตราบใดที่นริศรายังลอยหน้าอยู่ในไร่นี้
คุณเล็กลากบัวเกี๋ยงไปดุด่า ก่อนสั่งให้ไปคิดวิธีกำจัดนริศราให้จงได้ ถ้าไม่สำเร็จบัวเกี๋ยงนั่นแหละที่จะโดนตนจัดการ บัวเกี๋ยงเบื่อหน่ายการวางอำนาจของคุณเล็กแต่ก็ขัดใจไม่ได้ จำต้องกลับไปคิดแผนใหม่ ก็พอดีทราบจากลุงปั๋นว่าที่ไร่กาแฟมีหนอนแดงลง และนริศราอาสาลุงปั๋นไปเอาเครื่องมือตัดกิ่งมาให้ ช่วงนี้เองบัวเกี๋ยงฉวยโอกาสแอบตามนริศราไปที่ห้องเก็บอุปกรณ์แล้วปิดล็อกขังเธอไว้ภายใน
จากนั้นบัวเกี๋ยงทำทีไปพูดคุยกับลุงปั๋นแล้วกล่าวหานริศราคงหนีไปอู้ ถึงได้ไปนานนัก แต่ลุงปั๋นไม่เชื่อ จนเวลาผ่านไปพักใหญ่ คนอื่นๆเริ่มตามหานริศรากันวุ่นไปหมด โดยเฉพาะวิทวัสกับนิพนธ์เป็นห่วงนริศรา และไม่เชื่อที่ภูชิชย์บอกว่าเธอคงหนีไปอู้งาน
คุณเล็กชอบใจหลังฟังบัวเกี๋ยงเล่าว่า ขังนริศราไว้ในห้องเก็บอุปกรณ์ที่อับทึบ แต่พอรู้ว่านริศราอาจเป็นลมตายเพราะไม่มีอากาศหายใจ คุณเล็กก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเหมือนกัน ยิ่งได้ยินภูชิชย์จะเข้าไร่เพราะนริศราหายไป คุณเล็กจึงให้บัวเกี๋ยงรีบไปเคลียร์เรื่องนี้โดยเร็ว
บัวเกี๋ยงแอบไปเปิดล็อกประตูแล้วจัดท่าทาง
นริศราที่อ่อนเพลียจนหมดสติให้นอนในท่าที่สบายเหมือนหนีมานอนพัก เมื่อคณะของภูชิชย์ที่มาสอบถามลุงปั๋นจนรู้ว่านริศราไปเอาเครื่องมือ พวกเขาจึงพากันไปที่โรงเก็บอุปกรณ์แล้วก็พบนริศรานอนหลับอยู่ที่นั่นจริงๆ
ภูชิชย์กับลุงปั๋นเชื่อสนิทว่านริศราแอบมาหลับอู้งาน แต่วิทวัสกับนิพนธ์เชื่อที่นริศราบอกว่ามีคนล็อกประตูจนเธอกลับออกไปไม่ได้ แต่พวกเขาก็หาหลักฐานมาค้านไม่ได้อยู่ดี บัวเกี๋ยงจึงถือโอกาสนี้ปลุกปั่นคนงานให้ไล่นริศราออก เพราะเป็นถึงผู้จัดการแต่เอาเปรียบลูกน้องเห็นๆ
หลังจากกลับมาคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ภูชิชย์ก็เริ่มไม่ปักใจว่าคนสู้งานอย่างนริศราจะแอบหนีลูกน้องไปนอนได้ เขาจึงจะยังไม่ตัดสินไล่เธอออกตามที่คุณเล็กต้องการ ต้องรอสอบสวนกันอีกครั้ง
ไม่ทันข้ามวัน วิทวัสกับนิพนธ์ก็ล่วงรู้เรื่องที่คนงานรวมตัวกันขับไล่นริศราเพราะไม่พอใจว่าเธอมีแผนจะเปลี่ยนคนงานใหม่ยกชุด ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงเลย และน่าจะมีใครบางคนอยู่เบื้องหลัง
วิทวัสสงสัยคุณเล็กเพราะเธอจ้องแต่จะกำจัด
นริศรา แต่พอเขาพูดคุยสอบถาม เธอก็ปฏิเสธเสียงแข็งแถมยังอาละวาดใส่เขาจนภูชิชย์ต้องเข้ามาห้าม
แต่แล้วความลับก็ไม่มีในโลก นิพนธ์แอบเห็นนายผลทวงเงินค่าจ้างเพิ่มจากบัวเกี๋ยง แต่บัวเกี๋ยงบอกว่าคุณเล็กยังไม่ให้ เธอจะจ่ายหลังจากนริศราไปแล้ว นิพนธ์จึงรีบไปตามวิทวัสมาแอบดูพร้อมกับถ่ายคลิปเอาไว้เป็นหลักฐานโดยที่สองคนนั้นไม่รู้ตัว
ด้านนริศราที่กำลังแย่เพราะคนงานประท้วงกันทั้งไร่ ในที่สุดเธอก็ประกาศลาออกและจะไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเพื่อความพอใจของทุกคน แต่พรกับแม่อุ้ยซึ่งเข้าใจและเห็นใจเธอเป็นอันมาก ต่างก็แสดงความอาลัยอาวรณ์ รวมทั้งเจ้าน้อยพอทราบเรื่องจากภูชิชย์ก็ตกใจ
“ลาออก!! นี่ภูจะให้คุณนิดลาออกไปง่ายๆแบบนี้เหรอคะ”
“แต่มันเป็นความสมัครใจของเขานะครับ”
“ภูเชื่อเหรอคะว่าคุณนิดจะอู้งาน”
“เขาสมัครงานมาเพื่อทำงานเลขาที่กรุงเทพฯ แต่ถูกส่งมาทำงานเอกสารที่นี่ก็ยอมรับ แล้วพอมาถึงก็ถูกเปลี่ยนเป็นผู้จัดการไร่ ก็ยังสู้งาน คนแบบนี้ไม่น่าจะอู้งานนะ”
“นี่แสดงว่าภูมองเธอในแง่ดีขึ้นมากเลยนะคะ”
“ผมก็คิดตามความน่าจะเป็นน่ะครับ”
“ภูคะ น้อยขอร้อง ภูอาจจะไม่รั้งถ้าเธอจะลาออก แต่ภูช่วยคืนความยุติธรรมให้เธอได้ไหมคะ น้อยสงสารผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างคุณนิด”
ภูชิชย์นิ่งเงียบไม่ตอบ เจ้าน้อยจับมือเขาและมองหน้าด้วยสายตาอ้อนวอน
ooooooo
เก็บข้าวของใส่กระเป๋าเสร็จ นริศราลงจากบ้านพักมาเจอเจ้าน้อยยืนรออยู่ เจ้าน้อยบอกตนรู้เรื่องหมดแล้ว แต่ตนไม่เชื่อว่าเธอจะเป็นอย่างนั้น
“นิดเป็นยังไงตอนนี้ก็ไม่สำคัญแล้วค่ะ”
“คุณนิดอย่าเพิ่งยอมแพ้สิคะ”
“นิดก็ไม่อยากจะแพ้นะคะเจ้า แต่ถ้านิดอยู่ งานที่นี่ก็คงไม่เดิน คนงานก็จะไม่ได้ค่าแรง นิดว่านิดไปดีกว่าค่ะ”
เมื่อเจ้าน้อยถามว่าจะไปเมื่อไหร่ นริศราตอบว่าคงจะเป็นไฟลท์เย็นนี้ แต่ทันใดนั้นวิทวัสพรวดพราดเข้ามาบอกว่าตนยังไม่ได้จองไฟลท์ให้ เพราะคุณนิดไม่จำเป็นต้องออก คุณนิดทำงานที่นี่ต่อไปได้
“อย่าล้อเล่นเลยค่ะ คุณวัสก็ได้ยินว่าพ่อเลี้ยงกับคุณเล็กเขาอยากให้นิดออก”
“เพราะตอนนั้นเขายังไม่ทราบความจริงน่ะสิครับ”
นริศรากับเจ้าน้อยถามเป็นเสียงเดียวกันว่าความจริงอะไร วิทวัสไม่ตอบแต่พาสองสาวไปที่ห้องรับแขกในสำนักงานซึ่งภูชิชย์กับนิพนธ์รออยู่ ส่วนคุณเล็กมาทีหลังพร้อมกับบัวเกี๋ยงและนายผล พอเห็นทุกคนคุณเล็กก็ชักสีหน้าไม่พอใจทันที
“เชิญคุณเล็กมาทำไมคะ พี่ภูน่าจะรู้ว่าคุณเล็กไม่ชอบอยู่ร่วมกับพวกนักธุรกิจตกอับ” คุณเล็กแขวะเจ้าน้อยซึ่งหน้า ภูชิชย์ซ่อนความไม่พอใจ ให้น้องสาวนั่งลงก่อน แต่คุณเล็กเสียงแข็งว่าไม่จำเป็น มีอะไรก็ว่ามา
“นายวัสบอกพี่ว่าคุณเล็ก บัวเกี๋ยงกับนายผลอยู่เบื้องหลังการไล่นริศรา”
คุณเล็กตกใจมากแต่ก็โวยวายปฏิเสธ หาว่าวิทวัสใส่ร้ายตน พูดลอยๆแบบนี้ตนเสียหาย ภูชิชย์จึงหยิบโทรศัพท์มือถือของนิพนธ์ที่ถ่ายคลิปไว้มาเปิดโชว์ คราวนี้คุณเล็กและลูกน้องถึงกับพูดไม่ออก หน้าเจื่อนไปด้วยกันทันที
“ผมได้ไปถามคนงานแล้ว ตอนนี้ทุกคนยอมสารภาพหมดแล้วว่าคุณเล็กบอกผ่านบัวเกี๋ยงกับนายผลว่าถ้าใครไม่ร่วมมือจะไล่ออก แต่ถ้าใครร่วมมือจะมีรางวัล”
“นิพนธ์! ตกลงแกจะเป็นสุนัขรับใช้นังนิดใช่ไหม” คุณเล็กอาละวาดทุบตีนิพนธ์ด้วยความโมโห ภูชิชย์กับวิทวัสต้องเข้ามาดึงน้องไว้ “พี่ภูคะ พวกนี้มันแกล้งคุณเล็ก พี่ภูต้องไล่มันออกไปให้หมด ไอ้นิพนธ์กับพวกคนงานด้วย แกก็อีกคนนังเจ้าน้อย รวมหัวกับนังนิดมาใส่ร้ายฉันใช่ไหม”
คุณเล็กดิ้นรนจะเข้าไปทำร้ายเจ้าน้อย แต่ต้องชะงักเมื่อภูชิชย์โพล่งขึ้นว่า “คุณเล็ก...อย่าให้พี่ต้องผิดมากไปกว่านี้เลย”
“พี่ภู! นี่พี่ภูกลายเป็นพวกมันด้วยเหรอ” คุณเล็กโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ภูชิชย์ส่ายหน้าระอาแล้วหันไปประกาศกับทุกคนว่า นริศราจะทำงานที่นี่ในตำแหน่งผู้จัดการต่อไป คุณเล็กหน้าเสียมองนริศราด้วยความเจ็บใจแล้วกรีดร้องจนเหนื่อยหอบ ผลักไสไม่ยอมให้ภูชิชย์เข้าใกล้ แต่ให้บัวเกี๋ยงประคองออกไป พอถึงห้องนอนคุณเล็กก็ดุด่าตบตีบัวเกี๋ยงชุดใหญ่ ก่อนกล่าวอาฆาตมาดร้ายนริศราอย่างน่ากลัว
บัวเกี๋ยงเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ ทันทีที่หนีพ้นมือเท้าคุณเล็กมาแล้ว เธอหันกลับไปห้องนั้นอีกครั้ง คำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น “คำก็โง่สองคำก็โง่ ก็มีแต่คนโง่อย่างนังบัวเกี๋ยงนี่ละว้า...ที่คุยกับคนบ้ารู้เรื่อง คอยดูนะ ฉันได้เป็นพี่สะใภ้แกเมื่อไหร่ แม่จะตบคืนให้หายแค้นเลย”
ส่วนเจ้าน้อยกลับไปด้วยความดีใจที่เรื่องจบลงอย่างยุติธรรม ทว่านริศรากลับไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น เพราะไม่วันใดวันหนึ่งอาจมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีกก็เป็นได้ ซึ่งวิทวัสก็รับฟังเธอด้วยความเห็นใจ
“ผมขอโทษนะครับที่พยายามรั้งคุณนิดไว้ที่นี่ เอาเป็นว่าผมขอแก้ตัวด้วยการย้ายคุณนิดไปทำงานออฟฟิศที่กรุงเทพฯตามที่คุณนิดขอแล้วกันนะครับ”
นริศราดีใจ แต่ทันใดภูชิชย์ก็เข้ามาทำให้ฝันของเธอสลาย เขาไม่ยอมให้เธอไปไหนทั้งนั้น สั่งให้เธอทำงานที่นี่ นริศราไม่เข้าใจและอยากทราบเหตุผล แต่เขาไม่ยอมอธิบายใดๆ เดินออกไปขึ้นรถทันที นริศราสุดจะทน วิ่งตามไปโดดขึ้นรถโดยที่วิทวัสก็ห้ามไม่ทัน ภูชิชย์ฉุนมากตำหนินริศราที่บ้าดีเดือดโดดขึ้นมาทั้งที่เขากำลังจะออกรถ
“ก็ถ้าฉันจะต้องคุยกับคนบ้า ฉันก็ต้องบ้า คุณต้องคุยกับฉันให้รู้เรื่อง”
“ฉันไม่มีอะไรจะคุย”
“ได้...งั้นฉันจะนั่งอยู่อย่างนี้”
ชายหนุ่มโมโหจนพูดไม่ออก ตัดสินใจออกรถกระชากจนนริศราต้องไขว่คว้าหาที่ยึด แล้วเขายังแกล้งเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาแต่เธอก็เกาะแน่นไม่กลัว แต่จู่ๆเขาเบรกกะทันหันจนเธอหัวทิ่มร้องโอ๊ย
“เธออยากจะคุยอะไร”
“ทำไมไม่ยอมให้ฉันไป”
“อย่าสำคัญตนผิด ฉันน่ะอยากให้เธอไปใจจะขาด แต่เธอต้องไปให้พ้นจากธุรกิจของครอบครัวฉันไม่ใช่ จ้องกลับไปหาจังหวะจับนายวัสที่กรุงเทพฯ เพราะถ้าเป็นแบบนี้ฉันจะขังเธอไว้ที่นี่”
“นี่พ่อเลี้ยง ฉันไม่รู้และไม่สนนะว่าคุณจะเอาความคิดนี้มาจากไหน แต่คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้”
“ทำไมจะไม่มี กฎของบริษัทเราการจะย้ายแผนกต้องได้รับการยินยอมจากผู้บังคับบัญชาตรง ฉันเซ็นรับเธอแล้ว ถ้าไม่เซ็นโอนให้ เธอก็ไปไหนไม่ได้” พูดจบภูชิชย์ก็ลงจากรถเดินเข้าไร่ไป นริศราหน้าบึ้งตึงมองตามด้วยความเจ็บใจ
ตกเย็นนริศรามากินข้าวที่โรงอาหารรวมกับบรรดาคนงาน ปรากฏว่าทุกคนให้การต้อนรับเธออย่างดี และขอโทษด้วยความสำนึกผิดที่กลั่นแกล้ง เมื่อนริศราถามพวกเขาว่าไม่กลัวคุณเล็กโกรธเหรอ แม่อุ้ยชิงตอบทันทีว่าไม่กลัวแล้ว เพราะมีป้ายอาญาสิทธิ์ นริศรา จึงเดินไปอ่านป้ายประกาศแผ่นนั้น
“เนื่องด้วยคุณนริศราผู้จัดการไร่สุพัฒนาไม่ได้ทำความผิดอะไร อีกทั้งยังตั้งใจทำงานพยายามเรียนรู้งานต่างๆอย่างขยันขันแข็ง และเป็นตัวอย่างอันดีแก่คนงานทุกคนในเรื่องการมีระเบียบวินัยในการทำงาน ทางไร่สุพัฒนาจึงขอยกเลิกการลาออกของคุณนริศรา และขอให้คนงานทุกคนให้ความร่วมมือในการทำงานกับคุณนริศราในทุกๆเรื่อง...ลงชื่อ ภูชิชย์ บริรักษ์กิจเกษตร ผู้อำนวยการไร่สุพัฒนา”
นริศรายิ้มด้วยความพอใจ คนงานหลายคนเข้ามายกมือไหว้ขอโทษเธออีกครั้ง นั่นยิ่งทำให้นริศราเป็นปลื้ม เอ่ยกับทุกคนว่าตนไม่เคยโกรธ และขอบคุณมากที่ยอมรับตน ต่อไปนี้เราต้องตั้งใจทำงานด้วยกัน
พูดขาดคำ เสียงปรบมือดังกราวขึ้น คนงานหญิงบางส่วนเข้ากอดนริศราด้วยความรักและเคารพ นิพนธ์กับวิทวัสมองภาพนั้นอยู่ห่างๆ รู้สึกยินดีไปกับนริศราด้วยจริงๆ
ครั้นนิพนธ์แยกกลับมาที่บ้านพักของตน เขาแปลกใจที่เห็นคุณเล็กยืนอยู่หน้าบ้าน แต่ไม่ทันจะถามอะไรก็โดนเธอตวาดใส่อย่างฉุนเฉียว
“เธอมันไม่จริงใจ ตอนนั้นฉันเศร้า เธอเคยมาบอกว่าพี่ภูเป็นพี่ชายที่รักฉันที่สุด ฉันหลงคิดว่าเธออยู่ข้างฉัน แต่เธอก็หักหลังฉัน”
“คุณเล็กครับ ผมไม่ได้หักหลังใคร”
“ฉันเกลียดแก ไอ้นิพนธ์” คุณเล็กผลักอกนิพนธ์แล้วเดินหนีไป ทิ้งนิพนธ์ยืนคอตก...เจ็บแปลบอยู่ลึกๆ
คืนนั้น วิทวัสพูดคุยกับภูชิชย์ด้วยเรื่องนริศรา เขายอมให้เธอทำงานที่นี่ตามที่พี่ชายต้องการ ส่วนตัวเขาจะกลับกรุงเทพฯพรุ่งนี้เพราะห่วงงานทางโน้น
“แล้วนายไม่ห่วงนริศราหรือไง” ภูชิชย์หยั่งเชิง
“ห่วงสิครับ แต่อย่างที่ผมเคยบอกแหละครับ ผมเชื่อว่าคุณนิดจะต้องทำงานที่นี่ได้ และเท่าที่ผมเห็น ผมก็เชื่อว่าเธอสามารถผ่านทุกอุปสรรคไปได้ครับ”
“ดูนายจะมั่นใจในตัวเขาเกินจริงไปหรือเปล่า”
“อย่ามองคุณนิดในแง่ร้ายนักสิครับ ผมว่าถ้าพี่ภูมองด้านดีของเธอ พี่ภูจะได้เพื่อนร่วมงานที่ดีมากคนหนึ่งเลยนะครับ”
“นายจะให้ฉันมองในแง่ดี ทั้งๆที่ประวัติที่มาที่ไปของเขานายก็ไม่ให้ฉันรู้จักงั้นเหรอ”
“บางทีการที่คนเราไม่รู้จักเปลือกนอกของเขา มันอาจจะทำให้เราได้เห็นคุณสมบัติภายในได้ชัดเจนมากขึ้นก็ได้นะครับ”
“นี่นายกับยัยนิดกำลังร่วมมือกันทำอะไร”
“เอาเป็นว่าพี่ภูมั่นใจได้ว่า ผมกับคุณนิดไม่ได้คิดจะทำอะไรที่ไม่ดีแน่นอนครับ” วิทวัสจบคำพูดด้วยรอยยิ้มก่อนผละไป ภูชิชย์คิดตามแล้วบ่นออกมาด้วยความหมั่นไส้
“ฮึ...มองด้านดี เห็นเนื้อใน พูดซะหรูเลยนะนายวัส ฉันว่านายกำลังหลงยัยนั่นมากกว่า”
ooooooo
คืนเดียวกันนี้ พ.อ.ณรงค์ พี่ชายคนเดียวของนริศราที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศด้วยทุนรัฐบาล เขาโทร.กลับมาหาภรรยาที่กรุงเทพฯ ถามถึงลูกๆ และ ข่าวคราวของนริศรา
ลัคนาซึ่งรังเกียจนริศราอยู่เป็นทุน เธอแต่งเรื่องให้สามีฟังว่า นริศราขออยู่กับแฟนสักพัก ถ้าพร้อมเมื่อไหร่จะติดต่อกลับ ณรงค์ฟังแล้วเป็นห่วงน้องสาวมาก แต่เมื่อลัคนารับปากว่าจะช่วยดูแลและไม่ทอดทิ้ง เขาก็เบาใจไปได้บ้าง แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ลัคนาต่างหากที่รังแครังคัด เรื่องเงินทองจนนริศราต้องดิ้นรนไปหางานทำเลี้ยงตัวเอง...
เช้าขึ้นวิทวัสเตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ ทุกคนมารอส่ง ยกเว้นคุณเล็กที่ยังแค้นเคืองเขาไม่หาย แล้วยังนริศราอีกคนที่คุณเล็กต้องเล่นงานให้จงได้ แต่แทนที่วิทวัสไปแล้วจะมีโอกาส ภูชิชย์กลับไปใกล้ชิดสอนงาน
นริศราตลอดทั้งวัน นั่นยิ่งทำให้คุณเล็กเกลียดชังนริศรามากขึ้น ถึงขนาดเรียกนิพนธ์มาสั่งให้เลิกทำงานเอกสารแล้วกลับไปทำงานในไร่ เพราะเธอไม่ชอบให้พี่ภูอยู่ใกล้นริศรา แต่ถ้าจะให้ดีเขาควรจะจีบมันเป็นแฟนเสียเลย ชอบมันนักไม่ใช่เหรอ
“คุณเล็กครับ ผมไม่ได้ชอบคุณนิดแบบนั้น”
“นี่อย่าเรื่องมากได้ไหม ฉันสั่งให้จีบก็จีบ คนอย่างเธอน่ะได้ผู้หญิงอย่างนริศราก็ดีถมไปแล้ว หรือชอบพวกคนงานหญิง”
“คุณเล็กครับ ผู้ชายถ้าเขาจะจีบผู้หญิง เขาต้องชอบผู้หญิงคนนั้นนะครับ”
“จะชอบหรือไม่ชอบไม่ต้องมาออกความคิด จำใส่หัวไว้สิว่าเธอกินเงินเดือนฉันอยู่ เธอเคยบอกว่าไม่ได้หักหลังฉันใช่ไหม ก็พิสูจน์สิ”
นิพนธ์พูดไม่ออก ได้แต่มองตามคุณเล็กด้วยความหนักใจ ส่วนคุณเล็กเดินกระหยิ่มยิ้มย่องออกไป พลางพูดกับตัวเองอย่างมุ่งมั่นว่า “ทีนี้ก็เหลือแค่กำจัดนังเจ้าน้อยจากพี่ภู แล้วก็ดันมอลลี่ให้พี่วัส”
จากนั้นคุณเล็กก็จัดแจงโทร.ส่งข่าวมัลลิกาหรือมอลลี่ว่าวิทวัสกลับกรุงเทพฯไปแล้ว แต่ปรากฏว่าวิทวัสยังไม่ได้เข้าบริษัท เขากับภรรยาไปรอรับลูกหนูที่โรงเรียน และที่นี่เองครอบครัววิทวัสได้เจอลัคนามารับลูกๆเช่นกัน สองครอบครัวทักทายกันด้วยดี ก่อนจะแยกย้ายกันไปโดยที่ลัคนายังไม่รู้ว่าวิทวัสคือนายจ้างของนริศรา
ทางด้านพิสุทธิ์ วันเดียวกันนั้นเขาได้รับทราบจากพ่อว่าจะส่งเขาไปฝึกงานกับโรงแรมของเราเองที่เพิ่งเปิดที่เชียงใหม่ ถึงแม้จะไม่รู้ว่านริศราไปทำงานที่ไหนแน่ในภาคเหนือ แต่พิสุทธิ์ก็มีความหวังที่จะได้เจอเธอในสักวัน เขารีบส่งข้อความผ่านมือถือหาเธอทันที...ขณะที่พ่อแม่ก็หลงดีใจ เพราะคิดว่าการส่งลูกชายไปอยู่ไกลๆ จะทำให้ห่างเหินและเลิกคิดถึงผู้ดีตกยากอย่างนริศราเสียที
ฝ่ายมัลลิกา ตลอดทั้งวันไม่ได้เจอวิทวัส ตกกลางคืนเธอไปท่องราตรีกับเพื่อนๆ แล้วพยายามจะอวดความเก่งกล้าสามารถของตัวเองด้วยการโทร.ไปหาวิทวัสจะชวนเขามาแจมด้วย แต่วิทวัสเข้านอนแล้วกับลูกและภรรยา เขาจึงปฏิเสธเธอไปด้วยความหงุดหงิดโมโห
ooooooo
หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ภูชิชย์เริ่มเห็นความอดทนและแข็งแกร่งของนริศรา แต่พอรุ่งขึ้นเธอมาขออนุมัติการซ่อมแซมตกแต่งสถานที่ทำงานและที่อยู่อาศัยของคนงานที่ทรุดโทรมผุพัง เพราะเมื่อวานเธอเกือบโดนชั้นวางของในโรงเก็บอุปกรณ์หล่นใส่ และแม่อุ้ยก็ตกท่อแถวห้องน้ำจนบาดเจ็บที่ขา ปรากฏว่าภูชิชย์ไม่ยินยอม
“เธอจะบ้าเหรอ ทั้งซ่อมแซมตกแต่งทุกที่พวกนี้มันใช้เงินเท่าไหร่ ทำมาไม่นานทุกอย่างก็พังเหมือนเดิม”
“เราก็ต้องช่วยกันรักษาสิคะ โรงเก็บเครื่องมือก็เป็นประโยชน์ในการทำงาน บ้านพักคนงานก็เพื่อความเป็นอยู่ของพวกเขา ฉันคิดว่าควรซ่อมค่ะ”
“นี่แม่คุณ ทุกอย่างที่เธอเขียนน่ะมันไม่ได้พังตั้งแต่ฉันสร้างนะ แต่มันพังเพราะคนงานพวกนี้เขาไม่รักษาของ เขาคิดว่ามันไม่ใช่ของของพวกเขา มันถึงได้ทรุดโทรมแบบนี้ ถ้าอันไหนใช้ไม่ได้แล้วต้องใช้เขาก็ซ่อมกันเองนั่นแหละ ส่วนบ้านพักเขาก็ต้องทำความสะอาดดูแลกันเอง ถ้าเธออยากให้มันสะอาดมากเธอก็ไปทำความสะอาดให้พวกเขาเองแล้วกัน”
“ฉันคิดว่าฉันจะได้มานั่งคุยกับผู้อำนวยการซะอีก”
“แล้วเธอคิดว่าคุยกับใคร”
“คนงาน...เพราะคุณตอบได้เหมือนคนงานมาก”
“นริศรา!!”
“ฉันคิดแบบนี้จริงๆนี่ น่าลองให้คนงานมาเป็นผู้อำนวยการ”
ภูชิชย์โมโหลุกขึ้นเดินมาจ้องหน้านริศราในระยะประชิด หญิงสาวจ้องกลับแต่เอามืออุดจมูกตัวเองไว้ ทำให้เขาสงสัยถามขึ้นว่า เป็นอะไร?
“ฉันกลัวคุณปากเหม็น” เธอตอบด้วยสีหน้ากวนๆ
“ฮึ่ย...เธอนี่มันจริงๆเลย เธอเอาเวลาไปนั่งคิดวิธีเพิ่มผลผลิตให้ฉันดีกว่าไหม...ไปได้แล้ว”
นริศราหน้างอลุกออกไป ภูชิชย์ส่ายหน้าระอาใจแล้วบ่นไล่หลังเธอว่า ช่างขยันจะทำแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง...ว่าแล้วเขาแอบเอามือป้องปากดมกลิ่นปากตัวเอง
“เชอะ ฉันทั้งหล่อและไม่มีกลิ่นปากนะยัยตัวแสบ” พูดจบก็คว้าลูกอมโยนใส่ปากเพื่อความมั่นใจ
ฝ่ายผู้จัดการสาวสวย เธอกลับไปที่โรงอาหารด้วยอาการเซ็งๆ พอแม่อุ้ยกับพรทราบเรื่องก็รู้สึกสงสารช่วยกันปลอบเธอว่า ช่างมันเถอะ อย่าโกรธพ่อเลี้ยงเลย
“ไม่ให้โกรธได้ยังไง คนงานทุกคนทำงานให้เขา เขาน่าจะดูแลให้มากกว่านี้”
“ว่าไปที่นี่ก็ดีกว่าบ้านพวกเราตั้งเยอะนะครับ พวกเราต้องขอบคุณพ่อเลี้ยงด้วยซ้ำ”
“อะไรนะลุงปั๋น ที่นี่น่ะเหรอดี”
“ใช่ค่ะ” พรตอบเร็วจี๋ ไล่เรียงไปอย่างพอใจ “มี ที่นอนสบายๆ มีน้ำอาบ ไม่ต้องไปหาบน้ำเอง ส้วมก็มี โอ๊ย...พรว่าเป็นสวรรค์เลยล่ะค่ะ”
“นี่ขนาดคิดว่าเป็นสวรรค์นะ ยังไม่ค่อยช่วยกันดูแลเลย”
พรกับแม่อุ้ยมองหน้านริศราอย่างไม่เข้าใจความคิด นริศราเลยตัดบทว่า
“เอาละ...ฉันนึกออกแล้ว วันนี้เราจะหยุดงานกันหนึ่งวัน”
กลุ่มคนงานมองหน้ากันไปมาก่อนตะโกนเฮฮา ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าผู้จัดการสาวจะทำอะไรกันแน่?
ooooooo










