ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

รักประกาศิต

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

รักประกาศิต ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ภูชิชย์ บริรักษ์กิจเกษตร หรือที่ทุกคนเรียกว่า “พ่อเลี้ยงภู” เขาเป็นพี่ชายคนโตของวิทวัสและสุพัฒนา หลังจากที่พ่อแม่ของสามพี่น้องเสียไปตั้งแต่วิทวัสกับสุพัฒนายังไม่จบมหาวิทยาลัย ทำให้ภูชิชย์ต้องดูแลธุรกิจของครอบครัว ซึ่งก็คือไร่สุพัฒนาที่พ่อกับแม่ตั้งชื่อตามลูกสาวคนเล็กที่ต่างก็รอคอยมานาน

สุพัฒนาหรือคุณเล็กสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่เกิด ทำให้ทุกคนในบ้านดูแลประคบประหงมเธอไม่ต่างอะไรกับเจ้าหญิงน้อยๆของบ้าน ไม่ว่าจะอยากได้อะไรหรืออยากจะทำอะไร ไม่มีใครกล้าขัดใจคุณเล็ก เพราะถ้าขัดใจเธอเมื่อไหร่ คุณเล็กจะป่วยหอบและอาละวาดขึ้นมาทันที สาเหตุจากสุขภาพของคุณเล็กนี่เองที่ทำให้ก่อนตายพ่อกับแม่จึงขอให้ภูชิชย์กับวิทวัสดูแลน้องอย่างดี อย่าทำให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงอีก และนี่ก็คือข้ออ้างไม้ตายทุกครั้งพี่ๆตั้งท่าจะเริ่มขัดใจน้องสาวคนเล็ก ซึ่งก็ทำให้เธอได้ทุกอย่างจากพี่ชายทั้งสองมาจนโต

ยิ่งนานวันนิสัยเอาแต่ใจ โวยวาย ขี้โมโหของคุณเล็กก็หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนลามไปถึงเรื่องส่วนตัวทั้งของภูชิชย์และวิทวัส เพราะคุณเล็กไม่ชอบหน้าเจ้าน้อยหรือเจ้าทิพย์ดารา บุตรสาวคนเดียวของเจ้าเทพมงคลและเจ้าดาระกา เจ้าของไร่เทพมงคล และเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อแม่ของภูชิชย์มาตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มๆ จนชวนกันมาซื้อที่ดินทำไร่อยู่ข้างกัน

ทั้งสองครอบครัวสนิทกันมากจนแทบจะกลายเป็นญาติกัน ถ้าหากภูชิชย์ได้แต่งงานกับเจ้าน้อย แต่การณ์ไม่เป็นดังที่ทุกคนหวัง เมื่อเจ้าเทพมงคลประสบปัญหาสะดุดทางธุรกิจในช่วงที่ภูชิชย์กับเจ้าน้อยกำลังจะแต่งงานกัน คุณเล็กจึงบังคับให้ภูชิชย์เลิกกับเจ้าน้อยเพราะคิดว่าเจ้าน้อยต้องการจะมาฮุบสมบัติของครอบครัวเธอ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เจ้าน้อยเสียใจมากเจ้าเทพมงคลกับเจ้าดาระกาก็โกรธภูชิชย์ จึงส่งเจ้าน้อยไปอยู่ที่อังกฤษและประกาศตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวของภูชิชย์

ส่วนเรื่องของวิทวัสก็ไม่แพ้กัน เมื่อคุณเล็กรู้ว่าวิทวัสมีคนรักตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยคือรัชนิดา และทั้งคู่ตั้งใจว่าเรียนจบจะแต่งงานกัน คุณเล็กก็เข้าจัดการไล่รัชนิดาออกไปจากชีวิตทันที เพราะเธอสืบรู้มาว่ารัชนิดาเป็นเพียงผู้หญิงที่มาจากครอบครัวธรรมดา ซึ่งคำว่าธรรมดาไม่สามารถจะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับครอบครัวเธอได้ วิทวัสเสียใจมากกับการกระทำของคุณเล็กจึงคิดจะเอาเรื่อง แต่ภูชิชย์ไม่อยากให้พี่น้องทะเลาะกันจึงเข้าไกล่เกลี่ย วิทวัสไม่เห็นด้วยกับการกระทำของภูชิชย์จึงขอย้ายตัวเองไปดูแลบริษัทสุพัฒนาการเกษตรที่กรุงเทพฯ เพื่อลดการปะทะกับน้องสาว

วันเวลาผ่านไป คุณเล็กมีความสุขอยู่กับการควบคุมพี่ชาย โดยอ้างว่าเธอต้องการให้คนที่จะมาเป็นพี่สะใภ้เป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้งหน้าตา ชาติตระกูล และฐานะ แถมคุณเล็กยังตั้งกฎห้ามรับผู้หญิงที่หน้าตาสวยเข้าทำงานทั้งในไร่และบริษัทที่กรุงเทพฯ โดยอ้างว่าจะทำให้คนงานชายเสียสมาธิในการทำงาน แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าคุณเล็กตั้งกฎนี้เพราะไม่ต้องการให้ภูชิชย์กับวิทวัสติดกับดักพวกผู้หญิงที่จะมาขุดทองจากสมบัติของครอบครัว

แต่แล้ววันหนึ่งความหวังความฝันของคุณเล็กก็ต้องสลาย เมื่อเจ้าน้อยตัดสินใจกลับเมืองไทยและกลับมาหาภูชิชย์ เพราะตลอดสองปีที่จากภูชิชย์ไป เจ้าน้อยไม่เคยมีความสุขเลย เธอจึงคิดจะกลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง และในครั้งนี้เธอจะไม่ถอยให้คุณเล็กอีกแล้ว เพราะเธอพร้อมทุกอย่างรวมถึงฐานะที่เจ้าเทพมงคลสามารถฟื้นฟูธุรกิจกลับมาเหมือนเดิม เมื่อเจ้าน้อยกับคุณเล็กได้พบกัน ทั้งสองก็เถียงกัน คุณเล็กไม่พอใจไล่เจ้าน้อยออกจากไร่ แต่เจ้าน้อยไม่ยอมไปจึงทำให้คุณเล็กกรี๊ดจนเป็นลม อาการหอบหนักมากจนหมดสติ ภูชิชย์กับผู้จัดการไร่ชื่อนิพนธ์จึงต้องนำตัวเธอส่งโรงพยาบาล

ระหว่างที่หมอตรวจอาการคุณเล็ก เจ้าน้อยก็ขอปรับความเข้าใจกับภูชิชย์และตกลงจะกลับมารักกันเหมือนเดิม แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่จะรู้ว่าอุปสรรคไม่ใช่มีแต่คุณเล็ก แต่ยังเพิ่มเจ้าเทพมงคลและเจ้าดาระกาที่เคยเอ็นดูภูชิชย์ในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ต่างอะไรกับศัตรูคู่อาฆาต

หลังจากการตรวจคุณเล็กเสร็จสิ้น หมอแจ้งกับภูชิชย์ว่าร่างกายคุณเล็กแข็งแรงดีทุกอย่าง แต่อาการที่เกิดน่าจะเป็นเรื่องของอารมณ์และลักษณะทางจิตมากกว่า หมอแนะนำให้พาคุณเล็กไปรักษาที่กรุงเทพฯ ภูชิชย์กับนิพนธ์จึงจำเป็นต้องหลอกคุณเล็กว่าจะพาไปตรวจร่างกาย ซึ่งคุณเล็กก็ยอมไปแต่โดยดีเพราะคิดว่าจะทำให้ภูชิชย์กับเจ้าน้อยห่างกัน

ooooooo

นริศรา สุริยรักษ์ หรือ “นิด” สาวสวยนักเรียนนอกต้องถูกเรียกตัวกลับมาเมืองไทยทั้งๆที่เรียนยังไม่จบมหาวิทยาลัย เพราะพ่อของเธอล้มป่วยกะทันหันและจากไปอย่างสงบ ยังความโศกเศร้าเสียใจให้สองพี่น้องณรงค์กับนริศราเป็นอันมาก

ณรงค์ นายทหารหนุ่มอนาคตไกล พี่ชายคนเดียวของนริศรา เขามีภรรยาและมีบุตรแล้วสองคน ลัคนาพี่สะใภ้ของนริศราต่อหน้าณรงค์ก็ทำดีกับเธอ แต่พอลับหลังออกจะรังแครังคัดไม่ชอบเธอเท่าไหร่นัก ยิ่งเมื่อรู้ว่าหลังพิธีศพพ่อสามีจะมีการเปิดพินัยกรรม ลัคนา ก็รอลุ้นอย่างจดจ่อ

ในงานพระราชทานเพลิงศพ พล.อ.ณัฐ พ่อของณรงค์กับนริศรา ไม่นึกว่าพิสุทธิ์หรือโป๊ะ เพื่อนสนิทของนริศราจะบินมาร่วมงานด้วย แม้พิสุทธิ์จะน้อยใจที่นริศนาไม่ยอมบอกข่าวนี้ทั้งๆที่เธอก็รู้ว่าเขารักเธอมาตลอดเวลาที่เรียนด้วยกัน แต่พิสุทธิ์ก็ยังไม่ยอมถอย และยืนยันกับนริศราว่าจะรอกลับไปเรียนพร้อมกับเธอทันทีที่เธอเสร็จธุระทางนี้

หลังจากเสร็จงานศพ ลัคนาก็เร่งให้เปิดพินัยกรรม เพราะณรงค์จะต้องบินไปเรียนต่อเมืองนอกตามที่ได้ทุนจากกองทัพ แต่เมื่อทนายเปิดพินัยกรรมแล้วลัคนาก็ต้องหงุดหงิด เมื่อพ่อสามีไม่ได้แบ่งสรรปันส่วนอย่างชัดเจน แต่กลับแต่งตั้งให้ณรงค์เป็นผู้จัดการมรดก แล้วค่อยแบ่งทรัพย์สินทุกอย่างหลังจากนริศราเรียนจบ ณรงค์จึงขอให้ลัคนาช่วยดูแลแทนในเรื่องต่างๆช่วงที่เขาเรียน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการเรียนของนริศราด้วย แม้จะไม่พอใจแต่ลัคนาก็ต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้จนกว่าณรงค์จะไปเรียนต่อ

ทันทีที่ณรงค์ไปแล้ว ลัคนาก็เรียกนริศรามาพบและพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว

“พี่ขอพูดตรงๆนะ พี่อยากจะตัดเงินค่าใช้จ่ายที่จะส่งนิดเรียนต่อออก”

“อะไรนะคะ ทำไมต้องตัดด้วย เหลืออีกแค่สองปีนิดก็จะจบแล้ว”

“อย่าลืมสิว่าตอนคุณพ่อป่วยเราก็หมดไปกับค่ารักษาคุณพ่อเป็นล้าน แล้วนี่นิดยังจะมาเอาส่วนที่เหลือไปเรียนอีกเหรอ”

“แต่เงินที่นิดเรียนก็เป็นเงินที่คุณพ่อตั้งใจจะให้นิด พี่ณะเองก็รับรู้”

“ก็เพราะคุณพ่อลำเอียงน่ะสิ ลองคิดดูนะถ้าพี่แบ่งเงินก้อนนี้ให้นิดเรียนจนจบ พอกลับมานิดก็มาแบ่งเงินที่เหลือกับคุณณะ แล้วคุณณะจะเหลืออะไร นิดยังมีหลานอีกสองคนนะ ใจคอจะเอาเปรียบหลานเหรอ”

นริศราอึ้งพูดไม่ออก ลัคนาได้ทีรีบซ้ำเติมทันที

“คุณณะได้ทุนไปเรียนก็ยังมีเงินเดือนจากทางราชการให้พี่ใช้ แล้วนิดล่ะช่วยเหลืออะไรทางบ้านบ้าง...นอกจากแบมือขอเงิน”

“ได้ค่ะ ถ้าพี่นาคิดว่านิดเอาเปรียบทุกคน นิดก็จะหางานทำและหาเงินกลับไปเรียนต่อเอง แต่เมื่อไหร่ที่พี่ณะกลับมา นิดจะขอแบ่งมรดกในส่วนของนิดทันที หวังว่าตอนนั้นนิดคงไม่โดนใครโลภโกงส่วนของนิดนะคะ”

นริศราเชิดหน้าเดินออกไป ลัคนามองตามด้วยความเจ็บใจ ครั้นนริศรากลับไปในห้องตัวเองก็แสดงท่าที ฮึดฮัดโมโหพี่สะใภ้ที่ทั้งเขี้ยวและงก

“คนอย่างนริศราไม่เคยให้ใครมาดูถูก คอยดูนะ ฉันจะยืนด้วยลำแข้งของฉันเอง”

นริศราเปิดคอมพิวเตอร์เช็กรายชื่อบริษัทต่างๆที่รับสมัครงาน พลางพูดกับตัวเองอย่างมุ่งมั่นว่า

“ให้มันรู้ไปสิว่าจะหางานทำไม่ได้”

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้นนริศราเริ่มออกหางานอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ทุกที่ที่เธอไปก็ล้วนแต่ปฏิเสธเพราะเธอยังไม่มีปริญญา ซึ่งเท่ากับว่าเธอจบเพียงแค่ ม.6 นริศราวิ่งหางานจนแทบหมดแรง และแห่งสุดท้ายที่ไปก็คือบริษัทสุพัฒนาการเกษตรที่วิทวัสดูแลอยู่

วิทวัสอ่านเอกสารหลายแผ่นแล้ววางลงตรงหน้านริศราที่นั่งยิ้มจืดเจื่อนเต็มที

“อยากฟังไหมคะว่าทำไมฉันเรียนไม่จบ”

“ช่วงนี้คุณคงเล่าหลายรอบแล้วก็หลายที่”

“ค่ะ...ยังไม่มีที่ไหนรับเลย”

“ถ้าให้ผมบอกตามตรง ผลการพิมพ์ การทดสอบภาษาอังกฤษ การใช้อุปกรณ์สำนักงาน คุณก็น่าจะผ่านที่จะมาเป็นเลขาผมได้ แต่ผมก็เสียใจด้วย เพราะงานเลขาเราต้องการคนมีวุฒิปริญญาตรีเหมือนที่อื่นๆครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นคุณมีงานที่เหมาะกับวุฒิ ม.6 ของฉันบ้างไหมคะ”

“นี่คุณพูดจริงพูดเล่นครับ”

“จริงสิคะ แม่บ้าน ยาม คนสวนก็ได้นะคะ

ถึงตอนนี้ฉันไม่เลือกงานแล้ว”

เสียงโทรศัพท์มือถือวิทวัสดังขัดจังหวะ เขากดรับแล้วมีท่าทีตกใจ พอวางสายก็รีบบอกหญิงสาวตรงหน้าว่า “ผมมีธุระด่วนต้องขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบวิทวัสก็รีบเดินออกไป นริศรามองตามเซ็งๆ พูดพึมพำกับตัวเองอย่างท้อแท้ว่า

“ไม่ได้อีกตามเคย”

วิทวัสออกจากบริษัทก็รีบบ่ายหน้าไปโรงพยาบาลที่ภูชิชย์พาคุณเล็กมารักษาตัว พอมาถึงพบว่าคุณเล็กนั่งหน้าบึ้งตึงไม่พอใจอยู่บนเตียง

“คุณเล็กต้องการให้พี่ภูอยู่กับคุณเล็ก ไม่ใช่พี่วัส”

“เหมือนกันครับพี่ภู แค่ตรวจร่างกาย ผมไม่เห็นต้องมาดูแลอะไรเลย คนอย่างคุณเล็กเขาเก่ง เขาอยู่ได้อยู่แล้ว”

“ไม่เอาน่า พี่น้องคู่นี้เจอกันทีไรทะเลาะกันทุกที”

“งั้นก็ไล่พี่วัสกลับสิคะ”

“คุณเล็กไม่ต้องไล่หรอก เดี๋ยวพี่ก็กลับแล้ว คุยกับคนอย่างคุณเล็กนานสุขภาพจิตพี่ก็เสียเหมือนกัน”

“ไอ้พี่บ้า ไป๊...ออกไป คุณเล็กไม่อยากเห็นหน้า” คุณเล็กโมโหคว้าหมอนและผ้าห่มขว้างใส่วิทวัส...ฝ่ายนั้นไม่ยอมก็โวยวายตอบ จนภูชิชย์ต้องเข้าห้ามทัพ

“นายวัสออกไปข้างนอกก่อนไป”

วิทวัสออกไปจากห้องคุณเล็กถึงได้สงบ ภูชิชย์มองคุณเล็กแล้วแอบส่ายหน้าระอาใจ อีกครู่ภูชิชย์ก็ตามไปคุยกับวิทวัสเกี่ยวกับอาการของคุณเล็ก

“ตกลงนี่คุณเล็กเป็นบ้าเหรอครับ ฮึ อารมณ์แบบนี้ก็สมควรหรอก”

“เฮ้ย...อย่าไปว่าน้องสิ มันก็แค่เป็นอาการทางจิต แต่นายก็อย่าพูดให้คุณเล็กได้ยินเชียวนะ ตอนนี้ก็

บอกไปก่อนว่าจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด  แล้วช่วงที่คุณเล็กรักษาตัว พี่อยากจะได้คนมาทำงานแทน

คุณเล็กนายช่วยส่งคนที่บริษัทให้สักคนสิ”

“ช่วงนี้ผมก็กำลังหาเลขาอยู่พอดี ไว้ผมจะดูๆให้ แล้วให้พี่ภูสัมภาษณ์เองดีไหมครับ”

“ก็ดีเหมือนกันนะ พี่จะได้ดูด้วยว่าจะทำงานไปกันได้ไหม”

ระหว่างนั้นโทรศัพท์วิทวัสดังขึ้น เจ้าตัวหยิบมาดูแล้วตัดสินใจไม่รับ แต่บอกกับพี่ชายว่า

“สายลูกค้าน่ะครับ พี่ภูเดี๋ยวผมไปก่อนนะครับ ลืมไปเลยว่านัดลูกค้าไว้”

“เดี๋ยวสิ แล้วกุญแจคอนโดฯล่ะ”

“ผมฝากไว้ที่รีเซปชั่นแล้วครับ พี่ภูไปรับได้เลย” วิทวัสรีบเดินไปแล้วค่อยกดรับโทรศัพท์ที่ยังดังต่อเนื่อง ภูชิชย์มองตามด้วยความสงสัย

ooooooo

หลังเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งหางานมาเกือบทั้งวัน นริศราก็มานั่งหมดแรงอยู่ต่อหน้าพิสุทธิ์ภายในร้านอาหารของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง นริศรานั่งเซ็งทานข้าวไม่ลง เอาแต่มองเด็กเสิร์ฟทำงานในร้าน พิสุทธิ์เห็นแล้วสงสารเธอเหลือเกิน

“เราเพิ่งรู้นะว่างานมันหายากมาก ขนาดบอกว่าจะเป็นยามเป็นคนสวนยังไม่รับเลย”

“นิด...เราว่ามันยังมีทางออกอื่นอีกนะที่จะทำให้นิดได้กลับไปเรียน”

“อย่าบอกนะว่าให้เรากลับไปขอเงินพี่สะใภ้ใจยักษ์นั่น นึกแล้วยังเจ็บใจ สมัยคุณพ่อยังอยู่อะไรๆก็น้องนิดคะ น้องนิดขา พอคุณพ่อเสีย พี่ณะไปเรียนต่อก็ออกลายเลย ยิ่งพูดยิ่งเจ็บใจ”

“นิด...ใจเย็นๆ เราเข้าใจปัญหาของนิด ที่เราจะบอกคือนิดไม่ต้องหางานทำ แต่เราจะให้เงินนิดยืมไปเรียนจนจบ นิดจะว่ายังไง”

หญิงสาวฟังแล้วชะงักไปทันที ขณะที่ชายหนุ่มยังพยายามอธิบายต่อไปว่า

“คิดดูนะกว่านิดจะได้งาน กว่าจะเก็บเงินอีก มันนานนะ เราว่าใช้วิธีของเราดีกว่า”

“ขอบใจมากนะโป๊ะ แต่เราคงรับเงินของโป๊ะไม่ได้ แค่โป๊ะคอยอยู่เป็นเพื่อนเราก็ดีใจแล้ว”

“นิด...เราไม่อยากเป็นแค่เพื่อนของนิด”

“นอกจากเรื่องเรียนแล้วเรายังไม่อยากคิดเรื่องอะไรอีก โป๊ะเข้าใจนะ”

“ถ้านิดยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร เรารอได้” พิสุทธิ์เสียงอ่อยหน้าเศร้าอย่างซ่อนความรู้สึกไม่มิด

หลังจากนั้นเขาอาสาขับรถไปส่งเธอที่บ้าน แล้วยังพยายามยัดเยียดความช่วยเหลือให้เธออีก

“ถ้านิดไม่อยากยืมเงินเรา งั้นให้เราช่วยหางานให้เอาไหม”

“จริงเหรอ”

“เดี๋ยวเราจะคุยกับพ่อแม่ให้ รับรองนิดต้องได้ตำแหน่งดีๆในบริษัทของเราแน่”

“ไม่เอานะโป๊ะ ถ้าคุณสมบัติเราไม่ถึงต่อให้งานดีแค่ไหนเราก็ไม่ทำ”

“ไม่เห็นเป็นไรเลย นี่บริษัทของพ่อแม่เรา”

“อย่าให้เราต้องรบกวนคุณพ่อคุณแม่โป๊ะเลยนะ เราไม่สบายใจ...เราไปก่อนนะ” เธอตัดบทเดินหนีเข้าบ้านทันที ส่วนพิสุทธิ์ก็รีบโทร.หาพ่อที่บริษัททันทีเหมือนกัน นัดท่านว่าอีกเดี๋ยวตนจะเข้าไปพบ

นริศราเดินเข้ามาเห็นนุ้ยกับนุ่นนั่งทำการบ้าน เธอตรงมากอดหลานทั้งสองอย่างเอ็นดู โดยไม่เห็นว่าลัคนายืนมองหน้าบึ้ง ยิ่งพอเข้ามาถามแล้วรู้ว่านริศรายังหางานทำไม่ได้ ลัคนาก็ชักสีหน้าใส่ แล้วไล่ลูกๆไปนอนทั้งที่ยังทำการบ้านไม่เสร็จ จากนั้นก็หันกลับมากดดันนริศราต่อ

“รีบๆหางานหน่อยก็ดีนะคะน้องนิด ลำพังเงินเดือนทหารของคุณณะคงพอจะเลี้ยงได้แค่พี่กับลูกๆเท่านั้น”

นริศราฟังแล้วถอนใจเฮือกใหญ่ ทั้งเซ็งทั้งเครียดจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก...

คืนนั้นหลังจากเฝ้าไข้คุณเล็กแล้ว ภูชิชย์กลับมาที่คอนโดฯของวิทวัส และพบว่าวิทวัสกลับมาดึกมาก เมื่อสอบถามเขาก็อ้างว่าไปพบลูกค้า แต่ภูชิชย์ยังไม่ปักใจเชื่อและคิดว่าน้องชายอาจจะมีแฟนแล้ว

รุ่งขึ้นสองพี่น้องไปเยี่ยมคุณเล็กอีก ทำให้ได้พบกับมัลลิกาหรือมอลลี่ เพื่อนสาวไฮโซสุดเปรี้ยวของคุณเล็ก ทันทีที่พบหน้ากันคุณเล็กก็พยายามจะดันมอลลี่ให้ภูชิชย์ แต่วิทวัสไหวตัวทันจึงรีบขวางไว้แล้วพาภูชิชย์หลบออกมาท่ามกลางความไม่พอใจของคุณเล็ก ในขณะที่มอลลี่ก็เริ่มปิ๊งวิทวัสมากกว่าภูชิชย์

หลังจากที่วิทวัสพาภูชิชย์หลบออกมาแล้ว สองพี่น้องได้พูดคุยกันเรื่องที่คุณเล็กต้องรักษาตัวอีกนาน และภูชิชย์ต้องกลับไร่เพราะไม่มีใครดูแลงานทั้งของเขาและของคุณเล็ก วิทวัสจึงอาสาจะหาเลขาฯส่งให้ไปทำงานแทนคุณเล็กเอง เพราะตอนนี้เขาก็กำลังหาเลขาฯอยู่ เช่นกัน

เมื่อวิทวัสแยกตัวไปแล้วโดยอ้างว่ามีนัดกับลูกค้า ทำให้ภูชิชย์เคว้งไม่รู้จะทำอะไรจึงมาเดินห้างสรรพสินค้าแล้วโทร.กลับไปหาเจ้าน้อยเพื่อจะซื้อของฝาก ปรากฏว่า เจ้าน้อยอยากได้หนังสือเพ้นต์เสื้อสักเล่ม เพราะเธอกำลังหัดทำอยู่พอดี

ที่ร้านหนังสือ นริศรากำลังเพลิดเพลินอยู่กับหนังสือเล่มหนึ่ง เพราะยามนี้ความสุขของเธอคือการได้ดูแบบเพ้นต์เสื้อสวยๆ ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่เธอรัก แต่ระหว่างนี้เองพิสุทธิ์โทร.มาแจ้งข่าวดีขอนัดให้เธอไปสัมภาษณ์งานกับพ่อของเขาที่บ้านในวันรุ่งขึ้น เธอจึงวางหนังสือเล่มนั้นเอาไว้ก่อนในระหว่างคุยโทรศัพท์ จนเมื่อวางสายแล้วหันกลับมาจึงพบว่าชายคนหนึ่งถือหนังสือออกไปแล้ว

นริศรารีบก้าวตามชายคนนั้นไปเพื่อขอหนังสือคืน แต่เขาไม่ยอมเพราะถือว่าไม่มีคนอ่าน ในขณะที่นริศราก็อ้างว่าเห็นก่อน ทั้งคู่ยื้อกันไปแย่งกันมาจนนริศราโมโหปล่อยหนังสือที่กำลังดึง ทำให้เขาคนนั้นเสียหลักล้มใส่กองหนังสือพังระเนระนาด เป็นที่ขบขันของคนอื่นๆที่เห็น ส่วนนริศรายิ้มเยาะสะใจแล้วเดินเชิดหน้าหนีไป ทิ้งความอับอายและความโกรธเอาไว้ให้ภูชิชย์ต้องจดจำ

กลับถึงคอนโดฯในคืนนั้น ภูชิชย์ยังโมโหไม่หาย กระทั่งเที่ยงคืนก็ยังสลัดความคิดนี้ออกไม่ได้ เขานั่งพึมพำด่าสาวสวยคนนั้น “ผู้หญิงบ้าอะไร หน้าตาก็ดี นิสัยแย่มาก”

ขณะนั้นวิทวัสเปิดประตูเข้ามาเจอภูชิชย์ยังไม่เข้านอนก็ตกใจ ภูชิชย์ดูนาฬิกาผนังเห็นเป็นเวลาเที่ยงคืน จึงถามน้องชายว่า “ตกลงนายนอนสี่ทุ่มทุกวันจริงเหรอ”

“คือวันนี้ผม...เอ่อ...” น้องชายอึกอัก...พี่ชายเลยจู่โจม

“นายมีใครซ่อนไว้ใช่ไหม”

“โธ่...พี่ภูครับ อย่าทำตัวเป็นคุณเล็กอีกคนได้ไหม”

“ขอโทษนะ พี่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะยุ่งเรื่องของนายหรอก แค่เป็นห่วงตามประสาพี่ชายน่ะ”

“ผมไม่อยากให้คุณเล็กมาทำลายความรักของผม เหมือนที่เธอเคยทำลายความรักระหว่างพี่กับเจ้าน้อย เมื่อไหร่ที่คุณเล็กเลิกระแวงว่าคนอื่นจะมาแย่งสมบัติ เราค่อยมาคุยกันนะครับ”

ภูชิชย์พยักหน้ารับรู้แล้วเดินเข้าห้องนอนไป วิทวัสแอบพูดกับตัวเองด้วยความสงสารและเห็นใจพี่ชาย

“ขอโทษนะครับพี่ภู ผมจะไม่ให้ผู้หญิงที่ผมรักต้องเจ็บปวดเหมือนที่เจ้าน้อยโดนครับ”

ooooooo

เช้าวันต่อมา สองหนุ่มพี่น้องพากันไปเยี่ยมคุณเล็กเช่นทุกวัน คุณเล็กยิ้มแย้มมีความสุขเพราะนอกจากจะมีพี่ชายห้อมล้อมแล้วก็ยังมีมัลลิกาอยู่ด้วยอีกคน

พอคุณเล็กเจ้ากี้เจ้าการยัดเยียดมัลลิกาให้ไปทำงานแทนเธอที่ไร่ พี่ๆไม่ทันตั้งตัวถึงกับอึ้งไปด้วยกัน

“แต่คุณมอลลี่ต้องไปอยู่ต่างจังหวัดนะครับ จะไหวเหรอ” ภูชิชย์รีบท้วง

“ไม่มีปัญหาค่ะ เพราะตอนเรียนที่อังกฤษคอลเลจของมอลลี่ก็อยู่นอกเมือง แต่มอลลี่มีเงื่อนไขนิดหน่อยที่คุยกับคุณเล็กแล้วค่ะ”

“เงื่อนไข?” สองหนุ่มพี่น้องอุทานเป็นเสียงเดียวกัน

“ข้อแรก...มอลลี่ขอเงินเดือนๆละ 50,000 บาท เพราะมอลลี่จบจากเมืองนอก ข้อสอง มอลลี่ขอคนรับใช้ส่วนตัวหนึ่งคน และข้อสุดท้าย มอลลี่ขอตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพฯทุกอาทิตย์เพื่อกลับมาทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ ส่วนข้ออื่นๆที่มอลลี่ยังนึกไม่ออกคงต้องไปว่ากันอีกทีเมื่อมอลลี่ไปถึงไร่ของคุณเล็กแล้วค่ะ”

ภูชิชย์กับวิทวัสถึงกับเหวอค้างหลังจากฟังเงื่อนไขของมัลลิกา ยิ่งคุณเล็กออดอ้อนภูชิชย์ให้ตกลงรับมอลลี่ทำงาน ภูชิชย์ก็รู้สึกอึดอัดตอบไม่ถูก วิทวัสเห็นท่าไม่ดีรีบแทรกทันที

“พี่ว่าเราคงรับคุณมอลลี่ไม่ได้ตั้งแต่เงินเดือนห้าหมื่นแล้วละ มันมากเกินไป”

“พี่วัสไม่เกี่ยวเรื่องนี้อย่ายุ่ง พี่ภูเขาเห็นด้วยกับคุณเล็กแล้ว”

คุณเล็กรวบรัดตัดความจนวิทวัสเลิกคิ้วงง หันไปมองภูชิชย์ก็เห็นยืนนิ่งอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก...อีกครู่ต่อมา สองพี่น้องเลี่ยงออกไปคุยกันนอกห้อง วิทวัสฟันธงว่ามอลลี่ทำงานไม่เป็นแน่ เราจะเสียเงินฟรีก็คราวนี้

“เอาน่า มันก็แค่ชั่วคราวช่วงคุณเล็กป่วย”

“พี่ภูก็เหมือนคุณพ่อคุณแม่ ตามใจคุณเล็กซะจนเสียคน”

“แล้วนายจะให้พี่ทำยังไง ถ้าเราขัดใจคุณเล็กก็ทะเลาะกันเปล่าๆ พี่ว่าทำให้เธอสบายใจจะดีกว่านะ”

“ถามจริงๆเถอะครับ พี่ภูจะร่วมงานกับยัยมอลลี่นั่นได้เหรอ”

“พี่ก็ไม่แน่ใจ”

“ไม่แน่ใจคือไม่อยาก...ถ้างั้นผมจะจัดการเอง”

“นายจะทำอะไร ระวังคุณเล็กจะโกรธนะ”

“ผมจะให้พี่ภูสัมภาษณ์คนคนหนึ่ง เพราะผมคิดว่าเขาน่าจะเหมาะกับงานนี้มากกว่ายัยมอลลี่น่ะสิครับ ที่สำคัญสวยกว่ายัยนี่เยอะ” วิทวัสรอยยิ้มผุดพราย เมื่อนึกไปถึงนริศรา...

ส่วนในห้อง คุณเล็กกำลังเม้าท์เรื่องกฎระเบียบที่ไม่เหมือนใครของตนให้มัลลิกาฟังอย่างออกรส

“ต๊าย...มีกฎแบบนี้ด้วยเหรอ ห้ามคนหน้าตาสวยมาทำงานในไร่”

“ฉันตั้งกฎเองแหละ คิดดูสิ ถ้าขืนปล่อยให้พวกผู้หญิงสวยๆมาทำงานได้ คนงานผู้ชายก็ไม่มีสมาธิทำงานกันพอดี”

“ไม่ใช่มั้ง มอลลี่ว่าคุณเล็กกลัวพวกนั้นจะมาจับพี่ชายของคุณเล็กมากกว่า”

“แหม...รู้ทันจริงนะ”

“แบบนี้มอลลี่ก็ไม่ควรไปทำงานที่นั่นนะ เพราะมอลลี่สวย...มาก”

“มอลลี่น่ะนอกจากจะเป็นข้อยกเว้นแล้ว มอลลี่ ต้องสวยทุกวันด้วยนะ พี่ภูจะได้รักได้หลงชนิดที่ลืมนังเจ้าน้อยไปเลย”

“แสดงว่าเจ้าน้อยอะไรนี่ก็สวยเหมือนกันสิ”

“สวยสู้มอลลี่ไม่ได้ แถมรวยก็ไม่เท่า พูดง่ายๆว่าไม่ผ่าน คนดีๆอย่างพี่ภูน่ะไม่เหมาะกับแม่นั่นหรอก”

ตอนที่ 2

นิพนธ์มารอรับนริศราที่สนามบินเพราะภูชิชย์ต้องไปประชุมที่หอการค้าจังหวัด นิพนธ์ถือป้ายไร่สุพัฒนาเพื่อให้เธอสังเกตง่ายขึ้น ครั้นได้เจอหน้าค่าตากัน นิพนธ์ถึงกับตะลึงมองแล้วมองอีก แทบไม่อยากเชื่อว่าสาวสวยหยาดฟ้ามาดินขนาดนี้จะมาทำงานที่ไร่ของคุณเล็กได้

หลังจากทักทายทำความรู้จักกันแล้ว นิพนธ์พา นริศราไปขึ้นรถกลับไร่ที่ลำพูน ระหว่างทางเขายังแอบมองเธอบ่อยครั้งจนเธอแปลกใจสงสัย

“คุณนิพนธ์มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“เอ่อ...ผมขอพูดตรงๆเลยแล้วกันว่า คุณผิดกฎของพนักงานไร่เรามาก”

“ผิดกฎยังไงคะ”

“ปกติคุณเล็ก...เอ่อ...น้องสาวคนเล็กของพ่อเลี้ยงกับคุณวัสน่ะครับ แกตั้งกฎไว้ว่าพนังงานหรือคนงานผู้หญิงที่จะมาทำงานที่ไร่ต้องหน้าตาไม่สวย”

“มีกฎแบบนี้ด้วยเหรอคะ”

“ครับ คุณเล็กแกกลัวปัญหาชู้สาวน่ะครับ แล้วก็หวงพี่ชายด้วย”

“ถ้าอย่างนั้นตอนนิดเจอคุณเล็ก นิดคงต้องรีบบอกเธอก่อนว่าจะไม่มีเรื่องต่างๆที่เธอกังวลเกิดขึ้นกับนิดแน่”

“คุณนิดคงไม่ได้เจอคุณเล็กหรอกครับ เพราะเธอไปพักรักษาตัวอยู่กรุงเทพฯ”

“อ๋อ เหรอคะ...แสดงว่าคุณวัสดูบริษัทที่กรุงเทพฯ คุณเล็กก็รักษาตัวอยู่กรุงเทพฯ ฉันก็ต้องทำงานกับพี่ชายอีกคนของคุณเล็กน่ะสิคะ”

“ครับ พ่อเลี้ยงเป็นพี่ชายคนโตครับ”

นริศราพยักหน้ารับรู้แล้วหันมองทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยสีเขียวของพันธุ์ไม้อย่างสดชื่นมีความสุข

ooooooo

ภายในห้องประชุมหอการค้าจังหวัดมีบุคคลสำคัญจากหลายหน่วยงานมากันมากหน้าหลายตา และมีท่านผู้ว่าฯเป็นประธานการประชุมครั้งนี้

เจ้าเทพมงคลมาพร้อมภรรยาและบุตรสาว พอเห็นภูชิชย์เป็นหนึ่งในผู้ร่วมประชุม เจ้าเทพมงคลแสดงออกชัดเจนว่าชิงชัง พอมีจังหวะก็เล่นงานเขาอย่างไม่เกรงใจใคร ทำให้ผู้ร่วมประชุมต่างพากันตกใจ รวมทั้งเจ้าน้อยเองก็ไม่สบายใจที่บิดากับคนรักของเธอบาดหมางกันแบบนี้

ด้านนริศราที่กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางมุ่งหน้าสู่ไร่สุพัฒนาซึ่งใกล้ถึงเต็มทีแล้ว แต่ทว่าวิทวัสทางกรุงเทพฯยังรอการมาของมัลลิกาเลขาฯคนใหม่ที่เขาตั้งใจกีดกันออกจากชีวิตพี่ชายด้วยการรับเธอไว้เสียเอง รอจนสิบโมงหล่อนเพิ่งจะโผล่เข้ามา เขาเลยประชดให้ว่าบริษัทนี้เริ่มงานแปดโมงครึ่งไม่ใช่สิบโมง แต่เธอก็อ้างอย่างไม่มีความรับผิดชอบว่ายังปรับตัวให้ตื่นเช้าไม่ได้ วิทวัสเลยพูดไม่ออก ได้แต่คิดว่าตัวเองคิดถูกหรือผิดกันแน่ที่ส่งนริศราไปให้ภูชิชย์แล้วเอาเจ้าหล่อนไว้ที่นี่...

เมื่อรถของนิพนธ์แล่นมาจอดหน้าสำนักงาน เป็งที่กำลังตัดแต่งต้นไม้อยู่เห็นเข้าก็รีบวิ่งไปรับ พอเห็นสาวสวยลงมาจากรถกับนิพนธ์ เป็งตะลึงตาค้างราวกับเห็นนางฟ้าก็ไม่ปาน นิพนธ์ถามอะไรก็ไม่ตอบ เอาแต่จ้องนริศราจนนิพนธ์เห็นแล้วอดขำไม่ได้

“ไอ้เป็ง...” นิพนธ์กระตุ้นด้วยเสียงค่อนข้างดังทำให้เป็งสะดุ้งรับคำทันทีทันใด นิพนธ์ถามอีกครั้งว่าพ่อเลี้ยงกลับมาหรือยัง แต่เป็งก็ตอบไปคนละเรื่อง

“ได้ยินครับ...เดี๋ยวผมจะไปรดน้ำต้นไม้ครับ”

นิพนธ์กับนริศราหันมองกันยิ้มๆกับท่าทีเป๋อๆ เปิ่นๆของเป็ง

“ฉันถามว่าพ่อเลี้ยงกลับมาจากประชุมที่จังหวัดหรือยัง”

“ยังเลยครับ”

“ก็แค่นั้นแหละ เดี๋ยวไปตามทุกคนมาด้วยนะจะแนะนำให้รู้จักกับเลขาคนใหม่ของพ่อเลี้ยง”

เป็งรับคำแล้วรีบร้อนออกไป...ครู่เดียวก็กลับมาพร้อมคนงานกลุ่มหนึ่ง ทุกคนยืนเรียงหน้ากระดานมองหญิงสาวผู้มาเยือนด้วยสายตาชื่นชม ยกเว้นอยู่คนเดียวคือบัวเกี๋ยงสาวใช้คนสนิทของคุณเล็ก

นิพนธ์เริ่มแนะนำไปทีละคน “นี่แม่อุ้ยครับ เป็นแม่บ้านของพ่อเลี้ยง จะดูแลทุกอย่างในสำนักงานและบ้านพักของพ่อเลี้ยง ส่วนพรจะเป็นผู้ช่วยของแม่อุ้ย ลุงปั๋นเป็นผู้ช่วยผมที่จะคอยดูแลงานในไร่ ส่วนเป็งที่คุณนิดได้เจอแล้ว แกเป็นหลานของลุงปั๋น แต่จะมีหน้าที่รับใช้คอยดูแลทุกอย่างให้พ่อเลี้ยงครับ”

ทุกคนที่นิพนธ์แนะนำล้วนยิ้มแย้มแจ่มใสกับนริศรา คนที่อายุอ่อนกว่าก็ยกมือไหว้เธอด้วยความเคารพ นริศราเองก็ยิ้มทักทายกับทุกคนอย่างดี จนมาถึงบัวเกี๋ยงที่ยืนหน้าตึงไม่อยากจะสนใจ

“ส่วนบัวเกี๋ยงจะเป็นคนคอยดูแลคุณเล็กครับ”

“สวัสดีจ้ะบัวเกี๋ยง”

บัวเกี๋ยงแค่ยิ้มมุมปากแล้วเมินหน้าไปทางอื่น แม่อุ้ยเห็นเข้าก็ขัดใจ ถามบัวเกี๋ยงว่ามือเจ็บเหรอถึงยกไหว้ไม่ได้ บัวเกี๋ยงนึกเคืองแม่อุ้ยแต่ก็ยอมยกมือไหว้

นริศราไปที และว่าหมดธุระแล้วใช่ไหม ตนจะได้ไปทำงาน

พูดแล้วไม่รอคำตอบจากนิพนธ์ บัวเกี๋ยงเดินลิ่วออกไป ลุงปั๋นรีบแก้ต่างแทนอย่างเกรงใจนริศราว่า

“อย่าไปถือมันเลยนะครับ นังบัวเกี๋ยงมันชอบถือว่าเป็นคนสนิทคุณเล็ก”

“พี่บัวเกี๋ยงไม่ชอบใครแสดงว่าคนนั้นสวยค่ะ เขากลัวคนสวย” พรเสริมขึ้น

“ใช่ค่ะ เมื่อกี้เจ้าเป็งไปบอกว่าคุณสวย ฉันยังไม่อยากจะเชื่อ แต่พอมาเห็นกับตาคุณนี่สวยเหมือนนางฟ้านางสวรรค์เลย”

“แม่อุ้ยชมแบบนี้นิดเขินแย่ค่ะ”

“แม่อุ้ยพูดจริงๆครับ นอกจากเจ้าน้อยแล้วผู้หญิงสวยๆที่เป็นคนนอกแทบไม่เคยมีมาที่ไร่เลย” เป็งยืนยัน

“เอาละๆ เวลาคุยกันยังมีอีกเยอะ ใครมีอะไรก็ไปทำนะ” นิพนธ์ตัดบท ทุกคนจึงแยกย้ายกันไป

นริศรามองตามพลางเอ่ยชมว่าทุกคนที่นี่น่ารักจัง แต่นิพนธ์ท้วงว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินเลย ตอนนี้เราควรไปดูสถานที่ทำงานกันก่อนดีกว่า

นิพนธ์พานริศราเข้ามาในสำนักงาน เดินผ่านห้องรับแขกไปยังห้องทำงานที่มีโต๊ะใหญ่สองชุด

“ปกติพ่อเลี้ยงกับคุณเล็กจะทำงานในนี้ ตอนนี้คุณนิดมาทำงานแทนคุณเล็ก ก็คิดว่าคงจะนั่งโต๊ะตัวนั้นครับ”

นริศราเดินไปดูโต๊ะทำงานที่นิพนธ์ชี้บอก แล้วถามเขาว่า ตนต้องทำอะไรบ้าง

“เรื่องงานบนนี้ผมไม่ค่อยทราบหรอกครับ เดี๋ยวพ่อเลี้ยงกลับมาก็คงจะบอกคุณนิดเอง”

“เอ่อ...แล้วพ่อเลี้ยงเป็นคนดุไหม”

“ไม่ต้องกลัวหรอกครับ พ่อเลี้ยงเป็นคนทำงานเก่ง ขยัน เอาจริงเอาจัง อาจจะดูเข้มขวดไปบ้างแต่จริงๆแล้วใจดีมาก ใครได้รู้จักรักแกทุกคนครับ”

“นิดโชคดีจังที่ได้มาเรียนรู้งานกับคนเก่งอย่างพ่อเลี้ยง”

นริศรามองสำรวจรอบห้องแล้วก็ต้องสะดุดกับกรอบรูปที่วางบนโต๊ะทำงานของภูชิชย์ นิพนธ์สังเกตเห็นจึงเดินเข้ามาบอกเธอว่า

“นี่ไงล่ะครับรูปพ่อเลี้ยง”

นริศราหยิบกรอบรูปขึ้นมาดูแล้วอุทานด้วยความตกใจ “นายภูชิชย์!!” ทำให้นิพนธ์แปลกใจถามเธอว่ารู้จักพ่อเลี้ยงด้วยหรือ?

นริศราไม่ทันจะตอบ เสียงภูชิชย์ก็ดังขึ้นที่หน้าห้อง

“ไหนล่ะคนที่นายวัสส่งมา”

นริศราหันขวับไปทันที เป็นจังหวะที่ภูชิชย์เดินเข้ามาพอดี สองคนเผชิญหน้ากันด้วยความตกใจสุดขีด ต่างคนต่างอุทานอย่างคาดไม่ถึง ทำเอานิพนธ์ยืนงงเป็นไก่ตาแตก

หลังจากตั้งสติได้แล้ว ภูชิชย์ถามนริศราว่ามาที่นี่ได้อย่างไร คำตอบคือคุณวิทวัสส่งเธอมาทำงานที่นี่ นิพนธ์มองทั้งคู่สลับกันไปมาก่อนตัดสินใจแทรกขึ้นว่า

“ตกลงพ่อเลี้ยงกับคุณนิดรู้จักกันแล้วเหรอครับ”

“ไม่!!” สองคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน

“ฉันไม่รับเธอ กลับไปซะ...นิพนธ์ จัดการส่งผู้หญิงคนนี้กลับด้วย” ภูชิชย์สั่งการ...แต่นริศราเถียงทันควัน

“ฉันผ่านการสัมภาษณ์มาถูกต้อง คุณจะมาไล่ฉันง่ายๆแบบนี้ไม่ได้ ฉันจะฟ้องกระทรวงแรงงาน”

“ฮึ...ทำไมจะไม่ได้ในเมื่อฉันดูแล้วว่าเธอทำงานที่นี่ไม่ได้ ก็ถือว่าไม่ผ่านการทดลองงานไง แบบนี้ถูกกฎหมายไหม”

“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันจะทำไม่ได้”

“ก็ที่นี่มันงานสุจริต ไม่เหมือนงานประเภทหาเรื่องคนเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย นอกเสียจากว่าเธอคิดจะมาขุดทอง ซึ่งก็คงหมดหวังอีกเพราะฉันไม่ติดกับเธอเหมือนนายวัสแน่”

“นายภูชิชย์!!” นริศราคำรามด้วยความโกรธ

ภูชิชย์กลัวซะที่ไหน แนะนำให้เธอกลับกรุงเทพฯแล้วไปหลอกอาเสี่ยแก่ๆ รับรองเข้าทางเธอแน่ นริศราฟังแล้วยิ่งเดือด เงื้อมือตบเต็มแรงแต่เขาจับข้อมือเธอไว้ทัน

“นี่ไม่ใช่ละครนะ ถ้าเธอคิดจะตบแล้วจะให้ฉันจูบ”

หญิงสาวกระชากมือกลับ แล้วเปลี่ยนเป็นเอาส้นรองเท้ากระทืบไปที่เท้าเขาอย่างแรง ภูชิชย์เจ็บถึงร้องจ๊ากทรุดตัวลงกับพื้น แต่เท่านั้นเธอยังไม่หนำใจหยิบแฟ้มบนโต๊ะฟาดกระหน่ำเขาอีก จนนิพนธ์ต้องเข้ามาห้าม

“คุณนี่มันเป็นผู้ชายที่น่าขยะแขยงที่สุด!” นริศรา ด่าทิ้งท้ายแล้วผลุนผลันออกไปด้วยความโมโห ขณะที่ภูชิชย์มองตามด้วยความเจ็บใจ

ooooooo

เสร็จจากประชุมกลับมาถึงบ้าน เจ้าน้อยเพียรโทร.หาแต่ภูชิชย์ ครั้นทางนั้นไม่รับสายทำให้เธอยิ่งกระวน กระวายกลัวเขาจะโกรธบิดาของเธอที่มีเรื่องหักหน้ากันในที่ประชุมวันนี้

เจ้าเทพมงคลเดินมาเห็นท่าทีลูกสาว ถามว่าโทร.หาใคร เห็นโทร.อยู่นานแล้ว เจ้าน้อยอึกอักนิดหน่อยก่อนปดว่าโทร.หาเพื่อน แต่บิดาไม่เชื่อและคาดคั้นจนเธอต้องยอมรับเสียงอ่อยอย่างเกรงใจ ถึงกระนั้นก็ยังโดนบิดาตำหนิหลายคำก่อนว่าให้...ทำไมลูกเจ็บแล้วไม่จำ

เจ้าน้อยหน้าเสีย อยากจะอธิบายแต่เจ้าเทพมงคลไม่พอใจเดินหนีเข้าบ้านไปทันที เจ้าดาระกายืนฟังอยู่ด้านหลังจึงเดินเข้ามาเตือนลูกสาว

“น้อย แม่เข้าใจน้อยนะว่าลูกรักพ่อเลี้ยงมาก แต่ลูกก็ต้องเข้าใจเจ้าพ่อด้วยนะ ที่เจ้าพ่อไม่อยากให้ลูกไปยุ่งกับพวกไร่โน้น เพราะเจ้าพ่อท่านเห็นแล้วว่าถ้าลูกแต่งงานไป ลูกไม่มีวันจะได้รับความสุขแน่ๆ”

“แล้วจะให้น้อยอยู่โดยไม่มีภู น้อยจะมีความสุขเหรอคะ”

เจ้าดาระกาอึ้งเถียงไม่ออก ได้แต่ยิ้มน้อยๆแล้วเดินเข้าบ้าน เจ้าน้อยหันหลังไปมองทางไร่ภูชิชย์อย่างใช้ความคิด แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมากดอีกครั้งแต่ไม่มีคนรับสายอีก...

สาเหตุที่ภูชิชย์ไม่ได้รับสายเจ้าน้อยก็เพราะเขากำลังหัวเสียเรื่องพนักงานคนใหม่ที่น้องชายจัดส่งมา ในขณะที่นริศราก็หงุดหงิดเป็นบ้าแยกตัวไปโทร.หาวิทวัสจะไม่ยอมทำงานที่นี่ เพราะทนนิสัยแย่ๆของภูชิชย์ไม่ได้ วิทวัสรู้สึกงงมาก ถามแล้วถามอีกว่าพี่ภูน่ะเหรอนิสัยแย่

“ใช่ค่ะ ขอโทษนะคะถ้านิดจะพูดตรงไป  คำว่าแย่ที่นิดบอกยังน้อยไปด้วยซ้ำ”

“ผมว่าคงมีอะไรเข้าใจผิดกัน  เดี๋ยวขอผมคุยกับพี่ภูก่อนนะครับ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ยังไงนิดก็จะกลับ”

“คุณนิดครับ ผมรู้ว่าคุณนิดเหนื่อยกับการหางานมาไม่รู้กี่ที่แล้ว ถ้าคุณนิดมีทางไปผมก็ไม่ว่า แต่ถ้ายังไม่มีทำไมไม่อดทนทำงานนี้ไปก่อน คุณนิดอาจจะเลือกงานได้ แต่จะเลือกผู้ร่วมงานให้ได้อย่างใจคงยากใช่ไหมครับ”

หญิงสาวฟังเหตุผลของเขาแล้วนิ่งไปอย่างครุ่นคิด

“คุณนิดครับ ยังฟังผมอยู่หรือเปล่า” เสียงวิทวัสกระตุ้นมา นริศรายังไม่ทันตั้งหลักจึงยืนยันคำเดิมไปว่า เธอทำงานที่นี่ไม่ได้แล้วจริงๆ กระทั่งวิทวัสพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่อีกครู่ เธอถึงรับปากไม่ลาออก แต่ขอร้องอย่างหนึ่งว่าอย่าบอกเรื่องของเธอให้ภูชิชย์รู้ เพราะถ้าเขารู้ว่าเธอยังเรียนไม่จบ เขาคงยิ่งดูถูกเธอมากกว่านี้แน่

ด้านภูชิชย์นั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่อีกทาง เขาบ่นกับวิทวัสด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวสุดๆ

“ปากดี เถียงฉอดๆๆ ขาดการเคารพเจ้านาย นี่ขนาดยังไม่ทำงานด้วยกันนะ ยังทำร้ายฉันขนาดนี้”

“ก็พ่อเลี้ยงไปหาเรื่องเขาก่อนนี่ครับ”

“นิพนธ์ นี่คุณเห็นยัยนั่นดีกว่าผมเหรอ”

“พ่อเลี้ยงครับ การที่คุณวัสเลือกคุณนิดมา  แสดงว่าคุณวัสต้องเห็นแล้วว่าเธอจะทำงานกับเราได้ พ่อเลี้ยงน่าจะให้คุณนิดทำไปก่อน ไม่นานคุณเล็กก็กลับมาแล้วนะครับ”

ภูชิชย์หยุดคิดนิดหนึ่งก่อนบอกนิพนธ์ว่าตนขอคิดดูก่อน นิพนธ์ไม่พูดอะไรอีก นอกจากค้อมศีรษะแล้วเดินออกไป

“นี่น่ะเหรอคัดมาอย่างดี มีนอกมีในอะไรกันหรือเปล่าก็ไม่รู้” ภูชิชย์บ่นพึมพำ แล้วย้อนนึกถึงตอนไปเจอวิทวัสที่กรุงเทพฯแล้วเห็นท่าทีน้องชายแปลกๆ โดยเฉพาะตอนรับโทรศัพท์เหมือนมีลับลมคมใน แถมยังกลับบ้านดึกบ่อยจนน่าสงสัย พอเขาซักถามวิทวัสก็เอาลูกค้ามาอ้างทุกที

“หรือว่าจะเป็นคนนี้ที่นายวัสแอบคบอยู่” ภูชิชย์คิดเองเออเอง...แล้วพอโทรศัพท์มือถือดังขึ้นเห็นเป็นเบอร์วิทวัสโทร.เข้ามา ก็เลยคิดไปเองอีกว่า “ยัยนั่นคงฟ้องหมดแล้วล่ะสิ”

เมื่อเขารับสายจากน้องชาย ปรากฏว่าทางนั้นพูดไปหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี

“งานนี้โดนจัดหนักเลยนะครับพี่ภู”

“นายเลือกคนแบบนี้มาได้ยังไง ดูแวบแรกก็รู้ว่าเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ”

“นั่นไง...พี่ไปดูถูกเขาจริงๆด้วย ผมว่าพี่ภูลองให้เธอทำงานดูก่อนแล้วค่อยตัดสินเธอดีไหมครับ”

“ทำไมนายหนุนยัยนริศรานั่นนักนะ เขาเก่งมาจากไหน ฉันขอรู้ประวัติยัยนั่นอย่างละเอียดหน่อยซิ”

วิทวัสนิ่งอึ้ง นึกถึงที่คุยกับนริศราเมื่อครู่ พอภูชิชย์รุกเร้ามาอีก เขาจึงบ่ายเบี่ยงว่า

“เอาน่าพี่ภู ผมมั่นใจว่าคุณนิดจะทำงานให้เราได้ พี่ภูให้โอกาสเธอหน่อยแล้วกันนะครับ ถือว่าผมขอร้อง ตกลงตามนี้นะครับ” วิทวัสพูดจบก็รีบวางสายโดยที่พี่ชายยังไม่ทันตั้งตัว ได้แต่ร้องเฮ้ย แล้วก็บ่นอุบด้วยความสงสัย

“ยัยนริศรานี่ต้องเป็นผู้หญิงของนายวัสมาล่าสมบัติแน่ๆ ก็ดี...พี่จะทำให้นายเห็นว่ายัยนี่ไม่เหมาะกับนาย”

คิดดังนั้นแล้ว ภูชิชย์รีบร้อนออกไปจากห้องทำงาน เห็นนิพนธ์กับนริศรากำลังขึ้นรถ  เขาเดินตรงดิ่งไป

ถามนริศราว่าจะไปไหน นริศราไม่ตอบแต่มองหน้านิพนธ์อย่างขอความเห็น เพราะเธอไม่รู้ว่านายบ้าอำนาจคนนี้จะมาไม้ไหนอีก

“ผมจะพาคุณเขาไป...” นิพนธ์ยังพูดไม่ทันจบ ภูชิชย์ก็สวนขึ้นมาว่า

“แค่นี้ก็ไม่อดทน จะกลับง่ายๆอย่างนี้น่ะเหรอ เสียแรงที่น้องฉันอุตส่าห์เลือกมา”

นริศราฟังแล้วงง ภูชิชย์มองเธออย่างเยาะหยันกึ่งสมเพช บอกให้เลิกทำหน้างงเสียที เห็นแล้วมันหงุดหงิด ถ้าเธอยังจะกลับก็เชิญ แต่ถ้าไม่ก็เริ่มงานพรุ่งนี้ได้เลย

“ใครว่าฉันจะกลับ เดี๋ยวนี้งานหาได้ง่ายๆซะที่ไหน ถ้าไม่อดทนก็อดตายกันพอดี”

“อ้าว แล้วนี่...” ภูชิชย์ชะงัก

“คือว่าผมจะพาคุณนิดไปกินข้าวในเมือง  ให้คุณเขาสบายใจก่อนแล้วค่อยกลับมาน่ะครับ”

คำตอบของนิพนธ์ทำเอาภูชิชย์หน้าแตกชนิดหมอไม่รับเย็บ แต่ก็ยังพยายามเก็บอาการไว้เพื่อรักษาฟอร์ม...นริศราสะใจแกล้งยิ้มกวนๆ ขณะกล่าวขอบคุณเขาที่รับเธอเข้าทำงาน

“ที่ฉันรับเพราะรู้ว่าไม่เกินเดือนเธอก็จะต้องมาลาออกเอง”

“ฉันอยู่เกินแน่ และคุณจะต้องมาขอโทษที่เคยดูถูกฉัน”

“วันที่ฉันขอโทษเธอน่ะเหรอ...คงยาก  แต่ไอ้วันที่เธอจะมาลาออกกับฉันน่ะมีแน่”

ภูชิชย์กับนริศราโต้กันไปมาพลางจ้องหน้าท้าทายแบบไม่มีใครยอมใคร นิพนธ์เห็นแล้วถึงกับแอบถอนใจ

ooooooo

ทางกรุงเทพฯ พิสุทธิ์พยายามโทร.หานริศราแต่เธอปิดเครื่อง ทำให้เขากระวนกระวายด้วยความเป็นห่วง บ่นงึมงำโดยไม่รู้ว่ามารดายืนมองอยู่ข้างหลัง สีหน้าเธอหงุดหงิดไม่ชอบใจ เดินอ้อมมาเค้นถามลูกชายว่า เมื่อเช้าแอบไปไหนมา

“ผมไม่ได้แอบครับ แค่ไปส่งนิดที่สนามบิน เขาได้งานที่ลำพูนครับ”

“จริงเหรอลูก ดี...จะได้อยู่ห่างๆลูกแม่หน่อย”

“คุณแม่ไม่ชอบนิดเขามากเลยเหรอครับ”

“โป๊ะ...ยังมีผู้หญิงดีๆอีกเยอะให้ลูกแม่เลือก อย่าไปยุ่งกับแม่ผู้ดีตกยากนี่เลยนะ”

“แต่นิดเขาเป็นคนดีนะครับ”

“ดีจริงเหรอ ไม่ทันไรก็คิดเกาะลูกแล้ว คุณพ่อกับแม่ตกลงกันแล้วว่าจะให้ลูกอยู่ห่างๆเขา”

“คุณพ่อคุณแม่ส่งผมไปเรียนไกลเพื่อให้รู้จักดูแลตัวเองใช่ไหมครับ...เรื่องที่ผมจะคบใครผมก็ขอเลือกเองนะครับ” เขาพูดนิ่มๆ แล้วยิ้มบางๆให้มารดาก่อนเดินเลี่ยงไปอย่างนอบน้อม

ooooooo

ถึงเวลาที่ภูชิชย์ต้องแนะนำตัวนริศราต่อคนงานในไร่อย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าเขาแกล้งเธอด้วยการประกาศกับคนงานว่า นริศราคือผู้จัดการไร่คนใหม่แทนนิพนธ์ที่เขาจะย้ายไปทำเอกสาร

“แต่คุณวิทวัสบอกว่าฉันจะทำงานเอกสารนี่คะ”

“ไง...ทำไม่ได้เหรอ ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไป”

“นี่คุณแกล้งฉัน...” นริศราจะโวย...ภูชิชย์รีบกระซิบเตือนด้วยสีหน้าหยันๆ

“ โวยวายมากระวังคนงานรู้นะว่าเธอไม่มีน้ำยา”

ตอนที่ 3

เสียงไก่ขันด้านนอกผสมผสานกับเสียงนาฬิกาปลุกในห้องพรที่บ่งบอกเวลาว่าตีสี่ครึ่ง พรผุดลุกขึ้นอย่างเคยชิน ทว่านริศรายังนอนหลับปุ๋ยไม่หือไม่อือ แถมพอถูกพรปลุกเธอก็บอกว่ายังเช้าไป เดี๋ยวตื่นเอง อยู่ที่นี่รถไม่ติดเหมือนกรุงเทพฯ

พรไม่รู้จะพูดยังไง ผละออกไปจัดการกับตัวเองเสร็จเรียบร้อยภายในเวลาครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ถืออุปกรณ์ทำความสะอาดมุ่งหน้าไปบ้านภูชิชย์ เป็นจังหวะที่เจ้าของบ้านแต่งตัวเตรียมออกไปไร่เดินลงมาจากชั้นบนพอดี

ภูชิชย์ซักถามพรครู่หนึ่งก็รู้ว่านริศรายังไม่ตื่น เขาตรงดิ่งไปเอาเรื่องเธอถึงห้องนอน ดึงผ้าห่มที่คลุมโปง ออกด้วยอาการฉุนเฉียว

“อะไรของคุณเนี่ย เข้ามาได้ยังไง นี่มันบ้านพักคนงานหญิงนะ หรือว่า...ไม่นะ คิดจะปล้ำฉันเหรอ”

“โอ๊ย...ไปกันใหญ่แล้ว ฉันมาปลุกเธอต่างหาก”

“โกหก คนอย่างคุณน่ะเหรอจะมาปลุกฉัน ปลุกฉันแล้วทำไมมาคนเดียว เรียกพรก็ได้นี่”

ภูชิชย์ขยับตัวนิดเดียวก็เห็นพรยืนอยู่ข้างหลัง นริศรา ยังงงๆ มองนาฬิกาแล้วถามว่า มาปลุกทำไมซะเช้าเลย

“ฉันให้เวลาเธอสิบห้านาที รีบลงไปหาฉันที่โรงรถแทรกเตอร์” สั่งเสร็จภูชิชย์ก็หันกลับออกไปด้วยความโมโห นริศรามองตามตาขุ่น เอ่ยกับพรว่า

“พ่อเลี้ยงเขาบ้าหรือเปล่า มาแกล้งปลุกฉันตอนนี้”

“ไม่บ้าหรอกค่ะคุณนิด ปกติงานในไร่ก็เริ่มตีห้าค่ะ”

“ฮ้า! ตีห้า!!” หญิงสาวอุทานหน้าตาตื่นหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ลุกขึ้นคว้าผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟันมั่วไปหมดแล้ววิ่งพรวดออกจากห้อง พรมองตามละเหี่ยใจ บ่นกับตัวเองว่า สงสัยถ้าจะไม่ปิ๊งกันอย่างพี่บัวเกี๋ยงมันว่า...

ฟ้ายังไม่สว่าง นริศราวิ่งกระหืดกระหอบมาหาภูชิชย์ที่บริเวณโรงรถแทรกเตอร์

“พ่อเลี้ยงคะ ฉันขอโทษ ฉันนึกว่างานที่นี่ก็เริ่มแปดโมงหรือแปดโมงครึ่งเหมือนงานทั่วไป”

“ก็ยังดีที่คุณไม่นึกว่าจะมีรถไฟใต้ดินมาที่ไร่ผม”

“นี่พ่อเลี้ยง ฉันก็ขอโทษแล้วไง ก็คนไม่รู้นี่”

“ไม่รู้แล้วทำไมไม่ถาม”

“ฉันถามคุณนิพนธ์แล้ว แต่เขาบอกให้ฉันรอคุณสั่ง”

“ก็เลยนอนรอสบายใจ ไม่คิดจะถามหรือสงสัยบ้างเหรอว่าทำไมคนอื่นเขาตื่นกี่โมง”

“ฉันไม่ทันคิด” นริศราเสียงอ่อย

“แสดงว่าเธอขาดคุณสมบัติในการทำงานร่วมกับผู้อื่น หวังว่าฉันคงจะได้เห็นข้อเสียข้ออื่นๆของเธออีกนะ”

ภูชิชย์ผละไปดูรถแทรกเตอร์ นริศรามองตามกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจ แล้วตัดสินใจเดินตามมาถามเขาว่า จะให้ตนเริ่มงานจากอะไร

ปรากฏว่าเขาให้เธอขับรถแทรกเตอร์สำรวจไร่ นริศราหน้าเหวอ ภูชิชย์ได้ทีถามเยาะเย้ย

“ทำไม? ขับไม่เป็นใช่ไหม ก็นึกอยู่แล้ว”

นริศราจ้องเขาด้วยความหมั่นไส้แล้วมองสำรวจรถคร่าวๆ ก่อนตัดสินใจประกาศก้อง

“ฉันขับเป็น มันก็เหมือนขับรถนั่นแหละ ไม่เห็นจะยากเลย”

นริศราขึ้นขับรถแทรกเตอร์อย่างทุลักทุเล โดยมีภูชิชย์นั่งข้างๆ ด้วยความไม่เคยขับมาก่อน ทำให้นริศราบังคับรถที่ทั้งใหญ่และหนักไม่ไหว อีกทั้งเบรกมือก็ใช้งานไม่ได้ ทำให้รถแฉลบลงข้างทางชนต้นไม้ก่อนหยุดนิ่ง เธอและเขากระเด็นตกคลองเปียกปอนด้วยกันทั้งคู่

คนงานตกใจรีบมาช่วยดึงทั้งคู่ขึ้นจากน้ำ โชคดีที่เจ็บตัวกันนิดหน่อย แต่ภูชิชย์ก็หัวเสียมาก ดุนริศราต่อหน้าคนงาน

“เธอนี่มันไร้ประสิทธิภาพจริงๆ อย่าว่าแต่หนึ่งเดือนเลย ต่อให้หนึ่งปีก็คงทำงานที่ไร่นี้ไม่ได้”

นริศราทั้งโกรธทั้งอับอาย เห็นคนงานเริ่มซุบซิบกันเธอก็ยิ่งหน้าเสีย ลุงปั๋นมองเธออย่างสงสาร แต่ภูชิชย์ยังพูดถากถางให้เธอเสียใจอีกว่า

“ฉันว่าเธอไปปลูกถั่วงอกเถอะ อาจจะพอทำได้บ้าง”

นริศราตาแดงๆเกือบร้องไห้ แต่ข่มใจอดกลั้นไม่ให้น้ำตาไหล หลังจากนั้นพรกับแม่อุ้ยพาเธอไปพักในศาลาและเอายาแก้ฟกช้ำมาทาให้

“เฮ้อ...พ่อเลี้ยงน่าจะสอนขับสักหน่อย กลับให้ไปขับเลย ใครมันจะไปทำได้” เสียงบ่นของแม่อุ้ยสะดุดหูบัวเกี๋ยงที่กำลังเดินเข้ามา เธอยิ้มเยาะและดูแคลนนริศราอย่างสะใจ

“ก็เพราะคุณเล็กไม่ได้เลือกไง ถึงได้คนที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างมาแบบนี้ แถมยังทำให้พ่อเลี้ยงเกือบตาย เห็นทีไร่สุพัฒนาจะพินาศก็ฝีมือเธอนี่แหละ”

“พี่บัวเกี๋ยง ฉันว่าพี่พูดเกินไปแล้วนะ” พรปกป้องนริศรา แต่บัวเกี๋ยงเถียงทันทีว่า เกินไปที่ไหน  คนงานเขาพูดกันทั่วแล้วว่าไม่นานผู้จัดการไร่คนใหม่ก็ต้องไป นริศราไม่ชอบใจลุกขึ้นดึงแขนบัวเกี๋ยงที่กำลังจะลอยหน้าจากไป

“บัวเกี๋ยง ฉันไม่รู้ว่าทำไมเธอไม่ชอบฉัน แต่ถ้าฉันทำอะไรให้เธอไม่พอใจก็บอกฉันได้นะ ฉันพร้อมจะขอโทษและปรับความเข้าใจกับเธอถ้าฉันผิด”

“อู๊ย...ไปขอโทษมันทำไมคะคุณนิด คนแบบนี้หนูยังไม่อยากจะเรียกมันว่าพี่เลย”

บัวเกี๋ยงหันขวับมาจ้องพรเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ แม่อุ้ยรีบดึงพรเอาไว้ จุ๊ปากปรามไม่ให้ยุ่ง

“ฉันมาทำงานที่นี่ต้องอยู่ร่วมกับทุกคน ฉันก็อยากเข้ากับทุกคนให้ได้” นริศรากล่าวอย่างใจเย็น แต่บัวเกี๋ยงก็ยังยียวนอีกว่า

“วิธีเดียวที่จะทำให้ฉันชอบเธอได้ ก็คือไปจากที่นี่ซะ”

“อีบัวเกี๋ยง มันจะมากไปแล้วนะ” พรฉุนจัด

“ก็มาถามฉันเองนี่ ว่าไง ฉันบอกแล้วทำให้ฉันได้หรือเปล่า” บัวเกี๋ยงจ้องหน้านริศราท้าทายอย่างไม่ลดราวาศอก นริศราตอบเด็ดขาดหนักแน่น

“ไม่ได้ เพราะที่ฉันถามก็เพื่อปรับความเข้าใจกับเธอ แต่ไม่ใช่ให้เธอมาสั่ง”

“งั้นก็อย่าหวังว่าฉันจะชอบคุณ” บัวเกี๋ยงหันกลับแต่นริศราตามมายืนขวางหน้าไว้

“ในเมื่อฉันทำดีกับเธอแล้วเธอไม่ดีด้วย ต่อไปนี้ก็อย่ามาล้ำเส้นฉัน” นริศราจ้องหน้าเอาเรื่อง บัวเกี๋ยงเจ็บใจแต่ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่สะบัดสะโบกกลับไปนั่งหน้าหงิกงอที่บ้านพักคนงานหญิง

สักครู่ ผลเดินเข้ามานั่งคุย บัวเกี๋ยงฟังผลพูดแล้วยิ่งโมโหหนักขึ้นไปอีก

“โมโหคุณนิดเหรอ แต่พี่ว่าเอ็งก็ทำเกินไป คุณนิดเขาเป็นถึงผู้จัดการไร่ เขามีความรู้ มีการศึกษามากกว่าพวกเรา แล้วเอ็งไปทำกร่างเหยียบหัวเขาอย่างนั้นน่ะ เขาก็ต้องโกรธ”

“นี่ตกลงจะอยู่ข้างฉันหรือข้างมัน” บัวเกี๋ยงแว้ดใส่

“พี่ก็พูดไปตามที่เห็น”

“ฉันไม่สนหรอกว่ามันเป็นใคร คุณเล็กเกลียดใครฉันก็เกลียดด้วย”

“คุณเล็กเขาบอกเอ็งแล้วเหรอว่าเขาเกลียดคุณนิด”

“คุณเล็กเป็นนายฉัน...ทำไมจะไม่รู้ใจเธอ”

“แค่รู้ใจคุณเล็กก็ดี เพราะพี่กลัวเอ็งจะเกลียดเพราะสาเหตุอื่น”

บัวเกี๋ยงหน้าเจื่อนไปนิดเพราะถูกดักคอ แต่รีบกลบเกลื่อน หาว่าผลพูดบ้าๆ ตนจะมีสาเหตุอะไรอีก...เห็นสาวเจ้าโกรธ ผลรีบเข้ามาโอ๋และขอโทษที่คิดระแวงไปเอง บัวเกี๋ยงเลิ่กลั่กมองซ้ายขวาแล้วผลักผลออกห่างเพราะกลัวใครมาเห็น

ส่วนวิทวัสที่กรุงเทพฯ พอทราบจากพี่ชายที่โทร.มาเล่าเหตุการณ์ที่ไร่ก็ตกอกตกใจ ย้ำอีกครั้งไปว่าตนส่งนริศราไปทำงานเอกสารตามคำขอของพี่ ไม่ได้ให้เธอไปเป็นผู้จัดการหรือขับรถแทร็กเตอร์

“ก็ประวัติอะไรของยัยนั่นนายก็ไม่ส่งไม่บอกฉันสักอย่าง จะให้ฉันไว้ใจมาทำงานเอกสารได้ยังไง ฉันก็ต้องให้นิพนธ์ทำแทนสิ”

“โธ่...พี่ภู แบบนี้มันแกล้งกันชัดๆ”

“ไม่รู้ล่ะ...จะส่งประวัติให้ฉันได้หรือเปล่า”

วิทวัสไม่ยอมแน่เพราะรับปากนริศราไว้แล้ว จึงแกล้งทำเป็นสัญญาณไม่ดี บอกว่าจะโทร.ไปใหม่ แล้วรีบกดวางสายหนีทันทีเลย

“นายวัส คิดว่าพี่รู้ไม่ทันนายหรือไง แต่ก็แปลกทำไมนายวัสต้องปกปิดประวัติยัยนิดพิษเยอะนั่นด้วย หรือว่าจะแอบจดทะเบียนกันแล้ว” ภูชิชย์บ่นด้วยความสงสัย

ระหว่างนั้นนิพนธ์เดินหน้าตื่นเข้ามาหาภูชิชย์ ถามข่าวที่นริศราขับแทร็กเตอร์ตกคลอง แถมแสดงความห่วงใยเธออย่างมาก แต่ไม่ห่วงภูชิชย์บ้างเลย...แล้วนิพนธ์ก็รีบเดินไปหานริศราที่ยืนดูลุงปั๋นซ่อมรถแทร็กเตอร์

“คุณนิดเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ผมขอโทษนะครับที่ไม่ได้มาแนะนำงาน เพราะคิดว่าพ่อเลี้ยงจะสอนคุณนิด แต่ไม่คิดว่าวันแรกก็จะเป็นแบบนี้”

“อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ นิดเองก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก”

“สายเบรกมันขาดนี่ครับ อย่างนี้ใครขับก็ชนทั้งนั้น” ลุงปั๋นเงยหน้าขึ้นมาบอก นริศรากับนิพนธ์รีบเข้าไปดู ปรากฏว่าสายเบรกขาดจริงๆ นิพนธ์จึงอาสาไปอธิบายกับพ่อเลี้ยงเอง

“ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ มันดูเหมือนเป็นการแก้ตัวซะเปล่าๆ สู้นิดพิสูจน์ด้วยผลงานดีกว่า”

“เอ้า ถ้างั้นผมจะสอนขับไอ้เจ้าแทร็กเตอร์นี่พร้อมทั้งการติดอุปกรณ์ของมันด้วย คุณจะได้ใช้มันเป็นอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์”

นริศรารีบขอบคุณและยิ้มรับน้ำใจไมตรีของนิพนธ์...

ด้านคุณเล็กที่ยังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ วันเดียวกันนี้มัลลิกาแวะมาเยี่ยม ปรากฏว่าเธอโดนคุณเล็กอาละวาดใส่อีกครั้งฐานขัดคำสั่งไม่ยอมไปอยู่ไร่ที่ลำพูน ขนาดใจดียกพี่ภูให้ก็ยังไม่เอา

“โอเค...ถ้าคุณเล็กจะโกรธก็ตามใจ แต่มอลลี่สารภาพตรงๆนะ พี่ภูถึงจะหล่อกว่าพี่วัส แต่จะให้มอลลี่ไปอยู่ป่าอยู่เขา มอลลี่ก็รับไม่ไหวนะ แล้วมอลลี่ก็ไม่ชอบพี่ภูเท่าพี่วัสด้วย”

“อะไรนะ นี่มอลลี่ชอบพี่วัสเหรอ ฉันก็ยังแอบคิดอยู่แล้วเชียว”

“แหม...พี่ภูน่ะภาพรวมสู้พี่วัสก็ไม่ได้ พี่วัสทั้งเนี้ยบ เท่ ดูคูลดี แล้วพี่วัสเสนอให้มอลลี่เป็นเลขาเอง แสดงว่าเขาอาจจะมีใจให้มอลลี่ก็ได้นะ”

คุณเล็กนิ่งคิด มองสำรวจเพื่อนสนิทอย่างถี่ถ้วน “ก็ดีเหมือนกัน จะว่าไปเธอก็นิสัยยังไม่ถูกใจฉันร้อยเปอร์เซ็นต์ เอาพี่วัสไปน่ะเหมาะแล้ว นิสัยไม่ดีทั้งคู่”

“จ้ะ ขอบใจที่อนุญาต แล้วยัยนริศราที่พี่วัสส่งไปมันเป็นใคร”

“มันจะเป็นใครก็ช่าง แค่ได้ยินชื่อฉันก็เกลียดมันแล้ว” คุณเล็กตาวาววับ คว้าแก้วขว้างลงพื้นจนมัลลิกาสะดุ้งตกใจ

ooooooo

เมื่อวิทวัสไม่ยอมส่งประวัติของนริศรามาให้ ภูชิชย์จึงขอไปที่ฝ่ายบุคคลของบริษัทโดยตรง แต่ปรากฏว่าทางนั้นก็ไม่เคยได้จากวิทวัสเหมือนกัน ทำให้ภูชิชย์สงสัยนักหนาว่าทำไมน้องชายต้องปกปิดประวัติของนริศราขนาดนี้ด้วย

ขณะครุ่นคิดสงสัยอยู่นั้น ภูชิชย์นึกบางอย่างได้ เขาวิ่งออกจากห้องทำงานกลับไปบ้านพักหยิบกระดาษถ่ายเอกสารลงบันทึกประจำวันจากโรงพักที่ระบุชื่อนามสกุลของนริศราไว้ชัดเจน แล้วนำข้อมูลนี้ไปเปิดเช็กข่าวในคอมพิวเตอร์ เจอข่าวพระราชทานเพลิงศพ พล.อ.ณัฐ และข่าวรายชื่อนักเรียนทุนรัฐบาลของ พ.อ.ณรงค์ ซึ่งนายทหารสองคนนี้นามสกุลเดียวกับนริศรา จึงสงสัยว่านริศราอาจเป็นญาติของพวกเขา

นิพนธ์ใช้เวลาไม่นานในการสอนนริศราขับรถแทรกเตอร์ เสร็จแล้วเขายังพาเธอดูไร่องุ่นและกาแฟกว้างใหญ่ พร้อมอธิบายกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นปลูก การดูแล การเก็บผลผลิต โดยเฉพาะกาแฟที่มีขั้นตอนเคร่งครัดมาก

“สาเหตุที่เราต้องตื่นเช้ามาเก็บกาแฟก็เพราะว่าเราจะต้องเอามาทำการสีเปียกก่อนเวลาสี่โมงเย็น เพื่อกันไม่ให้เกิดการบูดเปรี้ยวเพราะทำให้กาแฟมีกลิ่นหืน ซึ่งถ้าเราตื่นสายกระบวนการต่างๆก็จะล่าช้าตามไปด้วยน่ะครับ”

“คุณนิพนธ์นี่เก่งจังเลยนะคะ”

“ก็ผมเรียนจบมาทางนี้โดยตรงนี่ครับ ไม่ต้องห่วงครับ งานพวกนี้มันจะซ้ำๆกันทุกวัน คุณนิดทำงานไปสักระยะก็จับทางได้เอง” นิพนธ์เดินมาหยุดที่รถกระบะแล้วส่งกุญแจรถให้นริศรา “รถคันนี้เป็นรถประจำตำแหน่งผู้จัดการไร่ ตอนนี้มันเป็นของคุณนิดครับ”

“แล้วคุณนิพนธ์จะใช้อะไรล่ะคะ”

“ที่สำนักงานจะมีรถอีกคันไว้ใช้ทำธุระครับ”

สองคนขึ้นรถไปด้วยกันโดยนริศราเป็นคนขับ นิพนธ์ชี้นำพาชมทั่วไร่ แล้วมาหยุดบริเวณแปลงดอกไม้เหี่ยวเฉาเหมือนไม่ค่อยได้รับการดูแลเอาใจใส่

“ทำไมที่นี่มันเป็นอย่างนี้ล่ะคะ”

“ช่วงนึงคุณเล็กเธอเห่อดอกไม้ก็เลยให้คนทำสวนดอกไม้นี่ขึ้นมา แต่ไม่นานก็เบื่อเลยไม่มาสนใจอีกครับ”

“เสียดายนะคะ ถ้าได้รับการดูแลตรงนี้คงดูสวยสดชื่นมาก”

“พ่อเลี้ยงเคยบอกว่า อยากจะเปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นที่บริโภคได้ครับ”

“คนแบบนั้นจะไปรู้จักความสวยงามอะไร” นริศราบ่นพึมพำ นิพนธ์ได้ยินไม่ถนัดถามว่าพูดอะไร เธออึกอักเล็กน้อยก่อนตอบ “เอ่อ...คือนิดกำลังคิดว่าน่าเสียดายแปลงสวนดอกไม้นี้นิดอยากทำให้มันสวยงามมีชีวิตชีวาค่ะ”

“ก็ดีนะครับ”

“นิดทำได้เหรอคะ”

“ถ้าคุณนิดทำให้สวนนี้ให้คุณเล็กชอบได้รับรองพ่อเลี้ยงไม่กล้าขัดหรอกครับ”

นริศรามองดูแปลงดอกไม้ด้วยสายตาแวววาวมีความสุข

ooooooo

วิทวัสกำลังติดงานกับลูกค้าที่ห้องรับแขก มัลลิกานำเอกสารเข้ามาวางบนโต๊ะทำงานแล้วเผอิญได้ยินเสียงมือถือวิทวัสดังและเห็นชื่อโชว์ที่หน้าจอว่า “ดา” มัลลิกาแน่ใจว่าผู้หญิงจึงถือวิสาสะกดรับด้วยความอยากรู้ว่าเป็นใคร ทำให้รัชนิดาที่โทร.เข้ามาชะงักแปลกใจ

“เอ่อ...ขอสายคุณวิทวัสค่ะ”

“พี่วัสไม่ว่างรับสาย ไม่ทราบว่าใครโทร.มาคะ”

“ขอโทษนะคะ คุณเป็นเลขาคุณวิทวัสหรือเปล่าคะ”

“ค่ะ แต่จริงๆก็สนิทกันเป็นการส่วนตัวด้วย ไม่ทราบจะให้บอกพี่วัสว่าใครโทร.มาคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ไว้ดิฉันโทร.มาใหม่ดีกว่า” รัชนิดาวางสายทันที

“มีพิรุธนะเนี่ย” มัลลิกาพูดกับตัวเองอย่างสงสัยใคร่รู้

แล้วพอวิทวัสส่งลูกค้ากลับไปแล้ว มัลลิกาก็เสนอหน้าเอาโทรศัพท์มือถือมาคืนวิทวัส “เมื่อกี้มีผู้หญิงโทร.มาค่ะ เห็นชื่อว่าดา ใครคะ”

วิทวัสชักสีหน้าทันที เสียงแข็งใส่อย่างไม่พอใจ “ผมไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับโทรศัพท์ของผม”

“แหม...ก็มอลลี่เป็นเลขานี่คะ แต่ยัยนี่ก็แปลกนะคะพอถามว่าจะติดต่อเรื่องอะไร ก็ไม่ยอมบอก แล้วก็วางไปเลย คนอะไรเสียมารยาทมาก”

“คุณไม่มีสิทธิ์ไปว่าลูกค้าแบบนี้นะ”

“ลูกค้าเหรอคะ แล้วทำไมไม่โทร.หามอลลี่ที่เป็นเลขา ทำไมต้องโทร.ตรง”

“ผมไม่ได้จ้างคุณมาเป็นเจ้านายผมนะ” เขาตัดบทแล้วเดินหนี ทำให้มัลลิกายิ่งสงสัย หาว่าเขามีพิรุธเหมือนกัน

วิทวัสร้อนใจรีบออกไปพบรัชนิดาที่ธนาคารแห่งหนึ่งซึ่งเธอเป็นผู้จัดการ

“จริงๆก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่จะโทร.ไปบอกว่าบ่ายนี้ดาต้องไปพบลูกค้าแถวโรงเรียนยัยลูกหนู เลยจะแวะรับแกเลย คุณจะได้ไม่ต้องไป แต่ไม่คิดว่า...”

“มัลลิกาเขาเป็นเลขาใหม่ของผม เป็นเพื่อนกับคุณเล็กมาก่อน”

“มิน่า...เขาถึงพยายามถามคาดคั้นแบบนั้น”

“ดา...ผมขอโทษนะ”

“ไม่ต้องขอโทษดาหรอกค่ะ ดาเองก็ไม่ได้โกรธคุณมัลลิกา”

“ผมไม่ได้ขอโทษเรื่องนั้น แต่ผมขอโทษเรื่องที่คุณเป็นภรรยาของผมแท้ๆ แต่ต้องมาอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ เพียงเพราะกลัวคุณเล็กรู้”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่คุณยอมจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดาก็ถือว่าคุณให้เกียรติดามากแล้วนะคะ”

“อดทนหน่อยนะ ผมสัญญาว่าจะต้องทำให้คุณเล็กยอมรับดากับลูกของเราให้ได้ ดาจะต้องเป็นสะใภ้ของ

บริรักษ์กิจเกษตรอย่างมีเกียรติ” วิทวัสกล่าวจริงจัง แววตารักใคร่มั่นคงจนรัชนิดาสัมผัสได้ด้วยความซาบซึ้ง

ooooooo

นริศรามาขอใช้คอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงานนิพนธ์เพื่อส่งอีเมล์หาพี่ชาย ปรากฏว่าส่งไม่ได้ ซึ่งเธอไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่นิพนธ์เดาว่าพี่ชายของเธออาจเปลี่ยนแอดเดรส หญิงสาวฟังแล้วหน้าเศร้าทันที แต่บอกเขาว่าไม่เป็นไร ธุระไม่สำคัญเท่าไหร่

จากนั้นนิพนธ์ชวนเธอไปทานกลางวันด้วยกันที่ห้องอาหารกับพ่อเลี้ยง พอสองคนเดินไปถึง บัวเกี๋ยงจัดโต๊ะเสร็จพอดี แต่เธอรีบบอกนิพนธ์ว่า

“บัวเกี๋ยงจัดไว้สองที่สำหรับพ่อเลี้ยงกับคุณนิพนธ์เท่านั้นนะคะ”

“ก็จัดเพิ่มสิ คุณนิดมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการเท่ากับฉันก็ต้องทานอาหารที่นี่”

บัวเกี๋ยงเดินหน้างอออกไป สวนกับภูชิชย์ที่เข้ามาพอดี ภูชิชย์ถามนิพนธ์ว่าเมื่อเช้าหายไปไหน พอได้ยินคำตอบว่าไปสอนงานคุณนิด ภูชิชย์ทำสุ้มเสียงไม่พอใจตอกหน้านิพนธ์ว่า

“ฉันไม่ได้สั่งนี่”

นิพนธ์หน้าเสียตอบไม่ถูก นริศราเห็นใจเขารีบออกตัวว่า “คุณนิพนธ์เขามีน้ำใจมาช่วยฉัน ถ้าไม่ได้คุณนิพนธ์ ฉันก็คงไม่รู้งานสักที”

“แสดงว่าการที่ฉันจ้างเธอมานี่ นอกจากไม่ช่วยแบ่งเบางานแล้ว กลายเป็นว่างานที่เคยมีคนทำแค่คนเดียว แต่ต่อไปนี้ต้องใช้คนถึงสองคน”

“คุณนิพนธ์คะ นิดขอโทษ ต่อไปนี้คุณนิพนธ์ไม่ต้องไปสอนงานนิดแล้วนะคะ ถ้ามีปัญหาอะไรนิดจะมาถามคุณนิพนธ์เองดีกว่า” นริศราจะเดินออกไปแต่ภูชิชย์เรียกไว้

“เธอจะไปไหน ไม่กินข้าวเหรอ”

“ฉันจะไปทานที่โรงอาหาร พ่อเลี้ยงจะได้ไม่สิ้นเปลืองไงคะ”

“ตามใจ แต่ก่อนไป เธอกับฉันมีเรื่องต้องคุยกัน” ภูชิชย์เดินนำนริศราออกไป บัวเกี๋ยงถือถาดใส่จานข้าวเข้ามาก็ตรงรี่ไปถามซอกแซกกับนิพนธ์

“ตกลงพ่อเลี้ยงไม่ให้คุณนิดร่วมโต๊ะเหรอคะ เห็นเดินหน้าตึงกันออกไป”

“มีงานอะไรก็ไปทำไป” นิพนธ์เสียงแข็งอย่างไม่พอใจ

“งั้นบัวเกี๋ยงเก็บจานส่วนเกินนี่เลยนะคะ” บัวเกี๋ยงถือถาดกลับออกไปด้วยรอยยิ้มสะใจ กะว่านริศราต้องโดนพ่อเลี้ยงเล่นงานไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง

ในห้องทำงานภูชิชย์ นริศราท่าทีตกใจเมื่อเขาจู่โจมถามว่าเธอเป็นอะไรกับ พล.อ.ณัฐ และ พ.อ.ณรงค์ สุริยรักษ์

“ตกใจเหรอที่ฉันเจอญาติเธอ”

“เปล่าค่ะ ฉันกำลังนึกว่ามีญาติชื่อที่คุณพูดหรือเปล่า แต่ก็นึกไม่ออก”

“นึกไม่ออกทั้งๆที่นามสกุลเดียวกัน” เขาชูเอกสารบันทึกประจำวันยืนยัน “นางสาวนริศรา สุริยรักษ์”

นริศราพยายามเก็บอาการ แย้งว่าในประเทศไทยมีคนนามสกุลซ้ำกันเยอะไป

“แล้วชื่อเธอก็คล้องกับนายทหารทั้งสองคน ณัฐ ณรงค์ นริศรา”

“ฉันไม่รู้จักจริงๆค่ะ ถ้าฉันมีญาติเป็นนายพล คุณคิดเหรอว่าฉันจะยอมทนลำบากทำงานที่นี่ ถ้าคุณไม่เชื่อก็เชิญคุณไปถามทหารสองคนนั่นแล้วกัน นี่ก็เลยเที่ยงมาเยอะแล้ว ฉันขอไปทานข้าวนะคะ จะได้มีแรงทำงานให้คุณ”

นริศราลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ภูชิชย์ก้มมองกระดาษในมืออีกครั้งด้วยความเซ็ง

“แล้วจะไปสืบต่อยังไงวะ คนหนึ่งก็ตายไปแล้ว อีกคนก็เรียนอยู่เมืองนอก”

ส่วนนอกห้อง นริศรายืนอยู่หลังประตูหน้าจ๋อยๆ เธอพึมพำขอโทษพ่อกับพี่ชายที่จำเป็นต้องพูดไปแบบนั้น...

ooooooo

นริศรามากินข้าวที่โรงอาหารกับพวกแม่อุ้ย เธอบอกว่ากินที่นี่สบายใจกว่า ลุงปั๋นว่าดีเหมือนกัน คุณนิดกับคนงานจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น นายผลจับจ้องมองอยู่รีบไปหยิบน้ำมาเสิร์ฟผู้จัดการแล้วถือโอกาสย้ายจานข้าวของตนมานั่งใกล้ๆ จนนริศราต้องเขยิบหนี

“ผู้จัดการครับ เห็นคนงานบอกว่าผู้จัดการยังไม่คล่องงาน ถ้ามีอะไรเรียกใช้ผมได้นะครับ ผมยินดีช่วยผู้จัดการเสมอ” ผลส่งยิ้มหวาน ระหว่างนั้นบัวเกี๋ยงเดินเข้ามาเห็นพอดี

“พี่ผล พ่อเลี้ยงถามว่ารถเอาไปเช็กหรือยัง”

“พี่จะเอาไปเดี๋ยวนี้” ผลลุกเดินออกไปทันที บัวเกี๋ยงเดินตามหน้าตูม นริศราเห็นแล้วนึกสงสัยถามขึ้นว่า

“สองคนนั่นเขาเป็นแฟนกันเหรอ”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ พี่บัวเกี๋ยงดูเหมือนไม่ค่อยสนใจพี่ผล แต่พี่ผลคุยกับผู้หญิงสาวๆทีไร มันก็จะฟาดงวงฟาดงาแบบนี้แหละค่ะ” พรพูดเป็นต่อยหอย นริศราพยักหน้ารับรู้แต่ไม่ซักอะไรอีก

หลังอาหารมื้อนั้น เป็งพานริศราไปดูฟาร์มวัว สองคนเดินคุยกันไปเรื่อยจนถึงบ่อเก็บมูลวัว เป็งอธิบายว่ามูลพวกนี้เราจะมาพักไว้ที่บ่อเพื่อรอนำไปหมักทำปุ๋ย โดยเราจะทำให้เหลวก่อนนำไปใช้ นริศรารู้สึกเหม็นมากแต่พยายามเก็บความรู้สึก

จู่ๆ บัวเกี๋ยงเดินหน้าตึงเข้ามาขอคุยกับผู้จัดการ ไล่เป็งและคนงานแถวนี้ออกไปก่อน นริศรามองตามคนงานก่อนหันกลับมาพูดกับบัวเกี๋ยงด้วยความไม่พอใจ

“เธอน่าจะถามฉันก่อนนะว่าฉันจะคุยกับเธอหรือเปล่า ไม่ใช่มาไล่คนของฉันแบบนี้”

“ฉันจะมาเตือนคุณ”

“เตือนฉัน เรื่องอะไร”

“อยู่ที่นี่น่ะ ถ้าจะมาทำดัดจริตอ่อยผู้ชายไปทั่วระวังจะอยู่ไม่นาน”

“บัวเกี๋ยง...นี่เธอจะมาเตือนหรือมาด่าฉันกันแน่”

“ก็จริงไหมล่ะ ตั้งแต่มาก็อ่อยคุณนิพนธ์ คิดจะขึ้นไปจับพ่อเลี้ยงขอกินข้าวด้วย แต่เขาไม่สนก็เลยหันมาหาพี่ผล”

“บัวเกี๋ยง ตอนแรกฉันคิดว่าจะอธิบายให้เธอเข้าใจนะ แต่พอเธอพูดมาแบบนี้ ฉันเลยรู้ว่าคนที่โง่และจิตใจสกปรก ฉันไม่ควรจะยุ่ง” นริศราพูดจบก็จะผละไป บัวเกี๋ยงโกรธมากที่โดนด่า ปรี่เข้าตบนริศราทันที

นริศราตบคืนอย่างไม่ยอม สองคนแลกตบกันไปมาท่ามกลางเสียงเชียร์ของคนงาน นริศราสู้แรงบัวเกี๋ยงไม่ได้จึงคว้าถังตักมูลวัวสาดใส่ แต่บัวเกี๋ยงโดดหลบทัน มูลวัวถังนั้นเลยไปโดนภูชิชย์ที่โผล่เข้ามาพอดี

คนงานแตกฮือแยกย้ายไปโดยเร็ว เหลือแต่นริศรากับบัวเกี๋ยงที่ยืนตกใจทำอะไรไม่ถูก ภูชิชย์โกรธมากรีบกลับไปอาบน้ำชำระร่างกายหลายครั้งก่อนจะออกมาสะสางนริศรากับบัวเกี๋ยงที่ห้องทำงาน

“บัวเกี๋ยงแค่อยากจะเตือนคุณนิดว่าอยู่ที่นี่ต้องทำงานเอง   แต่คุณนิดก็มาด่าบัวเกี๋ยงว่าบัวเกี๋ยงโง่จิตใจ สกปรก”

“ไม่จริง ที่ฉันว่าเธอเพราะเธอมากล่าวหาว่าฉันมาจับผู้ชาย แล้วเธอก็เป็นฝ่ายตบฉันก่อน ฉันต้องป้องกันตัว”

“แล้วคุณมาด่าฉันทำไม”

“บัวเกี๋ยง เธอนี่มันอันธพาลจริงๆ ฉันทำงานของฉันดีๆ เธอมาหาเรื่องเองนะ”

“นี่ไงคะพ่อเลี้ยง มันด่าอีกแล้ว”

สองสาวเถียงกันลั่นจนภูชิชย์ต้องทุบโต๊ะสั่งให้หยุด แล้วเริ่มสอบสวนบัวเกี๋ยงว่ามีงานอะไรถึงต้องไปที่คอกวัว บัวเกี๋ยงอึกๆอักๆ ตอบว่าไม่มี ภูชิชย์จึงสั่งให้ขอโทษนริศราเดี๋ยวนี้

บัวเกี๋ยงสะบัดเสียงขอโทษนริศราด้วยความไม่เต็มใจ เสร็จแล้วเขาสั่งให้บัวเกี๋ยงออกไป แต่ผู้จัดการอย่าเพิ่งไปไหน

“พ่อเลี้ยงนะพ่อเลี้ยง นี่คงหลงเสน่ห์มันอีกคน นังนิด...ถึงแกจะสวยจะเป็นผู้จัดการ แต่อีบัวเกี๋ยงก็ไม่ยอมแพ้แกแน่” บัวเกี๋ยงเดินบ่นออกไป แล้วตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร.หาคุณเล็ก

ส่วนในห้อง นริศรากำลังถูกภูชิชย์ตำหนิ “เริ่มงานไม่ทันไรก็มีเรื่องซะแล้ว”

“แต่เมื่อกี้คุณก็ได้ยินว่าฉันถูกหาเรื่อง”

“เธอเป็นถึงผู้จัดการทำไมไม่ควบคุมอารมณ์”

“ควบคุมอารมณ์ของคุณหมายถึงต้องให้บัวเกี๋ยงตบเอาๆใช่ไหม”

“คิดเองสิ ว่าทำตัวยังไงถึงจะเรียกว่าเหมาะสมกับคำว่าผู้จัดการ เพราะถ้าเธอจัดการกับตัวเองยังไม่ได้ แล้วจะมาจัดการไร่ให้ฉันได้ยังไง หรือว่างานที่นี่มันจะยากเกินไปสำหรับเธอ”

นริศรามองหน้าภูชิชย์ด้วยความเจ็บใจ ด้านบัวเกี๋ยงที่โทร.ไปฟ้องคุณเล็กเรื่องนริศราคิดจะจับพ่อเลี้ยง คุณเล็กฟังแล้วเป็นฟืนเป็นไฟ ทั้งโกรธทั้งหวงพี่ชายจนกรีดร้องลั่นห้อง ก่อนสั่งบัวเกี๋ยงจัดการนริศราให้กระเด็นไปจากไร่เร็วที่สุด แล้วตนจะมีรางวัลให้อย่างงาม

ooooooo

แล้วแผนการกำจัดนริศราก็เริ่มต้นในเช้าวันถัดมา บัวเกี๋ยงยุยงคนงานให้แข็งข้อกับนริศรา อ้างว่าได้รับคำสั่งมาจากคุณเล็ก ถ้าใครช่วยเหลืออะไร ผู้จัดการคนใหม่ถือว่าขัดคำสั่งมีสิทธิ์ตกงานได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าใครทำให้คุณเล็กพอใจ อาจมีรางวัลให้อีกด้วย

พวกลุงปั๋นไม่สบายใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งคุณเล็ก ตลอดทั้งวันนริศราจึงโดนคนงานกลั่นแกล้งตามแผนการของบัวเกี๋ยง โดยมีนายผลเป็นตัวตั้งตัวตีทำให้ปั๊มน้ำเสีย และขโมยปุ๋ยที่ผสมไว้ไปหมดเกลี้ยง

นริศราไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร มาขอความช่วยเหลือจากลุงปั๋นไปซ่อมปั๊มน้ำก็ได้รับการปฏิเสธ คนงานอื่นๆก็เดินหนีกันลูกเดียว ปล่อยให้นริศราก้มๆเงยๆอยู่กับปั๊มน้ำคนเดียว

ภูชิชย์ขับรถมาถึงไร่กาแฟไม่เห็นคนงานสักคน แถมเครื่องมือก็วางเกะกะ เขาลงจากรถด้วยความโมโห เดินตรงไปหานริศราที่สาละวนอยู่กับสวิตช์ไฟ

“เธอไล่คนของฉันออกหมดหรือไง ทำไมไม่มีคนทำงานสักคน” ภูชิชย์ถามขุ่น

“ฉันน่ะเหรอจะไปกล้าไล่ใคร จะกราบให้มาทำงานยังไม่มีใครทำเลย”

“หมายความว่าไง”

“คนงานไม่ทำงาน เครื่องสูบน้ำเสีย ปุ๋ยหาย ฉันถามอะไร ขอความช่วยเหลืออะไรไม่มีใครให้ฉันได้สักอย่าง หรือนี่เป็นแผนพ่อเลี้ยงคะ”

“แผน...แผนอะไร”

“หาเรื่องไล่ฉันไง”

ภูชิชย์มองนริศราแต่ยังไม่พูดอะไร เดินไปดูที่ปั๊มน้ำ เช็กสวิตช์ ปลั๊ก ท่อ ซึ่งนริศราบอกว่าตนเช็กทุกอย่างหมดแล้ว

“มีอย่างหนึ่งที่เธอไม่ได้ดู”

“อะไร”

“ใช้น้ำมันด้วยเหรอ ทำไมที่บ้านฉันแค่ต่อท่อ เสียบปลั๊ก กดปุ่ม”

“เครื่องสูบน้ำเข้าไร่ก็ใช้ทั้งนั้น”

นริศรานิ่งอึ้ง ภูชิชย์มองสำรวจรอบๆ ก่อนเดินไปคุ้ยกองดินใกล้ๆ ปรากฏว่าเจอถังน้ำมันหมกอยู่ เขาหยิบมาเติมปั๊มแล้วกดปุ่ม สปริงเกิลทำงานทันใด น้ำพวยพุ่งออกมารดต้นไม้

จากนั้นเป็นเรื่องปุ๋ย เขาเดินนำเธอไปที่โรงปุ๋ย ขอเอกสารรายงานจากคนงานแล้วถามนริศราว่ารู้หรือไม่ว่าปุ๋ยชนิดไหนหมด นริศราอ้ำอึ้งตอบไม่ถูก เลยโดนเขาตำหนิไปอีก

“ถ้าเธออ่านรายงานพวกนี้ออก เธอก็คงไม่ถูกคนงานหลอก”

ตอนที่ 4

หลังจากบัวเกี๋ยงโทร.รายงานความเคลื่อนไหวภายในไร่ว่าเจ้าน้อยมาชวนภูชิชย์ไปกินข้าวเย็นที่บ้าน แถมยังชวนนิพนธ์กับนริศราไปด้วย คุณเล็กโกรธมากถึงกับโทร.จิกวิทวัสมาพบแล้วบอกว่าตนจะกลับไร่เดี๋ยวนี้

“แต่คุณหมอยังไม่อนุญาต แล้วคุณเล็กจะกลับได้ยังไง”

“คุณเล็กไม่สน ยังไงๆคุณเล็กก็จะกลับ อะไรกัน บอกจะให้คุณเล็กมาตรวจร่างกาย นี่คุณเล็กอยู่มากี่วันแล้วไม่เห็นทำอะไรสักอย่าง นอกจากหมอจะมาคุยๆๆๆๆ หมอที่นี่มันไม่มีเพื่อนหรือไงถึงชอบมาคุยกับคุณเล็กอยู่ได้”

“เอาอย่างนี้ดีไหม พี่ว่ารอให้ผลตรวจร่างกายอย่าง ละเอียดของคุณเล็กออกแล้วค่อยกลับนะ”

“บ้า...ตรวจร่างกายบ้าๆ คุณเล็กแค่เป็นโรคเครียด จะอะไรกันนักกันหนา ไม่รู้ล่ะ พี่วัสไปจัดการเรื่องกลับไร่ให้คุณเล็กด่วน”

วิทวัสเกาหัวแกร็กๆไม่รู้จะเอายังไงดี แต่ที่สุดก็ตัดสินใจทำบางอย่างเมื่อถูกน้องสาวตะคอกใส่

“ว่าไงล่ะพี่วัส ทำไมยืนเซ่ออยู่ได้”

“เอาล่ะ พี่คงต้องบอกความจริงกับคุณเล็กแล้ว”

“ความจริงอะไร”

วิทวัสแกล้งจับมือคุณเล็กประหนึ่งว่ารักน้องมาก “ก็อาการป่วยคุณเล็กยังไง คือพี่กับพี่ภูสงสัยกันว่าที่

คุณเล็กเครียดและปวดหัวบ่อยๆ มันอาจจะเกี่ยวกับ

มะเร็งสมอง”

“อะไรนะ! คุณเล็กเป็นอะไรนะ”

“มะเร็งสมองจ้ะ คุณเล็กน้องรักของพี่ พี่ว่า

ยอมให้หมอตรวจอย่างละเอียดดีกว่านะ”

คุณเล็กอึ้งเงียบไปทันที วิทวัสลุ้นตัวโก่งว่าน้องสาวจะว่าอย่างไร ปรากฏว่าคุณเล็กร้องไห้โฮโทร.ไปต่อว่าภูชิชย์ทำไมไม่บอกว่าน้องเป็นมะเร็งสมอง ทำเอาภูชิชย์งุนงงถามกลับจนคุณเล็กชักไม่แน่ใจ จ้องวิทวัสหน้าตาดุดัน วิทวัสถึงกับแอบพึมพำว่า พี่ภูอย่าทำแผนแตกนะ

พี่ภูไม่รู้เรื่องนี้เหรอคะ ก็ไหนพี่วัสบอกว่าที่คุณเล็กมาตรวจร่างกายที่นี่ ก็เพราะกลัวว่าโรคเครียดของคุณเล็กมันจะเกี่ยวกับมะเร็งสมอง”

“อ๋อ...เอ่อ...ก็ใช่นะ พี่ก็กลัวๆอยู่ ถึงให้คุณเล็กตรวจให้แน่ใจไง” ภูชิชย์กลับคำได้ทันท่วงที คราวนี้คุณเล็กเลยออดอ้อนใหญ่

“พี่ภูขา...พี่ภูมาอยู่กับคุณเล็กที่นี่เถอะนะคะ”

“พี่ก็อยากไปนะ แต่พี่ต้องทำงานดูแลไร่คุณเล็กก็รู้ ไว้พี่หายยุ่งแล้วจะรีบไปหานะครับ”

“ยุ่งเหรอ...พี่ภูยุ่งจะพาอีนังผู้จัดการใหม่ไปงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าน้อยใช่ไหม”

“คุณเล็กรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ”

“รู้สิ คุณเล็กขอสั่งห้ามพี่ภูไปงานนี้เด็ดขาด แล้วก็อยู่ห่างๆอีนังผู้จัดการไร่คนใหม่ด้วย ถ้าคุณเล็กรู้ว่าพี่ภูฝ่าฝืนคำสั่งของคุณเล็ก คุณเล็กจะฆ่าตัวตาย”

“คุณเล็กไม่เอาน่า มีเหตุผลหน่อย พี่รับปากเขาไปแล้ว”

“เห็นไหม...พี่ภูไม่รักคุณเล็ก พี่ภูอยากให้คุณเล็กตาย”

“คุณเล็กใจเย็นๆ เอาล่ะๆ พี่ไม่ไปแล้วครับ”

“จริงนะคะ” คุณเล็กยิ้มได้ อาการหอบหายเป็นปลิดทิ้ง กดวางสายด้วยความสะใจแล้วส่งโทรศัพท์คืนวิทวัส

“อารมณ์ขนาดนี้มะเร็งที่ไหนจะกล้าเข้าร่าง” วิทวัสแอบเม้าท์น้องสาว ส่ายหน้าเอือมระอา

ooooooo

ถึงเวลาเจ้าน้อยแวะมารับแขกพิเศษถึงบ้าน ซึ่งทุกคนเตรียมตัวพร้อมแล้ว แต่จู่ๆภูชิชย์กลับปฏิเสธที่จะไปร่วมงานเลี้ยงเพียงเพราะเชื่อคำขอร้องของคุณเล็ก ทำให้เจ้าน้อยหน้าจ๋อย ตาแดงๆแทบจะร้องไห้ นริศราที่ยืนอยู่กับนิพนธ์ทนไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้น

“ขอโทษนะคะ จะว่าฉันยุ่งก็ยอม แต่พ่อเลี้ยงน่าจะไปนะคะ”

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ อย่ายุ่ง” ภูชิชย์สวนทันควัน

“ฉันรู้ค่ะ แต่ฉันแค่รู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับเจ้าน้อย พ่อเลี้ยงรับปากเจ้าน้อยก่อนคุณเล็ก พ่อเลี้ยงก็ต้องรักษาคำพูดสิ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณนิด”

“เป็นสิคะเจ้า เป็นมากด้วย งานเลี้ยงรับเจ้าน้อยจัดทุกวันเหรอคะ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ควรพูดออกไป” นริศรามองหน้าภูชิชย์เขม็ง ส่วนนิพนธ์ก็เห็นด้วยกับนริศรา ภูชิชย์จึงไตร่ตรองใหม่แล้วเอ่ยปากขอโทษเจ้าน้อย ก่อนจับมือเธอออกไปขึ้นรถ

“แล้วคุณเล็กล่ะคะ” เจ้าน้อยยังกังวล แต่พอภูชิชย์บอกว่าเขาจะอธิบายกับคุณเล็กเอง เธอก็ยิ้มแย้มดีใจ หันไปสบตากับนริศราและนิพนธ์อย่างขอบคุณ

ครั้นทั้งหมดขึ้นรถออกไปแล้ว บัวเกี๋ยงโผล่ออกจากที่ซ่อน บ่นด้วยความโมโห “ทำไมมันเป็นอย่างงี้วะ โอ๊ย...จะทำไงถึงจะกำจัดนังเจ้าน้อยได้นะ”

“เอ็งมาทำอะไรตรงนี้วะบัวเกี๋ยง พี่ไปหาที่บ้านพักก็ไม่เจอ” เสียงนายผลดังขึ้นจนบัวเกี๋ยงสะดุ้งโหยง หันไปตวัดเสียงใส่

“ไปอะไรกันบ่อยๆล่ะ เดี๋ยวคนก็รู้หมดพอดี”

“อะไรของเอ็งอีกวะ พี่จะไปหาที่ห้องเอ็งก็ไม่ได้ เอ็งมาห้องพี่ก็ไม่ได้ ชักโมโหแล้วนะเว้ย พี่ว่าเราไปบอกคุณเล็กเถอะว่าเราเป็นผัวเมียกัน จะได้ขอย้ายไปอยู่บ้านพักครอบครัวอยู่กินอย่างเปิดเผยไปเลย”

“ไม่เอานะพี่ อยากตกงานหรือไง” บัวเกี๋ยงจะเดินหนีแต่ผลดึงแขนกระชากกลับมาแล้วจ้องหน้าเอาเรื่อง

“เอ็งกลัวตกงานหรือกลัวไม่ได้เป็นคุณนายไร่นี้กันแน่ อย่าคิดว่าพี่ดูเอ็งไม่ออกนะ ตั้งแต่คุณนิดมาอยู่เอ็งกลัวว่าพ่อเลี้ยงจะชอบคุณนิดใช่ไหม”

“พี่พูดอะไร ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นนะ ฉันก็แค่อยากเป็นคนสนิทของคุณเล็ก”

“ก็ได้วะ งั้นเชิญเอ็งไปอยู่กับคุณเล็กแล้วกัน” ผลไม่พูดเปล่า แต่จู่โจมกระชากเงินที่เอวบัวเกี๋ยงมาหมด “คนอุตส่าห์คิดถึง เอ็งก็มาทำเสียอารมณ์ ออกไปหาเหล้ากินดีกว่า”

บัวเกี๋ยงเสียดายเงินแต่ทำทีอ้อล้อห่วงใย ห้ามไม่ให้เขาไปกินเหล้า เดี๋ยวพ่อเลี้ยงจับได้พี่จะลำบาก แต่นายผลรู้ทัน ว่าให้ก่อนเดินจากไป “นึกว่าพี่ไม่รู้เหรอว่าที่พูดน่ะหวงเงิน”

“คอยดูนะ ฉันได้ดีเมื่อไหร่จะไล่แกออกเป็นคนแรกเลย ไอ้ผัวเฮงซวย” บัวเกี๋ยงแอบด่าลับหลัง

ooooooo

เมื่อเจ้าน้อยพาคณะภูชิชย์มาถึงบ้านซึ่งมีญาติผู้ใหญ่ฝ่ายบิดามารดาของเธอกลุ่มหนึ่งกำลังเสวนากันอย่างออกรส ปรากฏว่าเมื่อทุกคนเห็นภูชิชย์ ต่าง

ก็พากันลุกจากโต๊ะขอตัวกลับทันทีด้วยความไม่พอใจ โดยเฉพาะเจ้าเทพมงคลนั้นถึงกับเอ่ยปากกับเจ้าน้อยว่า พาพวกนี้มาทำไม?

เจ้าน้อยหน้าเสีย รีบพาแขกทั้งสามคนไปนั่งรอมุมหนึ่ง นริศราอึดอัดและสงสัยเอ่ยถามนิพนธ์ว่า ทำไมเจ้าพ่อเจ้าแม่ของเจ้าน้อยถึงไม่ต้อนรับพวกเรา

“นี่...เธอไม่รู้สักเรื่องจะได้ไหม” ภูชิชย์ตำหนิ

นริศราแล้วลุกขึ้นเดินหนีอย่างรำคาญ

นิพนธ์ฉวยโอกาสนี้กระซิบบอกนริศรา “ปัญหามันมีมานานแล้วครับ ไว้ผมจะเล่าให้ฟัง”

“โอเค...ได้ค่ะ แต่ตอนนี้ฉันแค่สงสัยว่าเราจะปล่อยให้เหตุการณ์มันเป็นแบบนี้เหรอคะ”

“แล้วเราจะไปทำอะไรได้ล่ะครับ”

นริศรามองไปที่ภูชิชย์แล้วขมวดคิ้วครุ่นคิด ส่วนที่ระเบียงด้านนอกห้องรับแขกเจ้าเทพมงคลกับเจ้าดาระกายืนหน้าตึงมองเจ้าน้อยอย่างไม่พอใจ

“เจ้าพ่อเจ้าแม่คะ ฟังน้อยก่อน”

“น้อยจะให้พ่อกับแม่ฟังน้อย แล้วน้อยเคยฟังพ่อกับแม่หรือเปล่า”

“แต่น้อยกับภูรักกันด้วยความจริงใจนะคะ”

“น้อย...ลูกก็เห็นแล้วว่าผู้ใหญ่ฝั่งเราไม่มีใครต้อนรับพ่อเลี้ยงอีกแล้ว น้อยอย่าทำให้ญาติพี่น้องต้องลำบากใจอีกเลยนะ”

เจ้าน้อยกราบลงที่อกบิดาด้วยความเคารพรัก “เจ้าพ่อคะ เจ้าพ่อเคยสอนน้อยว่าเราต้องให้โอกาสคนที่ผิดพลาด เพราะเจ้าพ่อเองก็ได้รับโอกาสจากการที่ทำธุรกิจพลาดไป แล้วทำไมเราจะไม่ให้โอกาสภูล่ะคะ

บิดากับมารดาอึ้งไปด้วยกัน หลังจากนั้นพวกเขายอมเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับแขกของเจ้าน้อยทั้งสามคน แต่แล้วเจ้าเทพมงคลก็ทนเผชิญหน้ากับภูชิชย์ไม่ไหว ถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่า

“พ่อเลี้ยง คุณเคยดูถูกพวกเรา แล้วคุณกลับมาหาลูกสาวผมทำไม”

“เจ้าพ่อครับ ผมทราบดีว่าเจ้าพ่อยังโกรธผม ผมเองก็โกรธตัวเองมากที่ปล่อยให้ผู้หญิงที่ดีที่สุดในชีวิตอย่างเจ้าน้อยหลุดมือไป ตลอดสองปีที่ผ่านมาผมคิดเสมอว่าอยากจะตามไปง้อเจ้าน้อย แต่ผมก็กลัวว่าเธอจะยังไม่ให้อภัย จนวันนี้ผมกับเจ้าน้อยปรับความเข้าใจกันแล้ว ผมจึงอยากจะขอโอกาสเจ้าพ่อกับเจ้าแม่ให้ผมได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมขอสัญญานะครับว่าผมจะไม่ทำให้เจ้าน้อยต้องเสียใจอีกครั้งเป็นอันขาด”

เจ้าเทพมงคลนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วลุกเดินออกไป เจ้าดาระกาอึดอัดลำบากใจลุกตามไปคุยกับสามีเป็นการส่วนตัว

“เจ้าพี่คะ แล้วตกลงเจ้าพี่จะให้โอกาสพ่อเลี้ยงหรือเปล่าคะ”

“เธอว่ายังไงล่ะ”

“จะว่าไปลูกก็พูดถูก ก่อนหน้านั้นเราก็เห็นมาตลอดว่าพ่อเลี้ยงเป็นคนดี ดิฉันเชื่อว่าพ่อเลี้ยงจะทำได้ตามสัญญา”

“แต่สำหรับพี่คงไม่เชื่อคำพูดของพ่อเลี้ยงอีกแล้ว พ่อเลี้ยงจะต้องทำให้เราเห็นว่าเขาจะไม่ทำให้ลูกสาวเราเสียใจอย่างที่เขาสัญญา”

ขณะที่สองสามีภรรยาคุยกันอยู่นั้น อีกด้านหนึ่งเจ้าน้อยกำลังขอโทษแขกทุกคนแทนเจ้าพ่อเจ้าแม่ของตนที่ทำให้อาหารมื้อนี้ไม่อร่อย

“อย่าโทษตัวเองเลยครับเจ้า ผมเองต่างหากที่เป็นตัวทำให้เสียบรรยากาศ”

ขาดคำของภูชิชย์ นริศราปากไวแอบกระซิบนิพนธ์ว่า “รู้ตัวเหมือนกันเนอะ” เสียงกระซิบนี้เข้าหูภูชิชย์อย่างช่วยไม่ได้ ชายหนุ่มถึงกับหันขวับมามองเธออย่างไม่พอใจ แต่นริศราก็ทำเฉไฉไม่รู้ไม่ชี้จนนิพนธ์แอบขำ

“แต่ยังไงวันนี้ก็ผ่านไปด้วยดีนะคะ” เจ้าน้อยปลอบคนรัก

“ผ่านไปด้วยดี ทั้งๆที่เจ้าพ่อเจ้าแม่โกรธผมมากขนาดไม่ทานข้าวน่ะเหรอครับ”

“แหม...นิสัยเจ้าพ่อภูก็น่าจะรู้ดี สมัยภูจีบน้อยใหม่ๆ ท่านก็ทำตึงๆ แต่ก็ปล่อยให้เราคุยกันเป็นวันๆเลยจำไม่ได้เหรอคะ”

ภูชิชย์ยิ้มกว้างอย่างมีกำลังใจ นิพนธ์ยินดีกับเจ้านายและสนับสนุนให้เขาคว้าโอกาสคราวนี้อย่างเต็มที่... หลังจากนั้นเจ้าน้อยชวนทุกคนมาดูงานเพนต์ของเธอ

นริศราจึงได้เห็นว่าหนังสือที่เธอแย่งกับภูชิชย์มาอยู่ที่นี่เอง เธอจึงแกล้งแขวะเขาไปหลายคำ ก่อนจะช่วยสอนเจ้าน้อยเพนต์เสื้อเพราะเป็นงานถนัดของเธออยู่แล้ว

กลับถึงไร่ในคืนนั้น นิพนธ์ขอแยกตัวไปทันที

นริศราทำท่าจะไปด้วยเหมือนกันแต่ถูกภูชิชย์ขวางเอาไว้

“เธอยังไปไม่ได้ เรามีเรื่องต้องคุยกัน...ไม่ว่าเธอกำลังวางแผนคิดจะทำอะไร แต่ฉันขอเตือนไว้เลยนะว่าเธอไม่มีวันทำสำเร็จแน่”

“นี่คุณพูดเรื่องอะไร”

“ก็ทั้งนายวัส นิพนธ์ เจ้าน้อย เธอพยายามทำดีกับคนพวกนี้เพื่อหวังอะไร”

“ฉันไม่ได้มีแผนอะไรทั้งนั้น ฉันมาที่นี่เพื่อทำงาน”

“ถ้างั้นเธอบอกได้ไหมว่าเธอคือใคร หัวนอนปลายเท้าเป็นยังไง” นริศรานิ่งเงียบพูดไม่ออก เขาเลยทึกทักทันที “ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าเธอคือผู้หญิงของนายวัสที่เข้ามาเช็กสมบัติของน้องชายฉัน”

นริศราจ้องหน้าภูชิชย์เขม็ง นึกไม่ถึงว่าเขาจะคิดอะไรทุเรศแบบนี้ ระหว่างนั้นโทรศัพท์มือถือภูชิชย์ดังขึ้น เขารับสาย แล้วใช้อีกมือหนึ่งคว้าแขนนริศราไว้มั่น

“สวัสดีครับ ใช่ครับ ผมพ่อเลี้ยงภู...อะไรนะครับ... ได้ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้” ภูชิชย์วางสาย จ้องหน้านริศราตาขุ่นขวาง “ก่อเรื่องให้ฉันอีกแล้วนะแม่ตัวดี”

ooooooo

ภูชิชย์พานริศรานั่งรถออกจากไร่มุ่งหน้าไปโรงพักโดยไม่บอกเล่าอะไรกับเธอเลย กระทั่งไปเห็นกลุ่มคนงานในสภาพเมามาย เนื้อตัวมีบาดแผล หน้าบวมปูด นริศราตกใจเป็นอย่างมาก

“เอ๊ะ นั่นมัน...”

“คนงานที่เธอดูแลอยู่ไง”

หญิงสาวหน้าเสีย แทบไม่กล้ามองหน้าภูชิชย์อีกเลย

“ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่าคนของพ่อเลี้ยงนั่งดื่มที่ร้านกันจนเมาแล้วส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านเลยถูกนักเลงเจ้าถิ่นแถวนั้นทำร้ายเอาครับ แต่คู่กรณีหนีไปได้”

ฟังคำบอกเล่าของตำรวจแล้ว นริศรามองบรรดาคนงานของตัวเองพลางส่ายหน้าหนักใจ...หลังจากภูชิชย์เคลียร์กับตำรวจเรียบร้อย เขาก็พาคนงานกลับมาชำระความกันต่อที่ไร่

“ฉันเคยสั่งแล้วใช่ไหมว่าถ้าจะทำงานที่นี่ ก็ห้ามออกไปดื่มเหล้าหรือมีเรื่องกับคนอื่น”

นริศราชะงัก ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีกฎแบบนี้ด้วย

“ไอ้พวกนั้นมันหาเรื่องพวกเรานะครับพ่อเลี้ยง” นายผลชี้แจง แต่ยิ่งทำให้ภูชิชย์โมโหสวนกลับเสียงแข็ง

“ก็ถ้าไม่ออกไปมันจะมีเรื่องหรือเปล่า”

“แต่ผมขออนุญาตผู้จัดการแล้วนะครับ” คำพูดของหนานทำให้ภูชิชย์หันขวับไปหานริศราทันที

“ฉันผิดที่อนุญาตให้พวกเราไป แต่ฉันไม่รู้ว่ามีกฎข้อนี้”

“หน้าที่หนึ่งของการเป็นผู้จัดการไร่ ก็คือการจัดการคน และการจะจัดการคนได้ก็ต้องใช้กฎ แล้วทำไมเธอไม่อ่านกฎต่างๆของฉันก่อน”

“เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะฉัน ฉันขอโทษแทนคนงาน ต่อไปฉันจะไม่ให้พวกเขาออกไปอีก”

“กฎต้องเป็นกฎ ใครฝืนกฎคนนั้นต้องมีโทษ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปพวกนายทั้งหมดไม่ใช่คนของไร่สุพัฒนา”

ทุกคนนิ่งอึ้งกับการตัดสินใจจริงจังเด็ดขาดของภูชิชย์...แล้วอีกครู่ต่อมา ทั้งกลุ่มก็ย้ายไปรวมตัวกับพวกลุงปั๋นและแม่อุ้ยที่โรงครัว

คนงานกลุ่มนั้นพูดคุยถกเถียงกันเสียงดังจนลุงปั๋นต้องปรามพวกเขาให้พูดทีละคน พูดพร้อมกันแบบนี้ฟังไม่รู้เรื่อง

“ผู้จัดการเป็นคนอนุญาตให้พวกเราออกไป ผู้จัดการต้องรับผิดชอบสิ” หนานยืนกราน

“พูดแบบนี้ก็ไม่ถูก พวกเอ็งก็รู้กฎข้อนี้ของพ่อเลี้ยงจะมาหัวหมอโยนให้คนอื่นรับผิดชอบได้ยังไง” แม่อุ้ยค้านทันที

“คุณนิดครับผมต้องส่งเงินให้ลูกให้เมีย ถ้าโดนไล่ออกที่บ้านจะเอาอะไรกิน” เป็งโอดครวญ

“โอ๊ย...จะมาขออะไรกับคุณนิด ลำพังตัวเองยังเอาไม่รอดเลย ฉันว่าพวกแกเตรียมรับกรรมดีกว่า นี่แหละที่เขาว่าผู้นำไม่ดีก็พาลูกน้องไปตาย”

“อีบัวเกี๋ยง เอ็งพูดอะไร แน่ใจเหรอว่าอยากให้พวกพี่ออกไปจากที่นี่” ผลจ้องหน้าบัวเกี๋ยงดุดัน

“เอ่อ...เปล่าจ้ะพี่ผล ฉันแค่พูดไปตามน้ำน่ะ ถ้าผู้จัดการดีก็ต้องช่วยลูกน้องได้สิ”

พวกคนงานต่างพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่จนนริศราต้องเคาะโต๊ะ

“เอาละๆ เรื่องนี้ฉันจะจัดการเอง ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะต้องช่วยพวกเราให้ได้” นริศราประกาศแข็งขัน แต่สีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด บัวเกี๋ยงแอบอมยิ้มสะใจแต่พอหันไปเห็นนายผลจ้องอยู่ก็หน้าจ๋อยลงทันที

ooooooo

ฟ้ายังไม่สว่างดี ภูชิชย์เข้ามาในสำนักงานเห็นนริศรานั่งอ่านเอกสารอย่างขะมักเขม้น เขาแปลกใจถามเธอว่า มาทำอะไรแต่เช้า

“ฉันมาอ่านกฎ เผื่อจะมีทางช่วยคนงาน”

“นี่เธอจะปกป้องคนทำผิดงั้นเหรอ”

“แต่กฎที่คุณตั้งขึ้นมันร้ายแรงเกินไป ฉันคิดว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเขา”

“การทำงานที่ต้องควบคุมคนเยอะๆมันต้องมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ไม่เช่นนั้นเราจะคุมพวกเขาไม่ได้”

เสียงพูดคุยนั้น ทำให้พรที่ถือไม้กวาดเดินหาวเข้ามาจะทำความสะอาดต้องหยุดกึก

“แต่การไล่ออกไม่ใช่การลงโทษที่ถูกต้องเสมอไป คนงานเหล่านั้นทำผิดก็จริงแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงถึงกับต้องไล่ออก แค่เรียกพวกเขามาตักเตือนก็น่าจะพอ แต่ถ้าเตือนแล้วไม่ฟังเราก็ค่อยๆเพิ่มระดับโทษที่รุนแรงขึ้น ถ้าห้ามไม่อยู่จริงๆค่อยไล่ออกก็ยังไม่สาย”

“คิดว่าทำได้เหรอ”

“ไม่ลองก็ไม่รู้ อีกอย่างคนของเราถูกหาเรื่องก่อนไม่ใช่ว่าจะไปหาเรื่องเขา เรื่องทั้งหมดเกิดจากความสะเพร่าของฉัน ถ้าจะลงโทษก็ลงโทษฉันแทน...อย่าถึงกับต้องไล่พวกเขาออกเลย”

“ได้...ฉันจะตัดเงินเดือนเธอ 20% เพื่อแลกกับข้อเสนอของเธอ”

“ตัดเงินเดือน” นริศราครางอย่างตกใจ

“ถ้าเธอยอม พวกเขาจะได้ทำงานที่นี่ต่อ แต่ถ้าไม่...”

“ฉันยินดีให้คุณตัดเงินค่ะ” นริศราตัดสินใจรวดเร็วเด็ดขาดจนภูชิชย์อึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง ขณะที่พรซึ่งแอบฟังอยู่มีสีหน้าตกใจ...

หลังจากนั้นไม่นานเสียงไชโยโห่ร้องของคนงานชายกลุ่มเมื่อคืนดังลั่นขึ้นที่โรงครัว บัวเกี๋ยงยืนหน้าบึ้งไม่พอใจที่พวกเขายกมือไหว้ขอบคุณและชื่นชมนริศรากันใหญ่ โดยเฉพาะนายผลที่พูดไปมองหน้านริศราไปด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย

“ต่อไปนี้คุณนิดจะเรียกใช้อะไร ไอ้ผลยอมตายถวายหัวเลยครับ”

บัวเกี๋ยงฟังแล้วอดหึงหวงไม่ได้ เธอรีบเข้ามาดึงแขนนายผลออกห่างนริศราทันที

“โธ่เอ๊ย ดีใจอะไรกันนักกันหนา กะอีแค่เปลืองน้ำลายนิดหน่อย ไม่คิดกันมั่งเหรอว่านี่อาจจะเป็นแผนของผู้จัดการก็ได้”

“แผนอะไร” นริศราถามเสียงขุ่น

“เอ้า...ก็จงใจอนุญาตให้พวกคนงานไปกินเหล้า พอมีเรื่องก็ทำตัวเป็นแม่พระนางฟ้ามาโปรดน่ะสิ ลูกไม้ตื้นๆ”

คนงานไม่พอใจส่งเสียงโห่ไล่บัวเกี๋ยง พรแทรกเข้ามาอย่างทนไม่ไหวเช่นกัน

“พี่บัวเกี๋ยงไม่รู้จริงอย่าพูดพล่อยๆ ฉันจะบอกให้เอาบุญนะ ที่คุณนิดช่วยพวกเราวันนี้ คุณนิดต้องถูกพ่อเลี้ยงตัดเงินเดือนด้วยนะ”

นริศราตกใจ ถามพรว่ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร พรรีบขอโทษก่อนบอกว่าเมื่อเช้าตนจะเข้าไปทำความสะอาดเลยได้ยินเข้า...คำพูดของพรทำให้คนงานรู้สึกผิดและมองนริศราด้วยความซึ้งใจ แต่เจ้าตัวก็รีบยิ้มกลบเกลื่อน บอกไม่เป็นไร เดี๋ยวตนตั้งใจทำงานพ่อเลี้ยงก็ขึ้นเงินให้เท่าเดิม

ยิ่งฟัง คนงานก็ยิ่งเห็นความดีมีน้ำใจของนริศรา ทุกคนสัญญาจะช่วยงานผู้จัดการเต็มที่ ต่อไปนี้มีอะไรไม่เข้าใจให้ถามพวกตนได้เลย พอเหลือบไปเห็นภูชิชย์เดินเข้ามา คนงานต่างมองเขาอย่างเกรงๆ

“จับกลุ่มทำอะไรกัน นี่มันได้เวลาทำงานแล้วนี่”

บรรดาคนงานแตกกระเจิง หลายคนที่กินข้าวอยู่รีบยกจานข้าวไปคืน ภูชิชย์เดินมาเตือนนริศราต้องคุมคนงานให้ทำงานตรงเวลา ไม่ใช่พาพวกเขาสายเสียเอง

“เหลืออีกห้านาที ไม่ถือว่าสายนะคะ” นริศราโต้นิ่มๆ แล้วเดินออกไป แม่อุ้ยเรียกให้ทานข้าวสักหน่อยเธอก็ไม่หันกลับ

“ไม่มีระเบียบวินัย มาตั้งนานแทนที่จะรีบกินข้าวมัวทำอะไรอยู่” ภูชิชย์บ่นไล่หลัง

“คุณนิดมาแจ้งข่าวดีคนงานค่ะ พวกเรามัวแต่ขอบคุณคุณนิด เธอเลยไม่ได้ทานข้าว”

ฟังแม่อุ้ยแล้ว ภูชิชย์นิ่งไปอย่างไม่สบายใจ กลับไปทำงานก็เฝ้าแต่คิดเป็นห่วงนริศราที่ไม่ได้กินข้าว สักครู่เห็นบัวเกี๋ยงจึงเรียกมาถามว่าเก็บอาหารเช้าแล้วหรือยัง คำตอบคือเก็บทิ้งหมดแล้ว ภูชิชย์จึงลุกไปทำแซนด์วิชด้วยตัวเอง โดยไม่รู้ว่าบัวเกี๋ยงแอบมองอยู่ด้วยความสงสัย

ภูชิชย์ทำแซนด์วิชเอาไปให้นริศราที่กำลังเรียนรู้งานอยู่กับเป็งที่คอกวัว แต่นริศรายังเคืองเขาไม่หายจึงปฏิเสธไป ทั้งๆที่ท้องร้องเสียงดังจนใครต่อใครก็ได้ยิน

ที่สุดภูชิชย์ก็กินแซนด์วิชนั้นเสียเองต่อหน้านริศรา พลางพึมพำสมน้ำหน้าที่เธอเล่นตัว ส่วนบัวเกี๋ยงที่แอบตามมาสังเกตการณ์ พอรู้เห็นเช่นนี้ก็จัดแจงโทร.ไปรายงานคุณเล็กแถมเติมฟืนให้ร้ายทั้งนริศราและเจ้าน้อย จนคุณเล็กร้อนรุ่มแทบจะกลับไร่เสียให้ได้

ooooooo

ด้านพิสุทธิ์ที่กรุงเทพฯ เขาเพียรโทร.หานริศราทุกวันแต่ไม่สามารถติดต่อเธอได้เลย นั่นยิ่งทำให้เขาเป็นห่วงเธอมาก มากถึงขนาดตัดสินใจบอกพ่อแม่ว่าจะยังไม่กลับไปเรียนต่อ เขาอยากกลับไปพร้อมนริศรา

“ไร้สาระ นี่แกจะทิ้งอนาคตเพราะผู้หญิงคนนั้นเหรอ”

“ผมยังไม่ได้บอกว่าผมจะทิ้งนะครับ”

“แล้วมันต่างกันตรงไหน ถ้าเกิดเขาไม่ยอมกลับไปเรียน แกไม่ต้องเสียอนาคตแกไปด้วยเหรอ”

“เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ช่วงนี้ผมก็ทำงานที่บริษัทไปก่อน นิดพร้อมกลับไปเรียนเมื่อไหร่ผมก็จะไปกับเธอ”

“โป๊ะ...อย่าทำแบบนี้เลย ถ้าลูกจบช้า หรือไม่ได้กลับไปเรียน พ่อกับแม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน คิดบ้างหรือเปล่า”

“คุณแม่ครับ ที่ต่างประเทศน่ะ เราจะเรียนเมื่อไหร่ก็ได้ที่เราพร้อม ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ห่วงหน้าตามากนัก ผมคิดว่าเราจะคุยกันรู้เรื่องมากกว่านี้นะครับ”

พิสุทธิ์ตัดบทแล้วเดินหนี พ่อกับแม่ได้แต่มองหน้ากันอย่างกลัดกลุ้มไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี...

เมื่อติดต่อนริศราไม่ได้ วันเดียวกันนี้พิสุทธิ์ตัดสินใจไปที่บ้านพี่ชายเธอและเจอพี่สะใภ้จึงสอบถามแหล่งที่อยู่ของนริศรา แต่ลัคนาก็ไม่ให้ข้อมูลแถมยังไม่รับฝากอะไรทั้งนั้นด้วย

ooooooo

นริศราโหมงานจนคนงานต้องเตือนให้เธอพักกินข้าวเที่ยง อีกทั้งฝนฟ้าก็ตั้งเค้าเหมือนจะตก แต่นริศราต้องการเร่งงานให้เสร็จ จึงบอกให้คนงานไปกินกันก่อน

สักพักทั้งลมทั้งฝนเทลงมาทำให้นริศราซึ่งกำลังหน้ามืดจะเป็นลมต้องยึดเสาไม้คอกวัวพยุงตัวไว้ แต่เสานั้นกลับโงนเงนล้มใส่เธอจนสลบแน่นิ่งไป

ภูชิชย์ชวนนิพนธ์ลงมากินข้าวกับพวกแม่อุ้ยที่โรงอาหาร และเห็นผิดสังเกตที่นริศรายังไม่มากินข้าว อีกทั้งฝนก็ตกไม่หยุด ทั้งคู่จึงนั่งรถออกไปที่คอกวัวแล้วพบนริศรานอนสลบตากฝน ที่ศีรษะมีคราบเลือด ทั้งคู่ตกใจมากรีบพาเธอกลับไปที่บ้านพักภูชิชย์โดยเร็ว

ภูชิชย์ตามหมอมาตรวจอาการนริศรา ปรากฏว่าหมอต้องให้น้ำเกลือและฉีดยาเพราะเธอตากฝนนานจนมีไข้สูง อีกทั้งร่างกายก็อ่อนเพลีย

“แล้วที่คุณนิดสลบไปนี่จะมีผลอะไรไหมครับ” นิพนธ์ถาม

“แต่ถ้าคนไข้ฟื้นขึ้นมาแล้วมีปวดศีรษะด้านที่เป็นแผลมาก พ่อเลี้ยงต้องพาไปโรงพยาบาลนะครับ ผมจะเอกซเรย์ดูอาการให้นะครับ แต่ถ้าไม่ปวดไม่มีอะไร ก็อาจจะเป็นเพราะร่างกายอ่อนเพลีย หรือไม่ได้ทานอาหารก็เลยเป็นลมครับ”

เสร็จเรียบร้อยหมอลากลับไป นิพนธ์มองนริศราที่ยังหลับด้วยความสงสารแล้วตัดสินใจขอร้องภูชิชย์ว่า

“ให้ผมเป็นพี่เลี้ยงคุณนิดเถอะครับ สักเดือนหนึ่งก็ยังดี ให้เธอคล่องงานก่อนแล้วผมจะปล่อยเธอ”

“แล้วงานสำนักงานล่ะ นายจะไหวเหรอทำงานสองเท่า”

“ไม่เป็นไรครับ มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้คุณนิดไปลุยทำงานแบบไม่มีทิศทางแบบนี้ ผมกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบวันนี้อีก”

ภูชิชย์ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “ไม่ต้องหรอก” ว่าแล้วก็เดินเลี่ยงไป ทิ้งนิพนธ์ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่เข้าใจว่าพ่อเลี้ยงคิดอะไรอยู่

ooooooo

มัลลิกายังคงมาทำงานในตำแหน่งเลขานุการของวิทวัสอย่างต่อเนื่อง วันนี้เธอแอบได้ยินวิทวัสคุยโทรศัพท์กับใครสักคนเพื่อนัดกินข้าวเย็น ซึ่งเธอสงสัยว่าจะไม่ใช่ลูกค้า พอเขาวางสายจึงทำทีถือแฟ้มงานเข้ามาเลียบๆเคียงๆถามเขาว่า

“พี่วัสมีนัดเย็นนี้เหรอคะ”

“เอ่อ...เปล่านี่”

“แต่มอลลี่ได้ยินนี่คะว่าพี่วัสบอกว่าร้านนั้นก็ดี ถามจริงๆนะคะ ไม่ใช่ลูกค้าใช่ไหม เพราะเย็นนี้พี่วัสไม่มีนัด”

“อ๋อ...ไม่มีอะไร ก็เพื่อนผมโทร.มาถามร้านอาหาร ผมก็เลยบอกไปว่าร้านที่เขาได้ยินมาก็ดี ผมเคยไปแล้ว”

“เป็นแบบนี้เอง เอ๊ะ แต่มันเป็นร้านอะไรคะ พามอลลี่ไปวันนี้เลยได้ไหมคะ”

“ผมไม่ไปไหนกับลูกน้องสองต่อสอง มันดูไม่ดี”

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่วัสไม่อยากพาไปก็ได้...นี่ค่ะ จดหมายให้กระทรวงเกษตรฯค่ะ”

วิทวัสรับแฟ้มมาดู มัลลิกามองวิทวัสแล้วลอบยิ้มร้าย ครั้นตกเย็นเลิกงานเธอก็แอบขับรถตามเขาไปจนถึงร้านอาหารแห่งหนึ่ง

นับเป็นโชคดีของวิทวัสที่ไหวตัวทันเพราะลืมโทรศัพท์ มือถือไว้ในรถ...เขาออกมาเห็นรถมัลลิกาจอดอยู่มุมหนึ่ง ซึ่งเขาจะให้เธอเห็นลูกเมียของเขาที่รออยู่ในร้านอาหารไม่ได้ เพราะถ้ามัลลิการู้ คุณเล็กก็ต้องรู้  คราวนี้มีหวังบ้านแตกแล้วคุณเล็กต้องอาละวาดจนเป็นบ้าจริงๆแน่

วิทวัสรีบโทร.เข้ามือถือรัชนิดาบอกให้พาลูกหนูออกจากร้านโดยเร็วเพราะมีคนของคุณเล็กแอบตามเขามา รัชนิดาจึงเช็กบิลแล้วพาลูกหนูออกจากร้านมาขึ้นรถวิทวัส โดยที่มัลลิกาไม่ทันสังเกตเพราะมัวแต่รีบร้อนจะเข้าไปจับผิดวิทวัสในร้าน กระทั่งเธอเข้าไปมองหาและสอบถามจากพนักงานก็ไม่เห็นวิทวัส จึงเดินหน้าบึ้งออกมาที่ลานจอด และเห็นว่าวิทวัสเลี้ยวรถออกไปเสียแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่ามีใครนั่งออกไปด้วยหรือเปล่า

ขณะขับรถหนีมัลลิกาออกมา วิทวัสขอโทษภรรยาที่เขาไม่ระวังตัวเกือบทำให้เธอกับลูกต้องเดือดร้อน รัชนิดาไม่ว่าอะไรเพราะเข้าใจสามีดี แต่มัลลิกาที่เจ็บใจรีบแจ้นไปฟ้องคุณเล็กถึงโรงพยาบาล แม้มองไม่เห็นใครในรถแต่ก็มั่นใจว่าวิทวัสต้องมีแฟนแล้ว

“เป็นไปไม่ได้ พี่วัสจะกล้ามีแฟนอีกได้ไง ถ้าคุณเล็กไม่ยอม”

“พูดแบบนี้แสดงว่าพี่วัสเคยมีมาแล้วน่ะสิ”

คุณเล็กยอมรับว่าวิทวัสเคยมีแฟนแต่ถูกเธอไล่ตะเพิดไปตั้งแต่คบกันใหม่ๆ และเธอคนนั้นก็คือรัชนิดา ซึ่งคุณเล็กคิดว่าเธอกับพี่ชายเลิกรากันไปแล้ว เพราะตอนนั้นคุณเล็กเกรี้ยวกราดหยาบคายกับเธอมาก

“อ๋อ งั้นมันก็คงไปหาที่หมายใหม่แล้วมั้ง” มัลลิกายิ้มสะใจ

“แต่นังคนใหม่นี่สิ คุณเล็กอยากรู้ว่ามันเป็นใคร”

“อุ๊ย...เรื่องนี้ไม่อยาก เดี๋ยวมอลลี่จัดการให้ นอกจากจะสืบให้แล้วมอลลี่ยังมีโปรโมชั่นจับแยกคู่ให้ด้วยเป็นของแถม คุณเล็กสนใจไหม”

คุณเล็กไม่ตอบ แต่ยิ้มร่าก่อนหัวเราะออกมาอย่างพอใจ

ooooooo

ค่ำแล้ว นริศรายังนอนซมเพราะพิษไข้ในห้องภูชิชย์ โดยมีนิพนธ์กับภูชิชย์อยู่เฝ้าด้วยความเป็นห่วง

สักครู่เห็นเธอกระสับกระส่าย ทั้งคู่แน่ใจว่าเธอเริ่มส่างไข้แต่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ พวกเขาจะเช็ดตัวให้คงน่าเกลียด ภูชิชย์จึงโทร.ไปตามเจ้าน้อยมาจัดการให้

เจ้าน้อยมารวดเร็วทันใจ เธอรีบเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นริศรา เสร็จแล้วสองหนุ่มถึงกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง พอได้ยินเจ้าน้อยบ่นสงสารนริศราที่โดนกลั่นแกล้งให้ทำงานหนักจนไม่สบาย ภูชิชย์เกิดน้อยใจ หาว่าเจ้าน้อยเข้าข้างคนอื่นมากกว่าแฟน

“แหม...ก็ผู้หญิงด้วยกันนี่คะ ดูสิให้ไปคุมสร้าง

คอกวัวงี้ น้อยว่ามันหนักไปนะคะ”

“นั่นสิครับ ผมก็คิดว่ามันหนักไป แต่จะเตือนพ่อเลี้ยงก็กลัวแกไม่ฟัง” นิพนธ์ผสมโรง ทำให้ภูชิชย์หน้าตึงหนักขึ้นไปอีก บ่นว่าตนถูกรุมอยู่คนเดียว

“ถ้าไม่อยากให้รุม พ่อเลี้ยงก็ให้คุณนิดกลับมาทำงานเอกสารเหมือนเดิมสิครับ”

“พ่อกับแม่ผมสร้างที่นี่มาสองคนยังทำได้ เขาก็ต้องทำได้”

นิพนธ์กับเจ้าน้อยมองหน้ากันแล้วส่ายหน้าระอาใจกับความดื้อของภูชิชย์

“น้อยไม่เถียงกับภูแล้ว เดี๋ยวน้อยต้องกลับแล้ว”

“เจ้าอยู่ค้างที่นี่ไม่ได้เหรอครับ ผมอยากขอให้นอนเป็นเพื่อนเขาหน่อย ผมกลัวว่าคนจะมองไม่ดี”

“ไม่ได้หรอกค่ะภู แค่น้อยขอมาตอนนี้เจ้าพ่อยังไม่ค่อยจะชอบ ขืนอยู่ค้างคืนท่านคงเคืองแย่”

“เอาอย่างนี้สิครับ เราก็ให้พรมาอยู่เป็นเพื่อนคุณนิดแล้วกัน”

ภูชิชย์เห็นด้วยกับนิพนธ์...เมื่อพรทราบเรื่องก็เต็มใจมาอย่างยิ่ง รวมทั้งคนอื่นๆที่รักใคร่และเป็นห่วง

นริศราก็อยากมาเฝ้า แต่พรบอกพ่อเลี้ยงให้ไปได้คนเดียว บัวเกี๋ยงมีแผนในใจรีบเสนอตัวแทนพรทันที แต่พรไม่ยอมเด็ดขาด แล้วเกิดทุ่มเถียงกันไปมาก่อนที่บัวเกี๋ยงจะผลักพรเข้าห้องพักแล้วล็อกประตูขังไว้ทันที

หลังจากนั้นบัวเกี๋ยงก็รีบกลับไปแต่งตัวสวยเช้งแล้วเดินลอยหน้าลั้นลาไปตามทาง มุ่งหน้าสู่บ้านพ่อเลี้ยงภูชิชย์หวังจะใกล้ชิดเขาให้จงได้ แต่นึกไม่ถึงว่าระหว่างทางดันเจอมารผจญ โดนนายผลสอยเข้าข้างทางอย่างไม่ทันตั้งตัว

“พี่ผล เล่นบ้าๆอะไรเนี่ย”

“แหม...ก็ดูเอ็งแต่งตัวสิ เห็นแล้วมันทำให้ข้านึกถึงวันแรกที่ฉุดเอ็งมาทำเมียเลย”

“โอ๊ย! อย่าพูดได้ไหม เดี๋ยวแม่ก็ด่าให้หรอก”

“แล้วนี่เอ็งจะไปไหนแต่งตัวซะขนาดนี้”

“พ่อเลี้ยงให้ฉันไปเฝ้าไข้คุณนิด”

“ถุย...นี่ชุดเฝ้าไข้เหรอ เอ็งจะไปอ่อยพ่อเลี้ยงใช่ไหม”

“นี่พี่ผลอย่าคิดชั่วๆสิ ป่านนี้พ่อเลี้ยงหลับไปแล้ว ฉันจะไปเฝ้าไข้คุณนิดจริงๆ”

“จริงๆนะ ถ้าเอ็งทิ้งข้าไปเมื่อไหร่ เอ็งตายแน่”

“เออน่า ฉันรักพี่จะตายอยู่แล้ว ไปได้หรือยัง” สาวเจ้าทำท่าจะเดินหนีแต่ถูกเขาดึงกลับมาอีก

“ก่อนไปมาให้พี่เชยชมก่อนนะ”

บัวเกี๋ยงตกใจเกี่ยงว่าตรงนี้มันข้างถนน นายผลย้อนทันทีว่า ทำเป็นไม่เคยไปได้ แต่ถ้าไม่ใช่ตรงนี้ก็ต้องไปที่ห้องพี่แล้วกัน...

ภูชิชย์กับนิพนธ์นั่งรอพรที่ห้องรับแขกอยู่นาน บ่นกันว่าทำไมพรมาช้าจัง ปกติไม่เคยเหลวไหล พอนิพนธ์จะไปตาม ภูชิชย์รีบห้ามเพราะคิดว่านริศราคงไม่เป็นอะไรแล้ว และให้นิพนธ์กลับไปนอน

“ได้ครับ งั้นผมล็อกประตูเลยนะครับ”

“อืม...พรมันมีกุญแจ มันเข้ามาได้”

นิพนธ์ลุกออกจากห้องแล้วล็อกประตูบ้านจากด้านใน ส่วนภูชิชย์เดินขึ้นข้างบนเพื่อไปหยิบเครื่องนอนอีกชุดออกมานอนนอกห้อง แต่ไม่ทันพ้นห้องก็ได้ยินเสียงนริศราครางหือๆ จึงหันกลับมาเตะตัวดู ปรากฏว่าร้อนจัด เหงื่อกาฬชุ่มไปหมด

“ตายล่ะ ที่นอนเปียกหมดเลย นี่ยัยตัวยุ่ง เธอเล่นป่วยตัวเปียกแบบนี้เดี๋ยวก็เป็นปอดบวมหรอก” บ่นเสร็จเขาผละไปหยิบผ้าชุบน้ำจะมาเช็ดตัวให้เธอ แต่เกิดลังเลไปมาหันหน้าหันหลังจะเอายังไงดี

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

บ้านไร่สายสมร EP.27 ไหมตะวัน ตกเป็นเหยื่อในแผนของเสี่ยธวัชชัย กับ สุรีย์
14 เม.ย. 2564

10:50 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 13:54 น.