สมาชิก

รักประกาศิต

ตอนที่ 3

เสียงไก่ขันด้านนอกผสมผสานกับเสียงนาฬิกาปลุกในห้องพรที่บ่งบอกเวลาว่าตีสี่ครึ่ง พรผุดลุกขึ้นอย่างเคยชิน ทว่านริศรายังนอนหลับปุ๋ยไม่หือไม่อือ แถมพอถูกพรปลุกเธอก็บอกว่ายังเช้าไป เดี๋ยวตื่นเอง อยู่ที่นี่รถไม่ติดเหมือนกรุงเทพฯ

พรไม่รู้จะพูดยังไง ผละออกไปจัดการกับตัวเองเสร็จเรียบร้อยภายในเวลาครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ถืออุปกรณ์ทำความสะอาดมุ่งหน้าไปบ้านภูชิชย์ เป็นจังหวะที่เจ้าของบ้านแต่งตัวเตรียมออกไปไร่เดินลงมาจากชั้นบนพอดี

ภูชิชย์ซักถามพรครู่หนึ่งก็รู้ว่านริศรายังไม่ตื่น เขาตรงดิ่งไปเอาเรื่องเธอถึงห้องนอน ดึงผ้าห่มที่คลุมโปง ออกด้วยอาการฉุนเฉียว

“อะไรของคุณเนี่ย เข้ามาได้ยังไง นี่มันบ้านพักคนงานหญิงนะ หรือว่า...ไม่นะ คิดจะปล้ำฉันเหรอ”

“โอ๊ย...ไปกันใหญ่แล้ว ฉันมาปลุกเธอต่างหาก”

“โกหก คนอย่างคุณน่ะเหรอจะมาปลุกฉัน ปลุกฉันแล้วทำไมมาคนเดียว เรียกพรก็ได้นี่”

ภูชิชย์ขยับตัวนิดเดียวก็เห็นพรยืนอยู่ข้างหลัง นริศรา ยังงงๆ มองนาฬิกาแล้วถามว่า มาปลุกทำไมซะเช้าเลย

“ฉันให้เวลาเธอสิบห้านาที รีบลงไปหาฉันที่โรงรถแทรกเตอร์” สั่งเสร็จภูชิชย์ก็หันกลับออกไปด้วยความโมโห นริศรามองตามตาขุ่น เอ่ยกับพรว่า

“พ่อเลี้ยงเขาบ้าหรือเปล่า มาแกล้งปลุกฉันตอนนี้”

“ไม่บ้าหรอกค่ะคุณนิด ปกติงานในไร่ก็เริ่มตีห้าค่ะ”

“ฮ้า! ตีห้า!!” หญิงสาวอุทานหน้าตาตื่นหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ลุกขึ้นคว้าผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟันมั่วไปหมดแล้ววิ่งพรวดออกจากห้อง พรมองตามละเหี่ยใจ บ่นกับตัวเองว่า สงสัยถ้าจะไม่ปิ๊งกันอย่างพี่บัวเกี๋ยงมันว่า...

ฟ้ายังไม่สว่าง นริศราวิ่งกระหืดกระหอบมาหาภูชิชย์ที่บริเวณโรงรถแทรกเตอร์

“พ่อเลี้ยงคะ ฉันขอโทษ ฉันนึกว่างานที่นี่ก็เริ่มแปดโมงหรือแปดโมงครึ่งเหมือนงานทั่วไป”

“ก็ยังดีที่คุณไม่นึกว่าจะมีรถไฟใต้ดินมาที่ไร่ผม”

“นี่พ่อเลี้ยง ฉันก็ขอโทษแล้วไง ก็คนไม่รู้นี่”

“ไม่รู้แล้วทำไมไม่ถาม”

“ฉันถามคุณนิพนธ์แล้ว แต่เขาบอกให้ฉันรอคุณสั่ง”

“ก็เลยนอนรอสบายใจ ไม่คิดจะถามหรือสงสัยบ้างเหรอว่าทำไมคนอื่นเขาตื่นกี่โมง”

“ฉันไม่ทันคิด” นริศราเสียงอ่อย

“แสดงว่าเธอขาดคุณสมบัติในการทำงานร่วมกับผู้อื่น หวังว่าฉันคงจะได้เห็นข้อเสียข้ออื่นๆของเธออีกนะ”

ภูชิชย์ผละไปดูรถแทรกเตอร์ นริศรามองตามกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจ แล้วตัดสินใจเดินตามมาถามเขาว่า จะให้ตนเริ่มงานจากอะไร

ปรากฏว่าเขาให้เธอขับรถแทรกเตอร์สำรวจไร่ นริศราหน้าเหวอ ภูชิชย์ได้ทีถามเยาะเย้ย

“ทำไม? ขับไม่เป็นใช่ไหม ก็นึกอยู่แล้ว”

นริศราจ้องเขาด้วยความหมั่นไส้แล้วมองสำรวจรถคร่าวๆ ก่อนตัดสินใจประกาศก้อง

“ฉันขับเป็น มันก็เหมือนขับรถนั่นแหละ ไม่เห็นจะยากเลย”

นริศราขึ้นขับรถแทรกเตอร์อย่างทุลักทุเล โดยมีภูชิชย์นั่งข้างๆ ด้วยความไม่เคยขับมาก่อน ทำให้นริศราบังคับรถที่ทั้งใหญ่และหนักไม่ไหว อีกทั้งเบรกมือก็ใช้งานไม่ได้ ทำให้รถแฉลบลงข้างทางชนต้นไม้ก่อนหยุดนิ่ง เธอและเขากระเด็นตกคลองเปียกปอนด้วยกันทั้งคู่

คนงานตกใจรีบมาช่วยดึงทั้งคู่ขึ้นจากน้ำ โชคดีที่เจ็บตัวกันนิดหน่อย แต่ภูชิชย์ก็หัวเสียมาก ดุนริศราต่อหน้าคนงาน

“เธอนี่มันไร้ประสิทธิภาพจริงๆ อย่าว่าแต่หนึ่งเดือนเลย ต่อให้หนึ่งปีก็คงทำงานที่ไร่นี้ไม่ได้”

นริศราทั้งโกรธทั้งอับอาย เห็นคนงานเริ่มซุบซิบกันเธอก็ยิ่งหน้าเสีย ลุงปั๋นมองเธออย่างสงสาร แต่ภูชิชย์ยังพูดถากถางให้เธอเสียใจอีกว่า

“ฉันว่าเธอไปปลูกถั่วงอกเถอะ อาจจะพอทำได้บ้าง”

นริศราตาแดงๆเกือบร้องไห้ แต่ข่มใจอดกลั้นไม่ให้น้ำตาไหล หลังจากนั้นพรกับแม่อุ้ยพาเธอไปพักในศาลาและเอายาแก้ฟกช้ำมาทาให้

“เฮ้อ...พ่อเลี้ยงน่าจะสอนขับสักหน่อย กลับให้ไปขับเลย ใครมันจะไปทำได้” เสียงบ่นของแม่อุ้ยสะดุดหูบัวเกี๋ยงที่กำลังเดินเข้ามา เธอยิ้มเยาะและดูแคลนนริศราอย่างสะใจ

“ก็เพราะคุณเล็กไม่ได้เลือกไง ถึงได้คนที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างมาแบบนี้ แถมยังทำให้พ่อเลี้ยงเกือบตาย เห็นทีไร่สุพัฒนาจะพินาศก็ฝีมือเธอนี่แหละ”

“พี่บัวเกี๋ยง ฉันว่าพี่พูดเกินไปแล้วนะ” พรปกป้องนริศรา แต่บัวเกี๋ยงเถียงทันทีว่า เกินไปที่ไหน  คนงานเขาพูดกันทั่วแล้วว่าไม่นานผู้จัดการไร่คนใหม่ก็ต้องไป นริศราไม่ชอบใจลุกขึ้นดึงแขนบัวเกี๋ยงที่กำลังจะลอยหน้าจากไป

“บัวเกี๋ยง ฉันไม่รู้ว่าทำไมเธอไม่ชอบฉัน แต่ถ้าฉันทำอะไรให้เธอไม่พอใจก็บอกฉันได้นะ ฉันพร้อมจะขอโทษและปรับความเข้าใจกับเธอถ้าฉันผิด”

“อู๊ย...ไปขอโทษมันทำไมคะคุณนิด คนแบบนี้หนูยังไม่อยากจะเรียกมันว่าพี่เลย”

บัวเกี๋ยงหันขวับมาจ้องพรเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ แม่อุ้ยรีบดึงพรเอาไว้ จุ๊ปากปรามไม่ให้ยุ่ง

“ฉันมาทำงานที่นี่ต้องอยู่ร่วมกับทุกคน ฉันก็อยากเข้ากับทุกคนให้ได้” นริศรากล่าวอย่างใจเย็น แต่บัวเกี๋ยงก็ยังยียวนอีกว่า

“วิธีเดียวที่จะทำให้ฉันชอบเธอได้ ก็คือไปจากที่นี่ซะ”

“อีบัวเกี๋ยง มันจะมากไปแล้วนะ” พรฉุนจัด

“ก็มาถามฉันเองนี่ ว่าไง ฉันบอกแล้วทำให้ฉันได้หรือเปล่า” บัวเกี๋ยงจ้องหน้านริศราท้าทายอย่างไม่ลดราวาศอก นริศราตอบเด็ดขาดหนักแน่น

“ไม่ได้ เพราะที่ฉันถามก็เพื่อปรับความเข้าใจกับเธอ แต่ไม่ใช่ให้เธอมาสั่ง”

“งั้นก็อย่าหวังว่าฉันจะชอบคุณ” บัวเกี๋ยงหันกลับแต่นริศราตามมายืนขวางหน้าไว้

“ในเมื่อฉันทำดีกับเธอแล้วเธอไม่ดีด้วย ต่อไปนี้ก็อย่ามาล้ำเส้นฉัน” นริศราจ้องหน้าเอาเรื่อง บัวเกี๋ยงเจ็บใจแต่ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่สะบัดสะโบกกลับไปนั่งหน้าหงิกงอที่บ้านพักคนงานหญิง

สักครู่ ผลเดินเข้ามานั่งคุย บัวเกี๋ยงฟังผลพูดแล้วยิ่งโมโหหนักขึ้นไปอีก

“โมโหคุณนิดเหรอ แต่พี่ว่าเอ็งก็ทำเกินไป คุณนิดเขาเป็นถึงผู้จัดการไร่ เขามีความรู้ มีการศึกษามากกว่าพวกเรา แล้วเอ็งไปทำกร่างเหยียบหัวเขาอย่างนั้นน่ะ เขาก็ต้องโกรธ”

“นี่ตกลงจะอยู่ข้างฉันหรือข้างมัน” บัวเกี๋ยงแว้ดใส่

“พี่ก็พูดไปตามที่เห็น”

“ฉันไม่สนหรอกว่ามันเป็นใคร คุณเล็กเกลียดใครฉันก็เกลียดด้วย”

“คุณเล็กเขาบอกเอ็งแล้วเหรอว่าเขาเกลียดคุณนิด”

“คุณเล็กเป็นนายฉัน...ทำไมจะไม่รู้ใจเธอ”

“แค่รู้ใจคุณเล็กก็ดี เพราะพี่กลัวเอ็งจะเกลียดเพราะสาเหตุอื่น”

บัวเกี๋ยงหน้าเจื่อนไปนิดเพราะถูกดักคอ แต่รีบกลบเกลื่อน หาว่าผลพูดบ้าๆ ตนจะมีสาเหตุอะไรอีก...เห็นสาวเจ้าโกรธ ผลรีบเข้ามาโอ๋และขอโทษที่คิดระแวงไปเอง บัวเกี๋ยงเลิ่กลั่กมองซ้ายขวาแล้วผลักผลออกห่างเพราะกลัวใครมาเห็น

ส่วนวิทวัสที่กรุงเทพฯ พอทราบจากพี่ชายที่โทร.มาเล่าเหตุการณ์ที่ไร่ก็ตกอกตกใจ ย้ำอีกครั้งไปว่าตนส่งนริศราไปทำงานเอกสารตามคำขอของพี่ ไม่ได้ให้เธอไปเป็นผู้จัดการหรือขับรถแทร็กเตอร์

“ก็ประวัติอะไรของยัยนั่นนายก็ไม่ส่งไม่บอกฉันสักอย่าง จะให้ฉันไว้ใจมาทำงานเอกสารได้ยังไง ฉันก็ต้องให้นิพนธ์ทำแทนสิ”

“โธ่...พี่ภู แบบนี้มันแกล้งกันชัดๆ”

“ไม่รู้ล่ะ...จะส่งประวัติให้ฉันได้หรือเปล่า”

วิทวัสไม่ยอมแน่เพราะรับปากนริศราไว้แล้ว จึงแกล้งทำเป็นสัญญาณไม่ดี บอกว่าจะโทร.ไปใหม่ แล้วรีบกดวางสายหนีทันทีเลย

“นายวัส คิดว่าพี่รู้ไม่ทันนายหรือไง แต่ก็แปลกทำไมนายวัสต้องปกปิดประวัติยัยนิดพิษเยอะนั่นด้วย หรือว่าจะแอบจดทะเบียนกันแล้ว” ภูชิชย์บ่นด้วยความสงสัย

ระหว่างนั้นนิพนธ์เดินหน้าตื่นเข้ามาหาภูชิชย์ ถามข่าวที่นริศราขับแทร็กเตอร์ตกคลอง แถมแสดงความห่วงใยเธออย่างมาก แต่ไม่ห่วงภูชิชย์บ้างเลย...แล้วนิพนธ์ก็รีบเดินไปหานริศราที่ยืนดูลุงปั๋นซ่อมรถแทร็กเตอร์

“คุณนิดเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ผมขอโทษนะครับที่ไม่ได้มาแนะนำงาน เพราะคิดว่าพ่อเลี้ยงจะสอนคุณนิด แต่ไม่คิดว่าวันแรกก็จะเป็นแบบนี้”

“อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ นิดเองก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก”

“สายเบรกมันขาดนี่ครับ อย่างนี้ใครขับก็ชนทั้งนั้น” ลุงปั๋นเงยหน้าขึ้นมาบอก นริศรากับนิพนธ์รีบเข้าไปดู ปรากฏว่าสายเบรกขาดจริงๆ นิพนธ์จึงอาสาไปอธิบายกับพ่อเลี้ยงเอง

“ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ มันดูเหมือนเป็นการแก้ตัวซะเปล่าๆ สู้นิดพิสูจน์ด้วยผลงานดีกว่า”

“เอ้า ถ้างั้นผมจะสอนขับไอ้เจ้าแทร็กเตอร์นี่พร้อมทั้งการติดอุปกรณ์ของมันด้วย คุณจะได้ใช้มันเป็นอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์”

นริศรารีบขอบคุณและยิ้มรับน้ำใจไมตรีของนิพนธ์...

ด้านคุณเล็กที่ยังรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ วันเดียวกันนี้มัลลิกาแวะมาเยี่ยม ปรากฏว่าเธอโดนคุณเล็กอาละวาดใส่อีกครั้งฐานขัดคำสั่งไม่ยอมไปอยู่ไร่ที่ลำพูน ขนาดใจดียกพี่ภูให้ก็ยังไม่เอา

“โอเค...ถ้าคุณเล็กจะโกรธก็ตามใจ แต่มอลลี่สารภาพตรงๆนะ พี่ภูถึงจะหล่อกว่าพี่วัส แต่จะให้มอลลี่ไปอยู่ป่าอยู่เขา มอลลี่ก็รับไม่ไหวนะ แล้วมอลลี่ก็ไม่ชอบพี่ภูเท่าพี่วัสด้วย”

“อะไรนะ นี่มอลลี่ชอบพี่วัสเหรอ ฉันก็ยังแอบคิดอยู่แล้วเชียว”

“แหม...พี่ภูน่ะภาพรวมสู้พี่วัสก็ไม่ได้ พี่วัสทั้งเนี้ยบ เท่ ดูคูลดี แล้วพี่วัสเสนอให้มอลลี่เป็นเลขาเอง แสดงว่าเขาอาจจะมีใจให้มอลลี่ก็ได้นะ”

คุณเล็กนิ่งคิด มองสำรวจเพื่อนสนิทอย่างถี่ถ้วน “ก็ดีเหมือนกัน จะว่าไปเธอก็นิสัยยังไม่ถูกใจฉันร้อยเปอร์เซ็นต์ เอาพี่วัสไปน่ะเหมาะแล้ว นิสัยไม่ดีทั้งคู่”

“จ้ะ ขอบใจที่อนุญาต แล้วยัยนริศราที่พี่วัสส่งไปมันเป็นใคร”

“มันจะเป็นใครก็ช่าง แค่ได้ยินชื่อฉันก็เกลียดมันแล้ว” คุณเล็กตาวาววับ คว้าแก้วขว้างลงพื้นจนมัลลิกาสะดุ้งตกใจ

ooooooo

เมื่อวิทวัสไม่ยอมส่งประวัติของนริศรามาให้ ภูชิชย์จึงขอไปที่ฝ่ายบุคคลของบริษัทโดยตรง แต่ปรากฏว่าทางนั้นก็ไม่เคยได้จากวิทวัสเหมือนกัน ทำให้ภูชิชย์สงสัยนักหนาว่าทำไมน้องชายต้องปกปิดประวัติของนริศราขนาดนี้ด้วย

ขณะครุ่นคิดสงสัยอยู่นั้น ภูชิชย์นึกบางอย่างได้ เขาวิ่งออกจากห้องทำงานกลับไปบ้านพักหยิบกระดาษถ่ายเอกสารลงบันทึกประจำวันจากโรงพักที่ระบุชื่อนามสกุลของนริศราไว้ชัดเจน แล้วนำข้อมูลนี้ไปเปิดเช็กข่าวในคอมพิวเตอร์ เจอข่าวพระราชทานเพลิงศพ พล.อ.ณัฐ และข่าวรายชื่อนักเรียนทุนรัฐบาลของ พ.อ.ณรงค์ ซึ่งนายทหารสองคนนี้นามสกุลเดียวกับนริศรา จึงสงสัยว่านริศราอาจเป็นญาติของพวกเขา

นิพนธ์ใช้เวลาไม่นานในการสอนนริศราขับรถแทรกเตอร์ เสร็จแล้วเขายังพาเธอดูไร่องุ่นและกาแฟกว้างใหญ่ พร้อมอธิบายกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นปลูก การดูแล การเก็บผลผลิต โดยเฉพาะกาแฟที่มีขั้นตอนเคร่งครัดมาก

“สาเหตุที่เราต้องตื่นเช้ามาเก็บกาแฟก็เพราะว่าเราจะต้องเอามาทำการสีเปียกก่อนเวลาสี่โมงเย็น เพื่อกันไม่ให้เกิดการบูดเปรี้ยวเพราะทำให้กาแฟมีกลิ่นหืน ซึ่งถ้าเราตื่นสายกระบวนการต่างๆก็จะล่าช้าตามไปด้วยน่ะครับ”

“คุณนิพนธ์นี่เก่งจังเลยนะคะ”

“ก็ผมเรียนจบมาทางนี้โดยตรงนี่ครับ ไม่ต้องห่วงครับ งานพวกนี้มันจะซ้ำๆกันทุกวัน คุณนิดทำงานไปสักระยะก็จับทางได้เอง” นิพนธ์เดินมาหยุดที่รถกระบะแล้วส่งกุญแจรถให้นริศรา “รถคันนี้เป็นรถประจำตำแหน่งผู้จัดการไร่ ตอนนี้มันเป็นของคุณนิดครับ”

“แล้วคุณนิพนธ์จะใช้อะไรล่ะคะ”

“ที่สำนักงานจะมีรถอีกคันไว้ใช้ทำธุระครับ”

สองคนขึ้นรถไปด้วยกันโดยนริศราเป็นคนขับ นิพนธ์ชี้นำพาชมทั่วไร่ แล้วมาหยุดบริเวณแปลงดอกไม้เหี่ยวเฉาเหมือนไม่ค่อยได้รับการดูแลเอาใจใส่

“ทำไมที่นี่มันเป็นอย่างนี้ล่ะคะ”

“ช่วงนึงคุณเล็กเธอเห่อดอกไม้ก็เลยให้คนทำสวนดอกไม้นี่ขึ้นมา แต่ไม่นานก็เบื่อเลยไม่มาสนใจอีกครับ”

“เสียดายนะคะ ถ้าได้รับการดูแลตรงนี้คงดูสวยสดชื่นมาก”

“พ่อเลี้ยงเคยบอกว่า อยากจะเปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นที่บริโภคได้ครับ”

“คนแบบนั้นจะไปรู้จักความสวยงามอะไร” นริศราบ่นพึมพำ นิพนธ์ได้ยินไม่ถนัดถามว่าพูดอะไร เธออึกอักเล็กน้อยก่อนตอบ “เอ่อ...คือนิดกำลังคิดว่าน่าเสียดายแปลงสวนดอกไม้นี้นิดอยากทำให้มันสวยงามมีชีวิตชีวาค่ะ”

“ก็ดีนะครับ”

“นิดทำได้เหรอคะ”

“ถ้าคุณนิดทำให้สวนนี้ให้คุณเล็กชอบได้รับรองพ่อเลี้ยงไม่กล้าขัดหรอกครับ”

นริศรามองดูแปลงดอกไม้ด้วยสายตาแวววาวมีความสุข

ooooooo

วิทวัสกำลังติดงานกับลูกค้าที่ห้องรับแขก มัลลิกานำเอกสารเข้ามาวางบนโต๊ะทำงานแล้วเผอิญได้ยินเสียงมือถือวิทวัสดังและเห็นชื่อโชว์ที่หน้าจอว่า “ดา” มัลลิกาแน่ใจว่าผู้หญิงจึงถือวิสาสะกดรับด้วยความอยากรู้ว่าเป็นใคร ทำให้รัชนิดาที่โทร.เข้ามาชะงักแปลกใจ

“เอ่อ...ขอสายคุณวิทวัสค่ะ”

“พี่วัสไม่ว่างรับสาย ไม่ทราบว่าใครโทร.มาคะ”

“ขอโทษนะคะ คุณเป็นเลขาคุณวิทวัสหรือเปล่าคะ”

“ค่ะ แต่จริงๆก็สนิทกันเป็นการส่วนตัวด้วย ไม่ทราบจะให้บอกพี่วัสว่าใครโทร.มาคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ไว้ดิฉันโทร.มาใหม่ดีกว่า” รัชนิดาวางสายทันที

“มีพิรุธนะเนี่ย” มัลลิกาพูดกับตัวเองอย่างสงสัยใคร่รู้

แล้วพอวิทวัสส่งลูกค้ากลับไปแล้ว มัลลิกาก็เสนอหน้าเอาโทรศัพท์มือถือมาคืนวิทวัส “เมื่อกี้มีผู้หญิงโทร.มาค่ะ เห็นชื่อว่าดา ใครคะ”

วิทวัสชักสีหน้าทันที เสียงแข็งใส่อย่างไม่พอใจ “ผมไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับโทรศัพท์ของผม”

“แหม...ก็มอลลี่เป็นเลขานี่คะ แต่ยัยนี่ก็แปลกนะคะพอถามว่าจะติดต่อเรื่องอะไร ก็ไม่ยอมบอก แล้วก็วางไปเลย คนอะไรเสียมารยาทมาก”

“คุณไม่มีสิทธิ์ไปว่าลูกค้าแบบนี้นะ”

“ลูกค้าเหรอคะ แล้วทำไมไม่โทร.หามอลลี่ที่เป็นเลขา ทำไมต้องโทร.ตรง”

“ผมไม่ได้จ้างคุณมาเป็นเจ้านายผมนะ” เขาตัดบทแล้วเดินหนี ทำให้มัลลิกายิ่งสงสัย หาว่าเขามีพิรุธเหมือนกัน

วิทวัสร้อนใจรีบออกไปพบรัชนิดาที่ธนาคารแห่งหนึ่งซึ่งเธอเป็นผู้จัดการ

“จริงๆก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่จะโทร.ไปบอกว่าบ่ายนี้ดาต้องไปพบลูกค้าแถวโรงเรียนยัยลูกหนู เลยจะแวะรับแกเลย คุณจะได้ไม่ต้องไป แต่ไม่คิดว่า...”

“มัลลิกาเขาเป็นเลขาใหม่ของผม เป็นเพื่อนกับคุณเล็กมาก่อน”

“มิน่า...เขาถึงพยายามถามคาดคั้นแบบนั้น”

“ดา...ผมขอโทษนะ”

“ไม่ต้องขอโทษดาหรอกค่ะ ดาเองก็ไม่ได้โกรธคุณมัลลิกา”

“ผมไม่ได้ขอโทษเรื่องนั้น แต่ผมขอโทษเรื่องที่คุณเป็นภรรยาของผมแท้ๆ แต่ต้องมาอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ เพียงเพราะกลัวคุณเล็กรู้”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่คุณยอมจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดาก็ถือว่าคุณให้เกียรติดามากแล้วนะคะ”

“อดทนหน่อยนะ ผมสัญญาว่าจะต้องทำให้คุณเล็กยอมรับดากับลูกของเราให้ได้ ดาจะต้องเป็นสะใภ้ของ

บริรักษ์กิจเกษตรอย่างมีเกียรติ” วิทวัสกล่าวจริงจัง แววตารักใคร่มั่นคงจนรัชนิดาสัมผัสได้ด้วยความซาบซึ้ง

ooooooo

นริศรามาขอใช้คอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงานนิพนธ์เพื่อส่งอีเมล์หาพี่ชาย ปรากฏว่าส่งไม่ได้ ซึ่งเธอไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่นิพนธ์เดาว่าพี่ชายของเธออาจเปลี่ยนแอดเดรส หญิงสาวฟังแล้วหน้าเศร้าทันที แต่บอกเขาว่าไม่เป็นไร ธุระไม่สำคัญเท่าไหร่

จากนั้นนิพนธ์ชวนเธอไปทานกลางวันด้วยกันที่ห้องอาหารกับพ่อเลี้ยง พอสองคนเดินไปถึง บัวเกี๋ยงจัดโต๊ะเสร็จพอดี แต่เธอรีบบอกนิพนธ์ว่า

“บัวเกี๋ยงจัดไว้สองที่สำหรับพ่อเลี้ยงกับคุณนิพนธ์เท่านั้นนะคะ”

“ก็จัดเพิ่มสิ คุณนิดมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการเท่ากับฉันก็ต้องทานอาหารที่นี่”

บัวเกี๋ยงเดินหน้างอออกไป สวนกับภูชิชย์ที่เข้ามาพอดี ภูชิชย์ถามนิพนธ์ว่าเมื่อเช้าหายไปไหน พอได้ยินคำตอบว่าไปสอนงานคุณนิด ภูชิชย์ทำสุ้มเสียงไม่พอใจตอกหน้านิพนธ์ว่า

“ฉันไม่ได้สั่งนี่”

นิพนธ์หน้าเสียตอบไม่ถูก นริศราเห็นใจเขารีบออกตัวว่า “คุณนิพนธ์เขามีน้ำใจมาช่วยฉัน ถ้าไม่ได้คุณนิพนธ์ ฉันก็คงไม่รู้งานสักที”

“แสดงว่าการที่ฉันจ้างเธอมานี่ นอกจากไม่ช่วยแบ่งเบางานแล้ว กลายเป็นว่างานที่เคยมีคนทำแค่คนเดียว แต่ต่อไปนี้ต้องใช้คนถึงสองคน”

“คุณนิพนธ์คะ นิดขอโทษ ต่อไปนี้คุณนิพนธ์ไม่ต้องไปสอนงานนิดแล้วนะคะ ถ้ามีปัญหาอะไรนิดจะมาถามคุณนิพนธ์เองดีกว่า” นริศราจะเดินออกไปแต่ภูชิชย์เรียกไว้

“เธอจะไปไหน ไม่กินข้าวเหรอ”

“ฉันจะไปทานที่โรงอาหาร พ่อเลี้ยงจะได้ไม่สิ้นเปลืองไงคะ”

“ตามใจ แต่ก่อนไป เธอกับฉันมีเรื่องต้องคุยกัน” ภูชิชย์เดินนำนริศราออกไป บัวเกี๋ยงถือถาดใส่จานข้าวเข้ามาก็ตรงรี่ไปถามซอกแซกกับนิพนธ์

“ตกลงพ่อเลี้ยงไม่ให้คุณนิดร่วมโต๊ะเหรอคะ เห็นเดินหน้าตึงกันออกไป”

“มีงานอะไรก็ไปทำไป” นิพนธ์เสียงแข็งอย่างไม่พอใจ

“งั้นบัวเกี๋ยงเก็บจานส่วนเกินนี่เลยนะคะ” บัวเกี๋ยงถือถาดกลับออกไปด้วยรอยยิ้มสะใจ กะว่านริศราต้องโดนพ่อเลี้ยงเล่นงานไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง

ในห้องทำงานภูชิชย์ นริศราท่าทีตกใจเมื่อเขาจู่โจมถามว่าเธอเป็นอะไรกับ พล.อ.ณัฐ และ พ.อ.ณรงค์ สุริยรักษ์

“ตกใจเหรอที่ฉันเจอญาติเธอ”

“เปล่าค่ะ ฉันกำลังนึกว่ามีญาติชื่อที่คุณพูดหรือเปล่า แต่ก็นึกไม่ออก”

“นึกไม่ออกทั้งๆที่นามสกุลเดียวกัน” เขาชูเอกสารบันทึกประจำวันยืนยัน “นางสาวนริศรา สุริยรักษ์”

นริศราพยายามเก็บอาการ แย้งว่าในประเทศไทยมีคนนามสกุลซ้ำกันเยอะไป

“แล้วชื่อเธอก็คล้องกับนายทหารทั้งสองคน ณัฐ ณรงค์ นริศรา”

“ฉันไม่รู้จักจริงๆค่ะ ถ้าฉันมีญาติเป็นนายพล คุณคิดเหรอว่าฉันจะยอมทนลำบากทำงานที่นี่ ถ้าคุณไม่เชื่อก็เชิญคุณไปถามทหารสองคนนั่นแล้วกัน นี่ก็เลยเที่ยงมาเยอะแล้ว ฉันขอไปทานข้าวนะคะ จะได้มีแรงทำงานให้คุณ”

นริศราลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ภูชิชย์ก้มมองกระดาษในมืออีกครั้งด้วยความเซ็ง

“แล้วจะไปสืบต่อยังไงวะ คนหนึ่งก็ตายไปแล้ว อีกคนก็เรียนอยู่เมืองนอก”

ส่วนนอกห้อง นริศรายืนอยู่หลังประตูหน้าจ๋อยๆ เธอพึมพำขอโทษพ่อกับพี่ชายที่จำเป็นต้องพูดไปแบบนั้น...

ooooooo

นริศรามากินข้าวที่โรงอาหารกับพวกแม่อุ้ย เธอบอกว่ากินที่นี่สบายใจกว่า ลุงปั๋นว่าดีเหมือนกัน คุณนิดกับคนงานจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น นายผลจับจ้องมองอยู่รีบไปหยิบน้ำมาเสิร์ฟผู้จัดการแล้วถือโอกาสย้ายจานข้าวของตนมานั่งใกล้ๆ จนนริศราต้องเขยิบหนี

“ผู้จัดการครับ เห็นคนงานบอกว่าผู้จัดการยังไม่คล่องงาน ถ้ามีอะไรเรียกใช้ผมได้นะครับ ผมยินดีช่วยผู้จัดการเสมอ” ผลส่งยิ้มหวาน ระหว่างนั้นบัวเกี๋ยงเดินเข้ามาเห็นพอดี

“พี่ผล พ่อเลี้ยงถามว่ารถเอาไปเช็กหรือยัง”

“พี่จะเอาไปเดี๋ยวนี้” ผลลุกเดินออกไปทันที บัวเกี๋ยงเดินตามหน้าตูม นริศราเห็นแล้วนึกสงสัยถามขึ้นว่า

“สองคนนั่นเขาเป็นแฟนกันเหรอ”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ พี่บัวเกี๋ยงดูเหมือนไม่ค่อยสนใจพี่ผล แต่พี่ผลคุยกับผู้หญิงสาวๆทีไร มันก็จะฟาดงวงฟาดงาแบบนี้แหละค่ะ” พรพูดเป็นต่อยหอย นริศราพยักหน้ารับรู้แต่ไม่ซักอะไรอีก

หลังอาหารมื้อนั้น เป็งพานริศราไปดูฟาร์มวัว สองคนเดินคุยกันไปเรื่อยจนถึงบ่อเก็บมูลวัว เป็งอธิบายว่ามูลพวกนี้เราจะมาพักไว้ที่บ่อเพื่อรอนำไปหมักทำปุ๋ย โดยเราจะทำให้เหลวก่อนนำไปใช้ นริศรารู้สึกเหม็นมากแต่พยายามเก็บความรู้สึก

จู่ๆ บัวเกี๋ยงเดินหน้าตึงเข้ามาขอคุยกับผู้จัดการ ไล่เป็งและคนงานแถวนี้ออกไปก่อน นริศรามองตามคนงานก่อนหันกลับมาพูดกับบัวเกี๋ยงด้วยความไม่พอใจ

“เธอน่าจะถามฉันก่อนนะว่าฉันจะคุยกับเธอหรือเปล่า ไม่ใช่มาไล่คนของฉันแบบนี้”

“ฉันจะมาเตือนคุณ”

“เตือนฉัน เรื่องอะไร”

“อยู่ที่นี่น่ะ ถ้าจะมาทำดัดจริตอ่อยผู้ชายไปทั่วระวังจะอยู่ไม่นาน”

“บัวเกี๋ยง...นี่เธอจะมาเตือนหรือมาด่าฉันกันแน่”

“ก็จริงไหมล่ะ ตั้งแต่มาก็อ่อยคุณนิพนธ์ คิดจะขึ้นไปจับพ่อเลี้ยงขอกินข้าวด้วย แต่เขาไม่สนก็เลยหันมาหาพี่ผล”

“บัวเกี๋ยง ตอนแรกฉันคิดว่าจะอธิบายให้เธอเข้าใจนะ แต่พอเธอพูดมาแบบนี้ ฉันเลยรู้ว่าคนที่โง่และจิตใจสกปรก ฉันไม่ควรจะยุ่ง” นริศราพูดจบก็จะผละไป บัวเกี๋ยงโกรธมากที่โดนด่า ปรี่เข้าตบนริศราทันที

นริศราตบคืนอย่างไม่ยอม สองคนแลกตบกันไปมาท่ามกลางเสียงเชียร์ของคนงาน นริศราสู้แรงบัวเกี๋ยงไม่ได้จึงคว้าถังตักมูลวัวสาดใส่ แต่บัวเกี๋ยงโดดหลบทัน มูลวัวถังนั้นเลยไปโดนภูชิชย์ที่โผล่เข้ามาพอดี

คนงานแตกฮือแยกย้ายไปโดยเร็ว เหลือแต่นริศรากับบัวเกี๋ยงที่ยืนตกใจทำอะไรไม่ถูก ภูชิชย์โกรธมากรีบกลับไปอาบน้ำชำระร่างกายหลายครั้งก่อนจะออกมาสะสางนริศรากับบัวเกี๋ยงที่ห้องทำงาน

“บัวเกี๋ยงแค่อยากจะเตือนคุณนิดว่าอยู่ที่นี่ต้องทำงานเอง   แต่คุณนิดก็มาด่าบัวเกี๋ยงว่าบัวเกี๋ยงโง่จิตใจ สกปรก”

“ไม่จริง ที่ฉันว่าเธอเพราะเธอมากล่าวหาว่าฉันมาจับผู้ชาย แล้วเธอก็เป็นฝ่ายตบฉันก่อน ฉันต้องป้องกันตัว”

“แล้วคุณมาด่าฉันทำไม”

“บัวเกี๋ยง เธอนี่มันอันธพาลจริงๆ ฉันทำงานของฉันดีๆ เธอมาหาเรื่องเองนะ”

“นี่ไงคะพ่อเลี้ยง มันด่าอีกแล้ว”

สองสาวเถียงกันลั่นจนภูชิชย์ต้องทุบโต๊ะสั่งให้หยุด แล้วเริ่มสอบสวนบัวเกี๋ยงว่ามีงานอะไรถึงต้องไปที่คอกวัว บัวเกี๋ยงอึกๆอักๆ ตอบว่าไม่มี ภูชิชย์จึงสั่งให้ขอโทษนริศราเดี๋ยวนี้

บัวเกี๋ยงสะบัดเสียงขอโทษนริศราด้วยความไม่เต็มใจ เสร็จแล้วเขาสั่งให้บัวเกี๋ยงออกไป แต่ผู้จัดการอย่าเพิ่งไปไหน

“พ่อเลี้ยงนะพ่อเลี้ยง นี่คงหลงเสน่ห์มันอีกคน นังนิด...ถึงแกจะสวยจะเป็นผู้จัดการ แต่อีบัวเกี๋ยงก็ไม่ยอมแพ้แกแน่” บัวเกี๋ยงเดินบ่นออกไป แล้วตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร.หาคุณเล็ก

ส่วนในห้อง นริศรากำลังถูกภูชิชย์ตำหนิ “เริ่มงานไม่ทันไรก็มีเรื่องซะแล้ว”

“แต่เมื่อกี้คุณก็ได้ยินว่าฉันถูกหาเรื่อง”

“เธอเป็นถึงผู้จัดการทำไมไม่ควบคุมอารมณ์”

“ควบคุมอารมณ์ของคุณหมายถึงต้องให้บัวเกี๋ยงตบเอาๆใช่ไหม”

“คิดเองสิ ว่าทำตัวยังไงถึงจะเรียกว่าเหมาะสมกับคำว่าผู้จัดการ เพราะถ้าเธอจัดการกับตัวเองยังไม่ได้ แล้วจะมาจัดการไร่ให้ฉันได้ยังไง หรือว่างานที่นี่มันจะยากเกินไปสำหรับเธอ”

นริศรามองหน้าภูชิชย์ด้วยความเจ็บใจ ด้านบัวเกี๋ยงที่โทร.ไปฟ้องคุณเล็กเรื่องนริศราคิดจะจับพ่อเลี้ยง คุณเล็กฟังแล้วเป็นฟืนเป็นไฟ ทั้งโกรธทั้งหวงพี่ชายจนกรีดร้องลั่นห้อง ก่อนสั่งบัวเกี๋ยงจัดการนริศราให้กระเด็นไปจากไร่เร็วที่สุด แล้วตนจะมีรางวัลให้อย่างงาม

ooooooo

แล้วแผนการกำจัดนริศราก็เริ่มต้นในเช้าวันถัดมา บัวเกี๋ยงยุยงคนงานให้แข็งข้อกับนริศรา อ้างว่าได้รับคำสั่งมาจากคุณเล็ก ถ้าใครช่วยเหลืออะไร ผู้จัดการคนใหม่ถือว่าขัดคำสั่งมีสิทธิ์ตกงานได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าใครทำให้คุณเล็กพอใจ อาจมีรางวัลให้อีกด้วย

พวกลุงปั๋นไม่สบายใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งคุณเล็ก ตลอดทั้งวันนริศราจึงโดนคนงานกลั่นแกล้งตามแผนการของบัวเกี๋ยง โดยมีนายผลเป็นตัวตั้งตัวตีทำให้ปั๊มน้ำเสีย และขโมยปุ๋ยที่ผสมไว้ไปหมดเกลี้ยง

นริศราไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร มาขอความช่วยเหลือจากลุงปั๋นไปซ่อมปั๊มน้ำก็ได้รับการปฏิเสธ คนงานอื่นๆก็เดินหนีกันลูกเดียว ปล่อยให้นริศราก้มๆเงยๆอยู่กับปั๊มน้ำคนเดียว

ภูชิชย์ขับรถมาถึงไร่กาแฟไม่เห็นคนงานสักคน แถมเครื่องมือก็วางเกะกะ เขาลงจากรถด้วยความโมโห เดินตรงไปหานริศราที่สาละวนอยู่กับสวิตช์ไฟ

“เธอไล่คนของฉันออกหมดหรือไง ทำไมไม่มีคนทำงานสักคน” ภูชิชย์ถามขุ่น

“ฉันน่ะเหรอจะไปกล้าไล่ใคร จะกราบให้มาทำงานยังไม่มีใครทำเลย”

“หมายความว่าไง”

“คนงานไม่ทำงาน เครื่องสูบน้ำเสีย ปุ๋ยหาย ฉันถามอะไร ขอความช่วยเหลืออะไรไม่มีใครให้ฉันได้สักอย่าง หรือนี่เป็นแผนพ่อเลี้ยงคะ”

“แผน...แผนอะไร”

“หาเรื่องไล่ฉันไง”

ภูชิชย์มองนริศราแต่ยังไม่พูดอะไร เดินไปดูที่ปั๊มน้ำ เช็กสวิตช์ ปลั๊ก ท่อ ซึ่งนริศราบอกว่าตนเช็กทุกอย่างหมดแล้ว

“มีอย่างหนึ่งที่เธอไม่ได้ดู”

“อะไร”

“ใช้น้ำมันด้วยเหรอ ทำไมที่บ้านฉันแค่ต่อท่อ เสียบปลั๊ก กดปุ่ม”

“เครื่องสูบน้ำเข้าไร่ก็ใช้ทั้งนั้น”

นริศรานิ่งอึ้ง ภูชิชย์มองสำรวจรอบๆ ก่อนเดินไปคุ้ยกองดินใกล้ๆ ปรากฏว่าเจอถังน้ำมันหมกอยู่ เขาหยิบมาเติมปั๊มแล้วกดปุ่ม สปริงเกิลทำงานทันใด น้ำพวยพุ่งออกมารดต้นไม้

จากนั้นเป็นเรื่องปุ๋ย เขาเดินนำเธอไปที่โรงปุ๋ย ขอเอกสารรายงานจากคนงานแล้วถามนริศราว่ารู้หรือไม่ว่าปุ๋ยชนิดไหนหมด นริศราอ้ำอึ้งตอบไม่ถูก เลยโดนเขาตำหนิไปอีก

“ถ้าเธออ่านรายงานพวกนี้ออก เธอก็คงไม่ถูกคนงานหลอก”

“นี่คุณ ฉันไม่ได้อ่านหนังสือไม่ออกนะ แต่ฉันไม่รู้ว่ามีรายงานแบบนี้ด้วย”

“การทำธุรกิจ...จะซื้อจะขายอะไรเขาต้องมีรายงานไว้ตรวจสอบกันทั้งนั้น เรียนหนังสือมาหรือเปล่า”

นริศรากำมือแน่นด้วยความโกรธ ภูชิชย์แอบยิ้มสะใจแล้วส่งรายงานมาให้เธอ

“ทั้งหมดก็คงพิสูจน์แล้วว่าเธอทำงานนี้ไม่ได้ แค่ทำให้คนงานให้ความร่วมมือซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของหัวหน้างาน เธอก็ทำไม่ได้ซะแล้ว ฉันจะแนะนำให้ว่า เธอควรทำยังไง” เขาเดินมากระซิบข้างหูเธอ “ลาออกไปซะ อ้อ...แล้วฉันมีโปรโมชั่นให้ด้วยนะ ถ้าเธอลาออกภายในสิบนาทีนี้ ฉันจะแถมฟรีตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพฯสนใจไหม”

นริศราสุดเจ็บใจ วิ่งตามมาดักหน้าภูชิชย์ที่กำลังจะ กลับไปที่รถ “คิดว่าใช้ลูกไม้ตื้นๆแค่นี้แล้วฉันจะยอมแพ้เหรอ”

“นี่เธอยังมองว่าเป็นแผนของฉันงั้นเหรอ”

“ถ้าไม่ใช่คุณสั่ง มีเหรอคนงานจะมาแกล้งฉันแบบนี้”

“จะบอกให้เอาบุญนะ คนอย่างฉันไม่แกล้งเธอด้วยวิธีแบบนี้หรอก เพราะอะไรรู้ไหม เพราะฉันรู้ว่าเธอจะทำงานไม่ได้และต้องไปเอง แทนที่เธอจะมานั่งหาว่าใครแกล้งเธอ ฉันว่าเธอเอาเวลากลับไปทบทวนดูตัวเองดีกว่า ว่าดันทุรังทำงานที่เธอไม่มีวันทำได้ต่อไปเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง หรือจะกลับไปทำอย่างอื่นก่อนที่จะอายมากไปกว่านี้”

ว่าแล้วภูชิชย์ก็เดินเชิดหน้าไปขึ้นรถ นริศราเซ็งสุดๆ เดินไปทรุดตัวนั่งกับพื้นหน้าโรงปุ๋ย ดูรายงานไปปาดน้ำตาไป...ขณะขับรถกลับสำนักงาน ภูชิชย์อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมคนงานถึงพร้อมใจกันแกล้งนริศรา

ทันใดนั้นเอง ตัวบงการก็โทร.เข้ามือถือของเขา เธอส่งเสียงใสๆมาว่า “เป็นยังไงคะพี่ภู เห็นบัวเกี๋ยงมันบอกว่าผู้จัดการคนใหม่ของพี่ภูกับพี่วัสทำยุ่งไปหมดทั้งไร่”

“ก็อาจจะเป็นการลองของของคนงาน”

“นี่ก็แสดงว่าคนงานไม่รับมัน พี่ภูไล่มันไปสิคะ ไล่มันออกไปเลย”

“คุณเล็ก พี่ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก นริศรายังไม่ได้ทำความผิด แล้วถ้าจะมีคนผิดมันก็เป็นคนงานของเรามากกว่าที่ไปแกล้งเขา ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ต้องไล่คนงานออกหมดสิ”

“โอ๊ย...พอเถอะ คุณเล็กไม่อยากฟัง ตกลงพี่ภูจะเข้าข้างมันใช่ไหม”

“ไม่ใช่อย่างนั้น”

“ไม่ฟัง คุณเล็กไม่ฟัง ถ้าพี่ภูไม่ไล่มันก็ไม่ต้องมาคุยกับคุณเล็ก”

“คุณเล็ก...คุณเล็ก” ภูชิชย์พยายามเรียก แต่น้องสาวตัดสายไปแล้วด้วยความโมโห พอเขาโทร.กลับไปก็เป็นเสียงปิดเครื่องเสียแล้ว...

“นังนริศรา ฉันจะต้องไล่แกให้ได้ คอยดู!” คุณเล็กฮึ่มฮั่ม พร้อมจะกรี๊ดได้ทุกเมื่อที่ถูกขัดใจ

ooooooo

เหตุการณ์วุ่นวายวันนี้ทำให้นริศราท้อแท้แทบถอดใจไปจากไร่สุพัฒนา ถ้าไม่ได้นิพนธ์เหนี่ยวรั้ง และ ให้กำลังใจ เขายินดีสอนงานเธอทุกอย่าง โดยจะใช้เวลาเลิกงานมาสอน แค่นี้พ่อเลี้ยงก็จะว่าเราสองคนไม่ได้

แยกจากนิพนธ์มาแล้ว นริศราเดินไปที่โรงครัว ปรากฏว่าบัวเกี๋ยงกำลังนินทาเธออยู่ บัวเกี๋ยงมั่นใจมากว่าคราวนี้นริศราต้องโดนพ่อเลี้ยงไล่ออกแน่ๆ จึงบอกให้พรไปเก็บของของมันรอไว้ได้เลย นริศราไม่พอใจอย่างมาก เดินเข้ามาถามบัวเกี๋ยงว่าทำไมพรต้องเก็บของให้ตนด้วย

“ก็ได้ข่าวว่าคุณโดนเฉดหัวไล่ออกไปจากที่นี่”

“เสียใจนะ พ่อเลี้ยงยังไม่ได้ไล่ฉัน ฉันจะยังอยู่เป็นหัวหน้าเธอ อยู่เหนือเธอ”

“อะไรกัน ก็คุณทำงานผิดตั้งเยอะ เป็นไปได้ไง”

“เป็นไปแล้ว และที่จะเป็นต่อไปก็คือฉันจะตั้งใจทำงานให้ได้ บางทีมันอาจจะทำให้คนที่คิดไม่ดีกับฉันต้องร้อนรุ่มดิ้นพราดๆก็ได้”

แม่อุ้ยกับพรสะใจเป็นบ้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุณนิดพูดถูกใจมาก ขอให้คุณนิดเป็นฝ่ายชนะ สวยก็สวยกว่า นิสัยก็ดีกว่า อีพวกไม่สวยแล้วนิสัยเสียดูเอาไว้...บัวเกี๋ยงเคืองแค้นทุกคนแต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเดินปึงปังออกไปด้วยความไม่พอใจ ส่วนลุงปั๋นรู้สึกผิดเดินมายกมือไหว้นริศราที่ไม่ยอมไปช่วยเหลือ นริศรารีบบอกไม่เป็นไรเธอเข้าใจ เธอต่างหากที่เป็นหัวหน้าที่ไม่ดี แต่ต่อไปนี้เธอจะปรับปรุงตัวเพื่อเป็นผู้นำที่ให้การดูแลลูกน้องได้

ตกกลางคืน นริศราเริ่มเรียนรู้งานจากนิพนธ์อย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ดึกดื่นเที่ยงคืนก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเลิก จนนิพนธ์เป็นฝ่ายหาวขึ้นมาก่อน นริศราจึงให้เขากลับไปนอน ส่วนเธอขออ่านข้อมูลเพิ่มเติมอีกหน่อย

ภูชิชย์ยืนมองจากบ้านพักไปยังสำนักงานที่แสงไฟสว่างจ้า ให้แปลกใจว่าใครมาทำอะไรจึงเดินไปแอบดูเงียบๆ พอเห็นนริศราขะมักเขม้นกับแฟ้มงาน เขาก็อคติ กับเธอ หาว่าจะจับวิทวัสเลยต้องลงทุนขนาดนี้...

เสียงไก่ขันตอนเช้ามืด นริศราเงยหน้าจากโต๊ะทำงานแล้วรีบเก็บข้าวของออกไป เป็นจังหวะที่ภูชิชย์กับนิพนธ์เดินเข้ามาพอดี

“อย่าบอกนะครับว่าคุณนิดยังไม่ได้นอน” นิพนธ์ทัก

“แต่ก็คุ้มนะคะ นิดได้รู้งานขึ้นเยอะมาก”

“การทุ่มเทจนไม่รู้จักเวล่ำเวลาแบบนี้น่าจะเรียกว่าดันทุรังนะ” ภูชิชย์โพล่งขึ้น ทำให้นริศราหน้าตึงไม่พอใจ ถามประชดว่า

“ตกลงฉันทำอะไรก็ผิดใช่ไหม”

สองคนจ้องหน้ากันนิ่ง จนนิพนธ์ต้องรีบเข้าไปแทรก “ผมว่าคุณนิดกลับไปนอนพักสักชั่วโมงไหมครับ”

“ไม่หรอกค่ะ นิดไม่อยากให้ใครมาว่าอะไรได้อีก”

“แต่คุณนิดยังไม่ได้นอนเลย แล้วจะไหวเหรอครับ”

“ไหวค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่เป็นห่วง”

“งั้นก็สู้ๆนะครับ”

นริศรากับนิพนธ์ยิ้มให้กัน ภูชิชย์มองแล้วเขม่นหมั่นไส้ ถามอย่างพาลๆว่า จะยิ้มกันอีกนานไหม นริศรา เลยค้อนเขาวงใหญ่ก่อนจะผละไปด้วยความรีบร้อน

หลังเรียนรู้งานในตำแหน่งของตนจากนิพนธ์มาแล้ว เช้านี้นริศราเริ่มบทบาทของตัวเองได้ดีเยี่ยม เธอใช้ไม้แข็งกับคนงานที่แข็งข้อ แต่จะใจเย็นกับคนงานที่พูดง่ายเข้าใจง่าย พอตกเย็นมีคนงานชายกลุ่มหนึ่งมาขอออกไปนอกไร่ เธอจึงอนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นเวลาเลิกงานแล้ว

เย็นวันนี้เอง เจ้าน้อยมาหาภูชิชย์และได้เจอกับนริศรา สองสาวพูดคุยถูกคอถูกใจกันมาก ภูชิชย์เห็นเข้าก็ไม่พอใจว่านริศราให้เจ้าน้อยฟังต่างๆนานา เจ้าน้อยจึงบอกให้ภูชิชย์ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คนดีกว่า ว่าแล้วเจ้าน้อยก็เชิญภูชิชย์ นริศรา และนิพนธ์ไปทานอาหารเย็นที่บ้านเธอ เพราะเจ้าเทพมงคลต้องการจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าน้อยกลับมาจากอังกฤษ อีกอย่างเจ้าน้อยก็คาดหวังว่าโอกาสนี้ภูชิชย์กับบิดาของเธอจะได้ปรับความเข้าใจกัน

หลังจากเจ้าน้อยกลับไปแล้ว นริศราบังเอิญได้ยินคนงาน ซุบซิบกันเรื่องเจ้าน้อยกับภูชิชย์ที่รักกันมากแต่ถูกคุณเล็ก คอยขัดขวาง แล้วภูชิชย์ก็เห็นแก่น้องจนทิ้งความสุขของตัวเอง

“รักน้องมากขนาดยอมทำร้ายหัวใจตัวเอง...ตกลงนายนี่เป็นคนยังไงกันแน่” นริศราพึมพำอย่างไม่เข้าใจ

ข้างฝ่ายบัวเกี๋ยง พอรู้เห็นว่าเจ้าน้อยมาหาภูชิชย์แถมยังชวนกันไปกินข้าวที่บ้าน บัวเกี๋ยงรีบโทร.ไปรายงานคุณเล็ก ทำให้คุณเล็กโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอีกตามเคย ออกคำสั่งบัวเกี๋ยงให้ห้ามพี่ภู หรือไม่ก็ไปบอกนิพนธ์ว่าเธอ สั่งห้าม เพราะนิพนธ์ไม่เคยขัดคำสั่งของเธอ

“คุณนิพนธ์ก็คงไม่ห้ามหรอกค่ะ เพราะอีนังเจ้าน้อย มันชวนคุณนิพนธ์ไปด้วย แล้วยังมีนังนิดผู้จัดการใหม่ด้วยนะคะ พูดแล้วบัวเกี๋ยงยังงง ได้ยินว่ามันเจอนังนิดแป๊บเดียว อีเจ้านี่ถูกชะตาอยากเป็นเพื่อนเลยค่ะ”

“อะไรนะ นี่นังเจ้าตกอับมันคิดจะสร้างพวกมารุมฉันเหรอ”

“จริงด้วย บัวเกี๋ยงโง่มากคิดไม่ทันเลย ใช่ๆๆใช่ค่ะ มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ ทำยังไงกันดีล่ะคะคุณเล็ก”

คุณเล็กนิ่งไปด้วยความโมโหสุดขีด สองมือกำแน่นจนเล็บแทบจะจิกเนื้อตัวเอง...

หลังจากนั้นไม่นาน บัวเกี๋ยงก็เดินนวยนาดมา ยืนดักหน้านริศราที่กำลังจะเข้าบ้านพักเพื่ออาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปบ้านเจ้าน้อย พอเห็นนริศราเมินหน้าหนีอย่างไม่สน บัวเกี๋ยงก็พูดขึ้นดังๆ

“เชอะ...ทำเป็นหยิ่ง คิดว่าประจบเจ้าน้อยได้แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้นงั้นเหรอ”

นริศราชะงักทันที คนงานหญิงที่อยู่แถวนั้นหยุดมองมาเป็นตาเดียว

“บัวเกี๋ยง ฉันไม่ได้ประจบเจ้าน้อย เธออย่ามาพูดพล่อยๆ” นริศราสวนกลับอย่างไม่พอใจ

“ถ้าไม่ประจบแล้วทำไมจะตามพ่อเลี้ยงกับคุณนิพนธ์ไปกินข้าวด้วย คิดจะจับผู้ชายใช่ไหมถึงได้ตามติดเป็นตังเมแบบนี้ อย่าคิดว่าคนอย่างอีบัวเกี๋ยงมันจะโง่ดูคุณไม่ออกนะ”

“ขอโทษนะ ฉันคิดตั้งแต่ประโยคแรกที่เธอพูดแล้ว”

“เอ๊ะ อีนี่” บัวเกี๋ยงเงื้อมือจะเข้ามา

“หยุดนะ...อยากขอโทษฉันรอบสองเหรอ ถ้าเธอทำอะไรฉันอีก ฉันจะใช้อำนาจความเป็นผู้จัดการจัดการกับเธอ”

บัวเกี๋ยงหยุดกึกไม่กล้า นริศราไม่สนใจเดินเข้าบ้านพัก แต่คนงานซุบซิบและมองบัวเกี๋ยงอย่างขำๆ

“หัวเราะอะไร ข้าไม่ได้แพ้นะเว้ย ที่ยอมมันน่ะเพราะคุณเล็กกำลังจะกลับมาจัดการนังผู้จัดการคนนี้”

คราวนี้คนงานต่างอึ้งกับคำประกาศของบัวเกี๋ยง ...พรไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่พอได้ยินเพื่อนคนงานมาเล่าให้ฟัง ก็รีบวิ่งมารายงานแม่อุ้ยในครัวว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว เมื่อสักครู่พี่บัวเกี๋ยงกับคุณนิดทะเลาะกันหน้าบ้าน แม่อุ้ยตกใจและนึกห่วงนริศรา พรจึงว่าคุณนิดไม่เป็นอะไร แต่ตอกพี่บัวเกี๋ยงหน้าหงายไปเลย

“เออ...ให้มันได้อย่างงั้นสิวะ แล้วมันจะเรื่องใหญ่ยังไงวะ”

“ใหญ่ตรงที่พี่บัวเกี๋ยงประกาศว่าคุณเล็กจะกลับมาจัดการเรื่องนี้ให้มันน่ะสิ”

“ฮ้า! จริงเหรอ ถ้าคุณเล็กกลับมา คุณนิดคนสวยก็ซวยน่ะสิ” แม่อุ้ยอุทาน...แล้วก็หน้าเครียดไปด้วยกันกับพร

ooooooo

รักประกาศิต

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด