ตอนที่ 13
คุณเล็กตั้งใจจะจัดเก็บแฟ้มเอกสารใหม่แต่ทำไปทำมาดันทำแฟ้มบนหลังตู้หล่นใส่ศีรษะนิพนธ์จนบวมแดง เธอเลยต้องรับผิดชอบด้วยการหายามาทาให้เขา แต่ด้วยความที่ไม่เคยทำให้ใคร คุณเล็กป้ายยามากไปทำให้นิพนธ์แสบร้อน แซวเธอว่าจะทาให้ทั่วทั้งหน้าเลยหรือ
คุณเล็กสะดุ้ง รีบเช็ดยาออกด้วยอาการขวยเขิน นิพนธ์เห็นแล้วเผลอชมเธอว่าน่ารักดี เขาชอบที่เธอเป็นแบบนี้จังเลย
“อย่าแม้แต่จะคิดนะ เพราะฉันไม่ชอบคนที่ไม่คู่ควร” คุณเล็กเชิดใส่ทันที
นิพนธ์จ๋อยสนิท มองตามคุณเล็กที่ลุกพรวดไปด้วยความโกรธ เขาพึมพำด่าตัวเองว่าไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย จากนั้นเขาลุกมาที่หน้าจอคอมพ์เพื่อเช็กสต๊อกปุ๋ยตามที่คุณเล็กสั่งไว้ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างบนจอ
“เป็นไปได้ยังไง คุณนิดออกไปตั้งหลายวันแล้วนี่ ทำไมยังมีการใช้พาสเวิร์ดคุณนิดทำงานอยู่...หรือว่าจะมีคนมาเปิดโค้ดคุณนิด”
ด้วยความสงสัย นิพนธ์รีบโทร.หาเพื่อนที่ชำนาญด้านนี้ สอบถามว่าถ้ามีคนขโมยพาสเวิร์ดจะเช็กได้ยังไง ซึ่งครู่เดียวก็ได้เรื่อง นิพนธ์จึงรีบส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือภูชิชย์ที่กำลังประชุมอยู่ศาลากลางจังหวัดด้วยเรื่องการป้องกันภัยจากดินถล่ม
ภูชิชย์เห็นข้อความแล้วร้อนใจรีบกลับมาที่ไร่โดยเร็ว เขาช่วยกันกับนิพนธ์ค้นหาสิ่งผิดปกติในคอมพิวเตอร์จนแน่ใจว่าต้องมีคนแอบเอาโค้ดของนริศราไปใช้
“แล้วที่เห็นว่ามีชื่อนริศราครั้งสุดท้ายนี่ใครใช้เครื่อง” ภูชิชย์ซักนิพนธ์ แต่พอได้ยินคำตอบว่าคุณเล็ก ชายหนุ่มถึงกับนิ่งอึ้งไปเลย
ด้านคุณเล็กที่สะบัดสะโบกหนีนิพนธ์กลับไปบ้าน เธออาละวาดขว้างข้าวของพร้อมกับก่นด่านิพนธ์ที่บังอาจเผยอมาชอบเธอ พอเหลือบเห็นบัวเกี๋ยงแอบมานอนหลับหลังโซฟา ก็ยิ่งหัวเสียใหญ่ ทั้งตีทั้งด่าบัวเกี๋ยงลั่นไปหมด
บัวเกี๋ยงขอโทษขอโพยแล้วพยายามเปลี่ยนเรื่องถามถึงงานที่คุณเล็กว่าจะไปทำให้เสร็จ นี่เองทำให้คุณเล็กนึกได้ว่าตัวเองเปิดโค้ดนริศราทิ้งไว้ จึงผลุนผลันวิ่งออกจากบ้านโดยมีบัวเกี๋ยงวิ่งตามไปทั้งๆที่ไม่เข้าใจ
ในสำนักงาน นิพนธ์กำลังรายงานการใช้โค้ดของนริศราเข้าคอมพ์ ซึ่งมีการใช้โค้ดสามครั้ง ครั้งที่หนึ่งแสดงเวลาและวันที่ที่ตนลืมกุญแจแล้วกลับเข้ามาเจอคุณเล็ก ครั้งที่สอง...เวลาและวันที่คือวันแรกที่คุณเล็กมาทำงาน แล้วก็เปิดคอมพ์เข้าไปเจองานของนริศรา และครั้งสุดท้าย ที่ตนเห็นโค้ดนริศราเปิดอยู่ก็คือเมื่อสักครู่นี้เอง
ภูชิชย์ฟังแล้วหน้าเครียด นึกถึงคุณเล็กที่นิพนธ์บอกว่าเพิ่งกลับออกไปก่อนหน้านี้ครู่เดียว ขณะนั้นเองคุณเล็กวิ่งมาถึงหน้าห้องแล้ว แต่ไม่กล้าเปิดประตูเข้าไปเพราะได้ยินเสียงภูชิชย์กับนิพนธ์คุยกันแว่วๆ
“ที่จริงผมก็ยังไม่อยากฟันธง”
“ใช่ เพราะไม่ว่าจะเป็นใคร ปัญหาคือเราไม่มีหลักฐาน พอมีทางหาหลักฐานให้ได้มากกว่านี้ไหม”
คุณเล็กแปลกใจหันมากระซิบถามบัวเกี๋ยงว่าพี่ภูพูดถึงใคร บัวเกี๋ยงเดาทันทีว่า พวกเขาอาจจะรู้เรื่องคุณเล็ก แกล้งนังนิดแล้ว คุณเล็กสีหน้าตกใจ เงี่ยหูฟังต่อไปอย่างลุ้นๆ
“สงสารคุณนิดนะครับ แพ้แบบไม่เห็นทางสู้เลย”
“ไม่หรอก...มองอีกมุมสิ ถึงจะหาหลักฐานไม่ได้ว่าใครทำ แต่มันก็เท่ากับไม่มีหลักฐานว่านริศราโกง เพราะฉะนั้นฉันจะแก้ไขเรื่องนี้เอง”
นิพนธ์สงสัยว่าพ่อเลี้ยงจะแก้ไขยังไง แต่ภูชิชย์ไม่ตอบ ลุกเดินไปที่ประตู บัวเกี๋ยงจึงฉวยมือคุณเล็กวิ่งหนีไป แต่คุณเล็กยังฮึดฮัดอยากจะกลับมาดูในห้องว่าพี่ชายมีหลักฐานอะไรเกี่ยวกับตนหรือเปล่า
“อย่าเพิ่งเลยค่ะ เดี๋ยวพ่อเลี้ยงกับคุณนิพนธ์ก็จับได้คาหนังคาเขากันพอดี”
“แต่พี่ภูต้องรู้แล้วแน่ๆว่าฉันแกล้งนังนิด”
“รู้แล้วยังไงคะ ไหนคุณเล็กบอกว่าไม่มีทางที่จะมีใครจับได้”
“ถูกของแก ถ้างั้นเราก็สบายใจได้สินะ”
“อู้ย..สบายใจอะไรล่ะคะ คุณเล็กได้ยินไหมคะว่าพ่อเลี้ยงบอกว่านังนิดมันไม่ผิด บัวเกี๋ยงว่าพ่อเลี้ยงอาจจะไปพามันกลับมาก็ได้นะคะ”
“ไม่นะ ฉันไม่ยอม” คุณเล็กประกาศกร้าว...บัวเกี๋ยงแอบยิ้มร้าย เสี้ยมได้สำเร็จอีกแล้ว
ooooooo
ที่ศูนย์วิจัยกาแฟบนดอย นริศราช่วยเกษตรกรปลูกหญ้าแฝกที่แนวคันดินซึ่งไถพรวนไว้แล้ว ธาวินผ่านมาเห็นจึงร้องทักทายเธอ ก่อนจะลงมาร่วมด้วยช่วยกัน ระหว่างนี้เองเสียงมือถือนริศราดังขึ้น เธอก้มดูหน้าจอแต่ไม่ยอมกดรับ ทำให้ธาวินกับคนงานพากันสงสัย
เมื่อเสียงเรียกยังดังต่อเนื่อง เธอตัดสินใจกดสายทิ้งแล้วทำงานต่อทั้งที่ในใจเป็นกังวล ด้านภูชิชย์ที่โทร.มาก็หงุดหงิดที่ถูกตัดสาย เผลอบ่นออกมาจนลุงปั๋นได้ยิน แต่พอลุงปั๋นถามว่าใครไม่รับสาย เขาก็ทำเฉไฉแล้วเปลี่ยนไปถามเรื่องงาน
หลังจากนั้น ภูชิชย์กับกลุ่มคนงาน รวมทั้งเจมส์ก็พากันไปคลุมผลองุ่นในไร่ด้วยพลาสติก เพราะข่าวว่าพายุจะเข้า ถ้าไม่คลุมผลองุ่นที่แก่จัดจะแตกและร่วง แล้วน้ำฝนก็ทำให้องุ่นไม่หวานด้วย
เสียงมือถือภูชิชย์ดัง เจ้าของเครื่องดีใจนึกว่านริศราโทร.กลับมา แต่กลายเป็นเจ้าน้อย เขากดรับแล้วพูดอึกอักเมื่อเธอถามว่าเย็นนี้ว่างไหม
“ไม่ว่างอีกตามเคยใช่ไหมคะ” เธอดักคอเขาด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“ว่างครับ ผมสัญญาแล้วว่าจะทำตัวดีขึ้น เจ้าอยากให้ผมทำอะไรเหรอครับ”
“ไปทานข้าวกันนะคะ”
“ตกลงครับ งั้นเย็นนี้ผมไปรับเจ้าที่บ้านนะครับ”
เจ้าน้อยรีบรับคำแล้ววางสายด้วยรอยยิ้ม ตรงข้ามกับภูชิชย์ที่ถอนใจหน้าเคร่งเครียด
ใกล้เวลาอาหารกลางวัน บัวเกี๋ยงตรงดิ่งไปโรงครัว ตั้งใจจะกินให้เต็มคราบ แต่ดันมาได้ยินพวกแม่อุ้ยบ่นคิดถึงนริศรา บัวเกี๋ยงกินไม่ลง หมั่นไส้และบ่นด้วยความรำคาญ ทำให้แม่อุ้ยกับพรไม่พอใจตอบโต้กันไปมาแทบจะกลายเป็นวางมวย
บัวเกี๋ยงตัวคนเดียวสู้ไม่ได้แน่ จึงเอาชื่อคุณเล็กมาขู่ทุกคนก่อนจะวิ่งแจ้นไปฟ้อง แต่คุณเล็กกำลังมีเรื่องหนักใจ ก็เลยเอ็ดบัวเกี๋ยงเข้าให้
“อะไรของแกนักหนา นี่ฉันกำลังกลุ้มเรื่องพี่ภูกับนังนิดอยู่นะ แกมาช่วยกันคิดดีกว่าว่าพี่ภูจะทำไงต่อ”
“จริงสิคะ ป่านนี้ทำไมพ่อเลี้ยงยังไม่มาทานข้าวอีก”
“นั่นสิ...บัวเกี๋ยง ฉันใจไม่ดี พี่ภูไม่เคยหนีหน้าฉันแบบนี้”
“หรือพ่อเลี้ยงจะหันไปเข้าข้างนังนิดมันจริงๆคะ”
“ไม่ได้ ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง”
“แล้วคุณเล็กจะทำอะไรคะ จะไปง้อพ่อเลี้ยงเหรอคะ คุณเล็กไม่งอนแล้วเหรอคะ”
คุณเล็กไม่ตอบแต่ตัดสินใจไปป้วนเปี้ยนในไร่องุ่นให้พี่ชายเห็น แต่เขาก็ยังนิ่งไม่ทักไม่คุยราวกับเธอไร้ตัวตน ที่สุดคุณเล็กต้องเป็นฝ่ายพูดก่อน เธอถามเขาว่าเป็นอะไร ทำไมไม่พูดกับเธอเลย
“จะให้พี่พูดอะไรล่ะ”
“ก็ง้อคุณเล็กไง จำไม่ได้เหรอว่าพี่ภูทำให้คุณเล็กโกรธที่ไปเข้าข้างพวกนังนิด”
ภูชิชย์ยังนิ่งเงียบทำให้คุณเล็กหมดความอดทน โวยวายด้วยความโมโห จนบรรดาคนงานหันมามองเป็นตาเดียว
“ได้...พี่จะพูดกับคุณเล็กก็ได้ แต่คุณเล็กต้องพูดก่อนว่าสองสามวันนี้ได้ทำอะไรผิดหรือเปล่า”
“ผิด...ผิดอะไร คุณเล็กไม่ได้ทำ...คุณเล็กไม่ได้ทำ”
“แน่ใจเหรอ”
คุณเล็กเงียบงัน ภูชิชย์จึงตัดบทว่า “ถ้างั้นเราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกัน”
เท่านั้นเอง คุณเล็กแกล้งกรี๊ดไม่หยุด แถมใช้ไม้ตายทำเป็นชักกระตุก พี่ชายเลยต้องอุ้มกลับบ้านไปนอนพัก แล้วเขาจะไปเรียกบัวเกี๋ยงมาเฝ้า แต่คุณเล็กไม่ยอม รั้งแขนเขาไว้ออดอ้อนอย่างน่าสงสาร
“คุณเล็กอยากให้พี่ภูอยู่กับคุณเล็ก คุณเล็กคิดถึงพ่อกับแม่ คุณเล็กไม่มีใครอีกแล้วนอกจากพี่ภู”
“แต่คุณเล็กก็ไม่เห็นจะแคร์พี่เลยนี่ ทั้งโกรธทั้งงอนทำให้พี่หนักใจสารพัด”
“ไม่จริง คุณเล็กรักพี่ภูจะตาย พี่ภูเป็นทุกอย่างของคุณเล็ก”
“ถ้ารักพี่ ก็อย่าทำร้ายคนบริสุทธิ์สิ”
คุณเล็กแสร้งไม่เข้าใจว่าเขาพูดเรื่องอะไร ภูชิชย์จึงเปรยขึ้นว่า คุณเล็กคิดยังไงกับเรื่องที่นริศราโกงเงิน
“ก็มันโกงแล้วจะให้คิดยังไง หรือพี่ภูชอบที่มันโกง”
“แล้วถ้าพี่พิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ได้โกงล่ะ...ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเราก็ควรขอโทษเขา แล้วให้เขากลับมาทำงานที่นี่เหมือนเดิม”
“ไม่จริง...นี่พี่ภูจะเอาคนผิดกลับมาทำงานอีกเหรอ เห็นๆอยู่ว่ามันโกง พี่ภูอยากให้ครอบครัวเราหมดตัวใช่ไหม คุณเล็กไม่คิดเลยนะว่าพี่ภูจะหน้ามืดตามัวไปโง่หลงเชื่อคนอย่างมันอีก”
คุณเล็กโวยวายเอาแต่ใจจนพี่ชายส่ายหน้าเอือมระอา เดินดุ่มหนีไปโดยไม่สนเสียงห้ามปรามและเสียงกรีดร้องของน้องสาว
ooooooo
เย็นนั้นเจ้าน้อยรอภูชิชย์มารับที่บ้านตามนัด เธออยากให้เจ้าพ่อกับเจ้าแม่อยู่เจอเขาด้วย แต่ทั้งคู่ไม่สนใจ อ้างว่าจะรีบไปที่โรงบ่มไวน์ ซ้ำเจ้าแม่ ยังย้ำเตือนลูกสาวด้วยว่า วันก่อนที่ไปเที่ยวกับเขาดูเหมือนลูกจะไม่มีความสุข แต่เจ้าน้อยออกตัวว่าตนแค่น้อยใจเขานิดหน่อย แต่เขาสัญญาแล้วว่าจะทำตัวดีขึ้น
ที่ไหนได้ เมื่อเขามารับเธอไปทานอาหาร เจ้าน้อยก็ยังเห็นเขาใจลอยแถมยังทำหงุดหงิดกับโทรศัพท์ที่พยายามโทร.ออกแต่ไม่มีคนรับสาย หนักเข้าเขาขอตัวลุกไปจากโต๊ะอาหาร เจ้าน้อยมองตามหน้าเศร้า สองมืออ่อนแรงวางช้อนอย่างกินไม่ลง
ภูชิชย์ออกไปเพียรพยายามโทร.หานริศรา แต่ปลายสายก็ยังไม่รับ เขาบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหันมาเจอเจ้าน้อยยืนมองอยู่
“ตกลงภูโทร.หาใครคะ”
“ผม...เอ่อ...โทร.หาลูกค้าครับ”
“ลูกค้า? ตอนนี้น่ะเหรอคะ”
“คือมันมีปัญหานิดหน่อย แต่ช่างเถอะครับ เขาไม่อยากรับก็ไม่ต้องรับ”
“น้อยไม่เคยเห็นภูอารมณ์เสียใส่คนที่ทำธุรกิจด้วยเลย เวลาที่เราอยู่กันสองคนอย่าคิดถึงคนอื่นเลยนะคะ...น้อยขอร้อง”
“ครับ” เขาตอบเสียงอ่อย แล้วโอบกอดเธอไว้ด้วยสีหน้าที่แอบหนักใจสุดๆ
ฝ่ายนายโป๊ะที่กำลังเตรียมตัวจะเข้านอน ก่อนหน้านี้เขาโทร.หานริศราอยู่หลายครั้ง แต่จนป่านนี้เธอยังไม่ติดต่อกลับ เขานึกเป็นห่วงจึงโทร.หาอีกที แต่คราวนี้สัญญาณบอกว่าปิดเครื่อง นั่นยิ่งทำให้เขาเป็นห่วงเธอมากขึ้น เกรงจะไม่สบาย มืดค่ำบนดอยคงหาหมอลำบาก
คิดดังนั้นแล้วชายหนุ่มรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าขับรถออกจากโรงแรมไปหาเธอที่บ้านพัก นริศราเห็นเขามามืดๆค่ำๆ ก็ตกใจและเป็นห่วง
“ยังจะมาทำตาโตใส่เราอีก เราเป็นห่วงแทบแย่”
“เราสิต้องเป็นห่วงโป๊ะ ขับรถขึ้นดอยมาค่ำๆ มืดๆอย่างนี้ได้ยังไง มันอันตรายนะ”
“ก็นิดปิดโทรศัพท์ทำไมล่ะ เราก็นึกว่านิดไม่สบายซะอีก”
“งั้นเราเปิดก็ได้” พอเธอเปิดปุ๊บ เสียงมิสคอลดังปั๊บ หน้าจอมีชื่อโป๊ะ 10 ครั้ง และภูชิชย์อีก 30 ครั้ง
ขณะเดียวกันนั้น ภูชิชย์กลับถึงบ้านแล้ว เขาว้าวุ่นสับสนไม่เข้าใจตัวเองทำไมต้องวุ่นวายเรื่องนริศราด้วย เขาด่าตัวเองทั้งโง่ทั้งบ้า ครั้นหวนนึกถึงท่าทีเจ้าน้อยเมื่อเย็น เขายิ่งกลุ้มใจ บอกตัวเองว่าต่อไปเขาจะไม่โทร.หานริศราอีกแล้ว...
โป๊ะกับนริศรายังนั่งคุยกันหน้าบ้านพัก...เมื่อรู้ว่าภูชิชย์โทร.หานริศราหลายสิบครั้ง โป๊ะแอบไม่พอใจ ครั้นเห็นเธอเหม่อลอยไม่ค่อยฟังเขาพูด ก็รู้สึกน้อยใจจนเก็บอาการไม่อยู่
“ถ้านิดกังวลเรื่องโทรศัพท์นั่น นิดก็โทร.หาเขาเถอะ”
“อุ๊ย...เราไม่สนใจหรอก”
“แล้วไม่อยากรู้เหรอว่าเขาโทร.มาทำไม”
“ไม่อยากรู้หรอก”
“แต่เขาอาจมีเรื่องร้ายแรงอะไรก็ได้นะ ไม่งั้นไม่ โทร.เป็นบ้าขนาดนี้หรอก”
นริศราคิดตาม โป๊ะแอบถอนใจแล้วตัดใจลากลับไปด้วยสีหน้าสุดเศร้า ฝ่ายนริศรากลับเข้าบ้านด้วยความลังเล ที่สุดเธอตัดสินใจโทร.หาภูชิชย์ ถามว่าโทร.หาตนทำไม?
ภูชิชย์ทั้งตกใจและดีใจ ละล่ำละลักลืมที่พูดกับตัวเองไว้เมื่อสักครู่ไปเลย
“นริศรา...เธอจริงๆเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ”
“ฉันโทร.หาเธอเป็นสิบๆครั้ง ทำไมเธอไม่รับสายเลย”
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า หรือว่าตรวจพบว่าฉันไปโกงอะไรคุณอีก”
“ไม่มีการโกงอีกแล้ว ฉันกับนิพนธ์ตรวจสอบกันอีกทีก็เจอว่ามีคนแฮ็กพาสเวิร์ดเธอเข้าคอมพ์ แล้วก็เข้ามาแปลงข้อมูล”
“จริงเหรอคะ แล้วใครเป็นคนทำ”
“ยังไม่รู้แน่ชัด แต่เอาเป็นว่าไม่ใช่เธอก็แล้วกัน เธอกลับมาทำงานที่นี่เหมือนเดิมนะ”
นริศรานิ่งเงียบ นึกถึงคำพูดเจ้าน้อยที่ว่าเธอรักภูชิชย์มาก ถ้าเขากำลังเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น เธอคงไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว...
“ขอบคุณนะคะ แต่ฉันจะไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว แค่นี้นะคะ” นริศราวางสายรวดเร็วจนภูชิชย์เรียกไม่ทัน พอเขาโทร.กลับไป ปรากฏว่าเธอปิดเครื่องเสียแล้ว
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเล็กลงมาเดินเล่นที่แปลงดอกไม้แล้วเจอนิพนธ์โดยบังเอิญ เธอยังเคืองเขาไม่หายจึงหันหลังจะกลับออกไป
“คุณเล็กครับ ผมขอโทษนะครับเรื่องเมื่อวาน” หญิงสาวชะงักแต่ยังไม่ยอมหันหน้ามา “ผมไม่ควรพูดแบบนั้น ผมอยากให้คุณเล็กรู้ว่าผมรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไรครับ”
“รู้ตัวก็ดี ต่อไปก็อย่าพยายามเสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก” คุณเล็กหันมาจ้องหน้าเขาด้วยแววตาที่โกรธจัด
“ครับ...ผมสัญญา”
นิพนธ์เดินหน้าเศร้าจากไป คุณเล็กใจหายวูบ มองตามด้วยความรู้สึกสับสนระคนหงุดหงิด บัวเกี๋ยงเดินมาจากอีกด้านตรงเข้าไปเชิญคุณเล็กทานข้าว พอเห็นเจ้านายยังนิ่งเฉย ก็เมียงมองด้วยความสงสัย
“คุณเล็กทำอะไรอยู่เหรอคะ บัวเกี๋ยงตั้งโต๊ะให้แล้วนะคะ กับข้าวน่ากิ๊นน่ากินทั้งนั้นเลย ไปช้าเดี๋ยวเย็นจะไม่อร่อยนะคะ”
“โอ๊ย...เป็นแม่ฉันหรือไง สั่งอยู่ได้ รำคาญ!” คุณเล็กตวาดแล้วเดินหนี ทำเอาบัวเกี๋ยงยืนเกาหัวแกร็กๆ เป็นงงว่าเรื่องอะไรมาด่าตนแต่เช้า
คุณเล็กเข้าสำนักงานอย่างหงุดหงิด มองดอกไม้ที่ถือติดมือมาแล้วพาลด่านิพนธ์ “ถ้าแกผิดสัญญาฉันจะฟ้องพี่ภูให้ไล่แกออกเลย ไอ้นิพนธ์ ไอ้บ้า ไอ้กระจอกไม่เจียมตัว”
ด่าฝากลมแล้งไปแล้ว คุณเล็กลุกขึ้นไปหยิบแฟ้มบนโต๊ะมาเปิดดู “เอ๊ะ นี่มันรายงานการเข้ารหัสการใช้คอมพ์ของนังนิด...อะไรกันเนี่ย”
คุณเล็กเริ่มกลัวคิดไม่ตกจะทำยังไงดี เธอวิ่งกลับไปบ้านบอกเล่าให้ลูกน้องคนสนิทฟัง...บัวเกี๋ยงตกใจ ถึงกับอุทานลั่นอย่างลืมตัว “อะไรนะคะ พ่อเลี้ยงรู้เรื่องแล้ว!”
“เบาๆสิ ฉันไม่ได้บอกว่ารู้ แต่มันมีแฟ้มอยู่บนโต๊ะ”
“อ้าว...แล้วตกลงมันยังไงล่ะคะ”
“แสดงว่าเรื่องที่พี่ภูกับไอ้นิพนธ์มันคุยกันเมื่อวานต้องเป็นเรื่องนี้ เราต้องหาทางแก้ไข”
“เราเหรอคะ บัวเกี๋ยงไม่เกี่ยวนะคะ คุณเล็กทำคนเดียว บัวเกี๋ยงไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์สักหน่อย ไม่เอานะคะ บัวเกี๋ยงไม่ยอมถูกไล่ออก บัวเกี๋ยงอยากทำงานที่นี่”
“โอ๊ย...หุบปากซะที ฉันมั่นใจนะว่าไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือฉัน แต่ถึงรู้ก็จับไม่ได้หรอก”
“ถ้าจับไม่ได้แล้วคุณเล็กจะหาทางแก้ไขทำไมล่ะคะ”
“ก็ฉันกลัวพี่ภูจะไปตามมันกลับมาน่ะสิ”
“จริงด้วยค่ะ ถ้านังนิดมันกลับมาจริงเราจะทำยังไงดีคะ ต่อไปพ่อเลี้ยงมิเทิดทูนมันจนคุณเล็กไม่มีที่ยืนในไร่เหรอคะ” บัวเกี๋ยงยุแหย่เสียจนคุณเล็กพลุ่งพล่านด้วยความเจ็บใจ
ขณะเดียวกันนั้น ภูชิชย์เองก็กำลังพลุ่งพล่านเหมือนกันที่นริศราไม่ยอมรับโทรศัพท์ ขนาดไปไหว้วานนิพนธ์ให้ช่วยโทร.แล้วส่งต่อให้เขา นริศราก็ยังรีบวางสายเมื่อได้ยินเสียงเขา...ภูชิชย์กลุ้มใจมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี นอกจากพยายามตัดใจให้เลิกหมกมุ่นด้วยการหันมาทุ่มเททำงานให้มากขึ้น
นิพนธ์มองทะลุปรุโปร่งว่าภูชิชย์รู้สึกยังไงกับนริศรา เขาแอบขำหลายหนที่พ่อเลี้ยงวางฟอร์มพยายามปกปิด วันนี้เช่นกันเขาเห็นพ่อเลี้ยงกระวนกระวายแถมยังอารมณ์เสียใส่เจมส์ที่บ่นคิดถึงนริศรา นิพนธ์จึงแนะนำให้พ่อเลี้ยงโทร.ถามโป๊ะว่านริศราอยู่ที่ไหน แต่ถ้าเคยถามแล้วไม่ได้เรื่อง ก็น่าจะลองหาตัวช่วยใหม่
ตัวช่วยที่นิพนธ์กล่าวถึงก็คือวิทวัส เมื่อภูชิชย์ติดต่อไป ยังความแปลกใจให้วิทวัสกับรัชนิดา เพราะจากน้ำเสียงของเขาจับพิรุธได้ว่ามีความรู้สึกดีๆต่อนริศราแน่นอน
ไม่ทันข้ามวัน บัวเกี๋ยงมารายงานคุณเล็กว่าได้ยินคนงานคุยกันที่โรงอาหารว่าพ่อเลี้ยงโทร.เรียกคุณวัสให้กลับมาตามนริศรา คุณเล็กโกรธมากรีบโทร.สั่งมัลลิกาให้เหนี่ยวรั้งวิทวัสไว้ แต่เพื่อนซี้กลับปฏิเสธ แถมยังอบรมยืดยาวจนคุณเล็กขว้างโทรศัพท์ทิ้งด้วยความโมโห
“ว่าไงคะคุณเล็ก” บัวเกี๋ยงเสนอหน้า
“ว่าไงล่ะ นังเพื่อนทรยศมันไม่ยอมทำให้น่ะสิ หน็อย...ยังมาบอกว่าฉันโชคดีที่มีพี่ชายดีๆสองคน อย่าไปบังคับเขา...อีบ้า อีเพื่อนบ้า มาสั่งสอนฉันได้ไง”
“ตกลงก็คือเราทำอะไรไม่ได้อีกตามเคย”
“ไม่มีทาง...ให้มันรู้ไปว่าพี่วัสจะใหญ่กว่าฉัน”
ooooooo
เพียงเช้าวันรุ่งขึ้นวิทวัสก็เดินทางมาถึงไร่ คุณเล็กยืนประจันหน้าพี่ชายทั้งสองคนด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“นี่พี่ภูอยากได้นังนิดมันกลับมาที่นี่มากจนถึงขนาดต้องให้พี่วัสไปง้อมันเลยเหรอคะ”
“ก็ตอนนี้พี่รู้แล้วว่านริศราไม่ผิด เขาก็มีสิทธิ์จะทำงานที่นี่ไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ผิดยังไง หลักฐานก็มีอยู่ พี่ภูกับนิพนธ์ก็เห็น”
“คุณเล็กเห็นรายงานนี่แล้วใช่ไหม มันแสดงว่ามีคนป้ายความผิดให้กับนริศรา”
“แล้วไง งั้นก็ไปหาคนผิดมาสิ แต่ถ้าหาไม่ได้คุณเล็กก็จะถือว่ามันเป็นคนผิดตลอดชาติ”
“พี่ภูครับ ผมว่าเราลองแจ้งตำรวจดีไหมครับ เผื่อเขาจะมีทางรีบจับตัวมันมาเปิดโปงจะได้ประจานให้รู้กันทั้งไร่ไปเลย”
“นี่พี่วัส...เรื่องมันจบไปแล้วพี่วัสไม่เกี่ยวไม่ต้องมายุ่ง”
“พี่ไม่เกี่ยวได้ยังไง เอ๊ะๆ หรือคุณเล็กกลัวตำรวจ แบบนี้ควรส่งไปให้การเป็นคนแรกเลย ได้ข่าวว่าเป็นคนเจอหลักฐานก่อนใครไม่ใช่เหรอ แบบนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีนะ”
“กรี๊ดดดด...ไอ้พี่วัส ไอ้บ้า อย่ามากวนประสาทฉันนะ พูดอย่างนี้ก็กลับไปเลยไป!”
“ไม่ต้องไล่หรอกคุณเล็ก ถ้าคุณเล็กเลิกนิสัยแบบนี้ไม่ได้ วันหนึ่งทุกคนก็จะไปจากคุณเล็กเอง ไม่ใช่แค่เพื่อนอย่างมอลลี่นะ ต่อไปแม้แต่พี่ภูก็จะไปจากคุณเล็ก”
คุณเล็กกรี๊ดลั่น แกล้งเซจะเป็นลม ภูชิชย์ตกใจเข้าประคอง แต่วิทวัสดึงเขาออกมาไม่ให้โอ๋ บอกว่าแค่นี้คุณเล็กไม่ตายหรอก ภูชิชย์ยอมออกมาทั้งที่กังวลเป็นห่วงน้อง วิทวัสจึงย้ำเตือนอีกครั้งว่า
“พี่ภูหัดใจแข็งบ้าง พี่ต้องดัดนิสัยเขาบ้าง ร้ายอย่างนี้ไม่ไหวหรอก ผมว่ามันไม่ได้เป็นแค่เรื่องสารเคมีในสมองผิดปกติแล้ว แต่มันเป็นเพราะพวกเราไปตามใจจนนิสัยเขาเสียต่างหาก”
พูดขาดคำ บัวเกี๋ยงวิ่งหน้าตื่นออกมาบอกพ่อเลี้ยงว่าคุณเล็กแย่แล้ว วิทวัสกางกั้นพี่ชายทันที ให้บัวเกี๋ยงไปดูแลนายตัวเอง พูดจบก็ลากภูชิชย์ออกไปเลย บัวเกี๋ยงหันรีหันขวางครู่หนึ่งก่อนตัดใจไม่ยอมกลับเข้าไป
“ปล่อยให้เป็นบ้าไปเลยก็ดีเหมือนกัน ไปหาข้าวกินดีกว่า” ว่าแล้วบัวเกี๋ยงก็เดินก้นบิดจากมา
ส่วนวิทวัสพาภูชิชย์ไปขึ้นรถที่ให้นิพนธ์เตรียมไว้ วิทวัสกับนิพนธ์วางแผนสะกดรอยตามโป๊ะเพื่อไปให้ ถึงนริศรา แต่ระหว่างทางโป๊ะรู้ตัวจึงจอดรถลงมาถามพวกเขาว่า ตามตนมาทำไมไม่ทราบ
สามหนุ่มหน้าเจื่อน ไม่มีใครกล้าตอบสักคน แต่โป๊ะก็เดาได้ไม่ยากว่าพวกเขาต้องการพบนริศรา
“คือ...พวกผมมีเรื่องต้องบอกคุณนิดครับ รบกวนขอตามคุณโป๊ะไปด้วยนะครับ” นิพนธ์พูดจาอ่อนน้อม
“แต่นิดคงไม่อยากรู้ แล้วก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกคุณอีก เขาอยู่ที่ศูนย์วิจัยก็สบายดีอยู่แล้ว” โป๊ะหลุดปากทำให้ภูชิชย์ต้อนจนรู้แหล่งจนได้ แต่โป๊ะพยายามขัดขวางไม่อยากให้เขาไปเจอนริศรา โดยเอาเรื่องที่เธอไม่ยอมรับสายจากเขาสามสิบครั้งมาพูด ก็แสดงว่าเธอไม่อยากคุยกับเขา
ภูชิชย์เริ่มไม่พอใจโป๊ะ นิพนธ์เห็นสองหนุ่มเขม่นใส่กันก็แอบขำ แต่วิทวัสมองคนโน้นทีคนนี้ทีอย่างไม่เข้าใจ
ในที่สุดนิพนธ์ก็ต้องช่วยไกล่เกลี่ย เขาอ้างเรื่องที่นริศราไม่ได้ทำความผิด พ่อเลี้ยงจึงอยากขอโทษเธอ และตอนนี้คนงานทุกคนก็คิดถึงเธอ ถ้าเธอกลับมาพวกเราจะดีใจมาก
“ไม่หรอกครับ ผมเชื่อว่านิดไม่กลับไปอีกแล้ว”
“ให้พวกเราได้ยินจากปากคุณนิดเองได้ไหมครับ” วิทวัสแทรกขึ้นมาจนโป๊ะเงียบไปอย่างจนใจ
เมื่อคณะของภูชิชย์ตามโป๊ะมาถึงศูนย์วิจัย นริศราตกใจและไม่พอใจ ถามโป๊ะว่าทำไมทำอย่างนี้
“เราอยากให้นิดได้รับความถูกต้อง นิดไม่ได้ทำผิดอะไร ก็ควรได้รับคำขอโทษจากพวกเขา”
ภูชิชย์เดินเข้ามายื่นเอกสารรายงานการเข้าโค้ดให้นริศรา และเอ่ยจากใจว่า “ฉันขอโทษ ฉันรับรองว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก เธอกลับไปทำงานที่ไร่นะ”
“เอาเป็นว่าฉันรับคำขอโทษจากคุณก็แล้วกันนะคะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวไปทำงานนะคะ”
นริศราเดินเลี่ยงไป ภูชิชย์รีบตาม โป๊ะจะตามไปด้วยแต่นิพนธ์ชิงเรียกไว้
“ขอโทษนะครับคุณโป๊ะ ให้พ่อเลี้ยงกับคุณนิดเคลียร์กันให้เข้าใจก่อนได้ไหมครับ”
โป๊ะหงุดหงิดเดินออกไปอีกทาง วิทวัสที่จับสังเกตตลอดเวลาเดินมาเปรยกับนิพนธ์ว่า
“ทำไมฉันรู้สึกเหมือนพาพระเอกมาง้อนางเอกยังไงก็ไม่รู้”
นิพนธ์ไม่พูดอะไร เอาแต่อมยิ้มด้วยความสบายใจ... ภูชิชย์เดินตามนริศราที่มุ่งหน้าไปทางบ้านพัก เรียกยังไงเธอก็ไม่หยุดเดิน
“นริศรา ทำไมเธอต้องหนีฉันด้วย”
“ฉันยกโทษให้คุณแล้วจะเอาอะไรอีก”
“แต่เธอทำเหมือนโกรธฉันนี่”
“ฉันไม่ได้โกรธอะไรคุณหรอกค่ะ พ่อเลี้ยงสบายใจได้”
“ไม่โกรธก็กลับไปด้วยกันสิ”
เขาตามมาดึงแขนเธอในระยะประชิด ทำให้เธอเสียหลักเกือบล้ม ถ้าเขาคว้าเอวเธอไว้ไม่ทัน
“เอ่อ...ขอโทษนะ ฉันแค่อยากจะบอกว่าเธอไม่คิดถึงพวกคนงาน แล้วก็แปลงกาแฟท้ายไร่แล้วเหรอ”
“ฉันเชื่อว่าพวกมันอยู่ได้ค่ะ”
“งั้นก็เรื่องเงิน ไหนว่าจะเก็บเงินกลับไปเรียนต่อไง เหลืออีกเทอมเดียวก็จะจบไม่ใช่เหรอ ฉันเพิ่งรู้จากโป๊ะว่าเธอได้เงินที่นี่น้อยกว่าที่ฉันให้ตั้งห้าพันต่อเดือน อย่างนี้จะต้องเก็บอีกเท่าไหร่กัน”
“ฉันก็ไม่รู้ว่าต้องเก็บอีกเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยการที่ฉันทำงานที่นี่มันก็น่าจะทำให้ใครหลายคนสบายใจได้ ขอให้เราเจอกันครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะคะพ่อเลี้ยง”
หญิงสาวตัดบทอย่างเด็ดเดี่ยว เมื่อโป๊ะทราบเรื่องหลังจากพวกภูชิชย์พากันกลับไปแล้ว ชายหนุ่มยิ้มแย้มอารมณ์ดีขึ้นมาทันที
“เราดีใจที่นิดไม่กลับไปทำงานกับคุณภูชิชย์”
“ทำไมต้องดีใจด้วยล่ะ”
“ก็ถ้านิดกลับ ก็แสดงว่าที่เราสงสัยว่านิดอาจจะชอบคุณภูชิชย์ ก็เป็นจริงน่ะสิ แต่นี่แสดงว่านิดไม่ได้ชอบเขา ถึงได้ปฏิเสธแบบนี้”
นริศราพูดไม่ออก ฝืนยิ้มให้โป๊ะด้วยความรู้สึกโหวงๆในใจพิกล
ooooooo
คุณเล็กสะใจนักหนาที่นริศราไม่ยอมกลับมาที่นี่อีก เธอบอกพี่ชายทั้งสองและนิพนธ์ว่า ต่อไปคงไม่มีใครบ้าไปตามมันอีก...ระหว่างนี้เองเหลือบเห็นเจ้าน้อยเดินตรงมา คุณเล็กเซ็งทันที
“ยังเหลืออีกรายที่ยังไม่หลุดวงโคจรซะที”
“ขอโทษค่ะ น้อยไม่ทราบว่าคุยธุระกันอยู่”
“ทราบแล้วก็ออกไปสิ”
“ไม่เป็นไรครับ เชิญเจ้านั่งที่นี่ดีกว่า”
“พี่ภู!!” คุณเล็กขึ้นเสียง แต่พี่ชายไม่สนใจ เดินไปพาเจ้าน้อยมานั่งใกล้ๆ
“พอดีน้อยทราบว่าคุณวัสมา เลยอยากจะมาทักทายน่ะค่ะ”
“ขอบคุณเจ้ามากๆนะครับที่อุตส่าห์นึกถึง” วิทวัสทักตอบด้วยรอยยิ้ม
“ข่าวไวซะจริงนะ แล้วรู้ข่าวที่พี่ภูไปตามง้อยัย
นริศราให้กลับมาที่ไร่หรือยังล่ะ เธอกำลังจะตกกระป๋องแล้วนะเจ้าน้อย” คุณเล็กจงใจทำให้คู่รักแตกแยก...นิพนธ์เห็นท่าไม่ดีรีบแก้
“พ่อเลี้ยงไม่ได้ไปคนเดียวหรอกครับเจ้า ผมกับคุณวัสก็ไป พวกเราไปเป็นตัวแทนของคนงานด้วยน่ะครับ”
“นิพนธ์ ใครให้แกพูด!”
“คุณเล็กนั่นแหละหยุดเถอะ”
“ทำไมคะพี่ภู รอให้นังนิดมันตอบรับรักก่อนแล้วค่อยปฏิเสธนังนี่เหรอคะ...แกนี่ก็หน้าด้านนะ วิ่งตามพี่ภูอยู่ได้ อยากได้สมบัติที่นี่จนตัวสั่นเหรอ”
“น้อยขอตัวก่อนนะคะ” เจ้าน้อยลุกเดินหน้าเศร้าออกไป
ภูชิชย์หน้าเสียรีบเดินตามเธอออกไป ส่วนคุณเล็กจะวิ่งตามแต่โดนวิทวัสขวางเอาไว้
“พี่วัส ปล่อยคุณเล็กนะ”
“ไม่ปล่อย พี่จะไม่ปล่อยให้คุณเล็กไปสร้างความวุ่นวายอีกแล้ว นิพนธ์มาช่วยกัน”
สองหนุ่มช่วยกันจับคุณเล็กที่ดิ้นรนกรีดร้องราวกับคนบ้า...
เจ้าน้อยเก็บอาการเสียใจเดินลิ่วมาที่รถของตน ภูชิชย์ตามมาดึงมือเธอ และเอ่ยปากขอโทษแทนคุณเล็ก แต่เธอกลับส่ายหน้า...เอ่ยว่า
“ไม่ใช่คุณเล็กหรอกค่ะ”
“คือเรื่องนริศรา...ผมเห็นว่าเขาไม่ได้ทำผิด เลยอยากแก้ไข”
“ภูก็ทำถูกแล้วนี่คะ แต่น้อยก็...น้อยรู้สึกอิจฉาคุณนิด นับวันเธอยิ่งมีความสำคัญกับภูมากขึ้นเรื่อยๆนะคะ”
“เจ้า...อย่าเข้าใจผิดนะครับ”
“งั้นที่ถูกคืออะไรคะ”
“ต่อไปนี้ผมกับนริศราคงไม่ได้เจอกันอีก”
“แล้วภูเสียใจไหมคะ”
“ผม...ผมก็ปกติดีครับ”
“พรุ่งนี้คุณนิดจะไปร่วมงานประมูลค่ะ”
“เจ้าหมายความว่ายังไงครับ แล้วเจ้าบอกผมทำไม”
“ในวันงานภูต้องเจอกับคุณนิด น้อยไม่อยากให้มีอะไรมาทำให้น้อยเข้าใจผิดอีกค่ะ”
เจ้าน้อยพูดจบก็หอมแก้มภูชิชย์แล้วขึ้นรถขับออกไป ชายหนุ่มหันมองตามด้วยสีหน้ากังวล โดยไม่รู้ว่าบัวเกี๋ยงยืนมองมาจากมุมหนึ่ง พลางพึมพำกับตัวเองอย่างมาดหมาย
“อีกไม่นานหรอก แกจะต้องกระเด็นไปเหมือนนังนิด”
ooooooo
เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้คุณเล็กโมโหวิทวัสและโกรธเกลียดชิงชังนริศรามากขึ้นไปอีก เพราะขนาดเธอแกล้งชักแล้วให้บัวเกี๋ยงไปบอกภูชิชย์ เขาก็ยังไม่มาเหลียวแลเธอเหมือนแต่ก่อน
ด้านเจ้าน้อยที่ออกจากบ้านภูชิชย์ด้วยความหดหู่เศร้าหมอง เธอแวะไปหานริศราพร้อมด้วยกระเป๋าเสื้อผ้าและอุปกรณ์เพ้นต์สิ่งของเพื่อเอาไปประมูลในวันพรุ่งนี้ นริศราค่อนข้างแปลกใจที่เจ้าน้อยมาโดยไม่ได้นัดหมาย แต่ก็ไม่ซักถามอะไรเธอมากนัก ช่วยเอาสัมภาระมาเก็บที่ห้องพักแล้วชวนเธอออกไปยังจุดที่นักวิจัยเร่งทำคันกั้นน้ำบริเวณไร่กาแฟ
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจประจำวัน นริศราพาเจ้าน้อยกลับมาเพ้นต์สิ่งของหลายอย่าง สองสาวทำไปคุยไปอย่างเพลิดเพลิน กระทั่งเจ้าน้อยเลียบเคียงถามนริศราว่าเคยคิดจะรักใครสักคนบ้างไหม คนถูกถามเลยพอจะทราบจุดประสงค์การมาครั้งนี้ของเจ้าน้อย จึงตอบให้เธอสบายใจว่า
“ตราบใดที่นิดยังเรียนไม่จบ นิดไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้หรอกค่ะ”
เจ้าน้อยแอบยิ้มดีใจ เข้ามาจับมือนริศราชวนเก็บข้าวของแล้วไปอาบน้ำนอนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า
ครั้นเช้าขึ้นโป๊ะขับรถมารับนริศรา พอเห็นเจ้าน้อยอยู่ที่นี่ด้วยชายหนุ่มอดแปลกใจไม่ได้ แซวสองสาวว่าเป็นทอมดี้กันหรือเปล่า
“บ้าเหรอนายโป๊ะ ช่างกล้าคิดนะ เจ้าน้อยเขาเป็นแฟนพ่อเลี้ยงนะยะ”
“แล้วนิดล่ะ รู้จักตั้งนานไม่มีแฟนก็นึกว่า...”
“ไปเลย...ไปช่วยเก็บเสื้อกับหมวกที่ตากไว้เดี๋ยวนี้เลย” นริศราผลักไสโป๊ะออกไป เจ้าน้อยมองตามยิ้มๆ แล้วหันมาเอ่ยกับนริศราว่า
“คุณโป๊ะนี่ดูแลคุณนิดดีจริงๆเลยนะคะ คุณนิดน่าจะให้โอกาสคุณโป๊ะ น้อยแอบสงสารเขา”
“ถ้าเป็นเจ้า เจ้าจะมีความสุขเหรอคะที่ต้องอยู่กับคนที่เรารักเขาอยู่ฝ่ายเดียวไปตลอดชีวิต”
“น้อยคงเจ็บปวดมาก”
“นิดก็ไม่อยากให้โป๊ะต้องเจ็บปวดเพราะนิดไงคะ”
ฟังคำพูดนริศราแล้ว เจ้าน้อยถึงกับนิ่งอึ้งไปอย่างครุ่นคิด...ทางด้านลัคนาที่ยังปักหลักในโรงแรมของโป๊ะ เธอได้รับจดหมายเชิญร่วมงานประมูลครั้งนี้ด้วย แต่ด้วยความงกไม่อยากเสียเงินทำบุญ จึงรีบโทร.ไปจิกลาวัลย์ให้มาช่วยพาเธอหลบออกจากโรงแรม แล้วค่อยมาอ้างกับโป๊ะทีหลังว่าติดธุระ
ส่วนที่ไร่สุพัฒนา คุณเล็กกำลังโวยวายใส่พี่ชายทั้งสองที่คะยั้นคะยอให้เธอไปร่วมงานการกุศลของจังหวัด แต่ไม่ว่าพวกเขาจะอ้างเหตุอ้างผลยังไง คุณเล็กก็ไม่ยอมท่าเดียว ยกเว้นว่างานนี้จะไม่มีนริศรา เจ้าน้อย และนายโป๊ะ เธอถึงจะไป
“งั้นเราก็ไปกันเถอะพี่ภู ป่วยการจะพูด” วิทวัสแตะแขนพี่ชาย แต่คุณเล็กแว้ดขึ้นทันที
“คุณเล็กไม่ไป พี่ภูกับพี่วัสก็ห้ามไปด้วย”
“ไม่ได้หรอกคุณเล็ก ไร่เราให้การสนับสนุนงานนี้ทุกปีตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ยังมีชีวิต พวกเราคงต้องไป”
“จะช่วยกันมากี่สิบปีก็ช่าง แต่ปีนี้ห้ามไป!”
“งั้นเราก็คงคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว”
“พี่ภูจะขัดคำสั่งคุณเล็กเหรอ พี่ภูจะไปหานังนิดนังเจ้าน้อยใช่ไหม อยากจะโง่ตามพวกมันมาผลาญเงินหรือไง”
“ใช่...พี่โง่...โง่ที่ตามใจคุณเล็กจนเสียคน ต่อไปนี้พี่จะไม่ทำอะไรโง่ๆอีก” ภูชิชย์เดินนำวิทวัสออกไปโดยไม่ฟังเสียงโวยวายร้องไห้ของคุณเล็ก
วิทวัสทึ่งจัดไม่คิดว่าพี่ชายจะกล้ากับคุณเล็กขนาดนี้ ภูชิชย์จึงอ้างถึงคำพูดวิทวัสเมื่อวันก่อนที่ว่า เราควรจะหยุดตามใจคุณเล็กได้แล้ว
“ใช่ครับ ถึงเวลาที่คุณเล็กจะต้องหมุนตามโลก ไม่ใช่ให้โลกต้องหมุนตามเธอ เอ๊ะ นี่พี่ภูคิดจะทำอะไรมากกว่าขัดใจคุณเล็กใช่ไหมครับ”
“พี่ไม่ใช่จอมวางแผนแบบนายกับนริศรานะ”
วิทวัสยิ้มบางๆ เดินยักไหล่ไปขึ้นรถ ภูชิชย์ลอบยิ้มเจ้าเล่ห์และพึมพำว่า...ถึงมีพี่ก็ไม่บอกนายหรอก
หลังจากสองหนุ่มพี่น้องพากันออกไปแล้ว คุณเล็กรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง เธอเดินไปเจอนิพนธ์ที่แปลงดอกไม้ แล้วแว้ดใส่อย่างไม่พอใจเมื่อเขาทำท่าจะหนี ทั้งที่เธอเองนั่นแหละที่เคยสั่งไม่ให้เขาอยู่ใกล้ๆ
“โอ๊ย...ไอ้ซื่อบื้อ มานี่ซิ...ฉันเบื่อ เบื่อที่สุด”
“เบื่ออะไรเหรอครับ หรือว่าเบื่อที่ทุกคนไม่ได้อย่างใจคุณเล็ก...คุณเล็กดูดอกไม้ในแปลงสิครับ ว่ามันสวยเพราะอะไร”
“อะไรของนาย ฉันไม่เข้าใจ”
“ที่ผมให้ดูดอกไม้ เพราะคุณเล็กมีความสุขทุกครั้งที่มาที่นี่ แล้วที่ดอกไม้มันสวยงามได้ขนาดนี้ เพราะคุณเล็กไม่เคยควบคุมดอกไม้ให้มันโตเท่านั้นเท่านี้ ให้มันออกดอกอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คุณเล็กมีความสุขเพราะได้ดูมันโตตามธรรมชาติใช่ไหมครับ”
“อืม...ก็ใช่”
“คนก็เหมือนกัน เขามีวิถีชีวิตของเขา ถ้าคุณเล็กควบคุมเขามากๆ คนที่ทุกข์ก็คือคุณเล็ก”
คุณเล็กไม่วีนไม่โวย แต่นั่งลงมองดอกไม้อย่างใช้ความคิด
ooooooo
งานประมูลซึ่งทางจังหวัดจัดขึ้นทุกปีกำลังจะเริ่มขึ้นภายในโรงแรมของโป๊ะ เจ้าน้อยมาพร้อมเจ้าพ่อกับเจ้าแม่ เมื่อเจอหน้านริศรา เจ้าเทพมงคลทักทายเธอด้วยดี พอทราบว่าเธอออกจากไร่สุพัฒนาแล้วเขายิ่งคุยได้สะดวกใจ
พูดคุยกันครู่หนึ่ง เจ้าน้อยกับนริศราขอตัวเอาของประมูลไปเตรียมหลังเวที โดยมีโป๊ะช่วยขนของตามหลังพวกเธอไปต้อยๆ ฟากลัคนาที่ให้ลาวัลย์พาออกจากโรงแรมเพื่อหลบหน้าโป๊ะ เธอใส่แว่นตาดำลงลิฟต์มาเห็นภูชิชย์ก็ตกใจ รีบดึงแขนลาวัลย์หลบแทบไม่ทัน
“ตายแล้ว...อีตาพ่อเลี้ยงบ้านนอกมาทำไมเนี่ย”
“ไร่เขาสนับสนุนงานนี้ทุกปี ก็ต้องมาสิ”
“แบบนี้ยัยน้องสาวโรคประสาทก็ต้องมาด้วยน่ะสิ เราไปทางอื่นเถอะ ฉันไม่อยากทักครอบครัวคนบ้า”
“จะไปทางไหนล่ะ ถ้าลงข้างล่างไปออกสระน้ำก็จะผ่านบริเวณจัดงาน”
“งานยังไม่เริ่มนายโป๊ะคงยังไม่มาหรอก” ลัคนายกกระเป๋าสะพายบังหน้าเดินลงบันไดไปพร้อมน้องสาว
โดยไม่รู้ว่าโป๊ะยืนมองอยู่มุมหนึ่งด้วยความสังเวชใจ
งานประมูลเริ่มแล้ว วิทวัสทำหน้าที่พิธีกรสร้างสีสันให้งานครึกครื้นเป็นกันเอง ส่วนคนที่มีความสุขมากกว่าใครน่าจะเป็นภูชิชย์ เขาประมูลทุกชิ้นงานของนริศราได้คนเดียวในราคาที่ทุ่มไม่อั้น ขนาดโป๊ะพยายามแล้วก็ยังสู้ไม่ได้
เจ้าน้อยเฝ้าสังเกตท่าทีภูชิชย์ตลอดเวลาด้วยความน้อยใจ จนเมื่องานจบลงเธอเห็นเขาตามตื๊อเพื่อจะคุยกับนริศราทั้งที่ดูท่าทีหญิงสาวเหมือนไม่อยากคุยด้วย เจ้าน้อยยิ่งใจเสียแอบไปนั่งซึมจนเจ้าพ่อกับเจ้าแม่ต้องตามมาปลอบก่อนจะชวนให้กลับบ้าน แต่ลูกสาวยืนยันว่าตนไม่เป็นไร เจ้าพ่อเจ้าแม่ไม่ต้องเป็นห่วง
“พ่อขอถามตรงๆนะ ว่าลูกแน่ใจหรือเปล่าว่าระหว่างลูกกับพ่อเลี้ยงทุกอย่างยังเหมือนเดิม”
“เจ้าพ่อ...”
“ที่พ่อถาม พ่อไม่ได้อยากจะทำร้ายลูกของพ่อนะ แต่พ่อก็ไม่อยากให้น้อยทำร้ายตัวเอง”
“น้อย...ก็ไม่แน่ใจค่ะ”
“ถ้ามันถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงก็ทำใจยอมรับเถอะลูก”
“เจ้าพ่อเจ้าแม่ น้อยไม่อยากเสียภูไปค่ะ...ขอบคุณเจ้าพ่อกับเจ้าแม่ที่เป็นห่วงน้อยนะคะ แต่น้อยจะจัดการเรื่องนี้เอง”
เจ้าน้อยผละไปอย่างเด็ดเดี่ยว แต่พอเผชิญหน้านริศรา เธออึกอักไม่กล้า กระทั่งนริศราเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า มีอะไรก็พูดมาเถอะ เราเป็นเพื่อนกัน พูดตรงๆได้เลย
“คือ...น้อยอยากพูดเรื่องภูกับคุณนิด...น้อยรักภูกับคุณนิดมาก โดยเฉพาะคุณนิด น้อยถูกชะตากับคุณนิดอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็อยากเป็นเพื่อนกับคุณมาก แต่น้อยก็ไม่ชอบที่เห็นภูกับคุณอยู่ใกล้กัน”
“นิดเข้าใจแล้วค่ะ”
“น้อยขอโทษนะคะที่ต้องพูดแบบนี้ คุณนิดไม่โกรธน้อยนะคะ”
“ไม่หรอกค่ะ นิดเข้าใจ นิดรับปากค่ะ ว่านิดจะไม่อยู่ใกล้พ่อเลี้ยงอีก”
สองสาวยิ้มให้กัน ภูชิชย์กับวิทวัสยืนมองอยู่ไม่ไกล จู่ๆวิทวัสเปรยกับพี่ชายว่า ตนรู้สึกว่าเขากำลังเปลี่ยนไป ภูชิชย์ชะงักไปนิดก่อนถามว่าเปลี่ยนอะไร?
“ก็เปลี่ยนใจจากเจ้าน้อยเป็นคุณนิดน่ะสิ” โดน
น้องชายจี้จุดเข้าอย่างจัง พี่ชายถึงกับอึกๆอักๆ ไปไม่เป็น “คุณนิดเป็นคนดี เจ้าน้อยก็เป็นคนดี อีกห้าสิบปีข้างหน้าจะมีผู้หญิงที่ดีหนึ่งคนอยู่เคียงข้างพี่ ทำในสิ่งที่ดีที่สุดนะครับพี่ภู” วิทวัสให้กำลังใจพี่ชาย แล้วเดินเลี่ยงไปเพื่อเปิดโอกาสให้เขาจัดการธุระได้ตามสะดวก
ภูชิชย์ตัดสินใจเข้าไปขออนุญาตเจ้าเทพมงคลกับเจ้าดาระกาที่กำลังจะพาเจ้าน้อยกลับบ้าน แต่พวกท่านลังเล กระทั่งเจ้าน้อยต้องเอ่ยปากด้วยตัวเอง ทั้งคู่ถึงยอมกลับไปก่อน
เจ้าน้อยนั่งรถออกไปกับภูชิชย์ตามลำพัง ต่างคนต่างนิ่งเงียบเหมือนอึดอัดไม่รู้จะเอ่ยอย่างไรต่อกัน สักพัก ภูชิชย์จอดรถเข้าข้างทาง แล้วเอ่ยขอโทษเป็นคำแรก...เท่านั้นเองเจ้าน้อยน้ำตาร่วงทันที ถามเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ทำไมคะภู ภูไม่รักน้อยแล้วเหรอคะ”
“ผมพยายามแล้วครับ แต่สองปีที่เราจากกันไปมันทำให้หลายอย่างเปลี่ยน ผมขอโทษที่ไม่สามารถทำความรู้สึกให้เหมือนเดิมได้อีก”
“แล้วถ้าแต่งงานกันไปล่ะ ทุกอย่างจะดีขึ้นไหมคะ”
“เจ้ายังอยากแต่งงานกับผมอีกเหรอครับ”
“ขอบคุณนะคะที่ภูไม่จำใจแต่งงานกับน้อย เพราะมันอาจจะทำให้น้อยต้องทนทุกข์ไปตลอดชีวิต”
“ผมเสียใจนะครับเจ้า”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วค่ะภู แล้วก็เลิกขอโทษน้อยด้วย ภูไม่ได้ทำอะไรผิด เอาเป็นว่าน้อยเข้าใจ น้อยจะไม่รั้งคนที่ไม่ได้รักน้อยอีกแล้ว...ต่อไปนี้เราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”
เห็นเธอสะอื้นจนตัวโยน ภูชิชย์รู้สึกผิด แต่พอเขาจะปลอบโยน เธอรีบบอกไม่เป็นไร ทั้งที่หัวใจนั้นเจ็บปวดร้าวรานแตกสลาย...
ทางด้านนริศรา ตลอดการเดินทางกลับบ้านพักเธอเอาแต่นิ่งเงียบครุ่นคิดเรื่องเจ้าน้อยขอร้องไม่ให้อยู่ใกล้ภูชิชย์...ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า เพราะส่วนลึกในใจเธอแอบรู้สึกดีๆต่อภูชิชย์แล้วเหมือนกัน ครั้นนายโป๊ะซึ่งทำหน้าที่สารถีแอบสังเกตและซักถามด้วยความสงสัย เธอกลับทำเฉไฉว่าไม่มีอะไร แค่เหนื่อยล้าเท่านั้นเอง โป๊ะไม่เชื่อแต่ก็ไม่เซ้าซี้ ส่งเธอเข้าบ้านพักแล้วกลับออกไปด้วยความกังวล
ค่ำคืนแห่งความเจ็บปวด เจ้าน้อยไม่อาจข่มตาหลับลงได้ เธอนอนกอดหมอนร่ำไห้ตลอดทั้งคืน จนกระทั่งเช้าตรู่เธอตัดสินใจโทร.ตามภูชิชย์มาที่บ้าน แล้วขอร้องให้เขาขับรถพาเธอไปที่ศูนย์วิจัยกาแฟ
เจ้าน้อยตั้งใจพาภูชิชย์ไปตามนริศรากลับมา
ทำงานที่ไร่ แต่ภูชิชย์รู้สึกละอายและไม่สบายใจ ขณะที่นริศราก็ไม่เข้าใจ จูงมือเจ้าน้อยออกมาคุยกันตามลำพัง
“เจ้าพาเขามาทำไมคะ ก็เจ้าเพิ่งบอกไม่อยากให้นิดอยู่ใกล้พ่อเลี้ยงนี่คะ”
“ความจริงน้อยก็ยังอยากให้เป็นอย่างที่พูด แต่น้อยไม่ใช่เจ้าของเขาอีกแล้วล่ะค่ะ แล้วหัวใจเขาก็ไม่ได้อยู่ที่น้อยอีกต่อไป”
“เจ้าพูดเรื่องอะไรคะ”
“ให้ภูพูดกับคุณนิดเองดีกว่าค่ะ” เจ้าน้อยคว้ามือนริศราเดินกลับมาหาภูชิชย์ “ภูคะ คุยกับคุณนิดดีๆนะคะ อย่าทำเสียเรื่องล่ะ”
นริศราหน้าเจื่อน รีบขอโทษเจ้าน้อยแล้วเลี่ยงออกไปทำงาน เจ้าน้อยเห็นดังนั้นก็เร่งภูชิชย์ให้รีบตาม แต่เขาลังเลเพราะห่วงความรู้สึกของเธอ
“เจ้าน้อย...ผมไม่สบายใจเลย เจ้าอย่าทำอย่างนี้เลยนะครับ ผมไม่อยากให้เจ้าเสียใจอีก”
“น้อยเต็มใจเองนะคะ ภูไม่ต้องห่วงความรู้สึกน้อยหรอกค่ะ น้อยจะมีความสุข ถ้าเพื่อนรักของน้อยทั้งสองคนมีความสุข...ไปเร็วเข้า ป่านนี้คุณนิดหนีไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ถ้าภูทำไม่สำเร็จน้อยโกรธจริงๆด้วย”
ชายหนุ่มซึ้งน้ำใจเธอจริงๆ เขาขอบคุณเธอก่อนจะเดินตามนริศราไป ส่วนเจ้าน้อยต่อหน้าทำเข้มแข็ง แต่พอลับหลังเขา เธอก็แอบเช็ดน้ำตาด้วยความเสียใจ
ขณะที่ภูชิชย์ตามไปอ้อนวอนขอร้องนริศราให้กลับไปทำงานที่ไร่เหมือนเดิม โป๊ะโผล่มาที่บ้านพักพร้อมอาหารหลายอย่าง พอเห็นเจ้าน้อยอยู่ในบ้านนริศรา ชายหนุ่ม อดแซวเรื่องทอมดี้อีกไม่ได้ ทำให้เจ้าน้อยยิ้มออกมาอย่างขำๆ
“แหม...แซวบ่อยๆเดี๋ยวเป็นจริงขึ้นมาจะว่ายังไงคะเนี่ย”
“โธ่เจ้า...จะเป็นได้ยังไง คุณภูชิชย์ได้มาเล่นงานผมตายเลย โทษฐานชี้นำให้แฟนชาวบ้านเขาออกนอกลู่นอกทาง”
“น้อยไม่ได้เป็นแฟนกับภูแล้วค่ะ”
“อะไรนะครับ”
“คงไม่มีใครมาว่าคุณโป๊ะอีกแล้วค่ะ”
“เจ้าน้อย...นี่มันเกิดอะไรขึ้น ผมงงไปหมดแล้ว”
“คุณนิดพูดถูก ถ้าเราจะอยู่กับใครไปอีกห้าสิบปี คนคนนั้นควรจะเป็นคนที่เรารักเขาและเขาก็รักเราค่ะ”
โป๊ะมองเจ้าน้อยด้วยความสงสัย แล้วบอกเธอว่า “ผมจะไปตามนิดมาทานอาหารเช้ากับเรานะครับ”
“ภูกับคุณนิดกำลังคุยกันเรื่องที่จะกลับไปทำงานที่ไร่ค่ะ”
“นิดไม่อยากกลับไร่หรอกครับ ผมรู้ว่าเขาไม่มีความสุขที่อยู่ที่นั่น”
“เรารอฟังคำตอบอยู่ที่นี่ดีกว่านะคะ”
โป๊ะจนมุม ใจคอไม่ดีเอาเสียเลย...ด้านภูชิชย์ที่พยายามตามง้อนริศรา แต่ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรยังไง เธอก็ไม่ใจอ่อน แถมยังเลี่ยงหนีไม่หยุดหย่อนจนเป็นเหตุให้ทั้งเธอและเขาตกท้องร่องเนื้อตัวมอมแมมด้วยกันทั้งคู่
เจ้าน้อยเห็นสภาพภูชิชย์แล้วหนักใจ ฉุดมือเขาไปในศูนย์วิจัยแล้วเสนอตัวกับธาวินว่าพวกตนอยากจะช่วยพัฒนาที่นี่...
หลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่กลับออกมาพบนริศรากับโป๊ะ เจ้าน้อยยังตื๊อจะให้นริศรากลับไปด้วยกัน แต่โป๊ะยืนยันด้วยความไม่พอใจว่า
“ก็นิดบอกหลายครั้งแล้วนี่ครับว่าจะไม่กลับไปที่ไร่สุพัฒนาอีก ผมว่าพ่อเลี้ยงกับเจ้าน้อยน่าจะเปลี่ยนความตั้งใจได้แล้วนะครับ”
“คงเป็นนริศรามากกว่าครับที่ต้องเปลี่ยนความตั้งใจ”
“คุณพูดอะไรของคุณคะพ่อเลี้ยง” นริศราแปลกใจ
“ฉันคุยกับทางศูนย์วิจัยแล้ว ฉันจะช่วยเรื่องเงินทุนสนับสนุนการวิจัยอย่างเต็มที่ และก็ยอมให้ใช้ไร่สุพัฒนาเข้าร่วมโครงการวิจัยด้วย โดยเฉพาะแปลงกาแฟปลอดสารพิษของเธอ”
“ก็ดีแล้วนี่คะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย”
“ทุกอย่างที่ฉันพูดไปทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้โดยมีข้อแม้ว่าเธอ...นริศรา เธอจะต้องเป็นตัวแทนศูนย์วิจัยไปทำงานที่ไร่ของฉัน ไม่งั้นฉันก็ไม่สนับสนุน”
ภูชิชย์ยื่นหนังสือส่งตัวให้นริศราอ่าน พออ่านเสร็จเธอเดินดุ่มๆจะเข้าไปในศูนย์วิจัย เจ้าน้อยต้องขอร้องให้เธอใจเย็นก่อน
“นิดไม่เย็นแล้วค่ะ พ่อเลี้ยงไม่มีสิทธิ์มามัดมือชกนิดแบบนี้”
“ใช่...นิดไม่เต็มใจ ทำไมต้องบังคับเขาด้วย คุณก็หาคนงานคนอื่นไม่ได้หรือไง” โป๊ะเริ่มเสียงแข็ง...ภูชิชย์สวนทันทีว่าไม่ได้ นริศรายิ่งข้องใจ จ้องหน้าคาดคั้นขอเหตุผลจากเขา
ภูชิชย์อึกอักไม่กล้าพูดความจริงในใจ นริศราหันขวับจะเข้าไปข้างใน แต่แล้วต้องชะงักกับน้ำเสียงเข้มๆของเขา
“ถ้าเธอดื้อมากนักฉันจะฉีกสัญญาที่ทำกับที่นี่ เธอคงไม่รู้สิว่าเงินที่จะสนับสนุนที่นี่หายากมาก เรามาร่วมมือกันทำประโยชน์เพื่อทุกคนดีกว่า”
เจอไม้ตายเพื่อส่วนรวมแบบนี้นริศราถึงกับพูดไม่ออก เธอยอมให้เจ้าน้อยพาไปเก็บข้าวของที่บ้านพัก แล้ว เอ่ยปากทันทีที่อยู่กันตามลำพัง “เจ้าทำแบบนี้ทำไมคะ”
“ภูพูดถูก สองปีที่เราไม่ได้ติดต่อกันมันนานเกินไป เกินกว่าที่จะคงความรู้สึกให้เหมือนเดิมค่ะ การ กลับมาของน้อยมันทำให้ระหว่างภูกับน้อยเหมือนจะรักกัน แต่มันก็ไม่ใช่”
“เจ้าน้อยไม่ลองพยายาม...”
“คุณนิดคะ ความรักไม่ต้องใช้ความพยายามหรอกค่ะ ทุกอย่างมันต้องเกิดเองจากใจ น้อยลองมาหลายวิธีแล้ว จนมาเจอวิธีนี้”
“วิธีนี้??”
“ก็วิธีที่ทำให้คนที่เรารักมีความสุขไงคะ”
“แต่นิดกับพ่อเลี้ยงมันไม่ใช่อย่างที่เจ้าน้อยคิดนะคะ”
“เสร็จแล้วใช่ไหมคะ เรารีบลงไปกันเถอะ” เจ้าน้อยตัดบท ยกกระเป๋าเดินออกจากบ้านโดยไม่ฟังคำชี้แจงของนริศราที่ว่า...เจ้ากำลังเข้าใจผิด
โป๊ะกับภูชิชย์รีบเข้ามาช่วยสองสาวที่หิ้วสัมภาระกันออกมา พอโป๊ะอาสาไปส่งนริศรา ภูชิชย์รีบขัดขวาง อ้างว่าตนมีเรื่องงานต้องคุยกับนริศรา แต่โป๊ะทำท่าจะไม่ยอม เจ้าน้อยเลยต้องออกโรงช่วยอีกแรง
“น้อยจะขอให้คุณโป๊ะไปส่งได้ไหมคะ”
โป๊ะพูดไม่ออก ได้แต่ยืนมองภูชิชย์พานริศราไปขึ้นรถ ระหว่างทางนริศราต่อว่าภูชิชย์ต่างๆนานา หาว่าเขาขี้โกง ใจร้าย ใจดำ อำมหิต ก้าวก่ายสิทธิมนุษยชน เอาโครงการที่เป็นประโยชน์มาทำให้เสื่อมเสียเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
“โอ๊ย...พอเถอะแม่คุณ แค่เอาตัวเธอกลับไปทำงานนี่มันเลวมากนักหรือไง”
“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง คุณมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย คุณมัน...”
ชิชย์ทนไม่ไหวเบรกรถกะทันหันจนนริศราแทบหัวทิ่ม แล้วเขายังลากเธอลงจากรถเพื่อจะพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายให้เธอดู ตอนแรกนริศราตกใจและไม่แน่ใจว่าเขาจะทำอะไร แต่พอได้ยินเขาสารภาพรักเต็มปากเต็มคำ เธอถึงกับอึ้งกิมกี่ เอ่ยออกมาเสียงแผ่วเบา
“อะไรนะคะ”
“ฉันกับเจ้าน้อยมันจบไปตั้งแต่สองปีที่แล้ว มันไม่มีทางกลับมาได้ ตอนนี้คนที่ฉันรักก็คือเธอ”
นริศราเหวอหนัก...เดินกลับไปนั่งในรถเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่พูดอะไร เอาแต่มองออกไปนอกรถ...ส่วนที่ศูนย์วิจัย เจ้าน้อยกับโป๊ะนั่งซึมเศร้าอยู่ด้วยกัน
“น้อยขอโทษนะคะที่ทำร้ายคุณโป๊ะ น้อยเข้าใจความรู้สึกของคุณโป๊ะดี”
“แล้วเจ้าน้อยคิดเหรอครับว่านิดจะชอบพ่อเลี้ยง”
“ถ้าคุณนิดอยากหนีภูอีก เธอคงขอความช่วยเหลือจากคุณโป๊ะแล้วล่ะค่ะ แต่นี่เราก็เห็นกันว่าเธอยอมไปกับภู...น้อยขอโทษนะคะที่พูดตรงๆ น้อยเองก็เจ็บไม่ต่างจากคุณโป๊ะหรอกค่ะ”
โป๊ะมองเจ้าน้อยแล้วพยักหน้ารับด้วยความเห็นใจ “แย่จังนะครับที่ผมเคยบอกเจ้าว่า แม้ผมจะรู้ว่านิดไม่ได้รักผม แต่ผมก็มีความสุข พอถึงวันนี้ที่นิดจะต้องมีใครขึ้นมาจริงๆ ผมก็ทำใจไม่ได้”
“การรักคนที่ไม่ได้รักเรานี่มันเหนื่อยจังเลยนะคะ”
แล้วทั้งคู่ก็นิ่งเงียบกันไป ตกอยู่ในสภาพเดียวกันอย่างไม่เต็มใจ
ooooooo
การกลับมาของนริศราทำให้บรรดาคนงานดีใจกันใหญ่ ยกเว้นบัวเกี๋ยงที่วิ่งแจ้นไปฟ้องคุณเล็กด้วยความเจ็บใจ เพราะท่าทางนริศราจะไม่ได้กลับมาเป็นคนงานเหมือนเดิม แต่จะเป็นนายหญิงของไร่เสียมากกว่า
นิพนธ์กับวิทวัสแปลกใจว่าทำไมนริศราถึงยอมกลับมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกตนพยายามกันแทบตาย ภูชิชย์ยิ้มกริ่มและตอบสั้นๆว่า ทั้งหมดต้องขอบใจวิทวัสกับเจ้าน้อย
เมื่อภูชิชย์จะยกบ้านพักผู้จัดการให้นริศราอยู่ แล้วให้นิพนธ์กับเจมส์ไปอาศัยห้องพักแขกที่บ้านของตน นริศราไม่ยอม อ้างว่าเธอมาในฐานะคนของศูนย์วิจัย แต่ภูชิชย์ก็ยังดึงดันคำเดิม จนเมื่อนริศราบอกว่าเธอไม่อยากมีปัญหากับคุณเล็ก เขาจึงต้องยอมให้เธอไปอยู่กับพรเหมือนเดิม
ขณะนั้นเอง คุณเล็กกำลังโวยวายกรีดร้องลั่นบ้านหลังจากบัวเกี๋ยงมารายงานว่านริศรากลับ มาแล้ว แถมพวกคนงานก็ลือกันด้วยว่าพ่อเลี้ยงกับนริศราเป็นแฟนกัน
“ไม่จริง...เป็นไปไม่ได้!”
“เป็นไปแล้วค่ะคุณเล็ก ยิ่งพูดยิ่งแค้นแทนคุณเล็ก นังพรมันเป็นคนเห็นว่าพ่อเลี้ยงจับมือนังนิด ตัวนังนิดมันก็บอกว่าอย่าพูดไป เชอะ...มันคงกะให้คุณเล็กรู้วันที่มันตีทะเบียนเป็นเมียพ่อเลี้ยงแล้วน่ะสิ คะ พวกคนงานก็บ้าตื่นเต้นเรื่องนี้กันทั้งไร่ บัวเกี๋ยงสุดจะทนแล้วนะคะ”
“ไม่!! ยังไงฉันก็ไม่ยอมให้มันได้พี่ภูไปหรอก”
“แล้วคุณเล็กจะทำอะไรคะ ขนาดมันเป็นขโมยพ่อเลี้ยงก็ไม่สน คราวนี้มันคงขโมยทั้งพ่อเลี้ยงแล้วก็สมบัติของคุณเล็กจริงๆ”
คุณเล็กโมโหเดินวนไปมามือไม้สั่น แล้วร้องกรี๊ดขว้างข้าวของใกล้ตัวกระจุยกระจายจนบัวเกี๋ยงหลบแทบไม่ทัน...
หลังจากพรพานริศราไปบ้านพักคนงาน ภูชิชย์ วิทวัส และนิพนธ์ก็นั่งคุยกันต่อในสำนักงาน
“ถ้าไม่ได้นายเตือนให้พี่คุยกับเจ้าน้อย พี่ก็คงต้องทำร้ายเจ้าน้อยไปเรื่อยๆ และก็คงไม่ได้บอกความรู้สึกกับนริศรา”
“น่านับถือเจ้าน้อยนะครับ เธอเป็นคนเข้มแข็งมากที่ยอมรับความจริงและอยู่กับมันได้ ผู้ชายบางคนยังทำไม่ได้อย่างเธอเลย” นิพนธ์เอ่ยหน้าเศร้า ภูชิชย์สงสัยถามนิพนธ์ว่า ไปแอบรักใครแล้วไม่กล้าบอกเขาหรือเปล่า “เปล่าครับ ผมก็แค่ชื่นชมเจ้าน้อยเท่านั้น ยินดีด้วยนะครับพ่อเลี้ยง ต่อไปนี้พ่อเลี้ยงคงมีความสุขซะที”
“นิพนธ์...ลืมคุณเล็กไปหรือเปล่า” วิทวัสพูดขาดคำ...ผู้ถูกกล่าวถึงก็พุ่งพรวดเข้ามาราวกับพายุ
“พี่ภู...พี่ภูทำแบบนี้ทำไม พี่ภูเอามันกลับมาทำไม”
“คุณเล็กฟังพี่ก่อน...”
“จะหลอกอะไรคุณเล็กอีก ถึงตอนนี้แล้วพี่ภูจะโกหกอะไรอีก พี่ภูรักมัน เห็นมันดีกว่าคุณเล็กใช่ไหม ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นโจร พี่ภูก็ยังรักมันงั้นเหรอ”
“นริศราไม่ได้เป็นโจร แต่เขาถูกปรักปรำ...คุณเล็กก็น่าจะรู้ดีนี่”
“ไม่รู้...คุณเล็กเกลียดมัน คุณเล็กไม่รู้อะไรทั้งนั้น”
“ถ้าคุณเล็กรักพี่ภู พี่ว่าคุณเล็กลองเปิดใจรับคนที่
พี่ภูรักด้วยก็จะดีนะ”
“หุบปากไปเลยพี่วัส” เธอตวาดพี่ชายคนรองแล้วหันไปอ้อนพี่ชายคนโต “พี่ภูไล่มันไปเถอะนะคะ พี่ภูทำเพื่อคุณเล็กนะคะ คุณเล็กไม่อยากให้พี่ภูติดต่อกับมันอีก”
“เสียใจ พี่ทำแบบนั้นไม่ได้”
“พี่ภูกล้าขัดคำสั่งคุณเล็กงั้นเหรอ”
“คำสั่งของคุณเล็กมันไม่ถูกต้อง”
คุณเล็กสุดจะกลั้น กรีดร้องและทำลายข้าวของพลางร่ำร้องว่าเธอเกลียดพี่ภู เกลียดพี่วัส...ครู่เดียวเธอเหนื่อยหอบจนซวนเซ แต่ไม่ยอมให้พี่ชายทั้งสองเข้าประคอง นิพนธ์ถามอย่างห่วงใยก็โดนเธอตวาดแว้ดไม่ต้องมายุ่ง แล้ววิ่งน้ำตานองหน้าออกไป ภูชิชย์จะก้าวตามแต่วิทวัสรีบดึงตัวไว้
“ไปตอนนี้ก็ยิ่งทำให้เขาโกรธมากขึ้นนะครับพี่ภู”
ภูชิชย์ถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม ส่วนนิพนธ์มองตามคุณเล็กด้วยความเป็นห่วง...คุณเล็กเดินร้องไห้ออกมาด้วยความโกรธ ปาดน้ำตามือไม้สั่น บัวเกี๋ยงซึ่งเกาะติดสถานการณ์ตลอดวิ่งตามมายุแหย่
“นี่ตกลงว่าคุณเล็กจะยอมให้พ่อเลี้ยงเอานังนิดมาทำเมียเหรอคะ คุณเล็กกำลังจะแพ้มันนะคะ คุณเล็กต้องไล่มันสิคะ อย่าไปยอมมัน”
“ไป๊! แกจะไปไหนก็ไป”
“คุณเล็กไล่บัวเกี๋ยงทำไม ต้องไปไล่มัน นังนิดมันกำลังจะแย่งพ่อเลี้ยง”
“ฉันบอกให้ไป ฉันไม่อยากฟังแก” เธอตะโกนสุดเสียงแล้วเดินซวนเซต่อไปเหมือนนกปีกหัก...
ooooooo
ทราบเรื่องจากพรกับแม่อุ้ยว่าคุณเล็กอาละวาดบ้านแทบแตก นริศรารู้สึกไม่สบายใจและตัดสินใจไปคุยกับภูชิชย์ตามลำพังในค่ำนั้น
“ฉันรู้เรื่องเมื่อเย็นแล้วค่ะ ฉันขอโทษที่เป็นต้นเหตุ”
“มันไม่ใช่เพราะเธอหรอก”
“ฉันคิดว่าฉันไม่ควรอยู่ที่นี่...คุณเล็กไม่มีวันเลิกเกลียดฉันหรอกค่ะพ่อเลี้ยง”
“ฉันสัญญานะว่าจะจัดการเรื่องนี้”
“พ่อเลี้ยงจะทำให้มันยุ่งยากไปทำไมคะ”
“ก็เพราะฉันรักเธอน่ะสิ ฉันจะไม่ยอมเสียคนที่ฉันรักไปอีกแล้ว เธออย่าทิ้งฉันไปนะ”
“พ่อเลี้ยง...”
“ถ้าเธอมีความรู้สึกดีๆกับฉันบ้าง ก็เป็นกำลังใจให้ฉันแก้ไขเรื่องนี้นะ...นริศรา”
นริศราพูดไม่ออก นิ่งเงียบไปอย่างกังวล ขณะเดียวกันนั้น เจ้าน้อยกับโป๊ะเดินเล่นในเมืองเชียงใหม่ สองคนตกอยู่ในสภาพอกหักช้ำรักเหมือนกัน การมาด้วยกันครั้งนี้ต่างคนจึงต่างปลอบโยนกันไปมา
“ขอบคุณเจ้ามากนะครับที่มาเดินเล่นเป็นเพื่อนผม”
“น้อยต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณโป๊ะ เพราะถ้าให้น้อยอยู่บ้านก็คงยังคิดถึงเขา”
“ผมถามตรงๆนะครับ วินาทีแรกที่เจ้าน้อยรู้ว่าพ่อเลี้ยง...”
“ไม่ได้รักน้อยแล้ว”
“ครับ...เจ้าน้อยรู้สึกยังไง”
“โกรธ แล้วก็น้อยใจมากค่ะ”
“แต่เจ้าก็ยังช่วยพ่อเลี้ยงให้ได้มีความสุข”
“น้อยไม่ใช่คนดีขนาดนั้นหรอกค่ะ ก่อนหน้านี้น้อยพยายามขวางแล้ว แม้กับคุณนิดก็เถอะ แต่น้อยก็ดึงภูไว้ได้แค่ตัว หัวใจของภูก็ไม่ได้อยู่กับน้อย มีแต่ความจริงที่อยู่กับน้อยค่ะ”
“นี่แหละครับที่แสดงว่าเจ้าน้อยเป็นคนดี”
“น้อยไม่ได้อยากเป็นคนดี ที่น้อยทำเพราะน้อยไม่อยากอยู่กับความทุกข์ต่างหากค่ะ”
“ผมก็จะเป็นอย่างเจ้าน้อยครับ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไปผมคงต้องทุ่มเทกับการทำงาน แล้วพอเปิดเทอมผมจะกลับไปเรียนให้จบ”
“ไม่รอไปพร้อมคุณนิดแล้วเหรอคะ”
โป๊ะส่ายหน้าแล้วถามเจ้าน้อยว่า “ผมเห็นแก่ตัวไหมครับ”
“ไม่หรอกค่ะ มันถึงเวลาที่คุณโป๊ะจะต้องรักตัวเองบ้างแล้ว น้อยเองก็อาจจะกลับไปเรียนโทที่อังกฤษเหมือนกัน เพราะถ้าอยู่ใกล้กับภูแบบนี้คงไม่ดีขึ้นแน่...แล้วคุณโป๊ะล่ะคะ คุณรักคุณนิดน้อยลงไหมคะ”
“ไม่หรอกครับ เพราะความดีและความจริงใจที่นิดมีให้ผมมันไม่ได้น้อยลง”
“เหมือนกันค่ะ”
สองคนยิ้มให้กำลังใจกันและกัน แล้วเดินเล่นอยู่อีกพักก่อนที่ฝ่ายชายจะไปส่งฝ่ายหญิงกลับบ้าน เสร็จแล้วกลับมาที่โรงแรมเป็นเวลาค่อนข้างดึก ปรากฏว่าลัคนายังเคี่ยวเข็ญให้ลาวัลย์นั่งรอเขาอยู่ที่ล็อบบี้ เธอต้องการ
ให้ลาวัลย์ผูกมิตรเพื่อจับเขาให้ได้ จึงพยายามทำทุกวิถีทาง แม้ว่าน้องสาวจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
ลัคนาจูงมือลาวัลย์วิ่งมาดักหน้าชายหนุ่มและทักทายเสียงหวาน “คุณโป๊ะขา....พี่มานั่งรอ เอ๊ย มานั่งทานกาแฟเมื่อกี้นี้เองค่ะ บังเอิญจังเลยนะคะที่ได้เจอคุณโป๊ะ อย่างกับพรหมลิขิตเลยนะคะ”
“พอดีผมเป็นพุทธน่ะครับ คิดว่าเป็นกรรมลิขิตมากกว่า”
“อุ๊ย...ธรรมะธัมโม น่ารักเชียว เหมือนยัยวัลย์เลย เอะอะเข้าวัดตลอด”
“วัลย์เนี่ยนะ” น้องสาวทำหน้าเหวอๆ พี่สาวรีบกระตุกแขนปราม
“ก็ใช่สิ เห็นไปทำบุญกับทางโรงพยาบาลอยู่เรื่อยไม่ใช่เหรอ หรืออย่างงานพยาบาลที่ทำอยู่นี่ ก็ถือเป็นการทำบุญอยู่ทุกวันแล้วนะ จริงไหมคะคุณโป๊ะ แล้วยัยวัลย์นี่น่ะเขาชอบ...”
“ขอโทษนะครับ พอดีมันดึกแล้วผมอยากจะนอน ถ้าไม่มีธุระอะไรผมขอตัวนะครับ”
“เชิญเถอะค่ะ วัลย์เข้าใจ”
โป๊ะจะกดลิฟต์แต่ลัคนาขวางไว้อีก ทำเป็นถามถึง นริศราด้วยความเป็นห่วง อยากรู้ว่าเขาทราบข่าวน้องนิดบ้างไหม
“ทราบสิครับ”
“ตายแล้ว ไม่บอกกันบ้างเลย แล้วน้องนิดอยู่ไหนคะ ลำบากไหม ต่อให้ไกลแค่ไหนพี่ก็จะไปตาม”
“เมื่อวานนิดก็มาที่นี่นี่ครับ คุณลัคนาไม่เจอเขาเหรอครับ”
“อะไรนะคะ ยัยนั่น เอ๊ย...ยัยนิดมาที่นี่ มาทำไมคะ”
“เขามาช่วยทำบุญทำกุศลเรื่องงานประมูลครับ”
“อุ๊ย เหรอคะ ตายแล้ว...เสียดายจริงๆเลย เมื่อวานนี้พี่อยากมาร่วมงานม้ากมาก ยิ่งเห็นเป็นงานการกุศลนี่อยากร่วมทำบุญจริงๆ แต่พี่มีธุระสำคัญเลยมาร่วมไม่ได้ น่าเสียดายจังเลยนะยัยวัลย์ ไม่งั้นเราก็คงได้เจอน้องนิดไปแล้ว”
“เอ...แต่ผมเองก็เห็นพี่นาด้อมๆมองๆอยู่ตรงหน้าประตูเข้างานนึกว่าเจอกันแล้ว นี่แสดงว่าพี่นาแอบดูแค่นิดเดียวแล้วหนี เอ๊ย แล้วออกจากโรงแรมไป เสียดายแทนนะครับ
ถ้าแอบดูนานกว่านี้คงได้เจอ เสียดายนะครับชอบทำบุญแต่ไม่ได้อยู่ร่วมงาน”
ลัคนาถูกดักคอเสียจนหน้าเจื่อน ถามอ้อมๆแอ้มๆ ว่าน้องนิดเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม?
“ดีมากเลยครับ เพราะนิดเขากลับไปทำงานกับพ่อเลี้ยงเหมือนเดิมแล้ว” พูดจบโป๊ะกดลิฟต์เดินหายเข้าไป ส่วนลัคนาดึงมือน้องสาวเดินมาอีกทาง แล้วตัดสินใจแน่วแน่ว่า พรุ่งนี้เราต้องไปไร่สุพัฒนากัน
“อะไรนะ พรุ่งนี้จะไปไร่สุพัฒนา ก็ไหนพี่นาบอกจะไม่คบพวกนั้นอีก อย่าบอกนะว่าจะให้วัลย์กลับไปจับพ่อเลี้ยง”
“หุบปากน่า คิดว่าพี่อยากไปเหรอ แต่มันต้องไป เรื่องจับไอ้พ่อเลี้ยงนั่นพี่ไม่เอาแล้ว กลัวน้องมันบ้ามาไล่กัดเรา แต่ถ้าเราไม่ทำดีกับยัยนิด จะสนิทกับนายโป๊ะได้ไง”
“พี่นา...เงินมันทำให้พี่นาไร้หัวใจได้ขนาดนี้เลยเหรอ”
ลัคนาเปิดกระเป๋าหยิบรูปถ่ายในวัยเด็กของครอบครัวที่จนแสนจนออกมาส่งให้น้องสาว “ถ้าแกลืม...ก็ดูทวนความจำซะ พี่ยอมรับว่ากลัวความจน และพี่ก็จะไม่ยอมให้พวกเรากลับไปจน ถ้าแกจะว่าพี่ไร้หัวใจพี่ก็ยอม...ถ้าพี่มีเงิน”
“พี่นา...นี่พี่จะเก็บเรื่องอดีตมาเป็นปมอีกทำไม”
“เปล่า พี่แค่เก็บมันไว้เตือนใจ แกก็เหมือนควรจะระวังอย่างพี่ ไม่งั้นก็จะเหมือนพี่ใหญ่หรือพี่น้องคนอื่นๆที่เลือกคู่เพราะไอ้ความรักโง่ๆ แล้วเป็นไง ต้องมายืมเงินทองแกกับฉันตลอดเวลา เชื่อพี่เถอะยัยวัลย์”
ลาวัลย์สีหน้าเซ็งสุดๆ พอกลับขึ้นไปบนห้องพักพี่สาวก็ยังหว่านล้อมไม่เลิก เธอทั้งเบื่อทั้งเซ็ง จนเมื่อพี่สาวเข้าไปอาบน้ำ เสียงโทรศัพท์มือถือลัคนาดัง น้องสาวจึงรับสายให้ ปรากฏว่าเป็นณรงค์พี่เขยของเธอนั่นเอง
ณรงค์พอรู้ว่าเป็นลาวัลย์ก็แปลกใจ ซักถามจนรู้ว่าลัคนามาเชียงใหม่แล้วทิ้งลูกๆไว้กับพี่สาวที่กรุงเทพฯ ณรงค์ไม่ค่อยพอใจ ยิ่งรู้เรื่องราวที่ลัคนาเจอนริศราแล้วไม่ยอมบอก เขาโกรธภรรยาถึงกับไม่รับสายเมื่อโทร.เธอย้อนมาหา
ลัคนาใจคอไม่ดีเพราะตัวเองโกหกใส่ร้ายนริศราไว้มาก เธอรีบส่งข้อความไปแก้ตัวกับสามียาวเหยียด
“คุณณะ นาเองนะคะ นาขอโทษที่ไม่ได้บอกเรื่อง
น้องนิด คือนากลัวว่าคุณณะจะรับไม่ได้ เพราะแกหนีตามนายโป๊ะมาทำงานที่นี่ แต่ตอนนี้ก็คงเลิกกัน เพราะเห็นว่าย้ายไปอยู่กับพ่อเลี้ยงเจ้าของไร่คนหนึ่งที่ลำพูน นากะว่าจะค่อยๆกล่อมให้น้องกลับไปเรียนหนังสือ แต่แกก็ไม่ยอมและสั่งว่าอย่ามายุ่งกับแกอีก นาลำบากใจจริงๆค่ะ บางทีน้องนิดแกคงอยากแยกไปมีชีวิตของแก เราอาจจะต้องปล่อยแกไปนะคะ เพราะเห็นว่ามรดกอะไรก็จะไม่เอาแล้วค่ะ”
ณรงค์กดอ่านข้อความนั้นหน้าเครียด แต่ไม่คิดจะโทร.กลับไปหาภรรยา
ooooooo










