ตอนที่ 12
คุณเล็กกลั่นแกล้งใส่ร้ายนริศราจนเป็นที่ตื่นตระหนกตกใจของผู้คนในไร่ โดยเฉพาะกลุ่มคนงานที่รักใคร่นริศราด้วยใจจริง หรือแม้แต่พ่อเลี้ยงภูชิชย์กับนิพนธ์ต่างก็งุนงง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเป็นเรื่องจริง
“นี่หมายความว่ายังไง” คุณเล็กตั้งคำถามและวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้านริศรา
“ฉันจำได้ว่าไม่มีการเบิกโอทีให้คนงานของวันที่ 25 แน่ๆค่ะ ขนาดของฉันเองที่พ่อเลี้ยงบอกจะให้เพราะเป็นวันหยุดของฉัน ฉันยังไม่ได้ทำให้ตัวเองเลย”
“จริงสิ พี่ยังไม่เห็นใบเบิกโอทีของนริศราเลย”
คุณเล็กหน้าเสียไปนิดแต่รีบกลบเกลื่อน “อาจจะทำให้ตายใจก็ได้นี่ ของเธอมันจะกี่ร้อยบาท แต่ของคนงานรวมๆกันเป็นหมื่นๆ แล้วเงินโอทีมันมีการทำเบิกแทบทุกวัน เธอก็คงฉวยโอกาสที่พี่ภูกับนิพนธ์ไม่ค่อยตรวจละเอียดมั่วนิ่ม”
“ไม่จริงค่ะ ฉันยืนยันว่าไม่ได้ทำ”
“ดูดีๆสิว่านี่มันลายเซ็นเธอหรือเปล่า”
นริศราหยิบแฟ้มมาเปิดดูแล้วอึ้งไปทันที ภูชิชย์อยากรู้ว่าใช่หรือไม่ เธอยอมรับว่าใช่แต่ยืนยันว่าเธอไม่ได้เป็นคนเซ็น
“เมื่อกี้เธอยอมรับเองว่าลายเซ็นเธอ แต่ตอนนี้มาบอกว่าไม่ได้เป็นคนเซ็น ตกลงยังไงกันแน่”
“นั่นสิครับคุณนิด ผมก็ไม่เข้าใจ” นิพนธ์หน้านิ่วคิ้วขมวด...คุณเล็กตอบทันทีว่า
“ก็ไม่ยังไงหรอก คนร้ายที่กำลังจนมุมก็หาทางโกหกไปน้ำขุ่นๆอย่างนี้แหละ”
“คุณนิดครับ ตกลงมันมีอะไรผิดพลาดเหรอครับ เพราะผมเองก็รู้สึกเหมือนจะยังไม่เห็นรายการนี้ผ่านตามาเลย”
คุณเล็กหันขวับไปจ้องนิพนธ์ตาขวาง “ก็โง่อย่างนี้ไงล่ะ ถึงปล่อยให้ใครเขามาโกงเอาได้”
นิพนธ์หน้าจ๋อย ภูชิชย์ให้นริศราช่วยอธิบายให้เข้าใจหน่อย แต่เธองงจนไม่รู้จะพูดอย่างไร...ส่วนที่หน้าสำนักงาน กลุ่มคนงานรวมตัวกันรอฟังผลการสอบสวน แต่แล้วบัวเกี๋ยงก็ปากยื่นปากยาวตำหนิติเตียนนริศราอย่างแรงทั้งที่ยังไม่มี การตัดสินที่แน่ชัด ทำให้แม่อุ้ยไม่พอใจชี้หน้าด่าบัวเกี๋ยงจนเงียบไป
พรไม่เชื่อว่านริศราโกงเงินแต่อาจจะมีคนแกล้งเธอก็ได้ เจมส์ได้ยินแล้วสงสัยว่าที่นี่มีคนไม่ชอบคนดีๆอย่างนริศราด้วยเหรอ
“ใช่ครับคุณเจมส์...คุณนิดโดนใส่ร้ายมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ก็คงอีหรอบเดิม” ลุงปั๋นพูดจบก็มองไปทางบัวเกี๋ยง แต่รายนั้นกลับทำเชิดหน้าใจดีสู้เสือเถียงว่า
“อุ๊ย อย่าหลับหูหลับตาเข้าข้างกันนักเลย คราวนี้น่ะของจริงแน่นอน”
“พูดเหมือนรู้เรื่องอยู่ก่อนเลยนะพี่บัวเกี๋ยง” พรมองหน้าบัวเกี๋ยงอย่างไม่พอใจ บัวเกี๋ยงจ้องตอบด้วยความโกรธ
ส่วนในสำนักงาน คุณเล็กกำลังหัวเราะเยาะและต่อว่านริศราคิดได้ยังไงว่ามีคนปลอมลายเซ็น
“มันไม่โบ้ยกันหน้าด้านๆไปหน่อยเหรอ ใครมันจะปลอมลายเซ็นเธอจ๊ะ คนงานก็แทบจะเขียนหนังสือกันไม่เป็น หรือว่าจะเป็นนิพนธ์ พี่ภู หรือฉัน”
นริศราเห็นสายตาภูชิชย์มองเธอย่างผิดหวังก็พยายามอธิบาย “ลายเซ็นของฉันมันกึ่งตัวเขียน อาจจะมีการปลอมได้ง่าย”
“เธอกำลังจะบอกว่ามีคนแกล้งเธองั้นเหรอ”
“น้ำเน่าน่ะ เธออาจจะตั้งใจเซ็นให้ง่ายเพื่อที่เวลาโกงจะได้มาตีหน้าซื่อบอกว่าลายเซ็นของเธอมันปลอมได้ง่ายอย่างนี้ไงล่ะ”
“ฉันก็เซ็นของฉันอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่ได้จะมาเปลี่ยนให้มันง่ายเอาตอนนี้ ฉันแน่ใจว่าฉันต้องโดนแกล้งแน่ๆ”
“ผมว่าดูลายเซ็นไม่ชัวร์ เราก็พิสูจน์ด้วยวิธีอื่นเถอะครับ” นิพนธ์แนะนำ
“จริงด้วย ดูข้อมูลในคอมพิวเตอร์สิคะ ยังไงความจริงก็ต้องอยู่ในนั้น”
นริศรากระตือรือร้นไปนั่งหน้าจอคอมพ์ เปิดเครื่องแล้วใส่รหัสของตัวเองทันที จากนั้นคลิกที่ไฟล์ค่าแรงล่วงเวลา ปรากฏว่ามีการทำรายการเบิกให้คนงานเมื่อวันที่ 25 เดือนที่แล้วจริงๆ
“เห็นไหมคะพี่ภู หลักฐานเต็มสองตา นี่คงกะว่าพี่ภูกับนิพนธ์จำไม่ได้น่ะสิว่าวันนั้นเราจัดเลี้ยงให้เจมส์ กะทันหัน คนงานเลิกเร็วไม่มีการทำล่วงเวลา ฉลาดมากนี่นริศรา” คุณเล็กใส่ไม่ยั้ง แล้วฉวยเม้าส์จากมือนริศราเลื่อนเคอร์เซอร์สำรวจไป “ไหนดูซิ มีอะไรหมกเม็ดอีกหรือเปล่า”
ปรากฏว่าเจอรายการเตรียมทำค่าล่วงเวลาวันที่ 5 อีก คุณเล็กถึงร้องลั่น “โอ้โห นี่เธอรู้ได้ไงว่าวันไหนจะมีการใช้คนงานล่วงเวลา แล้วต้องใช้กี่คน ถึงต้องเตรียมเบิกซะล่วงหน้าขนาดนี้”
“ไม่ใช่นะคะ ฉันไม่ได้ทำ”
“พาสเวิร์ดก็เป็นของเธอ เธอไม่ทำแล้วใครจะเข้ามาทำได้”
“คุณนิดครับ เคยบอกรหัสส่วนตัวกับใครหรือเปล่า” นิพนธ์ซัก
“ไม่เคยค่ะ”
“พี่ภูต้องจัดการเรื่องนี้นะคะ เพราะที่ไร่แห่งนี้ไม่สนับสนุนการทุจริตทุกรูปแบบ”
ภูชิชย์อึ้งพูดไม่ออก นริศราจึงโพล่งขึ้น “ฉันขอเวลาสามวัน รับรองว่าฉันต้องหาคนที่ทำผิดมาให้ได้”
ภูชิชย์ตกลง แต่คุณเล็กแหวขึ้นเสียงเขียว
“ไม่ตกลง! ฉันไม่ไว้ใจเธอ เวลาตั้งสามวันเธออาจจะหาแพะมารับบาปแทนเธอก็ได้”
“คุณเล็ก แต่พี่ว่าเราควรจะให้โอกาสนริศราหาหลักฐานมาสู้นะ”
“ผมก็จะช่วยคุณนิดพิสูจน์ความจริงครับ อาจจะเร็วกว่าสามวันก็ได้”
ทั้งภูชิชย์และนิพนธ์ร่วมด้วยช่วยกัน ทำให้คุณเล็กโกรธจนเริ่มหอบ
“ตกลงนี่อยากจะช่วยโจรกันนักใช่ไหม พี่ภูเป็นอะไรไป ทีไอ้ผลกินเหล้าพี่ภูไล่มันออก แต่กับผู้หญิงคนนี้ตั้งใจทุจริต พี่ภูกลับจะให้โอกาสมันสู้ พี่ภูเห็นมันดีกว่าคุณเล็กใช่ไหม...นังนิด สะใจแกแล้วสิ ขนาดแกเป็นโจรพี่ภูเขายังไม่ทำอะไรแกเลย ฉันเกลียดแก ฉันจะฆ่าแก”
คุณเล็กโวยวายจะเข้าทำร้ายนริศรา ภูชิชย์กับนิพนธ์ พยายามดึงเธอไว้
“ฉันอยากจะพิสูจน์ตัวเองนะคะ แต่มันคงจะไม่ยุติธรรมกับนายผลอย่างที่คุณเล็กว่า”
“มีหัวคิดเหมือนกันเหรอ แล้วตกลงแกจะทำยังไง”
“ฉันจะไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดค่ะ”
ภูชิชย์กับนิพนธ์อึ้งกับคำประกาศของนริศรา แต่คุณเล็กลอบยิ้มสะใจ...เมื่อนริศราเดินหน้าเครียดออกมา กลุ่มคนงานต่างพากันพุ่งเข้าหาเธอด้วยความเป็นห่วงและอยากรู้ผลการสอบสวน พอได้ยินนริศราบอกว่าจะกลับไปเก็บของ ทุกคนช็อกไปตามกัน ยกเว้นบัวเกี๋ยงที่หัวเราะลั่นอย่างสาสมใจ
“เห็นไหมล่ะ คราวนี้น่ะของจริง ฮ่าๆๆๆ”
“ขอโทษนะครับ พี่บัวเกี๋ยงมีความสุขมากที่พี่นิดจะไปใช่ไหมครับ”
“ใช่น่ะสิ มีอะไรเหรอคะคุณเจมส์”
“เปล่าครับ ตอนแรกผมแค่สงสัยว่าใครกันที่นิสัยเลวมากอยากให้คนดีๆอย่างพี่นิดไป ตอนนี้ผมรู้แล้ว”
“ไอ้ฝรั่งบ้า ด่าเก่งกว่าคนไทยอีก” ด่าเสร็จบัวเกี๋ยงเดินปึงปังจากไปด้วยความโกรธ
ส่วนพรกับแม่อุ้ยตามนริศรากลับไปห้องพักช่วยเธอเก็บข้าวของทั้งน้ำตาด้วยความอาลัย
“คุณเล็กนี่ร้ายจริงๆเลย เล่นเอาเรื่องพี่ผลมาอ้างเพื่อบีบคุณนิด”
“ใช่...เธอปิดประตูทุกทางที่ฉันจะได้พิสูจน์ตัวเอง”
“แล้วนี่คุณนิดจะทำยังไงต่อคะ จะไปอยู่ไหน” แม่อุ้ยถามด้วยความเป็นห่วง พอได้ยินนริศราบอกว่ายังไม่รู้เหมือนกัน แม่อุ้ยยิ่งใจคอไม่ดี พรเองก็สงสาร พนมมือท่วมหัวสาปแช่งคนที่ใส่ร้ายนริศราให้ได้รับกรรมเร็วๆ
เก็บข้าวของเสร็จแล้วนริศราเตรียมจะนำสมุดจดงาน กุญแจห้องเก็บเครื่องมือ และกุญแจรถเตรียมคืนเจ้าของไร่ แต่ก่อนไปเธอขอทำงานเป็นครั้งสุดท้ายคือออกไปจดบันทึกรายการประจำวันที่แปลงกาแฟท้ายไร่
ด้านคุณเล็กกับบัวเกี๋ยงกำลังเบิกบานอยู่ที่แปลงดอกไม้ หลังแผนการกำจัดนริศราสัมฤทธิผล โดยคุณเล็กได้รับความร่วมมือจากมัลลิกาที่สอนวิธีแฮ็กพาสเวิร์ดให้ บัวเกี๋ยงฟังคุณเล็กเล่ารายละเอียดแต่ไม่เข้าใจเอาเสียเลย รู้แต่ว่าดีใจมากๆ ที่กำจัดเสี้ยนหนามไปได้
บัวเกี๋ยงเผลอพูดไปหัวเราะไปทำให้คุณเล็กจ้องตาขวางสงสัยในคำพูดที่ว่ากำจัดเสี้ยนหนาม บัวเกี๋ยงเลยต้องรีบกลับลำบอกว่าตนหมายถึงมันไปให้พ้นหูพ้นตาเสียทีก็ดี เห็นทีไรก็รำคาญ กลัวมันจะทำร้ายคุณเล็ก เปรียบเปรยว่ามันเป็นเสี้ยนตำอยากจะสะกิดออกไปซะ
ขณะที่นริศรากำลังจดบันทึกรายงานประจำวันลงสมุด ภูชิชย์ตามเข้ามาพูดคุยด้วยท่าทีอาวรณ์ หญิงสาวเหมือนจะรับรู้แต่พยายามตัดบทยื่นกล่องสิ่งของให้เขาไป
“กุญแจห้องเก็บเครื่องมือ สมุดพวกค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่วนในสมุดรายละเอียดฉันลงตารางงานของแต่ละส่วนที่จะต้องทำเสร็จแล้วค่ะ”
ภูชิชย์แค่มองกล่องแต่ยังไม่รับมา “นริศรา...เธออยากจะอธิบายอะไรกับฉันอีกไหม”
“อธิบายมันก็แค่คำพูด เอาเป็นฉันรู้ก็แล้วกันค่ะว่าฉันทำหรือไม่ได้ทำ ฉันต้องไปแล้ว ช่วยรับไปเถอะค่ะ”
“แล้วไร่กาแฟแปลงนี้ล่ะ เธอจะทิ้งมันไปเหรอ”
“ฝากพ่อเลี้ยงติดตามผลให้หน่อยแล้วกัน แต่ไม่ต้องประคบประหงมดูแลอะไรหรอกค่ะ ฉันเชื่อว่าพวกมันจะแกร่งและอดทนเหมือนฉัน ถ้าวันหนึ่งมันสำเร็จ พ่อเลี้ยงก็ถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับชาวบ้านด้วยนะคะ”
“กลับไปทำกับนายวัสที่กรุงเทพฯไหม”
“ที่นั่นชื่อบริษัทสุพัฒนาการเกษตรนะคะ”
“งั้นฉันจะหา...”
นริศราเบรกด้วยการจับมือเขามารับกล่อง ส่วนกุญแจรถเธอจะไปฝากไว้ที่นิพนธ์
“เราจะเจอกันอีกไหม...เอ่อ...ฉันหมายถึงเธอต้องมาเซ็นรับเงินเดือนส่วนที่เหลือกับพวกเงินเก็บสะสมน่ะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันออกไปแบบคนที่มีความผิด ฉันก็ไม่ควรได้อะไรไป ฉันลานะคะพ่อเลี้ยง”
“เดี๋ยวสิ...ขอให้ฉันไปส่งได้ไหม ที่สนามบิน ท่ารถ หรือที่กรุงเทพฯก็ได้”
“ขอบคุณค่ะ แต่อย่าดีกว่า” นริศราเดินจากไป ภูชิชย์ได้แต่มองตามหน้าเศร้า ไม่กล้าเหนี่ยวรั้งเธออีกแล้ว...สักพัก นริศราไปที่สำนักงานเพื่อเอากุญแจรถมาคืนนิพนธ์ ระหว่างนี้เองนิพนธ์กำลังเหม่อคิดทบทวนเหตุการณ์วันที่เขาเข้ามาเจอคุณเล็กที่โต๊ะทำงานแล้วพบว่าเครื่องปรินต์เตอร์เสียบปลั๊กอยู่ ซึ่งเขาค่อนข้างแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ใช้เครื่อง
เมื่อนริศราเดินเข้ามาคืนกุญแจรถ นิพนธ์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนบอกหญิงสาวว่า เขาไม่เชื่อว่าเธอจะโกงเงิน
“นิดก็ไม่เชื่อค่ะ” เธอตอบกลับยิ้มๆ
“โธ่...คุณนิด ยังทำตลกอีก ผมว่าเรามาช่วยกันหาความจริงดีกว่าไหมครับ ผมเชื่อว่าพ่อเลี้ยงก็คิดเหมือนผม แต่...”
“ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะคุณนิพนธ์ ถ้านิดอยู่มันจะดูว่านิดเอาเปรียบนายผล คุณนิพนธ์ก็จะเสียไปด้วย นิดไม่อยากให้คนอื่นต้องมาลำบากเพราะนิดอีก ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมานะคะ”
“ผมก็ยินดีมากที่ได้ร่วมงานกับคุณนิดครับ ขอให้คุณนิดโชคดีนะครับ”
สองคนจับมือและส่งยิ้มให้กัน ก่อนนริศราจะเดินออกจากสำนักงานไปเจอคุณเล็กและบัวเกี๋ยง สองนายบ่าวเดินมาขวางหน้าและจ้องมองนริศราอย่างสะใจ
“นึกว่าไสหัวไปแล้วซะอีก”
“ฉันกำลังจะไปค่ะ” นริศราพูดเรียบๆแล้วจะเดินเลี่ยงไปแต่บัวเกี๋ยงยังตามมาขวางอีก
“นี่น่ะเหรอนักเรียนนอกมาจากตระกูลทหารชั้นสูง ที่แท้ก็หัวขโมย ถามจริงๆเถอะกำมะลอกันทั้งตระกูลหรือเปล่าเนี่ย”
นริศราสุดทนตบบัวเกี๋ยงฉาดใหญ่ ขนาดคุณเล็กยังอึ้ง บัวเกี๋ยงร้องกรี๊ดจะเข้าไปตบคืน แต่โดนนริศราตบซ้ำให้อีกทีแล้วผลักร่างกระเด็น
“ไหนๆก็จะไปแล้ว ฉันขอปิดบัญชีกับเธอเลยแล้วกันนะบัวเกี๋ยง”
บัวเกี๋ยงกรีดร้องวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากคุณเล็กให้ตบล้างแค้นให้ตนด้วย คุณเล็กตั้งท่าแต่พอเห็นท่าทีขึงขังของอีกฝ่ายก็ไม่กล้า ได้แต่ยืนจิกด่าปาวๆ
“คุณก็เหมือนกัน ฉันไม่ใช่พนักงานของที่นี่อีกแล้ว อย่ามาจิกหัวเรียก ไม่งั้นฉันไม่เกรงใจนะ” นริศราเดินหน้าเข้มก้าวเข้าไป คุณเล็กรีบถอยทันที
“อีบ้า อีอันธพาล อย่ามาทำตัวนักเลงที่นี่นะ ไม่งั้นฉันจะเรียกตำรวจมาลากแกไป”
นริศราจ้องหน้าแล้วเดินผ่ากลางผลักคุณเล็กกับบัวเกี๋ยงกระเด็นไปคนละทาง ทำเอาคุณเล็กเจ็บใจกรี๊ดกระจาย...นริศราเดินอารมณ์เสียมาตามทางแล้วหยุดมองไปรอบๆ พลางพูดกับตัวเองว่า
“ที่ไร่นี้จะไม่ให้ฉันจากไปอย่างที่ยังเหลือความรู้สึกดีๆบ้างเลยใช่ไหม”
สายลมเอื่อยๆพัดมากระทบตัว นริศรามองไปยังไร่องุ่นที่ออกผลเต็มไร่ เธอเดินไปสูดกลิ่นหอมของผลแก่จัดและสัมผัสก้านใบเหมือนจะเก็บเป็นความทรงจำเอาไว้ จนเมื่อเห็นเป็งขับรถกระบะมาจอด เธอบอกเป็งว่าเธอกำลังจะไป เลยอยากมาลาต้นไม้พวกนี้ เป็งจึงอาสาขับรถพาเธอชมทั่วไร่ เสร็จแล้วค่อยไปบอกลาทุกคนที่บ้านพัก
นิพนธ์ตามหาภูชิชย์เพื่อขออนุญาตเอารถไปส่งนริศรา ภูชิชย์ตกลงทันทีและกำชับนิพนธ์ให้ถามเธอด้วยว่าจะไปไหน...คำสั่งนี้เองทำให้นิพนธ์ค่อนข้างมั่นใจว่าพ่อเลี้ยงไม่ได้อยากให้นริศราไปจากที่นี่
หลังจากนั้นนิพนธ์เข้าไปสมทบกับกลุ่มคนงานและเจมส์ที่กำลังรุมล้อมนริศราด้วยความอาลัย โดยเฉพาะแม่อุ้ยกับพรถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ทุกคนอวยพรให้เธอโชคดี ขณะที่นริศราก็ขอบคุณทุกคนสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา พอลุงปั๋นจะขับรถไปส่งหน้าไร่ นริศราปฏิเสธเพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องอีก แต่นิพนธ์บอกว่าตนขออนุญาตพ่อเลี้ยงแล้ว
นริศรายังจะปฏิเสธอีกแต่นิพนธ์ไม่รอช้าคว้ากระเป๋าของเธอไปใส่รถ แล้วตั้งใจจะไปส่งเธอให้ถึงจุดหมายปลายทาง แต่เธอขอให้เขาส่งแค่หน้าไร่ก็พอ เดี๋ยวเธอต่อรถประจำทางไปเอง
“อ้าว ทำไมล่ะครับ ผมไปส่งได้จริงๆนะครับ”
“ขอบคุณมากค่ะคุณนิพนธ์ นิดรู้ดีว่าทุกคนเป็นห่วงนิด แต่นิดสบายใจที่จะไปเองค่ะ”
นิพนธ์นิ่งไปอย่างจนใจ ครั้นขับรถไปจอดตรงศาลาหน้าไร่ เขาย้ำกับเธออีกครั้งว่า
“แล้ววันนึงผมจะช่วยพิสูจน์ความจริงให้คุณนิดนะครับ ผมหวังว่าถึงวันนั้นแล้วคุณนิดจะกลับมา”
“ขอบคุณค่ะ แต่นิดคงไม่กลับมาทำงานที่นี่แล้วล่ะค่ะ”
“คุณนิดอย่าเพิ่งยอมแพ้สิครับ”
“นิดว่าพอแล้วดีกว่าค่ะ นิดสู้มาหลายครั้งแล้วมันก็ไม่เคยมีอะไรดีขึ้น ถึงคราวนี้จะชนะอีกมันก็จะมีเรื่องต่อๆไป นิดมองไม่เห็นทางที่จะทำให้ไร่นี้สงบสุข นอกจากนิดจะไปจากที่นี่...นิดต้องไปแล้วล่ะค่ะ”
รถประจำทางมาพอดี นริศราหิ้วกระเป๋าจะไป ขึ้นรถ นิพนธ์รีบถามเธอว่าจะไปลงที่ไหน แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไร นอกจากรอยยิ้มเศร้าๆของเธอ
นิพนธ์กลับมาที่สำนักงานเจอคุณเล็กนั่งสะสางเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงานของตน คุณเล็กบอกว่าต่อไปนี้ เธอจะกลับมาทำงานแทนเขา แล้วให้เขากลับไปเป็นผู้จัดการไร่เหมือนเดิม ไร่เราก็จะสงบสุขอีกครั้ง นิพนธ์ตอบรับแล้วถามหยั่งเชิงคุณเล็กว่า
“คุณเล็กคิดว่ามีคนแกล้งคุณนิดหรือเปล่าครับ”
“นิพนธ์!!” คุณเล็กตวาดแว้ดจนนิพนธ์ต้องถอยฉากขอตัวไปดูงานในไร่ คุณเล็กมองตามไม่พอใจ พูดพึมพำ กับตัวเอง “มันคงไม่ฉลาดจับฉันได้หรอกน่า”
นิพนธ์ไปพบภูชิชย์ที่แปลงกาแฟท้ายไร่ รายงานเรื่องนริศราไม่ยอมให้ไปส่ง แต่เห็นเธอขึ้นรถประจำทางที่ไปเชียงใหม่ ภูชิชย์จึงมั่นใจว่าเธอต้องไปหาแฟนแน่ๆ
“คุณโป๊ะน่ะเหรอครับ”
“ก็จะใครอีกล่ะ” ภูชิชย์ตอบอย่างหงุดหงิด พอเห็นนิพนธ์อมยิ้มเหมือนรู้ทันความรู้สึกที่มีต่อนริศรา เขาก็รีบกลบเกลื่อนดุลูกน้องว่า “นายนี่มันไม่ได้เรื่อง”
ooooooo
นริศราไปหาโป๊ะที่เชียงใหม่จริงๆ ชายหนุ่มโกรธมากที่นริศราโดนใส่ร้ายจนต้องออกจากงาน เขาฮึดฮัดจะไปเอาเรื่องคนที่ไร่นั้นให้ถึงที่สุด
“โป๊ะใจเย็น...ฟังนะ สิ่งที่เราโดนมันหนักแล้วก็ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเรายังอยู่ต่อก็ไม่รู้จะเจออะไรที่หนักกว่านี้ เราออกมาตอนนี้ดีที่สุดแล้ว”
“เอ่อ...เราขอโทษ เราโมโหไปหน่อย แล้วนี่นิดจะทำยังไงต่อ”
“เราคิดว่าจะหาเกสต์เฮาส์พักก่อนสักคืน แล้วพรุ่งนี้ค่อยหางานทำที่นี่ เพราะถ้ากลับกรุงเทพฯพี่นาก็คงไม่ให้เราเข้าบ้านอยู่ดี”
“มาทำงานโรงแรมกับเรานะ”
“อย่าเลย เราไม่อยากให้พ่อแม่ของโป๊ะลำบากใจ โป๊ะเองก็จะพลอยแย่ไปด้วย”
“ถ้างั้นเราจะหางานให้ ลูกค้าวีไอพีที่นี่หลายคนก็สนิทกับเรา เราจัดการเอง...ห้ามปฏิเสธ!”
“โอเค งั้นเราเปลี่ยนเป็นขอบคุณแล้วกัน...เพิ่งรู้ว่าโป๊ะดุนะเนี่ย”
เธอกระเซ้าจนเขายิ้มออก หลังจากนั้นเขาพาเธอไปหาที่พักในเมืองเชียงใหม่เพื่อหลบลัคนาที่ยังพักอยู่ในโรงแรมของเขา เมื่อได้ที่พักเรียบร้อยแล้วโป๊ะชวนนริศราไปเดินเที่ยวแก้เซ็ง ขณะทั้งคู่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น เจ้าน้อยเดินเข้ามาทักด้วยความดีใจ แต่พอทราบว่านริศราออกจากไร่สุพัฒนาแล้ว เจ้าน้อยก็อึ้งไปอย่างตกใจ
ขณะที่เจ้าน้อยตกใจสุดๆกับเรื่องราวที่เพิ่งทราบ คุณเล็กกลับมีความสุขเหลือเกินอยู่ที่บ้าน เธอกินข้าวมื้อค่ำอย่างเอร็ดอร่อย แถมยังคะยั้นคะยอพี่ชายให้กินอาหารที่บัวเกี๋ยงตั้งใจทำมาเยอะแยะเพื่อเลี้ยงฉลองที่ไล่ขโมยไปได้ แต่ภูชิชย์กินไม่ลงจริงๆ จึงเอางานมาอ้างแล้วขอตัวลุกออกไป
หลังอาหารมื้อนั้นของคุณเล็ก บัวเกี๋ยงกลับไปนอนเพ้อฝันถึงภูชิชย์ แต่สักครู่ฝันสลายกลายเป็นโมโหเมื่อนายผลโทร.มาบังคับให้ออกไปพบ บัวเกี๋ยงเบื่อแสนเบื่อแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะถูกเขาข่มขู่ ครั้นออกมาเจอกัน บัวเกี๋ยงเห็นสภาพนายผลเมายาก็ด่าทอด้วยความไม่พอใจ
“ไอ้ผล นี่มึงเล่นยาบ้าเหรอ มึงมาเอาเงินกูไปซื้อยาบ้าเหรอ มึงเอาเงินกูคืนมาเลยนะ”
“อีนี่ เดี๋ยวกูตบเลย จำไว้อย่ามากำเริบกับกูอีก แล้วคราวหน้าก็เอาเงินมาให้มันมากกว่านี้ด้วย”
“ถ้ามึงมาอีกกูเรียกตำรวจแน่”
“เอาสิวะ ถ้ากูถูกจับ มึงก็ได้จบเห่เหมือนกัน” เขาผลักเธอแทบล้ม แล้วเดินหัวเสียจากไปพร้อมเงินจำนวนหนึ่งที่กระชากจากบัวเกี๋ยงมาได้
บัวเกี๋ยงเจ็บใจสุดๆ แต่ไม่รู้จะจัดการยังไงกับเขาดี เธอกลับเข้าห้องพักแล้วคิดการใหญ่จะใช้อำนาจของพ่อเลี้ยงจัดการกับมัน แต่เธอต้องเป็นเมียของพ่อเลี้ยงเสียก่อน
คิดดังนั้นแล้ว บัวเกี๋ยงแอบเอายานอนหลับไปใส่เครื่องดื่มให้ภูชิชย์ แต่แผนมอมยาไม่สำเร็จแถมเธอยังโดนเขาคาดโทษว่า ถ้ายังทำแบบนี้อีก ก็คงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้!
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น โป๊ะพานริศราไปที่ศูนย์วิจัยพันธุ์กาแฟบนดอยเพื่อพบธาวินหนุ่มใหญ่นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเขาเป็นแขกของโรงแรม
โป๊ะทราบว่าทีมวิจัยของธาวินยังขาดคนจึงพานริศรามาแนะนำและฝากงานให้ทำ เนื่องจากเธอเคยอยู่ไร่สุพัฒนามาก่อน
“ด้วยความยินดีเลยครับ แสดงว่าคุณนิดรู้จัก กาแฟมาพอควร แบบนี้ก็จะช่วยศูนย์วิจัยของเราได้เยอะมาก”
“ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่ให้โอกาส แล้วก็ต้อนรับนิดดีขนาดนี้ นิดจะตั้งใจทำงานค่ะ”
ทุกคนยิ้มให้กันด้วยไมตรี ครั้นแยกจากธาวินมาแล้ว นริศรารีบขอบใจโป๊ะที่เป็นที่พึ่งให้เธอมาตลอด ชายหนุ่มเลยได้โอกาสย้ำจริงจังว่า เราอยากเป็นที่พึ่งให้นิดไปทั้งชีวิตเลยด้วยซ้ำ
“โอ๊ย ไม่เอาหรอก เดี๋ยวเราได้กลายเป็นยัย เอ๋อกันพอดี”
“นิดน่ะ พอเราซีเรียสก็ทำเป็นเล่นอยู่เรื่อย เมื่อไหร่จะพูดอะไรจริงจังกันได้ซะที”
“เรายังไม่คิดเรื่องนี้หรอกโป๊ะ เราคิดแต่เรื่องงานอย่างเดียว”
“ไม่ใช่ว่ามีคนอื่นในใจนะ”
นริศราอึ้งเล็กน้อย แล้วกลบเกลื่อนว่าจะมีได้ยังไง วันๆเจอแต่ต้นไม้
“ต้นไม้มันก็มีเจ้าของนะ” โป๊ะดักคอเสียจนนริศรานิ่งเงียบ...ไปต่อไม่เป็น
ส่วนที่ไร่สุพัฒนา เจ้าน้อยมาพบภูชิชย์แต่เช้าเพราะร้อนใจเรื่องนริศราโดนไล่ออก ภูชิชย์ไม่ตอบคำถาม แต่สนใจว่าเจ้าน้อยเจอนริศราที่ไหน พอรู้ว่าเจอเธอกับโป๊ะ ที่เชียงใหม่ พ่อเลี้ยงหนุ่มถึงกับหลุดปากออกมาว่า...นึกอยู่แล้ว
“ก็คุณนิดมีเพื่อนอยู่คนเดียวจะให้เขาไปหาใครได้ล่ะคะ ถ้าภูอยากเจอก็ไปหาคุณโป๊ะกับคุณนิดด้วยกันไหมคะ”
“จะไปหาเขาเรื่องอะไรล่ะครับ นริศราทำผิดก็ต้องปล่อยเขาไปตามทางของเขา”
“ดูภูเสียใจมากนะคะ”
“ก็ไม่นี่ครับ ผมก็แค่ผิดหวังที่ไม่น่าไปไว้ใจเขา”
เจ้าน้อยจับสังเกตสีหน้าท่าทีของเขาแล้วตัดสินใจเอ่ยออกมา “ภูยังรักน้อยหรือเปล่า”
“ทำไมอยู่ๆเจ้าก็ถามอย่างนี้ล่ะครับ ผมก็...รักเจ้าอยู่แล้วนี่ครับ”
“เปล่าหรอกค่ะ ไม่มีอะไรหรอก ไปทานอาหารเช้ากันนะคะ” เจ้าน้อยปั้นยิ้มปกติ ควงแขนแฟนหนุ่มออกไป โดยที่คุณเล็กไม่รู้ไม่เห็นเพราะมัวแต่เพลิดเพลินเบิกบานอยู่ที่แปลงดอกไม้กับนิพนธ์
เมื่อไปถึงบ้านเจ้าน้อย ภูชิชย์เหม่อลอยจนเจ้าน้อยแอบมองด้วยความสงสัย เมื่อเธอถามเขาว่ามีอะไรในใจหรือเปล่า เขาพยายามกลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร
“งั้นน้อยขอพูดตรงๆนะคะ น้อยรู้สึกว่าภูเปลี่ยนไป”
“ผมเปลี่ยนเหรอครับ”
“ก็ตั้งแต่เช้าแล้ว ภูดูเงียบๆไปไม่ค่อยพูดเลย จะว่าไปหลังๆมานี่เราสองคนก็แทบจะไม่สวีตหวานเหมือนแต่ก่อนเลยนะคะ”
ภูชิชย์อึกๆอักๆพูดไม่ออก เจ้าน้อยถอนใจก่อนตำหนิตัวเองแย่จัง มาบ่นเรียกร้องเป็นเด็กๆ
“ไม่หรอกครับ ผมต่างหากที่ดูแลเจ้าไม่ดีเอง ผมขอโทษนะครับเจ้า”
“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ แค่กลับมาเป็นภูคนเดิมของน้อยเร็วๆก็พอ” เธอยิ้มหวาน แต่เขายิ้มรับเจื่อนๆ โดยมีสายตาของเจ้าเทพมงคลกับเจ้าดาระกาแอบมองมาอย่างไม่ปลื้มชายหนุ่ม
ooooooo
เช้าวันเดียวกัน ลัคนาที่ยังพักในโรงแรมของโป๊ะได้คะยั้นคะยอลาวัลย์ให้ไปตีสนิทกับพ่อเลี้ยงภูชิชย์เพื่อความสบายในอนาคต แต่ลาวัลย์ดูเหมือนจะถอดใจไปแล้ว เนื่องจากวันก่อนที่ไปไร่ของเขา เธอเห็นเขาให้ความสนใจนริศรามากผิดปกติ ทั้งๆที่ใครต่อใครก็รู้ว่าเขามีเจ้าน้อยอยู่แล้ว
แต่ลาวัลย์ไม่ยอมให้น้องสาวถอดใจง่ายๆ เธอบังคับลาวัลย์ไปที่ไร่สุพัฒนาด้วยกันจนได้ คราวนี้เองทั้งคู่ได้พบคุณเล็กพร้อมลูกน้องคนสนิทเข้าอย่างจัง คุณเล็กมองสองพี่น้องตั้งแต่หัวจดเท้าอย่างดูแคลน อีกทั้งคำพูดคำจาก็วางอำนาจบาทใหญ่ไม่เป็นเจ้าของบ้านที่ดีเอาเสียเลย
ลัคนาตอบโต้อย่างไม่พอใจ แต่พอรู้ว่าเธอคือน้องสาวของพ่อเลี้ยง น้ำเสียงที่แข็งกระด้างเมื่อครู่ของลัคนาก็เปลี่ยนเป็นใสแจ๋วชื่นชมเอาใจคุณเล็ก แต่คุณเล็กไม่บ้ายอ และไม่ขอนับญาติอะไรกับพวกเธอ
สองพี่น้องสะกดกลั้นความโกรธ โดยเฉพาะลัคนาที่อยากรู้เรื่องราวนริศราโดนไล่ออกที่บัวเกี๋ยงหลุดปากออกมาเมื่อครู่
“ก็มันโกงเงินของที่ไร่นี้ไปน่ะสิ”
“นิดน่ะเหรอโกงเงิน” ลาวัลย์ทวนคำอย่างไม่เชื่อ
“ตกลงเป็นญาติกันแน่หรือเปล่าเนี่ย ทำไมไม่รู้เรื่อง” บัวเกี๋ยงปากยื่นปากยาว...ลัคนามองด้วยสายตาเหยียดๆ แล้วรีบเดินไปหาคุณเล็ก
“ฉันก็เป็นแค่พี่สะใภ้ค่ะ แหม...แต่พอได้ข่าวอย่างนี้ก็อดอับอายไม่ได้ ยัยนิดนี่ทำเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลหมด ดีแล้วล่ะค่ะที่คุณสุพัฒนาไล่เขาไป คนไม่ดีเลี้ยงไว้ทำไม”
“พี่นา...ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ เรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะ” น้องสาวทักท้วง แต่พี่สาวรีบกระตุกแขนกระซิบให้เฉยไว้ แล้วจีบปากจีบคอต่อไปกับคุณเล็ก “ตอนอยู่กรุงเทพฯ ฉันก็ทนแม่นี่ไม่ได้ค่ะ ถึงกับต้องไล่ออกจากบ้าน ไม่คิดว่าจะมาทำเรื่องที่นี่อีก ฉันเห็นใจพ่อเลี้ยงกับคุณสุพัฒนาจริงๆนะคะ ที่ต้องทนคนแบบนี้ ถือว่าเราหัวอกเดียวกันค่ะ”
“พล่ามจบแล้วใช่ไหม เชิญออกไปจากที่นี่ได้ แล้วต่อไปนี้ไม่ต้องสาระแนเสนอหน้ามาที่นี่กันอีกทั้งคู่...น่ารำคาญ”คุณเล็กรวบรัดตัดความได้สะใจบัวเกี๋ยงเป็นบ้า ลัคนาถึงกับเหวอรับประทานไปเลย
แต่ลาวัลย์เหลือทนเดินเข้ามาเผชิญหน้าคุณเล็กด้วยความโมโห “นี่คุณ ขอฉันถามคุณบ้างเถอะว่า ตกลงเป็นน้องสาวพ่อเลี้ยงแน่หรือเปล่า ทำไมกิริยามารยาทถึงได้แย่กว่ายามที่หน้าไร่ของคุณซะอีก”
“กรี๊ดดดดด...อีบ้า กล้าดียังไงมาด่าฉัน นังบัวเกี๋ยง ยืนเซ่อทำไม ทำอะไรสักอย่างสิ”
“บังอาจด่าคุณเล็กแบบนี้ต้องตบสั่งสอน” บัวเกี๋ยงขยับเข้ามา
“ถ้าถูกตัวฉันกับพี่สาวแม้แต่นิดเดียว ฉันฟ้องพวกคุณล่มจมแน่” ลาวัลย์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดถ่ายวีดิโอ บัวเกี๋ยงยกมือค้างอย่างไม่กล้า
“กลัวมันทำไม แย่งโทรศัพท์มันมาแล้วตีมันให้ตายเลย แกเป็นอะไรฉันประกันเอง” คุณเล็กแผดเสียงสั่น บัวเกี๋ยงจึงเข้าคลุกวงในเพื่อแย่งโทรศัพท์ แต่ลาวัลย์กับลัคนาไม่ยอมง่ายๆ สองฝ่ายต่อสู้กันใหญ่ กระทั่งภูชิชย์ส่งเสียงเข้ามาถึงยอมแยกจากกัน
ภูชิชย์ขอโทษสองคนพี่น้องแทนน้องสาวของตน ลัคนาโกรธไม่หายตอกหน้าเขาว่า เธอคงอภัยให้ไม่ได้ เล่นหมิ่นเกียรติกันขนาดนี้ ก็คงไม่คบหาสมาคมด้วยอีกแล้ว
ลัคนาพูดจบก็เดินไปขึ้นรถ ลาวัลย์ยิ้มบางๆให้ภูชิชย์ ก่อนบอกเขาว่า สำหรับเธอไม่ได้ถือโกรธใครหรอก เพราะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
“คุณวัลย์หมายความว่าไงครับ”
“วัลย์รู้จักพี่สาววัลย์ดีค่ะ คิดซะว่ามวยถูกคู่ก็แล้วกัน”
“ยังไงผมก็ต้องขอโทษอีกครั้งนะครับ”
“ส่วนเรื่องนิด ถึงวัลย์จะไม่สนิทกับเขามาก แต่วัลย์เชื่อว่าคนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างนิดไม่มีทางที่จะทำอะไรแบบนั้นแน่นอนค่ะ ถ้าเขาอยากได้เงิน ทะเลาะกับพี่นาเอามรดกของเขาคืนจะไม่ง่ายกว่าเหรอคะ ไม่ต้องมีใครมาตราหน้าว่าเป็นขโมยด้วย”
ภูชิชย์รับฟังคำพูดลาวัลย์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด... หลังจากสองศรีพี่น้องกลับไปแล้ว ภูชิชย์เข้ามาในสำนักงาน ปรากฏว่าคุณเล็กนั่งหน้าตูมตึงไม่สบอารมณ์อย่างแรง
“ทำไมพี่ภูถึงชอบทำดีกับคนที่คุณเล็กเกลียด เมื่อเช้ามีคนบอกว่าพี่ภูไปกับนังเจ้าน้อย กลับมาก็มาทำดีกับพวกนังนิดอีก พี่ภูจะร่วมมือกับพวกมันทำร้ายคุณเล็กไปถึงไหน”
“ทำไมถึงพูดแบบนี้ ไม่มีใครคิดทำร้ายคุณเล็กหรอก โดยเฉพาะพี่”
“เหรอคะ ถ้างั้นพี่ภูก็เลิกคบกับคนพวกนั้นสิคะ”
ภูชิชย์นิ่งเงียบไปจนคุณเล็กไม่พอใจ คาดคั้นเขย่าตัวพี่ชายให้ตอบมาเดี๋ยวนี้
“คุณเล็ก เลิกบังคับใจพี่แล้วหันมาใช้เหตุผลบ้างได้ไหม”
“พี่ภู...นี่พี่ภูดุคุณเล็กเหรอ”
“พี่อยากเห็นคุณเล็กเป็นคนมีเหตุมีผล”
“แล้วคุณเล็กไม่มีเหตุผลตรงไหน ที่คุณเล็กทำก็เพราะคุณเล็กหวังดีกับพี่ภู คุณเล็กผิดด้วยเหรอคะ”
“พี่เข้าใจว่าคุณเล็กหวังดีกับพี่ แต่ต้องไม่ใช่เกลียดคนอื่นไปทั่วแบบนี้ โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่เราสามคนพี่น้อง ทั้งพี่ทั้งคุณเล็กหรือแม้แต่นายวันก็ต้องมีเพื่อนมีสังคม มีการคบคนนอก”
“พี่ภูหมายความว่ายังไง นี่พี่ภูจะทิ้งคุณเล็กใช่ไหม”
“พี่ไม่ได้หมายความอย่างนั้น”
“พี่ภูไม่ต้องมาโกหกคุณเล็ก พี่ภูเห็นคนอื่นดีกว่าคุณเล็ก พี่ภูไม่รักคุณเล็ก กรี๊ดดดดด...” คุณเล็กตีอกชกตัว พี่ชายจะเข้ามากอดก็ผลักไสไม่ให้มายุ่ง บัวเกี๋ยงเห็นแล้วตกใจ รีบวิ่งตามคุณเล็กออกไปตามคำสั่งของพ่อเลี้ยง
“ขอโทษนะคุณเล็ก พี่แค่อยากให้คุณเล็กมีเหตุผลบ้าง” ภูชิชย์พึมพำกับตัวเองหน้าเศร้า
คุณเล็กเดินร้องไห้ออกมาด้วยความโกรธระคนน้อยใจพี่ชาย แล้วก็ไม่ยอมให้บัวเกี๋ยงเข้าใกล้ ไล่ตะเพิดไปพ้นหน้า แต่สักครู่นิพนธ์ตามมาปลอบและแนะนำให้เธอไปเดินเล่นที่แปลงดอกไม้ คุณเล็กทำตามอย่างว่าง่าย และอดบ่นกับนิพนธ์ที่เดินตามมาไม่ได้ว่า พี่ภูไม่เคยเป็นแบบนี้ เขาไม่เคยขัดใจเธอ ตั้งแต่พ่อแม่เสียไป พี่ภูก็เป็นทุกอย่างทั้งพ่อแม่และพี่ ไม่มีใครดีกับเธอเท่าพี่ภู แม้กระทั่งพี่วัส
“ถ้างั้นคุณเล็กจะโกรธพ่อเลี้ยงทำไมล่ะครับ”
“ก็ฉันไม่ชอบให้พี่ภูไปใกล้ชิดผู้หญิงที่ฉันไม่ชอบน่ะสิ”
“เจ้าน้อยกับคุณนิดใช่ไหมครับ”
“ญาตินังนิดก็ด้วย ฉันไม่ชอบ”
“คุณเล็กครับ คุณเล็กเคยคิดถึงความสุขของพ่อเลี้ยงหรือเปล่าครับ”
“นิพนธ์....นี่เธอว่าฉันเห็นแก่ตัวเหรอ”
“ผมขอโทษครับ คือเท่าที่ฟังผมว่าคุณเล็กก็คงรู้ว่าพ่อเลี้ยงรักคุณเล็กมาก แต่ผมยังไม่รู้ว่าคุณเล็กรักพ่อเลี้ยงหรือเปล่า”
“นี่เธอจะบ้าเหรอ ก็ที่ฉันทำทั้งหมดน่ะมันยังไม่แสดงว่าฉันรักพี่ภูอีกเหรอ”
“ถ้าสิ่งที่คุณเล็กทำให้พ่อเลี้ยงเรียกว่าความรัก แล้วทำไมพ่อเลี้ยงถึงไม่มีความสุขล่ะครับ”
“นิพนธ์...ไอ้บ้า...ฉันไม่ให้แกมาด่าฉันนะ” คุณเล็ก
ลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธ ผลักนิพนธ์แล้วเดินหนีไปทันที...
ด้านลัคนาที่กลับไปอย่างหัวเสียเพราะความร้ายกาจของคุณเล็ก เธอบ่นกับลาวัลย์ว่าน้องสาวพ่อเลี้ยงภูชิชย์ดูผิดปกติเหมือนโรคจิต ดังนั้นเราไม่ควรไปยุ่งด้วย เป้าหมายจึงเหลือแต่นายโป๊ะที่ลาวัลย์จะต้องจับเขาให้ได้ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นโอกาสทอง เนื่องจากนริศรากลายเป็นขโมยไปแล้ว
“นี่พี่นาคิดเหรอว่านิดเป็นขโมย”
“ใช่ไม่ใช่พี่ไม่สน รู้แต่ว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้น นายโป๊ะคงลดความปลื้มไปอีกจม โอกาสเป็นของแกแล้วนะ”
ลาวัลย์กุมขมับเซ็งที่พี่สาวจะบังคับให้จับโป๊ะอีก ส่วนลัคนาพูดจบปุ๊บก็โทร.ปั๊บ เธอรีบต่อสายถึงโป๊ะ ปรากฏว่าเขาอยู่กับนริศราที่ศูนย์วิจัย
ไม่ช้าไม่นานโป๊ะก็เดินทางกลับโรงแรมมาพบสองศรีพี่น้อง ลัคนาตีหน้าเศร้าเล่าเรื่องนริศราโดนไล่ออกจากงาน พอทราบว่าโป๊ะก็รู้แล้ว เธอคิดระแวงว่าโป๊ะจะให้ที่อยู่ที่กินกับนริศรา แต่โป๊ะก็ตอบเลี่ยงไปว่า เธอแค่โทร.มาคุย แต่ไม่ได้บอกว่าอยู่ที่ไหน
“พี่กับยัยวัลย์ก็เป็นห่วงน้องนิดมาก เลยอยากจะมาชวนคุณโป๊ะไปไหว้พระกัน คุณโป๊ะช่วยพาไปหน่อยได้ไหม”
“ไปไหว้พระแล้วจะทำให้เจอนิดเหรอครับ”
“เอ่อ...พี่หมายถึงเราไหว้พระเสร็จแล้วก็ออกตามหาน้องนิดไงคะ”
“งั้นผมว่าเราแยกกันตามหาจะสะดวกกว่านะครับ”
ลัคนาจะอ้าปากพูดต่อ ระหว่างนั้นเจ้าน้อยเดินเข้ามา โป๊ะร้องทักแล้วขอตัวไปช่วยงานเธอทันที ทำให้ลัคนาค้อนไม่พอใจ หาว่าเจ้าน้อยคิดจะจับปลาสองมือเพราะมีภูชิชย์อยู่แล้วทั้งคน
เมื่อเจ้าน้อยทราบว่าผู้หญิงสองคนนั้นเป็นญาตินริศรา จึงบ่นโป๊ะทำไมไม่แนะนำให้รู้จัก เธออยากรู้ว่านริศราเป็นยังไงบ้าง โป๊ะบอกไม่จำเป็นหรอก ถามตนจะได้เรื่องมากกว่าแน่นอน
โป๊ะเล่าเหตุการณ์่ช่วงหนึ่งในอดีตให้เจ้าน้อยฟังว่า “ผมรู้จักนิดตอนเรียนบริหารปี 1 ที่ไอโอว่า...เขาเป็นลูกของพลเอกณัฐ สุริยรักษ์ พอปี 2 พ่อเขาก็เสีย นิดเลยต้องกลับเมืองไทย คุณพ่อนิดเขียนพินัยกรรมให้พันตรีณรงค์พี่ชายนิดเป็นคนจัดการเรื่องมรดก แต่ตอนนั้นพี่ณะได้ทุนเรียนอยู่ที่สวีเดน เสร็จงานศพแล้วก็ต้องบินกลับด่วน พี่ณะเลยฝากให้พี่ลัคนาดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆให้นิดไปก่อน แต่ปรากฏว่าคุณลัคนาไม่ให้นิดเลยสักบาท แถมยังบีบให้นิดต้องออกจากบ้านมานี่ล่ะครับ”
“โถ...สงสารคุณนิดจัง คุณลัคนานี่น่ากลัวจริงๆ น้อยไม่อยากคุยกับคนคนนี้เลย”
“นี่ผมก็ไม่รู้ว่าเขามาแกล้งทำเป็นห่วงนิดเพื่ออะไร แต่คุณลาวัลย์คนน้องนี่ดูจะเป็นมิตรกับนิดมากกว่า”
“แล้วพี่ชายคุณนิดไม่รู้เรื่องเลยเหรอคะ”
“ผมก็ไม่ทราบว่ารู้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆเขาสองคนไม่ติดต่อกัน”
“คุณโป๊ะรู้ใช่ไหมคะว่าตอนนี้คุณนิดอยู่ที่ไหน”
วันรุ่งขึ้นโป๊ะพาเจ้าน้อยไปหานริศราที่ศูนย์วิจัย พอเผชิญหน้ากัน โป๊ะกลัวนริศราจะต่อว่าจึงรีบปลีกตัวไปอีกทาง แล้วให้สองสาวพูดคุยกันตามสะดวก
“น้อยคะยั้นคะยอคุณโป๊ะเองค่ะ น้อยเป็นห่วงคุณนิดนะคะ ยังคิดเลยว่าถ้าคุณนิดยังไม่รู้จะไปไหน ก็จะชวนให้ไปอยู่ด้วยกัน”
“ขอบคุณเจ้ามากนะคะ นิดอยู่ที่นี่ก็สบายใจดี ทุกคนก็ดีกับนิด นิดชอบที่นี่ค่ะ”
“เห็นคุณนิดมีความสุขน้อยก็ดีใจด้วย แต่ภูสิคะ”
“พ่อเลี้ยงทำไมเหรอคะ”
“ช่วงนี้ภูเขาดูเงียบๆไป เหมือนมีอะไรในใจที่น้อยเข้าไม่ถึง”
“คงไม่มีอะไรมั้งคะ อาจจะยังโกรธเรื่องที่คิดว่านิดโกงเงินอยู่ก็ได้”
“ไม่หรอกค่ะ จะมาโกรธอะไรกันอีก เงินก็ไม่ได้หายสักหน่อย ถ้ายังไม่เลิกโกรธคุณนิดน้อยนี่แหละจะต่อว่าภูเอง”
ขณะเดียวกันนั้น ภูชิชย์ทนคิดถึงนริศราไม่ไหว เขาตั้งใจจะใช้ข้ออ้างเอาเงินเดือนไปให้เธอที่โรงแรมของโป๊ะ แต่พอดีออกมาเจอพวกแม่อุ้ยกำลังโทรศัพท์สาธารณะที่หน้าไร่คุยกับนริศรา ทุกคนเห็นพ่อเลี้ยงก็ตกใจรีบวางสายทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าเธอพักที่ไหนในเชียงใหม่
ภูชิชย์เองก็อยากรู้แต่ทำฟอร์มขรึมปกปิดความรู้สึกที่มีต่อนริศรา สั่งเป็งให้ขนย้ายลังองุ่นที่จะไปส่งเชียงใหม่มาใส่รถของเขา เขาจะไปส่งให้เอง
ooooooo
ทางด้านมัลลิกาที่กรุงเทพฯ เธอคิดทบทวนเรื่องวิทวัสมีภรรยาและลูกสาวอยู่หลายวันก่อนตัดสินใจไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก แม้ว่าเธอจะหลงรักเขาสักเพียงใดก็ตาม
หลังจากมาทำงานตามปกติในวันนี้ด้วยอาการซึมเหม่อเหมือนคนใจลอย ครั้นตกเย็นเธอไปดักพบรัชนิดากับลูกที่โรงเรียนแล้วพากันไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งก่อนจะโทร.นัดวิทวัสให้มาสมทบ ตอนแรกที่วิทวัสมาถึง เขาไม่พอใจ มัลลิกาอย่างมากและต่อว่าเธอหลายคำที่วุ่นวายเรื่องส่วนตัวของเขา แต่พอได้ฟังเธออธิบายและยืนยันว่าจะไม่บอกเรื่องลูกและภรรยาของเขาให้ภูชิชย์กับคุณเล็กรู้ อีกทั้งเธอจะไม่มาทำงานกับเขาอีกแล้ว วิทวัสก็อึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง
เมื่อเคลียร์ทุกอย่างหมดแล้ว มัลลิกาขออนุญาตทานอาหารกับครอบครัววิทวัสสักครั้งก่อนจะจากไป นอกจากนี้เธอยังแสดงความยินดีกับรัชนิดาที่มีครอบครัวแสนอบอุ่น ซึ่งรัชนิดาเองก็อวยพรให้มัลลิกาพบเจอคู่แท้ที่เหมาะสมและเป็นคนดีเหมือนกับที่เธอโชคดีมีวิทวัสเป็นคู่ชีวิต...
ส่วนอีกหนึ่งคู่ที่ลำพูนซึ่งเจ้าเทพมงคลกับเจ้าดาระกาคิดจะจับคู่ให้ก็คือเจ้าน้อยกับโป๊ะ แต่ติดขัดที่เจ้าน้อยยังปักใจอยู่กับภูชิชย์ ทำให้ท่านทั้งสองต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แล้วเย็นวันนี้เองก็สบโอกาสเมื่อโป๊ะขับรถมาส่งเจ้าน้อยถึงบ้าน
เจ้าพ่อเจ้าแม่ของเจ้าน้อยต้อนรับขับสู้โป๊ะเป็นอย่างดีแถมยังเปิดโอกาสให้อยู่คุยกันตามลำพัง ทำให้โป๊ะรู้สึกแปลกใจขึ้นมา เจ้าน้อยเลยต้องเฉลยว่าท่านจะจับคู่ให้เราสองคน
“จับคู่? ไหงเป็นงั้นไปได้ล่ะครับ”
“น้อยก็บอกหลายทีแล้วว่าเราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น แต่เจ้าพ่อเจ้าแม่ก็ยังดื้อ”
“แล้วพ่อเลี้ยงภูชิชย์ล่ะครับ”
“พวกท่านเคยโดนคุณเล็กบุกมาอาละวาด ก็เลยพาลไม่ชอบภู”
“โห...นี่แสดงว่าผมเข้าตากรรมการนะเนี่ย เลยได้รับเลือก”
“เดี๋ยวพวกท่านเห็นว่าเชียร์ไม่ขึ้นก็คงเบื่อรามือไปเองล่ะค่ะ คุณโป๊ะก็อย่าโกรธพวกเราเลยนะคะ”
“โอ๊ย ผมไม่โกรธหรอกครับ”
พูดแล้วหนุ่มสาวก็หัวเราะไปด้วยกัน โดยไม่รู้ว่าเจ้าเทพมงคลกับเจ้าดาระกาแอบดูด้วยความพอใจและยิ้มให้กันอย่างมีความหวัง
ฝ่ายภูชิชย์ที่อาสาคนงานเอาองุ่นไปส่งที่เชียงใหม่ ส่งองุ่นเสร็จแทนที่จะกลับไร่ เขากลับไปวนเวียนแถวโรงแรมของโป๊ะอยู่นานก่อนตัดสินใจเข้าไปนั่งรอหวังจะได้เจอนริศรา แต่รอแล้วรอเล่าจนเกือบจะค่ำก็ไม่เห็นแม้เงาของเธอ กระทั่งโป๊ะกลับจากบ้านเจ้าน้อยมาเจอเข้าจึงเชิญเขาไปคุยกันที่คอฟฟี่ช็อป
ภูชิชย์อึกอักเล็กน้อยขณะอธิบายว่าตนเอาองุ่นมาส่งในเมืองก็เลยถือโอกาสแวะเอาเงินเดือนงวดสุดท้ายมาให้นริศรา
“นี่คุณมารอผมตั้งนานเพื่อที่จะเอาเงินเดือนมาให้นิดเหรอครับ”
“ก็...ผมคิดว่าผมไม่ควรเอาเปรียบเขา”
“นิดไม่ได้เสียเปรียบเพราะไม่ได้เงินเดือนหรอกครับ แต่เขาเสียเปรียบที่ไม่มีโอกาสพิสูจน์ความจริงมากกว่า”
“เรื่องนี้ผมก็เสียใจเหมือนกัน”
“ช่างมันเถอะครับ เอาเป็นว่าผมจะเก็บไว้ให้เขาก็แล้วกัน”
“นริศราไม่ได้อยู่ที่นี่เหรอครับ งั้นเขาอยู่ที่ไหน”
“เขาก็ไม่ได้บอกผมเหมือนกันครับ” โป๊ะรีบตัดบทจนภูชิชย์จำต้องยื่นซองเงินให้เขาแล้วขอตัวกลับทันที
ooooooo
เช้าวันต่อมา ซองเงินนั้นก็ถึงมือนริศราพร้อมด้วยอุปกรณ์เพ้นต์เสื้อที่โป๊ะจัดหามาให้ นริศราแปลกใจเรื่องเงินเดือนเพราะเธอเคยบอกภูชิชย์ไว้แล้วว่าเธอไม่รับ ทำไมเขายังเอามาให้อีก
“ทำไมน่ะเหรอ เราว่าจริงๆแล้วเขามาตามหานิดต่างหาก”
หญิงสาวนิ่งอึ้ง หัวใจวูบไหว ถามเพื่อนชายว่าบอกที่อยู่ของเธอให้เขาไปหรือเปล่า
“ไม่ได้บอก”
“ดีแล้วล่ะ” ตอบเสร็จนริศรามีอาการซึมเหม่อ โป๊ะแอบมองก็รู้สึกว่าเธอคิดถึงภูชิชย์แน่ๆ
ขณะเดียวกันนั้น คนที่นริศราคิดถึงกำลังเดินดูงานในหอศิลป์อยู่กับเจ้าน้อยอย่างใจลอย เจ้าน้อยชวนภูชิชย์มาเที่ยวด้วยรู้สึกว่าระยะหลังมานี้เขาค่อนข้างห่างเหิน พอเธอทักท้วงเขาก็อ้างว่ามัวยุ่งกับงาน แต่ต่อไปจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว
พูดไม่ทันขาดคำ ภูชิชย์เหลือบเห็นผู้หญิงคนหนึ่งลักษณะคล้ายนริศรา เขาเผลอเรียกชื่อเธอออกมาก่อนเดินผลุนผลันตามไปโดยที่เจ้าน้อยก็ห้ามไม่ทัน
ปรากฏว่าเขาทักคนผิด เจ้าน้อยเดินหน้าเศร้าตามมาบอกเขาว่า คุณนิดเธอคงไม่มาเดินที่นี่หรอก ภูชิชย์แปลกใจท้วงขึ้นว่า เจ้าพูดเหมือนรู้ว่านริศราอยู่ที่ไหน
“ไม่รู้หรอกค่ะ น้อยก็พูดไปอย่างนั้นเอง น้อยอยากกลับบ้านแล้ว ไปกันเถอะค่ะ” เจ้าน้อยตัดบทแล้วเดินนำเขาไป
เจ้าน้อยกลับถึงบ้านในสภาพซึมเศร้าจนเป็นที่สังเกตของเจ้าพ่อกับเจ้าแม่ ทั้งคู่อดทักลูกสาวไม่ได้ว่า ทำไมคนมีความรักที่เคยบอกพ่อแม่ว่าจะไม่รักใครอีกแล้ว แต่กลับดูไม่มีความสุขเลย และถ้าวันนี้ยังดูไม่มีความสุขก็ต้องคิดไว้นะว่าอีกห้าสิบปีข้างหน้าจะอยู่กันยังไง
“น้อยอยากจะมีครอบครัวที่รักกันเหมือนเจ้าพ่อกับเจ้าแม่”
“แล้ววันนี้พ่อเลี้ยงภูชิชย์ยังใช่อยู่หรือเปล่าล่ะลูก”
เจ้าน้อยอึ้งไปอย่างตอบไม่ได้ เจ้าเทพมงคลถือ โอกาสเตือนอีกว่า ลูกพ่ออย่าเพิ่งรีบปิดตัวเองเลย...เจ้าน้อยรับฟังแต่ไม่พูดอะไร ครั้นตกเย็นเธอตัดสินใจขึ้นดอยไปขอนอนค้างกับนริศรา อ้างว่าอยากมาช่วยเธอเพ้นต์เสื้อที่จะไปประมูล แล้วก็อยากมีเพื่อนคุยด้วย
“ยินดีเลยค่ะเจ้า ตอนนี้นอนคนเดียวนิดก็เหงา เหมือนกัน”
“งานที่นี่เป็นยังไงบ้างคะ คุณนิดชอบไหม”
“ชอบมากค่ะ อย่างตอนนี้นิดก็ดูเรื่องการหาผักชนิดใหม่ๆมาปลูกแซมในไร่กาแฟ ถ้าสำเร็จเกษตกรจะมีผักชนิดใหม่ให้เป็นทางเลือกของตลาด”
“หวังว่างานคงไม่ยุ่งจนไม่มีเวลาลงไปเที่ยวกับเพื่อนๆนะคะ”
“ช่วงนี้คงยากค่ะ เพราะปีนี้น้ำท่วมเยอะ นี่นิดว่าจะขอไปช่วยดูเรื่องการส่งเสริมการปลูกถั่วมะแฮะตามแนวคันดินเพื่อกันการพังทลายของดิน กับเรื่องส่งเสริมการปลูกกระถินเทพาเพื่อรักษาต้นน้ำตามแนวพระราชดำริด้วยนะคะ”
“ดูท่าทางคุณนิดจะมีความสุขจริงๆนะคะ”
“ก็ตามอัตภาพค่ะ ว่าแต่วันนี้เจ้าน้อยดูแปลกๆนะคะ มีอะไรในใจหรือเปล่า”
เจ้าน้อยนิ่งไปนิดนึงแล้วทำเป็นร่าเริง บอกว่าไม่มีอะไร แต่นริศราไม่เชื่อ แอบมองเธออย่างเป็นกังวล ยิ่งตอนช่วยกันเพ้นต์เสื้อ เจ้าน้อยเอ่ยถึงภูชิชย์ขึ้นมาอีกด้วยความน้อยใจ นั่นยิ่งทำให้นริศรารู้สึกไม่ดี เพราะเหมือนตัวเองจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยกลายๆ
“คุณนิดเชื่อไหมคะว่าภูไม่รู้หรอกว่าน้อยมาอยู่ที่นี่”
“ขอบคุณเจ้ามากนะคะที่ไม่ได้บอกใคร”
“จะว่าไปน้อยก็ไม่ได้ช่วยคุณนิดปิดหรอกค่ะ เพียงแต่เดี๋ยวนี้น้อยจะไปไหนมาไหน จะรู้สึกยังไง ภูไม่เคยสังเกต ไม่เคยอยากถามอะไร”
“รออีกสักหน่อย เดี๋ยวก็คงโทร.มามั้งคะ”
“หลังๆภูเขาก็ไม่ค่อยโทร.หาน้อยแล้ว ยกเว้นว่าน้อยจะโทร.ไป เมื่อเช้าน้อยก็ขอให้เขาไปเที่ยวกับน้อย แต่ใจเขาเหมือนไม่ได้อยู่กับน้อยเลย บางทีเขาอาจจะไม่มีใจให้น้อยแล้ว”
“พ่อเลี้ยงเขาก็ดูนิ่งๆเฉยๆอยู่แล้ว อาจจะเป็นประเภทรักนะแต่ไม่แสดงออกก็ได้นะคะ”
“แต่ภูเขาเคยแสดงออกค่ะ น้อยถึงได้รู้สึกว่าเขาไม่เหมือนเดิม น้อยรักภูมากนะคะ ถ้าเขากำลังเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น น้อยก็คงไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว”
นริศราแอบใจร้าวแต่ก็ฝืนทำปกติ และแล้วคืนนั้นเองสองสาวก็นอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาบ่อยครั้ง พอหันมาเจอกันก็ทำเป็นหลับ แล้วแอบสังเกตกันไปมาด้วยความวิตกกังวล
รุ่งขึ้นเจ้าน้อยมาหาโป๊ะที่โรงแรมแต่เช้า มาถึงก็เอาแต่นั่งจ้องหน้าเขาเหมือนมีบางอย่างในใจ จนเมื่อเขาเอ่ยปากว่าเขาทำอะไรให้เธอโกรธหรือเปล่า ถึงได้จ้องหน้านานขนาดนี้ เจ้าน้อยจึงขอถามเขาตรงๆว่า เขารักกับนริศราอยู่หรือเปล่า โป๊ะชะงักก่อนสารภาพว่าตนรักเขาฝ่ายเดียวต่างหาก
“ตอนนี้น้อยอาจจะรู้สึกเหมือนคุณก็เป็นได้”
“ไม่เหมือนหรอกครับ ของเจ้าน่ะเป็นแฟนกันแล้ว เพียงแต่ช่วงนี้พ่อเลี้ยงเขาอาจจะงานยุ่งจนไม่มีเวลามาดูแลเจ้าก็ได้”
“งานยุ่งเหรอคะ วันหนึ่งคุณโป๊ะจะรู้ว่าภูยุ่งเรื่องอะไร น้อยขอตัวไปประชุมก่อนนะคะ ขอโทษนะคะที่เอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาคุยให้ฟัง”
“ไม่เป็นไรครับ ถ้าเจ้าทุกข์ใจเรื่องอะไรก็เล่าให้ผมฟังได้ทุกเรื่องเลยนะครับ”
เจ้าน้อยยิ้มรับแต่เป็นยิ้มที่จืดชืดเต็มที พอเจ้าน้อยลุกไปแล้ว ชายหนุ่มพูดกับตัวเองอย่างแสนเศร้าว่า
“ทำไมผมจะดูไม่รู้ว่าคุณภูชิชย์ยุ่งเรื่องอะไร”










