ตอนที่ 11
เจ้าน้อยเป็นตัวแทนเจ้าพ่อและเจ้าแม่ไปคุยรายละเอียดการจัดงานฤดูหนาวกับคณะท่านผู้ว่าฯ ที่โรงแรมของโป๊ะ และแน่นอนว่าเธอต้องเจอเจ้าของสถานที่รูปหล่อด้วย
สองคนพูดคุยกันถูกคอทั้งเรื่องงานและเรื่อง
นริศรา เจ้าน้อยสังเกตได้ว่าโป๊ะให้ความสนใจนริศราเป็นพิเศษ เขาชมเธอไม่ขาดปากว่าเก่งและเข้มแข็ง
ไม่กลัวอุปสรรคในชีวิต ซึ่งเจ้าน้อยก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะนริศราทั้งสวย น่ารัก และเก่งจนน่าทึ่ง...
ที่ไร่สุพัฒนา เย็นนั้นคุณเล็กวางแผนให้ร้ายนริศราแต่ไม่ยอมบอกรายละเอียดแก่บัวเกี๋ยง แค่ให้มาคอยดูต้นทางหน้าสำนักงาน เพราะเธอจะเข้าไปทำอะไรบางอย่างข้างใน แต่แล้วบัวเกี๋ยงก็พลาดจนได้เพราะนายผลโทร.มาคุย บัวเกี๋ยงจึงไม่ทันเห็นนิพนธ์เดินเข้าไปเจอคุณเล็ก
โชคดีที่คุณเล็กไหวตัวทันและทำในสิ่งที่ต้องการเสร็จพอดี เธอรีบปิดคอมพิวเตอร์แล้วหันมาคุยจ้อกับนิพนธ์ แถมเอ่ยชมนริศราที่นิพนธ์บอกว่าเธอมาช่วยจัดระบบเอกสารที่นี่ใหม่ทำให้หาแฟ้มงานต่างๆง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน
ทั้งท่าทีและคำพูดคำจาของคุณเล็กคราวนี้ทำให้นิพนธ์แปลกใจไม่น้อย แต่ก็ไม่อยากคิดมาก เมื่อคุณเล็กบ่นปวดหัว เขาจะพาเธอกลับไปพัก แต่เธอขอกลับเอง ว่าแล้วก็รีบชิ่งเปิดประตูออกมาแทบชนบัวเกี๋ยงที่ยืนเงี่ยหูฟังอยู่หน้าห้อง คุณเล็กนิ่วหน้าใส่ลูกน้องเพราะกลัวนิพนธ์จะจับได้...แกล้งเฉไฉว่า
“อ้าวบัวเกี๋ยง แกตามหาฉันอยู่เหรอ ดีแล้วที่มา ฉันกำลังปวดหัว รีบพาฉันกลับบ้านที”
“บัวเกี๋ยงตามหาคุณเล็กเหรอคะ” บัวเกี๋ยงย้อนถามด้วยสีหน้างงๆ คุณเล็กอยากจะตบสักฉาดแต่ก็ทำต่อหน้านิพนธ์ไม่ได้...ได้แต่ดึงแขนบัวเกี๋ยงออกไป พลางโอดโอยว่าปวดหัวจี๊ดขึ้นมาอีกแล้ว ครั้นพ้นสายตานิพนธ์มาแล้วคุณเล็กก็ผลักลูกน้องออกห่างด้วยความโมโห
“ทำงานดีเหลือเกินนะแก มัวแต่ทำอะไรอยู่ ถึงปล่อยให้ไอ้นิพนธ์เข้ามาได้”
“บัวเกี๋ยงขอโทษ บัวเกี๋ยงสะเพร่า คุณเล็กตบบัวเกี๋ยงเลยค่ะ”
คุณเล็กจ้องบัวเกี๋ยงเหมือนจะเอาเรื่อง แต่ดันหัวเราะออกมาแล้วจิ้มหน้าผากบัวเกี๋ยงจนหงายหลัง
“ฉันกำลังอารมณ์ดี ตบแกไม่ลงหรอก”
“อะไรนะคะ”
“ตกลงจะให้ฉันตบแกให้ได้เลยใช่ไหม” คุณเล็กเงื้อมือเพราะรำคาญ บัวเกี๋ยงรีบหลบพร้อมร้องลั่น
“อ๊าย...ไม่ตบน่ะดีแล้วค่ะ แล้วตกลงคุณเล็กไปทำอะไรในสำนักงานเหรอคะ”
“คนโง่เรียนน้อยอย่างแกน่ะบอกไปก็ไม่เข้าใจหรอก” คุณเล็กยิ้มร้ายแล้วออกเดิน บัวเกี๋ยงแอบค้อนอย่างหมั่นไส้
นิพนธ์ไม่ได้เอะใจ เดินกลับมาดึงลิ้นชักโต๊ะเพื่อหยิบกุญแจบ้านพักที่ลืมไว้ แต่พอจะลุกขึ้นก็เหลือบเห็นปลั๊กเครื่องปร๊ินต์เตอร์เสียบคาอยู่
“เอ๊ะ วันนี้เราเสียบปลั๊กเหรอ ก็มันไม่มีอะไรต้องปริ๊นต์นี่นา...เริ่มโก๊ะแล้วเว้ย” เขาบ่นตัวเองแล้วดึงปลั๊กก่อนกลับออกไปอย่างไม่ติดใจสงสัย
ooooooo
ส่วนที่ไร่เทพมงคล เจ้าน้อยกลับมาเจอเจ้าพ่อเจ้าแม่ตรวจงานอยู่ที่โรงบ่มไวน์ ทั้งๆที่เจ้าพ่อบอกเธอไว้ว่าวันนี้มีนัดตรวจร่างกายถึงได้ส่งเธอไปคุยงานที่โรงแรมแทน
เมื่อโดนลูกสาวจับได้แถมยังนั่งหน้างอไม่คุยด้วย ทั้งคู่ก็จ๋อยไปเหมือนกัน ก่อนจะเอ่ยขอโทษลูกและยืนยันว่าทำไปเพราะหวังดี แต่เจ้าน้อยก็ยังนั่งนิ่ง
“เอาละๆ พ่อยอมแพ้แล้ว ถ้าลูกกับคุณโป๊ะแล้วไม่คลิ๊กก็ไม่เป็นไร”
“คลิ๊กเหรอคะ เดี๋ยวนี้เจ้าพ่อใช้ศัพท์วัยรุ่นด้วย” เจ้าน้อยพูดไปหัวเราะไป
“นี่แกล้งงอนพ่อกับแม่เหรอ”
“แหม...ก็หลอกน้อยก่อนทำไมล่ะคะ”
“แล้วตกลงว่าไง พ่ออยากรู้ผล”
เจ้าน้อยยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วแกล้งเล่าเฉไฉไปเรื่องอื่น “ไปได้ดีค่ะ น้อยเสนอที่ประชุมว่าเราจะต้องทำเรื่องเชิญคนดังๆให้ส่งของที่เขาประดิษฐ์เองมาให้ประมูล ทางคุณโป๊ะก็จะดูแลเรื่องการออกแบบเวทีให้ด้วยนอกเหนือจากการให้ใช้สถานที่จัดงาน เรียกว่าอะไรที่เกี่ยวกับโรงแรมคุณโป๊ะให้ฟรีหมดค่ะ”
“เอ่อ...เจ้าน้อยจ๊ะ แม่ว่าเจ้าพ่ออยากรู้ผลเรื่องลูกกับคุณโป๊ะ แบบว่าได้คุยกันเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องงานไหม”
“อ๋อ...เรื่องคลิ๊กน่ะเหรอคะ น้อยน่ะคลิ๊กกับคุณโป๊ะตั้งแต่แรกแล้วค่ะ แต่คลิ๊กแบบเพื่อนนะคะ จบการรายงานข่าววันนี้ค่ะ” เจ้าน้อยอมยิ้มเดินหนีไป
“เจ้าพี่คะ น้องว่าเราคงลุ้นไม่ขึ้นแล้วมั้งคะ”
“ไม่หรอกน่า เริ่มเป็นเพื่อนกันไปก่อนแบบนี้ก็ได้ เหมือนสมัยเราสองคนไงจ๊ะ” เจ้าเทพมงคลยิ้มกรุ้มกริ่มจนภรรยาเขินอาย...
เย็นวันเดียวกัน ภูชิชย์โทร.หาวิทวัสที่กรุงเทพฯ ด้วยเรื่องประวัติของนริศราที่วิทวัสเก็บงำไม่ยอมเปิดเผย แต่ตอนนี้ภูชิชย์รู้ทุกอย่างหมดแล้ว
“ไม่จริง พี่ภูรู้ได้ไงว่าคุณนิดยังไม่จบปริญญาตรี ใครคาบข่าวอะไรไปบอกพี่ล่ะเนี่ย พี่ภูอย่าไปเชื่อนะ โปรไฟล์คุณนิดน่ะตรงตามมาตรฐานบริษัทเราเป๊ะ”
“เป๊ะมากเลยนะ เหลืออีกเทอมจะจบตรีที่อเมริกาเนี่ยนะ”
“พี่ภูรู้เรื่องนี้แล้วเหรอครับ”
“พี่สะใภ้เขาบอกพี่เอง ว่านริศราเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เรียนอะไรมา เจ้าตัวเขาก็ยอมรับแล้วด้วย”
“เฮ้อ...จบกัน”
“ยังไม่จบน้องรัก เพราะที่พี่ยังไม่รู้คือทำไมนายต้องช่วยเขาหลอกพี่ด้วย นายมีความผิดนะนายวัส”
“ผมขอโทษครับ ที่ผมทำก็เพราะคิดเหมือนคุณนิดว่าถ้าพี่ภูรู้ว่าเธอเรียนไม่จบก็อาจจะไม่รับ แต่จะให้ยัยมอลลี่ไปทำงานผมก็ยอมไม่ได้ มันก็เลยเป็นแบบนี้ครับ แล้วนี่พี่ภูจะทำยังไงต่อครับ จะให้ผมหาคนไปแทนคุณนิดไหม”
“หาคนแทนเหรอ”
“ครับ...ผมจะให้คุณนิดกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯแทน พี่ภูจะได้สบายใจ”
“อะไรของนาย เพ้อเจ้อ...ที่พี่โทร.มาก็แค่จะบอกให้นายส่งประวัตินริศรามาไว้ที่นี่ด้วยตามระเบียบบริษัทก็พอ ทำซะให้มันถูกต้องน่ะเข้าใจไหม”
“อ้าว...นี่พี่ภูยอมให้คุณนิดทำงานต่อเหรอครับ”
“เขาทำงานดี สู้งาน แล้วทำไมพี่ต้องมีปัญหากับเขาด้วยล่ะ คนมีวุฒิทำงานไม่ได้ก็มีถมไปนี่”
“ได้ครับได้ แล้วผมจะรีบจัดส่งไฟล์ให้นะครับ”
“พี่ขอข้อมูลจริงๆนะ ไม่ต้องแต่งเติมบิดเบือนอะไรล่ะ”
“แน่นอนครับพี่ชาย” วิทวัสวางสายแล้วกดอินเตอร์คอมให้เลขาเข้ามาพบ แต่กลับไม่มีเสียงตอบ เขาลุกออกไปดูหน้าห้อง ปรากฏว่าโต๊ะว่างเปล่า ถามพนักงานคนอื่นก็ได้ความว่ามัลลิกากลับไปแล้ว
“คนมีวุฒิที่ทำงานไม่ได้ก็มีถมไป...ฮึ ที่นี่ก็มีคนหนึ่งละครับพี่ภู” วิทวัสเดินบ่นพึมพำกลับเข้าห้องทำงาน จากนั้นเขาโทร.ไปเล่ารายละเอียดให้ภรรยาฟัง
“นี่แสดงว่าคุณนิดต้องเป็นคนดีและทำงานดีมากๆ คุณภูถึงยอมให้เธอทำงานต่อ แหม...ชักอยากเจอตัวซะแล้วสิ” รัชนิดาเอ่ยกลับมาด้วยท่าทีตื่นเต้น
“ไม่ต้องห่วง ไว้มีโอกาสผมต้องให้เจอกับเขาแน่ๆ ว่าแต่วันนี้ผมคงกลับเย็นหน่อยนะ เพราะเลขาคนเก่งผมหายตัวไปอีกแล้ว”
“อ้าว...ไหนคุณวัสบอกว่าช่วงนี้เธอดีขึ้นแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
“ดีได้ไม่กี่วัน สงสัยจะเหมือนเดิม”
“ถ้างั้นคุณวัสทำงานเถอะค่ะ นิดาไปรับลูกเอง”
หญิงสาววางสายแล้วจัดการเก็บงานก่อนหยิบกระเป๋าถือออกจากออฟฟิศไปโบกแท็กซี่เพื่อไปรับ
ลูกสาวที่โรงเรียน โดยไม่รู้ว่ามัลลิกาหรือมอลลี่ก็กำลังมุ่งหน้าไปที่นั่น หลังจากได้ข้อมูลและรูปถ่ายของสองแม่ลูกมาจากเพื่อนที่จ้างนักสืบจัดการมาให้
มัลลิกาไปถึงก่อนและเจอลูกหนูกำลังเล่นอยู่กับนุ่นและนุ้ยลูกๆของลัคนา มัลลิกาดูจากรูปถ่ายแล้วเจาะจงเข้าไปถามลูกหนูว่าพ่อแม่ชื่ออะไร ลูกหนูกำลังจะตอบก็พอดีรัชนิดามาถึง และปรามลูกสาวไว้ได้ทัน
มัลลิกากับรัชนิดาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เคยแต่เห็นกันที่ร้านอาหารตอนมัลลิกาเคยสะกดรอยตามวิทวัสไปครั้งหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเธอคือภรรยาของวิทวัส สองคนแนะนำตัวและพูดคุยกันด้วยดี ก่อนแยกย้ายกลับไปคนละทาง
เมื่อกลับถึงบ้านเจอสามีรอทานข้าวอยู่ รัชนิดาเล่าให้เขาฟังว่าวันนี้เธอได้เพื่อนใหม่คนหนึ่งตอนไปรับลูกหนู เธอชื่อมัลลิกา
“เป็นไปไม่ได้ นี่มอลลี่ไปเจอนิดากับลูกมาเหรอ” วิทวัสตกใจมาก
“มอลลี่...อ๋อ...เลขาคุณวัสน่ะเหรอคะ”
“ใช่...เขาชื่อจริงว่ามัลลิกา”
“คุณมัลลิกาคนนี้เขามีหลานเรียนที่โรงเรียนนี้ แล้วเขาก็ออกจะคุยดีกับนิดา นิดาว่าคนละคนกับมัลลิกาเลขาคุณวัสแน่ๆค่ะ”
“เขาแต่งตัวยังไง หน้าตายังไง”
“ก็ใส่แจ็กเกตสีน้ำเงิน”
“ใส่แจ็กเกตเหรอ งั้นอาจจะไม่ใช่”
“คุณวัสคะ ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ถึงจะเป็นคนเดียวกัน นิดาก็ไม่ได้พูดชื่อคุณออกมาเลย อย่าเครียดเลยนะคะ”
วิทวัสยิ้มบางๆให้ภรรยา ทั้งที่ยังไม่ค่อยวางใจ...
ooooooo
เช้าวันต่อมา นิพนธ์ปริ๊นต์ข้อมูลประวัติของนริศราที่วิทวัสส่งอีเมล์มาใส่แฟ้มนำไปให้ภูชิชย์ตามต้องการ พลางบอกเจ้านายว่า ตนไม่แปลกใจเลยที่ คุณนิดจะเก่งแบบนี้
“อะไรกันนิพนธ์ แค่นริศราเรียนเมืองนอกก็ว่าเก่งแล้วเหรอ หรือคิดว่าเขาเป็นลูกนายพลแล้วจะเก่ง”
“เปล่าครับ ผมหมายถึงว่างานพิเศษที่คุณนิดทำระหว่างเรียนน่ะครับ พ่อเลี้ยงดูสิครับ เธอทำตั้งแต่พี่เลี้ยงเด็ก ผู้ช่วยบรรณารักษ์ จนถึงผู้ช่วยเลขาแผนกจัดซื้อในห้างที่อเมริกาเลยนะครับ ผมรู้สึกดีจังที่ได้ร่วมงานกับคนเก่งแบบนี้ พ่อเลี้ยงคิดเหมือนผมใช่ไหมครับ”
“ก็ยอมรับนะว่าเขาเก่งที่ผ่านการใช้ชีวิตในต่างประเทศ แถมยังมีความอดทนเข้มแข็งสมกับเป็นลูกทหาร” ภูชิชย์พูดไปก็เผลอยิ้มปลื้มจนนิพนธ์จ้องมอง
“เห็นแบบนี้แล้วผมก็ไม่ห่วงเรื่องโครงการกาแฟปลอดสารพิษของคุณนิดแล้วครับ ต่อให้พ่อเลี้ยงแกล้งเธอขนาดไหน ผมว่าเธอก็ต้องทำสำเร็จ”
“นิพนธ์...นายว่าฉันใจร้ายกับนริศรามากเกินไปไหม”
“มากที่สุดเลยครับ”
ภูชิชย์ได้ฟังคำตอบตรงๆ ถึงกับหน้าเจื่อนไปทันที...ขณะเดียวกันนั้นที่ออฟฟิศวิทวัส ชายหนุ่มเข้ามาเจอมัลลิกานั่งพิมพ์งานอย่างขะมักเขม้น เขายืนมองเธออย่างจับสังเกต แต่เธอก็ทำตัวปกติแถมตอบคำถามของเขาด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจว่า
“เมื่อวานตอนเย็นเหรอคะ มอลลี่ปวดหัวน่ะค่ะ ขอโทษที่ไม่ได้บอกพี่วัส”
“ปวดหัวเหรอ”
“นี่ค่ะ ใบรับรองแพทย์กับใบเสร็จค่ะ มอลลี่กำลังจะทำเบิก”
วิทวัสหมดข้อสงสัย เดินเข้าห้องทำงานไปเงียบๆ
ooooooo
นริศราพาเจมส์และกลุ่มคนงานไปที่แปลงกาแฟท้ายไร่ เธอบรรยายสอนงานเจมส์อย่างคล่องแคล่ว แล้วบอกลุงปั๋นว่าเราจะคัดต้นกล้ากันวันนี้ เธออยากเห็นต้นกาแฟอาราบิกาปลอดสารพิษเติบโตที่นี่เร็วๆ
“ผมไม่เข้าใจเลย แนวคิดกาแฟปลอดสารพิษของพี่นิดนี่สุดยอด แต่ทำไมพ่อเลี้ยงถึงให้ปลูกที่ตรงนี้ ถ้าเป็นผมผมจะให้พื้นที่ที่ดีๆ แล้วก็เยอะๆ” เจมส์เอ่ยขึ้นหลังจากลุงปั๋นแยกไปคุมคนงาน
“ช่างมันเถอะเจมส์ เราต้องเข้าใจพ่อเลี้ยงเขาด้วย เขาเป็นนักธุรกิจ ยังไงกำไรขาดทุนก็สำคัญมาก”
“แต่ว่า...”
“ที่เจมส์เลือกมาฝึกงานที่นี่ก็เพราะความสำเร็จทางธุรกิจของที่นี่ไม่ใช่เหรอ อย่างน้อยพ่อเลี้ยงก็ยังให้ที่เราสำหรับการเริ่มต้นนะ”
“นี่ถ้าพ่อเลี้ยงมาได้ยินคงดีใจนะครับที่มีลูกน้องดีอย่างนี้”
“แหม...พี่ก็ไม่ควรพูดถึงหัวหน้าในทางไม่ดีไม่ใช่เหรอ...แม้ใจจะอยากก็เถอะ” นริศราพูดจบก็หัวเราะไปกับเจมส์
ทันใดเสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง “เฮ้อ...นึกว่าจะหายโกรธกันไปแล้วซะอีก”
นริศรากับเจมส์สะดุ้งเฮือกรีบหันไปมองตามเสียงแล้วต้องหน้าเสียไปด้วยกัน เพราะเจ้าของเสียงก็คือภูชิชย์นั่นเอง
ภูชิชย์เดินนำนริศราห่างออกมามุมหนึ่ง นริศรายังสีหน้าไม่สู้ดี เอ่ยขอโทษที่นินทาเขาให้คนอื่นฟัง
“ขอโทษทำไม ฉันก็ทำเธอไว้เยอะจริงๆ ตอนนี้ฉันยังแก้ไขทันใช่ไหม”
“พ่อเลี้ยงจะแก้ไขอะไรคะ”
“ฉันจะให้เธอเลิกทำกาแฟปลอดสารพิษ ถือว่าเราไม่ได้ตกลงเดิมพันกันจะไม่มีแพ้ชนะระหว่างเรา...เอ้าทำไมทำหน้าแบบนั้น ไม่ดีใจเหรอ ฉันมาลดงานเธอนะ”
“แต่ว่าฉันก็ยังอยากทำโครงการนี้”
“ฉันพูดจริงทำจริงนะ เธอไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว”
“ความตั้งใจแรกของฉันก็คือจะเอาชนะคุณ แต่เมื่อเริ่มลงมือทำฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าโครงการนี้สำเร็จฉันว่าน่าจะเอาไปแนะนำชาวบ้านต่อ”
“กว่ากาแฟจะโตก็อีก 2-3 ปี ถึงจะเก็บผลได้ แสดงว่าเธอจะอยู่ที่นี่กับฉันอีกนานใช่ไหม”
“ใครว่า พอฉันเก็บเงินไปเมืองนอกได้ ฉันก็โยนให้คุณมาทำต่อไงล่ะ”
“ตามใจ งั้นต่อไปนี้เราช่วยกันนะ ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอทำคนเดียว” เขาไม่พูดเปล่า แต่จ้องหน้าเธอด้วยรอยยิ้มแปลกๆ
“ก็แล้วแต่คุณสิ ฉันจะไปทำงานต่อแล้ว” นริศรารีบหลบสายตาเขาแล้วเดินลิ่วจากไปด้วยความเขินอาย
ooooooo
ตลอดทั้งวันภูชิชย์อยู่ช่วยงานนริศราที่นำพาเจมส์และคนงานลงต้นกล้ากาแฟในแปลงท้ายไร่ ทำให้เขาได้เห็นถึงความตั้งใจจริงของนริศรา จึงอวยพรให้เธอทำสำเร็จ เขาเป็นกำลังใจให้ พอได้เวลาพักทานอาหารภูชิชย์ก็ไปร่วมวงกับทุกคน โดยนั่งโต๊ะเดียวกับนริศราและเจมส์
ขณะทานอาหาร ภูชิชย์ถามความเห็นนริศราว่าคิดไว้หรือยังว่าจะปลูกอะไรคู่กับกาแฟ เพื่อช่วยให้มันคอยเป็นร่มเงาให้กาแฟ แล้วก็ป้องกันการพังทลายของดินด้วย เจมส์โพล่งขึ้นทันทีว่าตนเคยอ่านเจอในหนังสือให้ปลูกต้นกล้วย แต่นริศราตั้งใจว่าจะปลูกมะม่วงดีกว่า
“มะม่วงมันหวาน มดแดงได้มาขึ้นน่ะสิ” ภูชิชย์ท้วง
“นั่นแหละค่ะที่ฉันต้องการ เพราะถ้าเราจะไม่ใช้สารเคมีช่วยเราก็ต้องให้ธรรมชาติช่วย มดแดงจะช่วยกัดกินเชื้อราที่จะมาขึ้นต้นกาแฟ”
“ว้าว...วิธีของพี่นิดนี่ดีมาก ประหยัดเงิน เวลา รักษาสิ่งแวดล้อม” เจมส์ชื่นชม
“เป็นความโชคดีของคนไทยที่ในหลวงท่านพระราชทานปรัชญาในการทำการเกษตรบนพื้นฐานของความพอเพียงและให้ธรรมชาติดูแลกันเอง”
ภูชิชย์มองหน้าผู้จัดการสาวอย่างทึ่งจัด “นริศรา...ฉันยอมแพ้เธอแล้ว เธอเก่งจริงๆ”
นริศราชะงักแทบไม่เชื่อหู ฟากแม่อุ้ยกับพรที่กำลังตักข้าวให้คนงานก็สะกิดกันให้ดูภูชิชย์ตักกับข้าวให้นริศราและเจมส์ แม่อุ้ยแปลกใจถามพรว่าพ่อเลี้ยงกับผู้จัดการญาติดีกันตั้งแต่เมื่อไหร่ พรเองก็สงสัยเพราะดูจากการกระทำแล้วไม่ใช่ดีกันธรรมดา ถึงกับตักอาหารให้กันแสดงว่าต้องดีเป็นพิเศษด้วย ลุงปั๋นเดินมาได้ยินสองคนเม้าท์กันเต็มสองหูก็เข้ามาผสมโรงด้วยทันที
“ข้าก็แปลกใจอยู่เหมือนกัน จู่ๆวันนี้พ่อเลี้ยงก็ดีกับคุณนิดมากเลย แต่เป็นแบบนี้ก็ดีนะ น่ารักดี”
“น่ารักเหรอ...จริงด้วย คู่นี้ดูๆไปก็น่ารักจริงๆ”
“แต่จะน่ารักได้กี่วันก็ไม่รู้”
“อ้าวนังพร ปากเสียแล้วไหมล่ะ”
“ก็จริงไหมล่ะ ดูโน่นสิ มีคนหนึ่งที่คงไม่คิดเหมือนพวกเรา” พรชี้มือไปทางบัวเกี๋ยงที่กำลังจ้องนริศราตาเขียวปั๊ด ลุงปั๋นเห็นแล้วไม่วายกังวลว่าอีกเดี๋ยวเรื่องคงถึงหูคุณเล็กแน่
พูดไม่ทันขาดคำ บัวเกี๋ยงก็ลุกขึ้นเดินถือจานไปโยนใส่กะละมังแล้วแจ้นไปฟ้องคุณเล็กจริงๆ แต่คุณเล็กกลับรับฟังด้วยท่าทีเฉยเมย ไม่เดือดเนื้อร้อนใจเหมือนทุกครั้งจนบัวเกี๋ยงเป็นงง
“คุณเล็กคะ มันกำลังแย่งพ่อเลี้ยงไปนะคะ ทำไมคุณเล็กไม่ไปตบมันล่ะคะ ตบๆๆ พูดแล้วบัวเกี๋ยงคันมือยิกเลย”
“ตบเหรอ...ไม่ล่ะ ขี้เกียจเสียเวลา”
บัวเกี๋ยงอ้าปากจะโวยต่อ แต่คุณเล็กตัดบทให้หุบปากแล้วไปชงชามิ้นต์มาให้ตนกินหน่อย
“หา! จะกินชา...โอ๊ย อะไรกันเนี่ยคุณเล็ก”
“ฉันสั่งให้แกทำอะไรก็ไปทำสิ ถ้าไม่ไปฉันตบแกแทนนังนิด”
บัวเกี๋ยงไม่เข้าใจอย่างแรง จะพูดก็พูดไม่ออก อกจะแตกตาย แล้วเดินฟึดฟัดออกไปนั่งบ่นในครัว
“โฮ้ย...อีคุณเล็กนี่ก็บ้า ให้ไปด่านังนิดกลับมาด่าเราซะงั้น ทำยังกับจะไปญาติดีกับมัน สมควรแล้วที่ต้องไปรักษาโรคบ้า...ไม่ได้ ถ้ามันดีกันแล้ว ทีนี้เราจะใช้ใครกำจัดนังนิดล่ะ”
ooooooo
ที่ห้องพักพรในคืนนี้ นริศรานั่งเขียนงานลงสมุดบันทึกแล้วเผลอนึกถึงภูชิชย์พูดดีทำดีกับเธอ ซึ่งเขาเปลี่ยนไปมากจนน่าประหลาดใจ
“แปลกคน บทจะดีก็ดีใจหาย หรือว่าจะนิสัยเหมือนน้องสาว พอรู้ว่าเราเป็นลูกนายพลก็เลยดีด้วย...เฮ้อ นายภูชิชย์นายจะเป็นคนอย่างนั้นจริงเหรอ” นริศราบ่นจบต้องตกใจเมื่อหันมาเจอพรนั่งหน้าขาววอกอยู่ข้างๆ “ว้าย...พร ตกใจหมดเลย มาเมื่อไหร่”
“มาตั้งนานแล้วค่ะ จนเอาผ้าเช็ดตัวไปตากแล้วก็มานั่งฟังคุณนิด”
“แล้วพร...เอ่อ...ได้ยินอะไรหรือเปล่า”
พรยิ้มแฉ่งทวนคำพูดนริศราทันที “แปลกคน บทจะดีก็ดีใจหาย หรือว่าจะนิสัยเหมือนน้องสาว พอรู้ว่าเราเป็นลูกนายพลก็เลยดีด้วย เฮ้อ...นายภูชิชย์นายจะเป็นคนอย่างนั้นจริงเหรอ...ว้ายพร ตกใจหมดเลย มาเมื่อไหร่”
“ครบเลย จะขาดสักคำก็ได้นะ”
“แล้วตกลงคุณนิดเป็นลูกนายพลเหรอคะ”
“ถึงตอนนี้คงปิดพรไม่ได้แล้ว ถ้าฉันเล่า...พรไม่ต้องไปบอกใครนะ”
พรพยักหน้ารับตาแป๋ว แต่เดี๋ยวเดียวคนงานเกือบทั้งไร่ก็มารวมตัวกันที่โรงอาหารฟังเรื่องราวจากพรอย่างตกอกตกใจเมื่อรู้ว่านริศราเป็นลูกนายพล เรียนเมืองนอก
“ไม่ใช่ระดับนังพรไม่มีใครมีทางรู้ข่าวนี้นะ อ้อ... แล้วห้ามบอกต่อเชียวนะ”
“เอ่อ...พี่พรครับ ตอนพี่เรียกพวกเราพี่บอกให้มาให้หมดไม่ใช่เหรอ แล้วมันจะเหลือใครในไร่ให้บอกต่อล่ะครับ” เจมส์ทักท้วง เลยโดนพรค้อนขวับ
“แหม...ฝรั่งขี้เม้าท์นะเนี่ย”
“นึกแล้วว่าคุณนิดต้องเป็นลูกชาติลูกตระกูล โถแม่คุณ...จะมาเป็นเลขากลับต้องมาทำไร่” แม่อุ้ยบ่นด้วยความสงสาร...ขณะที่ลุงปั๋นบอกนับถือเธอจริงๆ ผู้หญิงอะไรอดทนมาก ส่วนเป็งก็ว่าเธอโดนพวกเราแกล้งหลายครั้ง แต่ก็ยังรักพวกเรา ดูแลพวกเราดี ฝ้ายเองก็สงสารคุณนิด ที่ผ่านมาพ่อเลี้ยงไม่น่าแกล้งเธอเลย ตอนนี้ความจริงเปิดมาแล้ว ต่อไปพ่อเลี้ยงคงดีกับเธอ
ลุงปั๋นหันมาพูดกับแม่อุ้ยว่า “เป็นไงล่ะ หายสังสัยหรือยังว่าทำไมพ่อเลี้ยงกับคุณนิดถึงดีกัน”
“แหม...พูดแบบนี้ก็แสดงว่าพ่อเลี้ยงดีกับคุณนิดเพราะเธอมีหัวโขนน่ะสิ”
“คุณนิดก็แอบคิดนะ” พรโพล่งขึ้น
“แต่ฉันว่าพวกเราไม่ควรคิดแบบนั้นนะ” เสียงใครคนหนึ่งดังมา ทุกคนหันไปก็เห็นนิพนธ์เดินมารวมกลุ่ม แล้วเปรยกับเจมส์ว่า “มาไม่กี่วันก็เอากับเขาด้วยนะ”
“แหะๆ ผมกำลังปรับตัวครับ” เจมส์ยิ้มเรี่ยราด
“เรื่องคุณนิดจะคิดกับพ่อเลี้ยงมันก็อาจเป็นได้เพราะเธอเป็นคนมาใหม่ แต่กับพวกเราอยู่ที่นี่กันมานาน คิดว่าพ่อเลี้ยงเป็นคนที่คบคนที่หน้าตา ฐานะงั้นเหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นพ่อเลี้ยงคงไม่เลี้ยงดูพวกเราไปจนถึงส่งลูกหลานบางคนเรียนหนังสือหรอก อีกอย่างนะ ที่พ่อเลี้ยงดีกับคุณนิดเพราะพ่อเลี้ยงก็เหมือนพวกเรา คือแพ้ความดีและความอดทนตั้งใจทำงานของคุณนิด” นิพนธ์ร่ายยาว
“แบบนี้ถ้าคุณนิดเข้าใจพ่อเลี้ยงผิดก็จะไม่ดีน่ะสิครับ”
“ตอนนี้พ่อเลี้ยงรู้จักคุณนิดแล้ว ก็คงต้องถึงเวลาที่คุณนิดจะรู้จักพ่อเลี้ยงบ้างล่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ พรจะช่วยเชียร์เอง”
คนงานฮือฮาต่างบอกจะร่วมด้วยช่วยกัน นิพนธ์ถามว่า จะทำอะไร พวกเขาก็ไม่บอก เอาแต่พูดคุยวางแผนกันใหญ่
ooooooo
คืนเดียวกัน บัวเกี๋ยงแปลกใจมากที่คุณเล็กจะเอานมไปให้ภูชิชย์ดื่ม ทั้งที่เธอก็รู้ว่าแต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยทานอะไรก่อนนอน พอบัวเกี๋ยงซักถาม เธอบอกว่านี่คือวิธีปรับความเข้าใจกับพี่ชาย เพราะถ้าเธอยังโกรธกับเขาอยู่ เวลาจะเล่นงานนริศรา เขาก็ต้องช่วยมันทุกครั้ง บัวเกี๋ยงฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ก็ดีใจถ้าคุณเล็กจะมีแผนร้ายจัดการให้นริศรากระเด็นไปจากไร่
จากนั้นบัวเกี๋ยงติดตามคุณเล็กไปหาภูชิชย์ที่ห้องทำงาน คุณเล็กตีหน้าเศร้าวางแก้วนมให้พี่ชายแล้วสาธยายว่า
“สองสามวันนี้เราไม่ได้คุยกัน คุณเล็กรู้สึกไม่ดีเลย เลยอยากขอโทษพี่ภูค่ะ”
“พี่ดีใจนะที่คุณเล็กหายโกรธพี่ นี่พี่ทานเพราะคุณเล็กนะเนี่ย” ภูชิชย์ดื่มนมหมดแก้ว คุณเล็กเข้ากอดคลอเคลียและบอกรักพี่ภูที่สุด พี่ชายเลยได้โอกาสกำชับว่า ถ้ารักพี่ก็อย่าดื้อกับพี่อีก น้องสาวพยักหน้านิดหน่อยแล้วเปลี่ยนเรื่อง
“วันนี้ได้ข่าวว่าพี่ภูกับนิดทำงานกันได้ดีเหรอคะ”
ภูชิชย์ตอบรับเบาๆ และนึกไม่ถึงว่าจะได้ยินคุณเล็กเอ่ยชมนริศราว่าเก่งทั้งงานในไร่และงานเอกสาร ขนาดนิพนธ์ยังชมเลย
“นี่คุณเล็กไม่โกรธนริศราแล้วเหรอ”
“คุณเล็กมาคิดๆดู เราจะเกลียดคนเก่งไปทำไมคะ ทำให้เราเสียประโยชน์เปล่าๆ นิดเองก็น่าสงสาร คงมาจาก ครอบครัวต่ำๆ คุณเล็กไม่ควรไปซ้ำเติมเขา”
“ไม่นะ นริศราเขามาจากครอบครัวดีเลยล่ะ”
“ครอบครัวดี?”
ภูชิชย์หยิบแฟ้มหลักฐานของนริศราส่งให้คุณเล็กอ่าน บัวเกี๋ยงเสนอหน้าเข้ามาอย่างอยากรู้อยากเห็น
“นริศราเป็นลูกสาวนายพล พี่ชายก็เป็นทหาร แล้วเขาก็เคยเรียนที่อเมริกา เพียงแต่ว่าเขายังเรียนไม่จบ พ่อของเขาเสีย เลยไม่ได้กลับไปเรียนต่อ” ภูชิชย์พูดโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าคุณเล็กกับบัวเกี๋ยงที่ก้มอ่านข้อมูลนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เสร็จเรื่องกลับมาที่ห้องตัวเอง คุณเล็กหงุดหงิดเป็นบ้า ส่วนบัวเกี๋ยงก็กลัวว่าเจ้านายจะเปลี่ยนใจไปอยู่ข้างนริศราหลังรู้ว่ามันเป็นลูกนายพล แต่คุณเล็กยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีทาง รู้อย่างนี้แล้วยิ่งเกลียดมันมากขึ้นด้วยซ้ำ
“จริงเหรอคะ บัวเกี๋ยงก็เกลียดมันมากขึ้นด้วยเหมือนกันค่ะ”
“ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ถ้ามันคิดจะทำให้พี่ภูรักแล้วแย่งพี่ภูไปจากฉัน ฉันก็จะเกลียดมัน”
“บัวเกี๋ยงดีใจที่ได้ยินแบบนี้นะคะ แล้วแผนคุณเล็กจะเริ่มเมื่อไหร่ล่ะคะ”
“พรุ่งนี้”
บัวเกี๋ยงตื่นเต้น อยากรู้ว่าแผนคุณเล็กคืออะไร แต่คุณเล็กไม่ยอมบอกแถมด่าเหมือนเดิมว่าคนโง่อย่างแกไม่มีวันรู้เรื่องหรอก
พลันเสียงโทรศัพท์มือถือบัวเกี๋ยงดังขัดจังหวะ คุณเล็กถามเสียงขุ่นว่าใครโทร.มา บัวเกี๋ยงดูเบอร์แล้วโกหกว่าพ่อ คุณเล็กสงสัยทำไมเขาชอบโทร.มากลางดึกนัก บัวเกี๋ยงอ้อมแอ้มว่าแกคงมีธุระด่วน
“ไปบอกพ่อแกนะ ว่าฉันซื้อโทรศัพท์เอาไว้ให้ฉันคุยกับแก ไม่ได้ให้ญาติโกโหติกาของแกมาโทร.คุยกันได้ตามสบายแบบนี้”
บัวเกี๋ยงรับคำหน้าจ๋อย เดินออกมาคุยโทรศัพท์ต่อนอกห้องด้วยน้ำเสียงสุดเซ็ง “พี่ผลโทร.มาทำไมบ่อยๆ คุณเล็กด่าฉันแล้วนะ”
“ด่าทำไม พี่ไม่ได้โทร.หาคุณเล็กสักหน่อย”
“ก็นี่มันเครื่องของเขา เขาไม่ให้คนอื่นโทร.มาแค่นี้นะ”
“เฮ้ย...อย่าเพิ่ง เอาเงินออกมาให้หน่อย พี่รออยู่ที่หน้าไร่”
บัวเกี๋ยงเบื่อหน่ายตอบทันควันว่าตนไม่มี แต่นายผลก็ยังตื๊ออีกอยู่ดี
“ไม่มีแล้วพี่จะเอาอะไรกิน”
“พี่ก็ไปหางานทำเอาสิ”
“ก็มันหาไม่ได้นี่โว้ย ถึงต้องมาขอไง”
“นี่อย่ามาขึ้นเสียงกับฉันนะ ฉันบอกไม่มีก็คือไม่มี ไว้มีแล้วจะโทร.ไป”
“อีบัวเกี๋ยง เอ็งกล้าเหรอ อย่าให้ข้าโมโหนะ เอาเงินมาให้เดี๋ยวนี้ ไม่งั้นข้าบุกเข้าไร่ประจานเอ็งแน่”
บัวเกี๋ยงหงุดหงิดกัดฟันด้วยความเจ็บใจ จากนั้นก็รีบหลบออกมาหน้าไร่ ส่งเงินให้นายผลจำนวนหนึ่งพร้อมกับย้ำว่าทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่นี้จริงๆ นายผลรับเงินมาแล้วบอกว่าคืนนี้พี่จะเข้าไปนอนด้วย สาวเจ้าตกใจสุดขีดแต่ทำเสียงอ่อนห้ามปรามเพราะไม่อยากให้เราอดตายทั้งคู่ ถ้ามีใครเห็นเข้า
“แล้วเอ็งจะปล่อยให้พี่ตายคนเดียวเหรอ คืนนี้พี่ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน กลับบ้านก็ไม่ได้ พวกในบ่อนมันตามล่าพี่อยู่”
บัวเกี๋ยงนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนตัดสินใจถอดสร้อยทองเส้นเท่านวดกุ้งให้เขาเอาไปใช้หนี้ พอนายผลผละไปแล้วบัวเกี๋ยงก็บ่นอุบว่า เมื่อไหร่ไอ้เห็บเหาตัวนี้มันจะตายไปจากชีวิตของตนซักที...
ส่วนภูชิชย์ที่กำลังจะเข้านอน เจ้าน้อยโทร.มาหาเขาด้วยความคิดถึง เธอบ่นน้อยใจที่วันนี้ไม่ได้ยินเสียงเขาเลย หรือว่างานยุ่งมาก
“พอดีผมไปช่วยงานนริศราลงกาแฟที่ท้ายไร่น่ะครับ เลยเพิ่งได้ทำงานของตัวเองเมื่อค่ำนี้เอง ผมขอโทษนะครับเจ้า”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ภูอย่าหายไปแบบนี้บ่อยๆนะคะ น้อยคิดถึง”
“ครับ...แล้วเจ้าน้อยมีอะไรอีกหรือเปล่าครับ”
“พรุ่งนี้น้อยอยากไปซื้อของมาเตรียมเพ้นต์เสื้อประมูลหาทุนงานฤดูหนาว ภูไปกับน้อยนะคะ”
“คือผม...ผมต้องช่วยคุณนิดดูเรื่องกาแฟของเขาน่ะครับ”
เจ้าน้อยชะงักไปด้วยความน้อยใจแต่บอกเขาว่าไม่เป็นไร พอเขาขอโทษ เธอก็ย้ำว่าไม่เป็นไรจริงๆ ทั้งที่ในใจนั้นวิตกกังวล กลัวสิ่งที่ระแวงจะเป็นจริง
ooooooo
วันรุ่งขึ้นคุณเล็กอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เธอตื่นแต่เช้าลงไปทำสวนดอกไม้ที่นิพนธ์ทำค้างเอาไว้ สักครู่ นิพนธ์เดินมาเจอ ทั้งคู่พูดคุยกันด้วยดี โดยเฉพาะคุณเล็กที่ดูสดชื่นมีแต่รอยยิ้มจนนิพนธ์แอบหวังอยากให้เธอเป็นอย่างนี้ตลอดไป เหมือนตอนที่เธอยังเรียนมหาวิทยาลัย นิพนธ์เคยมาทัศนศึกษาที่ไร่นี้และได้เจอกับเธอ
วันนั้นนิพนธ์รู้สึกประทับใจในความสดใสน่ารักของคุณเล็ก แต่เธอจำเขาไม่ได้ วันนี้ก็เลยพูดติดตลกว่าตอนนั้นเขาคงดูแย่มากจนเธอจำไม่ได้
“คงจะใช่ครับ ผมมันดูแย่เสมอ” นิพนธ์แอบน้อยใจ แล้วเปลี่ยนเรื่องถามคุณเล็กว่าอยากได้ดอกไม้หรือเปล่า ตนจะตัดให้
“ไม่ล่ะ ฉันชอบดูมันอยู่กับต้นเยอะๆแบบนี้มากกว่า”
จากนั้นทั้งคู่ช่วยกันทำสวนพรวนดินต้นไม้ ทำไปหยอกล้อกันไปอย่างเพลิดเพลิน ครั้นเห็นว่าคุณเล็กเริ่มเหนื่อยนิพนธ์จึงชวนเธอไปนั่งพัก ระหว่างนี้เองคุณเล็กได้พูดถึงนริศราเรื่องเป็นลูกนายพลจึงอยากรู้ว่านิพนธ์จะจีบเธอไหม
“ผมขอยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่ครับ”
“ก็ดี”
“คุณเล็กหมายความว่ายังไงเหรอครับ ผมไม่เข้าใจ”
คุณเล็กยักไหล่ไม่ตอบ เดินยิ้มหนีไป...ขณะเดียวกันนั้น เจ้าน้อยมาซื้ออุปกรณ์เพ้นต์เสื้อที่เชียงใหม่และเจอโป๊ะเข้าโดยบังเอิญ โป๊ะเองก็มาซื้อของพวกนี้ เพื่อนำไปให้นริศราเพ้นต์เสื้อมาประมูลในงานฤดูหนาว อีกอย่างเขากลัวนริศราจะเหงาก็เลยหาอะไรให้เธอทำเพลินๆ
เจ้าน้อยแซวโป๊ะว่าเอาใจคุณนิดน่าดู โป๊ะยิ้มเขินๆ กล่าวอย่างไม่มั่นใจว่าไม่รู้นิดจะรำคาญหรือเปล่า เพราะผู้หญิงบางคนก็ไม่ชอบคนเอาใจมาก
“แต่น้อยชอบ...น้อยอยากให้ภูเอาใจน้อยแบบนี้บ้าง”
“พ่อเลี้ยงคงงานยุ่งมากน่ะครับ”
“ยุ่งยังไงก็ยังมีเวลาเอาใจคุณเล็กมากกว่าใครๆเสมอ”
“มิน่า ยัยนั่นถึงได้เอาแต่ใจผิดมนุษย์ขนาดนั้น” โป๊ะพูดตรงเกินไปจนเจ้าน้อยอดขำออกมาไม่ได้...
ส่วนที่ไร่สุพัฒนา คุณเล็กเริ่มเดินแผนอันแยบยลของตัวเองด้วยการเข้ามาที่สำนักงานแล้วบอกพี่ชายว่าเธออยากกลับมาทำงาน แต่ขอเริ่มงานเบาๆช่วยนิพนธ์ไปก่อน ภูชิชย์ดีใจ นิพนธ์เองก็ยิ้มแป้นรีบจัดโต๊ะให้คุณเล็กนั่งทันทีเลย
คุณเล็กหยิบแฟ้มงานมาดูแล้วทำเป็นนึกได้ ถามนิพนธ์ว่าเอาแฟ้มที่พี่ภูเซ็นมาหรือยังจะได้มาเคลียร์งาน
“ยังเลยครับ ผมทำไม่ทันน่ะครับ”
“แหม...เธอนี่ พี่ภูไปประชุมตั้งนานแล้วยังไม่ไปเอาอีก เกิดตั้งเบิกค่าแรงคนงานได้ช้าละพี่ภูโกรธตาย”
“ผมจะไปเอาเดี๋ยวนี้ครับ”
“ไม่ต้องหรอก ฉันทำให้นะ”
คุณเล็กเปิดแฟ้มเห็นลายเซ็นภูชิชย์ในเอกสารเบิกเงินค่าล่วงเวลาคนงาน เธอยิ้มร้ายแล้วหันไปเปิดคอมพิวเตอร์ก่อนหยิบ Flash Drive ในลิ้นชักขึ้นมาเสียบทำงาน
“เอ๊ะ นิพนธ์...เธอได้เช็กเรื่องการเบิกค่าล่วงเวลาคนงานหรือเปล่า”
“เปล่าครับ มีอะไรเหรอครับ” นิพนธ์รีบลุกมาดู
“ก็นี่ไง วันที่ 25 มีการเบิกค่าล่วงเวลา ฉันจำได้ ว่าวันนั้นเป็นวันที่นายเจมส์นักศึกษาฝึกงานมาถึงไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ครับ”
“แล้ววันนั้นเราก็มีงานเลี้ยงต้อนรับ พี่ภูให้ทุกคนเลิกงานก่อนเวลา แล้วมันจะมีการเบิกค่าล่วงเวลาได้ยังไง นริศราเป็นคนทำใช่ไหม”
“เอ่อ...ครับ”
“นี่ถ้าปกติเธอไม่เช็ก พี่ภูก็เซ็นไม่ดู เท่ากับนริศราจะได้เงินไปหลายหมื่นเข้ากระเป๋าเลยนะ”
“คุณนิดเธอคงไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ”
“เดี๋ยวก็รู้ว่าทำหรือเปล่า เธอไปตามนริศรามาเดี๋ยวนี้ ฉันจะโทร.เรียกพี่ภูเอง”
หลังจากนั้นไม่นาน ลุงปั๋นก็วิ่งหน้าตื่นมาตามนริศราในไร่องุ่นให้ไปพบคุณเล็กที่สำนักงาน
“คุณเล็กเหรอ ลุงปั๋นรู้ไหมว่ามีเรื่องอะไร”
“ที่จริงผมก็ไม่ทราบหรอกครับ แต่นังบัวเกี๋ยงมันไปโพนทะนาแล้วว่าคุณเล็กจับทุจริตคุณนิดได้ครับ”
นริศราฟังแล้วนิ่งอึ้งไปด้วยความตกใจ!!
ooooooo










