สมาชิก

รักประกาศิต

ตอนที่ 10

ตกเย็นภูชิชย์อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมไปงานเลี้ยงต้อนรับเจมส์ พอลงจากห้องเขาพบคุณเล็กนั่งยิ้มหน้าบานรออยู่ที่ห้องรับแขก

“คุณเล็กหายโกรธพี่แล้วเหรอ”

“เพราะแปลงดอกไม้ที่พี่ภูทำให้ไงคะ พอคุณเล็กเห็นคุณเล็กก็หายโกรธเลย”

“แปลงดอกไม้...คุณเล็กเห็นแล้วเหรอ”

“แต่คุณเล็กดีใจแค่เรื่องดอกไม้นะคะ ส่วนเรื่องนังนิด คุณเล็กจะหายโกรธก็ต่อเมื่อพี่ภูรับปากว่าจะอยู่ห่างจากมัน”

“คุณเล็กไม่ต้องห่วงหรอก นริศราเขาก็ไม่ได้อยากอยู่ใกล้พี่สักเท่าไหร่”

“เชอะ...คุณเล็กไม่เชื่อมันหรอก ยังไงพี่ภูก็อย่าไปยุ่งกับมันนะคะ”

ภูชิชย์ยิ้มรับ แล้วบอกน้องสาวว่าตนจะไปงานเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาฝึกงาน ซึ่งเขาอยากให้คุณเล็กไปด้วย

“ไม่ค่ะ แล้วพี่ภูก็ไม่ต้องไปหรอก อยู่เป็นเพื่อนทานข้าวกับคุณเล็กนะคะ”

“คุณเล็ก เราเป็นเจ้าของไร่ยังไงก็ต้องไป”

“พี่ภู ทำไมคะ พอคุณเล็กอารมณ์ดีทีไรพี่ภูต้องทำให้มันเสียด้วย พี่ภูอยากไปอยู่กับมันนักใช่ไหม”

“คุณเล็ก ฟังพี่บ้างสิ”

“ไม่ฟัง พี่ภูจะไปไหนก็ไป” คุณเล็กเดินตึงตังขึ้นข้างบนทันที แล้วพอบัวเกี๋ยงมารบเร้าอีกคนให้ไปทานอาหารที่งาน คุณเล็กก็อาละวาดบ้านแทบแตก แม้ต้องหิวตายเธอก็ไม่ไป...

เมื่อภูชิชย์ไปถึงบริเวณงานเลี้ยงที่คนงานช่วยกันประดับประดาไฟสวยงาม เจ้าน้อยรออยู่ก่อนแล้ว เธอนั่งคุยกับนริศราและโป๊ะอย่างเพลิดเพลิน

นริศราได้รับคำชมมากมายจากเจ้าน้อย ฐานะเป็นแม่งานครั้งนี้ ส่วนนิพนธ์อยู่อีกทาง เขากำลังจัดอาหารเอาไปให้คุณเล็กที่บ้าน แต่พอไปถึงกลับอ้างชื่อพ่อเลี้ยง ถึงกระนั้นคุณเล็กก็ไม่ยอมกิน สั่งนิพนธ์ไปตามพี่ชายของเธอกลับมา ให้บอกว่าเธอจะกินข้าวกับพี่ภูเท่านั้น

“แต่พ่อเลี้ยงกำลังจะขึ้นกล่าวเปิดงาน ถ้าจะกลับมาได้ก็คงอีกนานนะครับ ผมว่าคุณเล็กทานก่อนเถอะครับ อย่ารอเลย”

“ไอ้นิพนธ์ แกสั่งฉันเหรอ” คุณเล็กเริ่มอาละวาด

“ผมแค่ไม่เห็นด้วยกับการที่คุณเล็กจะทรมานร่างกายแบบนี้”

“มันเรื่องของฉัน หน้าที่ของแกคือไปตามพี่ภูกลับมา”

นิพนธ์จำต้องพยักหน้ารับแล้วเดินคอตกขึ้นรถกลับไป

“ไอ้นิพนธ์นี่ก็บ้าขึ้นทุกวัน เรื่องที่ควรทำไม่ทำ เรื่องที่ไม่ควรละชอบทำดีนัก”

“แหม...แต่ถ้าไม่ได้คุณนิพนธ์ มื้อนี้เราคงหิวกันหน้ามืดนะคะ”

“นี่แกจะกินของนังนิดมันเหรอ”

“โอ๊ย...ชั่วโมงนี้ต่อให้เกลียดยิ่งกว่านังนิดบัวเกี๋ยงก็กินแล้วค่ะ หรือคุณเล็กจะไม่กิน”

คุณเล็กนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนสั่งบัวเกี๋ยงไปจัดอาหารขึ้นโต๊ะ แล้วเดินบ่นพึมพำห่างออกมาด้วยสีหน้าอาฆาตแค้น “นังนิด ฉันแทบจะทนรอดูวันแกไสหัวออกไปจากที่นี่ไม่ไหวแล้ว”

ooooooo

บริเวณงานเลี้ยง นริศราเห็นนิพนธ์ขับรถเข้ามาจอด เธอรีบเดินไปตามเขาว่าไปไหนมา นิพนธ์อึกอักเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ผมเอาอาหารไปให้คุณเล็กครับ”

นริศรามองสงสัย แต่นิพนธ์รีบหลบสายตาแล้วเดินเลี่ยงไป...ถึงเวลาภูชิชย์ต้องกล่าวเปิดงาน แต่เห็น นริศรากับโป๊ะคุยกันไม่หยุด ภูชิชย์จึงแกล้งกระแอมเรียกร้องความสนใจ

“...ฉันขอเวลานิดหน่อยนะ ฟังๆกันหน่อยแล้วกัน คือวันนี้ทางไร่สุพัฒนาของเรามีความยินดีที่ได้ต้อนรับนักศึกษาฝึกงานจากอเมริกา พวกเราเรียกชื่อเขาง่ายๆว่าเจมส์แล้วกัน”

เจมส์ลุกขึ้นยกมือไหว้รอบทิศ คนงานต่างเป่าปากปรบมือต้อนรับด้วยไมตรี

“คนที่จะทำงานกับเขาก็ไม่ต้องกลัว เพราะเจมส์พูดภาษาเราได้เก่งมาก ใครที่จะนินทาเขาก็คิดให้ดีแล้วกัน” ภูชิชย์ยิงมุกจนคนงานหัวเราะครืน

โป๊ะนึกไม่ถึงว่าพ่อเลี้ยงจะมีอารมณ์ขันกับเขาเหมือนกัน นริศราเองก็แทบไม่เชื่อหู กระซิบกับโป๊ะว่า ไม่น่าเชื่อว่านิสัยดีๆจะเก็บไว้มิดเลย

“เอาละ ขอให้เจมส์กล่าวอะไรกับพวกเราหน่อยนะ” ภูชิชย์ผายมือเชื้อเชิญ เจมส์ยิ้มแฉ่ง กล่าวฝากเนื้อ ฝากตัวด้วยภาษาเหนือแสนไพเราะ ทำเอาทุกคนทึ่งและปรบมือชอบใจกันใหญ่

“เอาละๆ เราก็รู้จักเจมส์กันแล้ว ตอนนี้ฉันก็เลยคิดว่าเราน่าจะมีเพลงมอบให้เจมส์สักเพลง ขอเชิญคุณนิดผู้จัดการของเรามาร้องเพลงให้เจมส์สักเพลง”

คนงานปรบมือเกรียวกราว เจ้าน้อยกับโป๊ะมองหน้านริศรางงๆ นริศราเองก็อึ้งเหวอไปเลย ไม่นึกว่าพ่อเลี้ยงจะแกล้งกันด้วยวิธีนี้...เมื่อปฏิเสธไม่ออก นริศราจำต้องออกไปหน้าเวที แล้วกระซิบถามภูชิชย์ที่ยืนยิ้มยียวน

“คุณแกล้งฉันเหรอ”

“เด็กนักเรียนคุยในห้องเรียนก็ต้องโดนทำโทษเป็นธรรมดา”

“แต่ฉันไม่ใช่นักเรียน”

“นี่ คนงานรอฟังเพลงเธออยู่นะ”

“เล่นแบบนี้ใช่ไหม ได้ค่ะ...ฉันจัดให้” ว่าแล้วเธอรับไมค์มาจ่อปากตัวเอง “ขอบคุณทุกคนมากนะจ๊ะ แต่จะร้องเพลงคนเดียวไม่มีดนตรีมันก็แปลกๆ ใช่ไหม คงต้องขอเชิญพ่อเลี้ยงภูชิชย์ขึ้นมาเล่นกีตาร์ ให้หน่อยแล้ว”

ทุกคนฮือฮา ภูชิชย์หันขวับมองไปที่นริศรา ก็พบรอยยิ้มกวนๆของเธออย่างจัง ส่วนเจ้าน้อยที่นั่งอยู่กับโป๊ะและนิพนธ์ก็แปลกใจ ทำไมนริศราถึงรู้ว่าภูชิชย์เล่นกีตาร์เป็น จนกระทั่งนิพนธ์เอ่ยถาม เจ้าน้อยจึงเล่าให้ฟัง

“ภูเคยเล่นตั้งแต่สมัยมัธยมค่ะ พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เลิกไป น้อยเองก็เคยฟังไม่กี่ครั้งเอง ไม่ยักรู้ว่าภูกลับมาเล่นอีก”

“ถึงว่า...ผมไม่เคยเห็นพ่อเลี้ยงจับกีตาร์สักครั้ง จะว่าไปผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อเลี้ยงมีกีตาร์ คุณนิดนี่เก่งนะครับ ไปรู้มาได้ยังไง”

“นั่นสิคะ” เจ้าน้อยรำพึง พลางเหลือบมองโป๊ะที่จ้องนริศราไม่วางตา

เมื่อได้รับกีตาร์ที่ลุงปั๋นส่งขึ้นมาให้ ภูชิชย์ถามนริศราว่าจะร้องเพลงอะไร

“ถ้าเป็นสุนทราภรณ์ รุ่นๆพ่อเลี้ยงคงไม่ไหวค่ะ”

“นี่...ฉันไม่ได้แก่ขนาดนั้น”

“เพลงที่คุณเล่นคืนนั้นก็ได้ค่ะ คืนที่ฉันเดินไปเจอคุณน่ะ”

“เธอจำได้เหรอ”

“จำได้ไปนานเลยล่ะ เพราะฉันนึกว่าผีเล่น”

“ทำปากดี ฉันเล่นแล้วเธอร้องให้จบแล้วกัน” ภูชิชย์เริ่มบรรเลง คนงานปรบมือกันลั่น พอนริศราเริ่มร้องเพลงทุกคนก็ยิ่งอึ้ง นั่งฟังกันเคลิ้มไปกับเสียงเพลงของทั้งคู่

ภูชิชย์กับนริศราทำให้ทุกคนเคลิบเคลิ้มมีความสุข โดยเฉพาะแม่อุ้ยกับพรที่เฝ้ามองด้วยความรู้สึกประทับใจนานเข้าพรถึงกับเผลอปากชื่นชมทั้งคู่เหมาะสมกันมาก เหมือนเป็นแฟนกันเลย แม่อุ้ยได้ยินก็ตกใจ รีบกระตุกแขนพรให้เหลือบมองด้านหลังซึ่งเป็นโต๊ะเจ้าน้อยที่นั่งอยู่กับโป๊ะและนิพนธ์

พรหน้าเสียทันที รีบลุกตามแม่อุ้ยไปจากตรงนั้น โดยมีสายตาของเจ้าน้อยมองตามอย่างกังวล ขณะที่โป๊ะดูเคร่งเครียดไม่น้อยเหมือนกัน เพราะต่างคนต่างได้ยินคำพูดพรเต็มสองหู

ส่วนที่โต๊ะนายผลกับคนงานหนุ่มๆ แรกๆพวกเขาก็มองไปบนเวทีด้วยความสนใจ แต่สักพักนายผลหยิบขวดน้ำชาขึ้นมาหลายขวด ซึ่งทุกขวดล้วนบรรจุเหล้าอยู่ข้างใน นายผลชวนเพื่อนฝูงกินเหล้า ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าจะแอบกินกันตอนดึกๆหลังจากพวกพ่อเลี้ยงกลับไปแล้ว...เป็งกับหนานคัดค้านเพราะกลัวพ่อเลี้ยงจับได้ แต่พอนายผลชักจูงหนักเข้าทั้งคู่ก็ใจอ่อน ซดกันไปคุยกันไปอย่างออกรส

เสียงปรบมือดังกราวขึ้นเมื่อเพลงไพเราะของนริศรากับภูชิชย์จบลง หลังจากนั้นงานดำเนินไปอีกพักก่อนจะเลิกราและแยกย้ายกันไปพักผ่อน แต่กลุ่มนายผลยังปักหลักไม่เลิก เพราะไม่ต้องเกรงใจใครอีกแล้ว โดยเฉพาะพ่อเลี้ยงที่กลับไปก่อน เพราะต้องรีบไปส่งเจ้าน้อย

นริศราส่งโป๊ะออกจากไร่ เสร็จแล้วกลับเข้ามาบริเวณงานอีกครั้ง จึงเห็นกลุ่มนายผลยังสรวลเสเฮฮา เธอเดินมาบอกให้พวกเขาช่วยกันเก็บของแล้วรีบกลับไปนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องทำงานกันปกติ แต่นายผลกลับพูดจาทะลึ่งลามปามเธอจนคนอื่นๆพากันตกใจ

“ถ้าผมช่วย คุณนิดจะกลับไปนอนกับผมไหมครับ”

นริศราได้กลิ่นแปลกๆรีบถอยห่างทันที “นี่กินเหล้ากันเหรอ”

นายผลปิดปากทันทีกลัวกลิ่นออก เหล่าเพื่อนๆ เริ่มหน้าเสียหลบตา

“เหล้าที่ไหน ไม่มีครับ” นายผลพูดอ้อมแอ้ม

“แล้วนี่อะไร” นริศราคว้าขวดชาเขียวบนโต๊ะขึ้นมาดม

นายผลหัวเราะแหะๆอย่างจนมุม แล้วชวนนริศรากินเหล้าด้วยกัน โดยจะป้อนใส่ปากให้เธอ แต่เธอปัดมือเขาออกด้วยความโมโห หนานกับเป็งเห็นดังนั้นรีบลุกขึ้นดึงนายผลไม่ให้ลวนลามผู้จัดการ

“ฉันขอสั่งให้ทุกคนกลับไปนอนเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันเอาเรื่องแน่”

“โธ่เอ๊ย...ทำเป็นหยิ่ง มันก็ไอ้ลูกจ้างเขาเหมือนกันแหละวะ” นายผลสะบัดหลุดจากเพื่อนแล้วจะเข้าไปกอดนริศรา แต่เธอผลักเขากระเด็นชนโต๊ะจนโดนแก้วแตกบาดมือได้เลือด นายผลยัวะพุ่งเข้าไปจะตบนริศรา แต่ ทันใดนั้นมือใครคนหนึ่งก็ยื่นเข้ามากระชากคอเสื้อนายผลอย่างแรง

พอหันหน้ามาเห็นว่าเป็นใคร...นายผลถึงกับอุทานด้วยความตกใจ “พ่อเลี้ยง!!”

เป็นเรื่องทันที! นายผลและทุกคนที่กินเหล้าถูกภูชิชย์เรียกไปชำระความที่สำนักงาน โดยมีนริศรากับนิพนธ์ตามมาด้วย

ภูชิชย์คาดคั้นว่าใครเป็นคนเอาเหล้าเข้ามากิน หนานตอบทันทีว่าพี่ผล ทำให้นายผลโกรธจัดชี้หน้าด่าและจะเข้าทำร้ายหนาน

“หยุดนะไอ้ผล” ภูชิชย์ตวาดลั่นจนนายผลหยุดชะงัก

“ผมผิดไปแล้วครับพ่อเลี้ยง ผมขอโทษ ผมสัญญาครับว่าจะไม่ทำอีกแล้ว” นายผลยกมือไหว้พ่อเลี้ยงปลกๆ พวกหนานไหว้ตามอย่างรู้สึกผิดจริงๆ

ภูชิชย์หันไปทางนริศรา ขอความเห็นว่าจะลงโทษพวกนี้ยังไง นริศราถอนใจก่อนตอบ “คือตามกฎถ้าพวกเขากินเหล้าในเวลางาน ก็ควรจะโดนไล่ออก แต่เวลานี้มันไม่ใช่เวลางาน แล้วคืนนี้เราก็มีงานเลี้ยง ควรเป็นโทษพักงานหรือตัดเงินเดือนแทนดีไหมคะ”

“มันก็ดี...สำหรับคนที่กินเหล้า ฉันจะพักงานและตัดเงินเดือนหนึ่งเดือน แต่ไอ้ผล แกทำผิดซํ้าซากทั้งๆที่แกทำงานอยู่ข้างๆฉันแท้ๆ แล้วคราวนี้แกก็เอาเหล้ามาเลี้ยงเพื่อนซะเอง...ฉันไล่แกออก”

คำตัดสินของภูชิชย์ทำให้นายผลลุกพรวดทันที “พ่อเลี้ยง มันไม่โหดเกินไปเหรอครับ”

“หลังอาหารเช้าแกจะต้องออกไปจากที่นี่” ภูชิชย์ประกาศกร้าว และไม่สนใจด้วยว่านายผลจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

หลังจากนั้นภูชิชย์เดินไปส่งนริศราที่บ้านพักคนงาน และเอ่ยว่า “เธอคงจะคิดว่าฉันใจร้ายสินะที่ไล่นายผลออก”

“ที่ฉันเคยขอร้องพ่อเลี้ยงให้ช่วยนายผล เพราะคิดว่าคนเราทำผิดพลาดกันได้ ถ้าเราให้โอกาสเขาก็จะแก้ไขให้ดีขึ้น แต่มันคงใช้ไม่ได้กับนายผล บอกตรงๆว่าคราวนี้ฉันเห็นด้วยกับพ่อเลี้ยงค่ะ”

“นี่ฉันหูฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย”

“อันไหนที่พ่อเลี้ยงทำถูกฉันก็ไม่รู้จะขัดไปทำไม”

“ยังไงฉันก็ขอบคุณนะสำหรับงานวันนี้”

“ไม่เป็นไรค่ะ เพราะฉันได้โอที...ฉันขอตัวนะคะ”

หญิงสาวเดินขึ้นบ้าน ภูชิชย์มองตามแล้วเผลอยิ้ม แต่ครู่เดียวนึกได้รีบหุบยิ้มทันที บ่นพึมพำอย่างงงๆ “นี่เราคิดอะไรวะ” พูดจบก็ตบศีรษะตัวเองเรียกสติแล้วรีบเดินจ้ำกลับบ้านไป

ด้านนายผล หลังโดนไล่ออกจากงานแน่แล้ว เขาร้อนรุ่มกลุ้มใจ โทร.ไปตามบัวเกี๋ยงให้ออกมาพบกลางดึก บัวเกี๋ยงไปนอนเป็นเพื่อนคุณเล็ก พอเห็นเบอร์โชว์ก็ตกใจ รีบตอบคุณเล็กที่มีท่าทีหงุดหงิด

โมโหว่าพ่อของตนโทร.มา คุณเล็กจึงไล่ให้ออกไปคุยข้างนอก

บัวเกี๋ยงออกมาพบนายผลที่ห้องพัก เมื่อรู้ว่าเขาโดนไล่ออก เธอแอบสะใจ แต่แสดงออกตรงกันข้ามเพื่อปกปิด

“พี่ผลนะพี่ผล ไม่น่าหาเรื่องเลย กี่ครั้งแล้วที่เป็นแบบนี้ ทำไมไม่ระวังตัว”

“เงียบเถอะน่าอีบัวเกี๋ยง พี่เรียกเอ็งมาช่วยหาทางออก ไม่ได้เรียกมาด่าซ้ำ”

“แล้วฉันจะไปช่วยพี่ยังไงล่ะ”

“เอ็งก็ไปขอคุณเล็กให้ช่วยสิวะ”

“จะบ้าเหรอ พี่ก็รู้ว่าไอ้กฎห้ามกินเหล้านี่ทั้งพ่อเลี้ยงกับคุณเล็กเป็นคนตั้ง แล้วพี่จะให้ฉันไปบอกคุณเล็กว่ายังไง อย่าลืมสิ พี่เป็นคนเอาเหล้าเข้ามากินเองนะ”

“โธ่โว้ย...แล้วนี่พี่จะทำยังไงดีวะ”

“พี่ก็ไปหางานที่อื่นทำสิ ไม่เห็นจะยากเลย”

นายผลจ้องหน้าบัวเกี๋ยงเขม็งแล้วบีบแขนอย่างแรงจนเธอร้องโอดโอย

“ฮึ...ให้พี่ไปทำงานที่อื่น เอ็งจะได้เสวยสุขอ่อยพ่อเลี้ยงได้สะดวกใช่ไหม”

“ฉันรู้ตัวหรอกน่าว่าไม่มีอะไรดีจะไปสู้เจ้าน้อย พี่ลืมเรื่องนี้ไปได้เลย”

“ถึงพี่จะไปอยู่ข้างนอก แต่ถ้าจับได้ว่าเอ็งนอกใจพี่ เอ็งตายแน่” เขาปล่อยแขนเธอด้วยความเซ็งแล้วเดินไปนั่งเก็บของใส่กระเป๋า บัวเกี๋ยงชำเลืองด้วยรอยยิ้มสะใจ

ooooooo

เช้าตรู่ นริศราเตรียมพาเจมส์ไปเรียนรู้งานในไร่ แต่จู่ๆภูชิชย์ขับรถมารับทั้งคู่ อ้างว่าวันนี้เป็นวันแรกเขาก็ควรจะไปกับเจมส์ด้วย จะได้ประเมินด้วยว่าตอนนี้ผู้จัดการมีความรู้เรื่องงานดีแค่ไหน

ปรากฏว่า นริศราทำได้ดีเยี่ยม เธออธิบายงานต่างๆ อย่างรู้จริง จนทั้งเจมส์และภูชิชย์ทึ่ง

“ว้าว...พี่นิดเพิ่งมาทำงานแล้วเก่งแบบนี้ แสดงว่าพ่อเลี้ยงต้องสอนเก่งมากเลยนะครับ”

“ค่ะ ถ้าไม่ได้การสอนงานในแบบฉบับของพ่อเลี้ยงพี่จะไม่เป็นงานขนาดนี้”

คำตอบของนริศราทำให้เจมส์หันไปยกนิ้วชื่นชมภูชิชย์ แต่รายนั้นกลับยิ้มรับด้วยรอยยิ้มแสนเจื่อน ครั้นย้ายกันไปที่โรงปุ๋ยหมัก เจมส์ไปช่วยคนงานผสมปุ๋ย ส่วนภูชิชย์กับนริศรายืนดูอยู่ห่างๆ

“ทำไมเธอไม่บอกเจมส์ล่ะ ว่าฉันแทบไม่ได้สอนงานอะไรเธอเลย ทุกอย่างเธอเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

“บอกไปแล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไรคะ”

“ความสะใจมั้ง อย่างน้อยเธอก็ได้เอาคืนฉัน”

“สะใจฉัน แล้วพ่อเลี้ยงก็เสีย ไร่ก็เสีย เจมส์ก็ไม่ได้ความรู้อะไรมากขึ้น ตัวฉันก็จะกลายเป็นลูกน้องที่ไม่ดี ฉันว่าความสะใจไม่เรียกว่าประโยชน์นะคะ”

“นี่เธอคิดอย่างนี้จริงๆเหรอ”

“ค่ะ ฉันคิดแบบนี้แล้วฉันสบายใจ ส่วนพ่อเลี้ยงจะเชื่อฉันหรือไม่ มันเป็นปัญหาของพ่อเลี้ยงแล้วค่ะ”

“พี่นิดครับ ปุ๋ยเสร็จแล้วเราจะทำยังไงต่อครับ” เสียงเจมส์ตะโกนมา นริศราจึงเดินไปหา ภูชิชย์มองตามแล้วพูดกับตัวเองเบาๆ

“เธอช่วยฉันเหรอเนี่ย”

ooooooo

เจ้าน้อยเหม่อลอย เฝ้าครุ่นคิดเรื่องภูชิชย์ กับนริศราที่ได้ยินพรพูดเมื่อคืนว่าทั้งคู่เหมาะสมเหมือนเป็นแฟนกัน เธอรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะในความคิดของเธอเองก็เริ่มเอนเอียงไปอย่างนั้นเช่นกัน

เจ้าดาระกากับเจ้าเทพมงคลเข้ามาเห็นสีหน้าลูกสาวเหมือนมีเรื่องคิดหนัก เจ้าแม่ถามลูกสาวว่าเป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า?

“เปล่านี่คะ” เจ้าน้อยปฏิเสธเสียงอ่อย

“เห็นเด็กบอกเช้านี้ลูกไม่ยอมทานอะไรเลย”

“น้อยไม่หิวค่ะ สงสัยจะอิ่มจากเมื่อคืน”

“ไม่เป็นไร ดีเหมือนกัน กลางวันนี้จะได้ทานอาหารเยอะๆ”

“เจ้าพ่อจะไปไหนเหรอคะ”

“พ่อไม่ได้ไปหรอก แต่จะให้ลูกไปแทน ที่โรงแรมคุณโป๊ะ”

เจ้าน้อยชะงัก แล้วทำท่าจะค้านท่าน แต่เจ้าพ่อชิงพูดขึ้นเสียก่อนว่า

“ฟังพ่อก่อนสิ พ่อมีธุระ คือพ่อคุยกับทางผู้ว่าฯแล้ว งานฤดูหนาวปีนี้เราจะจัดงานระดมทุนก่อนถึงวันงาน ซึ่งโรงแรมคุณโป๊ะก็จะช่วยเรื่องสถานที่ พ่อเลยจะให้น้อยไปประชุมแทนพ่อ”

ลูกสาวมองหน้าพวกท่านอย่างรู้ทัน แต่เจ้าแม่รีบปฏิเสธทันทีว่า

“นี่ๆไม่ต้องมองพ่อกับแม่แบบนั้นเลย เรื่องจับคู่น่ะพ่อกับแม่เลิกคิดไปแล้ว เพราะรู้ว่ายังไงลูกก็ไม่มองคนอื่น”

“แล้วทำไมถึงให้น้อยไปคนเดียวล่ะคะ”

“ก็หมอนัดตรวจร่างกายเจ้าพ่อนี่ ถึงต้องรบกวนลูกไงจ๊ะ”

“ไม่รบกวนหรอกค่ะ น้อยขอโทษค่ะที่เข้าใจเจ้าพ่อเจ้าแม่ผิด เอาเป็นว่าน้อยจะจัดการเรื่องนี้ให้นะคะ”

ในที่สุดเจ้าน้อยก็หลงกลเจ้าพ่อกับเจ้าแม่จนได้...

ooooooo

คืนงานเลี้ยงต้อนรับเจมส์ทำให้เจ้าน้อยอดครุ่นคิดกังวลเรื่องภูชิชย์กับนริศราไม่ได้ ขณะที่โป๊ะเองก็คิดเช่นเดียวกัน เพราะคืนนั้นเขาสังเกตว่าภูชิชย์ดูสนใจนริศรามากเป็นพิเศษ

โป๊ะกำลังว้าวุ่นใจอยู่นั้น พนักงานโทร.มารายงานเรื่องลัคนาจะให้รถคันหรูของโรงแรมไปส่งที่ไร่สุพัฒนา โป๊ะรับฟังอย่างเอือมระอาก่อนบอกว่า เดี๋ยวตนจะลงไปจัดการเอง

ลัคนาวางมาดกร่างใส่พนักงานเสียงดังลั่น จนลาวัลย์อับอายต้องลากแขนพี่สาวออกไปจากเคาน์เตอร์รีเซพชั่น

“พี่นา...เบาๆสิ”

“เบาได้ยังไง ไม่เห็นเหรอว่ามันแพง เราไม่ควรจ่าย”

“แต่นี่มันก็ราคาลีมูซีนโรงแรมนะ แล้วเราก็ไปตั้งไกลใช้รถเขาทั้งวัน ราคามันก็เหมาะสมแล้วนี่ ถ้าพี่นาไม่อยากจ่าย วัลย์ขับให้ก็ได้”

“ไม่ได้ เราไปไร่สุพัฒนาทั้งที จะไปรถญี่ปุ่นเก่าๆของแกได้ไง”

“ถ้าพี่จะเอารถโรงแรมจริงๆ วัลย์จ่ายให้ก็ได้”

“ยัยวัลย์ ถ้าแกอยากจ่ายเงินมากก็เอาห้าพันมาให้ฉันไปซื้อขนมให้หลาน...ยังไงฉันก็ไม่จ่าย ไม่งั้นเราจะตีสนิทนายโป๊ะไปทำไม” ว่าแล้วลัคนาก็เดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ เป็นจังหวะที่โป๊ะลงมาพอดี

ครู่เดียวโป๊ะก็จัดการให้ได้จนเป็นที่พอใจของลัคนา แต่ลาวัลย์รู้สึกอายมาก เอ่ยปากกับเขาด้วยความเกรงใจ “ที่จริงคุณโป๊ะชาร์จบิลเข้าห้องก็ได้นะคะ วัลย์เต็มใจจ่าย”

“ยัยวัลย์ คุณโป๊ะบอกให้ฟรีแล้วเราไปจ่ายก็หักหน้ากันสิ เสียมารยาทจริงๆ” ลัคนาเอ็ดน้องสาว

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณวัลย์ เพราะยังไงคุณลัคนาก็เหมือนจะเป็นญาตินิดอยู่แล้ว”

สองพี่น้องสะดุดหูคำว่า “เหมือนจะเป็น” ลัคนาชักสีหน้าเล็กน้อยก่อนท้วงว่า “เหมือนอะไรกันคะ พี่เป็น พี่สะใภ้ก็ต้องถือเป็นญาติใกล้ชิดละไม่ว่า”

รถหรูของโรงแรมแล่นมาจอดเทียบ โป๊ะรีบเปิดประตูให้สองพี่น้องขึ้นรถ พลางเหน็บลัคนาแบบนิ่มๆ

“ถ้าผมต้อนรับอะไรบกพร่องก็ขอโทษด้วยนะครับ เพราะฐานะของผมตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่เด็กฝึกงานเท่านั้น เที่ยวให้สนุกนะครับ”

ลาวัลย์หน้าเจื่อนอย่างสุดอาย พอรถเคลื่อนตัวเธอเอ่ยกับพี่สาวว่า “เป็นไงล่ะพี่นา เขาด่าแบบผู้ดีขนาดนี้ แล้วจะกล้าขออะไรอีกไหม”

“กล้าสิ”

“พี่นา...วัลย์อายเขาแล้วนะ”

“แต่ฉันไม่แคร์ แค่ฉันได้อย่างที่ฉันต้องการก็พอ แกก็เลิกคิดมากได้แล้ว ทำยังกับถือหุ้นโรงแรมเขางั้นแหละ ถ้าแกเป็นแฟนเขาสิ ฉันจะไม่ให้กระเด็นสักบาทเลย”

ลาวัลย์เห็นคนขับรถแอบเหลือบมองทางกระจกส่องหลังก็ยิ่งอาย เธอนิ่งเงียบไม่พูดอะไรกับพี่สาวอีกเลย กระทั่งถึงไร่สุพัฒนา นิพนธ์ให้การต้อนรับก่อนโทร.แจ้งพ่อเลี้ยงว่าคุณลัคนามาถึงแล้ว ภูชิชย์รับทราบและรีบบอกให้นริศรารับรู้ด้วยว่าพี่สะใภ้ของเธอมาเยี่ยม

นริศราหน้าเจื่อน จำใจตามภูชิชย์ไปต้อนรับญาติที่ไม่ได้เชื้อเชิญ ซึ่งเวลานี้รออยู่ที่ห้องรับแขกภายในสำนักงาน...ลัคนาตื่นตาตื่นใจกับไร่กว้างใหญ่ไพศาลของพ่อเลี้ยงภูชิชย์ เธอชวนน้องสาวคุยหน้าระรื่น

“ตายแล้ว นี่รวยจริงจังนะเนี่ย ยัยวัลย์...ฉันว่าเผลอๆ นายนี่จะรวยกว่านายโป๊ะก็ไม่รู้ แกต้องจับเขาให้ได้นะ”

“เป็นเอามาก” ลาวัลย์ส่ายหน้าระอา

“เอ๊ะ...ยัยวัลย์ ที่เราดั้นด้นมานี่ก็ไม่ใช่เพราะแกชอบพ่อเลี้ยงเหรอ”

“ชอบน่ะใช่ แต่จะมาจับน่ะไม่ใช่ คนอย่างวัลย์รักคนด้วยใจไม่ได้รักด้วยสมอง”

“แกจะใช้ใจบ้าบออะไรของแกก็ตามใจ แต่รายนี้ ฉันจะใช้สมองฉันช่วยแกเอง”

ลัคนากล่าวอย่างมั่นใจ พอเห็นภูชิชย์กับนริศราเดินเข้ามา เธอยิ้มหวาน ทักทายพ่อเลี้ยงเสียงใส ก่อนจะเข้า ไปกอดนริศราราวกับรักใคร่เต็มประดา

“น้องนิด พี่กับยัยวัลย์มาเยี่ยม ดีใจไหม”

นริศรารู้สึกกระอักกระอ่วนใจแต่ก็ฝืนยิ้มรับพี่สะใภ้...ในขณะเดียวกันนั้น คุณเล็กอยู่ที่บ้านพัก กำลังพลุ่งพล่านด้วยความโมโหหลังรู้จากบัวเกี๋ยงว่านริศรามีญาติมาหา

“บัวเกี๋ยงไปแอบดูแล้วค่ะ สวยทั้งคู่เลย ไม่ใช่แค่สวยนะคะ ท่าทางจะรวยด้วย เห็นมารถคันใหญ่มีคนขับรถมาด้วยนะคะ”

“พอแล้ว แกจะบรรยายหาสวรรค์อะไร” คุณเล็กตวาดแว้ด บัวเกี๋ยงหุบปากทันที “นังนิด แกเป็นแค่ลูกจ้างกล้าพาญาติมาเป็นแขกพี่ภูเลยเหรอ”

คุณเล็กก้าวพรวดๆออกจากบ้านไปโดยมีบัวเกี๋ยงวิ่งตามติด คุณเล็กไปคาดคั้นนิพนธ์จนรู้ว่าภูชิชย์กำลังพาญาติสาวของนริศราเที่ยวชมไร่ เธอไม่พอใจมากโทร.เข้าเครื่องพี่ชายแต่ก็ไม่มีคนรับสายเนื่องจากภูชิชย์ทิ้งโทรศัพท์ไว้ในรถแล้วพาแขกเดินไปตามมุมต่างๆภายในไร่

“ตรงนี้จะเป็นส่วนของฟาร์มวัวครับ”

“ที่นี่สวยมากค่ะ แต่สงสัยจะเที่ยววันเดียวไม่หมด” ลัคนาจีบปาก

“ถ้าชอบก็มาอีกก็ได้นะครับ”

“แน่นอนค่ะ...ยัยวัลย์ พี่ขอพักนั่งคุยกับน้องนิด หน่อยนะ เธอไปเดินเล่นกับพ่อเลี้ยงก็ได้”

“พี่นาไปด้วยกันสิ”

“ไปเถอะไม่ต้องห่วง...พ่อเลี้ยงคะ ฝากพาน้องของนาเดินเล่นหน่อยนะคะ นาอยากคุยกับน้องนิดค่ะ”

ลัคนาเปิดทางให้น้องสาวใกล้ชิดพ่อเลี้ยงหนุ่ม...ด้านคุณเล็กยังเพียรโทร.หาพี่ชายไม่เลิก นานเข้าก็ยิ่งโมโหยกโทรศัพท์ขว้างลงพื้นแทบพัง

“โอ๊ย...นี่พี่ภูเขาหายไปไหนของเขานะ นิพนธ์...ทำไมเธอไม่รู้จักถาม”

“คุณเล็กครับ อย่าเพิ่งโมโหเลยนะครับ เดี๋ยวพ่อเลี้ยงกลับมาก็คงมาเล่าให้คุณเล็กฟัง ผมว่าถ้าคุณเล็กโกรธแล้วไม่สบายขึ้นมามันจะไม่ดีต่อสุขภาพคุณเล็กนะครับ”

“โอ๊ย...เก็บคำเทศน์โง่ๆของเธอไว้เถอะนิพนธ์ ฉันรำคาญ ไม่อยากจะฟัง”

นิพนธ์จ๋อย คุณเล็กโมโหผลักเขาแล้วพรวดพราดออกไปอย่างฉุนเฉียว บัวเกี๋ยงตามมาคะยั้นคะยอจะให้เจ้านายไปตามหาพ่อเลี้ยงในไร่ แต่คุณเล็กเสียงแข็งว่าไม่ต้อง

“คุณเล็กไม่สบายหรือเปล่าคะ ทำไมวันนี้ใจเย็น”

“ใครว่าฉันใจเย็น ฉันร้อนจะเป็นไฟอยู่แล้ว”

“บัวเกี๋ยงงงค่ะ ก็ถ้าคุณเล็กร้อน แล้วทำไมเราไม่ไปตามหาพ่อเลี้ยงล่ะคะ เพราะถ้าเจอนังนิดกับญาติๆมันเราจะได้ตบๆๆ มันไงคะ”

“แกก็อีกคน โง่แบบไม่คิดปรับปรุงระบบเลย น่าส่งให้ไปเป็นเมียไอ้นิพนธ์นัก”

“อี๋...แค่ผู้จัดการกระจอก” บัวเกี๋ยงบ่นพึมพำ คุณเล็กได้ยินไม่ถนัด ถามว่าบ่นอะไร? “เปล่าค่ะ บัวเกี๋ยงแค่สงสัยว่าทำไมคุณเล็กต้องมาว่าบัวเกี๋ยงโง่ด้วย”

“ก็คราวที่แล้วพากันไปตบนังนิดกับนังเจ้าน้อยน่ะเป็นไง สุดท้ายพวกมันใช้มารยาจนพี่ภูไปเข้าข้างมัน จำไม่ได้เหรอ”

“เฮ้อ...แล้วจะทำไงล่ะคะ ไล่มาสารพัดวิธีแล้วมันก็ยังอยู่”

“มันยังมีอีกวิธีที่เรายังไม่ได้ใช้” คุณเล็กยิ้มร้าย...บัวเกี๋ยงมองหน้าคุณเล็กด้วยความสงสัยใคร่รู้

ooooooo

ยัดเยียดลาวัลย์ให้ภูชิชย์พาชมไร่ได้แล้ว ลัคนาก็นั่งคุยกับนริศราตามลำพังแถวๆฟาร์มวัว

“ที่จริงพี่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเจอเธออีกหรอกนะ”

“เรื่องนั้นนิดรู้อยู่แล้วค่ะ”

“แต่ในเมื่อเราต้องเจอกัน ก็ทำดีต่อกันไว้แล้วกัน”

“แหม...พูดแบบนี้แสดงว่าคนเห็นแก่ตัวอย่างพี่นาคงอยากได้อะไรอีกแน่”

“ยัยนิด! ฉันเป็นพี่สะใภ้เธอนะ”

“เราอย่ามาเสียเวลานับญาติทั้งๆที่ใจเราไม่คิดเลยนะคะ นิดรู้ค่ะว่าที่พี่นามานี่ก็เพราะจะใช้นิดเป็นสะพานให้พี่วัลย์ไปจับพ่อเลี้ยงใช่ไหมคะ”

“ใช่...รู้แล้วก็ช่วยฉันหน่อยละกัน” ลัคนาเชิดหน้าใส่เหมือนออกคำสั่ง นริศรายิ้มหวานขัดกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง

“ไม่ค่ะ นิดไม่ชอบช่วยคนที่ทำร้ายนิด และนิดตีสองหน้าไม่เก่งเหมือนพี่นาด้วยค่ะ”

“อ๋อ...นี่เธอขวางฉันเพราะจะจับพ่อเลี้ยงไว้เองล่ะสิ”

“พี่นาคะ จนถึงวันนี้พี่นายังแยกไม่ออกอีกเหรอคะ ว่านิดไม่ใช่ผู้หญิงประเภทเดียวกับพี่นา”

ลัคนาโกรธจัดจ้องหน้านริศราเขม็ง ส่วนนริศราก็จ้องกลับไม่ลดละเช่นกัน

ภูชิชย์เดินไปกับลาวัลย์แต่ดูเหมือนเขาไม่ได้สนใจเธอเอาเสียเลย คอยแต่จะถามข้อมูลของนริศรา โดยอ้างว่าในฐานะนายจ้าง เขารู้สึกว่าเขายังรู้จักลูกจ้างคนนี้น้อยมาก

“เรื่องของคุณนิด วัลย์คงตอบได้ไม่ดีเท่าเจ้าตัวหรือพี่นาหรอกค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นเรากลับไปคุยกับเขากันไหมครับ”

ลาวัลย์พยักหน้ารับ ภูชิชย์ผายมือให้เธอเดินนำไปทันที ลัคนากับนริศราที่นั่งหน้าตึงไม่แยแสกัน พอเห็นคู่นั้นเดินกลับมา ลัคนาก็รีบปั้นยิ้มถามขึ้นว่า

“ทำไมกลับมาเร็วจัง”

“พ่อเลี้ยงเขามีเรื่องคุณนิดจะถามพี่นาค่ะ”

“เรื่องน้องนิด?” ลัคนาปรายตามองนริศราอย่างไม่พอใจ

จากนั้นลัคนาก็ตอบทุกคำถามของภูชิชย์อย่างคล่องปาก โดยเฉพาะเรื่องครอบครัวที่ภูชิชย์สงสัยว่า นริศราทำไมนามสกุลเหมือนนายทหารสองท่าน

“พล.อ.ณัฐ เป็นพ่อของน้องนิดค่ะ และพันเอกณรงค์ เป็นพี่ชายและเป็นสามีดิฉัน เอ๊ะ นี่น้องนิดไม่ได้บอกพ่อเลี้ยงเหรอคะ”

“เปล่าครับ ผมก็ไม่ทราบว่าทำไมเขาปิด”

“คงจะอายน่ะค่ะ”

“อายที่เป็นลูกนายพลน่ะเหรอ”

“อายที่เรียนไม่เก่งมากกว่าค่ะ น้องนิดน่ะต่างจากคุณณะพี่ชายเขามาก รายนั้นน่ะเขาเรียนเก่งได้ทุนตั้งแต่เด็กๆ จนล่าสุดก็ยังได้ทุนจากกองทัพไปเรียนต่อ แต่น้องนิดสิคะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ คุณพ่อท่านพล.อ.ณัฐ ก็เลยส่งไปเรียนที่อเมริกา หมดเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แต่ก็ไม่จบ”

“ค่ะ วุฒิการศึกษาของฉันคือ ม.6” นริศราตอบสีหน้าปลงๆ จนภูชิชย์แอบสงสาร

อีกครู่ ทุกคนพากันกลับมาที่สำนักงานซึ่งได้เวลาอาหารกลางวันพอดี ภูชิชย์เชิญสองพี่น้องทานอาหารที่นี่ แล้วจะให้นริศราไปบอกนิพนธ์ให้มาทานด้วยกัน แต่นริศราค้านทันทีว่า

“พี่นากับพี่วัลย์มาในฐานะญาติฉัน ก็ควรจะทานที่โรงอาหารกับฉัน”

“อะไรนะ น้องนิด จะให้พี่ไปทานกับคนงานงั้นเหรอ” ลัคนาโวย ส่วนภูชิชย์ก็จะท้วงเหมือนกันแต่นริศราไม่เปิดโอกาส

“พ่อเลี้ยงคะ ถ้าคนงานมีญาติมาเยี่ยมที่ไร่กันทุกคน พ่อเลี้ยงจะให้มาทานข้าวที่นี่กันหมดไหมคะ ถ้าใช่ ฉันจะได้ออกประกาศให้คนงานทราบ”

“น้องนิด...มันจะมากเกินไปแล้วนะ”

“ถ้าพี่นารู้สึกว่ามากเกินไป กลัวจะติดเป็นบุญเป็นคุณกับนิด ก็ไม่ต้องทานสิคะ นิดเข้าใจค่ะว่าพี่นาเป็นคนดีขี้เกรงใจ ไม่ชอบรบกวนคนอื่น”

ลัคนากัดริมฝีปากเจ็บใจแต่พูดไม่ออก ลาวัลย์จึงตัดบททันทีว่า

“จริงด้วยค่ะคุณนิด พี่กับพี่นามากวนนานแล้วเกรงใจ เราสองคนขอตัวกลับก่อนดีกว่านะคะ ถ้ามีอะไรที่โรงพยาบาลให้วัลย์ช่วยก็บอกได้เลยนะคะ พ่อเลี้ยง คุณนิด”

“ขอโทษด้วยนะคะพี่วัลย์” นริศรายกมือไหว้

“พี่เข้าใจค่ะ ไปนะคะ” ลาวัลย์ดึงแขนลัคนาออกไป นริศรามองตามพลางถอนใจ พอเหลียวกลับมาก็พบว่าภูชิชย์กำลังมองตนอยู่

“เรามีเรื่องต้องคุยกัน” พูดจบเขาเดินนำไปมุมหนึ่ง นริศราก้าวตามอย่างอึดอัดกระอักกระอ่วนเหมือนเด็กทำความผิด

“ถ้าพ่อเลี้ยงจะไล่ฉันออกอย่างเป็นทางการ จะคุยที่สำนักงานฉันก็ไม่ว่านะคะ ถึงตอนนี้ฉันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว”

“ฉันจะไล่เธอออกด้วยสาเหตุอะไร”

“ก็ตำแหน่งผู้จัดการไร่ต้องจบปริญญาตรี แต่ฉันไม่จบ แล้วยังปิดบังคุณอีก ฉันขอโทษนะคะ ฉันจะไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด”

“ไป...เธอจะไปไหน แล้วใครสั่งให้ไป ถ้าจะมีคนผิด นายวัสก็ผิดที่รับคนที่คุณสมบัติไม่ตรงกับวุฒิที่เราตั้งไว้ ส่วนฉันก็ผิดที่แกล้งให้เธอไปเป็นผู้จัดการ”

“แต่ฉันเป็นลูกจ้างที่มาของานคุณทำ ฉันไม่ควรทำแบบนั้น”

“นี่แหละที่ฉันอยากรู้ ว่าเธอทำทำไม”

หญิงสาวนิดคิดครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเล่าความจริงที่โดนพี่สะใภ้รังแครังคัดตัดเงินค่าใช้จ่ายจนเป็นเหตุให้เธอไปเรียนต่อไม่ได้ เธอเลยต้องตระเวนหางานทำ แต่ไม่มีที่ไหนรับ จนวิทวัสให้โอกาสทั้งๆที่รู้ว่าเธอวุฒิไม่ถึง

“แสดงว่าเธอก็เพิ่งเจอนายวัสอย่างที่เธอบอกน่ะสิ”

“ทุกคนบนโลกนี้เขารู้กันหมดแล้วค่ะ มีแต่คุณนั่นแหละที่มาหาว่าฉันจะจับคุณวัส”

“ก็ตอนนั้นเธอมันน่าสงสัยนี่ เอาละๆเอาเป็นว่าเรามาเริ่มต้นกันใหม่ดีกว่า”

“เริ่มต้นใหม่?”

“ฉันยอมรับนะว่าเธอทำผลงานหลายอย่างได้ดีมาก ดีจนฉันอดทึ่งไม่ได้ ฉันอยากให้เธอทำงานที่นี่ต่อ”

“จริงเหรอคะ”

“เธออยากจะกลับไปทำตำแหน่งเลขาไหมล่ะ ฉันจะให้นิพนธ์กลับมาเป็นผู้จัดการไร่เหมือนเดิม”

“ฉันขอทำตำแหน่งเดิมได้ไหมคะ ฉันไม่อยากมีปัญหากับคุณเล็ก”

“ได้สิ ผู้จัดการนริศรา”

“ขอบคุณค่ะ ผู้อำนวยการภูชิชย์”

สองคนยิ้มแย้มให้กันด้วยไมตรี...ตรงข้ามกับลัคนาที่ไม่มีวันหยิบยื่นไมตรีให้นริศราอย่างแน่นอน เธอกลับถึงโรงแรมพร้อมน้องสาวด้วยความหงุดหงิดโมโห

“เจ็บใจยัยนิดนัก ทำแบบนี้มันเท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูกับพี่ชัดๆ”

“อ้าว...ก็พี่นาเองนั่นแหละที่ไปประจานเขาก่อน”

“นี่...แกก็อีกคน ตกลงจะเอาไงกันแน่ ฉันช่วยจนเหนื่อย ไปอยู่ข้างยัยนิดซะงั้น ระวังเถอะยัยนิดจะจับอีตาพ่อเลี้ยงของแก”

“โธ่...พี่นา พ่อเลี้ยงเขาไม่มีสายตามองวัลย์ด้วยซ้ำ แค่คุยกันวันนี้วัลย์ก็รู้แล้ว”

“แกก็เลยถอยทัพอย่างงั้นเหรอ ไหนแกบอกว่าชอบเขาหนักชอบเขาหนาไง”

“วัลย์ก็ไม่ได้บอกว่าวัลย์เลิกชอบพ่อเลี้ยงนี่ ยิ่งได้คุยได้รู้จักกันวันนี้ วัลย์ก็ยิ่งมั่นใจว่าวัลย์คิดถูกที่เห็นเขาเป็นชายในฝัน แต่บางทีชายในฝันก็อาจจะเหมาะที่จะอยู่ในฝันก็ได้นะ”

“ยัยวัลย์...ฟังให้ดีนะ แกจะเห็นพ่อเลี้ยงเป็นชายฝันหรือในสี่แยกอะไรของแกก็ช่าง แต่หน้าที่ของแกคือจับเขาให้ได้ แต่งงานกับเขา แล้วชีวิตแกจะสบายเหมือนฉัน”

“อย่างพี่นาเนี่ยนะเรียกสบาย”

“ก็ใช่น่ะสิ ไม่เห็นเหรอ”

“เห็นสิ พี่นามีเงิน มีครอบครัวดี มีสามีที่รักพี่นามาก มีน้องสะใภ้ที่เคยรักเคารพพี่ แต่เพราะพี่นาไม่พอ ยังอยากได้เงินเพิ่ม ยังบังคับสามีให้เป็นใหญ่เป็นโต บงการชีวิตคนทุกคน สุดท้ายก็เห็นพี่นานี่แหละที่เครียดที่สุดเวลาคนอื่นทำไม่ได้อย่างใจ แบบนี้เรียกสบายตรงไหน”

“นี่ยัยวัลย์ ไปเลยนะ พูดไม่เข้าหูแบบนี้ฉันไม่คุยด้วยแล้ว”

ลาวัลย์ส่ายหน้าระอาใจแล้วหยิบกระเป๋าออกจากห้องไป โดยมีสายตาขวางๆของพี่สาวมองตามพลางบ่นด้วยความไม่ชอบใจ

“คิดแบบนี้น่ะสิถึงเป็นพยาบาลต๊อกต๋อยไม่ไปไหนกับเขาหรอก”

ooooooo

รักประกาศิต

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด