ตอนที่ 1
ภูชิชย์ บริรักษ์กิจเกษตร หรือที่ทุกคนเรียกว่า “พ่อเลี้ยงภู” เขาเป็นพี่ชายคนโตของวิทวัสและสุพัฒนา หลังจากที่พ่อแม่ของสามพี่น้องเสียไปตั้งแต่วิทวัสกับสุพัฒนายังไม่จบมหาวิทยาลัย ทำให้ภูชิชย์ต้องดูแลธุรกิจของครอบครัว ซึ่งก็คือไร่สุพัฒนาที่พ่อกับแม่ตั้งชื่อตามลูกสาวคนเล็กที่ต่างก็รอคอยมานาน
สุพัฒนาหรือคุณเล็กสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่เกิด ทำให้ทุกคนในบ้านดูแลประคบประหงมเธอไม่ต่างอะไรกับเจ้าหญิงน้อยๆของบ้าน ไม่ว่าจะอยากได้อะไรหรืออยากจะทำอะไร ไม่มีใครกล้าขัดใจคุณเล็ก เพราะถ้าขัดใจเธอเมื่อไหร่ คุณเล็กจะป่วยหอบและอาละวาดขึ้นมาทันที สาเหตุจากสุขภาพของคุณเล็กนี่เองที่ทำให้ก่อนตายพ่อกับแม่จึงขอให้ภูชิชย์กับวิทวัสดูแลน้องอย่างดี อย่าทำให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงอีก และนี่ก็คือข้ออ้างไม้ตายทุกครั้งพี่ๆตั้งท่าจะเริ่มขัดใจน้องสาวคนเล็ก ซึ่งก็ทำให้เธอได้ทุกอย่างจากพี่ชายทั้งสองมาจนโต
ยิ่งนานวันนิสัยเอาแต่ใจ โวยวาย ขี้โมโหของคุณเล็กก็หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนลามไปถึงเรื่องส่วนตัวทั้งของภูชิชย์และวิทวัส เพราะคุณเล็กไม่ชอบหน้าเจ้าน้อยหรือเจ้าทิพย์ดารา บุตรสาวคนเดียวของเจ้าเทพมงคลและเจ้าดาระกา เจ้าของไร่เทพมงคล และเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อแม่ของภูชิชย์มาตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มๆ จนชวนกันมาซื้อที่ดินทำไร่อยู่ข้างกัน
ทั้งสองครอบครัวสนิทกันมากจนแทบจะกลายเป็นญาติกัน ถ้าหากภูชิชย์ได้แต่งงานกับเจ้าน้อย แต่การณ์ไม่เป็นดังที่ทุกคนหวัง เมื่อเจ้าเทพมงคลประสบปัญหาสะดุดทางธุรกิจในช่วงที่ภูชิชย์กับเจ้าน้อยกำลังจะแต่งงานกัน คุณเล็กจึงบังคับให้ภูชิชย์เลิกกับเจ้าน้อยเพราะคิดว่าเจ้าน้อยต้องการจะมาฮุบสมบัติของครอบครัวเธอ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เจ้าน้อยเสียใจมากเจ้าเทพมงคลกับเจ้าดาระกาก็โกรธภูชิชย์ จึงส่งเจ้าน้อยไปอยู่ที่อังกฤษและประกาศตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวของภูชิชย์
ส่วนเรื่องของวิทวัสก็ไม่แพ้กัน เมื่อคุณเล็กรู้ว่าวิทวัสมีคนรักตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยคือรัชนิดา และทั้งคู่ตั้งใจว่าเรียนจบจะแต่งงานกัน คุณเล็กก็เข้าจัดการไล่รัชนิดาออกไปจากชีวิตทันที เพราะเธอสืบรู้มาว่ารัชนิดาเป็นเพียงผู้หญิงที่มาจากครอบครัวธรรมดา ซึ่งคำว่าธรรมดาไม่สามารถจะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับครอบครัวเธอได้ วิทวัสเสียใจมากกับการกระทำของคุณเล็กจึงคิดจะเอาเรื่อง แต่ภูชิชย์ไม่อยากให้พี่น้องทะเลาะกันจึงเข้าไกล่เกลี่ย วิทวัสไม่เห็นด้วยกับการกระทำของภูชิชย์จึงขอย้ายตัวเองไปดูแลบริษัทสุพัฒนาการเกษตรที่กรุงเทพฯ เพื่อลดการปะทะกับน้องสาว
วันเวลาผ่านไป คุณเล็กมีความสุขอยู่กับการควบคุมพี่ชาย โดยอ้างว่าเธอต้องการให้คนที่จะมาเป็นพี่สะใภ้เป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ที่สุด ทั้งหน้าตา ชาติตระกูล และฐานะ แถมคุณเล็กยังตั้งกฎห้ามรับผู้หญิงที่หน้าตาสวยเข้าทำงานทั้งในไร่และบริษัทที่กรุงเทพฯ โดยอ้างว่าจะทำให้คนงานชายเสียสมาธิในการทำงาน แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าคุณเล็กตั้งกฎนี้เพราะไม่ต้องการให้ภูชิชย์กับวิทวัสติดกับดักพวกผู้หญิงที่จะมาขุดทองจากสมบัติของครอบครัว
แต่แล้ววันหนึ่งความหวังความฝันของคุณเล็กก็ต้องสลาย เมื่อเจ้าน้อยตัดสินใจกลับเมืองไทยและกลับมาหาภูชิชย์ เพราะตลอดสองปีที่จากภูชิชย์ไป เจ้าน้อยไม่เคยมีความสุขเลย เธอจึงคิดจะกลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง และในครั้งนี้เธอจะไม่ถอยให้คุณเล็กอีกแล้ว เพราะเธอพร้อมทุกอย่างรวมถึงฐานะที่เจ้าเทพมงคลสามารถฟื้นฟูธุรกิจกลับมาเหมือนเดิม เมื่อเจ้าน้อยกับคุณเล็กได้พบกัน ทั้งสองก็เถียงกัน คุณเล็กไม่พอใจไล่เจ้าน้อยออกจากไร่ แต่เจ้าน้อยไม่ยอมไปจึงทำให้คุณเล็กกรี๊ดจนเป็นลม อาการหอบหนักมากจนหมดสติ ภูชิชย์กับผู้จัดการไร่ชื่อนิพนธ์จึงต้องนำตัวเธอส่งโรงพยาบาล
ระหว่างที่หมอตรวจอาการคุณเล็ก เจ้าน้อยก็ขอปรับความเข้าใจกับภูชิชย์และตกลงจะกลับมารักกันเหมือนเดิม แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่จะรู้ว่าอุปสรรคไม่ใช่มีแต่คุณเล็ก แต่ยังเพิ่มเจ้าเทพมงคลและเจ้าดาระกาที่เคยเอ็นดูภูชิชย์ในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ต่างอะไรกับศัตรูคู่อาฆาต
หลังจากการตรวจคุณเล็กเสร็จสิ้น หมอแจ้งกับภูชิชย์ว่าร่างกายคุณเล็กแข็งแรงดีทุกอย่าง แต่อาการที่เกิดน่าจะเป็นเรื่องของอารมณ์และลักษณะทางจิตมากกว่า หมอแนะนำให้พาคุณเล็กไปรักษาที่กรุงเทพฯ ภูชิชย์กับนิพนธ์จึงจำเป็นต้องหลอกคุณเล็กว่าจะพาไปตรวจร่างกาย ซึ่งคุณเล็กก็ยอมไปแต่โดยดีเพราะคิดว่าจะทำให้ภูชิชย์กับเจ้าน้อยห่างกัน
ooooooo
นริศรา สุริยรักษ์ หรือ “นิด” สาวสวยนักเรียนนอกต้องถูกเรียกตัวกลับมาเมืองไทยทั้งๆที่เรียนยังไม่จบมหาวิทยาลัย เพราะพ่อของเธอล้มป่วยกะทันหันและจากไปอย่างสงบ ยังความโศกเศร้าเสียใจให้สองพี่น้องณรงค์กับนริศราเป็นอันมาก
ณรงค์ นายทหารหนุ่มอนาคตไกล พี่ชายคนเดียวของนริศรา เขามีภรรยาและมีบุตรแล้วสองคน ลัคนาพี่สะใภ้ของนริศราต่อหน้าณรงค์ก็ทำดีกับเธอ แต่พอลับหลังออกจะรังแครังคัดไม่ชอบเธอเท่าไหร่นัก ยิ่งเมื่อรู้ว่าหลังพิธีศพพ่อสามีจะมีการเปิดพินัยกรรม ลัคนา ก็รอลุ้นอย่างจดจ่อ
ในงานพระราชทานเพลิงศพ พล.อ.ณัฐ พ่อของณรงค์กับนริศรา ไม่นึกว่าพิสุทธิ์หรือโป๊ะ เพื่อนสนิทของนริศราจะบินมาร่วมงานด้วย แม้พิสุทธิ์จะน้อยใจที่นริศนาไม่ยอมบอกข่าวนี้ทั้งๆที่เธอก็รู้ว่าเขารักเธอมาตลอดเวลาที่เรียนด้วยกัน แต่พิสุทธิ์ก็ยังไม่ยอมถอย และยืนยันกับนริศราว่าจะรอกลับไปเรียนพร้อมกับเธอทันทีที่เธอเสร็จธุระทางนี้
หลังจากเสร็จงานศพ ลัคนาก็เร่งให้เปิดพินัยกรรม เพราะณรงค์จะต้องบินไปเรียนต่อเมืองนอกตามที่ได้ทุนจากกองทัพ แต่เมื่อทนายเปิดพินัยกรรมแล้วลัคนาก็ต้องหงุดหงิด เมื่อพ่อสามีไม่ได้แบ่งสรรปันส่วนอย่างชัดเจน แต่กลับแต่งตั้งให้ณรงค์เป็นผู้จัดการมรดก แล้วค่อยแบ่งทรัพย์สินทุกอย่างหลังจากนริศราเรียนจบ ณรงค์จึงขอให้ลัคนาช่วยดูแลแทนในเรื่องต่างๆช่วงที่เขาเรียน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการเรียนของนริศราด้วย แม้จะไม่พอใจแต่ลัคนาก็ต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้จนกว่าณรงค์จะไปเรียนต่อ
ทันทีที่ณรงค์ไปแล้ว ลัคนาก็เรียกนริศรามาพบและพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว
“พี่ขอพูดตรงๆนะ พี่อยากจะตัดเงินค่าใช้จ่ายที่จะส่งนิดเรียนต่อออก”
“อะไรนะคะ ทำไมต้องตัดด้วย เหลืออีกแค่สองปีนิดก็จะจบแล้ว”
“อย่าลืมสิว่าตอนคุณพ่อป่วยเราก็หมดไปกับค่ารักษาคุณพ่อเป็นล้าน แล้วนี่นิดยังจะมาเอาส่วนที่เหลือไปเรียนอีกเหรอ”
“แต่เงินที่นิดเรียนก็เป็นเงินที่คุณพ่อตั้งใจจะให้นิด พี่ณะเองก็รับรู้”
“ก็เพราะคุณพ่อลำเอียงน่ะสิ ลองคิดดูนะถ้าพี่แบ่งเงินก้อนนี้ให้นิดเรียนจนจบ พอกลับมานิดก็มาแบ่งเงินที่เหลือกับคุณณะ แล้วคุณณะจะเหลืออะไร นิดยังมีหลานอีกสองคนนะ ใจคอจะเอาเปรียบหลานเหรอ”
นริศราอึ้งพูดไม่ออก ลัคนาได้ทีรีบซ้ำเติมทันที
“คุณณะได้ทุนไปเรียนก็ยังมีเงินเดือนจากทางราชการให้พี่ใช้ แล้วนิดล่ะช่วยเหลืออะไรทางบ้านบ้าง...นอกจากแบมือขอเงิน”
“ได้ค่ะ ถ้าพี่นาคิดว่านิดเอาเปรียบทุกคน นิดก็จะหางานทำและหาเงินกลับไปเรียนต่อเอง แต่เมื่อไหร่ที่พี่ณะกลับมา นิดจะขอแบ่งมรดกในส่วนของนิดทันที หวังว่าตอนนั้นนิดคงไม่โดนใครโลภโกงส่วนของนิดนะคะ”
นริศราเชิดหน้าเดินออกไป ลัคนามองตามด้วยความเจ็บใจ ครั้นนริศรากลับไปในห้องตัวเองก็แสดงท่าที ฮึดฮัดโมโหพี่สะใภ้ที่ทั้งเขี้ยวและงก
“คนอย่างนริศราไม่เคยให้ใครมาดูถูก คอยดูนะ ฉันจะยืนด้วยลำแข้งของฉันเอง”
นริศราเปิดคอมพิวเตอร์เช็กรายชื่อบริษัทต่างๆที่รับสมัครงาน พลางพูดกับตัวเองอย่างมุ่งมั่นว่า
“ให้มันรู้ไปสิว่าจะหางานทำไม่ได้”
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้นนริศราเริ่มออกหางานอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ทุกที่ที่เธอไปก็ล้วนแต่ปฏิเสธเพราะเธอยังไม่มีปริญญา ซึ่งเท่ากับว่าเธอจบเพียงแค่ ม.6 นริศราวิ่งหางานจนแทบหมดแรง และแห่งสุดท้ายที่ไปก็คือบริษัทสุพัฒนาการเกษตรที่วิทวัสดูแลอยู่
วิทวัสอ่านเอกสารหลายแผ่นแล้ววางลงตรงหน้านริศราที่นั่งยิ้มจืดเจื่อนเต็มที
“อยากฟังไหมคะว่าทำไมฉันเรียนไม่จบ”
“ช่วงนี้คุณคงเล่าหลายรอบแล้วก็หลายที่”
“ค่ะ...ยังไม่มีที่ไหนรับเลย”
“ถ้าให้ผมบอกตามตรง ผลการพิมพ์ การทดสอบภาษาอังกฤษ การใช้อุปกรณ์สำนักงาน คุณก็น่าจะผ่านที่จะมาเป็นเลขาผมได้ แต่ผมก็เสียใจด้วย เพราะงานเลขาเราต้องการคนมีวุฒิปริญญาตรีเหมือนที่อื่นๆครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นคุณมีงานที่เหมาะกับวุฒิ ม.6 ของฉันบ้างไหมคะ”
“นี่คุณพูดจริงพูดเล่นครับ”
“จริงสิคะ แม่บ้าน ยาม คนสวนก็ได้นะคะ
ถึงตอนนี้ฉันไม่เลือกงานแล้ว”
เสียงโทรศัพท์มือถือวิทวัสดังขัดจังหวะ เขากดรับแล้วมีท่าทีตกใจ พอวางสายก็รีบบอกหญิงสาวตรงหน้าว่า “ผมมีธุระด่วนต้องขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบวิทวัสก็รีบเดินออกไป นริศรามองตามเซ็งๆ พูดพึมพำกับตัวเองอย่างท้อแท้ว่า
“ไม่ได้อีกตามเคย”
วิทวัสออกจากบริษัทก็รีบบ่ายหน้าไปโรงพยาบาลที่ภูชิชย์พาคุณเล็กมารักษาตัว พอมาถึงพบว่าคุณเล็กนั่งหน้าบึ้งตึงไม่พอใจอยู่บนเตียง
“คุณเล็กต้องการให้พี่ภูอยู่กับคุณเล็ก ไม่ใช่พี่วัส”
“เหมือนกันครับพี่ภู แค่ตรวจร่างกาย ผมไม่เห็นต้องมาดูแลอะไรเลย คนอย่างคุณเล็กเขาเก่ง เขาอยู่ได้อยู่แล้ว”
“ไม่เอาน่า พี่น้องคู่นี้เจอกันทีไรทะเลาะกันทุกที”
“งั้นก็ไล่พี่วัสกลับสิคะ”
“คุณเล็กไม่ต้องไล่หรอก เดี๋ยวพี่ก็กลับแล้ว คุยกับคนอย่างคุณเล็กนานสุขภาพจิตพี่ก็เสียเหมือนกัน”
“ไอ้พี่บ้า ไป๊...ออกไป คุณเล็กไม่อยากเห็นหน้า” คุณเล็กโมโหคว้าหมอนและผ้าห่มขว้างใส่วิทวัส...ฝ่ายนั้นไม่ยอมก็โวยวายตอบ จนภูชิชย์ต้องเข้าห้ามทัพ
“นายวัสออกไปข้างนอกก่อนไป”
วิทวัสออกไปจากห้องคุณเล็กถึงได้สงบ ภูชิชย์มองคุณเล็กแล้วแอบส่ายหน้าระอาใจ อีกครู่ภูชิชย์ก็ตามไปคุยกับวิทวัสเกี่ยวกับอาการของคุณเล็ก
“ตกลงนี่คุณเล็กเป็นบ้าเหรอครับ ฮึ อารมณ์แบบนี้ก็สมควรหรอก”
“เฮ้ย...อย่าไปว่าน้องสิ มันก็แค่เป็นอาการทางจิต แต่นายก็อย่าพูดให้คุณเล็กได้ยินเชียวนะ ตอนนี้ก็
บอกไปก่อนว่าจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด แล้วช่วงที่คุณเล็กรักษาตัว พี่อยากจะได้คนมาทำงานแทน
คุณเล็กนายช่วยส่งคนที่บริษัทให้สักคนสิ”
“ช่วงนี้ผมก็กำลังหาเลขาอยู่พอดี ไว้ผมจะดูๆให้ แล้วให้พี่ภูสัมภาษณ์เองดีไหมครับ”
“ก็ดีเหมือนกันนะ พี่จะได้ดูด้วยว่าจะทำงานไปกันได้ไหม”
ระหว่างนั้นโทรศัพท์วิทวัสดังขึ้น เจ้าตัวหยิบมาดูแล้วตัดสินใจไม่รับ แต่บอกกับพี่ชายว่า
“สายลูกค้าน่ะครับ พี่ภูเดี๋ยวผมไปก่อนนะครับ ลืมไปเลยว่านัดลูกค้าไว้”
“เดี๋ยวสิ แล้วกุญแจคอนโดฯล่ะ”
“ผมฝากไว้ที่รีเซปชั่นแล้วครับ พี่ภูไปรับได้เลย” วิทวัสรีบเดินไปแล้วค่อยกดรับโทรศัพท์ที่ยังดังต่อเนื่อง ภูชิชย์มองตามด้วยความสงสัย
ooooooo
หลังเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งหางานมาเกือบทั้งวัน นริศราก็มานั่งหมดแรงอยู่ต่อหน้าพิสุทธิ์ภายในร้านอาหารของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง นริศรานั่งเซ็งทานข้าวไม่ลง เอาแต่มองเด็กเสิร์ฟทำงานในร้าน พิสุทธิ์เห็นแล้วสงสารเธอเหลือเกิน
“เราเพิ่งรู้นะว่างานมันหายากมาก ขนาดบอกว่าจะเป็นยามเป็นคนสวนยังไม่รับเลย”
“นิด...เราว่ามันยังมีทางออกอื่นอีกนะที่จะทำให้นิดได้กลับไปเรียน”
“อย่าบอกนะว่าให้เรากลับไปขอเงินพี่สะใภ้ใจยักษ์นั่น นึกแล้วยังเจ็บใจ สมัยคุณพ่อยังอยู่อะไรๆก็น้องนิดคะ น้องนิดขา พอคุณพ่อเสีย พี่ณะไปเรียนต่อก็ออกลายเลย ยิ่งพูดยิ่งเจ็บใจ”
“นิด...ใจเย็นๆ เราเข้าใจปัญหาของนิด ที่เราจะบอกคือนิดไม่ต้องหางานทำ แต่เราจะให้เงินนิดยืมไปเรียนจนจบ นิดจะว่ายังไง”
หญิงสาวฟังแล้วชะงักไปทันที ขณะที่ชายหนุ่มยังพยายามอธิบายต่อไปว่า
“คิดดูนะกว่านิดจะได้งาน กว่าจะเก็บเงินอีก มันนานนะ เราว่าใช้วิธีของเราดีกว่า”
“ขอบใจมากนะโป๊ะ แต่เราคงรับเงินของโป๊ะไม่ได้ แค่โป๊ะคอยอยู่เป็นเพื่อนเราก็ดีใจแล้ว”
“นิด...เราไม่อยากเป็นแค่เพื่อนของนิด”
“นอกจากเรื่องเรียนแล้วเรายังไม่อยากคิดเรื่องอะไรอีก โป๊ะเข้าใจนะ”
“ถ้านิดยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร เรารอได้” พิสุทธิ์เสียงอ่อยหน้าเศร้าอย่างซ่อนความรู้สึกไม่มิด
หลังจากนั้นเขาอาสาขับรถไปส่งเธอที่บ้าน แล้วยังพยายามยัดเยียดความช่วยเหลือให้เธออีก
“ถ้านิดไม่อยากยืมเงินเรา งั้นให้เราช่วยหางานให้เอาไหม”
“จริงเหรอ”
“เดี๋ยวเราจะคุยกับพ่อแม่ให้ รับรองนิดต้องได้ตำแหน่งดีๆในบริษัทของเราแน่”
“ไม่เอานะโป๊ะ ถ้าคุณสมบัติเราไม่ถึงต่อให้งานดีแค่ไหนเราก็ไม่ทำ”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย นี่บริษัทของพ่อแม่เรา”
“อย่าให้เราต้องรบกวนคุณพ่อคุณแม่โป๊ะเลยนะ เราไม่สบายใจ...เราไปก่อนนะ” เธอตัดบทเดินหนีเข้าบ้านทันที ส่วนพิสุทธิ์ก็รีบโทร.หาพ่อที่บริษัททันทีเหมือนกัน นัดท่านว่าอีกเดี๋ยวตนจะเข้าไปพบ
นริศราเดินเข้ามาเห็นนุ้ยกับนุ่นนั่งทำการบ้าน เธอตรงมากอดหลานทั้งสองอย่างเอ็นดู โดยไม่เห็นว่าลัคนายืนมองหน้าบึ้ง ยิ่งพอเข้ามาถามแล้วรู้ว่านริศรายังหางานทำไม่ได้ ลัคนาก็ชักสีหน้าใส่ แล้วไล่ลูกๆไปนอนทั้งที่ยังทำการบ้านไม่เสร็จ จากนั้นก็หันกลับมากดดันนริศราต่อ
“รีบๆหางานหน่อยก็ดีนะคะน้องนิด ลำพังเงินเดือนทหารของคุณณะคงพอจะเลี้ยงได้แค่พี่กับลูกๆเท่านั้น”
นริศราฟังแล้วถอนใจเฮือกใหญ่ ทั้งเซ็งทั้งเครียดจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก...
คืนนั้นหลังจากเฝ้าไข้คุณเล็กแล้ว ภูชิชย์กลับมาที่คอนโดฯของวิทวัส และพบว่าวิทวัสกลับมาดึกมาก เมื่อสอบถามเขาก็อ้างว่าไปพบลูกค้า แต่ภูชิชย์ยังไม่ปักใจเชื่อและคิดว่าน้องชายอาจจะมีแฟนแล้ว
รุ่งขึ้นสองพี่น้องไปเยี่ยมคุณเล็กอีก ทำให้ได้พบกับมัลลิกาหรือมอลลี่ เพื่อนสาวไฮโซสุดเปรี้ยวของคุณเล็ก ทันทีที่พบหน้ากันคุณเล็กก็พยายามจะดันมอลลี่ให้ภูชิชย์ แต่วิทวัสไหวตัวทันจึงรีบขวางไว้แล้วพาภูชิชย์หลบออกมาท่ามกลางความไม่พอใจของคุณเล็ก ในขณะที่มอลลี่ก็เริ่มปิ๊งวิทวัสมากกว่าภูชิชย์
หลังจากที่วิทวัสพาภูชิชย์หลบออกมาแล้ว สองพี่น้องได้พูดคุยกันเรื่องที่คุณเล็กต้องรักษาตัวอีกนาน และภูชิชย์ต้องกลับไร่เพราะไม่มีใครดูแลงานทั้งของเขาและของคุณเล็ก วิทวัสจึงอาสาจะหาเลขาฯส่งให้ไปทำงานแทนคุณเล็กเอง เพราะตอนนี้เขาก็กำลังหาเลขาฯอยู่ เช่นกัน
เมื่อวิทวัสแยกตัวไปแล้วโดยอ้างว่ามีนัดกับลูกค้า ทำให้ภูชิชย์เคว้งไม่รู้จะทำอะไรจึงมาเดินห้างสรรพสินค้าแล้วโทร.กลับไปหาเจ้าน้อยเพื่อจะซื้อของฝาก ปรากฏว่า เจ้าน้อยอยากได้หนังสือเพ้นต์เสื้อสักเล่ม เพราะเธอกำลังหัดทำอยู่พอดี
ที่ร้านหนังสือ นริศรากำลังเพลิดเพลินอยู่กับหนังสือเล่มหนึ่ง เพราะยามนี้ความสุขของเธอคือการได้ดูแบบเพ้นต์เสื้อสวยๆ ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่เธอรัก แต่ระหว่างนี้เองพิสุทธิ์โทร.มาแจ้งข่าวดีขอนัดให้เธอไปสัมภาษณ์งานกับพ่อของเขาที่บ้านในวันรุ่งขึ้น เธอจึงวางหนังสือเล่มนั้นเอาไว้ก่อนในระหว่างคุยโทรศัพท์ จนเมื่อวางสายแล้วหันกลับมาจึงพบว่าชายคนหนึ่งถือหนังสือออกไปแล้ว
นริศรารีบก้าวตามชายคนนั้นไปเพื่อขอหนังสือคืน แต่เขาไม่ยอมเพราะถือว่าไม่มีคนอ่าน ในขณะที่นริศราก็อ้างว่าเห็นก่อน ทั้งคู่ยื้อกันไปแย่งกันมาจนนริศราโมโหปล่อยหนังสือที่กำลังดึง ทำให้เขาคนนั้นเสียหลักล้มใส่กองหนังสือพังระเนระนาด เป็นที่ขบขันของคนอื่นๆที่เห็น ส่วนนริศรายิ้มเยาะสะใจแล้วเดินเชิดหน้าหนีไป ทิ้งความอับอายและความโกรธเอาไว้ให้ภูชิชย์ต้องจดจำ
กลับถึงคอนโดฯในคืนนั้น ภูชิชย์ยังโมโหไม่หาย กระทั่งเที่ยงคืนก็ยังสลัดความคิดนี้ออกไม่ได้ เขานั่งพึมพำด่าสาวสวยคนนั้น “ผู้หญิงบ้าอะไร หน้าตาก็ดี นิสัยแย่มาก”
ขณะนั้นวิทวัสเปิดประตูเข้ามาเจอภูชิชย์ยังไม่เข้านอนก็ตกใจ ภูชิชย์ดูนาฬิกาผนังเห็นเป็นเวลาเที่ยงคืน จึงถามน้องชายว่า “ตกลงนายนอนสี่ทุ่มทุกวันจริงเหรอ”
“คือวันนี้ผม...เอ่อ...” น้องชายอึกอัก...พี่ชายเลยจู่โจม
“นายมีใครซ่อนไว้ใช่ไหม”
“โธ่...พี่ภูครับ อย่าทำตัวเป็นคุณเล็กอีกคนได้ไหม”
“ขอโทษนะ พี่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะยุ่งเรื่องของนายหรอก แค่เป็นห่วงตามประสาพี่ชายน่ะ”
“ผมไม่อยากให้คุณเล็กมาทำลายความรักของผม เหมือนที่เธอเคยทำลายความรักระหว่างพี่กับเจ้าน้อย เมื่อไหร่ที่คุณเล็กเลิกระแวงว่าคนอื่นจะมาแย่งสมบัติ เราค่อยมาคุยกันนะครับ”
ภูชิชย์พยักหน้ารับรู้แล้วเดินเข้าห้องนอนไป วิทวัสแอบพูดกับตัวเองด้วยความสงสารและเห็นใจพี่ชาย
“ขอโทษนะครับพี่ภู ผมจะไม่ให้ผู้หญิงที่ผมรักต้องเจ็บปวดเหมือนที่เจ้าน้อยโดนครับ”
ooooooo
เช้าวันต่อมา สองหนุ่มพี่น้องพากันไปเยี่ยมคุณเล็กเช่นทุกวัน คุณเล็กยิ้มแย้มมีความสุขเพราะนอกจากจะมีพี่ชายห้อมล้อมแล้วก็ยังมีมัลลิกาอยู่ด้วยอีกคน
พอคุณเล็กเจ้ากี้เจ้าการยัดเยียดมัลลิกาให้ไปทำงานแทนเธอที่ไร่ พี่ๆไม่ทันตั้งตัวถึงกับอึ้งไปด้วยกัน
“แต่คุณมอลลี่ต้องไปอยู่ต่างจังหวัดนะครับ จะไหวเหรอ” ภูชิชย์รีบท้วง
“ไม่มีปัญหาค่ะ เพราะตอนเรียนที่อังกฤษคอลเลจของมอลลี่ก็อยู่นอกเมือง แต่มอลลี่มีเงื่อนไขนิดหน่อยที่คุยกับคุณเล็กแล้วค่ะ”
“เงื่อนไข?” สองหนุ่มพี่น้องอุทานเป็นเสียงเดียวกัน
“ข้อแรก...มอลลี่ขอเงินเดือนๆละ 50,000 บาท เพราะมอลลี่จบจากเมืองนอก ข้อสอง มอลลี่ขอคนรับใช้ส่วนตัวหนึ่งคน และข้อสุดท้าย มอลลี่ขอตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพฯทุกอาทิตย์เพื่อกลับมาทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ ส่วนข้ออื่นๆที่มอลลี่ยังนึกไม่ออกคงต้องไปว่ากันอีกทีเมื่อมอลลี่ไปถึงไร่ของคุณเล็กแล้วค่ะ”
ภูชิชย์กับวิทวัสถึงกับเหวอค้างหลังจากฟังเงื่อนไขของมัลลิกา ยิ่งคุณเล็กออดอ้อนภูชิชย์ให้ตกลงรับมอลลี่ทำงาน ภูชิชย์ก็รู้สึกอึดอัดตอบไม่ถูก วิทวัสเห็นท่าไม่ดีรีบแทรกทันที
“พี่ว่าเราคงรับคุณมอลลี่ไม่ได้ตั้งแต่เงินเดือนห้าหมื่นแล้วละ มันมากเกินไป”
“พี่วัสไม่เกี่ยวเรื่องนี้อย่ายุ่ง พี่ภูเขาเห็นด้วยกับคุณเล็กแล้ว”
คุณเล็กรวบรัดตัดความจนวิทวัสเลิกคิ้วงง หันไปมองภูชิชย์ก็เห็นยืนนิ่งอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก...อีกครู่ต่อมา สองพี่น้องเลี่ยงออกไปคุยกันนอกห้อง วิทวัสฟันธงว่ามอลลี่ทำงานไม่เป็นแน่ เราจะเสียเงินฟรีก็คราวนี้
“เอาน่า มันก็แค่ชั่วคราวช่วงคุณเล็กป่วย”
“พี่ภูก็เหมือนคุณพ่อคุณแม่ ตามใจคุณเล็กซะจนเสียคน”
“แล้วนายจะให้พี่ทำยังไง ถ้าเราขัดใจคุณเล็กก็ทะเลาะกันเปล่าๆ พี่ว่าทำให้เธอสบายใจจะดีกว่านะ”
“ถามจริงๆเถอะครับ พี่ภูจะร่วมงานกับยัยมอลลี่นั่นได้เหรอ”
“พี่ก็ไม่แน่ใจ”
“ไม่แน่ใจคือไม่อยาก...ถ้างั้นผมจะจัดการเอง”
“นายจะทำอะไร ระวังคุณเล็กจะโกรธนะ”
“ผมจะให้พี่ภูสัมภาษณ์คนคนหนึ่ง เพราะผมคิดว่าเขาน่าจะเหมาะกับงานนี้มากกว่ายัยมอลลี่น่ะสิครับ ที่สำคัญสวยกว่ายัยนี่เยอะ” วิทวัสรอยยิ้มผุดพราย เมื่อนึกไปถึงนริศรา...
ส่วนในห้อง คุณเล็กกำลังเม้าท์เรื่องกฎระเบียบที่ไม่เหมือนใครของตนให้มัลลิกาฟังอย่างออกรส
“ต๊าย...มีกฎแบบนี้ด้วยเหรอ ห้ามคนหน้าตาสวยมาทำงานในไร่”
“ฉันตั้งกฎเองแหละ คิดดูสิ ถ้าขืนปล่อยให้พวกผู้หญิงสวยๆมาทำงานได้ คนงานผู้ชายก็ไม่มีสมาธิทำงานกันพอดี”
“ไม่ใช่มั้ง มอลลี่ว่าคุณเล็กกลัวพวกนั้นจะมาจับพี่ชายของคุณเล็กมากกว่า”
“แหม...รู้ทันจริงนะ”
“แบบนี้มอลลี่ก็ไม่ควรไปทำงานที่นั่นนะ เพราะมอลลี่สวย...มาก”
“มอลลี่น่ะนอกจากจะเป็นข้อยกเว้นแล้ว มอลลี่ ต้องสวยทุกวันด้วยนะ พี่ภูจะได้รักได้หลงชนิดที่ลืมนังเจ้าน้อยไปเลย”
“แสดงว่าเจ้าน้อยอะไรนี่ก็สวยเหมือนกันสิ”
“สวยสู้มอลลี่ไม่ได้ แถมรวยก็ไม่เท่า พูดง่ายๆว่าไม่ผ่าน คนดีๆอย่างพี่ภูน่ะไม่เหมาะกับแม่นั่นหรอก”
“คุณเล็กพูดถึงแต่พี่ภู ไม่เห็นคุยเรื่องพี่วัสบ้างเลย หรือเขามีแฟนแล้ว”
“ก็ลองดูสิ ถ้าพี่ภูกับคุณเล็กไม่ยอมซะอย่าง ผู้หญิงหน้าไหนก็มาจับไม่ได้”
“แสดงว่าเคยมีมาแล้ว”
คุณเล็กพยักหน้ารับแล้วเกิดเอะใจ ถามเพื่อนรักว่าทำไมถามแต่เรื่องพี่วัส...มัลลิกาไม่ตอบแต่ยิ้มกลบเกลื่อน พลางยักไหล่ทำนองว่าไม่มีอะไร...
วันเดียวกันนี้ นริศรามาสัมภาษณ์งานกับพ่อและแม่ของพิสุทธิ์ตามนัด แต่กลายเป็นว่าพ่อแม่ของเขาเรียกเธอมาเพื่อเตือนว่าอย่ามาจับลูกชายของพวกตน นริศราจึงปฏิเสธความช่วยเหลือของพิสุทธิ์แล้วกลับไปบ้านด้วยความเซ็ง หนำซ้ำต้องมาเจอกับลัคนาที่คอยถามว่าได้งานหรือไม่ เมื่อคำตอบคือยังไม่ได้ ลัคนาก็สั่งห้ามลูกๆเข้าใกล้คุณอา นั่นยิ่งทำให้นริศราช้ำใจมากขึ้นไปอีก
ooooooo
เมื่อวิทวัสรับปากพี่ชายจะหาเลขาฯคนใหม่ให้ วันรุ่งขึ้นภูชิชย์จึงแวะเข้ามาที่บริษัท เพื่อจะสัมภาษณ์เองตามที่วิทวัสแจ้งไว้ แต่แล้ววิทวัสกลับหาแฟ้มเอกสารของนริศราไม่เจอ
“นี่ไม่ต้องเลือกมากหรอก ที่จริงฉันว่าใครก็ได้นะ ขอแค่ให้อยากทำงานกับเราก็น่าจะพอ”
“ไม่ได้ครับพี่ภู ขืนเลือกสุ่มสี่สุ่มห้าคุณเล็กก็จะอ้างว่ายัยมอลลี่คุณสมบัติดีกว่า”
ภูชิชย์ส่ายหน้าระอาใจ วิทวัสเปิดแฟ้มค้นต่อ พนักงานที่เข้ามาช่วยจึงลองถามเขาว่าต้องการคนไหน เผื่อตนพอจะจำได้
“ก็คนสวยๆที่มาช่วงบ่าย”
“อ๋อ...จำได้แล้วค่ะ เอ๊ะ แต่วันนั้นคุณวัสไม่เลือกเธอนี่คะ ดิฉันเลยใส่ไว้ในแฟ้มที่เราคัดออก”
“นั่นแหละ ใช่เลย ไปตามมาด่วน เป็นไปได้บอกให้มาภายในหนึ่งชั่วโมงถ้าเขายังอยากทำงานกับเรา”
พนักงานสาวทำหน้างงๆ แต่ก็รีบรวบแฟ้มบนโต๊ะทั้งหมดออกไป
“นี่นายจะเอาคนที่ไม่ผ่านรอบแรกมาแข่งกับคนของคุณเล็กงั้นเหรอ”
วิทวัสไม่ตอบแต่ยิ้มเจ้าเล่ห์ ภูชิชย์ยังงุนงงตามความคิดน้องชายไม่ทัน...
แล้วอีกครู่ต่อมานริศราก็ได้รับการติดต่อจากบริษัทของวิทวัส เธอดีใจมาก รับปากว่าจะไปสัมภาษณ์ภายในหนึ่งชั่วโมง แต่เมื่อแต่งตัวลงมาข้างล่างก็ต้องตกใจที่รู้ว่าลัคนาขายรถตัวเองแล้วแย่งเอารถของเธอไปใช้หน้าตาเฉย นริศราจึงต้องออกมาเรียกแท็กซี่ แต่พอบอกสถานที่ที่จะไปทุกคันก็ปฏิเสธหมด เธอจึงต้องหันไปใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างแทน
เวลาผ่านไปภูชิชย์ได้รับโทรศัพท์ด่วนจากนิพนธ์ให้กลับไปประชุมที่หอการค้าจังหวัดในเช้าวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มจึงมีความจำเป็นต้องเดินทางกลับไร่วันนี้เลย ส่วนเรื่องสัมภาษณ์งานก็ขอยกเลิกเพราะดูท่าทางแล้วผู้หญิงคนนั้นคงมาไม่ทันตามกำหนดเวลา
แม้วิทวัสจะทัดทานยังไงภูชิชย์ก็ไม่ฟังและขอตัวกลับไปลาคุณเล็กที่โรงพยาบาล แต่ไม่ทันจะพ้นบริษัทรถยนต์ของภูชิชย์เกิดเฉี่ยวชนรถมอเตอร์ไซค์ที่นริศรานั่งมา เขาและเธอจำหน้ากันได้เพราะเคยรบรากันมาแล้วครั้งหนึ่งที่ร้านหนังสือ คราวนี้สองคนเลยทะเลาะกันใหญ่ และไม่สามารถตกลงกันได้จนต้องไปโรงพักแบบไม่มีใครยอมใคร เพราะภูชิชย์คิดว่าเธอเป็นพวกสิบแปด มงกุฎมาไถเงิน ส่วนนริศรากับไอ้หนุ่มมอเตอร์ไซค์ก็คิดว่านายคนนี้เป็นพวกชนแล้วหนี ซึ่งกว่าสองฝ่ายจะยอมความกันได้ก็เล่นเอาเสียเวลาไปนาน
นริศรากลับมาเล่าเรื่องทั้งหมดให้วิทวัสฟัง วิทวัสทึ่งในความสู้ชีวิตของเธอจึงรับไว้ทันที แล้วจะส่งไปลำพูนในเช้าวันรุ่งขึ้น นริศราดีใจมากและต้องการจะส่งข่าวให้พี่ชายรู้ แต่ลัคนาก็กีดกันทุกอย่างไม่ให้แม้แต่เบอร์โทรศัพท์ โดยอ้างว่าณรงค์เรียนหนักมาก เธอจะบอกข่าวนี้กับเขาเอง
ด้านภูชิชย์ที่ไปลาคุณเล็ก พอรู้ว่าพี่ชายกำลังจะกลับไร่ คุณเล็กแสดงท่าทีไม่พอใจ หาว่าเขาเอางานมาอ้างเพื่อจะรีบกลับไปหาเจ้าน้อย
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าน้อย พี่จะไปประชุมจริงๆ”
“ไม่เอา ยังไงคุณเล็กก็ไม่ให้พี่ภูกลับ”
“คุณเล็กอย่าดื้อสิ พี่เองก็ไม่ได้อยากทิ้งคุณเล็กนะ”
“ฮึ...ไม่อยากทิ้งแต่ก็ทิ้ง”
“เอาเป็นว่า...ถ้าหมออนุญาตเมื่อไหร่พี่จะรีบมารับคุณเล็กกลับไร่ทันที”
คุณเล็กสีหน้าครุ่นแล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้าง “งั้นก็ให้มอลลี่ไปกับพี่ภูวันพรุ่งนี้เลยนะคะ”
ภูชิชย์นิ่งไปด้วยความอึดอัด แต่พอโดนน้องสาวบังคับแกมขู่ให้รับปาก ถ้าไม่อย่างนั้นเธอจะกลับไปพร้อมกันเลย เขาก็ปฏิเสธไม่ออก
คุณเล็กยิ้มพอใจแล้วรีบต่อสายหามัลลิกา โดยไม่รู้ว่าตัวเองถูกวิทวัสตัดหน้าไปแล้ว วิทวัสเชิญมัลลิกามาพบที่บริษัท แจ้งว่าเขาตกลงรับเธอเป็นเลขาฯ มัลลิกาแทบไม่เชื่อหู ถามแล้วถามอีกจนวิทวัสชักจะรำคาญ
“นี่พี่วัสจะให้มอลลี่เป็นเลขาฯของพี่เหรอคะ”
“ครับ หรือมอลลี่อยากไปทำงานที่ไร่กับพี่ภู”
“จริงๆแล้วจะทำงานกับพี่ภูหรือพี่วัสมอลลี่ก็ไม่เกี่ยงหรอกค่ะ เพราะว่าหล่อพอกัน”
“อะไรนะครับ”
“เอ่อ...มอลลี่บอกว่าพี่สองคนเก่งพอกัน มอลลี่ทำงานกับใครก็ได้ค่ะ แต่ถ้าพี่วัสเสนอมาแบบนี้มอลลี่ขอทำงานที่นี่ดีกว่า มอลลี่ไม่อยากไปอยู่ไร่กลัวผิวเสีย อีกอย่างพี่วัสดูมีเสน่ห์น่าทำงานด้วยมากกว่าพี่ภูเยอะเลย”
“ถ้างั้นมอลลี่พร้อมทำงานเมื่อไหร่ก็มาแล้วกันนะครับ”
“พรุ่งนี้เลยก็ได้ค่ะ”
ชายหนุ่มตกใจ ไม่คิดว่าเธอจะใจร้อนขนาดนี้ แล้วมัลลิกาก็รีบขอตัวไปช็อปปิ้งเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าสำหรับใส่ทำงาน วิทวัสชะงักเล็กน้อยแต่ก็ไม่ขัดใจ มองตามเธอไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“พี่ภูครับ ถ้าได้แต่งงานกับเจ้าน้อยเมื่อไหร่ก็มาขอบคุณผมแล้วกันนะ” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความหวังว่าวิธีนี้จะช่วยแยกมัลลิกาจากพี่ชายได้
ooooooo
หลังได้งานทำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกคนที่
นริศรานึกถึงและต้องบอกกล่าวก็คือพิสุทธิ์หรือนายโป๊ะ เธอนัดเจอเขาที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
พิสุทธิ์พอรู้ว่านริศราจะไปทำงานไกลถึงลำพูนก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ถามเธอว่าแน่ใจแล้วเหรอที่ตัดสินใจแบบนี้
“ถึงตอนนี้แล้วเราต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้ พี่นาจะได้ไม่ว่าเราว่าเราเอาเปรียบใคร”
“นิดไปอยู่ตั้งไกลแบบนี้จะเจอกันได้ยังไง”
“อีกไม่นานโป๊ะก็ต้องกลับไปเรียน ยังไงก็ต้องจากกันอยู่ดี”
“แต่มันไม่ควรจะเร็วขนาดนี้”
นริศราเงียบไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มแล้วมองไปบนฟ้า “แปลกนะโป๊ะ บางทีชีวิตของเรา แต่มันเหมือนมีใครบางคนประกาศิตสั่งให้มันเป็นแบบนี้ โป๊ะรู้ไหมว่าเป็นใคร”
พิสุทธิ์นิ่งไปนิด มองหน้าเธอด้วยความอาลัย เอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว “พรุ่งนี้เช้าเราไปส่งที่สนามบินนะ”
แล้วเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นพิสุทธิ์ก็ขับรถมารับนริศราตามนัด ลัคนาแอบเห็นเข้าก็ไม่พอใจ แต่ไม่แสดงออกต่อหน้า แถมยังทำเป็นอวยพรนริศราให้เดินทางปลอดภัย แต่พอลับหลังก็แอบยิ้มเยาะดูถูกเธอว่า
“ไปทำงานไร่...เชอะ ไล่ตามผู้ชายล่ะสิ”
ขณะนั่งรถไปด้วยกัน พิสุทธิ์ถามนริศราว่าตกลงได้บอกพี่ชายหรือยัง นริศรามีสีหน้าเซ็งๆขึ้นมาทันที
“อย่าว่าแต่พี่ณะเลย เอาแค่หลานๆพี่นายังไม่ยอมให้เราเจอเลย”
“บางทีการที่นิดแยกไปอย่างนี้ก็อาจจะทำให้นิดสบายใจกว่านะ”
“เราก็หวังอย่างนั้น”
“นิด สัญญาอะไรกับเราได้ไหม”
“อะไรเหรอ”
“ถ้านิดมีปัญหาอะไรก็ตามนิดต้องบอกเราเป็นคนแรกนะ”
“ได้จ้ะ กลัวแต่ว่าถึงตอนนั้นโป๊ะอาจจะตอบเราว่า...เฮ้ยนิด เราไปไม่ได้ เรากลัวแฟนเข้าใจผิด”
“แฟนเหรอ อืม...ไม่แน่นะ” พิสุทธิ์ตีหน้าทะเล้น นริศราเห็นแล้วแหย่ว่านั่นไง ไม่ทันไรจะทิ้งเพื่อนเสียแล้ว “ใครว่าล่ะ จะบอกให้นะ นายโป๊ะคนนี้จะมีแฟนก็ต่อเมื่อนิดใจอ่อนยอมเป็นแฟนเราเท่านั้น”
นริศราส่ายหน้าระอาใจ กระเซ้าเขาว่า “นี่ใจคอจะตื๊อเอาโล่เอาถ้วยกันเลยใช่ไหม”
พูดจบ สองคนก็หัวเราะไปด้วยกันอย่างมีความสุข...ข้างฝ่ายลัคนาพี่สะใภ้ตัวแสบของนริศรา พอน้องสามีพ้นไปจากบ้าน เธอก็รีบติดต่อไปยังณรงค์ที่สวีเดน ใส่ร้ายป้ายสีให้เขาฟังฉอดๆ
“พี่ณะคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว เมื่อคืนน้องนิดมาบอกนาว่าไม่อยากเรียนต่อแล้ว แต่อยากจะไปทำงานที่ต่างจังหวัด นาไม่เห็นด้วยเลยห้ามแกไว้ แต่พอตอนเช้านาตื่นลงมาก็เห็นมีผู้ชายมารับแกไปแล้วค่ะ”
“ไปแล้วงั้นเหรอ ยัยนิดไปกับใคร”
“ก็ผู้ชายเพื่อนน้องนิดที่มาตอนเผาจริงคุณพ่อไงคะ”
“แล้วทำไมนาไม่ห้ามนิด”
“ก็เพราะไปห้ามนี่ล่ะค่ะ น้องนิดก็มาด่าหาว่านาไม่มีมารยาทไปยุ่งเรื่องคนอื่น”
“มันชักจะมากเกินไปแล้ว ไม่เป็นไร ผมจะโทร.เข้ามือถือยัยนิดเอง”
ลัคนาตกใจรีบห้ามเสียงหลง พอณรงค์ถามหาเหตุผล เธอก็ทำเป็นเข้าอกเข้าใจนริศรา
“นาว่าที่แกทำไปก็คงเพราะยังทำใจเรื่องคุณพ่อไม่ได้ นาว่าเราควรจะค่อยๆดึงแกกลับมาดีกว่านะคะ อีกอย่างนาอยากให้คุณทุ่มเทกับการเรียนจะได้จบไวๆ นากับลูกๆคิดถึงคุณนะคะ”
“ก็ดีเหมือนกัน ยังไงนาต้องรายงานให้ผมทราบเป็นระยะนะ”
ลัคนารับปากแล้ววางสายด้วยความสะใจ
ooooooo










