ตอนที่ 1
ควันดำพวยพุ่งออกจากหลังโรงเก็บของ ม้วนตลบ กระจายไปทั่วตลาดสดร่วมใจเกื้อ
ท่ามกลางควันที่พวยพุ่งนั้น ผู้คนวิ่งกันอลหม่าน เสียงร้องอย่างตกใจ เสียงตะโกนเรียกกัน อื้ออึงจนฟังกันไม่ออกว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร
คิตตี้สาวนะยะเจ้าของร้านขายดอกไม้ ออกมายืนเต้นเร่าๆ เอาแต่ร้อง “อ๊าย...อ๊าย...” ขวางทางแม่ค้าที่วิ่งไปมา จนแม่ค้าคนหนึ่งตะโกนถามว่า
“อีคิตตี้...จะยืนให้ไฟมันตามมาเผาตรงนี้รึ จะไปทางไหนก็ไปสักทางสิ” ว่าแล้วก็คว้าถังน้ำแช่ดอกไม้สาดคิตตี้จนเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำ คิตตี้จึงได้สติวิ่งเตลิดไปทางหน้าตลาด
ที่เขียงหมู เต็กไฮ้ เห็นควันพวยพุ่งก็พยายามขนหมูหนี จนลักษณ์เมียคนไทยของเฮียตะโกนด่าว่าจะขนไปทำไมนักหนา เห็นหมูมีค่ากว่าชีวิตรึไง ด่าว่า “ตายเสียก็ดี ฉันจะได้มีผัวใหม่” ว่าแล้ววิ่งออกไป เต็กไฮ้ยกหมูพาดบ่าวิ่งตามไป ปากก็ร้อง “รออั๊วด้วย...อาลักษณ์...”
ที่ทางเดินในตลาด กิมฮวย เจ้าของแผงขายปลาทะเลสดกำลังวิ่งอ้าวมา แต่ก็พะวักพะวนหันมองข้างหลัง พลันก็วิ่งย้อนกลับไปลากกิมลั้งลูกสาววัยกำดัดที่ตามมาไม่ทัน ถามว่า “เรี่ยวแรงลื้อหายไปไหนหมดหา” แล้วลากแขนกิมลั้งที่เห็นหญิงแก่หนีไฟล้มลง เลยวิ่งกลับไปประคองหญิงแก่ขึ้นมาบอกให้ทำใจแข็งไว้ตนจะพยายามออกไป
กิมฮวยด่ากิมลั้งว่า อยากตายเป็นผีเฝ้าตลาดรึไง กิมลั้งถามว่า “แล้วม้าจะให้ยายนอนตายตรงนี้หรือ”
“แต่อีจะทำให้อั๊วกับลื้อตายตามไปด้วยเข้าใจไหม ญาติโยมก็ไม่ใช่ ปล่อยอีไว้ตรงนี้แหละ” พลางฉุดกิมลั้งไป
“ถ้าวันนี้คนที่ล้มเป็นม้า ม้าจะอยากให้คนอื่นช่วยไหม” กิมลั้งขืนตัวตะโกนถาม กิมฮวยเลยโวยวายกลบเกลื่อนว่า
“โอ๊ย...ก็ถ้าอยากจะช่วยอี ลื้อก็รีบๆ เข้าสิ” แล้วกิมฮวยก็เข้าไปช่วยประคองยายลุกขึ้น
ที่แผงขายผัก ติ๋มเมียเต๋าพี่ชายของต๋อง เจ้าของแผงซึ่งกำลังท้องแก่ กำลังประคองท้องตัวเองหนีไฟสะดุดอะไรบางอย่างล้มลง โชคดีที่เต๋าพุ่งเข้ามารับไว้ทัน ติ๋มดีใจโผเข้ากอดเต๋าจนเกือบล้มไปด้วยกัน ดีแต่เต๋าขืนตัวไว้ได้ ประคองเมียพาหนีออกจากตลาดอย่างทุลักทุเล
ที่หน้าตลาด ป้าพิณแม่ค้าขายข้าวแกงเห็นคนในตลาดวิ่งกรูกันออกมาก็ถามว่ามันเกิดขึ้นได้ไง ตนอยู่ตลาดนี้มานานร้อยวันพันปีไม่เคยมีเรื่องไฟไหม้ เขียวหวานผู้ช่วยป้าพิณบ่นว่าไฟไหม้ตลาดแบบนี้ตนตกงานแน่ คำมูล คนขายส้มตำชวนให้มาขายส้มตำด้วยกัน เลยถูกป้าพิณด่าว่าจะสอยลูกจ้างตนไปต่อหน้าต่อตาเลยหรือ
ระหว่างนั้น จะเด็ดเจ้าของร้านขายของชำ และคนทรงเดินเข้ามาถามว่ามีใครเรียกรถดับเพลิงรึยัง ชมพู่น้องสาวของน้อยหน่าเจ้าของร้านเสริมสวยถามว่าจะเด็ดเรียกแล้วรึยังล่ะ จะเด็ดตอบหน้าตาเฉยว่านึกว่ามีคนเรียกแล้ว เลยต่างมองกันอย่างตำหนิที่ไม่มีใครยอมเรียกรถดับเพลิงสักคน
“เอ๊า!!...แล้วมายืนนิ่งกันอยู่ทำไมล่ะเนี่ย ทำไมไม่ไปช่วยกันหาน้ำมาดับไฟ จะปล่อยให้ไฟมันไหม้ทั้งตลาดก่อนรึไงหา!” เสียงเลื่อนเด็กขนของในตลาดที่กำลังเข็นน้ำมาตะโกนถาม ถูกจะเด็ดย้อนถามว่าน้ำที่ขนมามันจะพอดับไฟรึไง
“ถึงมันจะน้อยยังไง ก็ยังมากกว่าน้ำใจคนแถวนี้ก็แล้วกัน รีบไปกันเถอะไอ้เลื่อน เสียเวลา” รักเร่เด็กขนของอีกคนเร่งเพื่อน แล้วช่วยกันเข็นน้ำไป ปล่อยให้พวกที่เอาแต่เกี่ยงกันมองหน้ากันกร่อยๆ เพราะโดนเด็กด่า
ooooooo
ที่โรงเก็บของหลังตลาด เลื่อนกับรักเร่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเอาน้ำที่เข็นมาสาดสวนเข้าไปในควันโขมงที่พุ่งออกมีเสียงตะโกนออกมาจากควันไฟอย่างหัวเสียว่า
“เฮ้ย...อะไรกันวะเนี่ย”
“เฮ้ย...หยุดดดดด!”
เลื่อนกับรักเร่หยุดสาดน้ำ มองหน้ากันงงๆ ถาม
กันว่า “อะไรวะ?” เขม้นมองเข้าไปในควันที่พุ่งออกมา เห็นบะหมี่กับเกี๊ยวกำลังแหวกควันออกมาหน้าตามอมแมม เลื่อนถามว่าสองคนไปทำอะไรกันในนั้น บะหมี่ทำหน้าขึงขังย้อนถามว่า
“ข้าซิต้องถามว่าพวกเอ็งทำอะไร อยู่ๆ เอาน้ำมาสาดพวกข้าทำไมเนี่ย”
“ก็พวกข้ามาดับไฟ เอ็งก็เห็นนี่ว่าไฟมันไหม้ควันโขมงออกอย่างนี้” รักเร่ทำเสียงเข้ม
“ไอ้โง่เอ๊ย...ใครบอกว่าไฟไหม้ ข้ากับไอ้บะหมี่กำลังเผาข้าวของที่พวกชาวบ้านเอาไปสะเดาะเคราะห์ไว้กับอาจารย์จะเด็ดต่างหาก” เกี๊ยวทำหน้าจะบ้าตาย
เลื่อนเซ็งจนบอกไม่ถูก บ่นว่า นึกว่าจะเผาตลาด ถามว่าแล้วคิดจะบอกใครบ้างไหม ตอนนี้คนในตลาดหนีตายกันเพราะคิดว่าไฟไหม้ รักเร่สะอึกออกไปขู่ว่า “ถ้าวันนี้มีคนหัวใจวายหรือเหยียบกันตายก็ให้รู้ไว้เลยว่าเพราะเอ็งสองคน!”
บะหมี่กับเกี๊ยวที่หน้ามอมแมมอยู่แล้ว พอโดนขู่ก็หน้าจ๋อยคิ้วตก เลยยิ่งดูไม่จืด...
ooooooo
บะหมี่กับเกี๊ยวเข็นรถออกมาหน้าบูด บ่นกันกะปอดกะแปด แต่ก็เห็นว่าดีเหมือนกัน พอเกิดเรื่องคับขันแบบนี้ขึ้น มันทำให้เราเห็นธาตุแท้ของคนในตลาดมากขึ้นด้วย เพราะทุกคนมีแต่หนีเอาตัวรอด คิดถึงแต่ตัวเองทั้งนั้น
เดินมาถึงหน้าตลาด เห็นเต๋ากำลังประคองติ๋มหนีไฟทุลักทุเล เลื่อนเลยบอกเอาบุญว่าไม่ต้องหนีไฟแล้ว เต๋าถามงงๆ ว่า “ทำไมวะ”
ฟังเลื่อนกับรักเร่เล่าแล้ว เต๋าประคองติ๋มกลับบ้านอย่างผ่อนคลายขึ้น แต่ในใจเคืองบะหมี่กับเกี๊ยวถึงขนาดเต๋าบอกว่า ถ้าติ๋มเป็นอะไรไปตนจะไปฆ่าบะหมี่ถึงที่เลย ติ๋มที่ท้องแก่จนเดินแทบไม่ไหวแทนที่จะห้ามกลับยุว่า
“ดีพี่ พี่จัดการไอ้บะหมี่ ฉันฆ่าไอ้เกี๊ยวเอง”
แต่ที่ทั้งสองเห็นพ้องกันคือ คนที่ตลาดใจดำ ไม่มีน้ำใจช่วยคนท้องกันเลย เต๋าบอกว่าโชคดีที่วันนี้ตนปิดอู่ครึ่งวันแวะมาหาติ๋มเลยเข้าไปรับตัวไว้ทัน ติ๋มบอกว่าต่อไปตนต้องระวังให้มากขึ้น
เต๋าไม่ให้ติ๋มไปขายผักอีก ติ๋มบอกว่าไม่ขายผักรายจ่ายไม่พอแน่ เต๋าจึงบอกว่า ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดขายผัก
“ก็ถ้าฉันไม่ขาย แล้วใครจะขายล่ะ”
“ไอ้ต๋องไง” เต๋าบอกอย่างมั่นใจที่จะให้ต๋องน้องชายที่กลับบ้านในช่วงปิดเทอมไปขายแทน
ooooooo
ฝ่าย “ไอ้ต๋อง” ที่เต๋าเอ่ยถึง กำลังขี่อยู่บนหลังสีดาควายคู่ใจอยู่กลางทุ่ง ทำท่าเหมือนเป่าขลุ่ยอยู่บนหลังควาย มีเสียงขลุ่ยพลิ้วกังวานไปทั้งทุ่ง มีฟองสบู่ลอยฟ่องไปรอบตัว แต่พอเข้าใกล้ กลายเป็นว่า ต๋องถือก้านใบมะละกอเป่าฟองสบู่แต่ทำท่าเหมือนเป่าขลุ่ย ส่วนเสียงขลุ่ยที่ไพเราะเพราะพริ้งนั้น ดังจากทรานซิสเตอร์ที่ห้อยอยู่ที่เขานังสีดานั่นเอง...
ไอ้แกละย่องมาข้างหลัง เอาหนังสติ๊กยิงใส่หลายลูกติดกัน ต๋องหันไปเห็นไอ้แกละก็ด่าลั่น “ไอ้แกละ ไอ้เด็กเว...” ด่าไม่ทันจบก็โดนลูกดินยิงเข้าที่คางอีกนัด คราวนี้ต๋องไม่ด่า แต่กระโดดลงจากหลังนังสีดาเดินย่างสามขุมเข้าหา ไอ้แกละวิ่งหนีซ้ำยังหันมาทำหน้าลิงหลอกเจ้าท้าให้ไล่ตามด้วย
ต๋องวิ่งไล่ไอ้แกละมาถึงใต้ถุนบ้าน กำลังจะพุ่งเข้าไปตะปบ ก็ถูกต่ิงผู้เป็นพ่อคว้าไหล่หมับ ต๋องหันไปเห็นแม่ยืนอยู่หลังพ่อ ไอ้แกละหัวเราะเยาะที่ต๋องทำอะไรตนไม่ได้ ต๋องจะเข้าไปเตะถูกต่ิงตวาดให้หยุดเดี๋ยวนี้ ถามว่ารังแกเด็กไม่อายรึไง
“มันต่างหากที่รังแกฉัน” ต๋องเถียง ต่ิงสวนทันทีว่า ก็ใช่ไง เอ็งรังแกมัน ต๋องทำหน้าเมื่อยพูดเสียงดังเพราะต่ิงหูตึงว่า “ไม่ใช่ ฉันบอกว่าไอ้แกละมันรังแกฉันก่อน”
ต่ิงย้อนถามว่าถ้าไม่ใช้วิธีนี้แล้วต๋องจะยอมกลับบ้านรึ ต๋องบอกว่า “บอกกันดีๆไม่เป็นรึไงพ่อ”
“อะไรนะ...เอ็งไม่เห็นว่าข้าเป็นพ่อ” ต่ิงโวยวาย ต๋องอยากจะบ้าตาย ตะโกนให้พ่อได้ยินชัดๆว่า
“ฉันบอกว่าจะเรียกกลับบ้านก็บอกกันดีๆ ไม่เห็นต้องส่งไอ้แกละไปทำร้ายฉันเลย”
ติ่งด่าต๋องว่าวันๆไม่ทำอะไร หายหัวไปแต่เช้าจนค่ำ แอบไปมีเมียไว้ที่ไหนหรือเปล่า ก็ถูกลูกชายตัวดีย้อนเอาว่า
“อย่าเอาฉันไปเทียบกับตัวเองนะพ่อ ถ้าฉันจะมีเมียสักคน ไม่เที่ยวแอบไปซุกไปซ่อนไว้ตามเถียงนาเหมือนพ่อหรอก” พอเห็นติ่งคว้าขันจะฟาดหัว ต๋องหลบแว้บไปอยู่หลังแม่ อ้อน “แม่...แม่จ๋า...แม่ดูสิ พ่อลงไม้ลงมือกับต๋อง”
“โถ...ๆๆ ขวัญเอ๊ยขวัญมา เต๋าลูกแม่” ต้อยหันไปกอดต๋องไว้ลูบหัวลูบหลัง
“ต๋องแม่...ไม่ใช่เต๋า” ต๋องผละจากกอดแม่บ่นอุบ “โอ๊ย...มีพ่อก็หูตึง มีแม่ก็อัลไซเมอร์”
“ชิชะไอ้ต๋อง แต่ถ้าไม่มีข้ากับแม่เอ็ง เอ็งก็ไม่มีวันได้ชิงหมาเกิดแบบนี้หรอกโว้ย”
“ทีอย่างนี้ละหูดีเชียวนะ แล้วตกลงเรียกฉันมาทำไมเนี่ย” ต๋องถามเซ็งๆ
ooooooo
ที่แท้ติ่งเรียกต๋องมาเพื่อบอกให้ไปขายผักแทนติ๋มตามแผนของเต๋า ต๋องโวยอีกตามเคยว่าตนปิดเทอมแค่ไม่กี่วันและมีธุระต้องทำอีกเยอะแยะ ถูกติ่ง ด่าว่าธุระบ้าบออะไร วันๆเอาแต่ขี่อยู่บนหลังนังสีดาอยู่กลางทุ่ง คิดแต่เรื่องแผลงๆ ทำอะไรแต่ละอย่างมีแต่ผ่าเหล่าผ่ากอ พาลคิดเลยเถิดบ่นว่า หน้าตาก็ไม่เหมือนตนเท่าไหร่ หันถามต้อยว่า
“ตกลงไอ้ต๋องนี่แกท้องกับฉันรึเปล่าหา แม่ต้อย”
“เออ...ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันน่ะพ่อติ่ง” ต้อยไพล่ตอบไปคนละเรื่อง ทำเอาติ่งตาเหลือกถามว่าอะไรนะ ต๋องเลยต้องตัดบทว่า
“จะเอาอะไรกับคนความจำเสื่อมล่ะพ่อ เอาเป็นว่าพ่อก็บอกพี่เต๋าแล้วกันว่าฉันไม่ว่าง”
ติ่งทั้งบ่นทั้งด่าต๋องหาว่าเห็นธุระของตัวเองสำคัญกว่าพี่น้อง ต๋องชี้แจงว่าที่ตนทำไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่มันเป็นประโยชน์กับทุกคน ติ่งไม่รู้จะทำอย่างไร เลยทั้งด่าทั้งแช่งยาวเหยียด...
“ไม่จริงหรอก เอ็งทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง ก็ได้...เอ็งอยากเห็นพี่สะใภ้เอ็งทนขายของจนแท้งลูกก็ตามใจ แล้วเอ็งก็จะกลายเป็นฆาตกรฆ่าหลานในใส้ ไอ้คนใจร้าย ใจดำ กรรมต้องสนองเอ็งเข้าสักวัน ถ้าเอ็งมีเมีย เมียเอ็งก็จะมีชู้ ถ้ามีลูก ลูกก็จะปัญญาอ่อน...”
“พอได้แล้วพ่อ จะให้ทำอะไรก็สั่งมาเลย” ต๋องตัดบทอย่างสุดที่จะทนถูกพ่อสาปแช่งอีก ติ่งเหล่ไปยิ้มกับต้อยทำนองได้ผล ต้อยยิ้มตอบสะกิดผัวทำเหนียมๆ เพราะเข้าใจเป็นอย่างอื่น
ooooooo
อีกสองวันต่อมา เต๋าพาต๋องไปสำรวจแผงขายผักแล้วออกมายืนดูเข่งผักที่วางเรียงรายอยู่ที่ทางเข้าตลาด เต๋าชี้เข่งผักสั่งต๋องว่าเดี๋ยวให้เอาผักพวกนี้ไปวางเรียงที่แผง ต๋องถามว่าต้องเรียงให้เด๊ะๆขนาดนั้นเลยหรือ
“มีปัญหาอะไรวะ แค่จัดผักนี่ทำไมต้องพลิกต้องแพลงต้องครีเอทีฟ เดี๋ยวข้าจะถีบเอ็งให้!” เต๋ายกเขาจะถีบ ต๋องรีบคว้าแขนพี่ชายถามว่าใจคอจะไม่ช่วยแบกเข่งเข้าไปก่อนหรือ หนักๆทั้งนั้น ตนเป็นคนนะไม่ใช่ควาย
“เอ็งน่ะควายไม่ใช่คน อยู่กับนังสีดาเยอะจนโง่เอ็งจะมายกของเองทำไม เขาจ้างรถเข็นแถวนี้กันทั้งนั้นแหละ” เต๋าด่า บ่น เบิ๊ดกะโหลกต๋อง แล้วเดินไป ทิ้งให้ต๋องยืนเกาหัวแกรกๆทำนองว่า...ทำไงดีวะตู
ที่ทางเข้าตลาดอีกมุมหนึ่ง กิมฮวยเจ้าของแผงปลาทะเลสดกับเคี้ยงช่วยกันยกลังปลาลงจากรถ พอเคี้ยงไปส่งของเจ้าอื่นต่อ กิมฮวยดักคออย่างระแวงว่า ไปส่งปลาล่ะ ถ้าจับได้ว่าไปส่งน้องปลาน้องปูที่ไหนล่ะก็น่าดู!
พอเคี้ยงขับรถออกไป กิมฮวยก็มองหาเด็กเข็นของในตลาด เห็นเลื่อนกำลังเข็นรถมาก็ร้องเรียกให้มาขนของให้หน่อย เลื่อนชี้ไปที่ต๋องบอกว่าพี่ชายคนนั้นเรียกก่อนแล้ว กิมฮวยมองขวับเสียงดังใส่ว่าเรียกที่ไหน ไม่เห็นได้ยิน
“น้าจ๊ะ...ถ้าจะเรียกใช้บริการแค่กวักมือเรียกน้องเขาก็รู้แล้ว ไม่เห็นต้องตะโกนเรียกเลย” ต๋องชี้แจง
กิมฮวยไม่เคยยอมใครอยู่แล้ว ตะแบงว่าไม่เห็นมีใครกวักมือเรียก ช่วยไม่ได้ ตะแบงว่า ตนแก่กว่าต้องได้ก่อน แล้วสั่งเลื่อนให้ยกลังปลาขึ้นรถเข็นเลย เลื่อนลังเล ต๋องไม่ยอมร้องเสียงดังอย่างมีอารมณ์ว่า
“อ๊าวววว...ได้ยังไงล่ะน้า นี่กรุงเทพฯนะ ไม่ใช่หนองหญ้าปล้องถึงจะได้ไม่ต้องเข้าคิว ใครมาก่อนก็ต้องได้ก่อน ไม่ใช่เกิดก่อนได้ก่อน”
“อั๊วจะเอาก่อนลื้อจะทำไม อั๊วอยู่ที่นี่มาตั้งเท่าไหร่ รู้ไหม อั๊วเป็นใคร” กิมฮวยเท้าสะเอวมือหนึ่งอีกมือตบอกผางๆ
ต๋องยียวนตามประสาว่าน้ายังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครแล้วฉันจะรู้ได้ไง กิมฮวยยิ่งโมโหเต้นเป็นเจ้าเข้าร้อง “ไอ้...ไอ้...” ต๋องเลยแนะนำตัวและลำดับญาติให้ฟังว่า ตนเป็นน้องชายเต๋าสามีติ๋มที่กำลังท้อง ตนมาขายผักแทนพี่ติ๋ม ตนก็น่าจะมีสิทธิ์เท่าเทียมกับคนในตลาด
กิมฮวยไม่ยอมแพ้สั่งให้กลับไปถามติ๋มก็แล้วกันว่าเจ๊กิมฮวยเป็นใคร ต๋องร้องอ๋อ...เหมือนรู้จักมักคุ้นดี ถามว่าเจ๊กิมฮวยคนที่ขายปลาเค็มใช่ไหม เลื่อนบอกว่าไม่ใช่เจ๊แกขายปลาทะเล ต๋องทำหน้าเซ่อหลอกด่าอีกว่า
“อ๋อ...สับสนนิดหน่อย เคยได้ยินมาว่า น้ากิมฮวย ขายปลาแล้วก็เค็ม ก็เลยนึกว่าขายปลาเค็ม”
กิมฮวยตัดบทสั่งเลื่อนให้ยกลังปลาขึ้นรถเข็นเดี๋ยวนี้ถ้ายังอยากให้ตนใช้บริการ เลื่อนมองหน้าต๋องอย่างเกรงใจ กิมฮวยเลยยกลังขึ้นรถเอง ต๋องเจอไม้นี้เลยตบมือป้องป่าวร้องเสียงลั่นตลาดว่า
“เอ้า...พ่อแม่พี่น้อง เร่เข้ามาจ้ะเร่เข้ามา มาดูผู้ใหญ่รังแกเด็กเร้ววว...มาทีหลังแต่แซงคิวคนอื่นเฉย ไม่รู้ว่าเป็นพ่อแม่ใครน่าอายแทนลูกหลานจริงจริ๊ง”
กิมฮวยแผดเสียงลั่นจนคนทั้งตลาดตกใจ พากันมามุงดูเพราะที่ตลาดนี้ไม่เคยมีใครกล้าตีฝีปากกับเจ๊เลย พากันถามจ้อกแจ้กว่าเกิดอะไรขึ้น
ooooooo
กิมลั้งถูกแม่ใช้ให้ไปซื้อกาแฟเย็นที่ร้านอาโก พอไปถึงก็ได้ฟังอาโกเล่าเรื่องที่แม่ตัวเองมีเรื่องกับเด็กใหม่ที่มาขายผักแทนติ๋มแล้ว อาโกเล่าอย่างออกรสจนกิมลั้งหัวเราะชอบใจ ถามอย่างเหลือเชื่อว่า ขนาดนั้นเลยหรืออาโก เป็นไปได้ยังไง
อาโกร้องไอ้หยา...ถามว่าขำที่แม่ตัวเองถูกเด็กใหม่อย่างอาต๋องลูบคมหรือ กิมลั้งยังไม่หายขำ บอกอาโกว่ารู้ๆกันอยู่ว่าแม่ของตนนั้นใช่ย่อยเสียที่ไหน เจอมวยถูกคู่จริงๆ บอกอาโกว่าอยากเห็นคู่กรณีของแม่จริงๆว่าหน้าตาเป็นยังไง
“เดี๋ยวลื้อก็ได้เห็น วันนี้ขายของวันแรก อีเลยวิ่งวุ่นเป็นหนูติดจั่น แต่ว่าไปนะ...อีหล่อเข้าขั้นเลยแหละ”
“คงหล่อไม่พอน่ะ ม้าถึงไม่ประทับใจ อ้อ...โอเลี้ยงน่ะชงเข้มๆล่ะโกไม่งั้นเจอเจ๊กิมฮวยบ่นสามวันไม่หยุดแน่ แล้วก็ด่วนด้วยนะ เจ๊แกอยากโอเลี้ยงจัดจนจะลงแดงแล้ว” บอกอาโกแล้วกิมลั้งไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่โต๊ะ
“โก...โอเลี้ยงชื่นใจด่วนๆ ถุง” ต๋องเดินเข้ามาสั่งหน้ามันแผล็บแบบหิวน้ำจัด แล้วยืนรออาโกที่รับปากทันที
ครู่เดียวอาโกก็เอาถุงโอเลี้ยงมาแขวนที่หน้าโต๊ะ ต๋องหันกลับมาอีกทีเห็นถุงโอเลี้ยงก็คว้าหมับดูดอั้กๆชมว่ารวดเร็วทันใจดีจริง ควักสตางค์วางไว้ให้ อาโกหันมาเห็นตกใจร้องบอก
“ไอ้หยา...นั่นมันไม่ใช่ของลื้อ” กิมลั้งได้ยินถามว่าอะไรโก “อาต๋องน่ะสิ ดันหยิบโอเลี้ยงของเจ๊กิมฮวยไปดูด”
ทั้งกิมลั้งและต๋องมองหน้ากันขวับ ต่างชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะเปิดฉากสงครามน้ำลายกัน
กิมลั้งหาว่าต๋องทะเลาะกับแม่แล้วมาแกล้งดูดกาแฟแก้แค้น ต๋องบอกว่าตนไม่รู้เห็นอาโกแขวนไว้นึกว่าเป็นของตน ถูกกิมลั้งด่าว่า แบบนี้เรียกว่าไม่ใช้สมอง มีที่ไหนสั่งปุ๊บได้ปั๊บแบบนี้
ต๋องเถียงว่าก็เพราะตนสมองเยอะกว่าเธอ ถึงได้คิดว่าอาโกชงไว้เยอะๆ จะได้ขายได้ทันใจลูกค้า
“มันก็ต้องใช้เวลาตักน้ำแข็งใส่ถุงผูกหนังยางกันบ้างล่ะ แต่ถ้าคนขายยื่นของมาให้ภายในไม่กี่วินาทีที่สั่งมันก็ต้องรู้ด้วยเซ้นส์ แล้วที่สำคัญฉันนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ ไม่คิดบ้างรึไงว่าคนเขารออะไรอยู่” กิมลั้งลุกขึ้นฉอดๆ อย่างเอาเรื่อง
อาโกไม่อยากให้มีเรื่องกันในร้านบอกกิมลั้งใจเย็นๆ เดี๋ยวตนชงให้ใหม่ เธอไม่ยอม ต๋องเลยส่งถุงที่ดูดแล้วให้ ถูกด่าอีกว่าบ้ารึไง เอาโอเลี้ยงที่ดูดแล้วให้แม่ตน ต๋องถามว่าแล้วจะเอายังไง รอนิดรอหน่อยไม่ได้ก็ต้องแก้แบบนี้แหละ
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมแม่ฉันถึงได้เกลียดหน้าเธอตั้งแต่แรกที่เจอ”
“อย่างกับฉันรักแม่เธอตายงั้นแหละ เธอเองก็ระวังตัวไว้เถอะ ขืนถอดนิสัยแบบแม่มาขนาดนี้ ผู้ชายได้หนีกันกระเจิง” กิมลั้งลอยหน้าบอกว่าผู้ชายโง่ๆ ที่มองไม่เห็นเนื้อในที่ผ่องแผ้วนพคุณของตนให้มันหนีไปไกลๆน่ะดีแล้ว ต๋องเบ้ปาก “โห...หลงตัวเองเข้าขั้น อยากรู้แล้วซิว่าผู้ชายประเภทไหนที่คู่ควรกับเธอ”
กิมลั้งพูดใส่หน้าว่าไม่ใช่ผู้ชายแบบที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนก็แล้วกัน ต๋องปรามาสว่าจำคำพูดตัวเองเอาไว้ อย่าให้รู้ก็แล้วกันว่าแอบเอาตนไปฝันถึง กิมลั้งบอกว่าแค่คิดก็ขยะแขยงแล้ว ต๋องฉุนเลยเข้าไปจับตัวกิมลั้งดึงเข้าไปจนใกล้ ทำเอากิมลั้งทั้งตกใจทั้งมึนในความหล่อ พอรู้สึกตัวก็ผลักต๋องออกทำเสียงเข้มว่า “ทำอะไรของเธอ”
ต๋องบอกว่าก็แค่อยากพิสูจน์ว่าขยะแขยงตนจริงหรือเปล่า กิมลั้งเถียงไม่ออกแถไปว่าถ้าไม่ขยะแขยงแล้วจะผลักออกหรือ ต๋องทำหน้าอำๆ บอกว่าที่ผลักน่ะเพราะเธอหวั่นไหว ถูกกิมลั้งด่าว่าเพ้อเจ้อแล้วรีบเดินหนีไป ต๋องตะโกนตามไปว่า
“พอเมมโมรี่หน้าฉันจนขึ้นใจก็รีบไปเลยนะ”
กิมลั้งไม่กล้าหันมองเดินงอนๆ แต่แอบยิ้มเขินๆ ส่วนต๋องก็มองตามเหม่อๆ
ooooooo
ขณะกิมฮวยกำลังเล่าเรื่องที่ถูก “ไอ้เด็กเวร” ย้อนเอาจนอับอายคนทั้งตลาดให้จะเด็ดฟังอยู่นั่นเอง กิมลั้งก็เดินหน้ากรึ่มๆกลับมามือเปล่า กิมฮวยที่โมโหจนคอแห้งถามว่าไหนล่ะโอเลี้ยง กิมลั้งตอบเอาตัวรอดได้แบบไม่ต้องวางแผนเลยว่า อาโกน้ำตาลหมดตนเลยกลับมาก่อน เดี๋ยวจะไปซื้อให้
กิมฮวยบ่นอุบอิบที่ไม่ได้กินโอเลี้ยง กิมลั้งหยอกแม่ว่าบ่นมากแก่เร็วนะ เลยถูกแม่หันขวับมาแหวใส่ว่า
“เป็นลื้อ ลื้อจะทนไหวไหม เจอคนเฮงซวยแต่เช้า ไม่รู้ผีเจาะปากมันมาพูดรึยังไง แต่ละคำแสบๆ ทั้งนั้น พ่อมันต้องเป็นกรรไกร แม่มันต้องเป็นมีดแถมมันยังทำตัวเป็นลิงหลอกเจ้า เห็นแล้วกวนประสาท”
กิมฮวยด่าไม่ทันขาดคำ ต๋องก็เดินเข้าตลาดมากิมฮวยหันมองขวับเหมือนงูเตรียมฉก พ่อค้าแม่ค้าต่างมองกันตาไม่กะพริบว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก แต่จู่ๆต๋องก็ยิ้มหวานให้ กิมฮวยสะบัดหน้าใส่ ที่แท้ต๋องยิ้มให้กิมลั้งที่อยู่หลังแม่ พอกิมฮวยเอะใจหันมอง รู้ว่าต๋องยิ้มให้ลูกสาว ก็ทำท่าเหมือนจงอางหวงไข่ขึ้นมา จ้องต๋องเขม็งรีบเอาตัวบังกิมลั้งไว้
ต๋องเอนตัวยิ้มให้กิมลั้ง กิมฮวยเอนตัวบัง เลยเหมือนเล่นจ๊ะเอ๋กันอยู่ตรงนั้น พอรู้สึกตัวกิมฮวยก็ตวาด
“เฮ้ย...เล่นบ้าอะไรของลื้อวะ”
“แหม...ก็ฉันเป็นเด็กใหม่ก็เลยพยายามจะทำความรู้จักกับทุกคนไงจ๊ะน้ากิมฮวย นั่นกิมแช...ลูกสาวน้าใช่ไหม ฉันต๋องนะ ยินดีที่ได้รู้จัก”
กิมลั้งงงๆ ไม่รู้ว่าต๋องจะมาไม้ไหนอีก เลยพยักหน้าไปไม่ทันคิด กิมฮวยโพล่งไปว่าลูกสาวตนไม่อยากรู้จักลื้อ ต๋องตีหน้าซื่อถามว่าทำไมล่ะ กิมฮวยบอกว่าพวกตนชอบคบคน ไม่ชอบคบหมา ต๋องรีบเอามือคลำก้นบอกว่าตนก็ไม่มีหางนี่
“โอ๊ย...ไม่ต้องมีหางหรอก ปากยื่นปากยาว ชอบ เห่า ชอบกัด ลื้อก็มีคุณสมบัติเป็นหมาแล้ว” ถูกต๋องยียวนว่าตนกับน้าพูดกันรู้เรื่องก็น่าจะเป็นประเภทเดียวกัน
กิมฮวยถูกกวนประสาทโมโหตัวสั่น หันไปคว้าปลาในถาดจะปา ต๋องรีบขอร้องว่าพอแล้ว เมื่อเช้าก็ให้ไปทำกับข้าวตัวหนึ่งแล้วไง กิมฮวยชะงักวางปลาลงในถาด หันไปสั่งกิมลั้งให้ไปซื้อโอเลี้ยงเดี๋ยวนี้เลย
“ได้จ้ะม้า ใจเย็นๆนะรอแป๊บ...” กิมลั้งกำลังจะขยับออกไป ก็มีเสียงกรี๊ดลั่นตลาดทำให้ต้องหันมอง จึงเห็นพวกแม่ค้าสาวๆในตลาดและแถวตลาดพากันมากรี๊ดความหล่อของต๋องอย่างคลั่งไคล้จนแทบจะทึ้งจะแทะกันเลยทีเดียว
“เชอะ! รุมกันเหมือนแมลงวันตอมขี้ ผู้ชายห่วยๆ แบบนี้มันมีอะไรน่าพิศวาสนักหนา” แล้วปรามกิมลั้ง “ลื้ออย่าพลาดไปหาผัวกะหลั่วๆแบบนี้มาเป็นลูกเขยอั๊วเด็ดขาด เออ...รีบไปซิ ผัวน่ะลื้อไม่ต้องหาหรอก เพราะอั๊วหาให้เรียบร้อยแล้ว”
กิมลั้งถามเซ็งๆว่าแม่ยังไม่เลิกจับคู่ตนกับลูกชายอาเต็กไฮ้อีกหรือ กิมฮวยตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่าเลิกได้ยังไง ในเมื่อเราตกลงกันไว้ตั้งแต่กิมลั้งยังไม่เกิดด้วยซ้ำ
“เอ๊า...ก็ถ้าอยากดองกันนัก ตอนนั้นทำไมม้าไม่แต่งงานกับเต็กไฮ้ไปเลยให้หมดเรื่อง” กิมลั้งบ่นเซ็งๆ
กิมฮวยไม่พูดแต่มองลูกสาวอย่างเบื่อหน่ายที่ช่างไม่เข้าใจอะไรเอาเสียเลย
ที่ห้องอาหารบ้านกิมฮวยวันนี้จึงมีครอบครัวกิมฮวย อันมีเคี้ยง กิมลั้งและกิมแชน้องสาวพร้อมหน้า ส่วนอีกครอบครัวเต็กไฮ้พาลักษณ์มาด้วย ทั้งสองครอบครัวมาระลึกอดีตเพื่อให้รุ่นลูกอย่างกิมลั้งกับกิมแชเข้าใจอนาคตที่จะต้องเป็นไป
เริ่มจากเต็กไฮ้เล่าว่า เมื่อก่อนพ่อแม่ตนกับพ่อแม่ของกิมฮวยจับมือสาบานกันต่อหน้าบรรพบุรุษว่า ถ้ามีลูกจะให้ลูกได้แต่งงานกัน แต่บังเอิญตนไปทำลักษณ์ท้องและกิมฮวยก็มีเคี้ยงมาชอบ ที่สาบานไว้กับบรรพบุรุษเลยต้องยกเลิก
กิมฮวยเสริมว่าคำสาบานที่ให้กับบรรพบุรุษนั้นสำคัญ ถ้าใครไม่ทำตามก็จะมีอันเป็นไป พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายเลยให้พวกตนเลือกว่าจะทำตามคำสัญญาหรือจะยกยอดไปให้ลูกที่จะเกิดมาทำแทน ทั้งกิมฮวยและเต็กไฮ้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ให้ลูกทำแทน”
“เฮ้อ...ลูกก็เลยต้องซวยแทน” กิมลั้งพลั้งปากออกมา ถูกกิมฮวยถามว่าพูดอะไร กิมลั้งเอาตัวรอดได้อย่างลื่นไหลตามเคยว่า “อั๊วบอกว่าลูกๆก็เลยต้องช่วยทำแทน”
กิมฮวยถามกิมลั้งว่า ตอนนี้เข้าใจรึยังว่าทำไมต้องแต่งงานกับจาตุรงค์ลูกอาเจ็กเต็กไฮ้
“แล้วเกิดตอนนี้เจ๊กิมลั้งท้องอยู่กับผู้ชายอื่นล่ะ” กิมแชขี้สงสัยถามขึ้น ทำเอาทุกคนตกใจ จนกิมแชต้องรีบบอกว่าตนแค่ติ๋งต่างเท่านั้น กิมฮวยถอนใจโล่งอกด่ากิมแชว่าซี้ซั้วต่า และตนจะไม่ยอมให้เป็น
อย่างนั้นเด็ดขาด เพราะถ้าผิดสัญญากับบรรพบุรุษอีกรุ่นตระกูลของเราล่มจมแน่
เคี้ยงเห็นว่ากิมลั้งถูกกดดันมากเลยตัดบทว่าเลิกพูดเรื่องเครียดๆ ดีกว่า แต่ก็ถามเต็กไฮ้ว่าเมื่อไหร่จาตุรงค์จะมาเจอกับกิมลั้งเสียที ถ้าได้ไปมาหาสู่กัน ลูกของเราก็จะได้คุ้นเคยกันมากขึ้น กิมฮวยเสริมทันทีว่านั่นสิ เจอกันครั้งสุดท้ายตอนเด็กมาก ตนยังจำได้ว่าลูกๆเราชอบเล่นผัวเมียกันเป็นประจำ
“จริงๆด้วย แต่อั๊วรับรองว่าเล่นตอนโตนี่สนุกกว่าตอนเด็กแน่ๆอากิมลั้ง” เต็กไฮ้บอกกิมลั้ง แล้วพวกผู้ใหญ่ก็พากันหัวเราะชอบใจ กิมลั้งหันมองหน้ากิมแชยิ้มกันเขินๆ ทำนองว่า พวกผู้ใหญ่นี่คุยอะไรกันก็ไม่รู้ ลักษณ์เลยตัดบทว่า
“เอาเป็นว่า...อั๊วจะรีบบอกจาตุรงค์ให้มาหาหนูกิมลั้งแล้วกัน ที่ผ่านมาอีมัวแต่คร่ำเคร่งอยู่กับการเรียน เลยไม่ได้สนใจเรื่องอื่น นี่อีก็เพิ่งจบ คงมีเวลาทำความรู้จักกับหนูกิมลั้งมากขึ้น”
พูดแล้วพวกผู้ใหญ่ก็พากันออกไปอย่างยิ้มแย้มเบิกบานใจ ทิ้งให้กิมลั้งจมอยู่กับกองทุกข์ที่ต้องรับช่วงคำสัญญาที่ให้ไว้กับบรรพบุรุษต่อจากแม่ กิมแชสังเกตอยู่ ได้แต่มองพี่สาวอย่างเห็นใจ
พออยู่กันตามลำพัง กิมแชถามพี่สาวว่าเหนื่อยใจเหรอเจ๊ กิมลั้งถามว่ามันน่าเบื่อไหมล่ะที่เราทำอะไรกับชีวิตตัวเองไม่ได้ กิมแชเลยยุให้พี่สาวปฏิเสธเรื่องจาตุรงค์ไปเสีย
“คนในบ้านนี้ไม่ทำตามความต้องการของม้าได้ด้วยเหรอ”
“หรือบางทีมันถึงเวลาที่เราต้องหัดทำตามความต้องการของตัวเองสักทีไหมเจ๊” กิมแชกุมมือพี่สาวชวนก่อกบฏ กิมลั้งได้แต่ยิ้มเจื่อนๆเหมือนจะบอกน้องสาวว่า มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้...
ooooooo
เกิดเรื่องได้แค่ข้ามวัน ต๋องก็ถูกเต๋าโวยวายว่าไปมีเรื่องกับเจ๊กิมฮวยได้ยังไง รู้ไหมว่าเจ๊แกใหญ่แค่ไหน ในตลาดใครมีเรื่องกับเจ๊ก็เท่ากับปิดประตูตอกฝาโลงตัวเอง ตำหนิว่า ทุกอย่างติ๋มปูทางไว้พังหมดภายในวันเดียวที่ต๋องไปขายผักแทน
ต๋องพยายามชี้แจงว่าตนแค่ว่าไปตามความถูกต้อง ตามเหตุตามผล แต่ไปเถียงกับคนไม่มีเหตุผลก็เลยกลายเป็นความผิด
เต๋าสั่งต๋องว่าพรุ่งนี้ต้องไปขอโทษเจ๊กิมฮวยที่ตลาด เพราะมันคือทางเดียวที่เจ๊แกจะให้อภัย ต๋องเข้าใจไม่ได้ว่าในเมื่อตนไม่ได้ทำผิดอะไรทำไมต้องขอโทษและขอให้เจ๊ให้อภัย?? แต่ชี้แจงไม่ได้เพราะพออ้าปากเต๋าก็คว้าของจะเขวี้ยงใส่เสียแล้ว เลยต้องวิ่งเอาตัวรอดปลอดภัยไว้ก่อน
ดังนั้น รุ่งขึ้น ต๋องไปตลาดพร้อมถุงโอเลี้ยง พอเห็นเจ๊กิมฮวยต๋องก็เดินรี่เข้าไป ชาวตลาดพากันมองเป็นตาเดียว คิดว่าเดี๋ยวได้ดูฉากเด็ดแน่ เสือกำลังจะเผชิญกับสิงห์แล้ว
แต่แล้วทุกคนต้องผิดหวัง เพราะต๋องเอาถุงโอเลี้ยงที่เกี่ยวนิ้วก้อยมา ไปยื่นให้เจ๊กิมฮวยพร้อมคำขอโทษที่เผลอไผลล่วงเกินไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เล่นสำนวนว่า “ถ้าเป็นความบกพร่องก็เป็นความบกพร่องโดยสุจริต น้ากิมฮวยคงเข้าใจนะจ๊ะ”
เจ๊รับถุงโอเลี้ยงจากต๋อง มองหน้าแล้วค่อยๆ เททิ้ง บอกว่าความผิดไม่ได้ลบกันง่ายๆแบบนี้ มองโอเลี้ยงที่ถูกเทราดที่พื้นบอกว่า
“โอเลี้ยงถุงนี้ อั๊วถือว่ากรวดน้ำคว่ำขันให้สัมภเวสีอย่างลื้อก็แล้วกัน นับจากวันนี้ ผีก็อยู่ส่วนผี คนก็อยู่ส่วนคน อย่าปะปนกัน”
ชาวตลาดพากันลุ้นใจระทึก ฟังเจ๊กิมฮวยแล้วหันมองต๋องว่าจะตอบโต้อย่างไร
“ไม่เป็นไรจ้ะน้ากิมฮวย เด็กอย่างฉันได้ทำหน้าที่แสดงน้ำใจกับผู้ใหญ่ไปแล้ว แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่มีน้ำใจตอบกลับมาให้ฉันก็คงต้องทำใจ” พูดแล้วหันไปพูดกับชาวตลาดตาละห้อย “ทุกคนก็คงเห็นสิ่งที่ฉันพยายามทำแล้ว”
หลอกด่ากิมฮวยเนียนๆนิ่มๆแล้ว ต๋องก็ทำเป็นเดินเซื่องๆหงอยๆออกไป ชาวตลาดพากันร้อง “โถ...” แล้วหันไปซุบซิบกันเบาๆ กิมฮวยกลายเป็นคนโดดเดี่ยวก็ยิ่งโมโหฮึดฮัด เลื่อนกับรักเร่เห็นแจ๊แกโมโหฮึดฮัดก็ขำ ชมต๋องว่าเล่นเจ๊เสียแทบกระอัก นี่แค่มาวันสองวันเท่านั้นนะเนี่ย
“เหนือกระดาษยังมีซาลาเปา เหนือน้ำเน่ายังมียุงลายเว้ย” รักเร่เล่นคำคมที่แสนทื่อ จนเลื่อนสงสัยว่านี่เป็นคำชมหรือเปล่า “ชมจากใจจริงเว้ย เจ๊น่ะต้องเจอผู้ท้าชิงซะบ้าง ต่อไปเราคงมีคู่ขวัญคู่ใหม่ให้คนในตลาดลุ้นระทึกรายวันแน่ๆ”
เรื่องคู่กัดต่างวัยที่มีลุ้นกันเป็นรายวัน กลายเป็นเรื่องคุยกันมันทั้งในตลาด และละแวกนั้นชั่วโมงต่อชั่วโมง วันต่อวัน
ooooooo
เพราะตลาดร่วมใจเกื้อนับวันซบเซาเพราะมีห้างสรรพสินค้ามาเปิดใกล้ๆ และมีข่าวไฟไหม้จนหนีกันโกลาหลผู้คนยังไม่หายตกใจพากันไปซื้อของในห้างเกือบหมด วันนี้ชาวตลาดร่วมใจเกื้อจึงร่วมใจกันตั้งปะรำทำพิธีปัดรังควาน โดยมีจะเด็ดเป็นร่างทรง มีบะหมี่คอยตีระฆังเล็ก และเกี๊ยวคอยเคาะกะลา
ครู่เดียวร่างจะเด็ดก็สั่นพั่บๆมีเสียงครืดคราดชาวตลาดที่มาร่วมพิธีพากันฮือฮา กิมฮวยพูดอย่างตื่นเต้นว่า
“เจ้าพ่อสมิงดำลงประทับแล้ว...”
ครู่เดียวจะเด็ดก็เงยหน้าชี้กราดด่าทุกคนว่าเรียกตนมาทำไมตอนนี้ รู้ๆอยู่ว่าเป็นช่วงจำศีลของตนแล้วปัดกวาดข้าวของล้มกลิ้งกระจัดกระจาย เกี๊ยวรีบเทเหล้าจากไหใส่ถ้วยตะไลส่งสัญญาณให้กิมฮวยเอาไปถวายเจ้า พอเจ้ารับไปซดก็อารมณ์ดีขึ้น กิมฮวยพูดอย่างนอบน้อมว่า
“ขอโทษด้วยค่ะท่าน ลูกช้างรอไม่ไหวแล้วจริงๆ ถ้าไม่รีบอัญเชิญท่านมาตอนนี้ คงได้พากันซี้หมู่แหงๆ”
“จริงครับท่าน ตอนนี้ตลาดร่วมใจเกื้อของเราน่ะซบเซามาก ลูกค้าหดหาย คนขายหดหู่ ยิ่งมีห้างใหม่มาเปิดข้างหน้าตลาดเราก็แทบจะกลายเป็นป่าช้าแล้ว” เต็กไฮ้ช่วยเสริม
“เรื่องแบบนี้แล้วแต่เวรกรรมเว้ย ใครทำบุญมากก็ได้มาก ทำบุญน้อยก็ได้น้อย” จะเด็ดกวาดตามองทุกคน ชาวตลาดรีบพากันควักเงินใส่พานที่อยู่ตรงหน้าจะเด็ดกันให้ควั่ก จะเด็ดทำท่าเหมือนไม่สนใจเงิน ถามว่า “แล้วเอ็งจะให้ข้าช่วยอะไร”
คิตตี้ขอให้ช่วยปัดรังควานอาเพศ ที่ครอบคลุมตลาดเราอยู่ เห็นว่ามีแต่ท่านเท่านั้นที่จะช่วยพวกเราได้ ชาวตลาดพากันยกมือไหว้ท่านพูดพร้อมกันว่า
“ช่วยพวกเราด้วย...”
ooooooo
อีกมุมหนึ่งของตลาด ต๋องกับพรรคพวกกำลังซ้อมดนตรีกันอยู่ ต๋องมองไปที่ปะรำพิธีเห็นชาวตลาดพนมมือไหว้จะเด็ดกันปลกๆ ก็หันลำโพงไปทางปะรำพิธี แผดเสียงร้องเพลงฮิพฮอพให้ทะลุทะลวงเข้าไปในพิธี...
“...ไม่ช่วยตัวเองแล้วใครจะช่วย ไม่ช่วยตัวเองแล้วใครจะช่วย อยากมีเงินทองร่ำรวยก็ต้องช่วยตัวเองไง ไม่มีใครได้ไปทางลัด บนบาน หมอบคลาน ปัดเดี๋ยวปั๊ด...”
ต๋องร้องเพลงพลางก็ชำเลืองไปทางปะรำพิธีเห็นทุกคนยังง่วนอยู่กับพิธีของจะเด็ด เลยแผดเสียงดังยิ่งขึ้น
“...เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวอ่อนหัด รอฟ้าฝนแล้วได้ผลไหม...ฮาฟ...มัวงอไม้งอมือไม่ยืนหยัด บอกได้เลยครับ คงต้องซวยกันต่อไป...โอม...เพี้ยง...”
เสียงเพลงที่ดังลั่นและเนื้อเพลงที่เสียดสี ทำให้จะเด็ดเสียสมาธิท่องคาถาผิดๆถูกๆ อาการสั่นมากขึ้นเพราะโกรธจัด ชาวตลาดพากันตกใจ กิมฮวยหันด่าต๋องที่แผดเสียง “ไอ้เวรต๋อง...” แล้วลุกเดินอ้าวไป เคี้ยงเป็นห่วงเลยตามไปด้วย
พอไปถึงกิมฮวยก็ด่าต๋องว่าจงใจกวนประสาทใช่ไหม ไม่เห็นหรือว่าเขากำลังทำพิธีกันอยู่ ต๋องอ้างว่าพวกตนซ้อมดนตรีกันตรงนี้ประจำอยู่แล้ว เห็นชาวตลาดเครียดๆเลยมาเล่นดนตรีให้ฟังยังไม่ดีอีกหรือ
ต๋องถูกกิมฮวยด่า ต๋องยิ่งอธิบายยิ่งชี้แจงก็เหมือนยิ่งยั่วให้กิมฮวยโมโห หันไปคว้าไม้กวาดแถวนั้นจะฟาด ต๋องกับเพื่อนเลยต้องเก็บเครื่องดนตรีถอยไปแต่โดยดี
กิมฮวยกลับไปที่ปะรำพิธีรับน้ำมนต์ที่จะเด็ดกำลังพรมให้ชาวตลาด กิมฮวยรีบเข้าไปรับน้ำมนต์ด้วยใบหน้าอิ่มสุขราวกับรับน้ำทิพย์จากสวรรค์ก็ไม่ปาน...
ooooooo










