ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

รักเกิดในตลาดสด

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

รักเกิดในตลาดสด ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ควันดำพวยพุ่งออกจากหลังโรงเก็บของ ม้วนตลบ กระจายไปทั่วตลาดสดร่วมใจเกื้อ

ท่ามกลางควันที่พวยพุ่งนั้น ผู้คนวิ่งกันอลหม่าน เสียงร้องอย่างตกใจ เสียงตะโกนเรียกกัน อื้ออึงจนฟังกันไม่ออกว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร

คิตตี้สาวนะยะเจ้าของร้านขายดอกไม้ ออกมายืนเต้นเร่าๆ เอาแต่ร้อง “อ๊าย...อ๊าย...” ขวางทางแม่ค้าที่วิ่งไปมา จนแม่ค้าคนหนึ่งตะโกนถามว่า

“อีคิตตี้...จะยืนให้ไฟมันตามมาเผาตรงนี้รึ จะไปทางไหนก็ไปสักทางสิ” ว่าแล้วก็คว้าถังน้ำแช่ดอกไม้สาดคิตตี้จนเปียกเป็นลูกหมาตกน้ำ คิตตี้จึงได้สติวิ่งเตลิดไปทางหน้าตลาด

ที่เขียงหมู เต็กไฮ้ เห็นควันพวยพุ่งก็พยายามขนหมูหนี จนลักษณ์เมียคนไทยของเฮียตะโกนด่าว่าจะขนไปทำไมนักหนา เห็นหมูมีค่ากว่าชีวิตรึไง ด่าว่า “ตายเสียก็ดี ฉันจะได้มีผัวใหม่” ว่าแล้ววิ่งออกไป เต็กไฮ้ยกหมูพาดบ่าวิ่งตามไป ปากก็ร้อง “รออั๊วด้วย...อาลักษณ์...”

ที่ทางเดินในตลาด กิมฮวย เจ้าของแผงขายปลาทะเลสดกำลังวิ่งอ้าวมา แต่ก็พะวักพะวนหันมองข้างหลัง พลันก็วิ่งย้อนกลับไปลากกิมลั้งลูกสาววัยกำดัดที่ตามมาไม่ทัน ถามว่า “เรี่ยวแรงลื้อหายไปไหนหมดหา” แล้วลากแขนกิมลั้งที่เห็นหญิงแก่หนีไฟล้มลง เลยวิ่งกลับไปประคองหญิงแก่ขึ้นมาบอกให้ทำใจแข็งไว้ตนจะพยายามออกไป

กิมฮวยด่ากิมลั้งว่า อยากตายเป็นผีเฝ้าตลาดรึไง กิมลั้งถามว่า “แล้วม้าจะให้ยายนอนตายตรงนี้หรือ”

“แต่อีจะทำให้อั๊วกับลื้อตายตามไปด้วยเข้าใจไหม ญาติโยมก็ไม่ใช่ ปล่อยอีไว้ตรงนี้แหละ” พลางฉุดกิมลั้งไป

“ถ้าวันนี้คนที่ล้มเป็นม้า ม้าจะอยากให้คนอื่นช่วยไหม” กิมลั้งขืนตัวตะโกนถาม กิมฮวยเลยโวยวายกลบเกลื่อนว่า

“โอ๊ย...ก็ถ้าอยากจะช่วยอี ลื้อก็รีบๆ เข้าสิ” แล้วกิมฮวยก็เข้าไปช่วยประคองยายลุกขึ้น

ที่แผงขายผัก ติ๋มเมียเต๋าพี่ชายของต๋อง เจ้าของแผงซึ่งกำลังท้องแก่ กำลังประคองท้องตัวเองหนีไฟสะดุดอะไรบางอย่างล้มลง โชคดีที่เต๋าพุ่งเข้ามารับไว้ทัน ติ๋มดีใจโผเข้ากอดเต๋าจนเกือบล้มไปด้วยกัน ดีแต่เต๋าขืนตัวไว้ได้ ประคองเมียพาหนีออกจากตลาดอย่างทุลักทุเล

ที่หน้าตลาด ป้าพิณแม่ค้าขายข้าวแกงเห็นคนในตลาดวิ่งกรูกันออกมาก็ถามว่ามันเกิดขึ้นได้ไง ตนอยู่ตลาดนี้มานานร้อยวันพันปีไม่เคยมีเรื่องไฟไหม้ เขียวหวานผู้ช่วยป้าพิณบ่นว่าไฟไหม้ตลาดแบบนี้ตนตกงานแน่ คำมูล คนขายส้มตำชวนให้มาขายส้มตำด้วยกัน เลยถูกป้าพิณด่าว่าจะสอยลูกจ้างตนไปต่อหน้าต่อตาเลยหรือ

ระหว่างนั้น จะเด็ดเจ้าของร้านขายของชำ และคนทรงเดินเข้ามาถามว่ามีใครเรียกรถดับเพลิงรึยัง ชมพู่น้องสาวของน้อยหน่าเจ้าของร้านเสริมสวยถามว่าจะเด็ดเรียกแล้วรึยังล่ะ จะเด็ดตอบหน้าตาเฉยว่านึกว่ามีคนเรียกแล้ว เลยต่างมองกันอย่างตำหนิที่ไม่มีใครยอมเรียกรถดับเพลิงสักคน

“เอ๊า!!...แล้วมายืนนิ่งกันอยู่ทำไมล่ะเนี่ย ทำไมไม่ไปช่วยกันหาน้ำมาดับไฟ จะปล่อยให้ไฟมันไหม้ทั้งตลาดก่อนรึไงหา!” เสียงเลื่อนเด็กขนของในตลาดที่กำลังเข็นน้ำมาตะโกนถาม ถูกจะเด็ดย้อนถามว่าน้ำที่ขนมามันจะพอดับไฟรึไง

“ถึงมันจะน้อยยังไง ก็ยังมากกว่าน้ำใจคนแถวนี้ก็แล้วกัน รีบไปกันเถอะไอ้เลื่อน เสียเวลา” รักเร่เด็กขนของอีกคนเร่งเพื่อน แล้วช่วยกันเข็นน้ำไป ปล่อยให้พวกที่เอาแต่เกี่ยงกันมองหน้ากันกร่อยๆ เพราะโดนเด็กด่า

ooooooo

ที่โรงเก็บของหลังตลาด เลื่อนกับรักเร่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเอาน้ำที่เข็นมาสาดสวนเข้าไปในควันโขมงที่พุ่งออกมีเสียงตะโกนออกมาจากควันไฟอย่างหัวเสียว่า

“เฮ้ย...อะไรกันวะเนี่ย”

“เฮ้ย...หยุดดดดด!”

เลื่อนกับรักเร่หยุดสาดน้ำ มองหน้ากันงงๆ ถาม

กันว่า “อะไรวะ?” เขม้นมองเข้าไปในควันที่พุ่งออกมา เห็นบะหมี่กับเกี๊ยวกำลังแหวกควันออกมาหน้าตามอมแมม เลื่อนถามว่าสองคนไปทำอะไรกันในนั้น บะหมี่ทำหน้าขึงขังย้อนถามว่า

“ข้าซิต้องถามว่าพวกเอ็งทำอะไร อยู่ๆ เอาน้ำมาสาดพวกข้าทำไมเนี่ย”

“ก็พวกข้ามาดับไฟ เอ็งก็เห็นนี่ว่าไฟมันไหม้ควันโขมงออกอย่างนี้” รักเร่ทำเสียงเข้ม

“ไอ้โง่เอ๊ย...ใครบอกว่าไฟไหม้ ข้ากับไอ้บะหมี่กำลังเผาข้าวของที่พวกชาวบ้านเอาไปสะเดาะเคราะห์ไว้กับอาจารย์จะเด็ดต่างหาก” เกี๊ยวทำหน้าจะบ้าตาย

เลื่อนเซ็งจนบอกไม่ถูก บ่นว่า นึกว่าจะเผาตลาด ถามว่าแล้วคิดจะบอกใครบ้างไหม ตอนนี้คนในตลาดหนีตายกันเพราะคิดว่าไฟไหม้ รักเร่สะอึกออกไปขู่ว่า “ถ้าวันนี้มีคนหัวใจวายหรือเหยียบกันตายก็ให้รู้ไว้เลยว่าเพราะเอ็งสองคน!”

บะหมี่กับเกี๊ยวที่หน้ามอมแมมอยู่แล้ว พอโดนขู่ก็หน้าจ๋อยคิ้วตก เลยยิ่งดูไม่จืด...

ooooooo

บะหมี่กับเกี๊ยวเข็นรถออกมาหน้าบูด บ่นกันกะปอดกะแปด แต่ก็เห็นว่าดีเหมือนกัน พอเกิดเรื่องคับขันแบบนี้ขึ้น มันทำให้เราเห็นธาตุแท้ของคนในตลาดมากขึ้นด้วย เพราะทุกคนมีแต่หนีเอาตัวรอด คิดถึงแต่ตัวเองทั้งนั้น

เดินมาถึงหน้าตลาด เห็นเต๋ากำลังประคองติ๋มหนีไฟทุลักทุเล เลื่อนเลยบอกเอาบุญว่าไม่ต้องหนีไฟแล้ว เต๋าถามงงๆ ว่า “ทำไมวะ”

ฟังเลื่อนกับรักเร่เล่าแล้ว เต๋าประคองติ๋มกลับบ้านอย่างผ่อนคลายขึ้น แต่ในใจเคืองบะหมี่กับเกี๊ยวถึงขนาดเต๋าบอกว่า ถ้าติ๋มเป็นอะไรไปตนจะไปฆ่าบะหมี่ถึงที่เลย ติ๋มที่ท้องแก่จนเดินแทบไม่ไหวแทนที่จะห้ามกลับยุว่า

“ดีพี่ พี่จัดการไอ้บะหมี่ ฉันฆ่าไอ้เกี๊ยวเอง”

แต่ที่ทั้งสองเห็นพ้องกันคือ คนที่ตลาดใจดำ ไม่มีน้ำใจช่วยคนท้องกันเลย เต๋าบอกว่าโชคดีที่วันนี้ตนปิดอู่ครึ่งวันแวะมาหาติ๋มเลยเข้าไปรับตัวไว้ทัน ติ๋มบอกว่าต่อไปตนต้องระวังให้มากขึ้น

เต๋าไม่ให้ติ๋มไปขายผักอีก ติ๋มบอกว่าไม่ขายผักรายจ่ายไม่พอแน่ เต๋าจึงบอกว่า ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดขายผัก

“ก็ถ้าฉันไม่ขาย แล้วใครจะขายล่ะ”

“ไอ้ต๋องไง” เต๋าบอกอย่างมั่นใจที่จะให้ต๋องน้องชายที่กลับบ้านในช่วงปิดเทอมไปขายแทน

ooooooo

ฝ่าย “ไอ้ต๋อง” ที่เต๋าเอ่ยถึง กำลังขี่อยู่บนหลังสีดาควายคู่ใจอยู่กลางทุ่ง ทำท่าเหมือนเป่าขลุ่ยอยู่บนหลังควาย มีเสียงขลุ่ยพลิ้วกังวานไปทั้งทุ่ง มีฟองสบู่ลอยฟ่องไปรอบตัว แต่พอเข้าใกล้ กลายเป็นว่า ต๋องถือก้านใบมะละกอเป่าฟองสบู่แต่ทำท่าเหมือนเป่าขลุ่ย ส่วนเสียงขลุ่ยที่ไพเราะเพราะพริ้งนั้น ดังจากทรานซิสเตอร์ที่ห้อยอยู่ที่เขานังสีดานั่นเอง...

ไอ้แกละย่องมาข้างหลัง เอาหนังสติ๊กยิงใส่หลายลูกติดกัน ต๋องหันไปเห็นไอ้แกละก็ด่าลั่น “ไอ้แกละ ไอ้เด็กเว...” ด่าไม่ทันจบก็โดนลูกดินยิงเข้าที่คางอีกนัด คราวนี้ต๋องไม่ด่า แต่กระโดดลงจากหลังนังสีดาเดินย่างสามขุมเข้าหา ไอ้แกละวิ่งหนีซ้ำยังหันมาทำหน้าลิงหลอกเจ้าท้าให้ไล่ตามด้วย

ต๋องวิ่งไล่ไอ้แกละมาถึงใต้ถุนบ้าน กำลังจะพุ่งเข้าไปตะปบ ก็ถูกต่ิงผู้เป็นพ่อคว้าไหล่หมับ ต๋องหันไปเห็นแม่ยืนอยู่หลังพ่อ ไอ้แกละหัวเราะเยาะที่ต๋องทำอะไรตนไม่ได้ ต๋องจะเข้าไปเตะถูกต่ิงตวาดให้หยุดเดี๋ยวนี้ ถามว่ารังแกเด็กไม่อายรึไง

“มันต่างหากที่รังแกฉัน” ต๋องเถียง ต่ิงสวนทันทีว่า ก็ใช่ไง เอ็งรังแกมัน ต๋องทำหน้าเมื่อยพูดเสียงดังเพราะต่ิงหูตึงว่า “ไม่ใช่ ฉันบอกว่าไอ้แกละมันรังแกฉันก่อน”

ต่ิงย้อนถามว่าถ้าไม่ใช้วิธีนี้แล้วต๋องจะยอมกลับบ้านรึ ต๋องบอกว่า “บอกกันดีๆไม่เป็นรึไงพ่อ”

“อะไรนะ...เอ็งไม่เห็นว่าข้าเป็นพ่อ” ต่ิงโวยวาย ต๋องอยากจะบ้าตาย ตะโกนให้พ่อได้ยินชัดๆว่า

“ฉันบอกว่าจะเรียกกลับบ้านก็บอกกันดีๆ ไม่เห็นต้องส่งไอ้แกละไปทำร้ายฉันเลย”

ติ่งด่าต๋องว่าวันๆไม่ทำอะไร หายหัวไปแต่เช้าจนค่ำ แอบไปมีเมียไว้ที่ไหนหรือเปล่า ก็ถูกลูกชายตัวดีย้อนเอาว่า

“อย่าเอาฉันไปเทียบกับตัวเองนะพ่อ ถ้าฉันจะมีเมียสักคน ไม่เที่ยวแอบไปซุกไปซ่อนไว้ตามเถียงนาเหมือนพ่อหรอก” พอเห็นติ่งคว้าขันจะฟาดหัว ต๋องหลบแว้บไปอยู่หลังแม่ อ้อน “แม่...แม่จ๋า...แม่ดูสิ พ่อลงไม้ลงมือกับต๋อง”

“โถ...ๆๆ ขวัญเอ๊ยขวัญมา เต๋าลูกแม่” ต้อยหันไปกอดต๋องไว้ลูบหัวลูบหลัง

“ต๋องแม่...ไม่ใช่เต๋า” ต๋องผละจากกอดแม่บ่นอุบ “โอ๊ย...มีพ่อก็หูตึง มีแม่ก็อัลไซเมอร์”

“ชิชะไอ้ต๋อง แต่ถ้าไม่มีข้ากับแม่เอ็ง เอ็งก็ไม่มีวันได้ชิงหมาเกิดแบบนี้หรอกโว้ย”

“ทีอย่างนี้ละหูดีเชียวนะ แล้วตกลงเรียกฉันมาทำไมเนี่ย” ต๋องถามเซ็งๆ

ooooooo

ที่แท้ติ่งเรียกต๋องมาเพื่อบอกให้ไปขายผักแทนติ๋มตามแผนของเต๋า ต๋องโวยอีกตามเคยว่าตนปิดเทอมแค่ไม่กี่วันและมีธุระต้องทำอีกเยอะแยะ ถูกติ่ง ด่าว่าธุระบ้าบออะไร วันๆเอาแต่ขี่อยู่บนหลังนังสีดาอยู่กลางทุ่ง คิดแต่เรื่องแผลงๆ ทำอะไรแต่ละอย่างมีแต่ผ่าเหล่าผ่ากอ พาลคิดเลยเถิดบ่นว่า หน้าตาก็ไม่เหมือนตนเท่าไหร่ หันถามต้อยว่า

“ตกลงไอ้ต๋องนี่แกท้องกับฉันรึเปล่าหา แม่ต้อย”

“เออ...ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันน่ะพ่อติ่ง” ต้อยไพล่ตอบไปคนละเรื่อง ทำเอาติ่งตาเหลือกถามว่าอะไรนะ ต๋องเลยต้องตัดบทว่า

“จะเอาอะไรกับคนความจำเสื่อมล่ะพ่อ เอาเป็นว่าพ่อก็บอกพี่เต๋าแล้วกันว่าฉันไม่ว่าง”

ติ่งทั้งบ่นทั้งด่าต๋องหาว่าเห็นธุระของตัวเองสำคัญกว่าพี่น้อง ต๋องชี้แจงว่าที่ตนทำไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่มันเป็นประโยชน์กับทุกคน ติ่งไม่รู้จะทำอย่างไร เลยทั้งด่าทั้งแช่งยาวเหยียด...

“ไม่จริงหรอก เอ็งทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง ก็ได้...เอ็งอยากเห็นพี่สะใภ้เอ็งทนขายของจนแท้งลูกก็ตามใจ แล้วเอ็งก็จะกลายเป็นฆาตกรฆ่าหลานในใส้ ไอ้คนใจร้าย ใจดำ กรรมต้องสนองเอ็งเข้าสักวัน ถ้าเอ็งมีเมีย เมียเอ็งก็จะมีชู้ ถ้ามีลูก ลูกก็จะปัญญาอ่อน...”

“พอได้แล้วพ่อ จะให้ทำอะไรก็สั่งมาเลย” ต๋องตัดบทอย่างสุดที่จะทนถูกพ่อสาปแช่งอีก ติ่งเหล่ไปยิ้มกับต้อยทำนองได้ผล ต้อยยิ้มตอบสะกิดผัวทำเหนียมๆ เพราะเข้าใจเป็นอย่างอื่น

ooooooo

อีกสองวันต่อมา เต๋าพาต๋องไปสำรวจแผงขายผักแล้วออกมายืนดูเข่งผักที่วางเรียงรายอยู่ที่ทางเข้าตลาด เต๋าชี้เข่งผักสั่งต๋องว่าเดี๋ยวให้เอาผักพวกนี้ไปวางเรียงที่แผง ต๋องถามว่าต้องเรียงให้เด๊ะๆขนาดนั้นเลยหรือ

“มีปัญหาอะไรวะ แค่จัดผักนี่ทำไมต้องพลิกต้องแพลงต้องครีเอทีฟ เดี๋ยวข้าจะถีบเอ็งให้!” เต๋ายกเขาจะถีบ ต๋องรีบคว้าแขนพี่ชายถามว่าใจคอจะไม่ช่วยแบกเข่งเข้าไปก่อนหรือ หนักๆทั้งนั้น ตนเป็นคนนะไม่ใช่ควาย

“เอ็งน่ะควายไม่ใช่คน อยู่กับนังสีดาเยอะจนโง่เอ็งจะมายกของเองทำไม เขาจ้างรถเข็นแถวนี้กันทั้งนั้นแหละ” เต๋าด่า บ่น เบิ๊ดกะโหลกต๋อง แล้วเดินไป ทิ้งให้ต๋องยืนเกาหัวแกรกๆทำนองว่า...ทำไงดีวะตู

ที่ทางเข้าตลาดอีกมุมหนึ่ง กิมฮวยเจ้าของแผงปลาทะเลสดกับเคี้ยงช่วยกันยกลังปลาลงจากรถ พอเคี้ยงไปส่งของเจ้าอื่นต่อ กิมฮวยดักคออย่างระแวงว่า ไปส่งปลาล่ะ ถ้าจับได้ว่าไปส่งน้องปลาน้องปูที่ไหนล่ะก็น่าดู!

พอเคี้ยงขับรถออกไป กิมฮวยก็มองหาเด็กเข็นของในตลาด เห็นเลื่อนกำลังเข็นรถมาก็ร้องเรียกให้มาขนของให้หน่อย เลื่อนชี้ไปที่ต๋องบอกว่าพี่ชายคนนั้นเรียกก่อนแล้ว กิมฮวยมองขวับเสียงดังใส่ว่าเรียกที่ไหน ไม่เห็นได้ยิน

“น้าจ๊ะ...ถ้าจะเรียกใช้บริการแค่กวักมือเรียกน้องเขาก็รู้แล้ว ไม่เห็นต้องตะโกนเรียกเลย” ต๋องชี้แจง

กิมฮวยไม่เคยยอมใครอยู่แล้ว ตะแบงว่าไม่เห็นมีใครกวักมือเรียก ช่วยไม่ได้ ตะแบงว่า ตนแก่กว่าต้องได้ก่อน แล้วสั่งเลื่อนให้ยกลังปลาขึ้นรถเข็นเลย เลื่อนลังเล ต๋องไม่ยอมร้องเสียงดังอย่างมีอารมณ์ว่า

“อ๊าวววว...ได้ยังไงล่ะน้า นี่กรุงเทพฯนะ ไม่ใช่หนองหญ้าปล้องถึงจะได้ไม่ต้องเข้าคิว ใครมาก่อนก็ต้องได้ก่อน ไม่ใช่เกิดก่อนได้ก่อน”

“อั๊วจะเอาก่อนลื้อจะทำไม อั๊วอยู่ที่นี่มาตั้งเท่าไหร่ รู้ไหม อั๊วเป็นใคร” กิมฮวยเท้าสะเอวมือหนึ่งอีกมือตบอกผางๆ

ต๋องยียวนตามประสาว่าน้ายังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครแล้วฉันจะรู้ได้ไง กิมฮวยยิ่งโมโหเต้นเป็นเจ้าเข้าร้อง “ไอ้...ไอ้...” ต๋องเลยแนะนำตัวและลำดับญาติให้ฟังว่า ตนเป็นน้องชายเต๋าสามีติ๋มที่กำลังท้อง ตนมาขายผักแทนพี่ติ๋ม ตนก็น่าจะมีสิทธิ์เท่าเทียมกับคนในตลาด

กิมฮวยไม่ยอมแพ้สั่งให้กลับไปถามติ๋มก็แล้วกันว่าเจ๊กิมฮวยเป็นใคร ต๋องร้องอ๋อ...เหมือนรู้จักมักคุ้นดี ถามว่าเจ๊กิมฮวยคนที่ขายปลาเค็มใช่ไหม เลื่อนบอกว่าไม่ใช่เจ๊แกขายปลาทะเล ต๋องทำหน้าเซ่อหลอกด่าอีกว่า

“อ๋อ...สับสนนิดหน่อย เคยได้ยินมาว่า น้ากิมฮวย ขายปลาแล้วก็เค็ม ก็เลยนึกว่าขายปลาเค็ม”

กิมฮวยตัดบทสั่งเลื่อนให้ยกลังปลาขึ้นรถเข็นเดี๋ยวนี้ถ้ายังอยากให้ตนใช้บริการ เลื่อนมองหน้าต๋องอย่างเกรงใจ กิมฮวยเลยยกลังขึ้นรถเอง ต๋องเจอไม้นี้เลยตบมือป้องป่าวร้องเสียงลั่นตลาดว่า

“เอ้า...พ่อแม่พี่น้อง เร่เข้ามาจ้ะเร่เข้ามา มาดูผู้ใหญ่รังแกเด็กเร้ววว...มาทีหลังแต่แซงคิวคนอื่นเฉย ไม่รู้ว่าเป็นพ่อแม่ใครน่าอายแทนลูกหลานจริงจริ๊ง”

กิมฮวยแผดเสียงลั่นจนคนทั้งตลาดตกใจ พากันมามุงดูเพราะที่ตลาดนี้ไม่เคยมีใครกล้าตีฝีปากกับเจ๊เลย พากันถามจ้อกแจ้กว่าเกิดอะไรขึ้น

ooooooo

กิมลั้งถูกแม่ใช้ให้ไปซื้อกาแฟเย็นที่ร้านอาโก พอไปถึงก็ได้ฟังอาโกเล่าเรื่องที่แม่ตัวเองมีเรื่องกับเด็กใหม่ที่มาขายผักแทนติ๋มแล้ว อาโกเล่าอย่างออกรสจนกิมลั้งหัวเราะชอบใจ ถามอย่างเหลือเชื่อว่า ขนาดนั้นเลยหรืออาโก เป็นไปได้ยังไง

อาโกร้องไอ้หยา...ถามว่าขำที่แม่ตัวเองถูกเด็กใหม่อย่างอาต๋องลูบคมหรือ กิมลั้งยังไม่หายขำ บอกอาโกว่ารู้ๆกันอยู่ว่าแม่ของตนนั้นใช่ย่อยเสียที่ไหน เจอมวยถูกคู่จริงๆ บอกอาโกว่าอยากเห็นคู่กรณีของแม่จริงๆว่าหน้าตาเป็นยังไง

“เดี๋ยวลื้อก็ได้เห็น วันนี้ขายของวันแรก อีเลยวิ่งวุ่นเป็นหนูติดจั่น แต่ว่าไปนะ...อีหล่อเข้าขั้นเลยแหละ”

“คงหล่อไม่พอน่ะ ม้าถึงไม่ประทับใจ อ้อ...โอเลี้ยงน่ะชงเข้มๆล่ะโกไม่งั้นเจอเจ๊กิมฮวยบ่นสามวันไม่หยุดแน่ แล้วก็ด่วนด้วยนะ เจ๊แกอยากโอเลี้ยงจัดจนจะลงแดงแล้ว” บอกอาโกแล้วกิมลั้งไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่โต๊ะ

“โก...โอเลี้ยงชื่นใจด่วนๆ ถุง” ต๋องเดินเข้ามาสั่งหน้ามันแผล็บแบบหิวน้ำจัด แล้วยืนรออาโกที่รับปากทันที

ครู่เดียวอาโกก็เอาถุงโอเลี้ยงมาแขวนที่หน้าโต๊ะ ต๋องหันกลับมาอีกทีเห็นถุงโอเลี้ยงก็คว้าหมับดูดอั้กๆชมว่ารวดเร็วทันใจดีจริง ควักสตางค์วางไว้ให้ อาโกหันมาเห็นตกใจร้องบอก

“ไอ้หยา...นั่นมันไม่ใช่ของลื้อ” กิมลั้งได้ยินถามว่าอะไรโก “อาต๋องน่ะสิ ดันหยิบโอเลี้ยงของเจ๊กิมฮวยไปดูด”

ทั้งกิมลั้งและต๋องมองหน้ากันขวับ ต่างชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะเปิดฉากสงครามน้ำลายกัน

กิมลั้งหาว่าต๋องทะเลาะกับแม่แล้วมาแกล้งดูดกาแฟแก้แค้น ต๋องบอกว่าตนไม่รู้เห็นอาโกแขวนไว้นึกว่าเป็นของตน ถูกกิมลั้งด่าว่า แบบนี้เรียกว่าไม่ใช้สมอง มีที่ไหนสั่งปุ๊บได้ปั๊บแบบนี้

ต๋องเถียงว่าก็เพราะตนสมองเยอะกว่าเธอ ถึงได้คิดว่าอาโกชงไว้เยอะๆ จะได้ขายได้ทันใจลูกค้า

“มันก็ต้องใช้เวลาตักน้ำแข็งใส่ถุงผูกหนังยางกันบ้างล่ะ แต่ถ้าคนขายยื่นของมาให้ภายในไม่กี่วินาทีที่สั่งมันก็ต้องรู้ด้วยเซ้นส์ แล้วที่สำคัญฉันนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ ไม่คิดบ้างรึไงว่าคนเขารออะไรอยู่” กิมลั้งลุกขึ้นฉอดๆ อย่างเอาเรื่อง

อาโกไม่อยากให้มีเรื่องกันในร้านบอกกิมลั้งใจเย็นๆ เดี๋ยวตนชงให้ใหม่ เธอไม่ยอม ต๋องเลยส่งถุงที่ดูดแล้วให้ ถูกด่าอีกว่าบ้ารึไง เอาโอเลี้ยงที่ดูดแล้วให้แม่ตน ต๋องถามว่าแล้วจะเอายังไง รอนิดรอหน่อยไม่ได้ก็ต้องแก้แบบนี้แหละ

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมแม่ฉันถึงได้เกลียดหน้าเธอตั้งแต่แรกที่เจอ”

“อย่างกับฉันรักแม่เธอตายงั้นแหละ เธอเองก็ระวังตัวไว้เถอะ ขืนถอดนิสัยแบบแม่มาขนาดนี้ ผู้ชายได้หนีกันกระเจิง” กิมลั้งลอยหน้าบอกว่าผู้ชายโง่ๆ ที่มองไม่เห็นเนื้อในที่ผ่องแผ้วนพคุณของตนให้มันหนีไปไกลๆน่ะดีแล้ว ต๋องเบ้ปาก “โห...หลงตัวเองเข้าขั้น อยากรู้แล้วซิว่าผู้ชายประเภทไหนที่คู่ควรกับเธอ”

กิมลั้งพูดใส่หน้าว่าไม่ใช่ผู้ชายแบบที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนก็แล้วกัน ต๋องปรามาสว่าจำคำพูดตัวเองเอาไว้ อย่าให้รู้ก็แล้วกันว่าแอบเอาตนไปฝันถึง กิมลั้งบอกว่าแค่คิดก็ขยะแขยงแล้ว ต๋องฉุนเลยเข้าไปจับตัวกิมลั้งดึงเข้าไปจนใกล้ ทำเอากิมลั้งทั้งตกใจทั้งมึนในความหล่อ พอรู้สึกตัวก็ผลักต๋องออกทำเสียงเข้มว่า “ทำอะไรของเธอ”

ต๋องบอกว่าก็แค่อยากพิสูจน์ว่าขยะแขยงตนจริงหรือเปล่า กิมลั้งเถียงไม่ออกแถไปว่าถ้าไม่ขยะแขยงแล้วจะผลักออกหรือ ต๋องทำหน้าอำๆ บอกว่าที่ผลักน่ะเพราะเธอหวั่นไหว ถูกกิมลั้งด่าว่าเพ้อเจ้อแล้วรีบเดินหนีไป ต๋องตะโกนตามไปว่า

“พอเมมโมรี่หน้าฉันจนขึ้นใจก็รีบไปเลยนะ”

กิมลั้งไม่กล้าหันมองเดินงอนๆ แต่แอบยิ้มเขินๆ ส่วนต๋องก็มองตามเหม่อๆ

ooooooo

ขณะกิมฮวยกำลังเล่าเรื่องที่ถูก “ไอ้เด็กเวร” ย้อนเอาจนอับอายคนทั้งตลาดให้จะเด็ดฟังอยู่นั่นเอง กิมลั้งก็เดินหน้ากรึ่มๆกลับมามือเปล่า กิมฮวยที่โมโหจนคอแห้งถามว่าไหนล่ะโอเลี้ยง กิมลั้งตอบเอาตัวรอดได้แบบไม่ต้องวางแผนเลยว่า อาโกน้ำตาลหมดตนเลยกลับมาก่อน เดี๋ยวจะไปซื้อให้

กิมฮวยบ่นอุบอิบที่ไม่ได้กินโอเลี้ยง กิมลั้งหยอกแม่ว่าบ่นมากแก่เร็วนะ เลยถูกแม่หันขวับมาแหวใส่ว่า

“เป็นลื้อ ลื้อจะทนไหวไหม เจอคนเฮงซวยแต่เช้า ไม่รู้ผีเจาะปากมันมาพูดรึยังไง แต่ละคำแสบๆ ทั้งนั้น พ่อมันต้องเป็นกรรไกร แม่มันต้องเป็นมีดแถมมันยังทำตัวเป็นลิงหลอกเจ้า เห็นแล้วกวนประสาท”

กิมฮวยด่าไม่ทันขาดคำ ต๋องก็เดินเข้าตลาดมากิมฮวยหันมองขวับเหมือนงูเตรียมฉก พ่อค้าแม่ค้าต่างมองกันตาไม่กะพริบว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก แต่จู่ๆต๋องก็ยิ้มหวานให้ กิมฮวยสะบัดหน้าใส่ ที่แท้ต๋องยิ้มให้กิมลั้งที่อยู่หลังแม่ พอกิมฮวยเอะใจหันมอง รู้ว่าต๋องยิ้มให้ลูกสาว ก็ทำท่าเหมือนจงอางหวงไข่ขึ้นมา จ้องต๋องเขม็งรีบเอาตัวบังกิมลั้งไว้

ต๋องเอนตัวยิ้มให้กิมลั้ง กิมฮวยเอนตัวบัง เลยเหมือนเล่นจ๊ะเอ๋กันอยู่ตรงนั้น พอรู้สึกตัวกิมฮวยก็ตวาด

“เฮ้ย...เล่นบ้าอะไรของลื้อวะ”

“แหม...ก็ฉันเป็นเด็กใหม่ก็เลยพยายามจะทำความรู้จักกับทุกคนไงจ๊ะน้ากิมฮวย นั่นกิมแช...ลูกสาวน้าใช่ไหม ฉันต๋องนะ ยินดีที่ได้รู้จัก”

กิมลั้งงงๆ ไม่รู้ว่าต๋องจะมาไม้ไหนอีก เลยพยักหน้าไปไม่ทันคิด กิมฮวยโพล่งไปว่าลูกสาวตนไม่อยากรู้จักลื้อ ต๋องตีหน้าซื่อถามว่าทำไมล่ะ กิมฮวยบอกว่าพวกตนชอบคบคน ไม่ชอบคบหมา ต๋องรีบเอามือคลำก้นบอกว่าตนก็ไม่มีหางนี่

“โอ๊ย...ไม่ต้องมีหางหรอก ปากยื่นปากยาว ชอบ เห่า ชอบกัด ลื้อก็มีคุณสมบัติเป็นหมาแล้ว” ถูกต๋องยียวนว่าตนกับน้าพูดกันรู้เรื่องก็น่าจะเป็นประเภทเดียวกัน

กิมฮวยถูกกวนประสาทโมโหตัวสั่น หันไปคว้าปลาในถาดจะปา ต๋องรีบขอร้องว่าพอแล้ว เมื่อเช้าก็ให้ไปทำกับข้าวตัวหนึ่งแล้วไง กิมฮวยชะงักวางปลาลงในถาด หันไปสั่งกิมลั้งให้ไปซื้อโอเลี้ยงเดี๋ยวนี้เลย

“ได้จ้ะม้า ใจเย็นๆนะรอแป๊บ...” กิมลั้งกำลังจะขยับออกไป ก็มีเสียงกรี๊ดลั่นตลาดทำให้ต้องหันมอง จึงเห็นพวกแม่ค้าสาวๆในตลาดและแถวตลาดพากันมากรี๊ดความหล่อของต๋องอย่างคลั่งไคล้จนแทบจะทึ้งจะแทะกันเลยทีเดียว

“เชอะ! รุมกันเหมือนแมลงวันตอมขี้ ผู้ชายห่วยๆ แบบนี้มันมีอะไรน่าพิศวาสนักหนา” แล้วปรามกิมลั้ง “ลื้ออย่าพลาดไปหาผัวกะหลั่วๆแบบนี้มาเป็นลูกเขยอั๊วเด็ดขาด เออ...รีบไปซิ ผัวน่ะลื้อไม่ต้องหาหรอก เพราะอั๊วหาให้เรียบร้อยแล้ว”

กิมลั้งถามเซ็งๆว่าแม่ยังไม่เลิกจับคู่ตนกับลูกชายอาเต็กไฮ้อีกหรือ กิมฮวยตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่าเลิกได้ยังไง ในเมื่อเราตกลงกันไว้ตั้งแต่กิมลั้งยังไม่เกิดด้วยซ้ำ

“เอ๊า...ก็ถ้าอยากดองกันนัก ตอนนั้นทำไมม้าไม่แต่งงานกับเต็กไฮ้ไปเลยให้หมดเรื่อง” กิมลั้งบ่นเซ็งๆ

กิมฮวยไม่พูดแต่มองลูกสาวอย่างเบื่อหน่ายที่ช่างไม่เข้าใจอะไรเอาเสียเลย

ที่ห้องอาหารบ้านกิมฮวยวันนี้จึงมีครอบครัวกิมฮวย อันมีเคี้ยง กิมลั้งและกิมแชน้องสาวพร้อมหน้า ส่วนอีกครอบครัวเต็กไฮ้พาลักษณ์มาด้วย ทั้งสองครอบครัวมาระลึกอดีตเพื่อให้รุ่นลูกอย่างกิมลั้งกับกิมแชเข้าใจอนาคตที่จะต้องเป็นไป

เริ่มจากเต็กไฮ้เล่าว่า เมื่อก่อนพ่อแม่ตนกับพ่อแม่ของกิมฮวยจับมือสาบานกันต่อหน้าบรรพบุรุษว่า ถ้ามีลูกจะให้ลูกได้แต่งงานกัน แต่บังเอิญตนไปทำลักษณ์ท้องและกิมฮวยก็มีเคี้ยงมาชอบ ที่สาบานไว้กับบรรพบุรุษเลยต้องยกเลิก

กิมฮวยเสริมว่าคำสาบานที่ให้กับบรรพบุรุษนั้นสำคัญ ถ้าใครไม่ทำตามก็จะมีอันเป็นไป พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายเลยให้พวกตนเลือกว่าจะทำตามคำสัญญาหรือจะยกยอดไปให้ลูกที่จะเกิดมาทำแทน ทั้งกิมฮวยและเต็กไฮ้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ให้ลูกทำแทน”

“เฮ้อ...ลูกก็เลยต้องซวยแทน” กิมลั้งพลั้งปากออกมา ถูกกิมฮวยถามว่าพูดอะไร กิมลั้งเอาตัวรอดได้อย่างลื่นไหลตามเคยว่า “อั๊วบอกว่าลูกๆก็เลยต้องช่วยทำแทน”

กิมฮวยถามกิมลั้งว่า ตอนนี้เข้าใจรึยังว่าทำไมต้องแต่งงานกับจาตุรงค์ลูกอาเจ็กเต็กไฮ้

“แล้วเกิดตอนนี้เจ๊กิมลั้งท้องอยู่กับผู้ชายอื่นล่ะ” กิมแชขี้สงสัยถามขึ้น ทำเอาทุกคนตกใจ จนกิมแชต้องรีบบอกว่าตนแค่ติ๋งต่างเท่านั้น กิมฮวยถอนใจโล่งอกด่ากิมแชว่าซี้ซั้วต่า และตนจะไม่ยอมให้เป็น

อย่างนั้นเด็ดขาด เพราะถ้าผิดสัญญากับบรรพบุรุษอีกรุ่นตระกูลของเราล่มจมแน่

เคี้ยงเห็นว่ากิมลั้งถูกกดดันมากเลยตัดบทว่าเลิกพูดเรื่องเครียดๆ ดีกว่า แต่ก็ถามเต็กไฮ้ว่าเมื่อไหร่จาตุรงค์จะมาเจอกับกิมลั้งเสียที ถ้าได้ไปมาหาสู่กัน ลูกของเราก็จะได้คุ้นเคยกันมากขึ้น กิมฮวยเสริมทันทีว่านั่นสิ เจอกันครั้งสุดท้ายตอนเด็กมาก ตนยังจำได้ว่าลูกๆเราชอบเล่นผัวเมียกันเป็นประจำ

“จริงๆด้วย แต่อั๊วรับรองว่าเล่นตอนโตนี่สนุกกว่าตอนเด็กแน่ๆอากิมลั้ง” เต็กไฮ้บอกกิมลั้ง แล้วพวกผู้ใหญ่ก็พากันหัวเราะชอบใจ กิมลั้งหันมองหน้ากิมแชยิ้มกันเขินๆ ทำนองว่า พวกผู้ใหญ่นี่คุยอะไรกันก็ไม่รู้ ลักษณ์เลยตัดบทว่า

“เอาเป็นว่า...อั๊วจะรีบบอกจาตุรงค์ให้มาหาหนูกิมลั้งแล้วกัน ที่ผ่านมาอีมัวแต่คร่ำเคร่งอยู่กับการเรียน เลยไม่ได้สนใจเรื่องอื่น นี่อีก็เพิ่งจบ คงมีเวลาทำความรู้จักกับหนูกิมลั้งมากขึ้น”

พูดแล้วพวกผู้ใหญ่ก็พากันออกไปอย่างยิ้มแย้มเบิกบานใจ ทิ้งให้กิมลั้งจมอยู่กับกองทุกข์ที่ต้องรับช่วงคำสัญญาที่ให้ไว้กับบรรพบุรุษต่อจากแม่ กิมแชสังเกตอยู่ ได้แต่มองพี่สาวอย่างเห็นใจ

พออยู่กันตามลำพัง กิมแชถามพี่สาวว่าเหนื่อยใจเหรอเจ๊ กิมลั้งถามว่ามันน่าเบื่อไหมล่ะที่เราทำอะไรกับชีวิตตัวเองไม่ได้ กิมแชเลยยุให้พี่สาวปฏิเสธเรื่องจาตุรงค์ไปเสีย

“คนในบ้านนี้ไม่ทำตามความต้องการของม้าได้ด้วยเหรอ”

“หรือบางทีมันถึงเวลาที่เราต้องหัดทำตามความต้องการของตัวเองสักทีไหมเจ๊” กิมแชกุมมือพี่สาวชวนก่อกบฏ กิมลั้งได้แต่ยิ้มเจื่อนๆเหมือนจะบอกน้องสาวว่า มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้...

ooooooo

เกิดเรื่องได้แค่ข้ามวัน ต๋องก็ถูกเต๋าโวยวายว่าไปมีเรื่องกับเจ๊กิมฮวยได้ยังไง รู้ไหมว่าเจ๊แกใหญ่แค่ไหน ในตลาดใครมีเรื่องกับเจ๊ก็เท่ากับปิดประตูตอกฝาโลงตัวเอง ตำหนิว่า ทุกอย่างติ๋มปูทางไว้พังหมดภายในวันเดียวที่ต๋องไปขายผักแทน

ต๋องพยายามชี้แจงว่าตนแค่ว่าไปตามความถูกต้อง ตามเหตุตามผล แต่ไปเถียงกับคนไม่มีเหตุผลก็เลยกลายเป็นความผิด

เต๋าสั่งต๋องว่าพรุ่งนี้ต้องไปขอโทษเจ๊กิมฮวยที่ตลาด เพราะมันคือทางเดียวที่เจ๊แกจะให้อภัย ต๋องเข้าใจไม่ได้ว่าในเมื่อตนไม่ได้ทำผิดอะไรทำไมต้องขอโทษและขอให้เจ๊ให้อภัย?? แต่ชี้แจงไม่ได้เพราะพออ้าปากเต๋าก็คว้าของจะเขวี้ยงใส่เสียแล้ว เลยต้องวิ่งเอาตัวรอดปลอดภัยไว้ก่อน

ดังนั้น รุ่งขึ้น ต๋องไปตลาดพร้อมถุงโอเลี้ยง พอเห็นเจ๊กิมฮวยต๋องก็เดินรี่เข้าไป ชาวตลาดพากันมองเป็นตาเดียว คิดว่าเดี๋ยวได้ดูฉากเด็ดแน่ เสือกำลังจะเผชิญกับสิงห์แล้ว

แต่แล้วทุกคนต้องผิดหวัง เพราะต๋องเอาถุงโอเลี้ยงที่เกี่ยวนิ้วก้อยมา ไปยื่นให้เจ๊กิมฮวยพร้อมคำขอโทษที่เผลอไผลล่วงเกินไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เล่นสำนวนว่า “ถ้าเป็นความบกพร่องก็เป็นความบกพร่องโดยสุจริต น้ากิมฮวยคงเข้าใจนะจ๊ะ”

เจ๊รับถุงโอเลี้ยงจากต๋อง มองหน้าแล้วค่อยๆ เททิ้ง บอกว่าความผิดไม่ได้ลบกันง่ายๆแบบนี้ มองโอเลี้ยงที่ถูกเทราดที่พื้นบอกว่า

“โอเลี้ยงถุงนี้ อั๊วถือว่ากรวดน้ำคว่ำขันให้สัมภเวสีอย่างลื้อก็แล้วกัน นับจากวันนี้ ผีก็อยู่ส่วนผี คนก็อยู่ส่วนคน อย่าปะปนกัน”

ชาวตลาดพากันลุ้นใจระทึก ฟังเจ๊กิมฮวยแล้วหันมองต๋องว่าจะตอบโต้อย่างไร

“ไม่เป็นไรจ้ะน้ากิมฮวย เด็กอย่างฉันได้ทำหน้าที่แสดงน้ำใจกับผู้ใหญ่ไปแล้ว แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่มีน้ำใจตอบกลับมาให้ฉันก็คงต้องทำใจ” พูดแล้วหันไปพูดกับชาวตลาดตาละห้อย “ทุกคนก็คงเห็นสิ่งที่ฉันพยายามทำแล้ว”

หลอกด่ากิมฮวยเนียนๆนิ่มๆแล้ว ต๋องก็ทำเป็นเดินเซื่องๆหงอยๆออกไป ชาวตลาดพากันร้อง “โถ...” แล้วหันไปซุบซิบกันเบาๆ กิมฮวยกลายเป็นคนโดดเดี่ยวก็ยิ่งโมโหฮึดฮัด เลื่อนกับรักเร่เห็นแจ๊แกโมโหฮึดฮัดก็ขำ ชมต๋องว่าเล่นเจ๊เสียแทบกระอัก นี่แค่มาวันสองวันเท่านั้นนะเนี่ย

“เหนือกระดาษยังมีซาลาเปา เหนือน้ำเน่ายังมียุงลายเว้ย” รักเร่เล่นคำคมที่แสนทื่อ จนเลื่อนสงสัยว่านี่เป็นคำชมหรือเปล่า “ชมจากใจจริงเว้ย เจ๊น่ะต้องเจอผู้ท้าชิงซะบ้าง ต่อไปเราคงมีคู่ขวัญคู่ใหม่ให้คนในตลาดลุ้นระทึกรายวันแน่ๆ”

เรื่องคู่กัดต่างวัยที่มีลุ้นกันเป็นรายวัน กลายเป็นเรื่องคุยกันมันทั้งในตลาด และละแวกนั้นชั่วโมงต่อชั่วโมง วันต่อวัน

ooooooo

เพราะตลาดร่วมใจเกื้อนับวันซบเซาเพราะมีห้างสรรพสินค้ามาเปิดใกล้ๆ และมีข่าวไฟไหม้จนหนีกันโกลาหลผู้คนยังไม่หายตกใจพากันไปซื้อของในห้างเกือบหมด วันนี้ชาวตลาดร่วมใจเกื้อจึงร่วมใจกันตั้งปะรำทำพิธีปัดรังควาน โดยมีจะเด็ดเป็นร่างทรง มีบะหมี่คอยตีระฆังเล็ก และเกี๊ยวคอยเคาะกะลา

ครู่เดียวร่างจะเด็ดก็สั่นพั่บๆมีเสียงครืดคราดชาวตลาดที่มาร่วมพิธีพากันฮือฮา กิมฮวยพูดอย่างตื่นเต้นว่า

“เจ้าพ่อสมิงดำลงประทับแล้ว...”

ครู่เดียวจะเด็ดก็เงยหน้าชี้กราดด่าทุกคนว่าเรียกตนมาทำไมตอนนี้ รู้ๆอยู่ว่าเป็นช่วงจำศีลของตนแล้วปัดกวาดข้าวของล้มกลิ้งกระจัดกระจาย เกี๊ยวรีบเทเหล้าจากไหใส่ถ้วยตะไลส่งสัญญาณให้กิมฮวยเอาไปถวายเจ้า พอเจ้ารับไปซดก็อารมณ์ดีขึ้น กิมฮวยพูดอย่างนอบน้อมว่า

“ขอโทษด้วยค่ะท่าน ลูกช้างรอไม่ไหวแล้วจริงๆ ถ้าไม่รีบอัญเชิญท่านมาตอนนี้ คงได้พากันซี้หมู่แหงๆ”

“จริงครับท่าน ตอนนี้ตลาดร่วมใจเกื้อของเราน่ะซบเซามาก ลูกค้าหดหาย คนขายหดหู่ ยิ่งมีห้างใหม่มาเปิดข้างหน้าตลาดเราก็แทบจะกลายเป็นป่าช้าแล้ว” เต็กไฮ้ช่วยเสริม

“เรื่องแบบนี้แล้วแต่เวรกรรมเว้ย ใครทำบุญมากก็ได้มาก ทำบุญน้อยก็ได้น้อย” จะเด็ดกวาดตามองทุกคน ชาวตลาดรีบพากันควักเงินใส่พานที่อยู่ตรงหน้าจะเด็ดกันให้ควั่ก จะเด็ดทำท่าเหมือนไม่สนใจเงิน ถามว่า “แล้วเอ็งจะให้ข้าช่วยอะไร”

คิตตี้ขอให้ช่วยปัดรังควานอาเพศ ที่ครอบคลุมตลาดเราอยู่ เห็นว่ามีแต่ท่านเท่านั้นที่จะช่วยพวกเราได้ ชาวตลาดพากันยกมือไหว้ท่านพูดพร้อมกันว่า

“ช่วยพวกเราด้วย...”

ooooooo

อีกมุมหนึ่งของตลาด ต๋องกับพรรคพวกกำลังซ้อมดนตรีกันอยู่ ต๋องมองไปที่ปะรำพิธีเห็นชาวตลาดพนมมือไหว้จะเด็ดกันปลกๆ ก็หันลำโพงไปทางปะรำพิธี แผดเสียงร้องเพลงฮิพฮอพให้ทะลุทะลวงเข้าไปในพิธี...

“...ไม่ช่วยตัวเองแล้วใครจะช่วย ไม่ช่วยตัวเองแล้วใครจะช่วย อยากมีเงินทองร่ำรวยก็ต้องช่วยตัวเองไง ไม่มีใครได้ไปทางลัด บนบาน หมอบคลาน ปัดเดี๋ยวปั๊ด...”

ต๋องร้องเพลงพลางก็ชำเลืองไปทางปะรำพิธีเห็นทุกคนยังง่วนอยู่กับพิธีของจะเด็ด เลยแผดเสียงดังยิ่งขึ้น

“...เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวอ่อนหัด รอฟ้าฝนแล้วได้ผลไหม...ฮาฟ...มัวงอไม้งอมือไม่ยืนหยัด บอกได้เลยครับ คงต้องซวยกันต่อไป...โอม...เพี้ยง...”

เสียงเพลงที่ดังลั่นและเนื้อเพลงที่เสียดสี ทำให้จะเด็ดเสียสมาธิท่องคาถาผิดๆถูกๆ อาการสั่นมากขึ้นเพราะโกรธจัด ชาวตลาดพากันตกใจ กิมฮวยหันด่าต๋องที่แผดเสียง “ไอ้เวรต๋อง...” แล้วลุกเดินอ้าวไป เคี้ยงเป็นห่วงเลยตามไปด้วย

พอไปถึงกิมฮวยก็ด่าต๋องว่าจงใจกวนประสาทใช่ไหม ไม่เห็นหรือว่าเขากำลังทำพิธีกันอยู่ ต๋องอ้างว่าพวกตนซ้อมดนตรีกันตรงนี้ประจำอยู่แล้ว เห็นชาวตลาดเครียดๆเลยมาเล่นดนตรีให้ฟังยังไม่ดีอีกหรือ

ต๋องถูกกิมฮวยด่า ต๋องยิ่งอธิบายยิ่งชี้แจงก็เหมือนยิ่งยั่วให้กิมฮวยโมโห หันไปคว้าไม้กวาดแถวนั้นจะฟาด ต๋องกับเพื่อนเลยต้องเก็บเครื่องดนตรีถอยไปแต่โดยดี

กิมฮวยกลับไปที่ปะรำพิธีรับน้ำมนต์ที่จะเด็ดกำลังพรมให้ชาวตลาด กิมฮวยรีบเข้าไปรับน้ำมนต์ด้วยใบหน้าอิ่มสุขราวกับรับน้ำทิพย์จากสวรรค์ก็ไม่ปาน...

ooooooo

ตอนที่ 2

ต๋องหนีด้ามไม้กวาดของกิมฮวยไปตั้งวงเล่นที่อีกมุมหนึ่งในตลาด รักเร่เห็นต๋องหน้ามุ่ย ถามว่ายังอารมณ์ค้างอยู่หรือ เลื่อนเปรยๆว่า ก็รู้อยู่ว่ากิมฮวยเหม็นขี้หน้าตัวเองยังหาเรื่องใส่ตัวอีก บ่นแกมประชดต๋องว่า

“ตั้งลำโพงเสียงดังขนาดนั้น ฉันว่าพี่เดินเข้าไปพังพิธีเสียเลยดีกว่า”

“ก็กะจะทำเหมือนกันถ้าไม่กลัวโดนประชาทัณฑ์เสียก่อน ไม่เข้าใจเลยว่าคนที่นี่คิดอะไรกันอยู่ เชื่อกันเข้าไปได้...เจ้าพ่อสมันดำ”

“สมิงดำ” เลื่อนกับรักเร่บอกพร้อมกัน

ต๋องบ่นว่ามัวแต่ดูปาหี่แย่งกันรับน้ำมนต์ นี่หรือวิธีแก้ปัญหาชีวิต เลื่อนบอกว่าคนมันทุกข์ หาทางออกไม่ได้ก็ต้องยึดไว้ให้อุ่นใจก็ยังดี

“เลื่อน...ทางออกน่ะมันมี อยู่ที่เราอยากจะเดินไปเจอมันรึเปล่า” ต๋องบอก รักเร่ติงว่าอยากเจอแต่มันไม่มาให้เราเจอมากกว่า ต๋องเลยชี้ว่า “เราจะเจอมันได้ก็ต่อเมื่อเปลี่ยนวิธีคิดเว้ยไอ้รักเร่ ถ้าเปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตมันก็จะเปลี่ยน”

“ยังไง?...ยังงง...” รักเร่กับเลื่อนมองหน้าต๋อง

“อย่างแรกเลยนะ ต้องไม่นอนรอโชคชะตา หวังพึ่งเจ้าที่ไหนให้มาช่วยเสกคนเข้าตลาด ขั้นต่อไป...ทุกคนก็ต้องหัดคิดถึงตัวเองให้น้อยลง จะได้คิดถึงส่วนรวมให้มากขึ้น แต่ขั้นตอนนี้คงจะยากหน่อย”

เลื่อนถามว่าทำไมล่ะ ต๋องชี้ให้ดูป้ายตลาด “แค่ป้ายชื่อตลาด ขนาดสระอือหายไปยังไม่คิดจะช่วยกันแก้ไขเลย” เลื่อนกับรักเร่เห็นชื่อตลาดกลายเป็น “ตลาดร่วมใจเก้อ” จริงๆต๋องพูดต่ออีกว่า “ตลาดร่วมใจเกื้อ

กลายเป็นร่วมใจเก้อ ก็มัวแต่รวมตัวกันง่วนกับเรื่องงมงาย ทำอะไรมันถึงได้เก้อไง”

ต๋องพูดไม่ทันขาดคำ น็อตตัวหนึ่งที่ตัว อ.อ่างหลุด ทำให้ตัว อ.ห้อยร่องแร่ง ตลาดเลยกลายเป็นชื่อ “ตลาดร่วมใจเก้”

“เห็นแล้วหมดแรง ซ้อมเพลงเติมไฟกันดีกว่าเว้ยเฮ้ย...” ต๋องหันไปนับจังหวะให้ซ้อมเพลงกันต่อแก้เซ็ง

ooooooo

ต๋องซ้อมเพลงได้ครู่เดียว กิมลั้งก็โผล่มาอย่างได้จังหวะเหมือนนางเอกมิวสิกเดินออกมาเลยทีเดียว ต๋องเห็นดังนั้นก็ยิ่งแผดเสียงร้องอย่างจัดหนัก เท่านั้นไม่พอ เอื้อมมือไปเร่งเครื่องเสียงขึ้นอีก

ทันใดนั้น ไฟช็อตพรึ่บ มืดไปทั้งบริเวณ ต๋องตกใจกระโดดไปทางกิมลั้ง เลยพากันตกลงไปในเข่งใบใหญ่ที่วางอยู่แถวนั้น สองคนเบียดกันอยู่ในเข่ง ต่างจ้องหน้ากันใจวูบวาบ...วูบวาบ...

ขณะนั้นเอง กิมฮวยกับชาวตลาดและจะเด็ดเดินมาเห็นเข้า กิมฮวยร้อง “ไอ้หยา...อากิมลั้ง” แล้วรีบเข้าไปดึงตัวกิมลั้งขึ้นจากเข่ง ปากก็ด่าต๋องหาว่าฉวยโอกาสกับลูกสาวตน ต๋องร้องเสียงหลงว่าทั้งหมดมันเป็นอุบัติเหตุ กิมลั้งก็ยืนยันว่า

“มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ  เมื่อกี้อยู่ๆพวกเครื่องดนตรีก็ไฟช็อตขึ้นมา ต๋องเขากระโดดหนีเลยมาชนกับอั๊วเข้า ก็เลยล้ม”

“อ๋อ...ที่แท้ก็ลื้อนี่เองที่ทำให้ไฟดับทั้งตลาด แล้วพรุ่งนี้จะขายของกันยังไงหา!” กิมฮวยหาเรื่องโทษต๋องจนได้ พวกแม่ค้าที่มาด้วยเลยพากันโวยใส่ต๋อง กิมฮวยบอกจะเด็ดว่ากำลังหาที่ปิดยันต์อยู่ใช่ไหม หน้าไอ้ต๋องนี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว

จะเด็ดบ้าจี้เอายันต์ไปติดที่หน้าผากต๋องแล้วเอาน้ำมนต์พรมจนแทบจะเป็นอาบ บอกว่าปัดเสนียดจัญไรให้

“น้าจะเด็ด ขืนเข้ามาอีกก้าวเดียว ได้โดนฉันเอาก้านมะยมในมือน้าทั้งกำฟาดแน่” ต๋องฉุนขาด พอจะเด็ดชะงักต๋องต่อว่ากิมฮวย “อะไรกัน...มีอะไรก็โทษฉัน ใครจะไปรู้ว่าจู่ๆไฟมันจะดับได้ยังไง ฉันซ้อมดนตรีของฉันอยู่ทุกวันไม่เห็นว่าไฟมันจะเคยช็อต”

“ขอโทษด้วยนะครับทุกคน” ยามของตลาดวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาบอก ทุกคนพากันงง ยามชี้แจงว่า “ที่ไฟมันดับน่ะ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับต๋องหรอกครับ” ยามอธิบายว่าตัวจ่ายไฟมันระเบิด เพราะใช้มาหลายปีแล้ว เคยเสนอคุณนายสดศรีเจ้าของตลาดให้เปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยนสักที บอกทุกคนให้สบายใจว่า “เดี๋ยวผมจะไปบอกแกที่บ้านคืนนี้ พรุ่งนี้ขายของจะได้ไม่ลำบากกัน”

ต๋องยืดอกมองหน้ากิมฮวยและทุกคน ถามว่า “เป็นไงล่ะ ทีนี้ยังจะมาโทษฉันอีกไหม ว่าไงน้ากิมฮวย ฉันล่ะอยากจะเอานํ้ามนต์พรมที่ปากน้าจริงๆ ปากพาซวยแบบนี้ ต้องไล่เสนียดหน่อย”

“นี่ลื้อด่าอั้วเหรอไอ้ต๋อง โธ่...ยังไงคนอย่างลื้อมันก็ตัวซวยวันยังคํ่าล่ะวะ ขนาดไฟจะช็อต ยังเลือกมาช็อตที่ลื้อเลย จริงไหมพวกเรา” กิมฮวยอาศัยเสียงดัง พวกมาก โยนความผิดให้ต๋องจนได้

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ไฟยังไม่ทันมา คุณนายสดศรีก็มาเก็บค่าเช่าแผงแล้ว ได้รับจากใครเต็มเม็ดเต็มหน่วยง่ายๆก็ชมเปาะ ใครขอผัดผ่อนก็หยิบของบนแผงไปจนคุ้มค่าเช่า แม่ค้าได้แต่ทำตาปริบๆกับความเค็มของคุณนาย

ครู่ใหญ่ ณดาลูกสาววัยรุ่นของคุณนายก็ตามมาที่ตลาด ทวงว่าแม่ยังไม่ได้เซ็นเช็คให้ตนเลย

“เดี๋ยวแม่จะเซ็นให้ แต่หนูต้องไปช่วยแม่เก็บค่าเช่าแผงสุดท้ายก่อน” คุณนายเดินนำไป ณดาทำหน้าเซ็งๆ เดินตาม

เดินมาถึงแผงสุดท้ายที่ว่านั้น เป็นแผงขายผักที่ต๋องกำลังยกหนังสือขึ้นอ่านบังหน้าอยู่ พอคุณนายมาถึง ต๋องลดหนังสือลง ณดาเห็นต๋องถึงกับตะลึงในความหล่อ ส่วนคุณนายตั้งหน้าตั้งตาทวงค่าเช่าแผงลูกเดียว เลยถูกต๋องบ่นว่า คุณนายสนใจแต่จะเก็บค่าแผง เลยไม่เคยรู้ว่าชาวตลาดเดือดร้อนอะไรกันบ้าง ต๋องสาธยายว่า

“ไฟมันดับตั้งแต่เมื่อคืน ป่านนี้ทำไมคุณนายยังไม่จัดการให้เรียบร้อยอีกครับ เห็นไหมว่าพอไฟไม่มี ตลาดมันก็มืด ตลาดมืดแล้วลูกค้าที่ไหนจะเข้า” คุณนายเถียงข้างๆคูๆดันทุรังจะเก็บค่าเช่าอย่างเดียว ต๋องเลยยื่นคำขาดว่า “ไม่รู้ละ ถ้าวันนี้ไม่ซ่อมไฟให้เสร็จ ผมไม่จ่ายค่าเช่าคุณนายแน่”

พูดแล้วต๋องเดินออกไปอย่างไม่สนใจ คุณนายเดินตามทวงเงินยิกๆ ทำท่าจะโต้เถียงกันอีก ณดาเลยโพล่งขึ้นว่า

“ก็ได้...เดี๋ยวทางเราจะจัดการเรื่องนี้ให้เอง”

คุณนายสดศรีหันขวับถามว่า ทำไมไปรับปากอย่างนั้น ณดาบอกแม่ว่า ที่จริงมันเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว เพราะถ้าเขาขายของกันไม่ได้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเช่าเรา

“ดีจังครับที่คุณเข้าใจอะไรง่าย” ต๋องชม ณดาขอให้ต๋องเข้าใจทางตนบ้าง บางอย่างถ้าช่วยกันได้ก็ช่วยกันบ้าง พลางเอานามบัตรให้ต๋องบอกว่าถ้ามีอะไรก็ติดต่อตนได้เลย เพราะตนจะมาช่วยคุณแม่ดูแลที่นี่ ต๋องรับนามบัตรไปเอ่ยเสียงอ่อน “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณณดา”

ณดาบอกว่า เมื่อตนทำหน้าที่เจ้าของตลาดแล้วก็ให้เขาทำหน้าที่ผู้เช่าที่ดีด้วย ต๋องควักเงินจ่ายค่าเช่าทันที ณดารับเงินไป ต่างมองกันด้วยความรู้สึกดีๆ แต่ณดายังเก็บอาการอย่างถือตัว

ooooooo

แต่พอกลับถึงบ้าน คุณนายสดศรีก็หัวเสีย เมื่อเสี่ยชายศักดิ์อดีตคนรักควงรัศมีภรรยาของเขามาถามเรื่องจะขอซื้อตลาด  เพื่อขยายห้างของตนที่มาเปิดอยู่ข้างๆ

“ถ้าจะมาพูดเรื่องเดิม ฉันบอกได้เลยว่าเสียเวลาเปล่า ยังไงๆฉันก็ไม่มีวันขายตลาดให้เธอแน่”

“ตกลงว่าไม่ยอมขายเพื่อเก็บไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่เคยมีกับเสี่ยชายศักดิ์นี่เอง” รัศมียิ้มหยัน

เมื่อสดศรียืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่ยอมขายตลาด ไล่ทั้งสองออกไปและไม่ต้องมาให้เห็นหน้าอีก ชายศักดิ์เดินออกไป ทิ้งคำขู่ไว้ว่า “แล้วเธอจะเสียใจ”

ชายศักดิ์เดินออกไปอย่างขัดใจ รัศมีรีบตาม วินาทีนั้นสดศรีถึงกับแสดงสายตาอ่อนแอออกมา...

ไม่ทันข้ามวัน ทวีคนรับใช้บ้านคุณนายสดศรีก็ไปเม้าท์ที่ร้านเสริมสวย ทั้งชมพู่ น้อยหน่า และเครือฟ้าที่นั่งฟังอยู่ด้วย ต่างขุดคุ้ยความหลังของคุณนายสดศรีกับชายศักดิ์กันอย่างเมามัน

ใครๆ ก็รู้กันว่าสดศรีเป็นคนอุ้มชูชายศักดิ์ให้เป็นผู้เป็นคนขึ้นมา พอได้ดีก็ทิ้งสดศรีไปอยู่กับรัศมี อ้างว่าทำเธอท้อง ส่วนสดศรีก็รีบแต่งงานและมีณดาทันทีจนคนพากันสงสัยว่า ณดาเป็นลูกใครกันแน่ แต่ทวีก็เถียงแทนคุณนายว่า

“คุณณดาก็ต้องเป็นลูกคุณกริชสามีใหม่ของคุณนายสิ”

ก่อนปิดฉากนินทา ทวีย้ำว่า “อ้อ...ชมพู่ น้อยหน่า ไอ้เรื่องที่เล่าวันนี้น่ะ เหยียบไว้ให้มิดเลยนะ อย่าบอกต่อล่ะ ถึงหูคุณนายล่ะยุ่ง”

“อุ๊ย...ไม่ต้องห่วง” ชมพู่กับน้อยหน่าตอบพร้อมกันอย่างหนักแน่นตามธรรมเนียมของทุกคนในวงนินทาทั่วไป

ooooooo

ทวีคล้อยหลังไปเก้าอี้ที่นั่งยังอุ่นๆอยู่ ชมพู่ก็ออกไปเม้าท์ที่ร้านข้าวแกงของป้าพิณอย่างเมามัน แล้วมีเขียวหวานผู้ช่วยสาวชาวกะเหรี่ยงและคำมูลพ่อค้าส้มตำร่วมวงด้วย ป้าพิณที่รู้เรื่องของคุณนายสดศรีกับชายศักดิ์เป็นพื้นอยู่แล้ว พอฟังชมพู่เล่าว่าชายศักดิ์พาเมียใหม่ไปขอซื้อตลาดจากคุณนายก็ตบเข่าฉาด

“บ๊ะ...เสี่ยชายศักดิ์นี่มันหน้าด้านจริงๆ จูงมือเมียใหม่ไปขอซื้อที่เมียเก่าถึงบ้าน เป็นผัวข้าหน่อยล่ะจะสาดด้วยต้มฟักร้อนๆให้”

เขียวหวานถามว่าแล้วคุณนายจะขายตลาดให้เสี่ยไหม

“จะมีเมียคนไหนยอมขายที่ให้ผัวที่ทิ้งตัวเองไปหาผู้หญิงคนใหม่ล่ะวะ เขียวหวาน ถ้าเป็นแก...แกยอมไหม” ชมพู่ถาม หลังจากนินทากันพอหายเหงาปากคันใจแล้ว ชมพู่กำชับป้าพิณกับเขียวหวานว่า “นี่...เรื่องนี้น่ะรู้แล้วเหยียบไว้นะ เดี๋ยวพี่ทวีจะเดือดร้อน”

“อุ๊ย...ไม่ต้องห่วง” ป้าพิณกับเขียวหวานตอบเป็นเสียงเดียวกัน พอชมพู่กลับไปที่ร้าน มีลูกค้าคนใหม่สวนเข้ามาสั่งข้าวแกงเขียวหวานไข่ดาว ป้าพิณตักไปก็กระซิบกระซาบไปทันทีว่า “เอ้อ...ว่าแต่นี่แกรู้ไหม ไอ้เสี่ยชายศักดิ์เจ้าของห้างเวรี่แฮปปี้น่ะ...”

ooooooo

วันนี้กิมฮวยรู้สึกปวดเอวจึงกลับไปเอนหลัง ให้กิมลั้งเก็บแผงปลาคนเดียว

เหมือนทิ้งปลาย่างไว้ล่อแมว เพียงกิมฮวยออกจากตลาดไป ต๋องที่กำลังเก็บแผงผักอยู่ก็หาทางเรียกความสนใจจากกิมลั้ง พอดีวิทยุเปิดเพลงรัก ต๋องเลยเร่งเสียงหันวิทยุไปทางแผงของกิมลั้ง พอฝ่ายนั้นหันมองก็รีบส่งยิ้มให้แถมยกมือทำรูปหัวใจส่งให้ด้วย กิมลั้งเห็นแล้วแอบยิ้มขำๆ ความล้นของต๋อง
ต๋องจับตาดูกิมลั้งอยู่ เห็นกิมลั้งไปนั่งไล่ดูรูปหน้าคนที่เขียนบนนิ้วมือตัวเองในโทรศัพท์มืิอถือ เหมือนนำเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ จะถ่ายใหม่ก็ไม่ถนัด ต๋องเลยอาสาเข้าไปช่วยถ่าย เห็นรูปแล้วถามว่า ทำไมถึงชอบถ่ายรูป นิ้วมือตามที่ต่างๆ

“อิืม...มันคงเป็นตัวแทนฉันที่อยากออกไปท่องโลกมั้ง” ต๋องถามว่าท่องโลกอะไร เห็นแต่ละรูปมีแต่ในกรุงเทพฯ ทั้งนั้น กิมลั้งพูดเศร้าๆว่า “ทำไงได้ล่ะ นายก็เห็นว่าวันๆ ชีวิตฉันก็เวียนวนอยู่แต่ในตลาด มีโอกาสได้ไปไหนกับใครเขาบ้างล่ะ”

“ไม่มีใครเลือกชีวิตให้ตัวเองไม่ได้หรอกกิมลั้ง” กิมลั้งบอกว่าตนนี่ไง “ถ้าเธอเลือกไม่ได้จริงๆ งั้นฉันช่วยเลือกให้”

กิมลั้งถามว่าเป็นอะไรกับตนถึงจะมาเที่ยวจัดการนู่นนี่นั่นให้ ต๋องทำกะลิ้มกะเหลี่ยบอกว่าที่จริงก็อยากเป็นอยู่นะ แล้วเจ้าเล่ห์ทำเป็นโทรศัพท์หาย ขอยืมโทรศัพท์ ของกิมลั้งโทรเข้าเบอร์ตัวเองดูซิว่ามันอยู่ไหน ปรากฎว่า มันดังอยู่ในกระเป๋ากางเกงนั่นเอง จากนั้นทำทีคืนให้ แต่แอบเมมเบอร์ไว้ว่า “กิมลั้ง”

ขายผักได้สองสามวัน ต๋องก็คิดจะทำสลัดผักไปขายด้วย ติ๋มชมว่าขยันคิดโน่นคิดนี่เรียกลูกค้าดีจัง แต่พอเต๋ามาเห็นก็เอ็ดน้องชายว่าพิสดารอะไรอีก มีเวลาเหลือเฟือนักรึไง บ้านช่องไม่กวาดไม่ถูเหยียบเข้ามามีแต่ฝุ่น

ต๋องบอกว่าจัดผักเสร็จจะไปถู เต๋าสั่งให้ทำเดี๋ยวนี้เลย ถ้ายังมัววุ่นอยู่กับสลัดบ้าบออะไรอยู่อีก มีเรื่องแน่ ว่าแล้วก็ประคองติ๋มชวนไปนั่งกินอะไรกันหน้าบ้านดีกว่า ตนซื้อขนมมาฝากเพียบเลย ต๋องเหลือบมองแล้วถอนใจเซ็งๆ

ooooooo

คืนนี้กิมแชร้องคาราโอเกะในห้องนอน มีกิมลั้งนั่งฟังอยู่ เธอปล่อยพลังเสียงเต็มที่ กิมฮวยได้ยินพรวดเข้ามาด่าว่า จะบ้าหรือดึกดื่นป่านนี้ยังแหกปากร้องเพลง ลั่นบ้าน

กิมแชหน้าจ๋อยขอโทษแม่ บอกว่าพรุ่งนี้จะไปประกวดร้องเพลง คืนนี้เลยซ้อมสักหน่อย กิมฮวยเลยมีเรื่องด่าต่ออีกว่า

“ดูสารรูปตัวเองให้ดีซิอากิมแช หุ่นเตี้ย ตัวตัน

แบบนี้ ใครเขาจะเอาลื้อไปทำนักร้องให้เปลืองแผ่น”

กิมแชน้อยใจน้ำตาคลอ เคี้ยงเข้ามาถามว่าทำไมว่าลูกแบบนี้ เลยโดนไปอีกคนว่า แล้วจะให้เยินยอให้ละเมอเพ้อพกไปวันๆงั้นหรือ แล้วด่ากิมแชต่อ “นี่มันโลกแห่งความจริง ไม่ใช่ความฝัน คนอย่างลื้อน่ะ ทำงานบ้านงานเรือนให้เก่งแล้วมีผู้ชายมาขอไปเป็นเมียก็บุญแล้ว”

ด่าลูก ว่าผัว แล้วกิมฮวยก็ออกไป กิมแชโผเข้ากอดกิมลั้งร้องไห้ บอกพี่สาวว่าแม่ไม่เคยให้กำลังใจตนเลย ไม่เคยส่งเสริมให้ตนทำอะไรสักอย่าง นอกจากให้ขลุกอยู่กับงานบ้านแบบนี้ กิมลั้งบอกว่าตนก็ไม่ต่างกันหรอกเพราะตนก็ถูกขังให้อยู่แต่ในตลาดเหมือนกัน

“รู้ไหม...บางทีอั๊วเคยคิดจะหนีออกไปจากที่นี่เหมือนกันนะ”

“ไม่ได้นะกิมแช ลื้ออย่าคิดอย่างนั้นเด็ดขาดนะ ถ้าลื้อหนีออกจากบ้านไป ม้าจะเป็นห่วงแค่ไหน จำไว้นะ ถึงจะยังไงม้าก็รักเราสองคนมากที่สุดแล้ว”

“ที่ผ่านๆมานี่คือการแสดงความรักของม้าแล้วใช่ไหม” กิมแชถาม กิมลั้งอึกอักตอบไม่ถูกเหมือนกัน

ooooooo

จาตุรงค์หรือที่เต็กไฮ้เรียกติดปากว่า อาใจอัง เขาหงุดหงิดทุกครั้งที่ป๊าเรียกชื่อเก่า ย้ำให้เรียกจาตุรงค์ที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ วันนี้เขาตามมาถึงเขียงหมู เพื่อขอเงินไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ

เต็กไฮ้บ่นว่าเรียนจบยังไม่มีงานทำก็เอาแต่สังสรรค์ใช้เงิน จาตุรงค์อ้อนว่าเพื่อนๆที่เรียนด้วยกันมีแต่พวกลูกคุณหญิงคุณนายทั้งนั้น เผื่อตนจะได้งานดีๆทำบ้าง ลักษณ์บอกเต็กไฮ้ว่าให้ลูกไปเถอะ เต็กไฮ้เชื่อฟังเมียอยู่แล้วยอมให้เงินแต่มีข้อแม้ว่า ต้องเดินไปหากิมลั้งลูกกิมฮวยที่ผู้ใหญ่สองฝ่ายหมายมั่นว่าต้องแต่งงานกันก่อน ถามว่าจำได้ไหม จาตุรงค์บอกว่าจำได้ เด็กผู้หญิงตัวดำๆสกปรกและซนเป็นลิงคนนั้น

เต็กไฮ้ย้ำความจำเป็นที่ต้องไปพบว่า เพราะผลัดมาเรื่อยมาไม่ไปเจอกันเสียที กิมฮวยเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเราจะยอมเป็นทองแผ่นเดียวกับเขารึเปล่า

เพราะอยากได้เงินไปสังสรรค์ จาตุรงค์จำใจ เอานิ้วเกี่ยวถุงใส่หมูไปอย่างรังเกียจ เอาไปที่แผงขายปลาของกิมฮวย พูดให้ดูดีว่า “ป๊ากับม้าบอกว่าน้าอยากทำหมูสะเต๊ะเลยให้เอาหมูมาฝาก” กิมฮวยดีใจมากรีบฟื้นความจำกันว่า จำกิมลั้งที่เคยเล่นด้วยกันตอนเด็กๆได้ไหม

“จำได้สิครับ ผมไม่เคยลืมน้องกิมลั้งเลย ตอนเด็กสวยสดใสยังไง โตมาก็สวยอย่างนั้น เป็นเพราะมีแม่พิมพ์ดีอย่างน้ากิมฮวยแท้ๆ” จาตุรงค์ชมลูกเลยไปถึงแม่ ทำเอากิมฮวยเขิน

ต๋องหมั่นไส้เลยทำเสียงคลื่นไส้ เดินเฉี่ยวจาตุรงค์ออกไป ฝ่ายจาตุรงค์มาหยอดคำหวานแล้วรีบขอตัวบอกว่ามีนัดกับเพื่อน พอจาตุรงค์เดินไป กิมฮวยที่ยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ก็หันมาบอกกิมลั้งว่า

“อาจาตุรงค์นี่ไง ลูกชายคนเดียวของเต็กไฮ้ที่ม้าหมายมั่นจะให้เป็นผัวลื้อ”

“อะไรนะม้า?” กิมลั้งรับไม่ได้ ไม่อยากฟังอีก ลุกไปล้างมือที่ข้างตลาด ล้างมือไปบ่นไปอย่างสะอิดสะเอียนว่า “ยี้...อาจาตุรงค์เนี่ยนะ ขี้หลี...ขี้ประจบ...ท่าทางจะขี้เกียจด้วย”

ระหว่างนั้น ณดานุ่งกางเกงขาบานเดินมาอย่างรีบร้อนกวาดตามองหาต๋อง ปีกกางเกงขาบานปาดหัวกิมลั้งที่นั่งล้างมืออยู่ กิมลั้งไม่พอใจแต่ไม่พูดอะไร ล้างมือเสร็จก็สาดน้ำที่พื้นเพื่อราดเศษปลาไหลลงท่อทำให้ขากางเกงณดาเปียก

ณดาโวยวาย กิมลั้งขอโทษ แต่ยังถูกด่าว่าทำอะไรไม่รู้จักระวังทุเรศจริงๆ กิมลั้งเลยลุกขึ้นถามว่าแล้วจะเอายังไง ทีตัวเองเดินขากางเกงปาดหัวตนยังไม่ว่าสักคำ ด่าคืนว่า นิสัยแย่

ต่อปากต่อคำ กลายเป็นด่าทอทะเลาะ กระทั่งณดาจะตบ เลยถูกกิมลั้งผลักล้มลงไปนั่งกองกับพื้น เป็นจังหวะที่ต๋องเดินมาเห็นพอดี เขารีบเข้าประคองณดาขึ้นถามกิมลั้งเหมือนตำหนิว่า “ทำอะไรน่ะกิมลั้ง”

กิมลั้งโมโหตวาดว่าไม่รู้เรื่องก็อย่ามายุ่ง ส่วนณดาพอเจอต๋องก็อ้อนให้ช่วย ต๋องจึงประคองเธอออกไปข้างนอกท่ามกลางเสียงซุบซิบของแม่ค้าว่า งานนี้ต๋องอาจจะเป็นหนูตกถังข้าวสารเสียแล้วก็ไม่รู้ แล้วพากันหัวเราะคิกคัก ในขณะที่กิมลั้งเห็นแล้วเจ็บแปล๊บๆที่ใจยังไงบอกไม่ถูก

ต๋องถามณดาว่าเกิดอะไรขึ้น ณดาบอกว่ากิมลั้งร้ายน่าดู ต๋องติงว่าปกติเธอไม่ใช่คนแบบนั้น ณดาเลยบอกว่าอย่าไปพูดถึงมันเลย แล้วถามเรื่องไฟฟ้าในตลาด ต๋องบอกว่าเรียบร้อยแล้วขอบคุณที่ช่วยเป็นธุระให้ ณดาส่งสายตาให้พูดเสียงหวานพอกับสายตาว่า “ถ้าคุณพอใจ ฉันก็ยินดีค่ะ”

ooooooo

วันนี้รัศมีกำลังดูเครื่องเพชรอยู่ที่ร้าน สดศรีเข้าร้านเดียวกัน เจ้าของร้านต้อนรับอย่างเร่าร้อน ทำให้รัศมีหมั่นไส้เลยแกล้งพูดโทรศัพท์เสียงดัง ทำทีคุยกับชายศักดิ์ว่าอยู่ร้านเพชร แต่ละชุดสวยๆทั้งนั้น แล้วทำเสียงตื่นเต้นถามปลายสายว่า

“อะไรนะคะ...จะให้รัศมีเหมาหมด... แหม เหลือให้คนแถวนี้ซื้อไปใส่หลอกตาคนอื่นว่ายังมีฐานะดีอยู่บ้างดีกว่ามังคะ”

สดศรีรู้ว่าถูกกวนประสาท เลยบอกเจ้าของร้านดังๆว่าตนเอาทั้งเซ็ต แล้วให้รูดบัตรเครดิตทันที

รัศมียังหาเรื่องต่อ เยาะเย้ยว่าไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับสดศรี มีตลาดสด คนก็พากันหนีเข้าห้างข้างๆหมด มีสามี สามีก็ทิ้งมาอยู่กับตน ซ้ำยังหลงหัวปักหัวปําอีกด้วย

“รู้ไหม ฉันไม่เคยเสียดายเลยที่ชายศักดิ์เลือกไปอยู่กับผู้หญิงอย่างเธอ มันเป็นเรื่องธรรมดาน่ะ ขยะก็ต้องเลือกอยู่กับขยะ” พูดแล้วสดศรีสั่งเด็กให้เอาเครื่องเพชรไปส่งให้ที่บ้านด้วย ไม่อยากอยู่ตรงนี้นานเดี๋ยวตัวจะสกปรก

“แกรู้จักฉันน้อยไปเสียแล้ว” รัศมีคำรามอย่างเจ็บใจ

สดศรีกลับถึงบ้านไม่นาน ชายศักดิ์ก็ตามมา ทวีไม่ยอมให้เข้าบ้าน ยืนโต้เถียงกันอยู่ครู่หนึ่ง สดศรีให้ทวีปล่อยเข้ามา ชายศักดิ์มาเสนอให้ราคาที่ดินที่ตลาดเพิ่มอีกเป็นสองเท่าตัว หมายจะเอาเงินฟาดหัวซื้อให้ได้

เมื่อสดศรีไม่ยอมขายก็หว่านล้อมว่าน่าจะเอาเงินก้อนนี้ไว้ให้ลูกดีกว่า เพราะชาตินี้เธอจะไม่มีโอกาสหาเงินได้ก้อนโตอย่างนี้แน่

สดศรีไล่ให้กลับไปเสีย ถามว่าจะไปเองหรือจะให้ตำรวจมาลากไป ชายศักดิ์โมโหเดินฮึดฮัดไป พอชายศักดิ์ไปแล้วสดศรีเดินกลับมาดูรูปณดาในวัยต่างๆที่ใส่กรอบวางอยู่ พึมพำอย่างเจ็บปวด

“ชายศักดิ์ เธอไม่มีทางรู้หรอกว่า เด็กผู้หญิงคนนึงเป็นยังไงเวลาที่ไม่มีพ่อ...”

ooooooo

ที่ร้านเสริมสวยของน้อยหน่า ชมพู่นั่งทำเล็บให้ลูกค้าคนหนึ่งที่ใส่แว่นดำเข้ามาและไม่ยอมถอด น้อยหน่า ชมพู่ และเครือฟ้า มือทำงานไปปากก็นินทากันไป

น้อยหน่าพูดอย่างเห็นใจสดศรีว่า ผัวเก่าทิ้งไปไม่ทันไรผัวใหม่ก็มาตายตามไปอีก เครือฟ้าบอกว่าสงสารสดศรีที่ต้องแบกภาระหนี้และเลี้ยงลูกคนเดียว ชมพู่เสนอว่าให้หาผัวคนที่สามให้ดีไหมเผื่อคุณนายจะมีความสุขขึ้นมาบ้าง

ทวีที่เป็นขาเม้าท์ประจำของร้านขัดขึ้นว่า “บ้าเหรอ มันอาจจะทำให้คุณนายโมโหจนต้องเพิ่มค่าเช่าพวกแกก็ได้ เพราะถ้าเกิดคุณนายไปได้ผัวเหมือนเสี่ยชายศักดิ์เข้าอีกคน แล้วไปคว้าเมียน้อยหยำฉ่าแบบนังรัศมีอะไรนั่นมาให้ช้ำใจอีกล่ะ”

พอเอ่ยถึงรัศมีเมียใหม่ของชายศักดิ์ ทุกคนก็หันมานินทาว่า นังนี่น่ะแสบตัวแม่เลยล่ะ ผู้หญิงที่ไปหิ้วมาแบบนี้กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม ไม่งั้นจะให้เสี่ยสร้างห้างหยามหัวใจคุณนายถึงหน้าตลาดหรือ เครือฟ้าบอกว่ามีคนเห็นรัศมีมาด้อมๆมองๆแถวตลาด สงสัยจะมาดูว่าตลาดเราจะเจ๊งเมื่อไหร่ ชมพู่หมั่นไส้บอกว่าอย่าให้เจอก็แล้วกัน เจอเมื่อไหร่จะตบให้รัศมีดับเลย

จู่ๆลูกค้าใส่แว่นดำก็กำมือแน่น ชมพู่บอกว่ากำแบบนี้ทำเล็บไม่ได้ เธอก็ลุกพรวดบอกว่าไม่ทำมันแล้ว พลางควักเงินวางไว้ 500 บาท แล้วกระแทกเท้าออกไป ทุกคนพากันงง

รัศมีถอดแว่นดำไปยืนโทรศัพท์ที่มุมตลาด ครู่เดียว ชาวตลาดก็พากันวิ่งกรูมา รัศมีเห็นท่าไม่ดี วิ่งหนีแทบไม่ทัน

ooooooo

เมื่อชายศักดิ์ซื้อตลาดไม่ได้ ศักดิ์ชายจึงอาสาช่วย โดยจะเข้าทางณดา บอกว่าถ้าตนจีบณดาติด ทุกอย่างก็จะง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ว่าแล้วก็ไปที่ตลาดสด

กิมลั้งหมั่นไส้ณดาที่ทำกรีดกรายเลยล้อเลียนให้พวกแม่ค้าในตลาดดูเป็นที่ตลกขบขัน ขณะนั้นเอง ศักดิ์ชายเดินมาได้ยินกิมลั้งกำลังล้อเลียนและเรียกตัวเองว่า ณดา ก็กระหยิ่มว่าเจอตัวแล้ว รีบเข้าไปทำทีว่าติดต่อลุงอ่ำเช่าแผงผลไม้ไว้ อยากรู้ว่าแผงของตนอยู่ตรงไหน กิมลั้งเลยรับสมอ้างเป็นณดา พาไปชี้มั่วๆ

ความมาแตกเมื่อจตุรงค์มาเจอเลยจับได้ว่าที่แท้เธอคือกิมลั้ง ศักดิ์ชายเสียหน้าแต่ไม่ยอมแพ้ยังจะเดินหน้าต่อไป เรียกจาตุรงค์ไปเล่าแผนการว่าจะปลอมตัวเป็นพ่อค้าขายผลไม้เพื่อตีสนิทณดาแล้วหลอกซื้อตลาดให้แม่กับพ่อขยายห้าง

ทั้งสองตกลงกันว่าจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับโดยมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยน ถ้าจาตุรงค์ช่วยทำให้สำเร็จ ศักดิ์ชายก็จะให้เต็กไฮ้กับลักษณ์ไปขายของในห้าง

ไม่นานนัก ณดาตัวจริงก็มาที่ตลาด จาตุรงค์รีบเข้าไปแนะนำตัวและแนะนำให้รู้จักกับศักดิ์ชายบอกว่าเป็นเพื่อนจะมาขายผลไม้ที่ตลาด ณดามองศักดิ์ชายอย่างไม่สนใจ ศักดิ์ชายพยายามขอเบอร์โทร. เธอบอกว่าเรื่องเช่าแผงให้ติดต่อลุงอ่ำเอง ศักดิ์ชายอ้างว่ามีกระเช้าผลไม้จะฝากไปให้คุณนาย ณดาบอกว่าให้ไปฝากลุงอ่ำ ไว้เพราะตนไม่ใช่เมสเซนเจอร์แล้วเดินไปเลย

“เล่นของสูงเสียแล้วเว้ยไอ้ชาย” จาตุรงค์หนักใจแทน ศักดิ์ชายพูดอย่างมุ่งมั่นว่าคอยดูก็แล้วกันว่าใครจะสูงกว่าใคร

ooooooo

ศักดิ์ชายต้องการสร้างภาพตัวเองให้เด่น เมื่อเกิดไฟไหม้ที่หลังตลาด เห็นต๋องวิ่งฝ่าไฟเข้าไปช่วยไอ้บอยลูกแม่ค้าคนหนึ่ง ศักดิ์ชายเห็นณดามายืนดูเหตุการณ์อยู่ เลยวิ่งฝ่าไฟเข้าไปให้เธอเห็นบ้าง

แต่พอเข้าไปเจอต๋องกำลังอุ้มบอยที่หมดสติจะออกมา ศักดิ์ชายจะเข้าไปรับบอย ต๋องบอกว่าไม่เป็นไรให้รีบออกไปก่อน ศักดิ์ชายร้องบอกต๋องว่าคานจะล้ม แล้วแย่งบอยไปอุ้มพร้อมกับผลักต๋องไปทางคานที่จะล้ม เขาอุ้มบอยฝ่าไฟออกไปเยี่ยงวีรบุรุษ ได้รับคำชมเชยอย่างมาก แต่ไม่ได้รับความสนใจจากณดา เพราะเธอมัวแต่ชะเง้อมองหาต๋องด้วยความเป็นห่วง

ครู่หนึ่งต๋องเดินโผเผออกมาทำท่าจะล้ม กิมลั้งอยู่ใกล้กว่าเพื่อนพุ่งเข้าไปรับร่างต๋องไว้ทัน

เมื่อดับไฟจนเหตุการณ์สงบแล้ว ณดาขอบคุณชาวตลาดทุกคนที่ช่วยกันดับไฟ เต็กไฮ้พูดอย่างโล่งใจว่า

“เฮ้อ...โชคดีไปนะที่วันนี้ไม่เกิดเรื่องเลวร้าย คงเป็นเพราะเราทำพิธีแก้เคล็ดล้างซวยตลาดไว้แท้ๆเรื่องหนักถึงกลายเป็นเบาแบบนี้”

“มันไม่ใช่เพราะพิธีหรอกเต็กไฮ้ เป็นเพราะฮีโร่อย่างพี่ต๋องต่างหากที่รีบมาป่าวประกาศให้พวกเรารู้ตั้งแต่เนิ่นๆถึงได้ดับไฟกันทัน” ชมพู่ขัดคอ กิมฮวยถามต๋องว่าจำหน้าพวกนั้นได้ไหมว่าเป็นใคร ต๋องบอกว่าจำไม่ได้เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก กิมฮวยถามอีกว่าไม่เห็นหรือว่าไม่มีใคร พูดเป็นนัยว่าต๋องเป็นคนวางเพลิงเอง ด่าต๋องว่าเป็นตัวซวย มาอยู่ไม่ทันไรก็มีแต่เรื่องร้ายๆเกิดขึ้น พอต๋องโต้ก็ถูกกิมฮวยและจะเด็ดรุมกันว่าจนไม่มีโอกาสเถียง

ณดาหย่าศึกบอกว่าเรื่องสำคัญแบบนี้จะมากล่าวหากันลอยๆไม่ได้ ทุกอย่างต้องมีหลักฐาน ตอนนี้ไปขายของกันก่อนดีไหม กิมฮวยพูดอย่างไม่ยอมจบง่ายๆว่า

“งั้นทุกคนดูต่อไปแล้วกัน ตัวซวยอย่างไอ้ต๋องน่ะมันไม่หยุดสร้างปัญหาให้เราแค่นี้หรอก”

“ไปเถอะม้า” กิมลั้งรีบลากแม่ออกไป ต๋องมองตามกิมฮวยไปเซ็งๆ ส่วนศักดิ์ชายมองต๋องอย่างใช้ความคิด

แต่พอกลับมาที่แผง ปรากฏว่าปลากะพงของกิมฮวยหายไปหลายตัว หมูที่แผงของเต็กไฮ้ก็หายไปเยอะ พวกแม่ค้ารีบพากันไปดูของที่แผงของตัวเอง กิมฮวยได้ทีโยนความผิดให้ต๋องอีกตามเคยว่าเป็นตัวซวย ไปอยู่ที่ไหนก็มีเรื่องที่นั่น หันไปถามจะเด็ดว่าจริงไหม จะเด็ดพึมพำว่า “หรือว่าไอ้ต๋องมันจะเป็นกาลกิณี”

“ถ้ามันเป็นอย่างที่ลื้อว่าจริง เราจะทำยังไงกันต่อดีล่ะ” กิมฮวยหาทางเล่นงานต๋องอีก

คืนนี้ ขณะกิมลั้งเป็นห่วงต๋องที่หายเงียบไป จู่ๆก็มีเสียงเตือนข้อความดังขึ้น กิมลั้งดีใจรีบกดดู แล้วก็เซ็งกับข้อความที่ว่า “ดูดวง ถ่วงกรรม ขย้ำทุกข์ กด 1901*”

ส่วนต๋องก็กลุ้มใจเดินไปแถวหน้าบ้าน ตรงห้องกิมลั้ง แหงนมองขึ้นไปพึมพำ

“กิมลั้ง...เธอจะเหมาว่าฉันเป็นอย่างแม่เธอคิดไหมนะ”

ศักดิ์ชายกลับบ้าน เห็นรัศมีกำลังจ่ายเงินให้ชายสามคนที่จ้างไปวางเพลิงโรงเก็บของที่ตลาด แต่จ่ายไม่ครบอ้างว่าทำงานไม่สำเร็จ ศักดิ์ชายหงุดหงิดบ่นแม่ว่า

ทำแผนของตนเสียหมด บอกว่าถ้าตนจัดการกับลูกสาวสดศรีสำเร็จตลาดก็ไม่พ้นมือเราแน่ รัศมีตาเป็นประกายกับแผนลึกซึ้งของลูกชาย

ooooooo

แม้ว่าต๋องจะถูกกิมฮวยเล่นงานทุกแง่มุม แต่ต๋องก็ยังมีเลื่อนกับรักเร่และบรรดาสาวร้านเสริมสวย ร้านขายดอกไม้เป็นแฟนคลับแน่นเหนียว ดังนั้น เมื่อจะเด็ดขึ้นไปเหยียบย่ำผักบนแผงของต๋องเพื่อทำพิธีปัดรังควาน จึงมีบรรดาแฟนคลับเหล่านั้นยืนเคียงข้างเขา

ระหว่างต๋องปะทะกับพวกกิมฮวยที่มาย่ำผักบนแผงจนเละนั้น บังเอิญต๋องผลักเต็กไฮ้เซไปชนมุมแผงหัวแตกเลือดออก จาตุรงค์หาว่าต๋องทำร้ายป๊าตน ลุยเข้าไปต่อย ถูกต๋องต่อยคืนจนปากแตกลงไปน็อกกับพื้น

“อาต๋อง อั๊วไม่ปล่อยลื้อไว้แน่ๆ พวกเรา...จับมันส่งตำรวจ” กิมฮวยอาศัยพวกมาก ช่วยกันจับต๋องส่งตำรวจ บรรดาแฟนคลับที่มีจำนวนน้อยกว่าก็ช่วยต๋องไม่ได้ กิมลั้งเองได้แต่มองอยู่อย่างเป็นห่วงแต่ก็ไม่กล้าแสดงออก

ระหว่างต๋องถูกขังอยู่ที่โรงพัก กิมลั้งแอบเอาข้าวกล่องและน้ำไปให้ ต๋องดีใจมากบอกว่า นึกว่าเธอจะเกลียดตนเหมือนคนอื่นเสียอีก กิมลั้งบอกว่า “แต่ฉันไม่ได้ปลื้มกับสิ่งที่เธอทำหรอกนะ”

กิมลั้งบอกต๋องว่า เขาหลีกเลี่ยงที่จะมีเรื่องกับพวกนั้นได้แต่เขาไม่ทำ ที่ตนพูดก็แค่อยากให้เขาใช้ความถูกต้องต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ต๋องถามว่าแล้วแม่เธอกับพรรคพวกรู้บ้างไหมว่า ความถูกต้องคืออะไร

“ถ้าอยากให้เขารู้ว่ามันคืออะไร เธอต้องเป็นคนทำต๋อง ใครจะมองว่าเราเป็นยังไงไม่สำคัญเท่ากับตัวเราเป็นคนยังไงหรอก เชื่อฉันนะ...เธอต้องอดทน รอเวลา แล้ววันนึง ทุกคนจะต้องเห็นเธอเหมือนที่ฉันเห็น”

กิมลั้งเห็นต๋องเครียด เธอบอกเขาว่าพาเพื่อนมาเยี่ยมด้วย แล้วชูนิ้วที่เขียนหน้าคนขึ้นมาทักทาย ให้ต๋องช่วยถ่ายรูปให้ด้วย กิมลั้งแหย่จนต๋องหัวเราะออกมา เธอก็พลอยหัวเราะไปกับเขาด้วย

เมื่อณดารู้ว่าต๋องถูกตำรวจจับขังอยู่ที่โรงพัก ก็ติดต่อนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้ปล่อยตัว อ้างว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกัน

กิมลั้งส่งข้าวส่งน้ำให้ต๋องแล้วกลับไป เดินผ่านร้านขายยาจึงแวะซื้อยาเอามาให้ต๋องทาแผลที่หน้า พอมาถึงเห็นณดารอต๋องอยู่หน้าห้องขัง พอต๋องออกมาก็ขอบใจที่เธอช่วย

“ไม่เป็นไร ณดาทำเพื่อความถูกต้องต่างหาก แปลกจัง...ทำไมคนในตลาดถึงจ้องจะมีเรื่องกับคุณนักนะ” ณดาสงสัย

ต๋องบอกว่าตนมีส่วนทำให้เกิดเรื่องเหมือนกันเพราะชอบคิดและทำอะไรไม่เหมือนคนอื่นเขา ระหว่างนั้น ณดาเห็นแผลที่หน้าเขาเธอจึงพาไปโรงพยาบาล ต๋องไม่อยากไป ณดาจึงจับมือเขาพาไปขึ้นรถขับออกไป

เป็นจังหวะที่กิมลั้งถือถุงยามาเห็นพอดี เธอชะงักกึก มองถุงยาในมือแล้วหันหลังกลับ หงอยไปถนัดใจ

ooooooo

เกิดเรื่องครั้งนี้ ต๋องมีคู่ปรับเพิ่มขึ้นอีกสองคน คือจาตุรงค์ที่ถูกต๋องชกจนปากเจ่อ และศักดิ์ชายที่เห็นต๋องสนิทสนมจากณดาตัดหน้าตน นอกจากนั้นก็มีเต็กไฮ้และจะเด็ดที่เพิ่มดีกรีความไม่พอใจต๋องมากขึ้น

เมื่อต๋องไปที่ตลาดก็ถูกกิมฮวยนำพรรคพวกขับไล่ แต่แฟนคลับของต๋องก็พากันมาตะโกนตอบโต้ กิมฮวยด่าแฟนคลับของต๋องว่า “เข้าข้างกันเข้าไปเถอะ อีกหน่อยพวกลื้อจะทำมาหากินไม่ได้เพราะกาลกิณีอย่างมัน”

“พอได้แล้ว ฉันจะไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น ได้ยินชัดไหม” ต๋องตะโกนขึ้น จะเด็ดถามว่าแล้วจะหน้าด้านอยู่ต่อไปทำไม “เพราะฉันจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นไงว่าไอ้ตัวซวยจริงๆที่ทำให้ตลาดแย่ลงอย่างทุกวันนี้น่ะมันเป็นใคร”

“ได้...งั้นอั๊วจะให้เวลาลื้อไม่เกินสามวัน ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ คราวนี้ลื้อก็ต้องลากกระเป๋าออกไปจากบ้านเอเอฟทันทีตกลงไหม”

“ได้” ต๋องตอบ จ้องหน้ากับกิมฮวยแบบไม่มีใครยอมใคร

หลังจากนั้น ต๋องก็ให้เลื่อนและรักเร่ซึ่งมีพวกแก๊งใต้สะพานเป็นเพื่อนร่วมรุ่น นอกจากเพื่อนแล้วยังมีเมียเพื่อนอีก ให้พวกนี้ช่วยกันออกไปทำงาน โดยทำที ไปซื้อของตามแผงในตลาดโดยเฉพาะพวกแกนๆที่เป็นพรรคพวกของกิมฮวย ซื้อของแล้วถ่ายรูปจับผิดไว้เป็นหลักฐาน

เมื่องานขั้นแรกเสร็จเรียบร้อย ต๋องก็ให้เลื่อนป่าวประกาศว่า วันนี้ลุงชวนชมใจดีฉายหนังฟรีให้ดู ใครอยากดูหนังฟรีให้ไปตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลย ชาวตลาดพากันตื่นเต้นกับของฟรีพากันหยุดขายของไปเข้าโรงหนังกันจนตลาดแทบร้าง

ปรากฏว่าฉายหนังได้ไม่กี่อึดใจก็หยุดอ้างว่าเครื่องขัดข้อง ระหว่างรอแก้ไขต๋องก็ประกาศให้ทุกคนดูอะไรเพลินๆกันไปก่อน

อะไรเพลินๆของต๋อง คือฉายภาพที่ก๊วนของเลื่อนกับรักเร่ไปซื้อของตามร้านที่เป็นแกนๆของกลุ่มกิมฮวย แล้วถ่ายภาพจับผิด ทั้งเรื่องเอาของหมดอายุ

มาขาย เอาของเสียสอดไส้ ขายปลาก็ตักน้ำแข็งติดไปด้วย เอาหมูสกปรกที่ถูกหนูแทะมาขาย กระทั่งขายมะพร้าวขูดก็แอบเติมน้ำเข้าไปให้หนักตาชั่ง

บรรดาพวกที่ถูกเปิดโปงต่างอายหน้าม้านไปตามกัน เมื่อฉายคลิปแฉจนหมดแล้ว มีเสียงบ่นว่าแบบนี้เองคนถึงไม่เข้าตลาดกัน ต๋องได้ที ประกาศกลางโรงหนังว่า

“ทีนี้ทุกคนก็คงรู้กันแล้วนะว่า ตัวซวยของตลาดน่ะเป็นใคร”

ooooooo

ตอนที่ 3

งานนี้ ต๋องได้รับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ เต็กไฮ้ด่าต๋องว่าเล่นสกปรก จะเด็ดก็ด่าว่า คิดว่าเป็นใครถึงได้เที่ยวจับผิดคนอื่นแบบนี้ ต๋องขอบใจแฟนคลับที่สนับสนุนให้กำลังใจตนแล้วถามจะเด็ดว่า

“แล้วไอ้ทุกคนทำอยู่น่ะมันดีไหมล่ะ มัวแต่พากันไปไหว้เจ้าไหว้ผี แถมยังโยนขึ้นมาให้ฉัน สรุปแล้วที่แท้ก็เป็นเพราะความไม่รับผิดชอบต่ออาชีพของตัวเองกันทั้งนั้น”

กิมฮวยมึนไปพักหนึ่งพอนึกได้ก็หันไปตะโกนถามชาวตลาดว่าเดี๋ยวนี้ใครๆก็ตัดต่อภาพได้ใช่ไหม

พวกเรา ชาวตลาดขานรับกันว่าใช่ กิมฮวยได้ทีทำเป็นหัวหมอหันไปขู่ต๋องว่า

“ลื้อมาทำซี้ซั้ว...อั๊วฟ้องได้เลยนะโทษฐานทำลายชื่อเสียง”

“น้าต่างหากที่ทำลายชื่อเสียงตัวเอง แล้วก็กำลังทำลายชื่อเสียงของตลาดเหมือนกับที่อีกหลายคนทำ แล้วถ้ายังคิดจะเป็นแบบนี้กันต่อไป ก็อย่าหวังว่าจะดึงลูกค้าคืนมาจากห้างเวรี่แฮปปี้ของเสี่ยชายศักดิ์เลย”

“ไอ้ต๋อง!! ลื้อไม่ต้องมาสั่งสอนพวกอั๊วหรอก พวกอั๊วอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ลื้อยังไม่ชิงหมามาเกิดด้วยซ้ำ ทำไมจะไม่รู้ว่าต้องแก้ไขเรื่องปากท้องตัวเองยังไง” แล้วหันไปบอกพรรคพวก “ไปกันเถอะพวกเรา เสียเวลากับเรื่องงี่เง่านานเกินไปแล้ว” ว่าแล้วกิมฮวยเดินออกไป

กิมลั้งเดินตามแม่ไป แต่แอบเหล่ต๋องอย่างลำบากใจแทน ต๋องมองตามพวกชาวตลาดที่ตามกิมฮวยไปเซ็งๆ

แต่ก็ยังมีคนที่ให้กำลังใจต๋องอยู่เงียบๆคือลุงชวนชมเจ้าของโรงหนัง ต๋องขอบคุณที่มีแก่ใจให้ใช้โรงหนังฟรี

“เออ...ข้าก็แค่สนับสนุนให้คนมันลืมตามอง

ความจริงบ้างเท่านั้น เพราะคนแถวนี้มันถนัดโทษคนอื่นมากกว่าตัวเอง”

ต๋องมองหน้าลุงแล้วยิ้มชอบใจ ชมว่าแปลกจัง ทำไมคนอื่นหาว่าลุงเป็นคนประหลาด ตนไม่เห็นจะเป็นแบบนั้นเลย ลุงแกไม่ยินดียินร้ายบอกว่า ช่างหัวมัน ตนไม่ได้ขอใครกิน

“มันไม่ได้เกี่ยวกับขอใครกินไม่ขอใครกินหรอกลุง บางทีการมีใครสักคนที่เข้าใจเรา มันก็ทำให้ชีวิตมีความหมายขึ้นนะ” พูดแล้วเห็นลุงทำหน้ารำคาญ ต๋องเลยต้องหยุดพูดแล้วเดินออกไป

ออกมาถึงหน้าโรงหนัง เจอณดา เธอชื่นชมว่าวันนี้ต๋องทำได้เจ๋งมาก เสียดายถ้าตนรู้ตั้งแต่แรกก็จะได้ช่วยออกค่าใช้จ่ายให้บ้าง ต๋องตอบอย่างวางฟอร์มว่าไม่เป็นไร ทั้งหมดนี้เพื่อนนิเทศที่มหาวิทยาลัยช่วยทำให้ พวกนี้มีเครื่องมืออยู่แล้ว

ณดาติงว่าถ้าแม่รู้เรื่องนี้คงโกรธ ต๋องบอกว่าคุณนายไม่มีทางรู้หรอกเพราะวันๆสนใจแต่จะเก็บค่าเช่า พูดแล้วทำเป็นตกใจรีบขอโทษ ณดาบอกว่าไม่เป็นไรตนเข้าใจ ถามต๋องว่า “ว่าแต่คุณคิดว่าพวกนี้เขาจะยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองไหม”

“ตอนนี้แค่เปลี่ยนแปลงตัวเองยังน้อยไปด้วยซ้ำครับ ผมว่าเราต้องหากลยุทธ์อะไรบางอย่างเพื่อดึงดูดลูกค้าให้กลับมาเร็วที่สุด ส่วนจะทำยังไง ผมขอเวลาคิดนิดนึงก่อนแล้วจะบอกคุณอีกที”

ณดาเห็นความกล้าคิดกล้าทำของต๋องก็ยิ่งชื่นชอบเขาเป็นทวีคูณ

ฝ่ายจาตุรงค์คุยกับศักดิ์ชายที่ต่างก็ถือว่าต๋องเป็นคู่แข่งเป็นอริเป็นเสี้ยนหนาม จาตุรงค์เสนอศักดิ์ชายให้มาร่วมมือกันประกาศสงครามกับต๋องเลยไหม ศักดิ์ชายบอกว่าตนไม่ทำอะไรโง่ๆแบบนั้นหรอก จาตุรงค์ถามว่าร่วมมือกันแล้วมันโง่ยังไง

“วิธีจัดการศัตรูที่แยบยลที่สุดก็คือ ไม่ให้มันรู้สึกว่าเราเป็นศัตรูกับมันเว้ย” ศักดิ์ชายตอบนัยน์ตาเจ้าเล่ห์

ooooooo

ต๋องไปเจอกิมลั้งนั่งเหม่ออยู่ริมตลิ่งคลองหลังตลาดก็เข้าไปขอนั่งด้วย ถามว่าโกรธที่ตนแฉแม่เธอหรือเปล่า กิมลั้งบอกไม่โกรธ ตนแค่ไม่สบายใจประสาคนเป็นลูกเท่านั้น ทั้งยังชมต๋องว่ากล้าหาญมากที่ยอมให้คนอื่นเกลียดทั้งที่ทำเพื่อประโยชน์ของพวกเขาแท้ๆ ต๋องซึ้งเผลอจับมือกิมลั้งขอบคุณที่เธอให้ กำลังใจ

กิมลั้งรีบดึงมือออก ต๋องเลยรู้สึกตัวขอโทษเธอ แล้วขอให้ช่วยคิดว่าทำอย่างไรเราจึงจะเรียกคนเข้าตลาดแข่งกับห้างได้ กิมลั้งแนะว่าอย่างแรกก็ต้องติดแอร์ก่อน

“นั่นมันเกินไป ไอ้เรื่องความเย็น ความสวยงามน่ะเราสู้เขาไม่ได้อยู่แล้วล่ะ เธอลองคิดดูสิว่าอะไรที่สู้กันแล้วจะพอฟัดพอเหวี่ยงกันได้”

คิดกันจนหน้านิ่วคิ้วขมวด สุดท้ายลงเอยที่เราต้องสู้กันด้วยราคา แต่ราคาทุกวันนี้ตลาดของเราก็ไม่ได้ถูกกว่าห้างสักเท่าไหร่ มีทางเดียวคือต้องจัดลดราคาครั้งใหญ่

แต่พอเรียกประชุมเสนอแผนการนี้ ก็ถูกกิมฮวยด่าต๋องที่เอาพวกตนไปแฉในโรงหนังเมื่อวานนี้หยกๆ วันนี้ยังมีหน้ามาเสนออะไรอีกหรือ เต็กไฮ้ที่ยังแค้นไม่หายก็พูดเป็นเสียงเดียวกับกิมฮวย

ณดาต้องหย่าศึก บอกว่าต๋องไม่ได้ตั้งใจแฉใครหรอก เขาทำเพราะอยากให้ตลาดเราคึกคักขึ้นเท่านั้น

แล้วขอร้องให้ทุกคนฟังแผนการของต๋องก่อนดีไหม บรรดาคู่แค้นของต๋องเกรงใจณดาเลยต้องสงบปากยอมฟัง

“คืออย่างนี้นะจ๊ะทุกคน ที่ฉันวางแผนไว้คร่าวๆ คือ เราจะจัดสัปดาห์ “ยกธงขาว” ที่ลานตรงนี้ โดยที่ทุกร้านจะยกธงขาว เพื่อบอกว่าพ่อค้าแม่ค้ายอมขายของราคาพิเศษเพื่อสมนาคุณลูกค้า เราอาจจะมีการแสดงดนตรีในงาน จะได้ช่วยเรียกคน ซึ่งฉัน เลื่อน รักเร่ก็เล่นฟรีให้ได้อยู่แล้ว”

บรรดาแฟนคลับของต๋องพากันเสนอตัวช่วยเต็มที่ คิตตี้อาสาจะชวนเพื่อนๆ มาเต้นโชว์ฟรี ชมพู่กับน้อยหน่าจะช่วยแต่งหน้าทำผมให้เพื่อนคิตตี้ฟรี ณดาบอกว่าเรื่องจัดสถานที่ ทำแผง ทำเวที ทางตลาดจะอำนวยความสะดวกให้ เพียงแต่ต้องขอแรงพวกเราช่วยกันหน่อยเท่านั้น ต๋องปรารภว่าถ้าอย่างนั้นเราต้องไปจ้างช่างมาทำ

ศักดิ์ชายทำตามแผนจัดการศัตรูอย่างแยบยลของตน เสนอต๋องว่าตนจะช่วยณดาประสานกับคนที่นี่เอง  ทั้งยังเสนอ จะเอาผลไม้มาปอกแช่น้ำแข็งขายด้วย ลูกค้าจะได้ซื้อกินง่ายๆ

บรรยากาศเริ่มคึกคัก กิมลั้งถามแม่ว่าเราเอาอาหารทะเลมาเผาขายด้วยดีไหม ถูกกิมฮวยแว้ดใส่ว่า ใครบอกว่าตนจะมาร่วมงานบ้าบอนี่ เต็กไฮ้ประสานเสียงทันทีว่า

“อั๊วก็ไม่เอาด้วยเหมือนกัน อยู่เฉยๆ ก็ดีแล้ว ไม่รู้จะทำให้ตัวเองเหนื่อยไปทำไม”

“อ้าว...มารวมตัวกันอยู่ตรงนี้เอง ฉันเพิ่งปลุกเสกปลัดขิกรุ่นใหม่เสร็จ ถ้าเอาไปใส่ตะกร้าเงินรับรองขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สนใจกันไหม” จะเด็ดเดินเข้ามาทะลุกลางปล้องขึ้น กิมฮวยผสมโรงทันที พอจะเด็ดบอกให้ตามมาดู พวกชาวตลาดก็พากันลุกเดินตามจะเด็ดไปเป็นพรวน ทำเอาต๋องมองมึน

ณดาถามต๋องว่าจะเอาอย่างไรดี ต๋องถามพวกที่ยังอยู่ว่ามีใครสนใจโครงการนี้บ้างไหม แม่ค้าคนหนึ่งบอกว่าฟังดูก็เข้าทีดีเหมือนกัน ต๋องตัดสินใจว่ามีแค่ไหนเอา

แค่นั้น ทำเท่าที่ทำได้ ขอแต่ทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน พวกนั้นจะได้รู้ว่ากำลังคิดผิด

ต๋องจะเอาใบปลิวโฆษณาไปให้โรงพิมพ์ที่ณดาแนะนำพิมพ์ ณดาให้ต๋องนั่งรถตนไปด้วยกันเพราะ

เป็นทางผ่านของตนพอดี ต๋องเตรียมจะไปขึ้นรถ ศักดิ์ชายก็รีบเข้ามาเสนอผังการจัดสถานที่ให้ณดาดู เธอบอกว่าเอาไว้ก่อนได้ไหมตนกำลังจะไปโรงพิมพ์กับต๋อง

“ไม่เป็นไรครับคุณณดา ผมไปเองได้ ชายเขาอุตส่าห์ทำมาแล้วจะได้ไม่เสียความตั้งใจ” พูดแล้วขอตัวแยกไปเลย

ศักดิ์ชายอธิบายแผนผังของตน ณดาบอกเซ็งๆ ว่าหาที่นั่งก่อนได้ไหม ศักดิ์ชายขอโทษอย่างแสนสุภาพแล้วพาไปหาที่นั่งแถวนั้นคุยกัน

ooooooo

สามทุ่มแล้ว กิมแชนอนเหมือนหลับอยู่ ส่วนกิมลั้งวางหนังสือที่อ่านหยิบโทรศัพท์มือถือที่สว่างวาบขึ้น พอเห็นชื่อต๋องโชว์หน้าจอก็ดีใจรีบรับ ทักอย่างรู้ว่าใครโทร.มา เลยถูกต๋องแซวว่าเมมชื่อตนไว้แล้วหรือ

ที่แท้ต๋องมาอยู่ที่นอกรั้วตรงกับห้องนอนกิมลั้งแล้ว กิมลั้งเปิดประตูระเบียงออกไปแต่ใช้มือถือคุยกันเบาๆ

ต๋องมาบอกว่าเพิ่งกลับจากไปจ้างโรงพิมพ์พิมพ์ใบปลิวมา พรุ่งนี้ตนจะเอาไปตระเวนแจก กิมลั้งเสียดายที่ไม่ได้ไปช่วยแจก ต๋องปากหวานว่าช่วยเป็นกำลังใจก็แล้วกัน

“ฉันก็คงทำได้แค่นั้นล่ะ งั้นก็สู้ๆแล้วกันนะ ทำให้คนที่ไม่ชอบเธอเขาเห็นว่าเธอทำได้” กิมลั้งให้กำลังใจ ต๋องบอกว่าโชคดีจังที่เธอไม่ได้เป็นพวกเดียวกับคนที่ไม่ชอบตน “แล้วเรื่องอะไรฉันถึงต้องไม่ชอบเธอ” กิมลั้งย้อนถาม

“งั้นก็แปลว่าเธอชอบฉัน” ต๋องรวบรัด กิมลั้ง เขินมาก งึมงำว่าพูดบ้าอะไรของเธอ ต๋องฟังแล้วหัวเราะชอบใจ

ที่แท้กิมแชแอบฟังอยู่ พอต๋องกลับไปกิมแชถามพี่สาวว่าอยากไปช่วยแฟนแจกใบปลิวล่ะสิ กิมลั้งรู้ว่าเป็นไปไม่ได้เพราะถ้าแม่รู้มีหวังถูกแหกอกแน่

“อ้าว...แล้วจะให้ม้ารู้ทำไมล่ะ” กิมแชพูดอย่างมีเลศนัย พอพี่สาวซักไซ้ก็แนะแผนการว่า ให้ทำเป็นไม่สบาย แม่จะได้ให้ป๊าไปขายของแทน พอไม่มีใครอยู่บ้านคราวนี้เจ้จะไปช่วยพี่ต๋องแจกใบปลิวก็ไม่มีใครรู้ ทั้งยังชี้ข้อดีให้เห็นว่า “เป็นการช่วยพี่ต๋องหาคนเข้าตลาด แถมยังได้ไถ่บาปที่ม้าไปทำอะไรไม่ดีกับพี่ต๋องเขาด้วย แล้วอีกเหตุผลที่สำคัญก็คือ เจ้จะได้อยู่กับพี่ต๋องสองต่อสองทั้งวันเลยไง”

พูดแล้วกิมแชลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้กิมลั้งยิ้มเขินกับแผนการของน้องสาว

ooooooo

ณดาดูแผนผังกับศักดิ์ชายเสร็จก็จะแยกย้ายกันกลับ ศักดิ์ชายทำเป็นรถเสีย ณดามีแก่ใจพาไปส่งที่บ้านซึ่งเป็นทางผ่านของตนอยู่แล้ว ระหว่างทางเขาก็ทำเป็นหืดหอบขึ้นมา ณดาตกใจจะพาไปส่งโรงพยาบาล เขาบอกว่าไม่เป็นไรมียาอยู่ที่บ้าน เธอจึงรีบพาไปส่งที่บ้าน ณดาแปลกใจที่คนขายผลไม้ในตลาดอย่างศักดิ์ชายมีทาวน์เฮาส์อย่างดีอยู่

“อ๋อ...หลังนี้ผมเช่าเจ้านายเก่าอยู่น่ะครับ รับใช้ท่านอยู่นาน ท่านเลยเมตตาให้เช่าราคาถูก”

ณดาไม่ติดใจ ส่งเขาเข้าบ้านแล้วขอตัวกลับ ศักดิ์ชายเดินออกมาส่ง นึกในใจว่า

“วันนี้เอาแค่มาส่งที่บ้านก่อนก็แล้วกัน”

ooooooo

กิมลั้งกับกิมแชทำตามแผนการอย่างเเนบเนียน จนกิมฮวยกับเคี้ยงเชื่อสนิทใจ ให้กิมแชดูแลพี่สาวแล้วทั้งสองก็ไปขายปลาที่ตลาดกัน

จนจะออกไปหาต๋องแล้ว กิมลั้งยังหวั่นๆ หวาดๆ กิมแชปลุกใจให้กำลังใจว่า

“เจ้ไม่ได้กำลังจะไปทำชั่วนะ ถ้าการแจกใบปลิวของเจ้วันนี้ทำให้คนเข้าตลาดมากขึ้นได้ คนในตลาดก็จะขายของได้มากขึ้น” กิมลั้งยังกังวล กิมแชเดาว่าเรื่องต๋อง ยุพี่สาวว่า “เจ้ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ เจ้มีสิทธ์ิที่จะเลือกผู้ชายที่จะก้าวเข้ามาในชีวิตด้วยตัวเอง ถ้าเจ้ไม่เริ่มศึกษาพี่ต๋องตั้งแต่ตอนนี้แล้วเจ้จะรู้ได้ไงว่าเขาจะเป็นคนที่ใช่ของเจ้ รึเปล่า”

เห็นกิมลั้งยังลังเล กิมแชเลยขู่ว่า “หรือเจ้อยากจะลงเอยกับผู้ชายที่ม้าเลือกให้อย่างพี่จาตุรงค์อะไรนั่น” ทำให้กิมลั้งตัดสินใจได้ในทันที

พอไปเจอต๋องที่นัดกันไว้ ต๋องเสนอว่าเราต้องแต่งตัวเป็นจุดเด่นเป็นที่สนใจเวลาแจกใบปลิวคนจะได้เชื่อถือสนใจเรา แล้วต๋องจัดแจงแต่งตัวโดยเอาผ้ากันเปื้อน สีสดใสมาคาด ใส่ที่คาดหัวเป็นรูปปลาตัวใหญ่ให้กิมลั้ง ตัวเองมีผักต้นใหญ่คาดบนหัว กิมลั้งทั้งเขินทั้งไม่มั่นใจ ต๋องให้กำลังใจว่า

“เธอต้องมั่นใจในตัวเองสิ เพราะถ้าเราไม่มั่นใจ คนที่รับใบปลิวไปเขาก็ไม่มีทางมั่นใจในตัวเรา แล้วก็พลอยไม่มั่นใจกับสิ่งที่เรากำลังนำเสนอด้วย”

กิมลั้งสูดหายใจลึกๆแล้วเริ่มต้นแจกใบปลิวอย่างมั่นใจ

ระหว่างแจกใบปลิวด้วยกันนั้น ต๋องดูแลเอาใจใส่กิมลั้งอย่างดี ยิ่งทำงานด้วยกันก็ยิ่งสนิทสนมกัน เห็นใจกัน แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีกำลังใจ...มีความสุข...

จาตุรงค์ขับรถผ่านมาเห็นกิมลั้งจากด้านหลังแต่ก็จำได้ สงสัยว่ากิมลั้งมาทำอะไรแถวนี้ เมื่อกลับถึงตลาดก็ทำทีเอาขนมไปฝากกิมฮวย แล้วทำเป็นสงสัยถามว่า วันนี้กิมลั้งไม่ได้มาขายของหรือ มิน่าล่ะตนถึงเห็นไปยืนอยู่ในซอยเมื่อกี้นี้

กิมฮวยกับเคี้ยงบอกว่า สงสัยจาตุรงค์คงตาฝาด เพราะวันนี้กิมลั้งไม่สบายพักอยู่ที่บ้าน เมื่อกี้นี้กิมแชเพิ่งโทร.มาบอกว่ากิมลั้งไข้ลดแล้ว กิมฮวยเสนอว่า

“เอ้อ...อาจาตุรงค์ ถ้าลื้อว่าง น้าฝากขนมนี่ไปให้อากิมลั้งหน่อยสิ เผื่ออีอยากกินอะไรอร่อยๆ”

“ได้เลยครับน้ากิมฮวย” จาตุรงค์รับคำ เคี้ยงชำเลืองกิมฮวยอย่างไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร

ooooooo

จาตุรงค์ไปถึงบ้านกิมฮวย เจอกิมแชเอาดอกไม้มาปักที่ผม เอาเถาวัลย์มาคล้องคอแทนขนนก แต่งตัวเหมือนนักร้องบนเวที กำลังกวาดบ้านไปร้องเพลงไปอย่างมีความสุข

พอเสียงกริ่งหน้าบ้านดัง กิมแชออกไปทั้งชุดนั้นและมือถือไม้กวาดไปด้วย พอเห็นจาตุรงค์ก็มองช็อกกับความหล่อแนวเกาหลีของเขา จาตุรงค์มองกิมแชงงๆไม่แน่ใจว่าสติดีหรือเปล่า ถามว่ากิมลั้งอยู่ไหม

กิมแชเชิญเข้าไปนั่งในบ้าน จาตุรงค์ถามว่ากิมลั้งไปหาหมอที่ไหน กิมแชบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน ครั้นเขาจะโทร.หากิมแชก็บอกว่ากิมลั้งไม่ได้เอาโทรศัพท์ไป

จาตุรงค์คิดว่ากินแชเป็นคนใช้ พอรู้ว่าเป็นน้องก็พึมพำว่าทำไมหน้าตาคนละเรื่องกันเลย กิมแชเขินบิดไปบิดมา บอกว่าตนหน้าเหมือนอากง แล้วชวนกินข้าวกัน หลังอาหารยังมีของหวานให้กินด้วย ระหว่างกินข้าวก็เปิดเพลงคลอไปตลอด

ระหว่างต้อนรับจาตุรงค์นั้น กิมแชมีความสุขมากที่ได้อยู่กับหนุ่มหล่อแนวเกาหลี ทั้งเขายังชมว่าทำอาหารอร่อย ฟังเพลงรสนิยมเดียวกัน ทำเอากินแชเคลิ้ม แต่แล้วก็เซ็งสุดๆ เมื่อจาตุรงค์จะกลับ เขาสั่งเธอว่า

“ขนมที่เอามาให้น่ะ อย่าแกะกินก่อนน้องกิมลั้งมานะ”

ooooooo

ต๋องกับกิมลั้งช่วยกันแจกใบปลิวเป็นพันใบจนหมด เมื่อกิมลั้งจะกลับ ต๋องอยากให้เธอได้เปิดหูเปิดตาเสียบ้าง พาเธอไปดูท้องฟ้าจำลอง ทำให้กิมลั้งซึ้งใจถึงกับน้ำตาคลอ เพราะเคยใฝ่ฝันอยากดูมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่ได้ดูสักทีได้แต่ผ่านไปผ่านมาตอนเด็กๆ แม่ก็บอกว่าไม่ว่างต้องขายของ พอโตแม่ก็ให้เฝ้าแผงปลาจนไม่ได้ไปไหน จมปลักอยู่กับแผงปลาในตลาดทั้งปี

ต๋องเห็นกิมลั้งน้ำตาไหลไม่หยุด ต๋องรับรู้ถึงความเก็บกดของเธอ สะกิดให้คิดว่า

“กิมลั้ง บางทีความต้องการลึกๆ ที่เรียกร้องอยู่ในตัวเราน่ะมันเป็นเรื่องสำคัญนะ อย่ากดเก็บมันแล้วแขวนตัวเองไว้กับโชคชะตา ไม่งั้นเราจะเป็นแค่สิ่งมีชีวิต แต่ไม่มีวิญญาณ” กิมลั้งขอบคุณเขาสำหรับทุกอย่างวันนี้ “ถือว่าเป็นการตอบแทนที่เธอมาช่วยฉันก็แล้วกัน นี่...ไหนๆก็มาที่นี่แล้ว เราไปทัวร์รอบๆดีกว่า เธอจะได้ถ่ายรูปกับเพื่อนๆด้วยไง”

กิมลั้งพยักหน้ารับทันที

ต๋องพากิมลั้งเดินชมนิทรรศการไปตามจุดต่างๆ แล้วให้เธอถ่ายรูปกับเพื่อนๆซึ่งก็คือหน้าคนบนนิ้ว

ทั้งห้าของเธอนั่นเอง หลังจากถ่ายกับเพื่อนๆไปมากมายแล้ว ต๋องถามว่าแล้วจะไม่ถ่ายกับเพื่อนคนนี้บ้างหรือ พอกิมลั้งอนุญาต ต๋องยิ้มหน้าบานเข้าไปยืนเคียงข้างถ่ายรูปคู่กัน 3-4 ใบ แต่ทุกรูปต่างก็ยังเก้อๆเขินๆกันอยู่

ooooooo

ฝ่ายศักดิ์ชายพยายามทำคะแนนกับณดา

สุดความสามารถ ลงมือเลื่อยไม้เพื่อตกแต่งสถานที่ พอณดามาเห็น เธอถามว่าเลื่อยไม้เป็นไหมนี่ทำไมจับเลื่อยดูแปลกๆ แล้วเธอก็เอาไปเลื่อยให้ดู ท่าทางเธอทะมัดทะแมงจนเขาถามว่าเลื่อยเป็นด้วยหรือ

“นี่...บ้านฉันขาดพ่อนะ แม่ก็เลยต้องทำทุกอย่างแล้วก็หัดให้ฉันทำด้วย ฉันก็เลยทำได้เพียงแต่ฉันไม่อยากทำเท่านั้นเอง มันเหนื่อย”

ระหว่างนั้นสดศรีมาดูการเตรียมงาน ณดาจึงแนะนำให้รู้จักกับลูกค้ารายใหม่ที่มาเช่าแผงขายผลไม้ ครู่หนึ่งสดศรีเรียกณดาแยกไปคุยกัน ติติงลูกสาวว่า จัดงานครั้งนี้ต้องใช้จ่ายไปหลายอย่าง คิดละเอียดยิบแม้กระทั่งตะปู และน้ำไฟที่ต้องใช้ในงาน ณดาชี้แจงว่าตนใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุดแล้ว เสียค่าวัสดุแต่ไม่ต้องเสียค่าแรงเลย ขอร้องแม่ว่า

“ณดาขอลองใช้วิธีของณดาก่อนนะคะถ้ามันได้ผลจริงๆ นี่ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ถูกที่สุดแล้วค่ะคุณแม่”

“ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ แม่ชักสงสัยแล้วว่าคิดถูกไหมเนี่ยที่ให้หนูมาคุมตลาด”

“ก็ต้องคิดถูกสิคะคุณแม่” ณดาโผเข้ากอดแม่อ้อนๆเป็นการปิดปากไม่ให้แม่บ่นอะไรอีก

เมื่อสดศรีเดินไปที่แผงขายปลา ถามกิมฮวยว่า ได้ข่าวว่าไม่เอาของออกขายวันงานยกธงขาวหรือ

“อ๋อ...ไม่ล่ะค่ะอาคุณนาย อั๊วไม่อยากร่วมวงไพบูลย์กับโครงการของไอ้ต๋องสติเฟื่อง กลัวเจ็บตัว”

“นี่...ไม่ต้องกลัวคนไม่มาซื้อของหรอก เขาวางแผนโฆษณากันจริงจังเลยนะ มีแจกใบปลิว เห็นว่าจะขี่รถจักรยานประกาศโทรโข่งอีกด้วย”

“อาคุณนายไม่รู้เหรอคะว่า อาต๋องน่ะลองหยิบจับอะไรเป็นได้โลกาวินาศ อั๊วว่าคุณนายไหว้พระไหว้เจ้าเผื่อไว้ให้ดีแล้วกันค่ะ งานหนักจะได้กลายเป็นเบา”

สดศรีนั่งรถมาถึงทางเข้าตลาด เจอรัศมีกับชายศักดิ์ควงกันมาสอดแนมการเตรียมงานที่ตลาด ชายศักดิ์ ถามรัศมีว่า

“นี่น่ะเหรอไอเดียของไอ้เด็กชื่อต๋องนั่น”

สดศรีบอกคนขับให้จอดรถแล้วลงไปไล่สองผัวเมียให้ออกไปจากตลาดของตนเดี๋ยวนี้ สองคนไม่ทันขยับ สดศรีทนไม่ได้คว้าสายยางที่คนงานกำลังรดน้ำต้นไม้ฉีดไล่ทั้งสองคนจนเปียกม่อลอกม่อแลก แล้วตัวเองก็ขึ้นรถออกไป หางตาใส่ทั้งสองอย่างสะใจ

ooooooo

พากันทัวร์จนพอใจแล้ว ต๋องพากิมลั้งมาส่งที่บ้าน พอเห็นบ้าน กิมลั้งก็พูดขึ้นปลงๆว่า

“เฮ้อ...ได้เวลากลับสู่โลกความเป็นจริงแล้วนะ ถ้าหยุดเวลาไว้ได้ก็ดีสินะ”

“คนที่เก่งน่ะ ไม่ใช่คนที่หลบอยู่ในโลกของตัวเองหรอกนะกิมลั้ง แต่เป็นคนที่ยังเลือกที่จะสู้กับปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงมากกว่า”

“ก็จริง...บางทีเราก็ต้องมีชีวิตเพื่อคนอื่น”

“ก็ใช่...แต่ก็ต้องไม่ลืมให้รางวัลตัวเองนะ เหมือนวันนี้ไง...พอได้ชาร์จแบต เธอก็จะได้มีแรงเดินต่อ”

“แล้วเธอล่ะ วันนี้ได้ชาร์จแบตไหม หรือว่าหมดแรงเพราะพาฉันไปนั่นนี่”

“แค่ได้อยู่ใกล้เธอฉันก็ไฟลุกท่วมแล้ว” ต๋อง

มองหน้าตาฉ่ำ กิมลั้งอุทานเขินๆ ต๋องรีบชี้แจงว่า “ก็...แหม...วันนี้เธอมีความสุข ฉันก็ต้องซึมซับพลังความสุขจากเธอมาด้วยเป็นธรรมดา แค่ยิ้มของเธอก็เติมไฟให้ฉันแล้ว”

กิมลั้งยิ้มเขินจัด ต๋องหยอกว่า “หยุดยิ้มเถอะกิมลั้ง ไฟไหม้ฉันเกรียมไปหมดแล้วนะเนี่ย”

“บ้า...งั้นฉันเข้าบ้านดีกว่า” กิมลั้งผลักประตูรั้วค้อนใส่ต๋องแล้วเดินยิ้มเข้าบ้านไป ต๋องมองตามซึ้งๆ ก่อนหันเดินกลับไปอย่างมีความสุข

เมื่อกิมลั้งเข้าบ้าน รู้จากกิมแชว่าจาตุรงค์มาหา เล่าว่าท่าทางเขาจะคลั่งไคล้เจ้มาก เอาขนมมาฝาก และห้ามตนแกะกินก่อนเจ้กลับมาด้วย กิมลั้งตกใจกลัว

ความลับแตก แต่พอกิมแชบอกว่าจาตุรงค์ไม่สงสัยอะไรก็โล่งใจ

ooooooo

ต๋องแต่งเพลงให้กิมลั้ง บรรยายความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อเธอ แต่งไปซ้อมไป บังเอิญณดามาได้ยินก็แอบปลื้มคิดว่าต๋องแต่งให้ตน ศักดิ์ชายที่เดินตามณดามา เห็นหญิงสาวปลื้มต๋องก็ไม่พอใจ คำรามเบาๆ

“มันมีดีอะไรวะ?!”

อารมณ์โมโห ศักดิ์ชายเดินเตะกองไม้เก่าแถวนั้น เตะถูกตะปูขึ้นสนิมเข้าจนเลือดไหล ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ณดาได้ยินหันไปดู เห็นศักดิ์ชายนั่งกุมเท้าร้องครวญครางอยู่ก็วิ่งไปช่วย จะพาไปหาหมอก็ไม่ยอมไป เธอจึงนั่งลงยกเท้าเขาพาดตักตัวเองแล้วเอาผ้าเช็ดหน้าขาวสะอาดของตนเช็ดเลือด พันแผลให้

ศักดิ์ชายมองอึ้ง คิดไม่ถึงว่าเธอจะทำให้ตนได้ถึงขนาดนี้ ทำแผลเสร็จณดาพาเขาไปนั่งพักที่ออฟฟิศ ในตลาด

จนกลางคืน ศักดิ์ชายกลับไปที่บ้านพ่อ เจอพ่อกับแม่นั่งหน้าบึ้งอยู่อย่างไม่พอใจ พอเห็นหน้าลูก ชายศักดิ์ก็บ่นว่า

“มัวแต่ไปขลุกอยู่ตลาดบ้านั่น รู้บ้างไหมว่าพ่อกับแม่โดนสาดน้ำไล่เหมือนหมูเหมือนหมา”

“เอ๊ะ...เท้าไปโดนอะไรมาลูก” รัศมีทักอย่างตกใจ พอศักดิ์ชายเล่าให้ฟังก็บ่น “เห็นไหม อยู่ดีไม่ว่าดี ปลอมตัวจนได้เรื่อง เจ็บเนื้อเจ็บตัวแบบนี้ คุ้มกันไหม”

“ถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้ว่าคนที่ทำแผลที่เท้าให้ผมคือณดา คิดว่ามันยังคุ้มอยู่ไหมล่ะครับ” ศักดิ์ชายกระหยิ่ม

“แล้วต้องให้พ่อกับแม่รออีกนานแค่ไหนกว่าแผนทำลายตลาดของแกจะสำเร็จ รู้ไหมว่าชาวบ้านเขารู้ข่าวไอ้งานยกธงขาวนั่นไปทั่วแล้ว แบบนี้คนไม่แห่กันไปเหรอ” ชายศักดิ์ยังไม่หายระแวง

ศักดิ์ชายบอกว่ายิ่งมามากก็ยิ่งดี รัศมีนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงอุทานออกมาอย่างตื่นเต้นว่า

“อย่าบอกนะว่าลูกจะทำให้ไอ้เทศกาลเรียกคนเข้าตลาดของมัน กลายเป็นเทศกาลไล่คน...งานธงขาวนี่มันงานชี้อนาคตของเรากับมัน คิดจะตีงูต้องตีให้ตาย ไหนว่าแผนของลูกมาซิ แม่จะได้ช่วยอุดช่องโหว่”

“คืองี้ครับ...” ศักดิ์ชายเริ่มเล่าอย่างภูมิใจมาก...

ooooooo

งานยกธงขาวเริ่มแล้ว ธงขาวถูกชักขึ้นยอดเสาตามร้านต่างๆ อย่างพร้อมเพรียงกัน ต๋องถือโทรโข่งยืนพูดปลุกใจชาวตลาด มีผ้ากันเปื้อนคาดเอวและมีผ้าโพกหัว ข้างๆ เขามีณดายืนให้กำลังใจอยู่เต็มที่

“เอาล่ะครับ...และแล้ว งานยกธงขาวของเราก็เกิดขึ้นได้ในที่สุด แต่เกิดแล้วจะอยู่หรือเกิดแล้วจะดับ อนาคตของตลาดก็อยู่ในกำมือของทุกคนแล้วล่ะครับ ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่ของตนให้สมศักดิ์ศรีเพื่อไว้ลายให้กับตลาดร่วมใจเกื้อของเรา ขอแค่นี้ได้ไหมคร้าบบบบบ”

มีเสียงตอบรับหรอมแหรมว่าได้ ต๋องมีลูกเล่นแบบโชว์คอนเสิร์ต บอกว่าไม่ค่อยได้ยินเลย ถามอีกทีว่า “ขอแค่นี้ได้ไหม” มีเสียงตอบรับดังกว่าเก่า

“ค่อยชื่นใจหน่อย เอาล่ะครับ และเพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย ผมขอเปิดงานด้วยเวลาดี และเพลงดีๆ ที่เราจะร้องร่วมกันนะครับ” ต๋องดูนาฬิกาแล้วนับถอยหลัง พอนับถึงหนึ่ง เป็นเวลาสิบแปดนาฬิกาพอดี เพลงชาติดังก้องขึ้น ทุกคนยืนตรงร้องเพลงชาติอย่างพร้อมเพรียงกัน

กลุ่มของกิมฮวยอยู่ในตลาดคอยฟังข่าวการจัดงานใจจดจ่อลุ้นให้งานไปไม่รอด กิมฮวยเห็นจาตุรงค์วิ่งเข้ามา รีบถามว่า “สถานการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้างอาจาตุรงค์”

“เริ่มงานกันแล้วครับ แต่บรรยากาศยังโหวงเหวงวังเวงอยู่ ผมว่าคนคงมาไม่เยอะแน่นอนครับ”

“นั่นสินะ ลูกค้าในนี้ก็ไม่เห็นใครจะสนใจออกไปดูงาน ไอ้ต๋องซี้แน่” เต็กไฮ้มองไปรอบตลาดอย่างสะใจ

“เห็นไหม...สุดท้ายฟ้าก็มีตา เล่นงานไอ้คนที่สมควรได้รับโทษ” จะเด็ดยิ้มเยาะ

ทันใดนั้น เสียงเพลงจังหวะเร้าใจจากลำโพงด้านนอกก็ดังเข้ามา ทั้งหมดในตลาดต่างชะงัก มองไปที่ต้นเสียงเป็นตาเดียวกัน...

บนเวทีจัดงาน คิตตี้นำเพื่อนๆ ออกมาเต้นกันอย่างสนุกสนานเร้าใจ พ่อค้าแม่ค้าในตลาดชะเง้อมองกันอย่างสนใจแล้วค่อยทยอยเดินออกไป ครู่เดียวก็กลายเป็นเดินอ้าว...แล้ววิ่งออกไปที่บริเวณจัดงาน

ร้านค้าและผู้คนรอบตลาด ก็พากันมุ่งหน้ามาดูการแสดงกันมากขึ้น...มากขึ้น...

ต๋องกับณดาเห็นคนทยอยกันมาก็ยิ้มให้กันอย่างตื่นเต้นดีใจ...

ooooooo

ผู้คนในตลาดพากันวิ่งผ่านหน้ากิมฮวยตรงไปที่ลานเวทีการแสดง บางคนชนกิมฮวยจนเกือบล้ม ถูกด่าก็ไม่สนใจ จะเด็ดถามกิมฮวยว่าเอาไงดี ท่าทางมันจะเริ่มปล่อยของแล้ว

กิมฮวยยังใจเย็น บอกว่าคนไทยชอบของฟรีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นการแสดงกะหลั่วๆ เดี๋ยวมันก็ไล่ลูกค้าไปเอง จาตุรงค์อาสาจะไปดูให้ กิมฮวยบอกไม่ต้อง แล้วชวนแกนนำของตนออกไปดูให้เห็นกับตากันเลยดีกว่า

พอออกไป เห็นมีคนมาดูการแสดงกันหนาตาขึ้นทุกที กิมฮวยก็ยังไม่วายพูดเหมือนโกหกตัวเองว่า ไม่เห็นมีอะไร ดูงิ้วยังเร้าใจกว่า แล้วหันไปถามจะเด็ดกับเต็กไฮ้ เห็นทั้งสองกำลังโยกตัวไปตามจังหวะเพลงกันเพลิน ก็โวย

“เฮ้ย...พวกลื้อเป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย” กิมฮวย แว้ดจนทั้งสองสะดุ้ง แก้ตัวกันมั่ว แล้วทำเป็นดูถูกว่าไม่เห็นเข้าท่า

พอดีเพลงจบ ชมพู่ในฐานะพิธีกรขึ้นเวที เสียงคนดูตะโกน “เอาอีก...เอาอีก...”

ชมพู่ขอเวลาให้นักเต้นเปลี่ยนชุดสิบห้านาที รับรองได้ชมชุดใหม่แน่นอน แต่ระหว่างนี้เชิญผู้ชมเลือกซื้อสินค้ายกธงขาวขายในราคาพิเศษกันเพลินๆ ไปก่อน

ร้านข้าวแกงของป้าพิณขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ส้มตำของคำมูลมีคนมามุงรอซื้อพอหนาตา ทั้งพ่อค้าและแม่ขายต่างขายของกันมือเป็นระวิง

ooooooo

ทวีกับเครือฟ้า หิ้วตะกร้าใบโตเข้ามาในบริเวณงานอย่างตื่นตาตื่นใจกับผู้คนมากมาย ทวีพูดเสียงทองแดงร่วงกราวว่าของขายเต็มไปหมดเลย ส่วนเครือฟ้าก็อู้สำเนียงคนเมืองอ่อนหวานเมื่อเห็นร้านขายแคบหมูกับน้ำพริกหนุ่มของโปรดตน

กิมฮวยเรียกทวีไว้ ถามว่าวันนี้คุณนายปล่อยให้ออกมาจ่ายกับข้าวได้แล้วหรืิอ ทวีบอกว่าพอดีอาหารในตู้เย็น หมด กิมฮวยชวนไปดูปลาสดๆ ที่แผงของตน ทวีถามว่าแผงเจ๊อยู่ไหน กิมฮวยบอกว่าไม่ได้ออกมาขายข้างนอก

“อ้าวเหรอ...งั้นวันนี้ฉันคงต้องขอบายเจ๊สักวันนะ เห็นเขาบอกว่าของในงานถูกกว่าในตลาดไม่ใช่เหรอ”

“ถูกกว่าซิ ก็คุณหญิงบ้านเฮาได้รับแจกใบปลิวมา ขนาดกับข้าวหมดตั้งแต่เมื่อวาน คุณหญิงยังยอมกินมาม่าแขวนท้องรอให้มาซื้อของวันนี้เลย” เครือฟ้าบอกทวี

“แหม...คุณหญิงคุณนายแถวบ้านเรานี่เค็มรสเดียวกันจริงๆ ไป...รีบไปซื้อของดีกว่า เดี๋ยวจะได้ไปจองที่นั่งปิกนิกกันหน้าเวที” ทวีเร่งแล้วจูงมือเครือฟ้าไป ทิ้งกิมฮวยยืนหน้าเครียดบ่นตามหลังอย่างเจ็บใจว่า

“ดูสิ...ขาประจำยังนอกใจ” แล้วหันไปหาพรรคพวก “อั๊วว่าเราต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ ไม่งั้นวันนี้ขายของไม่ได้แน่”

แล้วกิมฮวยก็ออกไปล่าลูกค้ามาซื้อของที่แผงของ ตนในตลาด ตัดราคากับร้านยกธงขาวแบบไม่อายฟ้าอายดิน

ฝ่ายศักดิ์ชายก็ตีสองหน้า ด้านหนึ่งทำเป็นร่วมมือจัดงานยกธงขาว แต่อีกด้านก็จ้างคนเอายาเทใส่น้ำดื่ม น้ำก๋วยเตี๋ยว วางยาให้คนที่มาเที่ยวงานท้องร่วงท้องเสียเพื่อทำลายงานยกธงขาวให้เสียชื่อป่นปี้

เท่านั้นไม่พอ ศักดิ์ชายยังให้จาตุรงค์จ้างชายฉกรรจ์มาหาเรื่องชกต่อยต๋อง แล้วตัวเองก็ทำเป็นเข้าไปช่วยต๋องชกต่อยกับชายฉกรรจ์เหล่านั้น พลางกระซิบบอกให้มันไปได้แล้ว หันไปเห็นต๋องกำลังเล่นงานอีกคนอยู่ ศักดิ์ชายกลัวมันเสียทีแล้วถูกต๋องคาดคั้นจนความลับแตก จึงตรงเข้าไปกระชากมันออกแล้วส่งสัญญาณให้หนีไป

งานนี้ ศักดิ์ชายได้ใจณดาไปเต็มๆ อีกทั้งได้รับคำขอบใจจากต๋องด้วย เมื่อต๋องกับณดาไปที่เวทีแล้ว จาตุรงค์เข้ามากถามศักดิ์ชายว่า “เจ็บไหมวะ...พ่อฮีโร่”

“เจ็บแค่นี้แลกกับความไว้ใจน่ะ มันเกินคุ้มเว้ย” ศักดิ์ชายยักคิ้วแผล็บยิ้มอย่างผยองลำพองใจนัก

ooooooo

แม้จะเหน็ดเหนื่อยและมีปัญหาไม่น้อยระหว่างจัดงานยกธงขาว แต่ต๋องก็ได้กำลังใจอย่างมาก เมื่อมีผู้คนเข้ามาเที่ยวงานและซื้อของจากร้านยกธงขาวกันมากมาย โดยเฉพาะได้รับคำชมจากกิมลั้งว่า งานนีี้ฝีมือเขาแท้ๆ แต่ต๋องก็พูดอย่างถ่อมตัวว่า งานสำเร็จเพราะทุกคนร่วมมือกันต่างหาก

ต๋องบอกกิมลั้งว่าเดี๋ยวตนก็จะขึ้นเล่นดนตรีแล้วอย่าลืมไปดู พูดขู่ๆ อำๆ ว่าถ้ายังไม่เห็นเธอตนก็จะไม่เล่นคอนเสิร์ต

เมื่อต๋องกับคณะขึ้นเวที ก่อนร้องเพลง ต๋องพูดในช่วงอินโทรด้วยเสียงโรแมนติกว่า...

“สำหรับเพลงนี้ เป็นเพลงที่ผมแต่งขึ้นใหม่ เพื่อส่งผ่านความรู้สึกดีๆ ให้กับใครบางคน และหวังว่าคนคนนั้นเขาจะรับรู้ได้นะครับ...”

เสียงปรบมือดังกึกก้องทันทีที่ต๋องร้องเพลง ทุกคนประทับใจไปกับเนื้อเพลง ต๋องร้องอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ตามองไปทางณดาที่ยืนมองต๋องเขินไปเขินมาอยู่

ณดาเริ่มเอะใจเมื่อเห็นต๋องมองและยิ้มให้ไม่หยุด เธอหันมองข้างหลัง พลันอารมณ์ก็สลายวูบ เมื่อเห็นกิมลั้งยืนโบกมือให้กำลังใจต๋องอยู่ ที่แท้ต๋องยิ้มและมองกิมลั้งที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอนั่นเอง

ศักดิ์ชายที่ยืนสังเกตอยู่ ทีแรกก็ไม่พอใจ แต่พอรู้ว่าต๋องยิ้มให้กิมลั้งก็โล่งใจ

กิมลั้งดูจนต๋องร้องเพลงจบ เขาถูกแฟนคลับรุมเข้ามาให้ดอกไม้และขอถ่ายรูป กิมลั้งหาจังหวะสบตาต๋องยกนิ้วโป้งให้แล้วเดินเลี่ยงออกไป

ณดาเจ็บปวดเกินกว่าจะยืนอยู่ตรงนั้น แต่พอหันหลังจะเดินหนี ลุงอ่ำก็วิ่งหน้าตั้งมาบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว คนที่มาเที่ยวงานเกิดท้องเสียกันเป็นแถว บางคนถึงกับปวดท้องจนตัวงอ อึดใจเดียวที่หน้าเวทีก็โกลาหลเพราะคนปวดท้องทั้งวิ่งเข้าห้องน้ำทั้งร้องครวญคราง บ้างถึงกับทรุดนั่งกุมท้องกับพื้น

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ต๋องตกใจ

ศักดิ์ชายซุ่มดูอยู่อีกมุมหนึ่ง เขายิ้มอย่างสะใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนเป๊ะ!

ooooooo

ตอนที่ 4

เมื่อรู้ว่ามีคนถูกนำส่งโรงพยาบาลมาก ต๋อง ณดา และกิมลั้ง รีบไปที่โรงพยาบาล เห็นชาวตลาดร่วมใจเกื้อบ้างดมยา บ้างให้น้ำเกลือ บ้างอยู่บนเตียงเข็น พยาบาลกำลังทำงานกันอย่างเร่งรีบ

ไม่นานนัก หมอออกจากห้องฉุกเฉินบอกว่าคนไข้ทั้งหมดมีอาการอาหารเป็นพิษ เกิดจากเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในอาหารที่ทานเข้าไป ต๋องสงสัยว่าทุกคนกระจายกันซื้ออาหารจากหลายร้านทำไมถึงมีอาการเดียวกันหมด

หมอบอกว่า แสดงว่าอาหารทุกร้านมีสิ่งปนเปื้อนเหมือนกัน ต๋องไม่อยากเชื่อ แต่ก็โล่งใจเมื่อหมอบอกว่าควบคุมอาการของทุกคนได้หมดแล้ว

“ยังไงรบกวนคุณหมอดูแลทุกคนให้เต็มที่แล้วกันนะคะ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดณดาจะรับผิดชอบเอง”

ต๋องไม่สบายใจมากที่ตนทำให้ณดาพลอยเดือดร้อนต้องมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลไปด้วย ณดา บอกว่าไม่เป็นไรเพราะเป็นเรื่องสุดวิสัย

ระหว่างนั้น กิมลั้งถือกาแฟร้อนเข้ามา 2 แก้ว เธอเอาให้ณดาแก้วหนึ่ง ณดาปฏิเสธด้วยท่าทีปกติและขอตัวกลับไปพักผ่อน

ต๋องคิดหนัก ปรารภกับกิมลั้งว่า “แทนที่งานนี้จะช่วยเรียกลูกค้า ฉันกลับทำให้ตลาดเสียชื่อหนักเข้าไปอีก ฉันมันสะเพร่าเอง ถ้าใส่ใจตรวจตราเรื่องอาหารอีกสักนิด เรื่องมันก็คงไม่เกิดขึ้น”

“เธอทำดีที่สุดแล้วต๋อง เลิกโทษตัวเองเสียที ไม่งั้นก็เหมือนเธอดูถูกความตั้งใจที่ดีของตัวเองนะ ถ้าคนนำยังท้อแท้แบบนี้ คนที่เป็นแนวร่วมกับเราเขาจะรู้สึกยังไง” กิมลั้งจับแขนต๋องอย่างให้กำลังใจ

“ขอบใจนะที่เตือนสติฉัน” ต๋องแตะมือกิมลั้งที่จับแขนตน

ทั้งสองไม่รู้ว่าณดายังแอบดูอยู่ เธอเสียใจมากเมื่อรู้ชัดว่ากิมลั้งคือผู้หญิงที่ต๋องรัก ขับรถออกไปอย่างทำใจไม่ได้

ศักดิ์ชายกำลังคุยโทรศัทพ์กับรัศมีที่โทร.มาถามถึงแผนการของเขา เขาบอกว่า ต่อจากนี้ตลาดร่วมใจเกื้อจะกลายเป็นป่าช้าไปพักใหญ่เลยทีเดียว พอเห็นณดาขับรถออกไป เขาหยุดคุยกับแม่รีบขับรถตามทันที

ooooooo

ต๋องไปส่งกิมลั้งที่หน้าบ้าน เขาจะบอกรักกิมลั้ง แต่กิมลั้งขอร้องไว้เพราะตนยังไม่พร้อมที่จะฟังแม้จะเป็นสิ่งที่ตนอยาก ได้ยินก็ตาม ต๋องกุมมือกิมลั้งสัญญาว่าจะรอจนถึงวันนั้น...วันที่เธอพร้อมจะฟัง

กิมฮวยอยู่ที่ระเบียงเห็นภาพนั้นเต็มตา ผลุบเข้าไปในบ้าน กิมลั้งเห็นพอดี เร่งต๋องให้รีบกลับไปเพราะถ้าเขาอยู่เรื่องจะยิ่งยุ่งยาก เพียงต๋องคล้อยหลังไปเท่านั้น กิมฮวยก็มาถึงพร้อมเคี้ยงและกิมแช ตรงเข้าถามว่าต๋องอยู่ไหน กิมลั้งบอกว่ากลับไปแล้ว อารมณ์ทั้งหมดของกิมฮวยก็มาลงที่กิมลั้งอย่างรุนแรง ไม่ว่ากิมลั้งจะชี้แจงอย่างไรก็ไม่ฟัง จนเคี้ยงกับกิมแชต้องคอยติง

กิมฮวยประกาศเฉียบขาดว่า “ฟังให้ดีนะ ถ้าลื้อคิดจะเอาไอ้ตัวซวยนี่มาทำผัว ก็เตรียมมีเรื่องกับอั๊วได้เลย”

เมื่อไปเจอกันในห้องนอน เคี้ยงพยายามเตือน สติกิมฮวยว่า กิมลั้งกับต๋องยังไม่ได้ทำอะไรเสียหายจะโมโหไปทำไม

“แค่มันคิดจะยุ่งกับลูกสาวเราก็บัดสีแล้ว อั๊วจะต้องหาทางทำให้ไอ้ต๋องออกไปจากชีวิตกิมลั้งก่อนที่อะไรจะสายไปกว่า นี้” พูดแล้วคว้าโทรศัพท์กดถึงเต็กไฮ้ทันที พอปลายสายรับ กิมฮวยพูดอย่างร้อนใจว่า “อั๊วมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยหน่อย”

ooooooo

ระหว่างนั้น ต๋องโทร.ถึงกิมลั้งถามด้วยความเป็นห่วงว่ากิมฮวยทำอะไรหรือเปล่า กิมลั้งบอกว่าก็แค่ดุด่าตามประสาแต่ตนจัดการได้ ไม่ต้องห่วงเพราะต๋องเองก็มีเรื่องปวดหัวเยอะแล้ว

“แม่เธอคงห้ามยุ่งกับฉันใช่ไหม” ต๋องถามอย่างกังวล กิมลั้งไม่ตอบ แต่บอกว่ารู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าแม่ไม่ชอบเขา ต๋องถามว่า “เธอว่าฉันจะเอาชนะความเกลียดของแม่เธอได้ไหม”

“มันก็เหมือนที่เธอพยายามจะเอาชนะคนในตลาดนั่นแหละ มันคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ฉันเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ความดีก็ต้องชนะทุกอย่าง”

ต๋องบอกว่าตนจะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ถ้ามีเธอเป็นกำลังใจ กิมลั้งบอกให้เขาพักผ่อนเสียเพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พูดยังไม่ทันจบดีหน้าจอก็ดับไป กิมลั้งพยายามเปิดเครื่องอีกแต่ไม่ติด

กิมแชเดินเข้ามาพอดี บอกพี่สาวว่าเอาของตนไปใช้ก่อนก็ได้ พลางหยิบไอโฟนเครื่องที่ถ่ายวีดิโอได้ให้ บอกให้พี่สาวสบายใจว่าตนมีเครื่องสำรองใช้อยู่ แล้วเลียบเคียงถามว่า “ว่าแต่เจ้โอเคไหมเรื่องพี่ต๋องน่ะ”

“เฮ้อ...อั๊วก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป”

“เจ้คงไม่ยอมให้ม้าจับคลุมถุงชนกับพี่รงค์ใช่ไหม” กิมแชยุ กิมลั้งไม่ตอบแต่นั่งลงอย่างหนักใจ

ooooooo

ศักดิ์ชายตามณดาไปที่บาร์หรู เห็นเธอนั่งดื่มคนเดียวท่าทางใกล้เมา จึงทำทีเข้าไปทัก แสดงความเป็นห่วง เมื่อเห็นเธอดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า จึงขอให้พอและอาสาจะไปส่ง

ณดากำลังเสียใจเรื่องต๋อง ถูกศักดิ์ชายมาวอแว เธอรำคาญตวาดว่าอย่ามายุ่ง เห็นศักดิ์ชายยังไม่ยอมถอย เธอตัดสินใจเอาเงินวางไว้แล้วลุกเดินออกไป เดินไปถึงหน้าบาร์ก็ต้องพุ่งไปอาเจียนที่ริมทาง พอลุกขึ้นอีกทีก็น็อกกลางอากาศเกือบล้มฟาด ดีที่ศักดิ์ชายโผเข้ามาอุ้มไว้ทัน เขาตัดสินใจอุ้มณดาไปที่รถของเธอและขับกลับไปที่คอนโดฯของตัวเอง

ศักดิ์ชายอุ้มณดาขึ้นไปที่ห้องนอน วางไว้บนเตียง มองเธออย่างเสน่หา แต่ก่อนที่จะปล่อยอารมณ์ให้เตลิดไปกว่านั้น เขานึกถึงวันที่ณดาทำแผลที่ถูกตะปูตำเท้าให้อย่างไม่รังเกียจ เห็นความมีน้ำใจของเธอแล้วทำไม่ลง เลยลงไปเรียกแม่บ้านให้ขึ้นมาเช็ดตัวให้ณดา แล้วตัวเขาเองก็ไปนอนอีกห้องหนึ่ง

ooooooo

ที่แผงขายปลาของกิมฮวย ขณะกิมฮวยกับกิมลั้งกำลังช่วยกันจัดปลาอยู่นั้น จาตุรงค์ก็ร้องทักมาแต่ไกล กิมฮวยฉวยโอกาสฝากจาตุรงค์ให้อยู่ช่วยกิมลั้งขายปลา เพราะตนกับเต็กไฮ้จะไปทำธุระกันหน่อย

“ไม่เป็นไร...ม้าให้พี่เขาไปช่วยแม่ที่แผงหมูเถอะ อั๊วอยู่คนเดียวได้”

“ให้อาจาตุรงค์อยู่ที่นี่ล่ะดีแล้วอากิมลั้ง จะได้หัดขายปลา วันข้างหน้าจะได้ช่วยลื้อได้เต็มที่” เต็กไฮ้พูดแล้วหัวเราะชอบใจกับกิมฮวย ส่วนกิมฮวยก็หันไปบอกกิมลั้งว่า

“ต่อไปลื้อก็ต้องไปหัดขายหมูไว้เหมือนกันนะ เพราะอีกไม่ช้าแผงหมูของพวกเราก็ต้องรวมเป็นแผงเดียวกัน ไป...รีบไปกันดีกว่าอาเต็กไฮ้ เดี๋ยวจะสาย”

เลื่อนเข็นรถมาเห็นจาตุรงค์อยู่กับกิมลั้งที่แผงปลาก็มองอย่างไม่สบายใจ หันไปสบตารักเร่ที่มานั่งเฝ้าแผงผักแทนต๋องอย่างรู้กัน แล้วเลื่อนก็ผละจากรถเข็นเดินอ้าวออกไป

ต๋องกำลังนั่งมองสภาพการจัดงานยกธงขาวที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าอย่างหงอยเหงา วันนี้แทบไม่มีคนมาเดินในงานเลย

ทันใดนั้น เลื่อนวิ่งหน้าตั้งมาบอกว่ามีเรื่องกวนใจมาบอก ต๋องมองงงๆว่ามีเรื่องอะไรอีก

ที่แผงปลา กิมลั้งนั่งอยู่อย่างอึดอัดใจ เพราะจะทำอะไร จาตุรงค์ก็มาวุ่นวายไปหมด ไม่ว่าจะยกของ จะแบกของ จาตุรงค์ก็เข้ามาแย่งทำ จนกิมลั้งหงุดหงิดยกมือเกาหัว ก็ยังบ้าจะเข้ามาช่วยเกาให้อีก ทำเอากิมลั้งหลบแทบไม่ทัน

“ว่างมากรึไงวะ” เสียงต๋องดังขึ้น จาตุรงค์ชะงัก หันมองตามเสียงเห็นต๋องทำไก๋ดุเลื่อนกับรักเร่ “ถ้าพวกเอ็งว่างก็ไปหาอะไรทำเสียสิวะ”

ต๋องทำไก๋ดุเลื่อนกับรักเร่ แต่จาตุรงค์รู้ว่าต๋องด่ากระทบตน เลยเดินออกไปถามอย่างหาเรื่องว่า

“ทนไม่ได้เหรอที่เห็นฉันมาช่วยงานน้องกิมลั้ง” ต๋องย้อนถามว่า แล้วถามหรือยังว่าเขาอยากให้ช่วยหรือเปล่า จาตุรงค์เลยคุยโวว่า “แกคงไม่รู้สินะว่าอีกไม่ช้าไม่นาน น้องกิมลั้งกับฉันจะเป็นอะไรกัน”

ทั้งคู่โต้เถียงกันรุนแรงขึ้นทุกที จนจาตุรงค์ประกาศว่ากิมลั้งมีเจ้าของแล้ว ไม่พูดเปล่าเอื้อมไปจับมือกิมลั้งแสดงความเป็นเจ้าของด้วย ต๋องกลัวตนจะทนไม่ได้จึงหันเดินออกไป ส่วนกิมลั้งสะบัดมือออกอย่างไม่พอใจ พูดใส่หน้าว่า

“นี่พี่รงค์...ฉันยังไม่ได้เป็นของของใครทั้งนั้นนะ” พูดแล้วเดินหนีไปเลย

ooooooo

ณดารู้สึกตัวในสายวันรุ่งขึ้น เธอตกใจ มองไปรอบห้องก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน

ครู่หนึ่งศักดิ์ชายเดินเข้ามาทักว่าตื่นแล้วหรือ

ณดาถามว่าตนอยู่ที่ไหน

“เมื่อคืนคุณเมาหนักจนหลับไปน่ะครับ ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น ผมไม่รู้จะส่งคุณที่ไหน เลยพามานอนพักที่

คอนโดฯเพื่อนน่ะครับ” พูดพลางวางอาหารลงบนเตียง “ทานอะไรรองท้องหน่อยนะครับ”

ณดาขยับจะลุก จึงรู้ว่าตัวเองเปลือยเปล่าอยู่ใต้ผ้าห่ม เธอโวยวายว่าเขาทำอะไรตน ทีแรกศักดิ์ชายก็ปฏิเสธพยายามจะชี้แจง แต่ณดาตีโพยตีพายไม่เลิก เขาจึงสวมรอยเสียเลย

“สารเลว...ฉันคิดแต่แรกว่าแกต้องเป็นคนแบบนี้” ณดาด่าเสียงสั่นน้ำตาท่วม

“ถึงผมจะเป็นคนแบบไหน แต่ก็ได้เป็นผัวคุณก็แล้วกัน”

“ตีค่าตัวเองสูงไปแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นฉันก็แค่คิดว่า...ให้หมามันกิน!”

“ถ้างั้นผมก็คงเป็นหมาที่โชคดีที่สุด” ศักดิ์ชายพูดยั่วแล้วเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ณดาแผดเสียงขว้างปาข้าวของอย่างบ้าคลั่งอยู่ในห้อง

ศักดิ์ชายลงไปบอกแม่บ้านว่า “รีบเอาเสื้อผ้าไปให้คุณณดาใส่ด้วย เมื่อคืนเช็ดตัวแล้วปล่อยให้เขาล่อนจ้อนอยู่ได้ยังไง” สั่งแล้วเดินออกไปเลย

ooooooo

กิมฮวยกับเต็กไฮ้ไปหาคุณนายสดศรีที่บ้าน ฟ้องว่าต๋องทำให้ชาวตลาดเดือดร้อนไปหมดแล้ว จะเด็ด เสริมทันทีว่า

“ดวงกาลกิณีของไอ้ต๋องมันแรง ขืนคุณนาย ให้มันอยู่ต่อไปก็เหมือนจุดไฟเผาตลาดตัวเองนะครับ”

คุณนายฟังแล้วเครียดจัด ระหว่างนั้นณดากลับมาพอดี เห็นสีหน้าทุกคนตึงเครียด ถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ ทุกคนหันมองณดา คุณนายกระอักกระอ่วนใจที่ลูกสาวเพิ่งจะกลับมา บอกกิมฮวยกับเต็กไฮ้ว่า

“เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะจัดการทุกอย่างให้เอง ทุกคนกลับไปก่อนแล้วกันนะ”

พอกิมฮวยออกมา ก็เปรยๆกับทวีที่เดินมาส่งว่า ณดากลับมาในชุดที่ใส่เมื่อวานตนจำได้ ทวีบอกว่า ตั้งแต่เมื่อวานณดาเพิ่งกลับบ้าน กิมฮวยตั้งข้อสังเกตอีกว่า แล้วหายไปไหนทั้งคืน??

“แหม...คงไปเที่ยวตลาดนัดตอนกลางคืน แล้วต่อด้วยตักบาตรล่ะมั้ง” ทวีประชด ทั้งหมดเลยหัวเราะคิกคักอย่างรู้กัน

ส่วนณดาถูกสดศรีคาดคั้นว่าเกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง ณดาหน้าเสียบอกว่าตนไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ สดศรีพูดอย่างรับไม่ได้ว่า “คุณนายสดศรีจะเสียชื่อทั้งหมดที่มีมาก็วันนี้แหละ”

ณดาร้องไห้โฮถามว่า คิดว่าตนไม่เสียใจหรือ เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้วจะให้ทำอย่างไร ให้ฆ่าตัวตายไปพร้อมกับความผิดเลยดีไหม

“อะไรกันณดา...แค่ไม่มีคนเข้าตลาดนี่หนูถึงขนาดจะฆ่าตัวตายเลยหรือ”

ณดาหยุดกึก เพิ่งรู้ว่าตนกับแม่ตีโพยตีพายกัน

คนละเรื่อง แต่ก็ไม่กล้าบอกแม่เรื่องศักดิ์ชาย เลยโมเมกลบเกลื่อนว่า

“ก็...ณดาหมายความว่า...ณดาก็...พยายามทำทุกอย่างที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตลาดเราแล้ว แต่มันก็เกิดเรื่องที่นึกไม่ถึงจนได้ ณดาก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงแล้วเหมือนกัน”

“แต่แม่รู้!!” สดศรีลุกพรวดขึ้น ณดาเห็นอารมณ์ของแม่แล้วเชื่อว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ รีบลุกตามไป

ooooooo

ต๋องกลับไปที่แผงขายผัก เปิดวิทยุฟังเพลง พอได้ยินเพลงหนักแผ่นดิน ต๋องก็เร่งเสียงหันไปทางแผงขายปลาของกิมลั้งที่จาตุรงค์ยังนั่งเฝ้าอยู่ กิมฮวยเป็นเดือดเป็นแค้นคว้ามีดจะไปไล่ฟันต๋อง

“นายต๋อง...ไปคุยกับฉันหน่อย” เสียงคุณนายสดศรีผู้ทรงอำนาจดังขึ้น กิมฮวยเงื้อมีดค้าง

คุณนายสดศรีเรียกต๋องไปบอกยกเลิกการให้เช่าแผงขายผัก ต๋องพยายามชี้แจงว่าตนจัดงานยกธงขาวด้วยเจตนาดี ณดาก็ท้วงติงแม่ว่า การไม่ให้ต๋องขายผักที่นี่แล้วมันจะมีอะไรดีขึ้นหรือ ให้โอกาสต๋องอีกสักครั้งได้ไหม

“ณดา...ตลาดนี้ไม่ได้มีต๋องคนเดียวนะ ถ้าเลือกเก็บต๋องไว้ แม่อาจจะต้องเสียคนที่เหลือไป”

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือไม่อยู่ ผมก็ต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป” ต๋องลุกขึ้นเดินออกจากตลาดอย่างขมขื่น

กิมฮวยกับพวกจับตาดูอยู่ พอรู้ว่าต๋องถูกไล่ออกจากตลาดก็พากันดีใจ ชวนกันร้องเพลงหนักแผ่นดินเอาคืนต๋อง ส่วนบรรดาแฟนคลับของต๋องอันได้แก่ คิตตี้ ชมพู่ ป้าพิณ เขียวหวาน แม้กระทั่งคำมูลพ่อค้าส้มตำ ต่างพากันสงสารต๋องมาก

ooooooo

เมื่อไม่ได้อยู่ในตลาดแล้ว ต๋องจึงต้องเปลี่ยนที่ซ้อมดนตรีใหม่ เป็นที่ร้านขายของเก่าของลุงหมานกับป้าไหม ที่ต๋องมาซื้อเครื่องดนตรีเก่าบ่อยๆ ลุงกับป้าเวทนาจึงให้ซ้อมดนตรีที่ร้าน

กิมลั้งตามหาต๋องจนเจอเห็นต๋องร้องเพลงอยู่เลยเอามือถือที่กิมแชให้ยืมมาถ่ายคลิปไว้ ต๋องถามว่ารู้ได้ยังไงว่าตนอยู่ที่นี่ กิมลั้งบอกว่ารู้จากเลื่อนกับรักเร่ กิมลั้งถามว่าแล้วเขาจะขายของที่ไหนยังไงต่อไป

“ยังไงฉันก็ไม่ยอมอดตายหรอก เดี๋ยวก็หาทางดิ้นไปให้ได้น่ะแหละ”

กิมลั้งเอื้อมไปจับมือต๋องให้กำลังใจ “ต๋อง...เธอต้องสู้นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

“ถ้าเธอจับมือฉันไว้ตลอดไปแบบนี้ ฉันสู้ไม่ถอยอยู่แล้ว...” กิมลั้งรู้สึกตัวค่อยๆดึงมือออก ต๋องรู้ว่าเธอกังวลเรื่องอะไร ตัดสินใจบอกเธอว่า “กิมลั้ง ฉันไม่รู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จะเห็นแก่ตัวเกินไปไหม ถ้าฉันจะบอกเธอตอนนี้เลยว่า ฉัน
ชอบเธอ”

กิมลั้งอึ้งไป ต๋องพูดต่ออย่างบอกความในใจว่า “ฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกันนะว่าชอบอะไรในตัวเธอ รู้อย่างเดียวว่า มีความสุขทุกครั้งที่เห็นเธออยู่ใกล้ๆ แล้วเธอล่ะ รู้สึกเหมือนฉันไหม”

กิมลั้งอึกอัก อ้ำอึ้ง อยากจะพูดแต่เหมือนน้ำท่วมปาก ต๋องบอกว่าตนรู้ว่าระหว่างเรายังมีอุปสรรคอีกมาก แต่มันไม่ผิดใช่ไหมที่เราจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน ต๋องอยากให้กิมลั้งพูดความในใจออกมาบ้าง แต่เธอก็ยังพูดไม่ออก

“ฉันรู้ว่าในฐานะลูก เธอต้องลำบากใจ เพราะแม่เธอเกลียดฉันมาก แถมยังจะเตรียมรวบหัวรวบหางเธอให้ไอ้จาตุรงค์นั่น” กิมลั้งเห็นต๋องว้าวุ่น จึงจับแขนเขาปลอบใจ ต๋องกำลังจมอยู่กับอารมณ์ตัวเองเลยไม่รู้สึกตัว ยังคงพูดอย่างอัดอั้นว่า

“แต่ถ้าเธอยังไม่กล้าบอกตัวเองว่ารู้สึกยังไงกับฉัน แล้วทั้งฉันทั้งเธอจะสู้กันต่อไปยังไง”

“แล้วมือฉันที่จับเธอแน่นอยู่นี่มันยังบอกไม่พออีกเหรอว่าฉันรู้สึกกับเธอมากมายแค่ไหน”

ต๋องจึงรู้สึกตัวก้มมองมือกิมลั้ง พูดอย่างตื้นตันว่า “แค่นี้แหละกิมลั้งที่ฉันอยากได้ยิน ฉันจะได้มั่นใจว่าที่ผ่านมาฉันไม่ได้รู้สึกไปคนเดียว” พูดแล้วโผเข้ากอดกิมลั้งไว้เต็มแขน กิมลั้งกอดตอบ เหมือนต่างก็ได้ปลดปล่อยความรู้สึกลึกๆ ที่มีต่อกันมานานออกมา

เมื่อกิมแชได้เห็นคลิปที่กิมลั้งถ่ายต๋องตอนซ้อมดนตรี ชมว่าต๋องร้องเพลงเพราะ กิมลั้งบอกว่าต๋องร้องเพลงดี แต่ไม่มีโอกาสแสดงฝีมือให้ใครเห็น เดี๋ยวตนจะเอาไปลงยูทูบทิ้งไว้เล่นๆ เผื่อจะมีแมวมองมาเจอ

กิมแชแซวพี่สาวว่าเป็นเจ๊ดันตัวจริงเลยนะ กิมลั้ง บอกน้องอย่างตั้งใจจริงว่า

“อั๊วก็แค่รู้สึกว่า คนที่มีความตั้งใจดีอย่างต๋อง...ควรจะมีวันได้รับอะไรดีๆ กลับมาบ้างก่อนที่เขาจะท้อไปกว่านี้”

“ถ้าพี่ต๋องเขารู้ว่าเจ้เป็นห่วงเขาขนาดนี้ เขาคงดีใจ น่าดูเลยนะ”

“อั๊วก็คงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้หรอกกิมแช” กิมลั้งตอบด้วยสีหน้าเป็นกังวล

ooooooo

การถูกคุณนายยกเลิกการเช่าแผงขายผัก ทำให้ต๋องถูกเต๋าด่าว่าอย่างรุนแรง ขว้างปาของใส่ต๋องระบาย อารมณ์ หาว่าต๋องทำเรื่องจนถูกไล่ออกจากตลาดจนได้ ติ๋มเห็นใจและเข้าใจต๋อง เมื่อห้ามแล้วเต๋าไม่ฟังเลยขู่ว่า ถ้าไม่หยุดทำร้ายต๋องตนจะเดินออกจากบ้านไปเดี๋ยวนี้ เต๋าจึงยอมหยุด แต่ชี้หน้าคาดโทษต๋องว่า

“ยังไงมึงก็ต้องรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเงินเข้าบ้านเหมือนทุกวัน กูเอาเลือดบ้ามึงออกแน่”

แม้จะถูกเต๋าด่าถูกขว้างปาของใส่อย่างไม่ยอมฟังเหตุผล แต่ต๋องก็ยังมีความสำนึกดี บอกกับตัวเองว่า

“ฉันไม่ยอมให้ใครต้องมาพลอยเดือดร้อนเพราะฉันแน่”

ดังนั้น วันรุ่งขึ้น ต๋องก็สร้างความตื่นเต้นดีใจให้กับบรรดาแฟนคลับที่ตลาดร่วมใจเกื้อ เมื่อเขาขี่ซาเล้งที่ตกแต่งดูสะอาดสวยงามไปขายผักแถวตลาด

ป้าพิณดีใจบอกว่า นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้กินผักสวยๆ ถูกๆ จากต๋องอีกแล้ว เลื่อนถึงกับทิ้งรถเข็นวิ่งมา ชมว่า “พี่นี่สุดยอดจริงๆ ว่ะ ไม่เคยจนมุมเลย” รักเร่ก็บอกว่า ดีไม่ดีปั่นซาเล้งขายแบบนี้อาจขายดีกว่าแต่ก่อนอีกด้วยซ้ำ

ระหว่างต๋องขี่ซาเล้งขายผักนั้น มีขอทานชายคนหนึ่งมาขอเงินทำท่าน่าสงสารบอกว่ายังไม่ได้กินข้าวเลย ต๋องบอกว่า ตนก็ยังไม่ได้กินเหมือนกัน แล้วชี้ไปที่หญิงขาพิการคนหนึ่งที่ยืนขายแซนด์วิชอยู่ บอกขอทานชายคนนั้นว่า

“เห็นผู้หญิงคนนั้นไหม เขามีขาเดียวยังไม่เห็นต้องแบมือขอใครกินเลย” ชายขอทานเลยเดินหน้าเซ็งๆออกไป

ครู่หนึ่ง กิมลั้งเดินออกจากตลาดมา ชายขอทานรี่ เข้าไปขอเงิน กิมลั้งควักใบละยี่สิบออกมา ต๋องเห็นเข้ารีบ บอกว่า

“ไม่ต้องให้ ไม่งั้นเธอจะกลายเป็นคนที่สนับสนุนให้เขางอมืองอเท้าทั้งชีวิต”

ขอทานมองหน้าต๋องอย่างไม่พอใจ เดินฮึดฮัดออกไป

กิมลั้งชมว่ารถขายผักของเขาน่ารักที่สุดในโลกเลย ต๋องโอ่ว่าตนต้องทำให้รถมันดึงดูดความสนใจหน่อย ลูกค้าจะได้อยากโบกมือเรียกซื้อ

“ต๋อง...เธอนี่มันฆ่าไม่ตายเลยจริงๆนะ”

“ไม่จริงหรอก แค่เธอไม่สนใจ ฉันก็ตายได้แล้ว” พูดแล้วทำตาปริบๆ น่าสงสาร กิมลั้งหมั่นไส้บอกว่างั้น ต้องลองหน่อย ว่าแล้วทำเมินเดินไป ต๋องรีบไปดักหน้า “อู๊ย...อย่านะ ถ้าเธอทำอย่างนั้น ฉันคงหมดแรงที่จะสู้กับอะไรต่อไปแน่ๆ”

กิมลั้งหยุดมองขำๆแล้วมองตากันอย่างลึกซึ้ง ระหว่างนั้น ศักดิ์ชายผ่านมาเห็นเข้า สมองชั่วๆคิดอะไรออกอีกแล้ว รีบวิ่งออกไปทันที ตรงไปที่แผงขายปลาของกิมฮวย กิมฮวยเลยฝากเฝ้าแผงแป๊บหนึ่ง ตนจะไปเข้าห้องน้ำ บ่นว่าไม่รู้กิมฮวยหายไปไหน เข้าทางศักดิ์ชายพอดี เขาทำเป็นตีหน้าซื่อบอกว่า

“ฉันเห็นคุยกับต๋องอยู่หลังตลาดแน่ะ”

ได้เรื่องทันที กิมฮวยลุกพรวดเดินแทบเป็นวิ่งไปทางหลังตลาด ลืมเรื่องเข้าห้องนํ้าสนิทเลย

ooooooo

ขณะต๋องกับกิมลั้งยังให้กำลังใจกันอยู่นั้น กิมฮวยพรวดเข้าไปด่าและทุบตีกิมลั้งไม่ยั้งมือ ต๋องรีบกอดกิมลั้งเอาตัวรับกำปั้นกิมฮวยแทน กิมฮวยเลยยิ่งกระหนํ่าทุบไม่ยั้ง ไม่ไกลจากตรงนั้น ศักดิ์ชายแอบดูอยู่อย่างสะใจ แต่ที่ข้างหลังเขา ณดาเดินมาดูอย่างสงสัยว่าศักดิ์ชายดูอะไร

เห็นกิมฮวยกำลังมีเรื่องกับต๋องและกิมลั้ง ณดามองอึ้ง หยุดฟัง

ต๋องยอมรับกับกิมฮวยว่าตนผิดเอง ตนเป็นคนมาหากิมลั้ง เมื่อถูกกิมฮวยด่าว่าหน้าด้าน รู้ว่าเกลียด แล้วยังจะมายุ่งกับลูกสาวตนอีก

“น้าเกลียดฉัน ฉันเข้าใจ แต่น้าจะมาบังคับให้กิมลั้งกับฉันเกลียดกันได้ยังไง ในเมื่อเราชอบกัน”

“ชอบกัน?!” กิมฮวยแผดเสียงลั่น “ไอ้ต๋อง...ลื้อไม่มีสิทธิ์พูดคำนี้ ผู้ชายคนเดียวที่ลูกสาวอั๊วจะชอบได้ก็คืออาจาตุรงค์” แล้วหันสั่งกิมลั้ง “คนที่ลื้อจะเลือกได้มีแต่อาจาตุรงค์เท่านั้น เข้าใจไหมอากิมลั้ง”

กิมลั้งถามว่าตนไม่ได้ชอบเขาจะให้เลือกได้ยังไง กิมฮวยยื่นคำขาดว่าให้เลือกเอาระหว่างตนกับต๋อง แล้วหันขวับบอกต๋องว่าถ้าจะชอบกิมลั้งก็ต้องข้ามศพตนไปก่อน พูดแล้วกระชากแขนกิมลั้งลากไปเลย

“ไอ้ต๋อง แกไม่มีทางได้กลับเข้ามาอยู่ที่นี่ง่ายๆ หรอก” ศักดิ์ชายมองตามยิ้มอย่างสะใจ

ฝ่ายณดา เห็นกิมฮวยลากกิมลั้งไปแล้ว ก็แกล้งตะโกนเรียกเหมือนเพิ่งเห็นต๋อง ศักดิ์ชายเห็นณดาเดินไปหาต๋องก็หงุดหงิดขึ้นมาทันที

ณดาดีใจมากที่ได้พบต๋องอีก บอกต๋องว่าตนจะพาเขากลับมาที่ตลาดนี้อีกครั้งให้ได้ ต๋องบอกว่าถ้าจะกลับ ตนก็อยากกลับอย่างภาคภูมิใจ และมุ่งมั่นที่จะเรียกชื่อเสียงของตลาดกลับมาให้ได้เพื่อชดเชยความผิดพลาดทั้งหมด

“เอาเป็นว่า ณดาจะคอยเป็นกำลังใจ แล้วก็รอคุณกลับมาที่นี่อย่างสมศักดิ์ศรีนะคะ” เธอเอื้อมไปจับมือต๋องบีบเบาๆ ยิ่งทำให้ศักดิ์ชายที่กำลังหงุดหงิด ฮึดฮัดขึ้นมา

ooooooo

แม้ว่าศักดิ์ชายจะสวมรอยทำให้ณดาคิดว่าตัวเองตกเป็นของเขาแล้ว แต่ลึกๆ แล้วศักดิ์ชายก็ไม่กล้ารุกเธอต่อเพราะมันไม่เป็นความจริง รัศมียุลูกชายว่า

“ลูกลืมไปแล้วหรือว่านี่มันเป็นยุคของคลิปหลุด นี่ต่างหากที่จะทำให้เหยื่อของเรา อึ้ง ทึ่ง เสียว” ศักดิ์ชายถามว่าแล้วตนจะไปเอาคลิปที่ไหนในเมื่อตนไม่ได้ทำอะไรณดาจริงๆ “คลิปจะมีไม่มีน่ะไม่สำคัญเท่ากับการทำให้เขาเชื่อว่ามันมี เข้าใจไหมลูก”

พอถูกแม่เสี้ยมเข้าหน่อย ศักดิ์ชายก็มั่นใจ ดังนั้นเมื่อเห็นณดายังห่วงใยและมีใจให้ต๋องตำตาเมื่อครู่นี้ เขาจึงตามเธอไปที่รถ ขู่บังคับให้เธอขึ้นรถไปกับตน มิเช่นนั้นจะแฉเรื่องระหว่างเรา ณดาจึงจำต้องขึ้นรถไปด้วย

ระหว่างนั่งรถไปด้วยกัน ณดาพูดอย่างรังเกียจว่า คนอย่างเขาไม่เคยอยู่ในสายตาตน ทำให้ศักดิ์ชายแค้นใจที่โดนหยาม พูดอย่างหมายมาดว่า

“ถ้าผมไม่ได้คุณ ก็อย่าหวังว่าผู้ชายคนไหนจะได้”

ศักดิ์ชายพาณดาไปนั่งในร้านไอศกรีมบรรยากาศหวานแหวว แล้วทำเป็นเอาคลิปออกมาดู บอกว่ามาระลึกความหลังทำเป็นดูแล้วซี้ดปากพึมพำ...

“อูยยยย...ช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มพอดี ดูซิ...ใครจะเชื่อว่าคุณจะไม่รู้สึกตัวเลยขนาดนี้”

ศักดิ์ชายจะดึงณดาไปนั่งดูด้วยกัน เธอสะบัดมืออย่างรังเกียจ เอานํ้าสาดหน้าเขาแล้วลุกเดินออกไป

“แล้วคุณจะรู้จักความเลวของผมดีกว่านี้...ณดา” ศักดิ์ชายมองตามคำรามอย่างหมายมาด

ooooooo

ที่บ้านกิมฮวย เคี้ยงกำลังเอาเงินปึกใหญ่ซ่อนไว้ในช่องลับใต้ตู้เสื้อผ้า ซ่อนเสร็จก็พอดีกิมฮวยพากิมลั้ง กลับมาถึง เคี้ยงรีบทำท่าปกติถามว่าทำไมวันนี้กลับแต่วันเลยล่ะ

กิมฮวยด่ากิมลั้งให้เคี้ยงฟังว่า ลูกสาวทำงามหน้า ไปยืนจับมือจู๋จี๋กับต๋องอยู่หลังตลาด เคี้ยงติงว่าความจริงลูกจะรักใครก็ปล่อยไป ทีตัวกิมฮวยเองยังเลือกตนแทนที่จะยอมแต่งงานกับคนที่ป๊ากับม้าเลือกให้เลย

แทนที่กิมฮวยจะได้คิด กลับด่าเคี้ยงว่าเพราะคิดผิดตอนนั้นถึงได้ชีชํ้าตอนนี้ไง เคี้ยงหยุดทันทีเพราะขืนพูดมากมีหวังโดนด่ายาว ถามกิมฮวยว่าแล้วคิดจะทำอย่างไร

กิมฮวยบอกว่าต้องตัดไฟแต่ต้นลม กิมลั้งตกใจถามว่าแม่จะทำอะไร กิมฮวยบอกว่าเดี๋ยวจะเรียกเต็กไฮ้มาคุยเรื่องหมั้นของสองคน กิมลั้งช็อก ปฏิเสธเสียงหลงว่าตนไม่หมั้นกับจาตุรงค์เด็ดขาด

“งั้นลื้อก็ขาดกับอั๊วตั้งแต่วันนี้” กิมฮวยเดินปึงปังเข้าบ้าน กิมลั้งเรียกแม่อย่างตกใจ ได้ยินเสียงกิมลั้งเรียกกิมฮวยก็รู้ว่าคำขู่ของตนได้ผล

หลังจากนั้น กิมฮวยเรียกจะเด็ดมาหาฤกษ์หมั้น จะเด็ดบอกว่าต้องหมั้นอาทิตย์หน้า หากเลยจากนี้ไปต้องรออีกสองสามปี กิมฮวยตกลงหมั้นอาทิตย์หน้าเลย

กิมแชทนไม่ได้ตามหาต๋องจนเจอเล่าเรื่องแม่จะจัดงานหมั้นกิมลั้งกับจาตุรงค์อาทิตย์หน้า ต๋องบอกว่าจะไม่ยอมให้ใครมาฉกแฟนตนไปเด็ดขาด รักเร่ถามว่าแล้วจะทำยังไง

“ก็...” ต๋องทำท่าคิดหนัก แล้วก็โพล่งออกมาว่า “ยังไม่รู้โว้ย” พรรคพวกเลยเหี่ยว จ๋อยไปตามกัน

ooooooo

กิมลั้งคิดหนักจนเก็บไปฝันร้ายว่าตนต้องเข้าพิธีหมั้นกับจาตุรงค์ทั้งนํ้าตา แต่แล้วก็ดีใจสุดขีดเมื่อต๋องบุกเข้าไปฉุดตนกลางงานพิธีพาขึ้นรถซาเล้งที่แต่งเป็นรถแต่งงานพาหนี

แต่แล้วกิมลั้งก็ตกใจสะดุ้งตื่นเหงื่อแตกพลั่ก เมื่อจาตุรงค์ขับรถไล่ตามไปยิงต๋องตกจากรถนอนเลือดท่วมตัว!

ตื่นจากฝันร้าย กิมลั้งหน้าตาซีดเซียว ถูกกิมแชเร่งให้รีบไปแต่งตัวเตรียมเข้าพิธีหมั้น

แขกเหรื่อเริ่มทยอยกันมาร่วมงาน เต็กไฮ้บอกกิมฮวยว่า ตนใจไม่ดีเลยกลัวต๋องจะมาป่วนงาน

“ไม่ต้องห่วงหรอก มันจะกล้าโผล่มาให้โดนประชาทัณฑ์ก็เอา” กิมฮวยพูดอย่างสบายใจ แล้วรีบออกไปต้อนรับอาแปะคนหนึ่งที่มาในงาน พออาแปะเดินเข้าบ้านแล้ว ลักษณ์ถามกิมฮวยว่าญาติหรือ กิมฮวยร้องอ้าวนึกว่าญาติของลักษณ์เสียอีก เคี้ยงเลยตัดบทว่าคงเป็นคนแถวนี้รู้ข่าวเลยมาแสดงความยินดีด้วย

หารู้ไม่...อาแปะคนนี้คือต๋องปลอมตัวมานั่นเอง!

งานนี้ นอกจากกิมลั้งต้องฝืนใจเข้าพิธีแล้ว กิมแชเองก็แอบนํ้าตาคลอ เมื่อมีแขกให้ร้องเพลงโชว์ก็ปฏิเสธ จนกิมฮวยต้องออกไปกล่อมแกมบังคับให้ร้องเพราะแขกอยากฟัง สั่งให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงมาร้องเพลงเสียดีๆ

ไม่นานนัก กิมแชในชุดกี่เพ้าสวยงามก็แหวกม่านออกมาร้องเพลง แขกในงานพากันอึ้งกับนํ้าเสียงไพเราะของเธอและยิ่งเมื่อแสงไฟส่องไปที่ตัวก็ยิ่งทำให้กิมแชสวยจนแม้แต่จาตุรงค์เองก็ยังมองอึ้งจนปล่อยมือกิมลั้งที่กุมอยู่อย่างไม่รู้ตัว

ooooooo

แปะต๋องโฉบเข้าไปใกล้กิมลั้งขณะเธอยืนเศร้าอยู่ พูดว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป” แล้วเดินผ่านไปเลย

ทั้งณดาและศักดิ์ชายมาร่วมงานด้วย ศักดิ์ชายพูดให้บาดใจณดาว่า การที่จาตุรงค์หมั้นกับกิมลั้งเท่ากับเธอหมดเสี้ยนหนามหัวใจไปคน ณดายิ้มเยาะย้อนถามว่า ถ้าตนจะคิดอย่างนั้นมันผิดตรงไหนหรือ ศักดิ์ชายฉุน ถามว่าแล้วเธอเอาตนไปทิ้งไว้ที่ไหน

“อย่าเรียกว่าทิ้งเลย เพราะฉันไม่เคยหยิบคุณขึ้นมาเลยสักครั้ง” พูดใส่หน้าแล้วเดินไปเลย

“คิดว่าอะไรๆ มันจะง่ายอย่างนั้นหรือ” ศักดิ์ชายมองตามแค้นๆ

ooooooo

ในงานนี้เอง แปะต๋องได้ยินจาตุรงค์ตำหนิพนักงานเสิร์ฟน้ำว่า ตกลงงานนี้ไม่มีน้ำให้เจ้าบ่าวกินสักแก้วหรือ แปะต๋องจึงเอาน้ำไปให้แก้วหนึ่ง พร้อมกับแสดงความยินดีและอวยพร พอเดินห่างออกมา แปะต๋องก็แอบดูขวดยาดองเล็กๆ ในกระเป๋ายิ้มๆเจ้าเล่ห์พึมพำ

“เจอยาดอง ‘ม้าดีดกะโหลกช้าง’ สูตรบ้านไอ้ต๋องเข้าไป...ไม่รอดแน่”

แต่แล้วแปะต๋องก็ตกใจ เมื่อเห็นจาตุรงค์ถือแก้วน้ำ ไปให้กิมลั้งที่ซับเหงื่ออยู่ดื่ม แปะต๋องเดินอ้าวไปชนกิมลั้งจนน้ำหกใส่ชุด

แปะต๋องรีบขอโทษขอโพย กิมลั้งบอกว่าไม่เป็นไร แล้วขอตัวไปเปลี่ยนชุด

พอกิมลั้งเดินไป แปะต๋องก็รีบกุมมือจาตุรงค์พูดอย่างไม่สบายใจว่า

“อั๊วขอโทษนะอาจาตุรงค์ เดี๋ยวนี้ตามันฝ้าฟางเลยมองไม่ค่อยเห็นอะไร”

“น้องเขาบอกแล้วไงครับแปะ ว่าไม่เป็นไร”

“กำเสี่ย...กำเสี่ย...ลื้อสองคนนี่ งามทั้งหน้า งามทั้งใจ สมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก เกิดมาเพื่อกันและกันโดยแท้”

“ขนาดนั้นเลยเหรอแปะ” จาตุรงค์ยิ้มชอบใจ

“ก็ใช่น่ะสิ ไปๆเพื่อเป็นการไถ่โทษ เดี๋ยวอั๊วหาน้ำให้ลื้อใหม่ดีกว่า” จาตุรงค์บอกว่าไม่เป็นไร แปะต๋องทำหน้าผิดหวังถามว่า “แสดงว่าลื้อไม่ให้อภัยอั๊ว...อั๊วชีช้ำ...” แปะต๋องทำท่าจะร้องไห้ จาตุรงค์จึงยอมไปด้วย แปะต๋องแอบยิ้มดีใจรีบลากเขาไปทันที

ooooooo

ไปถึงอีกมุมหนึ่งในงาน จาตุรงค์นั่งรอแปะต๋อง ครู่หนึ่งแปะก็เดินกลับมาพร้อมกับน้ำสองแก้ว ยื่นให้เขาแก้วหนึ่งเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า

“เอ้า...ฉลองกันหน่อย...แด่ว่าที่เจ้าบ่าวที่น่าอิจฉาที่สุดในปฐพี”

จาตุรงค์ยกแก้วขึ้นอย่างชอบใจในคำเยินยอ ทั้งคู่ชนแก้วกันกริ๊ง...แต่แล้ว จู่ๆจาตุรงค์ก็ยื่นแก้วของตัวเองไปจ่อตรงหน้าแปะต๋องเหมือนจะป้อนให้ แปะต๋องชะงักกึก จาตุรงค์มองหน้าแปะยิ้มพลางเอ่ยขอว่า

“วันนี้วันดี...ดื่มให้ผมเป็นเกียรติก็แล้วกันนะแปะ”

“แหม...ถ้าให้เกียรติมันต้องมันส์กว่านี้” แปะต๋องพลิกสถานการณ์ ยื่นมือที่ถือแก้วไปข้างหน้าจาตุรงค์บ้าง พริบตานั้นก็ตวัดมือกลับมาเป็นคล้องแขนจาตุรงค์ เพื่อตนจะได้ดื่มจากแก้วตัวเอง จาตุรงค์เลยจำต้องทำตาม โดยปริยาย

แปะต๋องรอดตัวได้หวุดหวิด มองจาตุรงค์ที่ดื่มน้ำแก้วนั้น ยิ้มร้าย...สะใจ...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 08:57 น.