ตอนที่ 1
ในการสืบเรื่องแก๊งมาเฟียข้ามชาติคืนนี้ ผู้กำกับ มนัสคุมทีมไปเอง โดยผู้กำกับอยู่ในรถปฏิบัติการกับเฮียหลง ส่วนหมวดปีแสงกับหมวดองศาหมวดหนุ่มผู้ได้รับเกียรตินิยมทำคะแนนได้เทียบเท่าปีแสง เข้าไปสืบในโกดัง
ผู้กำกับมนัสนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จอเรดาร์และเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อระหว่างปฏิบัติภารกิจสืบสวนพยายามติดต่อกับปีแสง แต่ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ จนเฮียหลงมองด้วยความกังวลใจ
ปีแสงกับองศาอยู่ที่โกดังเก็บของ ปีแสงใช้สลิงโรยตัวลงไปจากหลังคา องศาคอยผ่อนเชือกสลิงอยู่บนหลังคา ปีแสงทิ้งตัวลงมาค้างห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ เขาโวยวายใส่หูฟังกับองศาเบาๆ
“เฮ้ย...ช้าๆสิ แล้วมาค้างอยู่ตรงนี้ทำไมเล่า ลงไปอีก”
เวลาเดียวกันนี้ กลุ่มมาเฟียกำลังเจรจาส่งของกันอยู่ด้านนอกโกดัง โดยไม่รู้ว่ามีคนจู่โจมเข้ามาในโกดังแล้ว
ฝ่ายผู้กำกับมนัสร้อนใจที่ติดต่อปีแสงไม่ได้เร่งเฮียหลงว่าให้ติดต่อองศาเร็วๆ
องศากำลังหย่อนเชือกสลิงให้ปีแสงอยู่ ตอบเฮียหลงเพียงแค่ว่า “องศาทราบแล้วเปลี่ยน” ทำให้เฮียหลงดีใจ บอกผู้กำกับว่าหมวดองศาติดต่อกลับมาแล้ว ผู้กำกับจึงขอพูดเอง ถามไปอย่างร้อนใจว่า
“เป็นไงองศา ปีแสงทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ติดต่อ”
องศาที่กำลังหย่อนสลิงให้ปีแสงเลยต้องหยุดเพื่อคุยกับผู้กำกับว่า
“คือตอนนี้หมวดปีแสงคงไม่อยู่ในภาวะที่จะพูดอะไรได้น่ะครับ คือเรากำลังอยู่ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มกันน่ะครับ”
“เข้าด้ายเข้าเข็มกันสองคนเนี่ยนะ” ผู้กำกับมนัสย้อนถามเหมือนถูกผีหลอก
ปีแสงห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ ร้องบอกองศาอย่างหงุดหงิดว่ามัวทำอะไรอยู่หย่อนลงไปสิ ก็พอดีที่ประตูโกดังมีกลุ่มมาเฟียเข้ามาสองคนถือปืนเอ็ม 16 ทั้งคู่ ปีแสงตกใจรีบเงียบมองลงไปตาเหลือก
ชายทั้งสองเดินเข้ามาเปิดลังไม้ดู ปีแสงพยายามมองลงมาแต่ไม่เห็นของในลัง ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน
องศายังมัววุ่นอยู่กับการชี้แจงคำว่า “เข้าด้ายเข้าเข็ม” กับผู้กำกับว่า หมายถึงเหตุการณ์กำลังอยู่ในช่วงคับขัน ไม่ได้หมายความอย่างที่ผู้กำกับคิด พอถูกผู้กำกับย้อนถามว่าแล้วคิดว่าตนคิดอะไร องศาชี้แจงเหนียมๆตามที่ตัวเองเข้าใจ เขินจนมือไปปัดรอกที่ใช้ยึดเชือกสลิง ทำให้ปีแสงหล่นลงข้างล่างแบบทิ้งดิ่งลงไปเลย แต่ก็ยังไม่ถึงพื้นอยู่ดี
ปีแสงหูตาเหลือก โชคดีที่ชายสองคนนั้นเดินออกไปพอดีเลยไม่เห็นเขา
องศาคว้าเชือกสลิงไว้ทัน ปีแสงเลยยังค้างเติ่งทั้งที่เกือบจะถึงพื้นอยู่แล้ว เขาเงยหน้าขึ้นไปส่งสัญญาณให้องศาค่อยๆหย่อนเขาลงไปอีกช้าๆ
ขณะองศาพยายามค่อยๆหย่อนปีแสงลงไปนั้น ผู้กำกับยังไม่เลิกติดต่อร้องถามองศาว่าทำไมเงียบไป มีอะไรหรือเปล่า องศาตอบไปด้วยเสียงเหนื่อยหอบว่า
“เฮ้อ...เฮ้อ...ผู้กำกับครับ แค่นี้ก่อนนะครับ ผมจะไม่ไหวแล้วครับ เฮ้อ...ตอนนี้กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มจริงๆแล้วครับ” องศาพยายามค่อยๆหย่อนตัวปีแสงลงไปขืนตัวดึงสลิงไว้จนตัวโก่ง เพราะปลายเชือกอีกข้างผูกเอวเขาอยู่
โชคดีที่ปีแสงลงถึงพื้นอย่างปลอดภัย แต่โชคร้ายที่ชายสองคนนั้นกลับเข้ามาพอดี มันทั้งสองยกปืนยิงใส่ปีแสงทันที แต่ปีแสงก็ไวทายาดกระโดดหลบขึ้นไปบนลังไม้ที่
ซ้อนไว้เป็นชั้นๆ แล้วยิงใส่มันทันที ทำเอามันทั้งสองวิ่งกระเจิงไปกันคนละทาง
ระหว่างที่ปีแสงวิ่งหนีกระสุนนั้น เชือกสลิงที่ผูกเอวองศาไว้ก็ดึงร่างเขาร่วงลงจากหลังคา เชือกพาดคานเหล็กพอดี เลยกลายเป็นร่างของปีแสงกับองศาดึงถ่วงกันเป็นลูกตุ้มอยู่กลางอากาศ
กลุ่มมาเฟียที่อยู่นอกโกดังได้ยินเสียงปืนก็พากันวิ่งเข้ามา แม้ปีแสงกับองศาจะห้อยต่องแต่งอยู่ ทั้งคู่ก็ชักปืนออกยิงสกัดมัน แต่ขืนสู้กันอยู่อย่างนี้มีหวังตายทั้งคู่ ปีแสงแกว่งตัวไปถีบองศาจนแกว่งแล้วตัวเองก็ไหลต่ำลงมา องศาโวยวายว่าแบบนี้ตนก็ห้อยอยู่คนเดียวสิ
ไม่ทันที่ปีแสงจะหันไปช่วยองศาลงมา พวกมาเฟียก็กลุ้มรุมกันเข้ามา ทำให้ปีแสงต้องหันไปสู้กับพวกมัน พลางก็คว้าเชือกแถวนั้นมามัดเอวตัวเองต่อสายยาวขึ้นแล้วปลดออก มือถือเชือกไว้แต่สุดท้ายเชือกหลุดมือเพราะมัวหันไปต่อสู้กับพวกมาเฟีย ดีที่ปีแสงคว้าปลายเชือกไว้ทัน องศาเลยไม่ได้ดิ่งลงมาโหม่งพื้น
เมื่อลงมาถึงพื้นได้โดยปลอดภัยแล้ว ทั้งคู่ต่างถอนใจโล่งอก เพราะมัวแต่โล่งอกกันอยู่ เลยถูกพวกมาเฟียจู่โจมเข้ามาล้อมไว้ คราวนี้เลยตะลึงอึ้งไปทั้งสองคน
ooooooo
ในรถปฏิบัติการ...ผู้กำกับมนัสกับเฮียหลงต่างหน้าเครียดจัดเมื่อขาดการติดต่อกับปีแสงและองศาผู้กำกับถามเฮียหลงว่าหน่วยเรามีใครเหลือบ้าง เฮียบอกว่าตอนนี้ติดภารกิจกันหมดเหลือแต่ผู้กำกับกับตนเท่านั้น ถามว่าจะลุยไหม
“คงต้องเป่ายิงฉุบกันละมั้งหลง จะได้เหลือใครไว้จองวัดคนนึง อย่างเราเนี่ยมันระดับสมอง จะออกไปลุยอย่างนั้นมีหวังตายเปล่า” แต่ผู้กำกับก็มุ่งมั่นว่าเราต้องหาคนเข้าไปช่วยสองคนนั้น ถามว่า “หลงพอนึกออกไหมว่าใครจะทำงานนี้ได้มั่ง”
“โอ้โห ระดับมันสมองอย่างผู้กำกับมาถามมันสมองอย่างผม ผมจะไปรู้จักใครล่ะครับ ที่อยู่ในหัวตอนนี้ก็มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น”
ผู้กำกับมองหน้าเฮียหลงเชิงถามอย่างร้อนใจว่าคนนั้น...ใครหรือ?
ผู้นั้นคือผู้กองลายเมฆนั่นเอง...
ooooooo
ที่ลานดินหน้าบ้านทรงไทยหลังหนึ่ง ตำรวจนอกเครื่องแบบห้าหกคนหน้าตาบ้านๆ ถือปืนเดินอย่างระมัดระวังกระจายกำลังไปตามมุมต่างๆของบ้านหลังนั้น
ผู้กำกับในชุดสนามเต็มยศ วิ่งเข้ามาหลบหลังมุมเสาท่าทางตึงเครียด ชี้มือส่งสัญญาณให้พวกตำรวจกระจายกำลังกันออกไป สถานการณ์เต็มไปด้วยความตึงเครียดราวกับกำลังรบทัพจับศึกใหญ่
ที่มุมหนึ่งผู้กองลายเมฆเดินเข้ามาช้าๆราวกับมาเดินกินลมชมวิว เข้าไปยืนซดเครื่องดื่มชูกำลังข้างผู้กำกับผู้กำกับแหงะมาเห็นถึงกับผงะตกใจ ถามว่าทำไมมายืนล่อเป้าอย่างนี้ ไม่หลบๆหน่อยหรือ
“ไม่ต้องขนาดนั้นมั้งครับ” ลายเมฆตอบสบายๆเลยถูกผู้กำกับหันไปพูดกับลูกน้องแบบประชดๆว่า
“ลืมไป ผู้กองลายเมฆเขาเก๋าอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้จิ๊บๆสำหรับเขา” พูดแล้วก็หัวเราะกับลูกน้อง ทำให้ลายเมฆ เริ่มหงุดหงิดแต่ก็พยายามเก็บอาการชวนว่า เรารีบจัดการให้เสร็จเรื่องดีกว่า
ผู้กำกับส่งสัญญาณสั่งลูกน้องให้บุก กำลังตำรวจที่ซุ่มอยู่วิ่งกรูกันเข้าไปในบ้านอย่างเร็ว
เด็กหนุ่มที่เฝ้าดูต้นทางอยู่ตรงประตูเจอตำรวจกรูเข้ามาก็ตกใจร้องตะโกน “เฮ้ย...ตำรวจ”
เท่านั้นเองวงไพ่ในห้องโถงบ้านก็แตกฮือกัน ผู้คนวิ่งกันกระจัดกระจาย มีทั้งคุณย่าคุณยายคุณป้าคุณลุงและคนท้อง แตกหนีกันไปคนละทิศละทาง แต่พอบางคนไต่บันไดไม้ไผ่จากหน้าต่างลงมาก็เจอลายเมฆยืนดักอยู่อย่างใจเย็น ทุกคนแย่งกันหนีราวกับหนีตาย จนลายเมฆต้องตะโกนบอกว่า
“เบาๆกันหน่อย ไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไรขนาดนั้น”
“เป็นไงครับ ผลงานวันนี้ รวบได้ครบทั้งคนทั้งหลักฐาน ถูกใจอดีตสายลับมือหนึ่งไหมครับ” ผู้กำกับถามประชด
“คร้าบบบบ น่าภูมิใจมากเลยครับ” ลายเมฆทำเสียงประชดบ้าง
“เดี๋ยวเราไปฉลองผลงานกันหน่อยไหม ผมเลี้ยงเอง จะได้คุยเรื่องล้อมจับหวยใต้ดินกันด้วย” ผู้กำกับชวน
“เชิญตามสะดวกครับ คือผม...” ลายเมฆชะงักเมื่อมีเสียงโทร.เข้ามือถือ เขารับสายฟังครู่หนึ่งจึงบอกผู้กำกับว่า “ผมมีงานเข้าน่ะครับ” ฉวยโอกาสชิ่งไปเนียนๆ
ooooooo
เป็นสายจากเฮียหลงโทร.มาขอให้ช่วยหน่อยเพราะตอนนี้ปีแสงเข้าไปสืบเรื่องแก๊งมาเฟียข้ามชาติ แต่ตอนนี้ติดต่อไม่ได้ไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง
ลายเมฆฟังแล้วตกใจแต่พยายามเก็บอาการพูดยอว่าปีแสงเก่งอยู่แล้วจะห่วงไปทำไม แต่อดถามไม่ได้ว่าแล้วปีแสงหายไปไหน พอเฮียหลงบอกว่าที่อู่เก็บเรือตรงโกดังสินค้า แล้วถามอ่อยว่า “เอ็งไม่ห่วงว่าที่ลูกเขยเอ็งเหรอ”
ลายเมฆทำเป็นด่าเฮียหลงว่าเป็นพวกปลาหมอตายเพราะปากแล้วปฏิเสธ อ้างว่าตนวางมือแล้วไม่อยากกลับไปอีก ตอนนี้มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ ให้หาคนอื่นก็แล้วกัน
“ใจดำนะไอ้เมฆ คนกันเองแท้ๆไม่คิดช่วยกันบ้าง
รึไงวะ” เฮียหลงด่าอย่างผิดหวัง
“แล้วเอ็งจะให้ข้าช่วยทุกครั้งได้ยังไง งานของหน่วยมันก็ต้องจัดการกันเองให้ได้สิวะ”
เฮียหลงโมโหเลยวางสายทันที ทำเอาลายเมฆไม่สบายใจเหมือนกัน เผลอหยิบปืนออกมาดูยิ้มให้มันเหมือนจะบอกว่าคงได้ไปลุยกันอีกครั้ง ไม่ทันไรก็สะดุ้งโหยงเมื่อมีเสียงขลุกขลักอยู่ในตุ่มที่ยืนพิงอยู่ ลายเมฆรีบเก็บปืนชะโงกดูเห็นยายแก่คนหนึ่งโผล่ขึ้นมาในสภาพเปียกโชก แกรีบยกมือไหว้ขอร้องอย่าทำอะไรยายเลย
“โถยาย...ปูนนี้แล้วยกขาลงไปได้ก็เก่งแล้ว ยังคิดจะดำน้ำหนีอีกเหรอ ขึ้นมา...ขึ้นมา...” ลายเมฆส่ายหน้าอย่างระอาใจพลางส่งมือให้ยายแก่จับช่วยดึงขึ้นมาจากตุ่ม
ช่วยยายแก่ขึ้นจากตุ่มน้ำแล้ว ลายเมฆคิดถึงเรื่องปีแสงขึ้นมาอีก เขายิ้มที่มุมปากทั้งนึกสนุกทั้งนึกขำ
ooooooo
ที่อู่ซ่อมเรือ ทั้งปีแสงและองศา ถูกแก๊งมาเฟียจับมัดมือไพล่หลังห้อยอยู่กับขื่อ แล้วพวกมันก็พากันออกไป
ทั้งสองปรึกษากันว่าขืนห้อยอยู่อย่างนี้มันฆ่าเราแน่ ปีแสงเสนอว่าเราต้องหลุดจากเชือกนี่ให้ได้ก่อนที่พวกมันจะกลับมา
ปีแสงใช้ความรู้ความสามารถโดยเฉพาะประสบการณ์ ทำให้เตรียมพร้อมทุกอย่าง เขาให้องศาดึงมีดที่ซ่อนอยู่ที่ส้นรองเท้าที่พอกดปุ่มมีดพับก็ยืดยาวออกมาที่ปลายมีดมีไฟแดงๆคล้ายที่จุดบุหรี่ในรถ ใช้ไฟจี้เชือกที่มันอยู่เพื่อตัดเชือก
พอตัดเชือกที่มือปีแสงขาดเขาหัวทิ่มห้อยลงมาเพราะขายังถูกผูกติดอยู่กับแขนขององศา เขาให้องศาส่งมีดให้พลางตัวเองก็ดึงหัวเข็มขัดออกมากดปุ่มยิง มีลวดสลิงเส้นเล็กๆ พุ่งออกไปพันกับคานเหล็ก จากนั้นก็เอามีดจี้เชือกที่มัดองศา
ขณะไฟกำลังตัดเชือกมัดองศานั่นเอง พวกมาเฟียที่สุมหัวกันอยู่ข้างนอกก็พากระทิงที่เป็นหัวหน้าเข้ามา เป็นจังหวะที่ไฟตัดเชือกที่มัดองศาขาด ทั้งสองจึงทิ้งตัวลงถึงพื้น กระทิงที่ตามพวกลูกน้องเข้ามาเห็นดังนั้น มันสั่งให้ฆ่าทิ้งทันที
ปีแสงกับองศาที่มือยังถูกมัดไพล่หลังอยู่พากันวิ่งหนีกระสุนปืนที่สาดมาราวกับห่าฝน
ขณะที่ปีแสงกับองศากำลังเข้าตาจนนั่นเอง ลายเมฆก็โหนเชือกลอยละลิ่วเข้ามาถีบพวกมาเฟียกระเด็นเป็นระนาว ปีแสงมองตะลึงอย่างคาดไม่ถึง ลายเมฆยังอุตส่าห์หันมายักคิ้วให้ พูดอย่างกระหยิ่มว่า
“ได้เวลาเปิดตัวสวยๆสักที”
เมื่อพวกมาเฟียตั้งตัวได้ก็กรูกันเข้าเล่นงานทั้งสามทันที ทั้งสามหลบไปอยู่ในที่เดียวกัน ปีแสงยังอดถามไม่ได้ว่าผู้กองมาทำอะไรที่นี่ ลายเมฆพูดประชดว่าถ้าตนไม่มาปีแสงก็คงตายไปแล้ว
“พูดอย่างนี้มันดูถูกกันนี่ ผู้กองไม่มาผมก็เอาตัวรอดได้อยู่แล้ว”
“ปากดีนะไอ้ปีแสง” ลายเมฆปรามแล้วหันมององศาถาม “แล้วนี่ใคร” ปีแสงบอกว่าอดีตคู่หูของตน
ทันใดนั้นกระทิงถือปืนยิงลูกระเบิดเข้ามา ลายเมฆ
หันไปเห็นเขาบอกปีแสงกับองศาให้รีบไปเร็ว แล้วพาทั้งสองวิ่งไปที่สะพาน หันไปเห็นกระทิงเอาปืนประทับบ่า เล็งตรงมาที่พวกตน ลายเมฆผลักทั้งปีแสงและองศาลงน้ำแล้วตัวเองก็กระโดดตาม
พอร่างทั้งสามลงน้ำตูม เสียงระเบิดก็กัมปนาทขึ้นตรงที่พวกเขายืนอยู่ ไฟลุกท่วมแดงฉาน ในขณะที่ทั้งสามดำอยู่ใต้น้ำ รอดตายหวุดหวิด
“ถ้ายังไม่เจอศพพวกมันไม่ต้องเลิก หาต่อไป” กระทิงสั่งลูกน้องที่กำลังค้นหาศพของทั้งสาม
ooooooo
หนีรอดจากการตามล่าของกระทิงแล้ว ปีแสง ลายเมฆ และองศา ก็พากันตะกายขึ้นฝั่งเอาตอนใกล้จะ เช้า ปีแสงกับองศายังไม่หายตึงเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ลายเมฆกลับดูคึกคักผิดปกติ จนปีแสงถามว่าดีใจที่ได้กลับมาลงสนามอีกครั้งใช่ไหม ถามหยันๆว่า
“ว่าแต่คดีหวยปิงปองนี่เป็นยังไงบ้างครับ คงไม่เสียชื่อผู้กองลายเมฆ ตำนานหน่วยสืบสวนหรอกนะครับ”
องศามองขวับไปที่ลายเมฆ พูดอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “พี่คือผู้กองลายเมฆที่บรรดาสายสืบชอบยกเป็นตัวอย่างนะเหรอครับ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยครับที่ได้เจอตัวจริงเสียงจริงที่นี่ ผมชื่นชมผู้กองมากเลยนะครับ”
องศาแสดงความชื่นชมศรัทธาในตัวลายเมฆมาก จนปีแสงเริ่มรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิดๆ ลายเมฆเตือนปีแสงว่าทำไมไม่แก้มัดให้องศาเสียที แต่พอปีแสงจะไปแก้มัดให้ เรือตาล่าของพวกระทิงก็แล่นใกล้เข้ามาแล้ว ทำให้ทั้งหมดต้องรีบพากันหนีต่อทั้งที่องศายังถูกมัดมือไพล่หลังอยู่
กระทิงพาลูกน้องขับเรือไล่ล่าปีแสง ลายเมฆ และองศา มันสั่งลูกน้องว่าต้อง “เก็บมันให้หมดทุกคน”
พวกมันไล่ตามไปจนถึงลานเก็บคอนเทนเนอร์ ปีแสง ลายเมฆ และองศาเห็นรถบรรทุกรถยนต์คันหนึ่งวิ่งเข้ามา ด้านบนบรรทุกรถซุปเปอร์คาร์อยู่ ลายเมฆกับปีแสงกระโดดขึ้นรถแล้วหันมาช่วยกันดึงองศาขึ้นไปด้วย
“ตามมันไป...อย่าให้รอดไปได้” กระทิงตะโกนสั่งลูกน้องอย่างแค้นใจ
ooooooo
ลายเมฆ ปีแสง และองศาที่มือยังไม่ได้แก้มัด นั่งมาในรถบรรทุกรถยนต์กันอย่างโล่งใจที่รอดมาได้อีกครั้ง ลายเมฆยังติดใจถามว่าตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่
“เราได้ข่าวว่าพวกมาเฟียผลิตแบงก์ปลอมมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ ผู้กำกับเลยส่งพวกเรามาดู” องศาชี้แจง
ปีแสงแทรกขึ้นว่าแล้วก็เกือบตายเพราะเขาคนเดียว ทำเอาองศาหน้าเสีย ลายเมฆเห็นดังนั้นรีบแก้สถานการณ์ว่าแต่ตนก็ทำให้พวกเขารอดมาได้ พูดหยอกว่าจะขอบคุณสักคำไหมเนี่ย แล้วเมื่อไรจะแก้มัดให้องศาเสียที
ปีแสงมีอาการหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นลายเมฆใส่ใจกับองศาเป็นพิเศษ ฝืนใจจะไปแก้เชือกให้องศา แต่ทันใดก็มีกระสุนปืนพุ่งเข้ามา ทั้งสามก้มหลบอย่างเร็วตามสัญชาตญาณ พอมองลงไปก็เห็นรถของกระทิงกับลูกน้องวิ่งตามมายิงใส่
กระทิงสั่งลูกน้องให้เบียดรถเข้าไปแล้วกระหน่ำยิง องศาเสนอให้พากันขึ้นด้านบนดีกว่า อย่างน้อยก็อยู่เหนือกว่ามัน ลายเมฆเห็นด้วย แต่พอจะปีนขึ้นไป องศาบอกว่าเชือกตนยังไม่ได้แกะออกเลย ลายเมฆหันไปจี้ปีแสง แต่พอปีแสงจะแก้เชือกก็ถูกกระทิงยิงขึ้นมาเลยต้องหลบ ไม่ได้แก้เชือกให้องศาอีกตามเคย
กระทิงโหนตัวขึ้นมาบนรถบรรทุกรถยนต์จะตามไปยิงปีแสง ถูกลายเมฆโหนตัวกระโดดเตะปืนในมือ ทำให้ปืนลั่นไปถูกตัวล็อกล้อด้านบนของรถยนต์คันท้ายสุดจนหลุด ลายเมฆกระโดดเข้าเตะซ้ำจนกระทิงเซ ปีแสงอาศัยจังหวะนั้นรีบเข้าไปแก้เชือกให้องศา
ลายเมฆกระโดดจะเข้าไปซ้ำกระทิง แต่ถูกยิงสวนมาจนเซจะตกจากรถ ทันใดนั้น มีรถมอเตอร์ไซค์สี่สูบคันหนึ่งพุ่งเข้ามาเทียบ คนขับเป็นผู้หญิงผมยาวใส่หมวกกันน็อกตะโกนบอก
“โดดลงมา...” เธอคือจอมใจชนกนั่นเอง
ลายเมฆกระโดดลงไปซ้อนท้ายพอดี แต่เสียหลักถลำไปกอดจอมใจชนกจนแนบชิดหน้าซุกไปที่ปอยผมได้กลิ่นหอมชื่นใจ ทำเอาแทบเคลิ้มพึมพำ “ผู้หญิงนี่”
ปีแสงกับองศาที่มือแก้มัดแล้ว ช่วยกันเล่นงานกระทิง จับมันเหวี่ยงไปกระแทกตัวถังรถจนเลือดกบปากฟันร่วง ทำให้มันยิ่งบ้าเลือด เห็นปืนหล่นอยู่ก็คว้าจะยิงปีแสงกับองศา จอมใจชนกที่มีลายเมฆซ้อนท้ายอยู่ ปาดรถเข้าไปตะโกนเรียกลายเมฆพลางส่งปืนให้ ลายเมฆรับปืนกระหน่ำยิงกระทิง แต่มันกลิ้งตัวหลบได้ทันถูกปีแสงกระโดดเข้าแย่งปืน
ระหว่างนั้นคนขับรถบรรทุกรถยนต์ตกใจหักรถเลี้ยวอย่างแรง ทำให้ปีแสงกับองศาเสียหลักตกจากรถลงมากองที่พื้นถนน เป็นจังหวะที่รถยนต์คันสุดท้ายที่ถูกยิงปลดล็อกหลุดร่วงลงมากระแทกพื้น กระโปรงท้ายรถเปิด เงินที่ซ่อนที่ท้ายรถกระเด็นออกมากระจายว่อน
ลายเมฆตะลึงกับภาพที่เห็น จอมใจชนกรีบขับมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดข้างๆปีแสงกับองศา
กระทิงยังอยู่บนรถบรรทุกรถยนต์ที่ขับพุ่งไปมองดูลายเมฆ ปีแสง และองศาด้วยความแค้น ยกมือปาดเลือดที่ปากที่ยังไหลไม่หยุด
ลายเมฆรีบไปประคองปีแสงกับองศาขึ้นมาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่พอหันมาอีกทีจอมใจชนกก็ขับรถมอเตอร์ไซค์บิดไปแล้ว ลายเมฆมองตามร้องอย่างแปลกใจ
“เฮ้ย...แล้วผู้หญิงคนนั้น...อ้าว...เฮ้ย...คุณ...คุณณณณ...”
ooooooo
เมื่อพากันกลับมาคุยกันที่ร้านหลงของเก่า โดยมีผู้กำกับมนัสร่วมด้วย ปีแสงขอถอนตัวจากงานนี้อ้างว่าตนกับองศาคงไม่เหมาะที่จะทำงานร่วมกัน แม้ว่าลายเมฆจะมาร่วมพูดคุยด้วยแต่ก็นั่งห่างๆ นอกวงเหมือนเป็นคนนอก ใครถามอะไรก็บอกว่างานนี้ตนไม่เกี่ยวด้วยให้คุยกันเอง จนผู้กำกับมนัสสรุปว่า
“เอาเถอะ เดี๋ยวพี่ตัดสินใจเรื่องนี้เอง ตอนนี้สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ เราจะเริ่มคดีนี้ต่อไปยังไง ตอนนี้ผู้ใหญ่ค่อนข้างคาดหวังในหน่วยเรา เขาอยากให้เราสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งกว่าเดิม พี่ถึงต้องปั้นเด็กใหม่อย่างองศาไง แต่ก็เข้าใจนะว่ามันต้องใช้เวลา แล้วมันก็ต้องมีการฝึกฝนด้วยจริงไหมเมฆ”
ถูกผู้กำกับวกมาถามเช่นนี้ ลายเมฆบอกว่าตนไม่เกี่ยว เลยถูกเฮียหลงดักคอว่าแน่ใจหรือ ถ้าอย่างนั้นแล้วถ่อไปช่วยปีแสงกับองศาทำไมแถมยังเสนอหน้ามานั่งตรงนี้อีก ถามว่าปากกับใจตรงกันหรือเปล่า
“อ้าวไอ้เฮียหลง พูดอย่างนี้กูกลับเลยละกัน”ลายเมฆทำท่าลุกขึ้นจะกลับจริงๆ ผู้กำกับรีบห้ามว่า
“เดี๋ยวใจเย็นเมฆ พี่ว่าเรามานั่งคุยกันสักหน่อยดีไหม”แล้วผู้กำกับก็ชวนไปคุยกันตัวต่อตัว
ผู้กำกับมนัสพาลายเมฆไปนั่งเก้าอี้นวดไฟฟ้าปรับให้กระตุ้นแรงๆ จนเขารู้สึกสบายตัวขึ้น จึงเริ่มเรื่องว่า
“ตอนนี้ไอ้ตัวเล็กมันก็เรียนจบแล้ว แล้วมันก็เข้าใจอะไรๆมากขึ้น เมฆเองก็คงเบื่อหน่ายกับการวิ่งไล่จับน้ำเต้าปูปลาอะไรพวกนั้นแล้ว”
ลายเมฆบอกว่าตนกำลังสนุกกับงานต่างหากเพราะทำงานนี้แล้วมีเวลาอยู่ใกล้ชิดลูก ผู้กำกับติงว่าเรารู้จักกันมาเป็นสิบปีแล้ว เคยได้ยินเขาพูดกันว่า
“งานอะไรก็ตามที่เราอยู่กับมันเกินสิบปีขึ้นไป เราจะเลิกมันไม่ได้เพราะมันจะซึมลึกเข้าไปในเลือดของเรา” แล้วเสนอเป้าหมายว่าอยากให้เขามาช่วยคดีนี้และอยากให้ช่วยเทรนองศาด้วย
“แล้วทำไมต้องเป็นผมล่ะ พี่ก็หาคนอื่นมาช่วยสิ ยิ่งผู้ใหญ่เขาอยากให้เราขยายทีม เขาก็พร้อมจะส่งคนเก่งๆมาให้อยู่แล้ว” ลายเมฆเล่นตัวเล่นแง่ แต่แล้วก็อึ้งพูดไม่ออก เมื่อผู้กำกับตบท้ายแทงใจดำว่า
“ก็เพราะพี่รู้ว่าเมฆอยากทำไง”
ooooooo
ฝ่ายปีแสงกับองศาและเฮียหลง ต่างเริ่มสงสัยว่าผู้กำกับลายเมฆคุยอะไรกันเนิ่นนาน ปีแสงเสนอว่าวันนี้ไม่มีประชุมอะไร เดี๋ยวตนขอตัวไปธุระก่อนพอดีมีนัด แล้วนี่ก็สายมากแล้วด้วย ถ้ามีอะไรก็ให้โทร.ตามก็แล้วกัน
ธุระของปีแสงคือ นัดฟ้าครามไว้ เขาขี่ชอปเปอร์ตามหาจนเจอเธอในสวนสาธารณะ พอเจอตัวก็เข้าไปปากหวานกะล่อนว่า ถึงฟ้าจะไม่รับโทรศัพท์ตนก็รู้ใจและตามหาจนเจอได้ ถามว่า “จะมีใครรู้ใจฟ้าเท่าพี่ปีแสงอีกไหมเนี่ย”
ฟ้าครามดักคออย่างรู้ทันความกะล่อนด้วยคำพูดซ้ำซากที่เขาพูดจนเธอจำได้ ฝ่ายหนึ่งงอนอีกฝ่ายง้อ ตัดพ้อต่อว่ากัน จนปีแสงเอาใจถามว่าอยากไปไหนให้บอกจะพาไปทุกที่ พอเธอบอกว่าอยากกลับบ้าน ปีแสงถามว่าจะรีบกลับไปทำไม พลางคว้ามือไปกุมมองอย่างเว้าวอนบอกว่ากลับไปตอนนี้พ่อก็ไม่อยู่หรอก
ไม่ทันที่ทั้งคู่จะคุยกันต่อ เสียงลายเมฆก็คำรามขึ้น
“เฮ้ย...ไอ้ปีแสง ปล่อยมือเดี๋ยวนี้เลย มายืนจับมือถือแขนอะไรกัน”
ปีแสงสะดุ้งรีบปล่อยมือฟ้าคราม เธอผละไปหาพ่อทันที ส่วนปีแสงมองลายเมฆเลยไปข้างหลังเขา อุทาน
“ผู้กอง...องศา...”
ooooooo
เมื่อพากันกลับไปที่บ้านของลายเมฆ ปีแสงจึงรู้ว่าองศาจะมาอยู่ที่บ้านลายเมฆ เขาถามว่าอยู่เพื่ออะไร ลายเมฆย้อนถามว่าแล้วเมื่อก่อนเขามาอยู่บ้านตนเพื่ออะไร ปีแสงมององศาอย่างคาดไม่ถึง ในขณะที่องศาบอกว่า
“ครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงเลยครับที่จะได้รับการฝึกฝนจากตำนานอย่างผู้กองลายเมฆ ผมพร้อมที่จะเชื่อฟังคำสั่งของผู้กองทุกประการเลยครับ”
พอรู้เช่นนั้น ปีแสงโวยวายอย่างไม่เห็นด้วย ถูกลายเมฆปรามว่าจะโวยวายทำไม มันผิดตรงไหน พลางก็หันไปแนะนำกับฟ้าครามว่า
“เอ่อ...ฟ้าจ๊ะ นี่พี่องศาสายสืบคนใหม่ของหน่วย ลุงนัสเขาฝากให้พ่อช่วยเทรนน่ะ”
ฟ้าครามยกมือไหว้ องศารับไหว้เขินๆ เอ่ยกับลายเมฆว่าไม่สงสัยเลยว่าจะเป็นลูกสาวผู้กองเพราะผู้กองหล่อขนาดนี้ก็ไม่แปลกที่จะมีลูกสาวสวยอย่างนี้ ทั้งฟ้าครามและลายเมฆต่างยิ้มปลื้มในคำชมนี้ มีแต่ปีแสงเท่านั้นที่ออกอาการรับไม่ได้ บอกลายเมฆว่าตนไม่เห็นด้วยที่จะให้ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้มาอยู่บ้านที่มีสาวๆสวยๆอย่างฟ้าคราม ไม่น่าไว้ใจเลย
“แล้วตอนที่เอ็งมา มันยิ่งไม่น่าไว้ใจกว่าเหรอ ถ้าไอ้กะล่อนอย่างเอ็งมาอยู่ได้ คนอื่นฉันก็ไม่ต้องกลัวแล้วไม่ต้องห่วงนะฟ้า พี่องศาเขาไว้ใจได้ ไม่เหมือนไอ้พวกปากว่าตาขยิบ ปั้นน้ำเป็นตัว จับแพะชนแกะจับแป๊ะชนซิ้ม”
“พอเถอะพ่อ ไม่เห็นต้องว่าพี่ปีแสงเขาอย่างนั้นเลย ถึงพี่ปีแสงเขาจะเป็นอย่างนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีไม่ใช่เหรอ”
ฟ้าครามติงพ่อ ทีแรกปีแสงก็ยิ้มหน้าบานแต่พอฟังตอนท้ายก็หน้าหุบถามตัดพ่้อว่าฟ้าคิดอย่างนั้นกับตนหรือ พอฟ้าครามย้อนถามว่าหรือว่าไม่จริง ปีแสงก็หน้าจ๋อย นั่งก้มหน้าตาปริบๆ
ลายเมฆจัดห้องให้องศาอยู่บอกว่าให้ทำความสะอาดเอง เพราะเพิ่งย้ายบ้านมาไม่นานเลยยังไม่ได้จัดการอะไร
“ไม่เป็นไรครับ ให้ผมอยู่ที่ไหนก็ได้ ผมเป็นพวกกินง่าย นอนง่าย ถ่ายคล่อง ไม่บกพร่องทางอารมณ์”
“เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อนผู้กอง เรื่องนี้ผมไม่ยอมนะครับ ถ้าจะให้องศาอยู่ ผมก็ต้องอยู่ด้วย” ปีแสงแทรกขึ้น
“แล้วเอ็งจะมาอยู่ทำไมวะไอ้ปีแสง เอ็งมาอยู่มันน่ากลัวยิ่งกว่าองศามันอีก บ้านเอ็งก็หลังเบ้อเริ่มจะมาอยู่ที่นี่เอ็งจะนอนตรงไหน” ลายเมฆถามกันท่า แต่ปีแสงยืนยันว่าตนอยู่ได้ ตนกินง่ายนอนง่ายเหมือนกัน
ooooooo
คืนนี้ ปีแสงนอนกับองศา ทั้งคู่นอนหันหน้าเข้าหากัน ปีแสงพูดกันท่าว่า คงรู้ใช่ไหมว่าฟ้าครามเป็นแฟนตน องศาถามว่าแล้วผู้กองเขายอมหรือ ตนเองยังดูไม่ออกเลย องศาถามซื่อๆเสียจนปีแสงหงุดหงิด ย้ำแล้วย้ำอีกว่า
“ฉันเป็นแฟนกับฟ้าคราม เพราะฉะนั้นนายคงไม่คิดจะยุ่งกับคนที่มีแฟนแล้วหรอกนะ”
“ผมก็ยังไม่ได้คิดอะไรกับน้องฟ้าครามเลยนี่ครับ”
“เปลี่ยนคำพูดใหม่ ไม่ใช่ยังไม่คิด ต้องใช้คำว่า ไม่เคยคิดและไม่คิดจะคิด ฉันเตือนนายแค่นี้แหละ”
พูดแล้วปีแสงนอนหันหลังให้ องศานอนหันหลังให้เช่นกัน ต่างนอนนิ่งเงียบ ปล่อยใจไปตามความคิดของตัวเอง...
ooooooo










