ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    บ่วง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ย้อนกลับสู่ปัจจุบัน...ภายในวัดร่มรื่น แต่สีหน้ารัมภากับพัชนีกลับตื่นเต้นระทึกใจไปด้วยกัน โดยที่ผู้เล่าเรื่องในอดีตชาตินั้นนั่งนิ่งขรึมอยู่เบื้องหน้าพวกเธอ

    “ของพวกนี้ใช้ได้จริง มีอยู่จริงหรือเจ้าคะ” รัมภาเอ่ยปาก

    “อาคมของขลังเหมือนความรู้ทั่วไป อยู่ที่ผู้ใช้จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ ผู้มีปัญญาแต่ไม่มีคุณธรรมกลายเป็นทรราชเข่นฆ่ามนุษย์เป็นล้านๆคน เราก็เคยเห็นมาแล้ว คนเล่นของพวกนี้ก็เช่นกัน มีปัญญาสูงแต่ไร้คุณธรรม”

    “คนดีๆ ไม่เคยทำร้ายใคร จะพ่ายแพ้ต่อของต่ำๆ พวกนี้ได้ยังไงคะ” พัชนีกล่าวมั่นใจ ขณะที่รัมภาไม่อยากเดา เธอเร่งลุงช่วงให้เล่าต่อ...

    หลังจากแพงทำเสน่ห์ใส่หลวงภักดีบทมาลย์ อาการคุณหลวงจึงคล้ายเป็นไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัวกระสับ กระส่าย บางทีก็ปวดศีรษะโดยไม่มีสาเหตุ...คืนนี้ขณะคุณหลวงกำลังหลับพักผ่อน รู้สึกร้อนรุ่มพิกล เขาลุกพรวดปัดผ้าห่มออกแล้วหันมองชื่นกลิ่นที่นอนข้างกันอย่างหงุดหงิด

    อีกครู่ต่อมา กล้าเห็นคุณหลวงเดินลิ่วถึงเรือนคนใช้ ให้แปลกใจว่าลงมาทำอะไร พอกล้าทักถามก็ได้คำตอบว่ามาหาคน แต่ไม่ยอมบอกชื่อแซ่ ท่าทางก็แปลกๆ แล้วเดินกลับไป

    อำนาจคุณไสยเล่นงานคุณหลวงแล้ว เขาเดินกลับไปเรือนใหญ่ทำเหมือนจะนอน แต่เห็นชื่นกลิ่นแล้วหงุดหงิดไม่อยากร่วมเตียง จึงหันเดินออกไปยังเรือนเล็กของบัวสวรรค์ ซึ่งเจ้าตัวกลับไปบ้านที่พระนคร แต่ถึงจะแยกมานอนที่นี่ คุณหลวงก็ยังหลับตาไม่ลง เฝ้าคิดถึงแต่นางแพงอยู่ร่ำไป

    เช่นเดียวกับศามนในปัจจุบัน เขาปวดศีรษะมากมายจนร้อนรนกระสับกระส่าย ภาพของเดือนแรมลอยเด่นยั่วยวนชวนเคลิ้มไหว ที่สุดเขาอดใจไม่ได้ พุ่งเข้ากอดรัดฟัดจูบเดือนแรมอย่างหื่นกระหายเมื่อเธอโผล่พรวดผ่านประตูเข้ามา

    “ไม่! เป็นไปไม่ได้ ไม่จริง” เสียงกรีดร้องของรัมภาต่อหน้าลุงช่วงและพัชนีภายในวัด แทบจะทำให้ผู้คนแตกตื่น รัมภาสติแตกรับไม่ได้ ทั้งที่เธอเป็นฝ่ายเร่งให้ลุงช่วงบอกเล่า

    “คุณเป็นใครฉันไม่รู้จัก เรื่องที่เล่าก็เป็นแค่นิทาน เรื่องชาติภพ มันไม่มีอยู่จริงหรอก คุณลุงโกหก”

    “คุณลุงไม่เคยโกหกนะคะ” พัชนีป้องลุงตัวเอง

    ลุงช่วงไม่โกรธรัมภา ความเมตตายังมีให้เธอเหมือนเดิม “หายใจเข้าออกลึกๆ ตั้งสติเอาไว้ พร้อมยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น”

    “ไม่! ฉันไม่ยินดีรับอะไรทั้งนั้น คนอย่างฉันไม่เคยทำบาปทำกรรมกับใคร ไม่เคยแย่งของของใครไม่เคยทำผิดจารีตประเพณี ไหนคุณลุงบอกไงคะ ว่านี่คือกฎแห่งความยุติธรรม แล้วนี่มันยุติธรรมตรงไหนไม่ทราบ” รัมภาโวยวายแล้วเดินลิ่วไปทันที

    “เขาโกรธอะไรคะ ทำไมต้องมาว่าคุณลุง”

    “เขาไม่ได้ว่า เขากำลังช็อก ยอมรับความจริงไม่ได้ เพื่อรักษาชีวิตและจิตใจของตัวเอง เขาก็เลยเลือกที่จะปฏิเสธความจริง...หนูพัชฟังนะ ตามคุณรัมภาไปอย่าให้ห่างจากสายตา ดูแลเธอให้ดีที่สุด”

    พัชนีพยักหน้ารีบตามรัมภาออกไปทันท่วงที เธอขึ้นรถเหยียบเต็มที่กลับไปชายหาด จะเอาลูกฝาแฝดกลับกรุงเทพฯทั้งที่เด็กๆยังกินไอศกรีมไม่หมด อนุกูลกับวรรณศิกาพากันแปลกใจทำไมรัมภาถึงลนลานรีบร้อนนัก แต่เมื่อเธอยืนกรานต้องกลับกรุงเทพฯเดี๋ยวนี้ ทั้งคู่ก็ไม่ว่ากระไร ส่วนพัชนีนั้นทำตามคำสั่งลุงช่วงเคร่งครัด รีบไปเก็บข้าวของเพื่อเดินทางพร้อมรัมภาและลูก สองคนที่เหลือเลยต้องกลับด้วย เพราะท่าทางจะไม่ดีเสียแล้ว

    เมื่อบึ่งรถมาจอดหน้าเรือนเล็ก รัมภากวาดตาหาศามนไปทั่วก่อนขอตัวขึ้นบ้าน ฝากเด็กๆไว้กับพัชนี... เข้ามาไม่เห็นใครในห้องนั่งเล่น เธอรีบขึ้นไปบนห้องนอนด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ บอกไม่ถูกว่ากลัวอะไร

    ในห้องนั้น ศามนรีบเดินมาหาเมีย ทักว่ากลับมาแล้วหรือ รัมภาไม่ได้ใส่ใจจะฟัง มองรอบห้องอย่างสำรวจตรวจตรา แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ

    “ไม่เห็นโทร.บอกว่าจะกลับวันนี้...มองหาอะไร”

    “เปล่า...เปล่าค่ะ”

    “เด็กๆอยู่ข้างล่างเหรอ ผมคิดถึงลูก ไปหาเขากัน”

    รัมภาพยักหน้าและยอมให้สามีจูงมือ แต่แล้วเธอหยุดกึก มองจุดที่เคยแขวนเสื้อคลุมแล้วนึกได้ ถามเขาว่าเสื้อคลุมของเธอหายไปไหน ก่อนออกจากบ้านเธอแขวนไว้ตรงนี้ ศามนตกใจหน้าซีด รัมภาเริ่มตรวจตราอย่างละเอียดจึงเห็นชายเสื้อใต้เตียง ดึงออกมาเป็นเสื้อผ้าชุดชั้นในผู้หญิง!

    คราวนี้เธอพุ่งพรวดไปที่ห้องน้ำโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของศามน...เห็นเดือนแรมยืนหัวโด่ในชุดเสื้อคลุม สีหน้ามั่นใจไม่สะทกสะท้าน เอ่ยกับรัมภาเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา

    “ชุดเสื้อคลุมที่ว่า อยู่นี่ค่ะ” เดือนแรมยักไหล่ชี้ ตัวเอง...รัมภาพูดไม่ออกแต่กรี๊ดลั่นด้วยความช็อกสุดขีด

    พัชนีกับเด็กแฝดอยู่ข้างล่างตกใจกับเสียงนั้น...รัมภายังช็อก ไม่มีคำพูด เอาแต่จ้องหน้าศามนเหมือนรอคำอธิบาย ระหว่างนี้ก็พยายามระลึกว่าเกิดอะไรขึ้น ช่างเหมือนในอดีตที่ลุงช่วงเล่า ยิ่งคิดรัมภายิ่งปวดหัว ร้องกรี๊ดออกมาอีกครั้งก่อนเป็นลมหมดสติไป

    ศามนเข้าโอบอุ้มเธอไว้ ผีแพงโผล่ออกจากมุมหนึ่งอย่างน่ากลัว มันหัวเราะสะใจโดยที่คนในห้องไม่มีใครเห็น พัชนีวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น ไม่ทันจะซักถาม ศามนสั่งเธอหยิบกระเป๋าเอากุญแจรถ เขาจะพารัมภาไปโรงพยาบาล พัชนีรีบทำตามคำสั่ง วิ่งตามศามนที่อุ้มรัมภาออกไป ในห้องจึงเหลือแต่ผีนางแพงที่หัวเราะร่า กับนางสิงห์เดือนแรมที่ยืนยิ้มสาสมใจ

    เห็นพ่ออุ้มแม่ลงมา ไลล่ากับรัสตี้ตื่นตกใจ ถามเป็นเสียงเดียวกันว่าหม่ามี้เป็นอะไร ศามนบอกแม่ไม่สบาย ให้ลูกอยู่บ้าน ไม่ต้องตามพ่อมา...บุญสืบโผล่มาอีกคน เกิดความสงสัยว่าคุณผู้หญิงเป็นอะไรแล้วกลับมากันตอนไหน

    ที่เฉลียงหน้าเรือนใหญ่...วิญญาณอบเชยได้แต่ร่ำไห้ หัวใจแหลกสลายเพราะห่วงลูกรัก “ลูกแม่...เข้มแข็งไว้ลูก อย่าเจ็บปวดไปมากกว่านี้ เพราะทุกๆหยดน้ำตาของคนเป็นลูก คนเป็นแม่จะร้องไห้ยิ่งกว่า...”

    ฝ่ายแม่ตัวดีเดือนแรมยังอยู่บนห้อง ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างอารมณ์ดี คิดว่าตัวเองเอาอยู่ เสน่ห์เหลือล้นขนาดจะแย่งสามีคนอื่นมาเป็นของตนได้ แต่หาไม่รู้ว่า นั่นมันอำนาจของผีอีแพงล้วนๆ

    “ฮึ! ยิ่งช็อกยิ่งดี หย่าๆไปเลย ฉันจะได้มีผัวดีๆกับเขาเสียที” เดือนแรมกระหยิ่มยิ้มย่อง ไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงคัดค้านของนางแพง

    “ไม่ใช่ของเอ็ง แต่เขาเป็นของข้า เป็นของข้าคนเดียว”

    “ยิ่งคิดยิ่งแปลก เรามาที่นี่ได้ยังไงวะ มีผัวกี่คนๆ ก็ไม่เหมือนคนนี้” เดือนแรมบ่นกับตัวเองด้วยความงงงวย คิดไปคิดมารู้สึกประหลาดเหมือนมีอีกคนนอนร่วมเตียงตอนคลอเคลียกับศามน แต่ไม่อยากสนให้ปวดหัว ขอเพียงได้ผัวชาวบ้านเท่านั้นพอ!

    ooooooo

    อนุกูลกับวรรณศิกาเพิ่งมาถึง ฟังพัชนีเล่าไปงงไป ระหว่างนี้เองเดือนแรมเดินเด้งหน้าเด้งหลังลงมา ตาหล้ากับนางคำแปลกใจว่าคุณนายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วไปอยู่ไหนมา ทำไมเราไม่เห็น

    “มานานแล้ว...อยู่ห้องนอนกับคุณศามน”

    คำตอบของเดือนแรมชัดเสียจนทุกคนช็อก แถมหล่อนยังกรีดกรายไปหาเด็กแฝด ทักทายอย่างเอ็นดู

    “สวัสดีจ้ะ รัสตี้ ไลล่า ไปเล่นน้ำมาล่ะสิ ตัวดำเชียว วันนี้น้าไปก่อนนะ แล้ววันหลังจะมาคุยด้วย”

    “คุณน้าไปทำอะไรบนห้องนอนครับ” รัสตี้สงสัย... เดือนแรมทำท่าจะตอบแต่ถูกอนุกูลกระแอมเตือนพร้อมส่งสายตาตำหนิให้มีมโนสำนึกเสียบ้าง หล่อนเลยไม่กล้า แต่เดินหัวเราะร่าออกไป

    บุญสืบเห็นแล้วสุดทน ด่าอีคุณนายชาติชั่ว ทำท่าจะตามไปตบ นางคำกับตาหล้ารีบกระซิบเตือนลูกของตนไม่ให้พูด ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวคุณหนูตาดำๆจะรู้เรื่อง

    “โธ่...คุณหนูของบุญสืบ” เสียงโอดครวญนั้น ทำให้ เด็กแฝดชายหญิงงุนงง มองผู้ใหญ่ทุกคนที่ล้วนหน้าตาเคร่ง เครียด เนื่องจากเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!

    เดือนแรมเบิกบานกำลังจะกลับบ้าน วิญญาณอบเชยโผล่มายืนด่า แต่ไม่ระคายหูสาวเจ้าแม้แต่น้อย

    “อีหน้าด้าน คิดจะพรากผัวพรากเมียคนอื่นไม่มีคำว่าละอาย คนอย่างมึงร่างกายเป็นคน แต่จิตใจคือสัตว์เดรัจฉาน ทำตัวเหมือนหมูหมากาไก่ เสพไม่เลือก”

    เดือนแรมยังคงเดินสบายอารมณ์ ผีอบเชยเพ่งสายตาไปที่กระถางต้นไม้ใช้กำลังจิตบังคับให้มันลอยขึ้น ตั้งใจให้โดนหัวเดือนแรมสักเป้ง แต่ผีนางแพงปรากฏตัวปัดมันตกแตกดังเพล้ง เดือนแรมถึงสะดุ้งตกใจ สงสัยว่ามันหล่นมาได้ยังไง

    ครั้นเดือนแรมเดินพ้นไปแล้ว ผีสองตนก็ตั้งท่าก๋ากั่นห้ำหั่นกัน โดยแพงเปิดฉากก่อน

    “ฮึ กับอีแค่กระถางต้นไม้ น่าสมเพช มีเรี่ยวแรงแค่นี้ จะไปทำอะไรได้”

    “เอ็งมันวิญญาณนรกแท้ๆ ตอนมีชีวิตอยู่ก็เลว ตายไปแล้วยังชักนำคนให้เลวอีก”

    “ตัวแกดีนักหรือ ถ้าข้าอยู่ในนรก แล้วแกล่ะมาอยู่ที่เดียวกับข้าทำไม แกก็ลงนรกอยู่เหมือนกันนั่นแหละ”

    “ข้าอยู่เพื่อจองเวรจองกรรมคนอย่างเอ็ง”

    “เอาเลย ไม่กลัวหรอก ตอนมีชีวิตอยู่แกเป็นนายข้า แต่ความตายมันยุติธรรมโว้ย จะต่ำสูงรวยจน ทุกคนก็ต้อง ตายกลายเป็นผีเท่าๆกัน แถมเป็นผีบ้านผีเรือนที่ปกป้องลูกหลานไม่ได้ ฮะฮะฮ่า”

    อบเชยโกรธจนตัวสั่น ร้องไห้ออกมาอย่างคับแค้น “อีผีแพง กูจะฆ่ามึง กูจะฆ่ามึง เมื่อไหร่นรกจะมาเอาตัวมึงไปเสียที ก่อกรรมทำเข็ญตั้งแต่ยังมีลมหายใจจนตายไปแล้ว...ปล่อยลูกกูไป อย่ามายุ่งกับลูกกู”

    “เรื่องทั้งหมดนี้มันเคยเกิดขึ้นแล้ว แล้วมันก็เกิดขึ้นอีก และมันจะเกิดขึ้นต่อไป ซ้ำซากวนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีวันจบสิ้น”

    สิ้นคำประกาศของผีนางแพง...เหตุการณ์ในอดีตแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง

    เช้าวันหนึ่ง...คุณหลวงซึ่งโดนคุณไสยมนต์เสน่ห์ลงมานอนที่เรือนเล็กกับบ่าวแพง แล้วนายกล้ากับพึ่งตามมาเจอ พึ่งเห็นภาพบัดสีนั้นทนไม่ไหว ตรงเข้าฉุดกระชากลูกสาวให้ลุกขึ้น ด้วยกลัวคุณชื่นกลิ่นจะมาเห็น กล้าเองก็กุลีกุจอไปปลุกคุณหลวงด้วยอาการตกใจ

    “คุณหลวงตื่นเถอะขอรับ ก่อนที่ใครจะมาเห็นเข้า ออกไปจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด ไปเร็ว” กล้าพยุงคุณหลวงขึ้นนั่ง ขณะที่แพงมองไปหน้าประตูด้วยรอยยิ้ม เพราะตรงนั้นคุณชื่นกลิ่นมายืนจังก้าอยู่แล้ว แม่พึ่งทั้งละอายและเกรงใจคุณชื่นกลิ่น แต่แพงหาได้สะทกสะท้าน กลับยิ้มเยาะเย้ยหยันอย่างสะใจ

    กล้ากับพึ่งตกใจ ทำอะไรไม่ทันเสียแล้ว พึ่งได้แต่ทรุดลงพนมมือไหว้ปลกๆ

    “คุณชื่นกลิ่น อีพึ่งขอโทษ พึ่งกราบล่ะเจ้าค่ะ อย่าทำอะไรนางแพงเลยนะเจ้าคะ”

    “ฉันแค่ห่วงคุณหลวง เห็นหายมากลางดึก กลัวว่าจะเป็นอะไรไป” ชื่นกลิ่นไม่รู้จะทำหรือพูดอะไรที่ดีกว่านั้น แล้วหันหลังจะกลับออกไป

    “เอ๊า จะเดินไปเฉยๆ แค่นี้หรือคะ” แพงรีบเดินไปดัก ชื่นกลิ่นน้ำตาร่วงลงมาในที่สุด เธอรีบซ่อนหน้าไม่ต้องการให้ใครเห็น “อ๋อ คงตกใจ ทำอะไรไม่ถูก เอ้า... ร้องไห้ออกมาแล้ว”

    “อีแพง...หยุดเดี๋ยวนี้นะ” พึ่งเข้าไปดึงแพงออกมา

    “หยุดทำไม ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ความจริงก็คือความจริง คุณชื่นเจ้าขา ต่อไปนี้อีแพงเป็นเมียอีกคนหนึ่งของคุณหลวงแล้วนะเจ้าคะ”

    ชื่นกลิ่นช็อกน้ำตาริน หันไปหาที่พึ่งเดียวของตน หวังว่าจะได้ยินคำปฏิเสธ หวังว่าจะแค่เข้าใจผิด แต่คุณหลวงก็เอาแต่นิ่งเงียบ

    “คุณหลวงจะไม่พูดอะไรหน่อยหรือคะ”

    “ตอบปฏิเสธ บอกว่าไม่รู้เรื่อง” กล้ากระซิบนำร่องให้นาย แต่คนเป็นนายกลับพูดแต่คำว่าปวดหัว ชื่นกลิ่นถึงกับช็อกอีกครา แพงยิ้มสะใจ วางมาดผู้ชนะทันที

    “เห็นไหม คุณหลวงไม่ได้ปฏิเสธ ตกลงเป็นอันรู้กันแล้วนะ รู้แล้วก็ช่วยบอกคนในบ้านทุกคนด้วย”

    พึ่งโกรธลูกจนตัวสั่น ทั้งด่าทั้งจะตบให้ตายคามือ ถ้ายังไม่หยุดพล่าม

    “เอ๊ะ แม่นี่ จะมาตบฉันทำไม แทนที่จะดีใจ ฉันเป็นเมียของคุณหลวง แม่ก็ไม่ต้องไปเป็นคนใช้แล้วไง...ได้ยินไหมคุณชื่น ไม่สิ ต่อไปนี้ไม่ต้องเรียกคุณแล้ว พี่ชื่นขา...เมตตาน้องคนนี้ด้วยนะคะ เราถือเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว”

    ชื่นกลิ่นอ่อนแอและพ่ายแพ้ ร้องไห้จนเป็นลม โชคดีที่พึ่งและกล้าเข้ามาประคองร่างไว้ทัน กล้าให้พึ่งช่วยกันพาไปเรือนใหญ่ คุณหลวงได้แต่มองตามพวกนั้นไป สายตาเหม่อลอยประสาคนถูกของ สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์

    หลังจากรวบหัวรวบหางคุณหลวงได้แล้ว แพงเริ่มวางอำนาจเก็บเสื้อผ้าข้าวของของบัวสวรรค์ในห้องนอนใส่ตะกร้าออกมาวางหน้าเรือน บัวสวรรค์เพิ่งกลับจากพระนคร ลงรถเดินตรงรี่มาถามแพงด้วยความแปลกใจ

    “เสื้อผ้าข้าวของของฉัน ขนออกมาทำไม”

    “เอ้า มาพอดี คุณหลวงให้เอาออกมาวางเจ้าค่ะ ท่านจะใช้ห้องใหญ่ที่เป็นห้องเดิมของคุณ คุณจะอยู่ห้องเล็กของเรือนนี้หรือจะอยู่ที่เรือนใหญ่ก็ตามใจนะคะ”

    “ใช้ห้องใหญ่ ใช้ทำไม”

    “ก็ใช้อยู่กับเมียท่าน ก็คือฉันนี่ไง”

    “อะไรนะ” บัวสวรรค์ดวงตาเบิกโตอย่างตกใจ กล้าทนไม่ไหวเดินมาชี้หน้าตวาดแพง

    “มากไปแล้วนะนังแพง เรือนเล็กนี้เป็นเรือนที่คุณหญิงสร้างให้คุณบัวสวรรค์นะ”

    “แล้วไง จะให้ฉันอยู่เรือนใหญ่หรือ เวลาฉันอยู่กับคุณหลวงตามประสาผัวเมียน่ะ คุณชื่นทนดูไม่ไหวหรอก เมื่อเช้ายังเป็นลม พี่ก็เห็น ที่ฉันหนีมาอยู่เรือนเล็กเนี่ยน่ะ เพื่อช่วยคุณชื่นกลิ่นหรอกนะ”

    “นังแพง!” สองมือกล้ากำแน่นด้วยความโกรธ บัวสวรรค์นึกห่วงพี่สาว ทิ้งข้าวของวิ่งพรวดไปเรือนใหญ่ทันที ปล่อยนังแพงนั่งยิ้มกริ่มภาคภูมิใจกับบ้านเรือนที่ยึดมาได้

    ในห้องนอนเรือนใหญ่ ชื่นกลิ่นเอาแต่ร่ำไห้ ตรอมใจกับการกระทำของสามี เมื่อบัวสวรรค์ถลาเข้ามา เธอยิ่งสะอื้นฮักๆ รำพึงรำพันคิดถึงแม่ คิดถึงน้องบัว...

    ฝ่ายนางแพงได้ครอบครองเรือนเล็กแล้วยังจะยึดเอาคุณหลวงไว้ด้วย แพงเข้ามาหาคุณหลวงที่นอนบนเตียงสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนใดๆ รายงานท่านว่าคุณบัวสวรรค์มาแล้ว เธอบอกว่ายินดียกบ้านนี้ให้ ตนอยากให้คุณหลวงมาอยู่ด้วย อยู่ห้องนี้กับตน

    คุณหลวงมองรูปโฉมโนมพรรณของแพงอย่างหลงใหล ในหัวมีแต่เรื่องกามารมณ์ พร่ำบอกกับแพงว่า เขาไม่ไปไหนทั้งนั้น เขาจะอยู่กับเธอ

    “แพงเห็นว่าคุณบัวน่าจะไปอยู่ดูแลคุณชื่นกลิ่นที่เรือนใหญ่ ให้เธอไปอยู่ที่เรือนใหญ่ดีไหมคะ”

    “ดีจ้ะ” ตอบแล้วเขาดึงตัวแพงเข้ามากอดจูบ

    “เดี๋ยวสิคะ งั้นแพงไม่ต้องเป็นคนใช้แล้วนะคะ เป็นเมียคุณหลวงยังต้องเป็นคนใช้ อายเขาเจ้าค่ะ”

    “เธอไม่ต้องทำงานแล้ว อยู่กับฉัน ดูแลฉัน”

    “แล้วแม่แพงล่ะคะ มาอยู่ที่เรือนเล็กนี่ด้วยได้ไหม”

    “ได้สิจ๊ะ ได้เลย”

    แพงยิ้มพอใจ ทอดกายบนเตียงให้คุณหลวงเชยชมอีกครั้ง

    ooooooo

    สุขสมอารมณ์หมายแล้วแพงกลับมาเรือนคนใช้ จัดแจงเก็บสัมภาระน้อยนิดของตัวเองและแม่เพื่อจะย้ายไปเรือนเล็ก แต่พึ่งมากระชากเสื้อผ้าของตนคืน พูดกรอกหูลูกสาวอย่างเดือดดาลว่า...กูไม่ไป!

    “เอ๊ะแม่ ฉันได้ดิบได้ดี มีวันนี้ได้ ก็เพื่อให้แม่มีความสุขนะ อยากเป็นคนใช้ไปตลอดชาติหรือไง”

    “เออ...กูจะเป็นคนใช้ กูจะอยู่ที่นี่ไปจนตาย กูไม่ใช่คนหน้าด้าน คนเอาแต่ได้เหมือนมึง”

    “นี่แม่ เมื่อก่อนตอนท่านเจ้าคุณได้แม่เป็นเมีย แม่ก็โง่มาทีนึงแล้วนะ หอบลูกในท้องหนีไป ไม่เรียกร้องอะไรสักคำ รู้ไหมทำฉันลำบากขนาดไหน ตอนนี้ฉันเป็นเมียคุณหลวงแล้ว ขอร้องเถอะ ช่วยฉลาดขึ้นมาหน่อยได้ไหม”

    “เออ ชั่วให้มันเต็มที่ แย่งผัวคนอื่น ด่าพ่อด่าแม่ กลัวไม่ตกนรกใช่ไหมฮึอีแพง”

    “นรกที่เขาพูดๆกันอยู่ตรงไหน ฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่โตมาอดๆอยากๆเป็นคนใช้เขานี่แหละนรก คนอย่างอีแพงไม่มีวันทำท่าเจียมตัวเพื่อรักษาความดีเอาไว้ไปเกิดชาติหน้า คนอย่างอีแพงรู้จักแต่จะเอาในชาตินี้ จะสู้ จะหน้าด้าน จะเอาให้ได้ตอนนี้ชาตินี้เท่านั้น”

    “สิ่งที่เอ็งจะเอาคืออะไรอีแพง ไหนบอกข้าซิ”

    “บ้าน เงิน เกียรติยศ อำนาจ ผู้ชายดีๆอย่างคุณหลวง ฉันจะเอาทั้งหมด”

    “ของที่ได้มาอย่างผิดศีลธรรม มันอยู่ไม่นาน เดี๋ยวก็ถูกแย่งคืนไป ชีวิตที่แย่งของเขามา แล้วให้คนอื่นมาแย่ง ชีวิตอย่างนี้เอ็งเรียกว่าความสุขงั้นหรือ”

    “แล้วเป็นคนใช้เขามันมีความสุขตรงไหนแม่”

    “จะเป็นคนใช้หรือเป็นเจ้านาย กูไม่รู้ กูแค่ทำหน้าที่ที่ต้องทำ กูกินดีแค่ไหนกูไม่รู้ แต่กูก็กินอิ่ม กูมีเตียงใหญ่แค่ไหนกูไม่รู้ แต่กูก็นอนหลับทุกคืน ไอ้ชีวิตอย่างเอ็งที่ต่อสู้ดิ้นรนด้วยการเหยียบหัวใจคนอื่น มีแต่ถูกเขาสาปแช่ง กูไม่เอาเด็ดขาด”

    “เออดี ไม่เอาก็ไม่เอา ตามใจ อยากอยู่ดักดานอย่างนี้ก็ตามใจ” แพงสะบัดหน้าเดินหนีออกไป พึ่งทรุดลงไร้เรี่ยวแรง แค้นใจทำไมลูกถึงร้ายกาจนัก...

    ผละจากแม่มา แพงนำเสื้อผ้าใส่แล้วไปให้พวกนวลที่เรือนใหญ่ สั่งให้ซัก ยกตนเป็นเมียอีกคนของคุณหลวง จึงไม่ต้องทำงานเยี่ยงบ่าวอีกต่อไป นวลโกรธจัด ด่าอีแพงนังคางคกขึ้นวอ วันนี้ขอสั่งสอนความสะเออะของมันสักที นวลเริ่มถีบแพงก่อน มีหรืออีแพงจะไม่โต้ ทั้งคู่ฟัดกันนัว อะไรใกล้มือคว้ามายีหัวกัน จนกระทั่งได้ยินเสียงปรามของคุณหลวง นวลรีบคุกเข่าฟ้อง เรียกร้องความยุติธรรม แต่แพงก็ฟ้องกลับ แถมเว้าวอนคุณหลวงให้ไล่นังนวลออก

    “คุณหลวงจะเอามันเป็นเมียก็ได้ แต่ยังไงมันก็บ่าว มันต้องทำงานเหมือนเราสิเจ้าคะ” นวลเน้นย้ำอย่างไม่ยอม แพงเห็นท่าไม่ดีรีบใช้ไม้ตาย

    “คุณหลวง ถ้าคุณหลวงไม่ทำตามใจแพง คุณหลวง จะไม่ได้เห็นหน้าแพงอีก”

    เจอไม้นี้ คุณหลวงหน้าเสียทันที รีบจับมือแพงไว้  “โธ่แพง...ใจเย็นหน่อยสิ จะไปไหนทำไมเล่า...นวล เธอคิดเอาเองแล้วกัน ถ้าอยู่ต่อก็ไปทำงานให้เขา ถ้าไม่อยู่ก็ตามใจเธอ”

    ว่าแล้วคุณหลวงผละไป แพงยิ่งได้ใจ จีบปาก

    จีบคอใส่พวกนวลทันที “ได้ยินกันแล้วใช่ไหมทุกคน ต่อไปนี้ต้องเรียกฉันว่าคุณแพง แล้วก็ทำงานให้ฉันเหมือนกับที่ทำงานให้นายทุกคนในบ้านนี้”

    นวลแค้นมาก พอแพงคล้อยหลัง ก็อาละวาดเทผ้าในตะกร้าของแพงลงพื้นแล้วเหยียบย่ำแทบไม่หายใจ ส่วนแพงลอยหน้าตามคุณหลวงไปเรือนเล็ก พูดคุยกันไม่กี่คำก็ลงเอยบนเตียงอีกตามเคย ทิ้งคุณชื่นกลิ่นเมียเอกร่ำไห้ตรอมใจอยู่เรือนใหญ่ ไม่ยอมกินข้าวปลาจนบัวสวรรค์ชักกลุ้มใจ...

    กลับสู่ปัจจุบัน...ผีอีแพงยืนหัวเราะร่าเย้ยหยัน

    ผีอบเชย “ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติที่แล้ว นังชื่นกลิ่นมันก็ดีแต่ร้องไห้เหมือนเดิม”

    “อีแพง ข้าจะจองเวรจองกรรมกับเอ็ง อีผีร้าย อีนังบาปหนา”

    แพงไม่สนคำด่า เอาแต่หัวเราะชอบใจ ที่ตัวเองทำให้อบเชยร่ำไห้ไม่หยุดหย่อน เพราะแค้นใจที่ไม่สามารถช่วยลูกสาวสุดรักของตนได้

    ooooooo

    เหตุการณ์บัดสีระหว่างศามนกับเดือนแรมทำให้รัมภาเสียใจจนทรุดต้องให้หมอที่โรงพยาบาลเยียวยา อนุกูลแวะมาเยี่ยม และมีโอกาสพูดคุยตามลำพังกับศามน อนุกูลนึกว่าศามนเมาหรือไม่ก็ทำไปเพราะประชด แต่ศามนบอกไม่ใช่ทั้งนั้น ความจริงคือตนไม่รู้ เวลานั้นมันเหมือนไม่ใช่ตัวเอง ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่รู้ ตนทำแบบนั้นไปทำไม

    อนุกูลฟังแล้วอึ้ง เพราะมันคือคำอธิบายที่เฮงซวยมาก ถ้าตอบแบบนี้ให้เขาเตรียมตัวตายได้เลย...เหมือนจะจริงเช่นนั้น เมื่อศามนเข้าไปเยี่ยมรัมภา เห็นเธอน้ำตาไหลพราก ความหมางเมินบึ้งตึงเข้าครอบงำ ภาพความสุขในอดีตสมัยแรกรักกันที่อเมริกาผุดขึ้นมาในหัวเธอมากมาย ศามนอบอุ่นอ่อนโยน เสมอต้นเสมอปลาย ทำให้รัมภารักและเชื่อมั่นถึงขั้นตกลงแต่งงานกับเขา ท่ามกลางความยินดีของญาติและเพื่อนๆ

    จนเมื่อมีทายาทฝาแฝด เขายิ่งทำให้เธอมีความสุขและภาคภูมิใจ เธอคิดไม่ผิดจริงๆที่เลือกเขาเป็นคู่ชีวิต...

    แต่มาวันนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาทำให้เธอทุกข์ร้อน แล้วยังจะลูกๆอีก หากพวกเขารู้จะรู้สึกเช่นไร?

    ศามนยืนตรงหน้าภรรยาที่นั่งบนเตียง อยากอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น แต่รัมภาไม่เปิดโอกาส เธอตบหน้าเขาดังฉาดทั้งน้ำตา

    “ได้เลย...อยากตบอยากตีผมยังไงก็ได้ คุณทำได้เลย”

    “ทำแบบนี้กับฉันทำไม เมื่อคืนคุณรู้ไหมมันเกิดอะไรขึ้น ฉันแทบจะผ่าหัวตัวเอง ภาพอดีตที่เคยเป็นความสุขที่สุดในชีวิตของฉันมันกำลังเป็นภาพแห่งความทุกข์ที่สุด คำรัก คำสัญญา มันวนเวียนอยู่ในหัว ฉันนอนไม่หลับ ทุกครั้งที่หลับตาภาพพวกนั้นมันจะต้องตามหลอกหลอนฉัน มันคอยย้ำเตือนกับฉันว่า คำรัก คำสัญญาพวกนั้น มันไม่มีอยู่จริง”

    “ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมไม่รู้มันเกิดขึ้นได้ยังไง”

    “ทำไมเขาถึงไม่ให้ยาฉัน ยาที่ทำให้ฉันไม่ต้องตื่นขึ้นมาพบหน้าคนหลอกลวง”

    “ภา...อย่าพูดแบบนี้ คุณยังมีรัสตี้ไลล่านะ”

    “แล้วคุณไม่มีหรือ ไม่อายลูกหรือ คุณจะตอบพวกเขาว่ายังไง”

    “เอาเป็นว่า...ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก”

    “แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว มันเกินพอที่จะทำลายทุกอย่างระหว่างเราแล้ว มันพอแล้ว...”

    รัมภาโวยวายและฟูมฟายแทบขาดใจ ครั้นรุ่งขึ้นได้กลับมาบ้าน เธอไม่ยอมให้ศามนเข้าใกล้แตะเนื้อต้องตัว และจะย้ายจากเรือนเล็กกลับไปอยู่เรือนใหญ่พร้อมลูกสองคน ส่วนเขาจะอยู่เรือนเล็กก็ตามใจ

    สั่งการบุญสืบกับพ่อแม่ทำความสะอาดเรือนใหญ่ให้แล้ว รัมภาก้าวไปนั่งหน้าโลงศพอบเชยที่ตั้งตระหง่านภายในห้องโถง

    “คุณแม่...คุณแม่ขา...เขาทำแบบนี้กับหนูอีกแล้ว เขาทำอีกแล้วค่ะ” รัมภารำพันทั้งน้ำตานองหน้า...วิญญาณอบเชยเฝ้ามองลูกรักด้วยความสงสารจับใจ น้ำตาร่วงพรูออกมาเช่นกัน

    “แม่ผิดเอง แม่เสียใจที่ปกป้องลูกไม่ได้ แม่ขอโทษ...”

    ooooooo

    ความบาดหมางระหว่างศามนกับรัมภาอันเนื่องมาจากเดือนแรมเป็นต้นเหตุส่งผลกระทบกระเทือนทั้งคนในบ้านและนอกบ้าน รัมภาเครียดหนักถึงขนาดแยกบ้านกับศามน โดยเธอเอาลูกมาอยู่ด้วย แต่ยังดีที่เธอไม่กระโตกกระตากให้ลูกรู้ ดังนั้นศามนจึงแวะเวียนมากินข้าวที่เรือนใหญ่ได้ตามปกติ

    ส่วนคนนอกที่ว่าได้รับผลกระทบไปด้วยก็คืออนุกูล เพราะวรรณศิกาเป็นเดือดเป็นแค้นอย่างมากกับพฤติกรรมของศามนที่นอกใจภรรยา เธอเลยเหมารวมเอาว่าผู้ชายส่วนใหญ่ไม่มีความรับผิดชอบ เห็นแก่ตัว และมักง่ายเรื่องเซ็กซ์ นอนกับใครก็ได้โดยไม่ต้องมีความรัก

    ประเด็นนี้ทำให้อนุกูลทุ่มเถียงกับวรรณศิกา ก่อนจะมีแรงเชียร์แยกเป็นหญิงกับชายภายในบริษัทมาผสมโรง โดยที่พัชนีนั่งฟังเฉยๆ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด...สองฝ่ายเถียงกันไปมาในแง่มุมของผู้หญิงและผู้ชายที่คิดเห็นต่างกัน ผู้ชายหาว่าผู้หญิงขี้หึง พูดไม่รู้เรื่อง ไม่ยอมฟังเหตุผล เอาแต่บ่นๆด่าๆ ขณะที่ผู้หญิงก็ว่าผู้ชายมักมาก เห็นแก่ตัว ยกตัว
    อย่างเช่นศามนที่นอกใจรัมภา ทำให้เธอเสียใจจนช็อกเข้าโรงพยาบาล

    ปัญหาโลกแตก...พูดกันไปเถียงกันมาก็ไม่จบ วรรณศิกาของขึ้นคว้าแก้วน้ำสาดใส่กลุ่มอนุกูลก่อนเดินหนีไปกับพรรคพลพลังหญิงอีกสองสามคน

    ส่วนที่เรือนเล็กวันนี้...เดือนแรมตั้งใจมาหาศามน เธอกับทองดีช่วยกันขนอาหารคาวหวานมาถึงหน้าบ้าน เจอกลุ่มตาหล้าขัดขวาง ทั้งตาหล้า นางคำ และบุญสืบไม่ยอมให้นังหน้าด้านเข้าบ้าน ด่าอีตัวมารทำลายครอบครัวคนอื่น เดือนแรมโกรธจี๊ดร้องกรี๊ดจะเอาเรื่องสามคนพ่อแม่ลูก แต่นางคำมือไวกว่าตบหน้าเดือนแรมไปดังฉาด เดือนแรมเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ แต่จะตบคืนก็ไม่กล้า เพราะบุญสืบกับตาหล้ายืนจังก้าประกบนางคำอยู่ จึงได้แต่ด่าอาฆาตแค้น แล้วโดนทองดีลากแขนกลับออกไปด่วนจี๋ ก่อนจะโดนบุญสืบอัดซ้ำ

    เดือนแรมสุดเซ็งที่ไม่เป็นไปตามแผน ตั้งใจมารุกเร้าให้ศามนรับผิดชอบตนเอง แต่ดันมาเจอมารสามตัวกันท่า เมื่อกลับไปบ้านตัวเองจึงอาละวาดขว้างข้าวของเกลื่อนกระจาย โดยที่ผีนางแพงเฝ้ามองและใช้อำนาจดลใจเดือนแรมไม่ให้ยอมแพ้ ให้ก่อสงครามระหว่างเมียหลวงเมียน้อย เพื่อครอบครองผู้ชายดีๆอย่างศามน

    ตกเย็นรัมภากลับจากรับลูกๆที่โรงเรียน ศามนกลับมาถึงก่อน เขารีบมาต้อนรับและทักทายลูกๆเรื่องการเรียน รัมภาไม่พูดอะไรรีบเดินเลี่ยงเข้าบ้าน แล้วได้ยินเสียงรัสตี้ถามพ่อทำไมเมื่อคืนไม่มานอนห้องแม่ ศามนตอบลูกว่า เรือนเล็กไม่มีใครดูแล เดี๋ยวคืนนี้พ่อจะมานอนกับแม่ คงไปๆมาๆทั้งเรือนเล็กและเรือนใหญ่

    คำตอบของพ่อทำให้ลูกแฝดโล่งใจหายห่วง เพราะตอนแรกพวกเขานึกว่าพ่อกับแม่ทะเลาะกันเสียอีก พอตกค่ำเห็นพ่อเข้าห้องนอนกับแม่ เด็กๆก็สบายใจ แต่หารู้ไม่ว่า แม่กับพ่อนอนหันหลังให้กัน รัมภาไม่พูดไม่จาแถมกินยานอนหลับอีกเหมือนเคย

    เช้าขึ้นก่อนออกไปทำงาน ศามนก็ไม่ได้รับความใส่ใจใดๆจากภรรยา เขาจึงไปทำงานด้วยความเครียด สักพักเดือนแรมโทร.มาหา เขาตัดใจไม่รับสาย แต่เดือนแรมก็ยังทู่ซี้ส่งข้อความหวานๆมาให้อีก

    ตอนพักกลางวัน สองแก๊งชายหญิงแบ่งฝ่ายชัดเจนเม้าท์กันเรื่องเดิม แต่คราวนี้ดูจะหนักข้อขึ้น เพราะวรรณศิกา และเพื่อนหญิงเถียงสู้ไม่ได้ก็เลยร่อนจานข้าวใส่ฝ่ายชาย เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายโกลาหล กลุ่มผู้ชายแตกฮือไปตั้งหลัก

    ooooooo

    ศามนยังปักหลักที่เรือนใหญ่ พยายามจะง้อรัมภาให้ได้ แต่ไม่ว่าทำอย่างไรเธอก็ยังมึนตึงเฉยชา ทำเหมือนไม่ได้ยินที่เขาบอกว่าน้ำยาโกนหนวดหมดแล้วอย่าลืมซื้อ พอถึงเวลาลงไปร่วมโต๊ะอาหาร เนยถั่วทาขนมปังหมดอีก อารมณ์เขากำลังกรุ่นๆอยู่ จึงเผลอบ่นเธอต่อหน้าลูกๆ

    “เนยถั่วหมด มีคุณรู้อยู่คนเดียวว่าผมต้องกินต้องใช้อะไร เมื่อก่อนผมไม่เคยต้องถาม ทุกอย่างคุณจะตรวจดูให้ผม ตอนนี้จะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้วใช่ไหม”

    รัมภาตักอาหารเข้าปากทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงบ่นของสามี แต่ลูกแฝดมองพ่อแม่ตาแป๋ว ส่วนบุญสืบที่คอย ดูแลอยู่ใกล้ๆรีบอาสาจะไปซื้อเนยถั่วให้ศามนแต่ไม่รู้ว่าถั่วลิสงหรือถั่วปากอ้า เลยโดนศามนจ้องหน้าจนจ๋อยไป

    รัมภาทำเหมือนไม่สนแต่ในใจนั้นมีเรื่องคุกรุ่นอยู่เป็นทุน เธอคว้าโทรศัพท์มือถือของศามนมาเปิดโชว์ข้อความต่อหน้าเขา

    “ในมือถือคุณมีแต่ข้อความจากผู้หญิงคนนั้น มีแต่คำว่ารัก คำว่าคิดถึง ภาษาไทยคงจำได้แค่นี้ ถึงเขียนเป็นแค่นี้”

    “คุณแอบดูมือถือผม คุณระแวงผม?” ศามนเสียงดังด้วยความโมโห

    “ถ้าคุณยังไม่เลิกติดต่อกันก็อย่าหวังว่าฉันจะเป็นเหมือนเดิม” รัมภาหัวเสียลุกจากโต๊ะไปก่อน ศามนมองลูกๆ แล้วลุกตาม รัสตี้กับไลล่าหันมากระซิบกันสีหน้าเป็นกังวลว่า...พ่อกับแม่ทะเลาะกันจริงๆนี่นา

    เมื่อพ้นหูพ้นตาคนอื่นมาแล้ว ศามนกับรัมภาทะเลาะกันเสียงดังมากกว่าเดิม ศามนยืนยันว่าเขาไม่ได้ติดต่อ เดือนแรม แต่เธอเป็นฝ่ายติดต่อมาเอง พอรัมภาติงว่าเมื่อ คืนเขากลับดึก เขาบอกมีประชุม แต่รัมภาเช็กกับวรรณศิกาแล้วว่าไม่มี

    “ประชุมทางไกลทางอินเตอร์เน็ต คุณวรรณเขาจะไปรู้เรื่องอะไร”

    “แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าคุณไม่โกหก เมื่อก่อนฉันมันโง่ ปล่อยให้คุณกับผู้หญิงคนนั้นมาสวมเขาฉันถึงในบ้าน ฉันจะไม่โง่อีกต่อไปแล้ว”

    “ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยมีอะไรกับเขา เพิ่งครั้งนั้นแค่ครั้งเดียว”

    “ฉันไม่เชื่อ คนอื่นเขาคงหัวเราะเยาะฉันกันหมด เขาหัวเราะเยาะฉันมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ สามีเอาผู้หญิงอื่นมานอนที่บ้าน ที่เตียง แถมยังใส่เสื้อผ้าของฉัน ฉันโง่ดักดานไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว”

    “สิ่งที่มันกำลังทำร้ายคุณไม่ใช่ผม แต่เป็นจินตนา– การของตัวคุณเอง”

    “ฉันพยายามทำหน้าที่ของฉันเพื่อคุณ เพื่อลูก เพื่อบ้าน ทุกวันเหนื่อยแค่ไหน แล้วดูคุณสิ กับผู้หญิงชั้นต่ำอย่างนั้น คุณคบเขาทำไม เขาดีกว่าฉันตรงไหน คนมักง่าย”

    “บางทีเพราะคุณมันเลิศเลอเพอร์เฟกต์ไปมั้ง คิดว่าตัวเองแน่ คิดว่าตัวเองถูก ความเป็นเพศอ่อนแอมันทำให้คุณถูกเสมองั้นหรือ”

    “ทำผิดแล้วอย่ามาโทษคนอื่น”

    “ถามจริงๆ คุณทำหน้าที่ภรรยาได้ดีแล้วหรือ คุณใส่ใจผมจริงๆหรือ คุณเข้าใจผมจริงๆหรือ และคำถามสุดท้าย... คุณรักผมจริงๆหรือเปล่า ถ้าแค่นี้อภัยให้ไม่ได้ ชีวิตเราก็จะเดินไปจากตรงนี้ไม่ได้ อยากจะอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิตก็ตามใจ”

    ศามนโกรธจริงๆ ส่งสายตาเย็นชาก่อนหันหลังเดินจากไป รัมภาแทบกรี๊ด สองมือกำกันแน่น ร้องไห้โฮออกมาอย่างชอกช้ำใจ

    ooooooo

    เรื่องราวของศามนกับรัมภากลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันในโรงอาหารแทบทุกวัน แต่วันนี้พวกอนุกูลกับฝ่ายของวรรณศิกาปะทะคารมกันแรงขึ้นถึงขนาดวรรณศิกาปาแจกันดอกไม้เฉี่ยวศีรษะอนุกูลจนได้เลือด เดือดร้อนพัชนีต้องพาเขาไปทำแผล...

    ด้านรัสตี้กับไลล่าลูกแฝดชายหญิงของศามนกับรัมภา พอรู้ว่าพ่อกับแม่ทะเลาะกันโกรธกัน เด็กๆต่างซึมเศร้า ไม่สนใจการเรียน ครูสั่งการบ้านก็ไม่ทำมาส่ง หลายวันเข้าทำให้ ครูเริ่มสงสัยในพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป จึงโทรศัพท์ไปที่บ้านเพื่อสอบถามผู้ปกครอง แต่คนที่รับสายกลับกลายเป็นบุญสืบ

    ขณะบุญสืบคุยกับคุณครูของเด็กๆ รัมภากำลังคุยโทรศัพท์กับพัชนีอยู่ในห้อง เธอร้องห่มร้องไห้ระบายความอัดอั้นตันหนทางกับปัญหาชีวิตคู่ที่ถาโถมชนิดตั้งตัวไม่ทัน

    “ฉันโตที่เมืองนอก สำหรับคนไทยในต่างแดน เราไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก ฉันไม่รู้จะระบายกับใครจริงๆ”

    “พัชยินดีฟังทุกเรื่องค่ะ ตอนนี้เลิกงานแล้ว เล่ามาเถอะ ตอนนี้คุณภารู้สึกยังไงบ้างคะ”

    “ฉันเหมือนอยู่ในบ้านที่ร้อนเป็นไฟ อยากจะหนีแต่ก็ไม่มีประตูทางออก ต้องทนอยู่อย่างร้อนๆต่อไป”

    “มันเป็นยังไงคะ”

    “ฉันนึกถึงตอนเราแต่งงานกันใหม่ๆ เราไปพักผ่อนกันที่กระท่อมบนภูเขา เวลานั้นเรามีความสุขมาก แล้วจู่ๆก็ เกิดพายุหิมะ อาหารและน้ำมีจำกัด สัญญาณโทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ เวลานั้นฉันกลัวมาก แต่คุณศามนยังใจเย็น เขาออกไปขออาหารขอน้ำ ตอนนั้นฉันตัดสินใจฝากชีวิตและทุกอย่างไว้กับผู้ชายคนนี้ คุณพัชนึกออกไหมคะ ผู้หญิงที่แต่งงานเร็ว เลี้ยงลูกอย่างเดียวมันเป็นยังไง”

    “ไม่มีงาน ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม...”

    “ไม่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง ชีวิตทั้งหมดเป็นของสามีและลูกเท่านั้น”

    “เวลานี้ พอคุณมีปัญหากับคุณศามน ก็เหมือนคุณต้องอยู่ในบ้านที่ลุกเป็นไฟ”

    “และฉันมองไม่เห็นประตูทางออก เพราะตลอดเวลาฉันพึ่งแต่เขาเท่านั้น ฉันไม่รู้วิธีที่จะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกโดยไม่มีเขา ฉันทำไม่เป็น”

    “เฮ้อ...สำหรับผู้ชายมันแค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่สำหรับผู้หญิงมันคือความทุกข์ตลอดชีวิตแบบนี้นี่เอง”

    พัชนีเข้าใจถ่องแท้ สงสารรัมภาที่สะอื้นฮักๆดังมา บุญสืบเองคุยกับครูเสร็จตั้งใจจะมาบอกรัมภาให้รู้ปัญหาของลูกๆ พอเห็นสภาพรัมภาย่ำแย่ บุญสืบก็เวทนาจนพูดไม่ออก ได้แต่เดินหน้าเศร้ากลับไปเงียบๆ

    ครั้นรัสตี้กับไลล่ากลับถึงบ้าน บุญสืบทำหน้าที่ผู้ปกครองซักถามทั้งคู่ว่ามีการบ้านอะไรบ้างให้เอาออกมาทำ ไลล่าหยิบสมุดออกจากกระเป๋าแต่รัสตี้ไม่เอาด้วย ทำเป็นร้องเอะอะโวยวายว่ามีผีอยู่ในห้อง พอเห็นไลล่ากับบุญสืบหวาดกลัว รัสตี้ยิ่งได้ใจ หลอกเป็นตุเป็นตะจนไลล่ากลัวตัวเนื้อสั่น กรีดร้องระงมไป

    ตาหล้ากับนางคำแตกตื่นวิ่งมาดูและช่วยกันปลอบไลล่า อีกทั้งปรามรัสตี้ให้เลิกหลอกเลิกแกล้งน้องสักที แต่รัสตี้ไม่ฟัง ทำตัวเป็นเด็กเกเรจนเป็นเหตุให้ตาหล้ากับบุญสืบล้มบาดเจ็บกันไปคนละเล็กละน้อย

    ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นลั่นบ้านแต่รัมภาไม่รู้เรื่องเพราะเธอดับทุกข์ด้วยการกินยานอนหลับ บุญสืบกับพ่อแม่ มาแง้มประตูเห็นสภาพรัมภาแล้วพากันเครียด...ในขณะที่ศามนก็ไม่กลับบ้าน ชวนอนุกูลไปดื่มเหล้าเมาแอ๋ ทำราว กับคนไม่มีบ้านจะให้กลับ

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 18:46 น.