ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    บ่วง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    กลับจากทำงานถึงบ้านในตอนค่ำ ศามนรู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก เพราะลูกเมียไปเที่ยวหัวหิน เหลือเพียงตัวเองคนเดียว มองไปมุมไหนก็มีแต่ความเงียบ ปราศจากเสียงหัวเราะหรือการกระเซ้าเหย้าแหย่ของลูกแฝดชายหญิง

    ขณะที่ศามนหงอยเหงาอยู่กับบ้าน ภรรยาของเขากำลังเล่นกีตาร์อยู่ชายหาดให้ลูกๆและพวกอนุกูลฟัง ทุกคนล้อมวงฟังอย่างมีความสุข โดยเฉพาะอนุกูลที่มองรัมภาไม่วางตา ชื่นชมความงามความเท่ของเธอ

    ไลล่ากับรัสตี้ชมแม่ตัวเองเล่นกีตาร์เก่ง และให้ข้อมูลอย่างอวดๆว่า คุณแม่หัดเล่นตั้งแต่เด็ก อนุกูลจึงว่าเล่นเก่งขนาดนี้ต้องมาสอนตนหน่อยแล้ว ผู้หญิงเล่นกีตาร์ตนว่ามันเท่มาก

    รัมภาสบตาอนุกูลขอบคุณ ทั้งสองมองกัน ฝ่ายหญิงไม่ได้คิดอะไรเล่นกีตาร์ต่อไปเรื่อย แต่แววตาฝ่ายชายชื่นชมจริงจัง จนวรรณศิกามองเขาแปลกๆ สงสัยว่ามองเมียชาวบ้านทำไม แต่พัชนีไม่สนใจอะไร ฟังเพลงเคลิ้มไปอย่างมีความสุข

    ในคืนเดียวกันที่บ้านสาวเซ็กซี่นามเดือนแรม

    เธอนอนจับไข้อยู่บนเตียง ทองดีหรือดีดี้เยี่ยมหน้าเข้ามาดู ถามคุณนายเป็นยังไงบ้าง...พูดขาดคำสิ่งของข้างตัวเดือนแรมลอยหวือเข้าใส่ แต่ดีดี้ว่องไวหลบวูบเลยไม่โดน

    “ไม่ต้องมาพูด เอ็งน่ะหนีไปก่อนเลยนะ” เดือนแรมแว้ดขึ้น

    “โธ่...ก็ดีดี้ตกใจนี่คะ”

    “แล้วยายทวดตัวแสบเป็นยังไงบ้าง”

    “ดูๆก็ไม่เป็นไรนะ อีแบบนี้อาจจะหลับยาวถึงเช้า จะให้หมอมาดูไหมล่ะ”

    “เรื่องอะไร...หน็อย คิดจะฆ่าหลานแท้ๆ ไม่เอา

    ยาเบื่อให้กินก็ดีแล้ว ปล่อยไว้อย่างนั้นล่ะ อยากตายก็ตายไปเลย”

    “ตอนดีดี้วิ่งเข้ามาเห็นคุณนายสลบอยู่ทาง ยายทวดสลบอยู่ทาง ดีดี้เลยไปตามพวกข้างบ้านมาพาคุณนายกับทวดเข้าไปในห้อง ยายเพ็ญน่ะท่าทางแปลกไปจริงๆนะ เหมือนไม่ใช่ยายทวดเพ็ญ”

    เดือนแรมนิ่งไป นึกย้อนตอนเห็นภาพทวดเพ็ญหน้าเละเป็นผี ให้เข้าใจว่าแกคงโดนผีเข้าแน่แล้ว ร้องลั่นว่าน่ากลัวจริงๆ

    “แล้วคืนนี้เอาไงต่อ จะไปให้ท่าคุณศามนหรือไม่” ดีดี้ถามขึ้นมา เลยโดนนายสาวตวาดด่าขี้หูแทบร่วง

    “อีบ้า!! ใครจะมีอารมณ์ ไปเอายาแก้ไข้มาซิ

    ปวดหัว ตัวก็รุมๆเหมือนจะเป็นไข้”

    “จ้ะ” ดีดี้รับคำเบาๆ ผละออกไป แต่ไม่วายหันกลับมามองนายสาวอีกที “จับไข้หัวโกร๋นเลยนายกู” บ่นคนเดียวแล้วจากไป โดยไม่เห็นผีอีแพงโผล่มายืนแค้นอยู่หน้าประตู

    “อีอบเชย หน็อย...คืนนี้พลาดไปเพราะแกแท้ๆ” มันคำรามแล้วล่องหนไปยังเรือนเล็ก เป็นเวลาที่ศามนนอนหลับไปแล้ว ผีแพงมุดเข้ามาในผ้าห่มนอนข้างศามนหรือคุณหลวงที่มันรักนักรักหนา มันลูบไล้แผ่นอกเขาด้วยความสิเน่หา

    “อีเดือนแรมมาคืนนี้ไม่ได้ไม่เป็นไร ตัณหา

    ราคะเหมือนเชื้อไฟ มันรอเวลาจุดติดอยู่ทุกเวลา” อีแพงรำพันแล้วจูบที่แก้มศามน “คุณหลวงเจ้าขา นอนโดด–

    เดี่ยวเดียวดายมาเป็นเดือนแล้ว เมียคุณหลวงมันใจจืดใจดำ เราก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน อ้อมกอดอุ่นของอีแพงกับอีเดือนแรมยังอยู่ตรงนี้ เราสองคนจะปรนเปรอให้คุณหลวงเอง”

    พริบตานั้น ศามนมีอาการกระสับกระส่าย ฝันถึงห้วงเวลาที่นอนกับเดือนแรมและแพง เหงื่อกาฬเขาแตกพลั่ก กระสับกระส่ายเพิ่มขึ้น มือไม้อยู่ไม่สุข...แพงเฝ้ามองอาการเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ

    ooooooo

    ที่ชายหาดหัวหิน รัมภาสอนอนุกูลเล่นกีตาร์ โดยมีลูกแฝดของเธอและพัชนีกับวรรณศิกาเดินเล่นเก็บเปลือกหอยห่างออกไป อนุกูลเล่นเพลงคลาสสิก ทำให้รัมภานึกถึงความสวยงามที่เธอชอบ ส่วนใหญ่เป็นดอกไม้ ถ้านึกถึงอย่างนี้ได้ ก็จะเล่นเพลงนี้ได้ดี

    เมื่อเธอว่ามาอย่างนั้น เลยเข้าทางหนุ่มเจ้าชู้เข้าอย่างจัง “อืม...งั้นผมต้องนึกถึงผู้หญิงสวย ซึ่งก็อยู่ตรงหน้าผมแล้ว”

    รัมภาหัวเราะเบาๆ ไม่ถือสา เปรยขึ้นว่า “คุณนี่ สมเป็นเพลย์บอยจริงๆ”

    ระหว่างที่อนุกูลมองหน้ารัมภาอยู่นั้น ในหัวเขากลับมีภาพของพัชนีแทรกเข้ามา ความงามที่อนุกูลประทับใจลึกๆคือความน่ารักของพัชนี หลายอิริยาบถที่เขาเคยเห็น ไม่ว่าจะเป็นตอนเธอนั่งทำงาน เคร่งเครียดหรือหัวเราะสดใส และในยามที่เธอนอนหลับเฝ้าไข้เขาที่โรงพยาบาล

    อนุกูลนิ่งเงียบครู่หนึ่ง แล้วสะดุ้งเเมื่อได้สติว่า

    ตัวเองกำลังคิดอะไร เขาร้องเฮ้ยออกมาจนรัมภาแปลกใจ เธอได้ยินเขาพึมพำว่ายายนี่ พร้อมๆกับมองไปยังพัชนีเหมือนจะเอาเรื่อง

    “คุณพัชเหรอ” รัมภาเอ่ย “เขาเป็นความสวยงามอย่างหนึ่งจริงๆ เมื่อเทียบกับผู้หญิงสมัยนี้ที่แข่งกันทำท่ามั่นใจ แข่งกันตกแต่งตัวเองด้วยเครื่องสำอาง คุณพัชคือความสวยงามแบบธรรมชาติ ใสซื่อและจริงใจ”

    “อย่า...อย่าพูดอย่างนั้นได้โปรด คนเท่ๆ ชิคๆอย่างผม ไปกันไม่ได้กับวัตถุโบราณล้าสมัย จืดสนิท...ฮึ่ย ไม่ได้แล้ว ขอตัวก่อนนะครับ”

    อนุกูลลุกพรวดไปกวักมือเรียกพัชนีให้ออกจากกลุ่มเด็กแฝดและวรรณศิกา พัชนีเห็นสีหน้าเขาบึ้งตึง นึกสงสัยว่าเขาโมโหอะไรมา อนุกูลเห็นแม่ชีพัชยังยืนเด๋อ จึงขึ้นเสียงเล็กน้อย เธอถึงยอมเดินมาหา

    ชายหนุ่มเดินนำเธอไปมุมหนึ่ง อนุกูลจ้องหน้าเธออย่างแค้นไม่หาย ถามเธอว่าเล่นของใส่ตนหรือเปล่า พัชนีตกใจจนใบ้กิน ไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไรไปอีก

    “ฉันเคยเห็นในละคร มันมีน้ำมันพราย มีแบบเอาหุ่นมาผูกกันอะไรแบบนั้น...อย่าให้รู้นะว่ามาทำใส่ฉัน ไม่งั้นฉันเอาเธอตายแน่ จะเอาให้ตายคามือเลยทีเดียว” อนุกูลรัวเป็นชุด และทำมือไม้เหมือนจะบีบคอเธอ นั่น

    ยิ่งทำให้แม่ชีพัชงงเป็นไก่ตาแตก พึมพำไล่หลังเขาไปว่า “อะไรของเขา!”

    ooooooo

    วันนี้ เพ็ญนอนหลับไปอีกครั้งหลังอาหารมื้อเช้า ทองดีหรือดีดี้จัดแจงเก็บสำรับอาหารออกมาหาเดือน-แรมที่รออยู่หน้าห้อง

    “เป็นไงบ้าง” นั่นคือคำถามแรกจากเดือนแรม ดีดี้รายงานทันทีว่า ตื่นขึ้นมาตรวจทองในหีบ กินข้าว แล้วก็นอน เหมือนคนเดิม สงสัยผีออกแล้ว เดือนแรมโล่งใจ บอกว่าค่อยยังชั่ว

    “แล้วคุณจะเอาไงต่อคะ พรุ่งนี้คุณรัมภาก็จะกลับจากทะเลแล้ว ไม่เผด็จศึกคุณศามนคืนนี้ก็ไม่มีโอกาสแล้วนะ”

    ฟังดีดี้แล้ว...เดือนแรมหน้าเคร่งคิดหนัก ในขณะเดียวกันที่บ้านพักริมทะเล คณะของรัมภากำลังทานอาหารเช้า รัสตี้กับไลล่าแยกไปทานหน้าทีวีเพราะมีการ์ตูนที่ชอบ ทั้งคู่จึงไม่ได้ยินการสนทนาของผู้ใหญ่

    อนุกูลนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งใน

    หัวหิน ก่อนถามรัมภาว่าอยากไปที่ไหน รัมภาไม่ตอบแต่กลับมองหาพัชนี ถามว่าเธอไปไหน?

    “อย่าไปสนใจเลย เขาไปวัดตั้งแต่เช้า วัดเมื่อวานนั่นแหละ มีงานอะไรไม่รู้ช่วงนี้ มีแต่คนดีๆเขาไปกัน คนเลวๆเดินเฉียดไม่ได้ เขาบอกลุงอะไรไม่รู้มา” อนุกูลสีหน้าท่าทีเบื่อหน่าย 
    “ลุงช่วง...ลุงที่เลี้ยงยัยพัชมา วัดเขาเปิดศูนย์วิปัสสนา ลุงเขามาช่วยตั้งแต่เมื่อคืน ยัยพัชเลยออกไปตั้งแต่เช้า” วรรณศิกาอธิบายชัด ทำให้อนุกูลนึกออกถามขึ้นว่า ลุงช่วงคนที่เป็นหมอผีใช่ไหม “เขาไม่ได้เป็นหมอผี เขาก็แค่มีความสามารถพิเศษ รู้เห็นบางอย่างเท่านั้นเอง คราวที่แล้วนั่นเขาก็ไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย”

    “คราวที่แล้วทำไมคะ” รัมภาซักด้วยความสงสัย... วรรณศิกาตอบทันทีว่า เรื่องบ้านคุณ อนุกูลจ้องหน้าปรามด้วยการทำท่ารูดซิปปาก ทำให้สาวปากไวหัวเราะแหะๆ ก่อนอ้อมแอ้มว่า คุณนุไม่ให้พูด

    “แต่ฉันอยากรู้นี่คะ” รัมภาสีหน้าขอร้อง แต่อนุกูลส่ายหน้าไปมาปรามพี่วรรณ
    นึกว่าจะสำเร็จ...ที่ไหนได้ วรรณศิกากลับพ่นพรวดออกมาอย่างอดใจไม่ไหวจริงๆ

    “จำที่ยัยพัชถ่ายรูปบ้านคุณได้ไหมคะ ยัยพัชเขาเอากลับบ้าน ลุงช่วงมาเห็นเข้า เขารีบเข้าไปนั่งสมาธิใหญ่ เขาบอกว่าบ้านคุณมีวิญญาณร้าย แต่พวกเราเห็นว่าไม่เหมาะที่จะบอกคุณกับคุณมน...อุ๊ย หลุดปาก ขัดคำสั่ง ต๊าย...ไม่เคยขัดคำสั่งเลยนะเนี่ย” เธอทำตลกกลบเกลื่อน แล้วปะเหลาะว่า “เอาน่า เชื่อหรือไม่เชื่อ คนฉลาด

    อย่างคุณรัมภาเขาจัดการได้ ก็แค่รู้เอาไว้”

    “ฉันอยากเจอคุณลุงคนนี้” รัมภาตัดสินใจแน่แน่ว แล้วจัดแจงฝากลูกแฝดให้อยู่กับอนุกูล ส่วนวรรณศิกาทำหน้าที่โทร.ถามเส้นทางไปวัดจากพัชนีมาให้

    เมื่อเดินทางไปถึงวัด รัมภามีโอกาสคุยกับลุงช่วงโดยที่พัชนีก็อยู่ด้วย ลุงช่วงพอจะรู้ข้อมูลของรัมภาบ้างแล้วจากหลานสาว แกแนะนำตัวว่า

    “ผมเป็นคนธรรมดาไม่ใช่หมอผี ไม่ใช่เจ้าเข้าทรง ถ้าจะถามอะไรต้องแน่ใจก่อนนะว่าตัวเองต้องการอะไร”

    “ดิฉันเจอวิญญาณร้ายและวิญญาณดีที่คุณลุงบอกแล้ว”

    “เจอเลยหรือ?”

    “วิญญาณดี...นั่นคือคุณทวดเห็นในฝัน วิญญาณร้ายเห็นด้วยตา ด้วยหู ด้วยสัมผัสมากมายจนแทบ

    จะเป็นบ้า” สีหน้ารัมภามีแต่ความทุกข์ทนจนลุงช่วงสังเกตได้

    “เฮ้อ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม อย่างที่บอก ผมไม่ใช่หมอผี ผมปราบผีให้ไม่ได้ ต้องขอโทษจริงๆ เราทุกคนมีเวรกรรมติดตัว ใครทำอะไรได้อย่างนั้น นี่คือกฎที่ยุติธรรมที่สุดของธรรมชาติ การให้อภัย อย่าจองเวรต่อกัน เป็นทางตัดกรรมที่ดีที่สุด”

    ลุงช่วงสรุปชัดเจนแล้วเดินจากไป รัมภาว้าวุ่นกระวนกระวาย พัชนีมองออกบอกเธอว่า ลุงจะไปนั่งสมาธิ ท่านคงช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ ไม่งั้นคงช่วยไปแล้ว แต่รัมภาไม่ยอมรามือง่ายๆ เดินตามลุงช่วงไปหยุดใต้ต้นไม้ร่มรื่นที่แกกำลังนั่งหลับตาทำสมาธิ

    รัมภาส่งเสียงเรียกลุงช่วงเพื่อขอความช่วยเหลือ พัชนีที่ตามมาเตือนเธอให้เบาหน่อย ตรงนี้เป็นที่ปฏิบัติ

    ธรรม รัมภาจึงเบาเสียงลง แต่หน้าตาเธอว้าวุ่นเว้าวอนอย่างที่สุด

    “ดิฉันกราบขอโทษคุณลุงด้วย คุณลุงกำลังทำบุญด้วยการนั่งสมาธิ แต่หากมีลูกนกลูกกาที่ไม่มีทางออกใดๆ กำลังจะเป็นบ้า กำลังจะทำร้ายลูกตัวเองและคนอื่น คุณลุงจะกรุณาทำบุญด้วยการช่วยเหลือคนคนนั้นก่อนจะได้ไหมคะ ที่ท่านพูด...ให้อภัย ทำได้ไม่ยากหรอกค่ะ แต่ถ้าดิฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จู่ๆมาทำร้ายดิฉันและครอบครัวทำไม ดิฉันจะให้อภัยเขาได้ยังไงคะ ถ้าไม่รู้ต้นตอสาเหตุ เราจะเริ่มต้นแก้ปัญหาได้ยังไง”

    ลุงช่วงยังหลับตานิ่งเงียบ พัชนีเห็นไม่ได้ผล ย้ำเตือนรัมภาว่าลุงคงช่วยไม่ได้จริงๆ เราออกไปข้างนอกก่อนเถอะ รัมภาจนใจลุกขึ้นหน้าเศร้าจะเดินตามพัชนีออกไป แต่นาทีนั้นลุงช่วงเอ่ยปากทั้งที่ยังไม่ลืมตา

    “คุณมีความเชื่อในเรื่องชาติภพแค่ไหน”

    “ชาติภพ?” รัมภาทวนคำแผ่วเบา

    “ถ้าไม่เชื่อ อย่าฟังเลย ไม่มีใครอยากเป็นบ้าในสายตาคนอื่นหรอกนะ”

    “เรื่องเป็นบ้า ดิฉันอยู่ใกล้เป็นบ้ามากกว่าคุณลุงค่ะ เพราะฉะนั้นฉันอยากฟัง”

    ในที่สุด ลุงช่วงก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวในอดีตให้รัมภากับพัชนีฟัง โดยเริ่มต้นเหตุการณ์ที่คฤหาสน์ของอบเชย เธอมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อชื่นกลิ่น ซึ่งรัมภาจำได้ว่าชื่นกลิ่นคือคุณยายของศามน

    “คุณชื่นกลิ่นมีคนใช้ติดตัวคนหนึ่งเป็นลูกแม่ครัว ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่าแพง แพงเป็นหญิงคนสนิทดูแลคุณชื่นกลิ่นมาตั้งแต่เด็ก ทั้งสามคนคือคู่เวรคู่กรรมมายาวนาน นางแพงหลงรักหลวงภักดีบทมาลย์มาก่อน ต่อมานางแพงเกิดริษยานายสาวของตน มุ่งมั่นจะแย่งคุณหลวงมาจากคุณชื่นกลิ่น คุณอบเชยจึงออกโรงปกป้องลูกสาวสุดที่รัก ด้วยการก่อเวรก่อกรรมกับนางแพง”

    อบเชยขัดขวางและทำร้ายแพงอย่างไม่ปรานี สร้างความเจ็บปวดและความแค้นให้แพงอย่างที่สุด ลุงช่วงเล่ารายละเอียดมาถึงตรงนี้แล้วถามรัมภาว่าจำอะไรได้บ้างไหม

    “จำ? ทำไมต้องจำคะ”

    “คุณคือคุณชื่นกลิ่นกลับชาติมาเกิด”

    รัมภากับพัชนีตกใจมาก ลุงช่วงถามรัมภา

    ทันทีว่า ฟังต่อได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็เชิญกลับไปได้เลย รัมภาท่าทีกลัวเหมือนกัน แต่ตัดสินใจให้แกเล่าต่อไป

    “วิญญาณร้ายหนึ่งตน วิญญาณดีอีกหนึ่งตน รู้ไหมว่าเขาคือใคร”

    คำถามของลุงช่วงทำให้รัมภาย้อนคิดถึงตอนที่ตนเคยฝัน...ในฝันชื่นกลิ่นชื่นชมเพลงกล่อมลูกของอบเชย เธอว่าได้ฟังทีไรรู้สึกสุขใจจนบอกไม่ถูก...

    “ทวดอบเชยเป็นแม่ของชื่นกลิ่นเมื่อชาติที่แล้ว ฉันเคยหลุดปากเรียกท่านว่าแม่ ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไม เพราะเหตุนี้ฉันจึงรู้สึกว่าคุณทวดอบเชยคอยปกป้องฉัน” รัมภาลำดับเรื่องได้เอง ส่วนลุงช่วงเสริมต่อไปว่า

    วิญญาณคุณทวดอบเชยคือวิญญาณดีที่อยู่ในเรือนหลังใหญ่ และมีอำนาจอยู่ในบริเวณเรือนหลังใหญ่นั้น คุณหลวงภักดีบทมาลย์มาเกิดเป็นสามีของรัมภาอีกครั้งในชาตินี้ เขาคือศามนนั่นเอง

    “ถ้าอย่างนั้นวิญญาณร้ายที่อยู่ในบ้านคือนางแพงที่เป็นคนสนิทของคุณชื่นกลิ่นหรือคะ”

    “นางผีแพงยังไม่คลายรักจากคุณหลวง ยังไม่คลายอาฆาตที่มีต่อคุณ นางผีแพงมุ่งทำร้ายที่ชีวิตครอบครัว ของคุณ”

    จริงอย่างที่ลุงช่วงพูดมา รัมภาเคยได้ยินเสียงกระซิบข้างหูว่า ให้ระวังลูกแฝดของเอ็งไว้ให้ดี ข้าจะมาเอาชีวิตลูกแฝดของเอ็ง แล้วยังเห็นตัวหนังสือขู่ฆ่าในห้องน้ำ และ ล่าสุดก็โดนผีหลอกอย่างหนักจนรัสตี้เกือบถูกรถชน

    “แบบนี้นี่เอง แล้วเขาแย่งสำเร็จไหมคะ ที่ดิฉันเห็น ที่รู้สึก เหมือนมีเรื่องราวมากกว่านี้ วิญญาณร้ายมีแต่ความเจ็บปวดเหมือนกับถูกทรมาน คุณลุงกรุณาเล่าต่อได้ไหมคะ”

    “เรื่องที่จะเล่าต่อไปเหมือนนิทานเรื่องยาว เหมือนเรื่องความรักความโกรธแค้นที่เห็นอยู่ทั่วไปในโลก ถ้าอยากฟังจริงๆ ก็จะเล่าให้ฟัง”

    ย้อนกลับไปสู่อดีต...เช้าวันนี้ที่เรือนใหญ่ คุณหลวง ชื่นกลิ่น บัวสวรรค์ ทานอาหารพร้อมกัน โดยแพงคอย ปรนนิบัติ ทำท่าใส่ใจแต่ชื่นกลิ่น พยายามไม่สนใจคุณหลวง ให้ใครสังเกตได้ แพงแอบคิดด้วยความแค้นคุณหญิงอบเชยที่ออกคำสั่งไม่ให้มันยุ่งกับคุณหลวง แต่แพงไม่รับรองถ้าคุณหลวงมายุ่งกับมันเอง อยากรู้นักคุณหญิงจะทำยังไง?

    คิดดังนั้นแล้ว รุ่งขึ้นแพงออกจากเรือนมุ่งหน้าไปโรงโสเภณี เข้ามาพินอบพิเทาแม่เล้าเพื่อขอให้แกสอนวิชาหาผัว แม่เล้าได้ฟังถึงสะดุ้งลุกพรวด แปลกใจผู้หญิงอะไรหน้าไม่อาย รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา

    “ผู้หญิงอย่างข้านี่แหละ บ่าวกำพร้า อดมื้อกินมื้อ ไร้ทรัพย์ ไร้เกียรติ ไม่รู้หนังสือ หากแม้ตายไปวันนี้ ก็คงเหมือนหมาตายตัวหนึ่ง ไม่มีใครสนใจทั้งนั้น” แพงน้ำตา คลอ จนแม่เล้าตกใจเสียงอ่อนลง ถามว่าเอ็งจะเรียนวิชา หาผัวไปทำไม

    “หากจะเป็นผู้ชนะ ฉันเหลืออาวุธเพียงอย่างเดียวคือร่างกายและความเป็นหญิงของฉัน สอนฉัน แล้วฉันจะทำงาน กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักเสื้อผ้าให้พี่โดยไม่คิดเงิน”

    แพงทำให้แม่เล้าใจอ่อนจนได้ สอนวิชาให้ครบกระบวนการ โดยเริ่มจากพาไปอาบน้ำขัดถูเนื้อตัวด้วยเครื่องประทินโฉมนานา ล้วนเป็นสมุนไพรชั้นดีสำหรับผิวพรรณ เธอสั่งแพงขัดถูให้สะอาดทุกซอกทุกมุม เพราะผิวนุ่มนวลของหญิงคือไม้พลอง ปลายผมและกายหอมคือคมดาบ กิริยาชะม้อยชม้ายคือคมมีด

    “แล้วสูงสุดแห่งความเป็นหญิงล่ะ”

    “สูงสุดแห่งวิถีหญิง คือวิชาปรนเปรอชายบนเตียง มันคือปืนใหญ่ คือระเบิดพลุตะไล แม้กำแพงแข็งยังพังทลาย แล้วชายใดเล่าจะทนไหว”

    แพงยิ้มกริ่ม มั่นใจว่ามาหาถูกคนแล้ว ตนต้องได้วิชาติดตัวคราวนี้เป็นแน่แท้...เมื่อเสร็จสิ้นสมใจ แพงกลับไปจัดแจงเปลี่ยนตัวเองใหม่หมด แต่งตัวเซ็กซี่ด้วยกางเกงขาสั้น ทรงผมใหม่ หน้าตาแต่งแต้มสีสันชวนมอง ทั้งกิริยาก็อ่อนช้อยยั่วยวนกว่าเดิม

    พึ่งกับนวลเห็นแพงในมาดใหม่ถึงกับตะลึงลาน แต่พอหายตะลึง พึ่งจิกด่าลูกสาว ขณะที่นวลบอกว่า ถ้าคุณหญิงอบเชยกับแม่เพ็ญของตนอยู่ เห็นแพงแต่งตัวและจริตจะก้านแบบนี้ มีหวังได้หลังลายอีกรอบ

    แพงไม่สนคำใครทั้งนั้น ตกบ่ายมันแอบไปเฉิดฉายให้คุณหลวงได้เห็นความงาม ซึ่งก็ได้ผล คุณหลวงขับรถเข้าบ้านเหลือบเห็นแพงแถวพุ่มไม้ เขามองสาวงามตาแทบกลับ จำไม่ได้ว่าใคร กระทั่งทำให้รถตัวเองเป๋ไม่ตรงทาง เสยเอากระถางต้นไม้ทั้งที่บ่าวตะโกนให้ระวังแล้วเชียว

    สมใจไปแล้วขั้นหนึ่ง วันต่อมาแพงมุ่งหน้าไปคอกม้า นายกล้าเห็นความเปลี่ยนแปลงของแพงให้แปลกใจ แต่ไม่ชมหรือพูดอะไร นอกจากตอบคำถามแพงว่าม้าตัวนี้เป็นของคุณหลวง ท่านจะพามันไปออกกำลังในสวนริมน้ำ

    แพงสบโอกาสแอบไปดักรอคุณหลวงแถวลำธาร ไม่ช้าไม่นานคุณหลวงขี่ม้ามาถึงแล้วผูกมันไว้กับต้นไม้ ไม่ทันจะทำอะไรต่อ เขาได้ยินเสียงคนเดิน หันขวับไปดูก็พบแพงในชุดเน้นสัดส่วนนวยนาดมาหา ก่อนพูดจามอบกายถวายตัวบำเรอเขาอย่างไม่มียางอาย และเข้ากอดรัดยั่วยวนเต็มที่ คุณหลวงตกใจจะผละหนีแต่แพงไม่ปล่อยมือ แถมยังเชิญชวนด้วยสายตา ปลดเสื้อผ้าตัวเองออกหมด แล้วพาเขาลงน้ำไปด้วยกัน

    แพงระดมจูบคุณหลวงอย่างรักใคร่โหยหา คุณหลวงปัดป้องด้วยท่าทีตกใจ แพงยิ่งรุกหนัก แต่ไม่สำเร็จเพราะคุณหลวงนึกถึงดวงหน้าของเมียแล้วทำไม่ลง เขาผลักแพงออกห่าง บอกว่าทำไม่ได้ ข้าทำให้แม่ชื่นเสียใจไม่ได้ แพงผงะแทบกรี๊ด คุณหลวงรีบหนีขึ้นจากน้ำแล้วควบม้าจากมาโดยไม่สนเสียงตะโกนของแพง

    เช้าอีกวัน แพงมาปรนนิบัติชื่นกลิ่นเหมือนเคย หน้าตาแพงเศร้าหมองเสียใจที่เมื่อวานโดนคุณหลวง ปฏิเสธ ช่วงหนึ่งแพงกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ทำให้ชื่นกลิ่นสงสัยถามแพงว่าเป็นอะไร

    “แค่ไม่สบายน่ะเจ้าค่ะ” ตอบเสร็จแพงน้ำตาร่วงลงมาอีกด้วยความน้อยใจที่มีต่อคุณหลวง ส่วนคุณหลวงนั่ง คอแข็งเพราะรู้ดีว่าแพงเป็นอะไร พอบัวสวรรค์เหลือบมองมา เขารีบก้มหน้าทานข้าว พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด

    ooooooo

    ทันทีที่คุณหญิงอบเชยกับนางเพ็ญบ่าวคู่ใจพากันกลับจากบ้านสวน ชื่นกลิ่นวิ่งออกมากอดมารดาด้วยความคิดถึง บ่นคุณแม่กลับช้าตั้งเกือบสัปดาห์ ลูกจะ ตายเสียให้ได้ ถ้าไม่โทรเลขไปก็คงยังไม่กลับ คุณหญิงกอดตอบลูกสาวสุดรักด้วยความเอ็นดู และว่าคุณยายไม่สบาย แม่กับนางเพ็ญวุ่นวาย ทั้งหาหมอ ทั้งเรือกสวนไร่นา อีกสามวันก็ต้องลงไปใหม่

    ขณะพูดกับลูกสาว คุณหญิงมองไปเห็นแพงในมาดใหม่ สะดุดตาจนร้องเอ๊ะ ทำให้ชื่นกลิ่นสงสัย แต่แม่บอกไม่มีอะไร ลูกจึงชวนแม่เข้าไปคุยข้างใน อยากรู้เรื่องคุณยายป่วย

    คุณหญิงนำผลไม้จากสวนมามากมาย พึ่งกับแพงช่วยกันขนมาโรงครัว แต่แพงเกี่ยงแม่ว่าตนไม่ช่วยดองมะม่วงเดี๋ยวมือเหลือง พึ่งหมั่นไส้ด่าเป็นชุดว่าแพงดัดจริต หมู่นี้เป็นอะไร บ้าแต่งตัวอยู่ได้ ทำงานสะดวกที่ไหน แต่งไปเดี๋ยวก็สกปรก เราน่ะมันคนใช้เขานะ

    “แม่ต่างหากคนใช้ ฉันน่ะลูกท่านเจ้าคุณ แล้วอีกหน่อย...” แพงยั้งปากไว้ไม่พูด ก็พอดีคุณหญิงเยื้องย่างมาพร้อมเพ็ญ คุณหญิงเร่งให้แพงพูดต่อ แต่แพงไม่ตอบ สีหน้าท่าทีตกใจไปกันทั้งแม่ทั้งลูก

    “บอกเขาไปสิว่าตอนนี้ลูกเจ้าคุณ อีกหน่อยก็จะเป็นเมียน้อยคุณหลวง” เพ็ญเอ่ยขึ้นด้วยความชิงชังอีแพง

    “แพงแค่ล้อเล่นเจ้าค่ะ ไม่ได้จะพูดแบบนั้นนะเจ้าคะ” แพงละล่ำละลัก

    “กลับมาคราวนี้เอ็งดูเปลี่ยนไปนะ...แม่เพ็ญ เอ็งว่าอีแพงมันดูสวยขึ้นไหม”

    “สวย...สวยเหมือนพวกช็อกกาหรี่ที่ซ่องแถวสำเพ็ง”

    แพงสะดุ้งด้วยความแค้น แต่จำต้องก้มหน้ายอมทุกอย่าง คุณหญิงรู้ทันว่าแพงลุกขึ้นมาแต่งตัวแต่งหน้าแบบนี้ด้วยเหตุผลใด แต่แพงไม่ยอมรับ และว่าถ้าคุณหญิงไม่อยากให้แต่ง ตนไม่แต่งก็ได้

    “เอ...แต่สำหรับวันนี้ ที่แต่งมาแล้วจะทำยังไงดีนะ” พูดขาดคำ คุณหญิงหันไปคว้าไหปลาร้ามาเทใส่เสื้อแพงจนเลอะทั้งตัว แพงตกใจลุกขึ้นสะบัด ส่วนพึ่งร้องเอะอะเพราะคาดไม่ถึง

    “ปลาร้าหลังตลาดบ้านเรานี่มันเหม็นสะใจข้าจริงๆ”

    เท่านั้นยังไม่พอ คุณหญิงคว้ากรรไกรมาถืออย่างน่ากลัว ไม่ฟังเสียงขอร้องวิงวอนของพึ่งที่ไม่ให้ทำอะไรลูกของตน ส่วนเพ็ญช่วยนายจับอีแพงไว้มั่น จากนั้นคุณหญิงตัดผมของแพงจนแหว่งไปทั้งหัว อยากรู้ว่ามันยังจะสวยอยู่ได้อีกไหม

    แพงทำอะไรไม่ได้ นอกจากทรุดลงร้องไห้โฮอยู่ กับพื้น พึ่งมองลูกอย่างเวทนาสงสาร น้ำตาร่วงอย่างสุดจะกลั้น

    “ฮึ...คราวนี้ต่อให้แกลุกขึ้นมาแต่งยังไง ก็อย่าหวังว่าจะสวยได้อีก แม่เพ็ญลากมันออกไปหน้าบ้าน”

    เพ็ญทำตามคำสั่งคุณหญิงทันที ลากข้อมือแพงออกไปทิ้งไว้ตรงเฉลียงหน้าบ้าน เพื่อให้คนที่ผ่านไปมาได้เห็นความน่าเกลียดน่าชังของมัน

    “ทิ้งมันไว้ตรงนี้ เอ็งจะต้องนั่งตรงนี้ห้ามไปไหน จนกว่าจะถึงเที่ยงคืน” คุณหญิงประกาศิต

    ไม่ทันไร นวลและคนใช้ทั้งชายหญิงต่างวิ่งออกมา ทั้งดูทั้งวิพากษ์วิจารณ์ แพงอับอายทุกคนมากเพราะตัวเหม็นปลาร้า ผมเผ้าแหว่งเหมือนหนูแทะ

    “คุณหญิง ทำแบบนี้มันเกินไปแล้วนะ แพงไปทำอะไรให้ ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้” แพงโวยวายแต่ไม่อาละวาด เป็นจังหวะที่บัวสวรรค์เดินนำหน้ากล้ากลับมาพอดี หลังจากเธอออกไปฝึกขี่ม้าอยู่พักใหญ่

    “ตายแล้วคุณอา นี่เกิดอะไรขึ้นคะ” บัวสวรรค์ แตกตื่น ชื่นกลิ่นออกมาจากในบ้าน เห็นสภาพแพงแล้วผงะตกใจไปอีกคน

    “คุณแม่...แพง...คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ มีเรื่องอะไร ค่อยพูดค่อยจากันก็ได้”

    “ลูกชื่น ลูกยังไม่รู้อะไรอีกมาก ลูกอยู่เฉยๆ แม่บัวก็เหมือนกัน ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น” ว่าแล้วคุณหญิงเบนสายตาไปทางประตูบ้าน ทักลูกเขยเนื้อหอม “กลับจากทำงานแล้วหรือคะคุณหลวง”

    ทุกคนหันมองคุณหลวงเป็นตาเดียว ยกเว้นแพงที่ก้มหน้างุดด้วยความอาย

    “มีอะไรกันครับ”

    “มาก็ดีแล้ว ขอโทษนะคะที่เอะอะ บ่าวไพร่ต้องอบรมค่ะ ฉันถามหน่อยเถอะ คนเราทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จู่ๆ จะลุกขึ้นมาแต่งตัวทำไม” คุณหญิงอบเชยมองกราดไป ทุกคนเงียบกริบด้วยความกลัว คุณหญิงจึงโยนกลองไปที่บ่าวคนสนิท ให้เพ็ญตอบคำถามนี้

    “ถ้าเป็นผู้ชายก็เอาไว้ล่อผู้หญิง ถ้าเป็นผู้หญิงก็เอาไว้ล่อผู้ชาย”

    คุณหญิงพยักหน้าพอใจในคำตอบ แล้วสั่งสอนลูกหลานต่อ “แม่ชื่น แม่บัว จำเอาไว้นะลูก มีผัว ผมเผ้ารุงรังสกปรก อ้วนเผละน่ะอย่าไปเสียใจ พวกนี้น่ะวันๆเอาแต่ทำงาน ไม่คิดอะไรทั้งนั้น แต่ไอ้พวกชอบสำอาง ดูแลตัวเองดีๆ น่ะพึงระวังไว้ เพราะใครๆ ในโลกนี้ก็แต่งตัวเอาไว้ให้คนมองทั้งนั้น”

    “นังแพงไม่ได้ทำตัวนอกลู่นอกทางอะไรนะเจ้าคะ ไม่เชื่อถามคุณชื่นดูก็ได้” พึ่งออกตัวปกป้องลูก

    “เหรอ...มันยังไม่ทำ ยังไม่มีโอกาส หรือทำไม่สำเร็จล่ะ” คุณหญิงมองแพงอย่างรู้ทัน แพงหลบตาวูบ “ว่าไง...เอ็งแต่งให้ใครดูนังแพง อืม...ตัวผู้ในบ้านนี้มีกี่คนนะ ไอ้ด่าง ไอ้แต้ม ตามีคนขับรถ ไอ้มิ่งคนสวน พ่อกล้า หรือว่า...”

    คุณหญิงเหมาหมดไม่ว่าจะเป็นหมาตัวผู้หรือผู้ชายทุกคนในบ้าน แล้วมาหยุดสายตาที่คุณหลวงที่ยืนนิ่งสงบไม่ค่อยจะเงยหน้า

    “ใส่ความชัดๆ คุณหญิงใส่ความแพง” แพงระเบิดความอัดอั้น

    “ในเมื่ออยากสวยนัก ข้าก็จะให้เอ็งนั่งประจานความเหม็นสกปรกอยู่ตรงนี้ ข้าจะให้คนในบ้านนี้ได้ดู ได้คิด ว่าตัวตนที่แท้จริงของเอ็งน่ะ เครื่องสำอางมันจะกลบได้จริงหรือเปล่า”

    “มันเกินไปแล้ว ทำแบบนี้มันเกินไปแล้ว” แพงจ้องมองโกรธแค้น แต่คุณหญิงมิได้สะทกสะท้านกับสายตาคู่นั้นของมัน

    “เอ็งเลือกเอา นั่งอยู่ตรงนี้จนถึงเที่ยงคืน หรือไม่ก็ออกไปจากบ้านนี้ ออกไปทั้งแม่ทั้งลูก ขนของออกไปเลย จะเอาแบบไหนเลือกเอา” คุณหญิงส่งสายตาดุน่าเกรงขาม แล้วเดินเข้าบ้าน เพ็ญเยาะทิ้งท้ายอย่างสะใจ

    “คราวนี้ล่ะจะได้หายบ้า แต่งตัวเกินหน้าเจ้านาย หาเรื่องใส่ตัวดีนัก เชอะ!”

    เมื่อเพ็ญตามนายของตนหายเข้าไปในบ้านแล้ว ชื่นกลิ่นขยับเข้าใกล้แพง รู้สึกสงสารจับใจ แต่ไม่ทันจะพูดหรือทำอะไร ก็ได้ยินเสียงทรงอำนาจของคุณหญิงอบเชยแหวออกมา

    “คนอื่นมีอะไรทำก็ไปทำ แม่ชื่น แม่บัว เข้าบ้าน”

    ทุกคนแยกย้ายกันหมดตามคำสั่ง เหลือเพียงแพงนั่งกอดเข่าร่ำไห้ ไม่กล้าขยับไปไหน ส่วนพึ่งเดินหันหน้าหันหลังละล้าละลังสงสารลูกเหลือเกิน...

    แต่คุณหญิงอบเชยในบ้านยังโมโหไม่หาย อากาศว่าร้อนอบอ้าวยังไม่เท่าใจที่ร้อนรุ่มเพราะเกลียดชังอีแพงที่คิดจะฮุบสามีลูกสาว ขนาดเพ็ญมานั่งโบกพัดให้ยิกก็ยังไม่คลาย ชื่นกลิ่นกับบัวสวรรค์ที่ยังกังขาเดินเข้ามาเอาคำตอบจากคุณหญิงว่าโกรธอะไรแพงนักหนา จึงโดนดุไปด้วยกัน

    “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น คุณหลวงเพิ่งกลับมาจากที่ทำงานทำไมไม่ไปดูแล”

    ชื่นกลิ่นจ๋อย ไม่รู้เรื่องกับใครเขาเหมือนเดิม บัวสวรรค์มองๆแล้วพยักหน้าให้ชื่นกลิ่นลุกไป ไม่ต้องถามอะไรแล้ว

    เมื่อไปถึงห้องนอน ชื่นกลิ่นจะเอาใจคุณหลวงด้วยน้ำเย็นๆ เขากลับไม่หิวน้ำ แต่หิวเมียต่างหาก คำพูดนั้นทำเอาเมียเอียงอาย ครั้นถูกเขาดึงเข้ามาใกล้แล้วจ้องตานิ่ง เธอแปลกใจว่าเขาเป็นอะไร มองทำไม?

    “เฮ้อ ผู้ชาย...รักษาความมั่นคงในจิตใจยากนัก” คุณหลวงหมายถึงแพงให้ท่าตนแล้วตนไม่เอา รอดไปอย่างหวุดหวิด แต่ชื่นกลิ่นนิ่วหน้าไม่เข้าใจ “แต่เมื่อรักษาได้ ก็ดีใจ ภูมิใจ และรักเมียคนนี้ยิ่งกว่าเดิม พี่จะไม่ทำให้น้องชื่นต้องเสียใจ”

    ยิ่งฟัง ชื่นกลิ่นก็ยิ่งงง แต่เธอโอนอ่อนเอนศีรษะพิงอกกว้างของสามีที่กอดรัดด้วยความรักใคร่

    ooooooo

    กลับสู่ปัจจุบันที่วัดแห่งนั้น รัมภากับพัชนีฟังลุงช่วงลำดับเหตุการณ์ต่างๆในอดีตด้วยความสนใจยิ่ง แล้วรัมภาเกิดคำถามว่าคุณทวดอบเชยเกลียดนางแพงขนาดนี้เลยหรือ?

    “เปล่า...ท่านเหมือนแม่ทุกคน ถ้ามียุงจะมากัดลูก มีทางเดียวตียุงตัวนั้นให้ตาย ท่านรู้นิสัยคนอย่างนางแพง และรู้ด้วยว่าลูกสาวของท่านอ่อนแอเกินกว่าจะรู้ทันนางแพง”

    “น่าจะไล่นางแพงออกไปเสีย” พัชนีเอ่ยมา

    “ท่านก็กลัวอีก นางแพงจะไปพูดเรื่องมันเป็นลูกท่านเจ้าคุณ ท่านไม่อยากให้ชื่อเสียงตัวเอง ชื่อเสียงลูก และวงศ์ตระกูลด่างพร้อยเพราะบ่าวอย่างอีแพง...ใกล้เพลแล้ว จะขอตัวไปจัดการเรื่องอาหารถวายพระสักหน่อย”

    “อ้าว แล้วตกลงยังไงเจ้าคะ คุณหลวงกับนางแพง เอ้อ คุณหลวงได้แพงเป็นเมียน้อยไหมคะ”

    “แล้วนางแพงเป็นลูกคนละแม่กับคุณชื่นกลิ่นจริงไหมคะ”

    “ไปทานข้าวกันก่อน ตอนบ่ายมาเจอกัน” ช่วงลุกตัดบทแล้วลุกเดินหนีสองสาวไป

    รัมภาอยากฟังต่อแต่ต้องรักษามารยาท เธอใช้ช่วงเวลาพักนี้เองโทร.หาศามน พอดีเขากำลังขับรถกลับจากทำงาน จึงจอดรถเข้าข้างทางทันที

    “ดีใจจังที่คุณโทร.มา”

    “ทานข้าวหรือยัง”

    “กำลังขับรถกลับบ้านน่ะ วันนี้ได้หยุดครึ่งวัน นายฝรั่งเขาไปช็อปปิ้ง เขาบอกว่าอยากขอเวลาส่วนตัว...ลูกเป็นไงบ้าง”

    “เล่นน้ำเพลินไปค่ะ แกชอบทะเลจริงๆ ที่โน่นทะเลไม่สวยไม่น่าเล่นเหมือนเมืองไทย”

    “ให้ผมขับรถไปหาไหม แค่สองสามชั่วโมงก็ถึง ผม...คิดถึงคุณน่ะ”

    รัมภาแช่มชื่นหัวใจ เมฆหมอกความขัดแย้งคลายลง เอ่ยเสียงใสกับเขาว่า “พรุ่งนี้คุณต้องไปทำงานอีก เดี๋ยวฉันก็กลับแล้ว พรุ่งนี้เย็นๆน่ะค่ะ”

    “ผมขอโทษอีกครั้ง...เรื่องที่ผ่านมา”

    “ที่นี่...เหมือนชะตาชีวิตส่งฉันมา ฉันได้คิดอะไรหลายอย่าง บางทีภาก็ใจร้อนไปหน่อย”

    “ตกลงกลับมานี่ เราทั้งสองจะใจเย็นลงให้มากกว่านี้ ผมจะรอคุณนะ”

    รัมภารับคำหวานจ๋อย พอจะวางสาย ศามนยังเรียกเธออีก ย้ำว่าเขารักเธอ เธอเป็นรักแรกและเป็นรักเดียวในชีวิตเขา รัมภาชะงักนิิ่งไป ได้คิดว่าเราสองคนเคยรักข้ามภพชาติมาอย่างไร เกิดความซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ ตอบกลับเขาไปว่า

    “คุณก็เป็นรักแรกและรักเดียวในชีวิตของภาเหมือนกัน”

    ศามนคลี่ยิ้มโล่งใจที่คืนดีกันได้เสียที แต่หารู้ไม่ว่า...กำลังจะมีมารผจญอีกแล้ว เพราะอีกมุมหนึ่งของถนนดีดี้จอดมอเตอร์ไซค์จับจ้องมองมาที่เขา แล้วเผ่นแผล็วกลับไปบอกนายสาวของตนที่บ้านว่าคุณศามนกลับมาแล้ว

    “เฮ้ย ทำไมกลับเร็วนักล่ะ”

    “จะไปรู้หรือ ฉันเห็นจอดคุยโทรศัพท์อยู่ตรงถนนทางเข้าน่ะ คุณนายจะทิ้งโอกาสนี้ไปเฉยๆเหรอ”

    เดือนแรมไม่ตอบแต่แสยะยิ้ม ไม่มีทางทิ้งโอกาสทองให้หลุดลอย

    ooooooo

    หลังอาหารกลางวัน รัมภากับพัชนีตั้งตารอลุงช่วงอยู่ที่เดิม พอแกมาถึงถามสองสาวว่าทานข้าวเที่ยงกันแล้วใช่ไหม รัมภาบอกว่าทานไม่ค่อยลง เพราะใจเธอยังพะวงกับสิ่งต่างๆในชาติภพ จึงไม่รีรอ เอ่ยกับลุงช่วงว่า โดนไปขนาดนั้น นางแพงยอมรามือแล้วใช่ไหม

    “ไม่มีความรุนแรงใดจบลงด้วยความรุนแรง จุดจบของความรุนแรงทุกชนิด คือความรุนแรงที่มากกว่าเดิม”

    รัมภาทั้งตกใจและแปลกใจ...ตั้งอกตั้งใจฟังเรื่องราวในอดีตจากลุงช่วงต่อไป พัชนีที่นั่งอยู่ด้วยก็จดจ่อเช่นกัน

    คืนหนึ่งในอดีต...พึ่งกับแพงนั่งกินข้าว แพงท่าทีกินไม่ลง สักครู่เห็นนวลกับบ่าวหญิงอีกคนแต่งตัวสวยเดินออกจากเรือนพัก แพงเพียงแต่มอง แต่พึ่งตั้งคำถามว่าพวกเอ็งจะไปไหนกัน นวลว่ามียี่เกมาแสดงที่ตลาด พระเอกหล่อมาก พึ่งเห็นลูกนั่งหง่าวเหงามาหลายวันจึงบอกให้มันออกไปกับเขาด้วย

    “ไม่เห็นอยากจะไป ฮึ กะอีแค่จะไปดูผู้ชาย” แพงสะบัดเสียงจนนวลตอกกลับอย่างหมั่นไส้

    “เฮอะ ทำปากดี ที่เอ็งนั่งหน้าบูดอยู่อย่างนี้ไม่ใช่เพราะผู้ชายหรือไง”

    “อีนวล ปากมากนักนะมึง จะไปก็รีบไปเลย ขอให้คืนนี้มึงได้พระเอกสมใจ”

    “ได้ง่ายๆก็ดีน่ะสิ ไอ้พระเอกคนเนี้ยมันเป็นผัวเจ้าของคณะ ทั้งอ้วนทั้งดำ มันรักหลงเมียอย่างกับอะไร เคยชายตามองใครที่ไหน ไม่รู้นังอ้วนดำนั่นมีอะไรดี ไปกันเถอะ”

    นวลกับเพื่อนพากันออกไป พึ่งคิดว่าลูกสาวตนไม่สนแน่ แต่พอจะหันมาสั่งให้มันเก็บถ้วยชามไปล้าง กลับไม่เห็นแม้เงาของมันเสียแล้ว

    แพงตามนวลไปโรงลิเก แล้วแอบไปดูสาวใหญ่เจ้าของคณะถึงหลังโรง ปรากฏว่าจริงอย่างนังนวลมันว่า นางสมัยทั้งอ้วนทั้งดำ แต่ฝ่ายผัวพระเอกลิเกนั้นหล่อเหลาสุดมาดแมน เห็นเขานัวเนียคลอเคลียเมียแสนขี้เหร่ แพงนึกสงสัยว่าเป็นไปได้ยังไง

    สมัยหันมาเห็นมีคนแอบมอง เธอตวาดดุจนแพงสะดุ้ง แล้วยอมเดินจากไปทั้งที่ยังติดใจสงสัย พอกลับไปถึงเรือนพัก แพงนอนคิดหนักเรื่องของสมัยกับผัวพระเอกลิเก อยากรู้นักว่านังอ้วนดำนั่นมีดีอะไร

    คิดเปรียบเทียบตัวเองกับสมัยแล้ว แพงมั่นใจว่าตัวเองยังมีหวังจะฮุบคุณหลวงมาจากชื่นกลิ่น คนอย่างตนจะไม่ยอมแพ้นังชื่นง่ายๆ เพียงแต่ต้องใช้เล่ห์กลหรือทางลัดเข้ามาช่วย

    เมื่อหมายมั่นปั้นมือเช่นนั้น รุ่งขึ้นแพงย้อนกลับไปโรงลิเกอีกครั้ง ปะเหมาะพอดีวันนี้ไม่มีการแสดง แพงจึงมีโอกาสพบเจ้าของคณะตามต้องการ แต่การพบกันไม่ได้ทำให้แพงสมหวัง กลับโดนสมัยไล่ตะเพิดหาว่าพูดจาดูแคลนคนอ้วนดำอย่างตนทำไมผัวถึงรักถึงหลงได้

    แต่ความมุ่งมั่นไม่ได้ทำให้แพงละความพยายาม วันต่อมาแพงก็มาโผล่ที่นี่อีก แล้วตื๊อขอทำงานรับใช้สมัยทุกอย่าง ไม่ว่าจะหนักหรือเบา แพงทำอย่างนี้อยู่หลายวันโดยไม่เกี่ยง และยิ่งมาก็ยิ่งเห็นถึงความหลงใหลรักใคร่ที่แสวงมีต่อสมัยไม่เลือกเวลา ไม่ว่ายามสว่างหรือค่ำมืด

    ความสงสัยพอกพูนทวีคูณจนแพงร้อนรนกระวน กระวาย มันจึงไม่ย่นละย่อที่จะมาเอาความจริงว่าสมัย ทำเช่นไรกันแน่ผัวถึงได้รักปานจะกลืนกินอย่างนี้ แล้ววันหนึ่งแพงก็สมหวัง หลังจากสำแดงความกล้าเข้าช่วยเหลือสมัยที่มีเรื่องตบตีกับแม่ยกที่จ้องจะเขมือบแสวง แพงทำให้แม่ยกรายนั้นหัวแตกกลับไป แถมยังอาฆาตซ้ำอีกว่า ถ้าคราวหน้ามันมาอีกจะโดนหนักกว่านี้หลายเท่าตัว

    สมัยเห็นถึงความจริงใจของแพง ก็เลยจะยอมบอกวิธีมัดใจผัวให้มันรู้ แต่กำชับห้ามบอกคนอื่นอย่างเด็ดขาด ครั้นแพงรับปากมั่นเหมาะแล้ว สมัยก็เริ่มสาธยาย...

    “พ่อแสวงเนี่ย ตอนได้กันใหม่ๆมันก็แค่คิดจะปอกลอกฉัน เมื่อก่อนมันเจ้าชู้ คลำไม่มีหางมันก็เอาทั้งนั้น แต่อย่างว่านะ ของพรรค์นี้คนเป็นเมียมันต้องมีวิธีมัดใจ”

    “เห็นไหม ฉันนึกอยู่แล้ว คนฉลาดอย่างพี่น่ะต้องมีของดี”

    สมัยยิ้มแฉ่ง ก่อนพาแพงลงเรือบ่ายหน้าไปบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ลึกในสวนริมน้ำของอาจารย์ชู ผู้เลื่องลือในการทำเสน่ห์และเข้าทรง ขณะไปถึงแกกำลังสำแดงคาถาอาคมบริการหญิงกลางคนรายหนึ่ง โดยมีหญิงอีกหลายรายนั่งรอคิวด้วยความเชื่อมั่นศรัทธา แพงเห็นพิธีแล้วอดหวั่นหวาดไม่ได้ แต่พอสมัยกระซิบบอกมันว่า เมื่อคราวที่ข้ามาทำ พอเสร็จกลับไปบ้าน ปรากฏว่าแสวงนั่งตัวสั่นรออยู่แล้ว คืนนั้นข้าเกือบตายเพราะไอ้แหวงมันสะกิดเรียกทั้งคืน แพงถึงกับยิ้มกริ่มมีหวัง

    “ว่าแต่เอ็งจะมาขอให้ท่านช่วย เอ็งมีเงินมาเท่าไหร่” เจอคำถามนี้ แพงที่กำลังทึ่งจัดแทบสะอึก ย้อนถามสมัยว่า ต้องใช้เงินเยอะหรือจ๊ะ “เอ๊า...ได้ผัวคืนมาทั้งคน ต้องลงทุนกันหน่อยสิวะ”

    แพงหน้าม่อยเพราะไม่มีเงิน แล้วแอบกลับไปขโมยผลไม้จากโรงครัวคุณหญิงอบเชยมาหลายเข่ง นำมากำนัลอาจารย์ชูแทนเงินเพื่อให้แกทำเสน่ห์ให้บ้าง แต่อาจารย์ชูไม่สนของกิน ต้องการเงินอย่างเดียวเท่านั้น แกจึงไล่แพงกลับไป แต่แพงหาได้ลดละและถอยหนี ยังหน้าด้านอุตส่าห์เทียวมาเก็บกวาดบ้านช่องให้แก ทั้งยังทำสวนพรวนดินเพื่อให้แกเห็นใจยอมทำพิธีให้ แต่อาจารย์ชูที่รับรู้ก็ทำเมินไม่ใจอ่อน

    เมื่อทำดีด้วยแล้วไม่สำเร็จ แพงฉวยโอกาสตอนเข้ามาทำความสะอาดบนเรือนฉกเอาตำราไสยเวทของอาจารย์ชูไป หมายใจจะทำเอง แต่พอเอาไปพลิกอ่านเกิดงงงวยไม่เข้าใจเอาเสียเลย จึงต้องย้อนกลับมาแอบดูแกทำพิธีให้คนอื่นอีก แล้วค่อยๆจับทิศทางตามตำราไปด้วย

    แต่การมาครั้งนี้ของแพง ทำให้มันได้รู้เห็นว่าอาจารย์ชูช่วยชายคนหนึ่งที่โดนของมา แล้วยังเสกของใส่ไอ้คนกระทำเป็นการแก้แค้น

    ooooooo

    ถึงวันที่คุณหญิงอบเชยต้องเดินทางไปบ้านสวนอีกครั้ง เนื่องจากแม่ยังป่วยไข้ เพ็ญติดสอยห้อยตามไปรับใช้เช่นเคย ชื่นกลิ่นอยากไปด้วย ไม่อยากอยู่ที่นี่ มันเงียบเหงาเพราะบัวสวรรค์เพิ่งกลับบ้านที่พระนคร แต่คุณหญิงไม่ยอม และย้ำเตือนลูกสาวว่าเราแต่งงานแล้วต้องดูแลคุณหลวง ดูแลบ้าน จะไปไหนมาไหนเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ ถ้ามีอะไรก็โทรเลขไปบอกแม่ทันที

    ชื่นกลิ่นพยักหน้าอย่างจำใจ พอคุณหญิงจะขึ้นรถ ชะงักหันกลับไปมองลูกสาวและบ้านด้วยสีหน้าอาลัย อาวรณ์จนเพ็ญสังเกตได้ กระซิบถามเจ้านายว่า “มีอะไรคะ คุณหญิง”

    “แค่รู้สึก...ไม่สบายใจน่ะ”

    “อีแพงมันโดนไปขนาดนั้นแล้ว มันไม่กล้าหรอกเจ้าค่ะ”

    คุณหญิงตัดใจขึ้นรถออกไปพร้อมบ่าวคนสนิท...โดยไม่รู้ว่าขณะเดียวกันนั้น อีแพงกำลังมาดหมายจะเอาชนะทั้งคุณหญิงทั้งชื่นกลิ่น ด้วยการวนเวียนอยู่ที่บ้านอาจารย์ชู

    แล้ววันนี้เอง อาจารย์ชูเกือบถูกงูจำนวนมากกัดถ้าไม่ได้แพงเข้ามาช่วยไว้ แพงตีงูตายคามือ แต่ดันปากดี ไปหน่อย พูดรู้ทันว่าอาจารย์ไปทำคนเขาไว้เยอะแยะ คงโดนเขาล้างแค้นเอา

    อาจารย์ชูชี้หน้าด่านังคนปากเสีย แต่แพงก็ยังพล่ามความจริงที่มาเห็นอยู่บ่อยๆ

    “เห็นนั่งสมาธิทุกวัน ท่องคาถากันไม่ให้ของเข้าตัว กลัวคนเขาแก้แค้นใช่ไหมล่ะ ได้เงินมาตั้งเยอะตั้งแยะ แต่มีชีวิตอยู่ยากนะเนี่ย”

    “เอ็งรู้คาถาด้วยหรือ ทำไมรู้ว่าข้าท่องคาถาอะไร”

    “ก็...ก็เดาเอา ฉันช่วยอาจารย์ไว้ อาจารย์จะช่วยฉันบ้างได้หรือยัง”

    “ข้ามีของดีมากมาย ฟันแทงไม่เข้า งูพวกนี้ต่อให้กัด ก็ทำอะไรข้าไม่ได้”

    แพงร้องอ้าวอย่างสุดเซ็ง แต่พออาจารย์ชูถามตรงประเด็นว่าที่เอ็งมาช่วยเพราะอยากให้ข้าช่วยใช่ไหม แพงรีบพยักหน้ารับแล้วถลาเข้ามาประจบแกทันที

    อาจารย์ชูเล่าย้อนเมื่อหลายวันก่อนที่ช่วยเหลือคนโดนของจากอาจารย์เส็ง ข้าช่วยมันได้ แต่คืนนั้นต้องต่อสู้กับอาจารย์เส็งทั้งคืน ที่สุดเส็งแพ้ราบคาบ โดนถีบยอดอกจนกระอักเลือด มันคงโกรธแค้นข้ามากจึงให้ไอ้เที่ยง นำงูมาปล่อยที่บ้านข้า

    แพงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว อาจารย์ชูมองแพงยิ้มๆ ก่อนเอ่ยส่งเดช ไม่ได้กะเกณฑ์ว่ามันจะทำหรือไม่

    “เอ็งอยากให้ข้าช่วย ก็ไปจัดการไอ้เที่ยงให้ข้าสิ”

    แพงอยากช่วยแต่ไม่รู้จะจัดการยังไง เพราะอาจารย์ชูไม่บอกวิธี แค่ให้ข้อมูลว่าไอ้เที่ยงเป็นหมองู มีคาถาอาคมจับและบังคับงู ไม่ว่างูดุแค่ไหนก็ไม่กัด...แพงกลับไปคิดหนัก แล้ววันรุ่งขึ้นแพงก็ไปดักศัตรูของอาจารย์ชูที่บนสะพานไม้เหนือคลองในสวนลึก จังหวะเรือเที่ยงผ่านมา แพงโยนผ้าถุงลงมาครอบหัว เท่านี้เองคาถาอาคมของเที่ยงก็เสื่อมหมด กลับไปถึงบ้านจึงถูกงูที่ตัวเองเลี้ยงไว้กัดตายคาบ่อ

    สภาพเที่ยงก่อนขาดใจตายติดตาแพงทำให้รู้สึกสยดสยอง แต่แพงก็รีบย้อนกลับมาบอกอาจารย์ชูว่ากำจัดศัตรูคนนั้นให้แล้ว พอแกถามว่ารู้วิธีทำให้คาถาเสื่อมได้ยังไง แพงอึกอักและไม่ยอมเผยว่าอ่านจากตำรามา

    “เอ็งเคยฆ่าคนหรือเปล่า”

    “ฉันไม่ได้ฆ่า งูมันฆ่า ฉันไม่เกี่ยว”

    “สันดานเอ็งนี่มันชั่วช้านัก ฆ่าคนตายทั้งคนยังทำหน้าเฉยๆ ไม่เดือดร้อน”

    “อาจารย์ก็มีสันดานแบบฉันไม่ใช่รึ”

    อาจารย์ชูหน้าตาเคร่งขรึม แต่ครู่เดียวก็หัวเราะร่าออกมา ถามแพงว่าอยากให้ข้าช่วยอะไร

    “ฉันอยากให้ท่านทำเสน่ห์ให้ผู้ชายที่ฉันหมายปอง”

    “เอานี่ไป” อาจารย์ยื่นกระปุกเล็กๆมาให้ แพงมองปราดเดียวก็พูดโพล่ง

    “ขี้ผึ้งน้ำมันพราย แค่ให้รักให้หลง รดน้ำมนต์ธรณีสารเดี๋ยวเดียวก็สิ้นความขลังแล้ว”

    “เอ็งรู้วิธีแก้ได้ยังไง”

    แพงมีพิรุธเพราะขโมยของเขามาอ่านมาศึกษาจนมีความรู้อยู่บ้าง แต่ทำเฉไฉว่าตนมาแอบดูอาจารย์ทำพิธีทุกคืนก็เลยรู้ และตนอยากให้อาจารย์ฝังรูปฝังรอยให้หน่อย

    “ถึงกับฝังรูปฝังรอย คิดจะเล่นของหนักเลยนะ ผู้ชายที่ไหน มันเป็นใคร”

    “คุณหลวงภักดีบทมาลย์”

    “อีนี่...ทะเยอทะยานนัก หมายปองของสูงจนเกินศักดิ์ เป็นแค่บ่าวไม่ใช่รึ”

    “ฉันเป็นลูกท่านเจ้าคุณ เป็นน้องสาวของเมียคุณหลวง แล้วฉันก็เจอคุณหลวงมาก่อน”

    “เอ็งนี่มันบ้าดีเดือดแท้ๆ เขามีเมียอยู่แล้ว เวรกรรมถึงตกนรก”

    “อาจารย์รู้จักเวรกรรมจริงหรือเจ้าคะ”

    อาจารย์ชูยกกระโถนขึ้นเตรียมฟาด แพงรีบหลบพร้อมกับยกมือขึ้นพนมขอโทษ อาจารย์ชูไม่ถือสา สั่งให้แพงไปเอาของประจำตัวมันมา แพงดีใจตัวเนื้อเต้น ก้มลงกราบขอบคุณ ขอเป็นศิษย์อาจารย์ชูไปจนตาย

    “เดี๋ยวๆ เอ็งรู้เรอะว่าให้ไปเอาอะไร”

    แพงลุกพรวดไม่ฟังคำถามของอาจารย์...ร้อนรนกลับไปเรือนใหญ่ของคุณหลวง เห็นเขากับเมียกำลังหยอกล้อมีความสุข แพงยิ่งริษยา คำรามในคอว่า “รักกันดีนัก เดี๋ยวเถอะมึง!”

    ใช้เวลาเพียงครู่เดียว แพงดอดเข้าไปหยิบเส้นผมของคุณหลวงจากหมอนหนุนในห้องนอน แล้วนำไปให้อาจารย์ชูทำพิธีในคืนถัดมา พร้อมด้วยเส้นผมของแพงเอง

    การทำพิธีใช้เวลาค่อนข้างมาก แต่แพงเรียนรู้จากตำราที่แอบขโมยมาอยู่บ้างแล้ว จึงไม่ท้อและไม่กลัวสิ่งใด ไม่ว่าขณะทำพิธีจะมีทั้งลมพัดตึงและหมาหอนระงม อีกทั้งสิ่งของเซ่นไหว้สดๆ คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาว

    อาจารย์ชูร่ายคาถาภาษาเขมรนำแล้วให้แพงท่องตาม แพงพนมมือแต้ ปากขยับไม่ตกหล่น เสร็จแล้วบอกกับตัวเองอย่างมาดหมายมุ่งมั่น

    “คาถานี้ข้าจะจดจำ ข้าจะท่องมันทุกคืนทุกวัน คุณหลวงต้องหลงรักข้าทุกกลางวันทุกกลางคืน แม้ภพนี้ภพหน้าข้าก็จะจดจำนำคาถานี้ไปกำกับให้คุณหลวงหลงรักข้าไม่เสื่อมคลาย”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 20:07 น.