ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    บ่วง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เมื่อหมอให้อนุกูลกลับบ้านได้ อนุกูลรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า พัชนีที่มาดูช่วยเก็บของ แล้ววรรณศิกาโทร.มาบอกว่า รถเสียกำลังรอช่างให้พัชนีพาอนุกูลกลับที่พักของเขาก่อน เดี๋ยวเธอจะตามไป พัชนีเริ่มใจหาย จึงสั่งให้พากลับไปส่งถึงห้อง เพราะเขายังมือเจ็บ แล้วอยู่คนเดียวด้วย

    อนุกูลได้ยินการต่อรอง พัชนีไม่กล้าไปตามลำพังสองคน จึงนึกรู้ว่ายายแม่ชีคนนี้กลัวเขาจะลวนลาม รีบแกล้งเร่งให้ไปขึ้นรถแท็กซี่...อนุกูลเริ่มนึกสนุก นั่งรถไปกระซิบเบาๆ

    “คุณไม่เคยไปห้องเชือด...เอ๊ย คอนโดฯของผมใช่ไหม ดีออกน่า...” เห็นสายตาเขาแล้ว แม่ชีพัชนีใจสั่นเหมือนกำลังจะถูกพาไปฆ่า...พอถึงคอนโดฯยามวิ่งมาเสนอตัวช่วย อนุกูลรีบดึงยามไปกระซิบ ทั้งยัดเงินใส่กระเป๋ายาม ยิ่งทำให้แม่ชีพัชสะท้านหนัก...

    ขณะช่วยกันหิ้วของขึ้นไปบนห้อง เขาตอบคำถาม เธอว่า สั่งยามไม่ให้ใครมารบกวน...แม่ชีหนาวรีบย้ำว่า เดี๋ยวพี่วรรณจะตามมา เขายักไหล่ไม่สนตามนิสัย ถึงห้องแล้วเขายิ่งทำท่าเหมือนหมาป่าจะขย้ำลูกแกะ จนพัชนีรีบถอยเข้าห้องน้ำล็อกทันที เขายืนยิ้มสะใจที่ได้แกล้ง เพราะแม่ชีเหงื่อแตกหนีเข้าส้วม แล้วเธอสะดุ้งแปดกลับ เมื่อเสียงเคาะประตูหลายที เธอร้องถามไปว่ามีอะไร เขาไม่ตอบ ยิ่งบิดลูกบิดให้ดังมากขึ้น เธอมองเห็นแมกกาซีนปึกใหญ่ รีบมาอุ้มไว้ จะสู้ถ้าเขาเอากุญแจจากยามมาไข เครียดจัดที่มาเจอคนโรคจิต วันนี้ตายเป็นตาย...ว่าแล้วเดินออกไป เขาหันหลังกลั้นหัวเราะ...

    แม่ชีใจเด็ดตัดสินใจบอกเขาว่า เธอจะกลับแล้ว...

    เขาหันมาคว้าไหล่เธอหมับ สั่งห้ามกลับ ทำท่าหื่นก้มหน้ามาจะจูบ นาทีนั้นแม่ชีเอาหนังสือฟาดหัวไปสุดแรง ปากด่าไอ้โรคจิต ฟาดซ้ำหลายที อนุกูลร้องลั่น บอกว่าเขาล้อเล่น เธอโต้ไม่เชื่อ...ร้องว้าย เมื่อทั้งสองฟัดกันจนล้มลง หน้าแม่ชีซบจมูกชนแก้มเขาอย่างจัง เขารีบชี้หน้าหาว่าคิดมาขืนใจเขา แม่ชีเช็ดปากอย่างแรง ร้องว่าไม่จริง แต่ยังนอนทับเขาอยู่

    “มาแล้วจ้า...” วรรณศิกาเปิดประตูมาพร้อมยาม เห็นยังขี่กันอยู่ ร้องตกใจ “ฮ้าย...ทำอะไรกัน”

    อนุกูลทำเป็นร้องไห้ ฟ้องว่าแม่ชีละเมิดทางเพศเขาทั้งๆที่ยังป่วยอยู่ ใช้หนังสือตั้งปึกขืนใจ ผมตายไปจะทำยังไง แม่ชีพัชรีบสะบัดตัวลุกขึ้นทั้งๆที่ตัวชาเพราะเจอข้อหาร้าย ปฏิเสธปากสั่นว่าไม่ใช่...เขายังเชือดต่อ หาว่าเธอเอาจมูกมาหอมแก้มเขา เขาเสียผีไปแล้ว ใครจะรับผิดชอบ แม่ชีเจอไม้นี้ถึงกับร้องไห้โฮ...จำต้องอธิบายว่า เขามาพูดเรื่องห้องเชือด แล้วบอกยาม เขารีบแก้ตัวที่บอกยาม แค่ว่าเดี๋ยวคุณวรรณมาให้พามาที่นี่ด้วย...คิดว่าตัวเองสวยนักละสิ แม่ชีคว้าของใกล้มือปาใส่ไม่ยั้ง...

    ต่อไปนี้จะไม่ช่วยแล้ว...รีบเดินออกจากห้องไป วรรณศิกาหันมาดุที่ไปแกล้งแม่ชี เดี๋ยวเธอลาออกพอดี อนุกูลนั่งหัวเราะต่อไปคนเดียว

    ooooooo

    กลับมาบ้านเล็ก เช้านี้รัมภาเข้าห้องน้ำกำลังจะแปรงฟัน มองไปที่กระจกตกใจแทบตาย เห็นมือคนมาเขียน “ลูก...ตาย” แก้วน้ำหล่นแตก รีบวิ่งมากอดลูกทั้งสองไว้แน่น เด็กยังงัวเงีย...เสียงรองเท้าดังมาจากข้างนอกห้อง พอประตูเปิด เดือนแรมโผล่มาทักทาย บอกว่าเอาข้าวมาฝาก รัมภาโล่ง ถอนหายใจยาว...รีบกลับไปดูตัวหนังสือในกระจกห้องน้ำ กลับไม่เห็นอะไร ทำให้คิดสับสนว่าตาฝาดอีกแล้ว

    ขณะที่เดือนแรมจัดโจ๊กเป็นอาหารเช้าให้ก่อนเด็กไปโรงเรียน...กินไปไม่กี่คำ รู้สึกเหมือนมีผีจ้องเด็กทั้งสอง หัวเราะหึๆ รัมภาหันไปจ้องแล้วไม่เห็นอะไร...หันมาชามโจ๊กกลับเห็นหนอนและแมลงสาบยั้วเยี้ย รัมภาลุกขึ้นกรี๊ดอีกครั้ง ปัดชามโจ๊กกระเด็นเลอะลงไปถึงพื้น ทุกคนร้องตกใจ เดือนแรมสะบัดมือเร่าๆ โจ๊กราดลวกมือ ศามนรีบมาเรียกรัมภาอย่างไม่พอใจที่ก่อเรื่องอีก เดือนแรมเล่นละครต่อว่า มือพองแน่...ศามนเรียกบุญสืบไปเอายามาทาให้เธอ แล้วหันไปซักรัมภา ตำหนิตามเคย รัมภาก็ยืนยันว่าเธอเห็น...ศามนได้แต่ส่ายหน้า...คิดค้นหาว่าเกิดอะไรกับรัมภา แล้วก็เห็นเธอไปหยิบยามากินอีกตามเคย

    ooooooo

    คืนนี้ ศามนทำงานที่ออฟฟิศจนค่ำมืด เดือนแรมถือโอกาสมาหา ขอร้องให้ช่วยตัดสินใจกับช่างเรื่องการสร้างอาคาร เธอดูไม่รู้เรื่อง แล้วออกตัวว่าเกรงใจ เพราะรู้ว่าเขากับรัมภามีปัญหา รู้จากเด็กว่าแม่ไปนอนด้วยทุกคืน แสดงว่าคุณทั้งสองไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกัน พาไปหาหมอดีไหม?

    เห็นศามนตกใจที่เธอถามเรื่องในมุ้ง จึงแสดงความห่วงใยเต็มที่ จับไหล่เขาบีบนวดให้ ปากก็ร่ายยาวว่า เขายังหนุ่มแน่น มีเลือดมีเนื้อ ไม่สงสารกันบ้าง ว่าไปลูบไป แล้วเปิดท่าเรือคลองเตยพร้อมจะให้เกยตื้นเต็มที่ ศามนเองก็รู้สึก นึกถึงหุ่นชะเวิบของเดือนแรมในชุดทูพีซแล้วหยิว...แต่ไม่นานก็ตื่นตัวลุกพรวด บอกว่าดึกแล้วงานเสร็จพอดี กลับกันเถอะ ว่าแล้วเดินนำไป บ่นว่าอย่าหาเหาใส่กบาลเลย...เดือนแรมยืนตะลึง ทำไมเขาเย็นชา หรือว่าไม่ได้อยู่บ้านเล็ก

    ศามนกับเดือนแรมหารู้ไม่ว่า ที่บ้านเล็กตอนนี้รัมภาอยู่กับลูกอย่างหวาดผวา เพราะพัดลมเพดานเกิดรอยร้าว เหมือนจะหล่นใส่ลูกแฝด รัมภารีบคว้าลูกทั้งสองกระโจนหนีตายจ้าละหวั่น ศามนกลับมาถึงบ้านเห็นสภาพแล้วตะโกนเรียกภรรยาลั่นไป เธอชี้ไปที่โคมไฟ เขามองแล้วก็บอกทันทีว่า ไม่เห็นมีอะไร...แล้วก็ไม่มีจริงๆ รัมภาจ๋อยอีกครั้ง ยืนยันแน่วแน่

    “ผี...ผีผู้หญิงคนนั้นมันจะเอาชีวิตลูกเรา มันจะทำลูกเรา ฉันยอมไม่ได้”

    “ผีอีกแล้ว...”

    “คุณจะว่าฉันยังไงก็ได้ แม่ทุกคน แม้เจ็บป่วยหรือต้องตายก็รับได้ แต่ถ้าเป็นลูก ฉันทนไม่ได้แม้จะขาดเป็นชิ้นๆ ฉันทนไม่ได้ เข้าใจไหมคุณมน” รัมภาเน้นดังไม่เกรงใจ...

    ขณะเดียวกันที่เรือนใหญ่ ทวดอบเชยรู้ว่าลูกหลานกำลังถูกอีแพงเล่นงาน ได้แต่ประกาศว่า มึงทำลูกหลานกู กูจะต้องตามจองเวรมึงตลอดไป อารมณ์เกรี้ยวกราดทำให้กระถางธูปถึงระเบิดตูมตามกระจุยกระจาย ตาหล้าผ่านมาเจอระเบิด ถึงสติแตกร้องลั่นบ้านเผ่นหนีตูดแป้น

    ศามนไปทำงานวันรุ่งขึ้น ขณะที่อยู่ที่โรงอาหารกับอนุกูล วรรณศิกากับพัชนีนั่งกิน มึนตึงอีกโต๊ะ ศามนบ่นให้อนุกูลฟังว่ารัมภากินยาพวกนี้มานานน่าจะเพี้ยนไป อนุกูลไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่เชื่อเรื่องผี แล้วถามว่า ถ้าคุณภาเขาไม่ยอมไปหาหมอจะทำยังไง?

    “ความรัก...ตอนรัสตี้เป็น หมอบอกว่าพวกเขาต้องการความรัก ความสนใจ ผมจะหยุดสองสามวันพาไปเที่ยว...ให้เวลาเขาสักหน่อย...”

    แต่พอเสนอเรื่องนี้ รัมภากลับไม่ยอมทิ้งลูกไปต่างจังหวัดกันสองคน ขอให้เที่ยวในกรุงเทพฯคิดถึงลูกจะได้โทร.ถามครู ศามนได้แต่ตามใจ...เดือนแรมทำหน้าที่มดแดงแฝงพวงมะม่วงตามเคย พอมารู้ว่าผัวเมียเขาจะไปแฮปปี้กันสองคนถึงกับอารมณ์เสีย ด่าศามนว่า รู้ว่ามันบ้ายังไปตามใจมันอีก โง่ชะมัด...ไม่เพียงเท่านั้น ศามนจะชวนไปดินเนอร์ให้แสงเทียนส่องแวมๆโรแมนติก รัมภาขอกลับไปพาลูกมาทานข้าวด้วยกัน ว่าแล้วรีบโทร. บอกครูทันใด...ปล่อยให้ศามนเปลี่ยนชื่อเป็นสุดเซ็ง

    ooooooo

    วันนี้ศามนพารัมภาไปเที่ยวเกาะเกร็ด เขาพลอยสบายใจเมื่อเห็นรัมภาเที่ยวดูการปั้นดินเผา ทั้งลงไปคลุกกับพวกเด็กด้วย เพราะลูกของเธอไปโรงเรียน...ส่วนพวกยายคำ ตาหล้า พาบุญสืบไปเที่ยวตลาดเหมือนกัน...

    น้อยกับพวกเห็นบุญสืบสะบัดก้นนำพ่อแม่มาเที่ยวตลาดสด พอถึงร้านก๋วยเตี๋ยวก็ทักว่า ยายคำพาลูกสาวมาเที่ยวตลาดเหรอ บุญสืบรีบเปลี่ยนท่าทางจากแต๋วเป็นชายชาตรี ถามว่าใครลูกสาว ท้าผัวเจ๊มาต่อยกันไหม แอนร้อง บอกว่า แหม...แมนมากเลย แล้วแกล้งกระซิบว่าไอ้ตัวดำๆ ล่ำมันขนผักอยู่ท้ายตลาด...บุญสืบหูผึ่ง หันไปถาม ว่าไหน...อยู่ไหนยะหล่อน พวกน้อยพากันฮาตึง ตาหล้าเตือนลูกชายแต๋ว ยายคำรีบบอกว่า วันนี้เจ้านายไม่อยู่ ให้ตังค์ไว้ออกมาหากินเอง พวกน้อยเพิ่งรู้ว่าคุณศามนพาเมียเที่ยว...ทั้งเห็นเดือนแรมพาบ่าวดีดี้มาด้วย จึงร้องดังๆ

    “ต๊าย คุณศามนยังพาเมียเที่ยวอีกหรือ น่ารักจัง แบบนี้พวกมดแดงแฝงพวงมะม่วงหน้าแตกยับน่ะสิ อุตส่าห์เทียวไปมาเกาะมะม่วงแจ” ว่าแล้วทีมสามสาวหันไปยิ้มหวานกับเดือนแรมที่ตาขวางเดือดอยู่หลายปุด แล้วยังทยอยกันขย่มเดือนแรมเรื่องแย่งศามน เจี๊ยบจะไปสั่งก๋วยเตี๋ยวกิน เดือนแรมเดินไปหาเฮียก๋วยเตี๋ยวบอกว่า เธอเหมาหมดนี่ ไอ้ที่จะสั่งกินนั่งกระดิกหางอยู่นี่ สาดน้ำร้อนใส่ให้ร้องเป๋งหางจุกทวารหนีไปเลย สามสาวร้องอ้าวพร้อมกัน ออกอาการจะเอ๋ยเยอกันให้ตลาดแตกไปเลย

    เดือนแรมตาขวางใส่ สามสาวบอกเหมาก๋วยเตี๋ยวก็เหมาไป โต๊ะเก้าอี้ไม่เกี่ยว เรานั่งต่อฮ้อๆ...เดือนแรมแค้น สั่งเหมาโต๊ะเก้าอี้ทันที แล้วไล่สามสาวออกจากตลาดของเธอ พวกน้อยยืนกรานไม่ไป อยู่ตลาดนี้ได้มีของดีๆดูหายเหงา บุญสืบหมั่นไส้เดือนแรมอยู่แล้ว ถามว่าจะดูอะไร?

    “ขืนย้ายไปก็ไม่ได้ดูเขาแย่งผัวชาวบ้านน่ะซี” เจี๊ยบตอบชัดเจ๋ง ดีดี้เอาก๋วยเตี๋ยวที่เหมาใส่ถุงมายืนข้างๆ เดือนแรมรีบคว้าถุงโป๊ะหัวเจี๊ยบ ถึงกับร้องจ๊ากด่าคุณนายจอมปลอม แอนแอบไปเอาถั่วงอกแช่ผักมาเทใส่เดือนแรม หัวเต็มไปด้วยผักนานาชนิด จนร้องอี๊อย่างรังเกียจ...แล้วนาฏศิลป์ฟ้อนเล็บทั้งสองคณะก็เริ่มขึ้น สามสาวรุมล้อมคุณนายกับบ่าว บุญสืบจะไปเอาน้ำซุปมาให้สามสาวใช้ พ่อแม่ห้ามไว้ น้ำร้อนๆ ถึงตายติดคุกหัวโต ดึงลูกแต๋วพากลับ แต่ก่อนที่จะอดดูการเล่นสงกรานต์ก๋วยเตี๋ยวกัน บุญสืบแอบไปเอาตะกร้าผักที่เขาหั่นไว้แล้วมาเทใส่หัวเดือนแรม ก่อนจะเผ่นหนีไป

    ooooooo

    ที่ร้านอาหารในบริษัท อนุกูลเดินมาเห็นวรรณศิกา กับแม่ชีพัชนีกำลังนั่งทานกันอยู่ อนุกูลมาคนเดียวได้อาหารจานเดี่ยวเดินมาขอนั่งด้วย แหย่พัชนีแม่ชีของเขาเล็กน้อย แล้วขอดีกันด้วยการตักน่องไก่ใส่จานให้เธอ วรรณศิกาบอกทันทีว่า หยอกกันวันละนิดจิตแจ่มใสว่างั้นเถอะ แล้วเธอบอกว่า เดี๋ยวโทร.หาคุณมนดีกว่า ไม่รู้สนุกกันแค่ไหน

    ศามนอยู่กับรัมภารับสาย พอรู้ว่าทั้งสามคนมีแผนจะไปพักหัวหินบ้านพักของอนุกูล แต่นายใหญ่จะ มาเมืองไทยคงไปไม่ได้ ศามนรีบบอกทันทีว่า นายใหญ่มาก็มีทีมต้อนรับอย่างดีอยู่แล้ว ไม่ว่าที่โรงแรมหรือที่ประชุม ศามนบอกเขาจะอยู่เอง ทั้งสามคนไปพักผ่อนให้สบาย

    อนุกูลขอมือถือมาคุยบ้าง ศามนบอกว่ามาเที่ยวเกาะเกร็ดก็แฮปปี้ดี พอถามถึงคุณรัมภา ศามนบอกว่าหมู่นี้อาการดีมาก รัมภายิ้มได้หัวเราะเป็นก็ตอนนี้

    ooooooo

    เมื่อมาถึงบ้านในตอนค่ำ บุญสืบมารับเด็กทั้งสองในชุดนักเรียนเข้าบ้านเล็ก ศามนกระซิบกับรัมภาว่าคืนนี้นอนด้วยกันนะ รัมภายิ้มเขิน บอกสามีทันทีว่า ก็ได้ค่ะ แล้วขอตัวไปดูลูกๆก่อน ศามนหอมแก้มเธอ บอกเสียงระรื่นว่าวันนี้เป็นวันดีที่สุดในโลกเลย...

    เดินเข้าบ้านไม่กี่ก้าวได้ยินมือถือดังขึ้น พอกดดูเห็นเป็นเดือนแรมโทร.มา จึงรีบตัดสาย

    เดือนแรมนั่งหน้ากระจกที่บ้านของเธอ มองมือถือที่ถูกตัดไปด้วยความแค้นเคือง มาตัดสายกันแบบนี้...

    หรือว่าไม่สนใจเรา...ทำไงดี...ลุกขึ้นถามตัวเองว่าจะทำยังไงดี?...เดือนแรมเดินไปมาจะบ้าตาย

    “ใจเย็นๆข้าจะช่วยเอ็งเอง...ข้ายังอยู่ทั้งคน...เอ๊ย...

    ยังอยู่ทั้งผี...ฮ่าๆๆ” ผีอีแพงหัวร่อวางก้าม

    เดือนแรมได้ยินแว่วๆมาจากข้างตัว ไม่เห็นใคร มองไปรอบๆชักจะเริ่มหนาว...ไม่รู้ว่าเสียงใครว่าแล้วโดดขึ้นเตียงคลุมโปงเสียแน่น กลัวมือผีลอดเข้ามา

    ส่วนที่เรือนใหญ่...วิญญาณทวดอบเชยได้แต่หม่นหมองเศร้าซึม ห่วงลูกหลานที่กำลังตกอยู่ในกำมือของผีอีแพง...แต่ตัวเองไม่มีอำนาจพอจะจัดการกับมันได้...ยามนี้ ทวดอบเชยจึงได้แต่ปาดน้ำตา ร้องเพลงกล่อมลูกหลานที่บ้านใหญ่...

    ส่วนที่หน้าบ้านเล็ก วิญญาณผีร้ายของอีแพง...มันมีอาการเหมือนคนบ้าเช่นเดียวกับตอนที่มันเป็นบ้าแล้วก็จบชีวิตลง มันทัดดอกไม้แดง ฮัมเพลง ร้องเพลง แล้วรำวงอย่างสนุกสนานเหมือนบ้าคลั่ง ใต้แสงจันทร์และดาวพร่างที่กลางฟ้า มันคลั่งเหมือนหลงเงากระต่ายบนดวงจันทร์...แต่แล้วมันหันไปเพ่งเข้าไปในบ้านเล็ก ประกาศฟ้าประกาศิต

    “คืนนี้แหละ อีชื่นกลิ่น ครอบครัวเอ็งจะพินาศ” มันหันไปที่เสาไฟฟ้า...ส่งสายตาที่แทบลุกเป็นไฟพุ่งไปหม้อแปลงไฟพลันระเบิดสนั่น ประกายไฟกระจายไปทั่วอย่างน่ากลัว

    รัมภาอยู่ที่หน้ากระจกกำลังแต่งตัวให้ไลล่า ตกใจที่ไฟฟ้าดับพรึบลง รัสตี้เรียกถามแม่เสียงศามนร้องเรียกบุญสืบรีบไปดูฟิวส์หลังบ้านที...เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ เขาจึงต้องรีบไปดูเอง...

    วิญญาณผีอีแพงยังอยู่ที่หน้าบ้าน เมื่อทำหม้อไฟระเบิด ไฟดับแล้ว...มันกลับมาเอาเพลงกล่อมลูกที่อบเชยเคยร้องกล่อมลูกหลานมาร้องเป็นการเยาะเย้ย แล้วถากถางอบเชย

    “รักลูก ปกป้องลูกจนไม่สนใจคนอื่น เอ็งต้องได้รับกรรมของเอ็ง อีอบเชย อีชื่นกลิ่น”

    ผีอีแพงเริ่มสำแดงอิทธิฤทธิ์ ประตูบ้านเล็กที่ปิดอยู่เปิดผางออก กิ่งไม้ใบหญ้าถูกพัดกรูเข้าบ้าน...ผีอีแพงกำลังจะเข้าไปขย้ำรัมภากับเด็กๆ อบเชยปรากฏตัวขวางผีอีแพงไม่ยอมให้เข้าไปในบ้านเล็ก

    อีแพงตวาด ด่าว่าอีแก่อบเชยยังไม่เข็ด อบเชยไม่หวั่น จะเป็นจะตายต้องปกป้องลูกหลานให้ได้ อบเชยทุ่มพลังที่มีตบผีอีแพงถลาไปคลุกฝุ่น อีแพงสะบัดตัวขึ้นใช้พลังมนต์ดำเข้าถล่มอบเชยจนกระเด็นไถลไปตามพื้น อบเชยร้องครวญครางเจ็บปวด เห็นผีอีแพงก้าวเข้าประตูบ้านเล็กไป อบเชยประคองร่างสะบักสะบอมตาม แต่ชนของแข็งที่ประตูจนล้มลง เพราะมนต์ดำครอบบ้านนี้ไว้แล้ว อบเชยได้แต่ร้องเรียกแม่ชื่น เหมือนจะเตือนให้ลูกสาวรีบป้องกันตัว...

    ผีอีแพงหัวเราะชอบใจ...ก่อนจะหายเข้าไปในบ้านเล็กนั้น

    ooooooo

    หลังจากผีอีแพงขู่จะฆ่าลูกแฝดของเธอ รัมภายิ่งกอดรัดลูกทั้งสองไว้แน่นในความสลัวของห้องจนลูกลืมตาขึ้นมาถามแม่ว่า เกิดอะไรขึ้น รัมภามองหาศามน ก็กำลังหาจุดที่ทำให้ไฟดับ และแล้วรัมภาก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงลากโซ่ ตามด้วยกริ่งเคาะลูกกรงและเสียงเขมรสวดมนต์ดำดังมาอย่างคุ้นหู

    “ฟังแม่นะลูก...หนูทั้งสองต้องอยู่กับแม่ เราจะจับมือกันไว้อย่างนี้ ห้ามปล่อย แม่พาไปไหนก็ต้องไป เข้าใจไหมลูก” เด็กทั้งสองต่างซักเกือบพร้อมกันว่า มีอะไรหรือหม่ามี้

    เด็กทั้งสองได้ยินเสียงเปิดประตู มองไปไม่เห็นใคร แต่มีควันดำลอยเข้ามา ไลล่าถามด้วยความกลัวว่าใครมา แด้ดดี้ก็ไม่มา...แล้วจู่ๆพรมที่พื้นปรากฏร่างหนึ่งอยู่ใต้พรม รัมภาได้ยินโซ่กระทบพื้น

    “แม่ดูนั่น” รัสตี้ชี้ให้แม่ดูการเคลื่อนตัวของไอ้ตัวใต้พรม...ทั้งสามคนตัวสั่นสะท้าน เห็นตัวใต้พรมมุดขึ้นมาบนเตียง กระดืบมาตามผ้าห่ม รัมภารีบกระโดดลงจากเตียง พร้อมกับลากดึงลูกลงไปด้วยกัน สั่งลูกให้วิ่งเร็วที่สุดออกจากห้องมาด้านหน้า...

    บรรยากาศภายนอกเพิ่มความน่ากลัวยิ่งขึ้นเมื่อไฟดับหมด แม้ดวงจันทร์ที่รุบรู่ยังเจอพายุพัดโหม กิ่งไม้ใบหญ้าถูกพัดกระหน่ำแทบหักโค่น เมฆหมอกหมุนบดบังจันทร์เป็นระลอก รัมภากอดลูกมาที่ห้องโถง มองหาสิ่งที่จะพอเป็นอาวุธ เห็นไม้ตะขอ ไม้กอล์ฟอยู่ใกล้ๆ รัมภามองเห็นมีดวางใกล้จานผลไม้...แล้วมีดนั้นก็สั่นขึ้นมากระทบจานดังรัว ปลายมีดหันมาทางเธอกับลูก

    “นั่น...มีด...หนีเร็ว หนีไปนอกบ้านนี้” รัมภาทั้งลากทั้งจูงล้มลุกคลุกคลานหนีตายออกนอกบ้าน ลูกถามว่าจะไปไหน รัมภาหยุดมองไปทางไหนมีแต่ความมืด เห็นทางเพียงลางๆรีบตอบคำถามลูก “เราอยู่บ้านนี้ไม่ได้อีกแล้วลูก แม่จะพาไปนอนโรงแรม” รัมภานึกได้รีบพาลูกวิ่งมาที่รถ เอาลูกขึ้นนั่งข้างๆเธอเองนั่งที่คนขับ เอากุญแจมาสตาร์ตแต่เครื่องไม่ติด เธอร้องลั่นด้วยความคับแค้น...พอมองกระจกส่องหลังเห็นผีอีแพงหน้าเก่ายิ้มหลอกหลอน รัมภาร้องสั่งลูกให้รีบลงรถ เธออ้อมมาลากแขนรัสตี้ดึงไลล่าพาวิ่งหนีฝ่าลมฝนที่ซัดมาอย่างหนัก...บอกลูกต้องไปถนนใหญ่...รีบวิ่งข้ามสะพานไปทางบ้านใหญ่ นายหล้าวิ่งมาจากเรือนคนใช้เห็นรัมภากับลูกวิ่งไม่คิดชีวิตผ่านไป จึงร้องเรียกถามคุณผู้หญิงจะไปไหน พอไม่ได้รับคำตอบ หล้าวิ่งกลับเข้าไปหาเบอร์โทร.ตามพวกไฟฟ้ามาช่วย

    ทางศามนกับบุญสืบยังวิ่งหาจุดที่จะต่อไฟให้ได้ เนื้อตัวเปียกมอมแมม บุญสืบให้พ่อไปหาเบอร์นานแล้วยังไม่ได้ รีบวิ่งเข้ามาในบ้าน ศามนร้อนใจวิ่งตามเข้ามา นายหล้าจอมขี้ลืมเปิดปากบอกเมื่อนึกได้ โพล่งออกมา...

    “ตะกี้คุณผู้หญิงกับคุณหนู...” หล้าบอกแค่นั้น สมองหยุดทำงานจึงอ้าปากค้าง ศามนตะคอกทันที

    “ตาหล้า...คุณผู้หญิงกับคุณหนู...ทำไม” ถูกถามเอาเรื่อง ตาหล้าหัวหด ยิ่งจำอะไรไม่ได้ ยกมือไหว้ปลกๆ บุญสืบรำคาญพ่อ ตบหลังป้าบ คำพูดตาหล้าจึงระเบิดพรวดออกมา

    “คุณผู้หญิงพาคุณหนูทั้งสองวิ่งออกไปจากบ้าน ไปทางถนนใหญ่ครับ”

    ศามนคิดว่ารัมภากับลูกๆอยู่ในบ้าน กลับเป็นอย่างนี้...ศามนไม่พูด กระโดดพรวดเดียวถึงหน้าบ้าน แล้วมุ่งไปทางถนนใหญ่ บุญสืบยัดเบอร์โทร.ให้พ่อรีบโทร. เขาโกยอ้าวตามศามนไปทันที

    ooooooo

    ทวดอบเชยนั้นรู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ไฟดับแล้ว จึงพยายามวิ่งห้ามรัมภากับลูกๆไม่ให้ไปถนนใหญ่ มันมืดค่ำ ทั้งพายุฝน ให้มาที่บ้านใหญ่ดีที่สุด แต่รัมภากับลูกไม่ได้ยินเสียแล้ว...ไม่ได้ยินแม้เสียงร้องเรียกของศามนกับบุญสืบที่วิ่งตามเหมือนคนบ้า

    เมื่อรัมภาพาลูกมาถึงถนนใหญ่ ถนนยามค่ำคืนที่น่ากลัวนี้ ไม่มีทั้งคนและรถราวิ่งมาแม้แต่คันเดียว...รัมภาบอกลูกข้ามไปรอแท็กซี่ฝั่งตรงกันข้ามดีกว่า ว่าแล้วดึงลูกทั้งสองข้ามถนน...แต่พอถึงกลางถนนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆหักโค่นลงมาระเนระนาด ไลล่าร้องกรี๊ดยาว ตัวสั่นงันงก ร้องบอกแม่ไม่ไป แล้วสลัดหนีวิ่งย้อนกลับ รัมภาตกใจวิ่งตามไลล่า ทิ้งรัสตี้คนเดียวยืนมองที่กลางถนน

    ถนนที่เปลี่ยวว่างตลอดมานั้น บังเอิญมีแสงไฟหน้ารถสว่างวิ่งมาแต่ไกล พอกระชั้นเข้าใกล้ รัสตี้ตกใจทำอะไรไม่ถูก...จากไฟหน้ารถ ศามนเองวิ่งมามองเห็นรัสตี้ยืนนิ่งจังงังอยู่กลางถนน บุญสืบหยุดชะงักขาตายกรี๊ดออกมา รัสตี้เรียกหาแม่แต่ไม่ขยับ...รัมภาได้ยินเสียง ศามนร้องพลางวิ่งมา ให้รัสตี้หลบรถบรรทุก

    เมื่อรถวิ่งมาใกล้ คนขับตาเหลือกรีบหักหลบเด็ก รถถลาไปจูบต้นไม้ดังสนั่นหวั่นไหว...เมื่อทุกอย่างสงบลง มีแต่ควันพุ่งออกมาจากทางหน้ารถ...ศามนโดดเข้าอุ้มรัสตี้ กอดลูกที่ตัวสั่นงันงกไว้กับอก...รัมภายืนช็อกไปหลายอึดใจ เดินเข้ามาเหมือนกับว่าตัวเองทำผิด ศามนมองเธอเหมือนจะเคี้ยวให้แหลกไปด้วยความโกรธ...

    หลังจากความหวาดเสียวเหมือนเล่นกับความเป็นความตายของรัสตี้ผ่านไปแล้ว เจ้าหน้าที่มาทำหน้าที่เกี่ยวกับคดีรถบรรทุกหลบรัสตี้ชนต้นไม้ ไฟฟ้าคืนสู่ความสว่าง พายุฝนหายไปแล้ว เด็กๆได้รับการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเช็ดเป่าผมเรียบร้อย

    รัมภากับศามนเริ่มอารมณ์สงบลง จึงเริ่มปรับคลื่นลมเพื่อให้เข้ากันให้ดีที่สุด แล้วรัมภาก็ยืนยันในจุดสำคัญของเรื่อง

    “ผี...มีผีในบ้านนี้ ผีจะทำร้ายลูกเรา มันจะฆ่าลูกเรา...นังผีตัวนั้น...ฉันเลยจะพาเขาไปอยู่ที่อื่น แต่รถสตาร์ตไม่ติด...” ยังไม่ทันจะพูดต่อ ศามนก็เครียดขึ้น เยาะความคิดของเธอทันที...เรื่องผีอีกแล้ว...รัมภาหมดความอดทนเขย่าแขนสามีด้วยอารมณ์ “ผีผู้หญิง ฉันเห็นผีตัวนั้นแล้ว มันจะฆ่าลูกเรา...คุณต้องเชื่อฉันนะคุณมน มีผีที่เรือนเล็กจริงๆ ฉันรู้ เขาโกรธเกลียดฉันกับลูก มันจะฆ่าลูกเรา เชื่อฉันนะ เชื่อฉัน”

    ศามนลุกขึ้นตบรัมภาจนหน้าหัน...เดือนแรมเข้าบ้านมาเห็นพอดี ชะงักกึก แล้วยิ้มสะใจ...แต่ทั้งรัมภาและศามนกลับนิ่งด้วยอาการช็อก มันเป็นการลงมือทำร้ายรัมภาเป็นครั้งแรก...แล้วศามนก็คำรามต่อ

    “คราวก่อนคุณตีหัวผม คราวนี้ลูกของเรา เกินไปแล้ว ลูกเราเกือบตายเพราะคุณ รู้ตัวไหม...รัมภา” เดือนแรมฟังแล้วผสมโรงเป็นคนกลาง ค่อยพูดจากันก็ได้ ศามนใส่ต่อ “ยานอนหลับบ้าๆนั่น ทำให้คุณประสาทหลอน ผีมีที่ไหน มีแต่คุณทำร้ายลูก ทำได้ไง ฝนตกฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ พาลูกไปยืนขวางรถสิบล้อกลางถนนได้ไง” ศามนขยับจะเล่นงานเมียอีก เดือนแรมหาคะแนนทันที ขอร้องศามน

    ให้พอก่อน ดึงแขนนัวเนียไปนั่งอีกทาง ปลอบว่า มันผ่านไปแล้ว ลูกแฝดของเราไม่เป็นอะไรแล้ว...ศามนนั่งกุมหัว...เดือนแรมแอบยิ้มพอใจที่ผัวเมียหวิดฆ่ากันตาย

    ooooooo

    ชายหาดหัวหินถิ่นสำราญบานใจ อนุกูลนอนเก้าอี้ผ้าใบใส่แว่นดำทำเป็นหลับ แต่สายตาวาวเป็นแมวเห็นปลาย่าง ปลาสาวตัวอ่อนๆในชุดอาบน้ำตัวจู๋ นอนเขย่าเท้ารับลมทะเลเพลิน ทำให้อนุกูลพลอยเพลินล้ำหน้าไปถึงแปดเท่า...

    แต่แล้ววิมานที่กำลังเซิ้มๆ พังทลายลงทันที เมื่อพัชนีในชุดรัดกุมมายืนบังเต็มจอ เขาเห็นหน้าพัชนีแล้วอยากจะฆ่าหมกป่าโกงกาง มายืนบังวิวซู่ซ่าของเขาทำไม แล้วตำหนิว่า ดูสิมาชายทะเลแต่งตัวเหมือนอยู่บนเขาหนาวๆ แต่พัชนีกลับส่งมือถือให้ บอกว่าที่บ้านคุณรัมภามีเรื่อง เธออยากคุยกับเขา อนุกูลจึงรีบนั่งรับสาย

    รัมภาที่เรือนเล็กพูดกับอนุกูลเสร็จเดินมาบอกศามน...เธออยากไปสงบสติอารมณ์ จอยกับพวกอนุกูล วรรณศิกา และพัชนีที่หัวหิน ศามนรีบตัดบทว่า เขาไปไม่ได้ นายใหญ่จะมาประชุมที่กรุงเทพฯ รัมภาจึงบอกไม่เป็นไร เราห่างกันสองสามวันก็ดีเหมือนกัน รัมภาเดินผละไป เขารีบขวางแล้วถามว่า เธอโกรธเขาหรือ เขาขอโทษที่ตบเธอก็แล้วกัน รัมภาบ่นว่า เวลามีเรื่องเขาไม่เคยตีลูก อย่าว่าแต่ตัวเธอเลย แต่คราวนี้ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรไป ทั้งสองคนต่างก็บอกว่า นอนไม่หลับ รัมภาตัดพ้ออีก

    “เราอยู่ด้วยกันมา เชื่อใจกันตลอด แต่ตอนนี้คุณไม่เชื่อคำพูดของภาอีกแล้ว”

    “ไม่มีใครในโลกเขาเชื่อคุณหรอก ผีในโลกนี้มีที่ไหน”

    ศามนเริ่มตาขวางขึ้นมาอีก รัมภาพยายามอีกครั้ง อธิบายว่าเธอไม่อยากอยู่เรือนเล็ก กลับไปเรือนใหญ่ วิญญาณคุณทวดจะคุ้มครองพวกเรา ศามนจึงขยํ้ารัมภา พูดใส่หน้าว่า ผีเรือนเล็กยังมีผีเรือนใหญ่อีก รัมภายังพูดต่ออีกสองสามคำ ศามนจึงตัดปัญหา

    “คุณไปพักที่หัวหินเถอะ เราสองคนจะได้มีเวลาคิดเรื่องนี้อีกหน่อย กลับมาค่อยคุยกัน”

    สองคนจ้องตากัน...คล้ายจะยุติเรื่องไว้แค่นั้น

    แต่พอรัมภาจะให้คนยกกระเป๋าเสื้อผ้าเด็กๆไปด้วย ศามนก็เปิดไฮด์ปาร์กขึ้นอีกทันที เขาไม่ไว้ใจ ไม่ยอมให้ลูกไปกับรัมภา แต่รัมภายืนกรานว่า เธอกับลูกจะไม่ยอมคลาดสายตากันเป็นอันขาด จะไม่ยอมทิ้งลูกไว้ที่บ้านนี้เด็ดขาด...

    ขณะที่กำลังแย่งลูกกันอยู่นั้น วิญญาณทวดอบเชยก็ลุ้นให้รัมภาเอาลูกไปให้ได้ อย่าทิ้งไว้บ้านเล็กกับพ่อ ผีเปรตอีแพงจะมาทำร้ายหลานทวดแน่นอน

    ขณะที่สองผัวเมียแย่งลูกกัน ลูกถูกดึงแขนแทบหลุด เดือนแรมแอบมามอง ยิ้มพอใจภาวนาว่า รัมภาเอาเด็กแฝดไปให้พ้นๆ เธอจะได้ยำใหญ่ศามนให้แหลก

    คามือไปเลย...แต่เดือนแรมกลับไปเอาใจศามนด้วยการโอ๋เด็กๆให้อยู่กับพ่อ เธอจะช่วยดูแลเอง รัสตี้ฟังพ่อกับแม่ยกนํ้าทั้งห้าสายไหลมารวมกันแทบจะท่วมบ้านเมืองจนเอาไม่อยู่...

    ในที่สุด เมื่อไลล่านึกถึงยายทวดอบเชยที่ร้องเพลงกล่อม จึงเอามาร้องให้ทุกคนฟัง บอกว่าหม่ามี้ร้องให้หนูฟังทุกคืน ถ้าไม่มีหม่ามี้กล่อมไลล่าจะนอนได้ไง...วิ่งไปหาแม่ เธอกอดลูกจูบชื่นใจ ไลล่าชวนรัสตี้ไปด้วยกัน

    ศามนห้าม แต่รัสตี้บอก เขาจะไปดูแลน้องแทนแด้ดดี้ ขอโทษพ่อ แล้วเดินไปที่รถ บุญสืบมองตาขวางใส่เดือนแรมอย่างรู้ทัน...ผีอีแพงรำป้อพอใจ พลางร้องบอกเดือนแรม

    “ตานี้ละ อีเดือนแรมแจ่มจรัสเอ๊ย ได้ถูกหวย เอ้ย ...ได้ผัวชาวบ้านมาทำอะไรเซิ้มๆเล่น...แน่นอน”

    ooooooo

    เมื่อรัมภาขับรถมาถึงบ้านพักทรงแบบเก่าริมทะเลของอนุกูล ทั้งสามคนมาต้อนรับ พัชนีรีบพาเด็กๆไปเดินลุยชายหาดเล่น...

    อนุกูลเห็นรัมภาสนใจบ้านทรงโบราณจึงอธิบายว่า คุณปู่ทวดสร้างไว้ ท่านเป็นทหาร ต้องเข้าไปทำงานที่พระตำหนัก เลยมาสร้างบ้านไว้ที่นี่...ส่วนวรรณศิกาพูดด้วยความเห็นใจรัมภาว่า เรื่องที่เกิดน่าตกใจจริงๆทั้งถามว่า คุณรัมภาเชื่อจริงๆหรือว่ามีผี อนุกูลคิดว่ายังไม่ควรถาม จึงหันไปบอกคุณรัมภา ขอช่วยขนของเข้าบ้านพักก่อน เรื่องกรุงเทพฯทิ้งไว้ที่โน่น...พัชนีพาเด็กๆมาสมทบ เข้าบ้านพักกันก่อน...

    หลังจัดของและอาบน้ำอาบท่าแล้วชวนกันลงไปเดินเล่นชายหาด รับลมเย็นชายทะเลกันก่อน เด็กๆไม่สนใจอะไรอื่น นอกจากวิ่งไปเล่นน้ำกัน โดยมีพัชนีดูแล แล้วพามาเล่นทราย ใกล้ๆกับผู้ใหญ่ที่อนุกูลบรรยายว่า ที่นี่มีอะไรสนุกสนาน เป็นการเปิดสมองให้โล่ง นอกจากเล่นน้ำทะเลด้วยยานบินนานาและบานาน่าโบ๊ตแล้ว ยังมีคลับมีบาร์ให้สนุกกัน อยากทำอะไรให้บอก

    “ฉันอยากไปทำบุญที่วัดค่ะ” อนุกูลยกมือข้างเดียวไหว้ ร้องอามิตตพุทธ รัมภายิ้ม มองไปทางพัชนี

    “พาพี่ไปหน่อยได้ไหม คุณพัช วัดแถวนี้ก็ได้ หลังจากวันนั้นพี่ยังไม่ได้ทำบุญอีกเลย”

    อนุกูลค้านว่า ยายพัชไม่รู้จักวัดแถวนี้ เคยมาชายทะเลที่ไหน พัชนียืนยันหน้าตาเฉย ว่าเธอพอจะรู้จักอยู่บ้าง เล่นเอาจอมเจ้าชู้หน้าแตก...เพราะเขาไม่ชอบเสียงระฆัง ชอบเสียงนักร้องและนักแสดงประเภทรูดเสามากกว่า

    “พี่ห่วงคุณมนที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว อยากขอให้คุณยายทวดช่วยดูแลคุณมนน่ะค่ะ” รัมภาสรุป

    จากนั้นไม่นาน ชาวคณะก็มาถึงวัดโดยมีพัชนีนำไปจนได้...ขณะเดินในวัด พัชนีเล่าถึงความหลังชีวิตเธอว่าพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุตายทั้งสองคน จึงอยู่กับลุงช่วงตลอดมา ท่านธรรมะธัมโม เธอตามท่านไปวัดนั้นวัดนี้จึงรู้เรื่องวัดเยอะ อนุกูลขวาง ถามว่าแล้วทำไมไม่ไปเป็นสัปเหร่อ มาเป็นเลขาทำไม พัชนีว่าคำพระจ้อยๆ อนุกูลหาว่าพัชนีด่า พัชนีจึงแปลให้ฟัง “ความเป็นผู้สะอาด พึงทราบได้ด้วยถ้อยคำ” วรรณศิกาหนุนว่า นอกเวลางานพัชนีลุยได้เต็มที่ อนุกูลคำรามแฮ่ๆใส่

    “เดี๋ยวเถอะ ยายแม่ชี สามวันนี้อยู่ด้วยกัน เดี๋ยวมอมเหล้าแล้วปล้ำ” วรรณศิกาปรามอนุกูล แต่รู้ว่าขู่ พัชนีกลับรู้สึกว่าเขาเอาจริง เริ่มกลัว เขาจึงเปลี่ยนเป็นจะจับกดน้ำให้เข็ด แล้วชวนเด็กๆไปให้อาหารปลา

    พัชนีพารัมภาและวรรณศิกาไปถวายสังฆทาน กราบพระแล้วถวายของเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ... จากนั้นพากันกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ยายทวดอบเชย...

    วิญญาณของทวดอบเชยอยู่ที่เฉลียง มีลมพัดมากรูเกรียว ยังความสดชื่นเป็นสุขแก่ทวดอบเชย “ลูกชื่นกลิ่นของแม่ หนูทำบุญให้แม่งั้นหรือ...ดีแล้วลูก” ทวดอบเชยมีพลังวังชา...คิดจะทำอะไรสักอย่าง

    ooooooo

    เดือนแรมนั่งดูบัญชีตลาดอย่างแสนเซ็ง เพราะผิดหวังที่จะได้ไปรอคุณศามนที่บ้านเล็ก กลับถูกปฏิเสธว่าเขาไปต้อนรับเจ้านายจากเมืองนอกตั้งแต่เช้า สองยามจะหมดภาระหรือเปล่ายังไม่รู้ จึงไม่รู้จะทำยังไงดี ดีดี้เปรยขึ้นว่า จะไปคิดอะไรให้ยุ่งยาก อ้างเรื่องปรึกษางานสำคัญ ไปรอค้างคืนที่บ้านเขาไม่ดีหรือ เดือนแรมคิดตาม ดีดมือเปาะทันที...

    “นั่นสินะ นอนคิดบัญชีกันทั้งคืน อยู่กันสองต่อสอง หรือหนึ่งต่อหนึ่ง...ใครทนได้มารับรางวัลที่เดือนแรมดีไหมดีดี้” ทั้งสองนายบ่าวพากันหัวร่อร่า นึกถึงความสำเร็จแล้ว อยากบินไปบ้านเล็กในอึดใจเดียว แล้วปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่ง ยอมให้ผีเข้าทั้งคืน ฮ่าๆๆๆ...

    หัวร่อลงลูกคอครู่เดียว เสียงยายเพ็ญผู้ได้นั่งกิน

    นอนกินร้องเรียกมาจากในห้อง ดีดี้รีบบอกว่าเอาข้าวเย็นให้ทวดเพ็ญกินแล้ว จึงพากันมาที่ห้อง ยายทวดร้องเอาเรื่อง “ทอง...ทองของกู เอาทองกูไปไหน”

    เดือนแรมรู้ว่าทวดของเธอเกิดงกขึ้นมา จึงสั่งดีดี้ไปเอาทองของทวดมาให้ดู ดีดี้ชะงัก ร้องค้านขึ้นว่า เดือน–แรมเอาไปขายกินแล้วนี่นะ เดือนแรมจุ๊ปาก อย่าเสือกปากโป้ง เอาทองชุบสารพัดให้ดูเป็นของดีใส่ไว้ในกล่องนั่น ดีดี้พยักหน้า ชมว่านายข้าโกงเก่งตายชัก...แล้วดีดี้ก็เอากล่องทองสุกปลั่งมาวางให้บนโต๊ะ ยายทวดขยับเอาไม่ไหว จึงให้ดีดี้ยกกล่องที่หนักมากมาวางใกล้ๆ เปิดออกให้ดู หยิบขึ้นมาโปรย เพชรนิลจินดามากมาย ทวดเพ็ญตามัวๆใส่ก๋องขึ้นมาทันที พลางลูบคลำของมีค่าไปมาอย่างพอใจ เดือนแรมพึมพำกับบ่าวคู่ใจ เชิญทวดกอดให้สบายใจ แต่อย่าแรงนัก เดี๋ยวลอก ว่าแล้วเดือนแรมก็หัวเราะชอบใจที่หลอกทวดได้ เดินนำบ่าวออกจากห้องไป

    พร้อมกันนั้น วิญญาณสีขาวลอยมาล้อมตัวทวดเพ็ญ จนสะดุ้งเฮือก วิญญาณทวดอบเชยเข้าสิงร่างทวดเพ็ญให้ยืดอกผงาดแข็งแรงเป็นคนละคนกับคนแก่ทั้งหลาย

    ขณะที่เดือนแรมกับบ่าวจัดข้าวของเตรียมไปบ้านเล็กตามแผนที่ช่วยกันวางไว้ ได้ยินเสียงลากรองเท้ามา ต่างมองหน้าว่าใครเดินมา ไม่ใช่ยายทวดเพ็ญแน่ เพราะเดินไม่ไหวแล้ว...ทั้งสองมองไป ถึงกับตะลึง ยายทวดเพ็ญมายืนจังก้าสองขาแข็งแรง

    “อีเดือนแรม อีนังชั่ว กูจะฆ่ามึง” เพ็ญเดินไปหาเดือนแรม ดีดี้หลบวูบวิ่งหนี มือทวดเพ็ญบีบคอเดือนแรมจนแทบขาดใจ พยายามบอกว่านี่เดือนแรม หลานแท้ๆ

    ของยายทวดนะ แต่เสียงยายทวดคนนี้ไม่เหมือนเดิม ดีดี้รู้ว่าผีแน่ๆ รีบมุดใต้โต๊ะ...เดือนแรมวิ่งหนี ยายทวดเพ็ญดึงตัวมาตบซ้ายขวาไม่ยั้ง ทั้งสั่งสอนให้เลิกยุ่งกับศามนเสีย เดือนแรมไม่ยอม บอกไม่เลิก ทวดไม่มีสิทธิ์มายุ่งสิทธิมนุษยชน...พอยายทวดเพ็ญจะตบอีก ควันดำผีอีแพงลอบเข้ามา ยายทวดเงื้อมือค้าง เดือนแรมงง มันอะไรกันเนี่ย ควันดำกลายเป็นผีอีแพง

    “อีอบเชย มึงมาสิงยายเพ็ญอีกแล้ว” ผีแพงตบทวดเพ็ญคว่ำไปทันที แต่เดือนแรมกลับเห็นอบเชยล้มลง แต่ไม่เห็นอีแพง ที่บอกให้มันรู้โดยสัมผัสพิเศษว่า เพ็ญเป็นข้าเก่านังอบเชย อบเชยจึงเข้าสิงนังเพ็ญได้บ่อยๆ แล้วสั่ง

    “นังเดือนแรม หยิบมีดนั่นมา” เดือนแรมจำต้องไปหยิบมีดมา “ฆ่ายายเพ็ญซะ จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป”

    “ฆ่ารึ...เขาเป็นทวดฉันนะ” ผีอีแพงสั่งให้ฆ่าอีก เดือนแรมลังเล เสียงเพ็ญกร้าวขึ้น

    “เสียใจ วันนี้ไม่ใช่วันของเอ็ง แต่เป็นวันของข้า” ทวดเพ็ญเดินมาจับข้อมือเดือนแรมบิด มันร้องกรี๊ด มีหล่นลงพื้น หน้าเพ็ญกลายเป็นหน้าอบเชย แล้วกลายเป็นหน้าผีเน่าเฟะ เดือนแรมกลัว หวีดร้องล้มลงสลบคาที่

    “นังเดือนแรม...โธ่ อีโง่เอ๊ย” ทวดเพ็ญพลอยลมใส่หมดลมไปอีกคน เมื่อวิญญาณทวดอบเชยออกจากร่างเพ็ญไป ผีแพงบ่นเสียดาย

    “จะให้ไปปล้ำศามนคืนนี้ ในที่สุดก็ไม่สำเร็จ...ดันมาสลบไปซะก่อน อีเวร”

    ooooooo

    เมื่อเสร็จจากทำสังฆทานแล้ว รัมภาสบายใจยิ่งขึ้น จึงเดินดูความร่มรื่นไปอีกด้านของวัด แล้วรัมภาเกิดความสนใจมากขึ้น เมื่อมองเห็นชายหญิงกลุ่มหนึ่งกำลังเดินจงกลม ขณะที่พัชนีอธิบายถึงการปฏิบัติธรรมของที่นี่เท่าที่พอจะรู้

    สาวสวยคนหนึ่งในชุดขาวท่าทางทันสมัยและคล่องแคล่ว เรียกมาจากด้านหลัง ให้ทั้งสามเข้าไปนั่งคุยกันก่อน ทั้งสามคนเห็นพ้องกันว่าน่าสนใจมาก เมื่อเธอผู้นั้นแนะนำตัวว่าชื่อศศิ เป็นวิทยากร ดูแลผู้ปฏิบัติธรรมของที่นี่...พอรัมภาบอกว่าเธอมาทำสังฆทานเพราะมีเรื่องไม่สบายใจ ศศิเริ่มพูดถึงการ “ทำทาน” และร่ายยาวถึงการทำทาน...เปรียบการทำทานร้อยครั้งยังได้บุญน้อยกว่าสร้างโบสถ์วิหาร สร้างวิหารร้อยครั้งไม่เท่าธรรมทาน แต่ธรรมทานร้อยครั้งไม่เท่า อภัยทานครั้งเดียว”

    “หมายถึงการให้อภัยหรือคะ” วรรณศิกาพยักหน้าแต่ถาม รัมภาซักต่อ “หมายความว่า ถ้าเราอยากทำบุญ เราก็ทำได้ทุกที่ใช่ไหมคะ”

    “ถ้าเราไม่สบายใจ เราทำทานมีความสุขก็จริง แต่สุขได้ประเดี๋ยวเดียว เราสามารถทำบุญได้สูงกว่าให้ทาน...บุญที่สูงกว่าให้ทานคือศีล ผู้รักษาศีลห้า สามารถดับทุกข์ที่ต้นเหตุ” ศศิชี้ไปยังผู้ปฏิบัติธรรม “พวกเขากำลังทำบุญที่สูงกว่าศีล คือการภาวนา...”

    “คุณศศิคะ ถ้าเราถูกจองเวรจองกรรมด้วยวิญญาณร้าย เราต้องทำยังไงคะ” รัมภาถามจี้เรื่องผี

    “มีเรื่องเพราะเราไปทำเขาก่อน เราต้องรับวิบากกรรมนั้นๆ วิบากกรรมในโลกนี้ต้องมีวันจบ อดทนไว้นะคะ” ศศิส่งนามบัตรให้ บอกว่าแล้วเราจะได้คุยกันมากขึ้นในวันหลัง พอดีกับอนุกูลพาเด็กทั้งสองมาบอกว่าเด็กๆหิวแล้ว ศศิไหว้ลา ทุกคนรีบไหว้ตอบ รัมภามองนามบัตร เริ่มรู้สึกมองเห็นทางออกแล้ว...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    สมบัติมหาเฮง EP.8 เมธีและพวก ตามหาบันทึกจนเจอ แต่ถอดความไม่ได้

    สมบัติมหาเฮง EP.8 เมธีและพวก ตามหาบันทึกจนเจอ แต่ถอดความไม่ได้
    30 ก.ย. 2563

    03:15 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพุธที่ 30 กันยายน 2563 เวลา 05:14 น.