ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    บ่วง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    แทนที่จะไปวัด รัมภาพาอนุกูล พัชนี และวรรณศิกาไปบ้านศศิซึ่งเปิดเป็นศูนย์วิปัสสนา บรรยากาศที่นี่เงียบสงบ สถานที่ก็สวยงามราวรีสอร์ต

    “คุณศศิที่เราเจอที่วัดที่หัวหินจำได้ไหม ฉันโทร.คุยกับเธอเมื่อวาน ที่จริงเธอเป็นนักธุรกิจ มีการงานดีๆทำ ตอนนี้เธอยกบ้านหลังหนึ่งของเธอให้เป็นที่ฝึกปฏิบัติภาวนา มีพระมาเทศน์ มีครูมาสอน”

    “ปัจจุบัน ศาสนาพุทธไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ในวัดอย่างเดียว การฝึกจิตแบบพุทธกลายเป็นคอร์สเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก อย่างที่ฮาวาร์ดกำลังจะเปิดศูนย์พุทธปรัชญาด้วยซ้ำ” พัชนีอธิบายเสริมด้วยความภาคภูมิใจ

    เมื่อศศิเดินนำกลุ่มของรัมภาไปยังมุมสื่อการสอน เธอพารัมภามาหยุดที่กระจกเงา เห็นรูปหัวใจสีแดงเขียนคำว่า “ใจ”

    “ให้มองดูสารรูปตัวเองใช่ไหมคะ จะได้ปลงอนิจจัง ฉันมองแล้วเห็นแต่คนหน้าตาสวยๆ ทำยังไงดีคะ” วรรณศิกาพูดติดตลกจนหลายคนยิ้มขำ

    ศศิหยิบรูปหัวใจอีกดวงสีขาวเขียนคำว่า “จิต” เตรียมให้รัมภา “อยากจะจัดการกับปัญหาทางจิตใจ ต้องเข้าใจการทำงานของใจก่อน ใจมีหน้าที่วิ่งไป จิตมีหน้าที่ตามดู เหมือนดูเงาในกระจก”

    ทุกคนทำความเข้าใจตามศศิ รัมภาพูดได้อย่างถูกต้อง “ใจวิ่งไป แยกจิตออกมาดูเหมือนดูเงาในกระจก”

    ขยับกันไปอีกนิดเป็นสื่อการสอนชุดที่สอง มีกระดาษรูปไฟเขียนคำว่า โลภ โกรธ หลง และมีหัวใจสีแดงวางเหนือคำทั้งสาม

    “ใจของเรามีธรรมชาติวิ่งไป เดี๋ยวคร่ำครวญอดีต เดี๋ยวกังวลอนาคต และมักวิ่งเข้าหากองทุกข์สามอย่าง นั่นคือความอยาก ไม่อยาก ความโกรธอาฆาต และความหลง ความไม่รู้...วิธีฝึก ก็จะให้จิตคอยมองไปที่ใจ ทันทีที่รู้ นั่นคือรู้สติ เป็นเวลาที่มีสติ”

    “แค่รู้หรือครับ” อนุกูลเอ่ยเบาๆ

    “ค่ะ แค่รู้ เวลาที่คุณโกรธ คุณกำลังคิดถึงแต่ความเลวของคู่กรณี แล้วจู่ๆเกิดฉุกคิดได้ว่ากำลังโกรธ ต้องระวังตัว มือที่จะไปหยิบมีดฆ่าเขาจะชะงัก เรียกว่ามีสติขึ้นมา ถูกต้องไหมคะ”

    ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ ศศิหยิบรูปตุ๊กตาลิงมาติดไว้ที่หัวใจสีแดงที่อยู่บนกองไฟทั้งสามกอง เพื่อแสดงให้เห็นจิตที่มีนิสัยเหมือนลิงวิ่งไปหาอารมณ์ทั้งสาม

    “ใจของเรามีนิสัยเหมือนลิง ลิงไม่อยู่นิ่ง วิ่งไปทั้งอดีต อนาคต วิ่งไปที่กองทุกข์ตลอดเวลา” ศศิอธิบายพร้อมสาธิตนำเชือกมาล่ามคอลิงไว้กับเสาไม้เล็กๆ “เราต้องฝึกลิงแสนซน เราก็ล่ามมันไว้กับกาย ฝึกไปเรื่อยๆ เมื่อลิงเชื่อง ก็จะควบคุมได้ง่าย”

    การอธิบายโดยใช้หลักของธรรมชาติและความเป็นจริงทำให้ทุกคนเข้าใจได้ง่าย และรู้สึกไม่เบื่อหน่ายกับธรรมะ เสร็จแล้วศศิยังพาทั้งกลุ่มไปดูผู้คนที่จดจ่อกับการทำสมาธิ เดินจงกรม

    “ฝึกสติไว้กับกาย ไว้กับลมหายใจ คือที่เราฝึกสมาธิ พุทโธ พองหนอยุบหนอนี่ใช่หมด เอาสติไว้กับเท้าคือเดินจงกรม เวลากินอาหาร เข้าห้องน้ำ เราก็ทำได้ นี่คือการฝึกในชีวิตประจำวัน ลมเข้ารู้ ลมออกรู้ เดิน ขยับ จับ ปล่อย...รู้ นอกจากนี้เวลาฝึกต้องสนใจแต่ปัจจุบันขณะ ตอนนี้โกรธ เห็นโกรธแล้ววาง ตอนนี้ด่าแล้ว เห็นด่าแล้ววาง ตอนนี้ด่าจนเหนื่อย เห็นเหนื่อยแล้ววาง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นสามัญลักษณะสามประการของโลกใบนี้ ใช่ไหมหนูพัช”

    พัชนียิ้มรับและอธิบายต่ออย่างฉาดฉาน “ความจริงของธรรมชาติ ทุกสรรพสิ่งมีลักษณะสามข้อ ข้อหนึ่งคือไม่มีอะไรยั่งยืน ให้ทุกข์แค่ไหนก็มีวันจบ ข้อสองทุกสรรพสิ่งมีภาวะที่ทนไม่ได้ เช่น นอนให้สบายยังไงประเดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนท่า ไม่งั้นก็จะกลายเป็นทุกข์ไป ข้อสามสภาวะที่เราบังคับไม่ได้ เราอยากบังคับใจให้หยุดเศร้า ร่างกายเราแท้ๆ เรายังบังคับไม่ได้”

    รัมภาเห็นด้วยอย่างยิ่ง เอ่ยออกมาเศร้าๆ “ความรักที่เคยมี สักวันก็ไม่มี เราอยากให้หายเศร้าวันนี้เดี๋ยวนี้ แต่เราบังคับไม่ได้ เราต้องรู้จักยอมรับความจริง...ใช่ค่ะ มันเป็นความจริงที่ภายอมรับไม่ได้ จึงยังทุกข์อยู่”

    ศศิยิ้มบางๆพอใจที่รัมภาเริ่มเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ และกล่าวเสริมว่า “คนที่ฝึกสติบ่อยๆ ถึงคราวทุกข์หนักจะรู้ตัวเร็ว จะไม่ปล่อยให้ความทุกข์เข้าครอบงำจนเกินควร”

    “ผมนึกว่าศาสนาพุทธสอนให้เราดับทุกข์ด้วยการทำหน้าโง่ๆ ทำใจว่างๆซะอีก” อนุกูลรำพึงตรงไปตรงมา พัชนีปรามด้วยการส่ายหน้า แต่เขาสวนเบาๆว่า “ก็มันจริงนี่ ใครจะไปทำได้”

    “แม้พระอรหันต์ก็ยังมีทุกข์ แต่เมื่อทุกข์มากระทบ ใจมันไม่ได้กระเทือน ศาสนาเราไม่ได้รังเกียจความทุกข์ เรามองว่ามันเป็นลักษณะธรรมชาติอย่างหนึ่งเหมือนความสุข”

    วรรณศิกาพยักหน้าเข้าใจ ยกตัวอย่างว่า ที่เราอวยพรกันขอให้มีแต่ความสุข ก็เป็นเรื่องโกหก เป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ ส่วนรัมภาบอกว่า การพยายามรักษาความรักให้มันมากมายเหมือนเดิม ก็เป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติ

    “ไปยืนต่อกรกับธรรมชาติ ยังไงก็ไม่ชนะ เข้าใจมัน เข้าใจตัวเอง แล้วจะอยู่เหนือมันได้”

    ooooooo

    การเรียนรู้และฝึกปฏิบัติธรรมในวันนี้ทำให้จิตใจสงบขึ้น รัมภาจึงนำกลับมาปฏิบัติกับตัวเองอย่างจริงจัง เธอหวังพึ่งธรรมะเพื่อให้ตัวเองมีสติปัญญาในจัดการชีวิตทั้งปวงที่กำลังเผชิญอยู่

    รัมภากลับมาเอาใจใส่ลูกๆเหมือนเดิม ก่อนตัดสินใจในเย็นวันหนึ่งว่าเธอต้องคุยกับลูกเรื่องพ่อของเขาด้วยเหตุผลและด้วยความจริง โดยที่สามพ่อแม่ลูก นายหล้า นางคำ และบุญสืบร่วมรับฟังอยู่ห่างๆ

    “แด๊ดดี้ลืมเราแล้วใช่ไหมคะ” คำถามแรกของไลล่าทำเอารัมภาอึ้งไปนิด

    “พ่อแม่ทุกคนไม่มีใครลืมลูกได้หรอก ตอนหนูเกิด หนูเป็นเด็กแฝด การเลี้ยงหนูสองคนพร้อมกันเป็นเรื่องลำบากมาก แด๊ดดี้ยอมลาออกจากงานมาช่วยแม่เลี้ยงหนู แด๊ดดี้จะลืมลูกที่เลี้ยงมากับมือได้ยังไง”

    “แต่ตอนนี้แด๊ดดี้ไปชอบน้าเดือน” รัสตี้โพล่งขึ้น

    “ไม่จริง แด๊ดดี้รักหม่ามี้ รักหม่ามี้คนเดียว ถ้าพูดแบบนี้อีก ไลล่าจะไม่คุยกับรัสตี้” ไลล่าหัวเสียมาก โวยวายจริงจังทำท่าจะร้องไห้

    รัมภาตั้งสติบอกลูกช้าๆชัดๆว่า “ฟังนะ เราจะไม่พูดกันเรื่องน้าเดือน คนคนนั้นจะไม่มีวันเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา หนูสองคนจำเอาไว้แค่ว่าแด๊ดดี้และหม่ามี้รักหนูเสมอ”

    “ต่อไปนี้ครอบครัวเราจะมีแค่หม่ามี้หรือครับ”

    “แด๊ดดี้มีงานมาก เดี๋ยวแด๊ดดี้ก็มา หม่ามี้กับแด๊ดดี้จะรักกันใหม่ใช่ไหมคะ”

    ถูกลูกแฝดรุมถาม รัมภาอึ้งไปครู่หนึ่งเพราะไม่รู้จะตอบว่าอะไร โกหกต่อไปหรือพูดความจริง อย่างไหนดีกว่ากัน แต่แล้วที่สุดเธอเลือกตอบว่า...แม่ไม่รู้

    “ไม่...ไลล่าจะให้แด๊ดดี้กลับมา ไลล่าคิดถึงแด๊ดดี้”

    “ผมก็คิดถึง หม่ามี้ซ่อมรถบังคับไม่เป็น เล่นเกมก็ไม่เก่งเหมือนแด๊ดดี้”

    ความเศร้าของลูกสั่นสะเทือนใจแม่...รัมภารวบรวมกำลังใจพยายามอธิบายต่อไป

    “รัสตี้เคยอยากเตะบอลมาก พยายามฝึก แต่ก็ยังเข้าทีมไม่ได้ใช่ไหม ไลล่าก็เหมือนกัน หนูเคยเรียนไวโอลินแต่ก็ต้องเลิกไปใช่ไหม สิ่งที่แม่กำลังจะบอกคือผู้ใหญ่กับเด็กก็เหมือนกัน เราอ่อนแอและผิดพลาดได้เหมือนกับเด็กๆ บางครั้งผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เข้มแข็ง ไม่สามารถจัดการชีวิตให้เป็นไปอย่างที่คิดได้ทุกเรื่อง”

    “หม่ามี้เคยบอกว่าให้อภัยได้ ถ้าหนูสอบไวโอลินตก แต่จะไม่ให้อภัย ถ้าหนูพยายามไม่พอ”

    “ใช่ แม่ต้องการสิ่งนั้นจากหนู ให้อภัยแม่ได้ไหม ถ้า...ถ้าแม่รักษาครอบครัวไว้ไม่ได้”

    ในที่สุดรัมภาก็กลั้นไม่ไหว น้ำตารินไหลออกมาต่อหน้าลูกๆ ไลล่ากับรัสตี้ตกใจโผเข้ากอดเธอ แข่งกันบอกรักหม่ามี้ และให้อภัยหม่ามี้เสมอ

    “ลูกแม่...แม่สัญญากับหนูว่าแม่จะพยายามแก้ไขทุกอย่าง จะพยายามทำให้ดีที่สุด สิ่งที่แม่จะขอจากหนูคือ ขอให้หนูทำหน้าที่ของตนให้ดี ไม่ต้องให้แม่กังวลเรื่องของหนู แม่จะได้มีเวลาจัดการทุกอย่างได้”

    “ผมจะทำการบ้าน จะไม่แกล้งน้องแล้ว “

    “ไลล่าจะตั้งใจเรียน หม่ามี้ไม่ต้องห่วงไลล่าแล้วนะคะ”

    เห็นแม่ลูกกอดรัดสัญญาต่อกัน ครอบครัวบุญสืบต่างซาบซึ้งตื้นตันน้ำตาแทบไหล...

    หลังจากตั้งสติและเปิดใจกับลูกๆแล้ว รัมภารู้สึกสบายใจมากขึ้นกว่าเดิม เธอสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนเป็นนิจ ส่งผลให้เธอนอนหลับสบายโดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับเหมือนแต่ก่อน

    วันหนึ่งเมื่อมั่นใจว่าตัวเองพร้อมแล้ว พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับศามนสามีสุดที่รัก รัมภาตัดสินใจไปหาเขาที่เรือนเล็กโดยมีพวกบุญสืบพาไปส่งแค่หน้าเรือนแล้วกลับไป

    รัมภาเดินเข้าไปภายในบ้านคนเดียว เจอดีดี้

    สาวใช้คนสนิทของเดือนแรมเสนอหน้ามาทักถามเธอว่า “คุณเมียหลวง เอ๊ย...คุณรัมภา มาทำไมคะ”

    “นี่บ้านของฉัน เธอต่างหาก มาอยู่ที่นี่ทำไม”

    “อุ๊ยต๊ายตาย วันนี้แรง...ทุกทีเห็นแต่กะปลก กะเปลี้ยเข้าออกโรงพยาบาล”

    “คุณศามนอยู่ไหน”

    ดีดี้ชี้ข้างบน อาสาจะพาไป แต่ก่อนไปควรเตรียมยาหอม ยาลม ยาดมไว้หน่อย รัมภาไม่สนเป็นฝ่ายเดินนำหน้าดีดี้

    “ทำเป็นไม่กลัว เดี๋ยวเถ้อะ หงายเงิบออกมาเรียกรถพยาบาลไม่ทันไม่รู้ด้วย” ดีดี้บ่นพึมพำตามหลัง

    รัมภาไม่สนใจก้าวเดินขึ้นไปถึงหน้าห้อง แล้วกลั้นใจเมื่อคิดว่าจะต้องเจอกับอะไรยังไงในห้องเมื่อดีดี้เปิดประตู

    โชคดีเมื่อหลายวันก่อนที่ไปนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมกับศศิ รัมภาจึงมีวิชาเอาชนะทุกข์ของพระพุทธเจ้าเป็นแนวทาง...ถ้าอยากมีความสุขมากกว่าทุกข์ อย่ายึดว่าตัวกูของกู ตัวตนเรา ของของเรา ใครยึดเอาไว้ก็มีแต่ทุกข์กับทุกข์

    เมื่อเห็นศามนกับเดือนแรมนอนกกกอดในสภาพเสื้อผ้าน้อยชิ้นภายในห้อง รัมภานึกถึงคำสอนนั้นจึงเข้มแข็งขึ้น เธอเรียกสามี และบอกให้เขาแต่งตัวซะ เธอมีเรื่องจะคุยด้วย

    เดือนแรมทำท่าเย้ยหยัน แต่รัมภาหันหลังให้ทันที เธอก้าวขาออกไปอย่างไม่มั่นคงนัก แต่เดี๋ยวเดียวก็ตั้งหลักได้ เดินตัวตรงพ้นห้องไป

    ไม่นานนัก ศามนชักแถวลงมาที่ห้องนั่งเล่น รัมภามองเดือนแรมที่เกาะแขนสามีของตนแล้วเลยไปยังทองดีหรือดีดี้ที่ยังเกาะติดเจ้านายทุกฝีก้าว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า

    “ฉันต้องการคุยกับคุณศามนคนเดียว”

    “คุณมนคะ เดือนขออยู่ด้วยนะคะ เดือนขออนุญาตไม่ฟังคนอื่น ถ้าคุณมนไล่เดือน เดือนถึงจะไป”

    ศามนไม่ไล่เดือนแรมแต่ถามรัมภาว่า “คุณจะคุยอะไร”

    “ที่จริงภาพทุกอย่างมันก็ชัดแล้ว แทบไม่มีเรื่องจะคุยเหมือนกัน” รัมภามองทั้งคู่อย่างตำหนิ ศามนละอายใจนิดๆ เสไปถามถึงลูกว่าเป็นยังไงบ้าง รัมภาตอบทันทีว่า “แกบ่นคิดถึงคุณ”

    “คุณมนเขาแค่ขอมีเวลาส่วนตัว เขาไม่ทิ้งลูกหรอก ส่งเสียให้อยู่แล้ว จะเอาเท่าไหร่ก็ว่ามา ไม่เห็นต้องมาใช้ลูกบังหน้า” เดือนแรมสอดขึ้นเสียงแข็ง

    “คนไม่มีสำนึกผิดชอบชั่วดีอย่างคุณ แย่งสามีคนอื่นยังทำได้ จะไปรู้จักอะไรกับการรับผิดชอบลูก รับผิดชอบพ่อแม่ ฉันถึงบอกว่าคนระดับอย่างคุณ ฉันจะไม่พูดด้วย เพราะคุณฟังไม่รู้เรื่อง”

    “ทำไม? ระดับฉันมันเป็นยังไง เดินเข้ามาคนเดียวยังจะพูดมากอีก ไม่กลัวหรือไง มือเท้าคนชั้นต่ำอย่างฉันเนี่ย” เดือนแรมฮึดฮัดจะเอาเรื่อง ดีดี้ก็ตั้งท่าตามนายด้วย

    “คุณต่างหากที่กลัวฉันมาตั้งแต่ต้น เลียนแบบฉัน แย่งสามีฉัน อยากเป็นเหมือนฉัน...ใช้กำลังใช้มือใช้เท้า ยิ่งบอกความชั้นต่ำของคุณ ฉันจะกลัวทำไม”

    “อีรัมภา!” เดือนแรมปรี๊ดแตกจะเข้าไปทำร้ายรัมภา ศามนรีบดึงเธอไว้ ส่วนอนุกูลที่แอบฟังอยู่รอบนอกข่มใจไม่พรวดพราดเข้ามาเพราะกลัวจะเสียเรื่อง

    “ให้ผมพูดเองดีกว่า” ศามนบอกเดือนแรมแล้วหันไปหารัมภา

    “คุณจะอยู่กับผู้หญิงพรรค์นี้จริงๆหรือ”

    ศามนพูดไม่ออก อึกอักเอ้ออ้า พอเห็นสายตาเยาะหยันดูถูกของรัมภา ก็พาลพาดพิงบุคคลที่สาม “อย่ามองผมแบบนั้น คุณก็ไม่ได้ดีไปกว่าผมเท่าไหร่ คุณกับอนุกูลคบชู้กันมานานเท่าไหร่แล้วล่ะ”

    รัมภาไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไร ดีดี้จึงสงเคราะห์ด้วยการเปิดรูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือให้ดูเป็นขวัญตา

    “นี่มันตอนที่เขาเปียกน้ำ เขาแค่มาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน” รัมภาพูดความจริง

    “แล้วทำไมคุณไม่บอกผม ผมจะเชื่อได้ยังไงว่าเขากับคุณไม่มีอะไรกัน”

    “คนเราถ้ามีความรักให้กัน หาความเชื่อใจน่ะไม่ยากหรอก แต่เวลานี้คุณมีแต่ความเห็นแก่ตัว ถ้าอยากจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างให้ตัวเองทำผิดทำชั่ว ฉันก็ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน”

    “คุณจะเอายังไงกับผม”

    “วันนี้ฉันแค่มาดูคุณ สามีของฉัน พ่อของลูก

    ยอมรับจริงๆ ฉันรู้สึก...อืม จะเรียกมันว่ายังไง สมเพช ฉันสมเพชคุณ”

    “ผมก็ยังเป็นผม คุณจะมาสมเพชผมเรื่องอะไร”

    “งานการไม่ไปทำเป็นอาทิตย์ๆ ทอดทิ้งลูกเมียไม่มีความรับผิดชอบ เนื้อตัวหน้าตาดำคล้ำไม่มีราศี คุณเปลี่ยนไปมากรู้ตัวไหม”

    “ผมก็แค่หยุดพักผ่อน เรื่องลูกผมก็ต้องไปหาแกสักวัน ส่วนคุณ...”

    “ส่วนฉัน...คุณจะทำยังไง” รัมภาแทรกทันควัน เสียงสั่นแทบจะร้องไห้

    ศามนอึ้งพูดไม่ออก เดือนแรมเขย่าแขนเขา และย้ำเตือนว่าตนอยู่ตรงนี้ อย่าลืมว่าตนก็เป็นเมียของเขาเหมือนกัน

    “ฉันคือรัมภา ความรักครั้งแรก และความรักเดียวในชีวิตของคุณ สิบปีที่เราอยู่ด้วยกันมา มองหน้าฉัน บอกฉันสิว่าคุณจะทำยังไงกับฉัน” รัมภาน้ำตารื้น มองคนที่เคยรักอย่างเจ็บช้ำ

    ศามนมองผู้หญิงตรงหน้าที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมาย วูบแห่งสำนึกที่ดีและความรัก เข้ามาปะปนจนใจอ่อน แต่ทันใดอำนาจร้ายของผีนังแพงที่พ่นมนตราคาถาอยู่เหนือศีรษะศามนก็ทำให้เขาสะดุ้งเฮือก พูดโพล่งออกไป

    “ผมจะหย่ากับคุณ!!”

    รัมภาตะลึง ช็อกกับถ้อยคำรุนแรงนั้น ต่างจากเดือนแรมที่ดีใจมากมายแทบกลายเป็นเต้นโชว์ พูดพล่ามกับดีดี้ว่าตนไม่ได้หูฝาด เขาจะหย่ากันแล้ว

    “ใช่แล้วค่ะคุณนาย คุณศามนเป็นของคุณแล้ว ดูสิ นังเมียหลวงหงายเงิบไปเลยเห็นไหม” ดีดี้กับเดือนแรมดี๊ด๊ายิ้มเยาะรัมภา ขณะที่ศามนตาเหม่อลอยยืนตัวแข็งเหมือนหุ่นยนต์

    “คุณมีอนุกูลแล้ว คุณนอกใจผม ในเมื่อเราไม่ได้รักกันแล้วก็หย่ากันเสียเถอะ”

    “คำว่าหย่า...เป็นคำที่ฉันกลัวที่สุด ฉันไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงมันด้วยซ้ำ แต่นี่คุณพูดมันออกมา พูดออกมาง่ายๆงั้นหรือ”

    อนุกูลที่ซ่อนตัวอยู่หมดความอดทนอีกต่อไป เขาก้าวเข้ามาชกหน้าศามนเปรี้ยง เดือนแรมร้องกรี๊ด วิ่งเข้ามาผลักอนุกูลแล้วดึงศามนออกห่าง แถมด้วยด่าอนุกูลเป็นอันธพาล...

    “คุณภา หย่าๆกับมันไปเลย ผู้หญิงสวยๆดีๆอย่างคุณหาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องไปสนใจมัน” อนุกูลโวยลั่น

    “แกแอบฟังอยู่ ที่แท้ก็ชวนกันมานั่งรอคำตอบ สมใจแกแล้วล่ะสิ อยากได้นักใช่ไหมเมียชาวบ้านน่ะ ไอ้โรคจิต” ศามนตั้งท่าจะซัดอนุกูล แต่รัมภาเข้าขวางและฟาดฝ่ามือใส่หน้าเขาเต็มๆ

    เดือนแรมเป็นเดือดเป็นแค้น หาว่ารัมภาเป็นพวกขี้แพ้ชวนตี รัมภาไม่ใส่ใจเดือนแรม สนแต่ศามนที่กำลังเข้าใจผิดอย่างแรง

    “คุณมันบ้าไปแล้ว...ได้! ถ้าอยากหย่านัก ฉันจะหย่าให้ พอใจหรือยัง” รัมภาตะเบ็งเสียงอย่างสุดช้ำ อนุกูลเองก็ของขึ้นสนับสนุนสุดตัว

    “ดี หย่ากันไปเลย ไหนๆก็ไม่มีน้ำใจ ไม่มีความรับผิดชอบแล้ว จะเก็บไว้ทำไมไอ้ทะเบียนสมรสน่ะ”

    “แก..แกคิดจะมาเซ้งเมียฉันต่องั้นสิ” ศามนชี้หน้าอนุกูลโดยมีรัมภายืนคั่นกลาง

    “เออ ขอให้เลิกจริงเหอะ ผมเอาแน่ มานี่คุณภา มากับผม ไม่ต้องไปสนใจมัน” อนุกูลดึงมือรัมภาออกไปรวดเร็ว

    ดีดี้กับเดือนแรมแทบกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เช่นเดียวกับผีนังแพงที่อยู่ในเหตุการณ์ตลอด มันหัวร่อร่าสาสมใจ...ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่คุณหลวงจะเป็นของมัน

    อนุกูลพารัมภากลับไปเรือนใหญ่ที่พัชนีกับวรรณศิกายังรออยู่...สองสาวแทบไม่เชื่อว่าศามนจะขอหย่ากับรัมภา ขณะที่วรรณศิกาเอาแต่ก่นด่าศามน พัชนีเผลอพูดออกมาว่า

    “ฟังดูแล้วไม่เหมือนคุณศามนที่เรารู้จักเลย เขาโดนคุณไสยเหมือนคุณหลวงหรือเปล่านะ”

    “คุณหลวงนี่ใคร มีคุณไสยด้วย ตกลงเขาสองคนเป็นใคร คุณหลวงกับคุณไสยเนี่ย”

    “เปล่า...เปล่าค่ะ” พัชนีมีพิรุธชวนสงสัย แต่ไม่ทันที่วรรณศิกาจะคาดคั้นอะไรยังไงอีก รัมภาก็ลุกพรวดออกไปด้านนอก ปล่อยน้ำตาทะลักทลายออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว

    อนุกูลทั้งสงสารและเห็นใจรัมภา เขาตามออกมานั่งข้างเธอที่ยังสะอื้นไม่หยุดหย่อน

    “ไหนบอกว่าปฏิบัติธรรมแล้ว เข้าหาพระหาเจ้าแล้ว เข้าแล้วก็อย่าร้องไห้สิ เสียชื่ออาจารย์หมด”

    “คนปฏิบัติธรรมไม่ใช่ร้องไห้ไม่ได้ เลวไม่ได้ คุณเข้าใจผิดแล้ว”

    “ผมแค่ล้อเล่นน่ะ คุณยังมีเราสามคนอยู่นะ แล้วไหนจะเด็กๆอีก”

    ถูกสะกิดเรื่องลูก รัมภารีบเช็ดน้ำตา พูดกับเขาว่า “คุณเลยพลอยถูกเข้าใจผิดไปด้วย”

    “คุณรู้ได้ยังไงว่าคุณมนเข้าใจผิด ผมชื่นชมคุณจริงๆ เป็นมานานแล้ว ใครๆก็รู้ คราวที่แล้วตอนเขาว่าผม ผมไม่ได้เล่าให้คุณฟัง ผมบอกเขาว่าผมเป็นชู้กับคุณจริงๆ เขาโมโหผมใหญ่เลย”

    “คุณจะลองใจคุณมน คุณคิดไปว่าถ้าคุณศามนรู้สึกว่าถูกแย่งของรัก เขาจะกลับมาหึงหวงฉัน แล้วกลับมาหาครอบครัว”

    “เฮ้ย คุณรู้ได้ไง แผนลึกล้ำขนาดนี้ ผมนึกว่าผมคิดออกคนเดียวนะเนี่ย”

    “คุณเป็นคนดี คุณห่วงฉัน ห่วงเด็กแฝด ห่วงแม้แต่คุณศามน ฉันดูคุณออก”

    “ผู้หญิงสวย ฉลาด จิตใจดีอย่างคุณ ถ้าแพ้ต่อยายเดือนแรมนั่น เราทุกคนคงหมดสิ้นศรัทธาต่อโลกใบนี้ เข้มแข็งไว้ ลุกขึ้นสู้นะครับ”

    ชายหนุ่มจับมือเธอ ส่งสายตาให้กำลังใจ...พัชนีกับวรรณศิกาที่มองอยู่ห่างๆไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน แต่ภาพที่เห็นนั้นชวนให้คิดเหลือเกินว่าทั้งคู่มีสิทธิ์คบหาดูใจกันอย่างเปิดเผย หลังรัมภาหย่ากับศามน!

    อนุกูลอยู่เป็นเพื่อนรัมภาจนถึงค่ำ เขาช่วยเธออุ้มลูกๆเข้านอนแล้วถอยห่างออกมายืนคุยกันปลายเตียงโดยไม่รู้ว่ารัสตี้ยังไม่หลับ หนูน้อยแค่หลับตาลงเท่านั้น

    “เรื่องหย่า คุณเอาจริงหรือ”

    “ทำไมคะ”

    “วันนี้ผมมองเป็นอารมณ์ชั่ววูบนะ บางทีเราพูดคำว่าหย่า คำว่าเลิกกันเพื่อทำร้ายอีกคนหนึ่งมากกว่าจะอยากทำมันจริงๆ”

    “แต่ที่แน่ๆ เมื่อเราพูด เรารักกันน้อยลง”

    “ถ้าความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของโลกจริงๆ เหมือนพระท่านว่า ก็แปลว่าในความรักก็มีความเกลียด มีบางวันที่รัก มีบางวันที่ไม่รัก วันนี้พวกคุณไม่รัก แต่พรุ่งนี้คุณอาจจะกลับมารักกันอีกก็ได้”

    “ไหนว่าฟังคำพระไม่รู้เรื่องไง เรียนเก่งเหมือนกันนี่”

    “จะหย่าหรือจะจดทะเบียน เอาเข้าจริงแล้วไม่สำคัญเลย ตีทะเบียนกันเอาไว้ทั้งที่เกลียดกันมีถมเถ บางคู่หย่าแล้วกลับมาพูดคุยกันได้ดีเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน นี่ก็มีอีก คุณคิดให้ดีๆแล้วกัน”

    รัมภาเงียบงันไป...รัสตี้แอบหรี่ตามองแม่ แววตาหนูน้อยบ่งบอกว่าเสียใจ ไม่อยากให้พ่อแม่หย่ากันเลย

    ooooooo

    รุ่งขึ้นเป็นวันหยุด แต่พัชนีต้องหอบงานมาให้อนุกูลสะสางถึงห้องพักในคอนโดฯ ส่วนวรรณศิกาจะตามมาทีหลัง พัชนีนั่งรออนุกูลที่ล็อบบี้ พอเขาลงมารับ เจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคยกับอนุกูลเข้าไปทักว่ามีปาร์ตี้กันหรือ อนุกูลกลับตอบไม่ตรงคำถามว่า

    “นี่แฟนผมเอง น่ารักไหม ทีหลังเขามาให้ขึ้นไปเลยนะ”

    เจ้าหน้าที่ยิ้มรับ แต่พัชนีโกรธชายหนุ่มสุดๆ มองหน้าแล้วเดินหนี พอเขาตามมารั้ง เธอรีบขอลาออก เพราะไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกต่อไป

    อนุกูลอึ้งย้งงงงวย สาวเท้ายาวๆตามพัชนีที่รีบร้อนไปหน้าคอนโดฯ “นี่คุณเป็นอะไรของคุณ เมนส์มาหรือไง”

    “คุณมันคนใจร้าย หลงตัวเอง บ้าเซ็กซ์ เห็นผู้หญิงเป็นของเล่น เห็นหัวใจคนเหมือนผักเหมือนปลา จะเหยียบย่ำเมื่อไหร่ก็ได้” แม่ชีพัชนอตหลุดโวยแหลก

    “โห มาชุดใหญ่...อะไรกันเนี่ย เดี๋ยวนึกก่อน...โกรธที่ผมบอกว่าคุณเป็นแฟนเหรอ ก็มันจริงนี่ เราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือ”

    “คุณยังมีคุณรัมภาอยู่...โอ๊ย นี่ฉันมาทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย ยังไงก็ต้องลาออก คุณมันคนปากเสีย จอมกะล่อน จอมเจ้าชู้ เห็นแก่ตัว หน้าด้านหน้าทนที่สุด”

    “ว้าว...แม่ชีตบะแตกแล้ว โมโหสุดๆแบบนี้...มีผมคนเดียวใช่ไหมที่ทำให้คุณสติแตกได้ขนาดนี้เนี่ย”

    “ใช่ หมู่นี้ฉันอารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวก็อารมณ์ดี เดี๋ยวก็โมโห เดี๋ยวก็ร้องไห้”

    “มีร้องไห้ด้วยหรือ ที่ไหน เมื่อไหร่ ร้องเยอะไหม”

    พัชนีโกรธแทบเต้น นึกว่าเขายียวนกวนประสาทเลยด่ากราด “อีตาบ้า! ฉันทนเห็นหน้าคุณไม่ได้อีกแม้แต่นาทีเดียว ฉันทนไม่ได้แล้ว...ลาก่อน”

    เขาโดนด่าแต่ยิ้มแต้ ก้าวตามไปดึงเธอมากอดด้วยความรัก กระซิบบอกข้างหูเธอแผ่วเบาอ่อนโยน

    “สิ่งเดียวในโลกที่ทำให้คนเดี๋ยวดี เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวร้องไห้ สิ่งนั้นคือความรัก คนคนเดียวที่เราทนเห็นหน้าเขาไม่ได้ คนคนนั้นคือคนเคยรัก”

    “นี่...ปล่อยนะ”

    “ผมอยากเห็นคนนิ่งๆเรียบร้อยอย่างคุณแสดง

    ตัวตนที่แท้จริงออกมา เพราะมันเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเขาไม่เคยเห็น ผมได้เห็น แปลว่าผมสำคัญสำหรับคุณ ต่อไปนี้คุณจะได้อารมณ์ดี โมโหแล้วก็ร้องไห้กับผมได้ เพราะคุณเคยทำมันมาแล้ว”

    “คุณจะพูดอะไรของคุณ”

    “ผมกับคุณภา เราไม่ได้มีอะไรกัน เรื่องคลิปนั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิด”

    พัชนีนิ่งอึ้ง แล้วยอมขึ้นไปบนห้องกับเขาเพื่อฟังความจริงอย่างละเอียด เมื่อรู้ว่าอนุกูลแค่คิดจะยั่วศามนให้หึงรัมภา พัชนีแอบโล่งใจ...ดีใจ

    “ผู้ชายบางคนเห็นเมียเป็นของตาย ผมอยากเตือน สติให้เขาหวงคุณภา แล้วกลับมาดูแลเมียกับลูก แต่มันก็ไม่สำเร็จ กลายเป็นว่าเขาใช้ข้อนี้เป็นข้ออ้างเพื่อหย่า”

    “คุณภาไม่ได้ชอบคุณหรือคะ”

    “รูปนั่นแค่เข้าใจผิด ผมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกออกก็เท่านั้น”

    “แล้วคุณชอบคุณรัมภาไหมคะ”

    “มีบางแวบ...ตามประสาผู้ชาย แต่โดยส่วนใหญ่ก็คือชื่นชม”

    “ตอบตรงไปตรงมาดีจัง”

    “ผมปากเสียเพราะผมตรงไปตรงมา คนอย่างผมรู้ใจตัวเองดี ถ้าเลวผมจะบอกว่าเลว ถ้าดีผมจะบอกว่าดี เรื่องของเราคืนนั้น...ผมไม่ได้หลอกคุณ ผมไม่ได้เมาไม่ใช่อารมณ์พาไป ที่จริงผมชอบคุณตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน ที่แกล้งคุณส่วนใหญ่ ก็แบบว่า...กลบเกลื่อนมั้ง ที่จริงอยากบอกตัวเองว่าคุณไม่สวย คุณไม่ดีพออะไรแบบนั้น”

    “ทำไมล่ะ อันนี้แหละฉันไม่เคยเข้าใจเลย คุณชอบว่าฉันต่างๆนานา คุณจะชอบฉันได้ยังไง”

    “เพราะคนที่ดีไม่พอไม่ใช่คุณ แต่เป็นผมเองต่างหาก ผมดีไม่พอสำหรับคุณ ผมอยู่กับผู้หญิงง่ายๆมากไปหน่อย อยู่กับสังคมปาร์ตี้เฮฮาหลอกลวงมาทุกรูปแบบ พอมาเจอผู้หญิงดีๆ คิดดี ทำดี ใจดี มันเหมือนแบบว่าเราอยากหยุด...เราเบื่อแล้วโลกอย่างนั้น คุณทำให้ผมอยากเป็นคนที่ดีมากกว่าเดิม...ดีให้พอสำหรับคุณ”

    “คุณไม่ได้ล้อเล่นอีกใช่ไหมเนี่ย”

    อนุกูลยิ้มอ่อนโยน จูบหน้าผากพัชนีอย่างนุ่มนวล “ขอโทษที่แกล้งคุณมาหลายวัน ผมเอาเรื่องคุณภามาใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ้าคุณเฉย คุณแค่งอน ผมจะได้ตัดใจ แต่ถ้าคุณถึงขั้นหึง แล้วแบบเมื่อกี้ถึงขั้นหัวฟัดหัวเหวี่ยง บอกตรงๆ ผมมีความสุขมาก”

    พัชนีทั้งโมโหทั้งอาย ทุบตีเอาพัลวัน แต่เดี๋ยวเดียวก็ยอมให้เขากอดโดยดี เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง สองคนช่วยกันสะสางงาน แหย่เย้ากันไปอย่างมีความสุข กระทั่งถึงเวลาอาหารกลางวันวรรณศิกาหิ้วอาหารมามากมาย เธอสังเกตเห็นความใกล้ชิดสนิทสนมของหนุ่มสาวแล้วอดคิดเตลิดเปิดเปิงไปไม่ได้ ตั้งคำถามกับทั้งคู่ว่า กินตับกันหรือยัง?

    อนุกูลสะดุ้งสำลักน้ำไอแค่กๆ ส่วนแม่ชีพัชหน้าเหวอไม่เข้าใจ มองจานอาหารแล้วถามหาตับวุ่นวายไป

    ooooooo

    วันเดียวกันที่เรือนเล็ก เดือนแรมซึ่งมายึดหัวหาดวางมาดเป็นคุณนาย เธอกำลังกินอาหารกลางวันกับ ศามน กินไปมองเขาไปเหมือนอยากจะพูดอะไร ศามนสีหน้าเคร่งเครียดอมทุกข์อย่างเห็นได้ชัด

    ที่สุดเดือนแรมก็ห้ามปากตัวเองไม่ได้ เธออยากทราบว่าเขาจะหย่ากับรัมภาวันไหน ให้กำหนดวันแล้วโทร.ไปบอกเสียเลย

    “ผมไม่อยากพูดเรื่องนี้” ศามนตัดบท

    เดือนแรมเซ็งเป็ด เดินหนีออกไปบ่นก่อนตัดสินใจโทร.หารัมภาด้วยตัวเองแต่อ้างว่าศามนสั่งให้โทร. รัมภาเจ็บจี๊ดที่ได้ยินให้นัดวันหย่า ฝืนใจบอกไปว่า “นัดมาได้เลย”

    “วันจันทร์นี้เก้าโมงเจอกันที่อำเภอนะคะ”

    “ตกลงค่ะ” รัมภารับปากเสียงแผ่ว วางสายแล้วเซลงนั่งอย่างหมดแรง

    ฝ่ายแม่เดือนแรมยิ้มร่า ทองดีเยี่ยมหน้ามาถามนายของตนว่า “แล้วถ้าคุณศามนไม่ไปล่ะคะคุณนาย”

    “เขาต้องไป เขาพูดเองนี่ว่าจะหย่า ถึงไม่ไปวันนี้ ก็ต้องไปวันหน้า”

    แต่สำหรับผีนังแพง มันไม่รอวันหน้า มันต้องการให้ศามนหรือคุณหลวงของมันหย่าให้เร็วที่สุด เมื่อเห็นศามนนั่งกลุ้มครุ่นคิดแต่เรื่องเมียกับลูก มันจึงสำแดงฤทธิ์เดชด้วยการร่ายคาถากำกับเขาให้เจ็บปวดทรมาน

    “ทุกครั้งที่ท่านคิดถึงมัน ทุกครั้งที่ท่านลังเล ท่านจะเจ็บปวด”

    ผีแพงจิกเล็บแหลมคมลงที่ศีรษะศามนจนเขาสะดุ้งเฮือก ร้องโอดโอยเจ็บปวดแสนสาหัส

    “ถ้าไม่อยากเจ็บแบบนี้อีก ท่านต้องหย่า ศามนกับรัมภา...คุณหลวงกับนางชื่น จะมีความสุขบนความทุกข์ของอีแพงไม่ได้ ยังไงก็ต้องหย่า ต้องหย่า!”

    “โอ๊ย...ปวดหัว ปวดหัวเหลือเกิน” ศามนร้องครวญคราง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 20:10 น.