นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    บ่วง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เช้าวันรุ่งขึ้น อนุกูลไปทำงานตามปกติ ขณะเดินผ่านห้องศามน เขาอดมองเข้าไปไม่ได้ เมื่อไม่เห็นเจ้าของห้องจึงหันไปเอ่ยกับวรรณศิกาและพัชนีที่หอบเอกสารกัน เข้ามา

    “สายปานนี้แล้ว คุณศามนยังไม่มาทำงานอีกหรือ”

    “ไม่มาไม่เท่าไหร่ โทร.ไปไม่รับสายนี่สิ นี่มันชักไปกันใหญ่แล้วนะ ทำตัวเหมือนคนไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ยอมรับสายใครเลย” วรรณศิกาบ่นพึม

    “แล้วเอกสารพวกนี้ล่ะคะพี่วรรณ จะให้เอาไปวางไว้หรือว่า...”

    “เดี๋ยวผมดูให้เอง” อนุกูลรับเอกสารไปจากพัชนี วรรณศิกายังมองเข้าไปที่โต๊ะศามนแล้วอดบ่นขึ้นมาอีกไม่ได้

    “ตอนเจอคุณมน เล่นเอาฉันเพ้อไปเลย เจอเจ้านายหล่อ สุภาพ ใจดี ทำงานเก่ง แล้วดูสิ ฮึ่ย! ไม่อยากเชื่อว่าจู่ๆจะกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้”

    ขณะที่ลูกน้องพากันเบื่อหน่าย ศามนกำลังมีความสุขอยู่กับเดือนแรมที่เรือนเล็ก โดยมีผีนังแพงนอนขนาบอยู่อีกข้างอย่างสะใจ ส่วนผีอบเชยเฝ้าวนเวียนที่โรงพยาบาลเพราะเป็นห่วงรัมภาหรือชื่นกลิ่นที่เอาแต่เหม่อลอย ไม่พูดไม่จาเหมือนเป็นใบ้...

    ผ่านไปจนถึงเที่ยง อนุกูล พัชนี วรรณศิกา ลงไปกินข้าวด้วยกันเหมือนเคย แต่แล้วเกิดความผิดปกติขึ้นจนวรรณศิกาแปลกใจสงสัย อนุกูลดูเอาใจใส่พัชนี ตักอาหารให้เหมือนคนรัก ฝ่ายพัชนีก็หน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด นี่เองทำให้วรรณศิกาอยากรู้จนเนื้อเต้น ไล่บี้พัชนีที่ลุกหนีออกไปด้วยความเขิน

    วรรณศิกาคาดคั้นพัชนีเพื่อให้แน่ใจว่าอนุกูลคิดยังไงกับลูกน้องของตน แต่คำตอบที่ได้ก็ยังคลุมเครือเพราะพัชนีบอกว่าอนุกูลเข้าใจยาก เขาเคยบอกว่าไม่ชอบผู้หญิงอย่างเธอ แต่บางทีก็ทำท่าทางแปลกๆ เขาอาจจะอยากแกล้งเธอเหมือนทุกทีก็ได้

    “ไม่หรอก เขาคิดจริงๆ พี่น่ะเป็นเลขาแผนก ทำงานให้เขามาตั้งแต่เขาเรียนจบนั่นแหละ มีอะไรเขาก็เล่าให้พี่ฟังหมด”

    “พี่วรรณชอบพูดว่าเขาเจ้าชู้ แล้วก็ชอบออกไปกับผู้หญิง”

    “ผู้ชายผู้หญิงเดี๋ยวนี้ เป็นโรคกกลัวความรัก กลัวความผูกพัน คุณนุเป็นคนฉลาด จะยุ่งแต่กับผู้หญิงที่ไม่ผูกมัดเขา เหมือนกระสือไง ตกดึกก็วาบๆ กินแต่อาจม”

    “ยังไงคะ”

    “หนึ่ง...แม่ม่ายอารมณ์เปลี่ยว สอง...แฟนสาวที่อยากประชดรัก สาม...ผู้หญิงเลว รักสนุก ที่เป็นได้แค่ของเล่นของผู้ชาย ทั้งหมดนั่นของชอบเขาเลย แต่เขาจะไม่ยุ่งกับผู้หญิงดีๆ เพราะเขาไม่อยากผูกมัด”

    “นี่พี่จะบอกว่า...เขาคิดกับหนู”

    “ก็น่าจะจริงนะ แต่ดูๆไปก่อนก็ได้ ไม่เห็นต้องรีบ...แหม ผิดปากเจ๊ที่ไหน ว่าแล้วเชียว มันต้องกินไก่วัดฉันแน่ๆ ไอ้สมภารตัวดี คบกันแบบนี้อีกหน่อยหนูก็ต้องแสดงสปิริตให้บริษัทด้วยการลาออก ฉันก็ต้องหาคนมาทำงานใหม่ โฮ้ย...เหนื่อยเจ๊อีกละ เอ้า แล้วนี่ยืนตาลอยหน้าแดงเป็นลูกตำลึงเชียว”

    พัชนีหันหน้าหนีด้วยความเขิน วรรณศิกาเห็นแล้วยิ้มเอ็นดู เมื่อครู่บ่นไปประสาคนช่างพูด แต่ความจริงดีใจที่เขาชอบกัน

    ooooooo

    เมื่อวานเพิ่งจะบ่นกันเรื่องศามนไม่มาทำงาน พอวันนี้ทราบว่าเจ้านายที่สิงคโปร์จะประชุมทางอินเตอร์เน็ตซึ่งศามนต้องอยู่ด้วยในฐานะผู้บริหาร ทำให้อนุกูลหงุดหงิดโมโหศามนขึ้นมาอีก แล้วตัดสินใจว่ายังไงวันนี้ตนต้องไปคุยกับศามนให้รู้เรื่อง

    อนุกูลออกจากออฟฟิศพร้อมวรรณศิกาและพัชนี เมื่อไปถึงเรือนเล็กพบศามนอยู่กับเดือนแรม อนุกูลใส่ไม่ยั้งเรื่องเขาไม่รับโทรศัพท์ รัมภาอยู่โรงพยาบาลก็ไม่ไปเยี่ยม ทั้งที่เธอป่วยเพราะเขาเป็นต้นเหตุ

    ศามนตกใจ เช็กโทรศัพท์พบว่าไม่มีซิม ส่วนเรื่องรัมภาไม่สบาย เขาไม่ทันจะพูดอะไร เดือนแรมก็ช่วงชิงตอบโต้อนุกูลว่า

    “คุณศามนไม่ใช่หมอ ถึงไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ โรคบ้านะคุณ รักษายากจะตาย”

    “แล้วงานการน่ะตกลงจะทำมั้ย ผมวุ่นทั้งวันเพราะคุณคนเดียว”

    “ตกลงที่มาตามเพราะไม่อยากเหนื่อยว่างั้น ไหนบอกเป็นเพื่อน ช่วยๆกันหน่อยไม่ได้หรือไง”

    เดือนแรมเถียงแทนตลอดจนอนุกูลไม่พอใจ และโมโหศามนที่เอาแต่นั่งเป็นเบื้อ

    “คุณมน นี่คุณเป็นอะไรไป คุณไม่ใช่คนแบบนี้นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ผู้หญิงคนนี้ไม่มีอะไรสู้คุณภาได้เลย ยิ่งคบยิ่งตกต่ำ รู้ตัวมั้ย”

    “นี่มันจะมากไปแล้วนะ ทำเป็นว่าคนอื่น ตัวคุณดีแค่ไหนกันเชียว”

    “ทำไม ตัวผมเป็นไง”

    “ตอนแรกฉันไม่อยากแฉหรอกนะ แต่ไหนๆก็ไหนๆ คุณมนฟังให้ดีนะคะ ผู้ชายคนนี้เพื่อนคุณกำลังสวมเขาคุณ เขามีอะไรกับเมียคุณมานานแล้ว”

    “พูดพล่อยๆ” อนุกูลตวาดเดือนแรมอย่างมีอารมณ์ แต่อีกอึดใจเดียวศามนเดือดมากกว่าหลังได้เห็นรูปรัมภากับอนุกูลในโทรศัพท์มือถือเดือนแรม

    ศามนทั้งด่าทั้งชกต่อยอนุกูลเพราะเข้าใจผิดว่าเขามีอะไรกับรัมภา วรรณศิกากับพัชนีตกใจและช่วยห้าม แต่พอเห็นรูปหลักฐานนั้น สองสาวก็สะอึกอึ้งไปอย่างคิดไม่ถึง

    วรรณศิกาไม่เชื่อ ถามอนุกูลว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดใช่ไหม อนุกูลนิ่งคิดในใจว่าจะหลอกให้ศามนหึงเพื่อให้ทิ้งเดือนแรมกลับไปหารัมภา จึงต้องยั่วเขาต่อไป

    “ทีตัวเองมีชู้...ทำได้ แต่พอเมียมีมั่ง โมโหงั้นหรือ”

    พัชนีกับวรรณศิกาอึ้งอีกรอบ ศามนอยากได้ยินคำตอบชัดๆ ว่าจริงหรือไม่จริง อนุกูลไม่ตอบแต่กลับย้อนถามเขาว่า

    “แล้วถ้าผมมีอะไรกับคุณภาจริงๆล่ะ ใครๆก็รู้ ผมชื่นชมคุณรัมภาเมียคุณมาตั้งนานแล้ว”

    ขาดคำ ศามนพุ่งเข้าใส่อนุกูลทันที แต่คราวนี้รายนั้นไวกว่าต่อยสวนเปรี้ยงเข้าหน้าศามนเซลงไป ท่ามกลางเสียงวี้ดว้ายของผู้หญิง

    “ฟังนะ ถ้าคุณรักเมียคุณ หวงเมียคุณ ก็เลิกกับผู้หญิงคนนี้ซะ ไม่งั้นผมจะแย่งคุณรัมภาไปจากคุณ”

    “ไอ้อนุกูล แก...” ศามนเดือดสุดๆ ลุกขึ้นชกอนุกูล แต่พลาดเป้าเซไปโดนข้าวของหล่นแตกกระจาย เดือนแรมกรีดร้องวิ่งเข้าไปประคองเขาไว้

    “คนเรามีของดีอยู่ในมือ เห็นเขาไม่ดิ้น ก็เลยคิดว่าเป็นของตาย ถ้ามันไม่หาย คงไม่มีวันรู้สึกสินะ เอาเลยโง่ให้พอ คนอื่นเขาจะได้ครอบครองของชิ้นนั้นบ้าง”

    “แกมันโรคจิต ไอ้คนโรคจิต ชอบยุ่งกับเมียชาวบ้าน”

    ศามนชี้หน้าด่า อนุกูลยักไหล่ไม่แคร์แล้วเดินออกไป วรรณศิกากับพัชนีงงเป็นไก่ตาแตก มองกันเลิ่กลั่กก่อนก้าวตามอนุกูลออกไป

    พ้นตัวบ้านมาแล้ว วรรณศิกาวิ่งปราดมาถามอนุกูลว่า “นี่มันอะไรกัน มันเป็นเรื่องจริงหรือ แล้วคุณกับหนูพัชล่ะ”

    “พัช!” ชายหนุ่มได้สติ เมื่อสักครู่เขาทำไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบเลยลืมนึกถึงพัชนี

    “มันยังไงกัน คุณกับคุณภา คุณกับหนูพัช”

    “พัชบอกแล้วไงคะ ว่าคุณนุน่ะเขาชอบแกล้งพัช เขาเห็นพัชโง่ๆ เซ่อๆ เขาก็แกล้งเล่นเหมือนทุกครั้งนั่นแหละค่ะ” พัชนีพูดเสร็จเดินหนีไปทันที

    “ตกลงว่าไง ฉันงงไปหมดแล้ว อะไรจริง อะไรไม่จริง บอกมาได้ไหม” วรรณศิกาจ้องหน้าคาดคั้น แต่อนุกูลหันหนีไม่พูด ยังโมโหศามนไม่หาย ตอนนี้มีแต่เป็นห่วงรัมภาและเด็กๆ

    ooooooo

    เหตุการณ์เมื่อวานที่บ้านศามนทำให้พัชนีร้องไห้เสียใจ ครั้นรุ่งขึ้นมาทำงานเธอพยายามไม่อยู่ใกล้อนุกูล และไม่คุยเรื่องอื่นนอกจากงาน อนุกูลดูออกและแอบดีใจที่เธอมีใจให้เขา แต่ยังนึกสนุกแกล้งเธอต่อไปด้วยการดุให้เธอแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกัน อย่าเอาเวลางานมานั่งเหม่อลอย

    พัชนีโกรธแต่ไม่พูดอะไร พอเลิกงานเธอแยกตัวไปนั่งคนเดียวกินข้าวคนเดียว วรรณศิกามาทีหลังเดินเข้าไปนั่งข้างอนุกูลแล้วพูดคุยเรื่องพัชนีไม่กี่คำก่อนตบหัวเขาไปทีด้วยความหมั่นไส้

    “เฮ้ย หน้าเกือบจะทิ่มข้าวอยู่แล้ว คุณเป็นเลขาฯผมนะ นับถือกันหน่อยสิ ไม่กลัวถูกไล่ออกหรือไง”

    “ก็บอกแล้วไง ผัวรวย อยากไล่ก็ไล่สิ ไล่เดี๋ยวนี้... อีกอย่างนะ เวลางานฉันนับถือว่าคุณเป็นนาย เวลาเลิกงานคุณนับถือฉันเป็นพี่สาว”

    “โธ่โว้ย!” อนุกูลพูดไม่ออก ได้แต่โวยวายด้วยความเซ็ง

    “หัวใจผู้หญิงไม่ใช่ผักใช่ปลานะ สงสารเขามั่ง แล้วไอ้ที่ไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้านนั่นอีก โฮ้ย เป็นน้องนุ่งแท้ๆเตะตูดโด่งออกไปโน่นแล้ว...ยิ่งพูดยิ่งแค้น”

    วรรณศิกาหัวเสียออกไป อนุกูลยิ้มเจ้าเล่ห์ ยกจานข้าวเดินมานั่งโต๊ะเดียวกับพัชนี พอเธอลุกหนีไปโต๊ะอื่น เขาก็ตามอีก ทำอย่างนี้อยู่สองสามครั้ง ที่สุดพัชนีก็ทิ้งจานข้าวของตัวเองเดินหนีไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

    ooooooo

    ที่โรงพยาบาล รัมภาท้อแท้นอนหลับแทบทั้งวัน โดยที่วิญญาณอบเชยรำพันปลอบโยนด้วยความสงสาร ให้ลูกแม่อดทน ลุกขึ้นสู้ ลูกต้องชนะนังแพงให้ได้ หากลูกตายไป เด็กสองคนจะเป็นยังไง

    ค่ำคืนเดียวกันนั้นที่เรือนใหญ่ รัสตี้กับไลล่าลูกแฝดของรัมภากำลังโหยหาพ่อแม่ ยิ่งคืนนี้อนุกูลกับพัชนีไม่มาอยู่เป็นเพื่อน เด็กๆพากันเหงาหงอย พอบุญสืบเอาข้าวมาให้กินแล้วรีบร้อนไปรอดูละครตอนอวสาน เด็กแฝดจึงชวนกันออกไปเรือนเล็กเพราะอยากเจอพ่อ แต่ก็เจอนางมารตัวเป้งอย่างดีดี้กับเดือนแรมกางกั้น โดยมีผีนางแพงท่องคาถาสะกดศามนเอาไว้ไม่ให้ออกมาหาลูก

    ในที่สุด เด็กแฝดถูกสองนางมารผลักไสออกจากเรือนไปทั้งน้ำตา ไลล่าเสียใจที่เดือนแรมบอกว่าพ่อไม่อยากพบเด็กงอแงน่าเบื่อ และที่เด็กๆตระหนกตกใจอย่างมากก็คือเดือนแรมยืนยันว่าพ่อกับแม่ของพวกเธอทะเลาะกัน อีกไม่นานก็เลิกกัน แม่เธอเสียใจจนไปอยู่โรงพยาบาล

    ไลล่าร้องไห้โฮจะไปหาแม่ และไม่ยอมรอให้อนุกูลพาไปตามที่รัสตี้บอก หนูน้อยเดินดุ่ยออกไปทางถนนหน้าเรือนใหญ่ ส่วนรัสตี้วิ่งเข้าไปในบ้านหยิบแบงก์ห้าร้อยในลิ้นชักแล้วหันไปคว้าเครื่องเล่นเกมของตัวเองตามน้องสาวออกไป

    เด็กสองคนเดินไปเรียกแท็กซี่ที่ถนนใหญ่ คนขับแปลกใจที่มืดค่ำเด็กมากันตามลำพัง แต่พอเห็นว่ามีเงินจึงไม่ปฏิเสธ มุ่งหน้าไปโรงพยาบาลที่แม่รักษาตัวตามที่เด็กชายบอก

    บุญสืบกับพ่อแม่ดูละครเพลินโดยไม่รู้ว่าคุณหนูๆ หายไปแล้ว จนกระทั่งพัชนีโทร.มาขอคุยกับเด็กๆ คราวนี้พวกเขาหูตาตื่นวิ่งกันพล่านไปหมด

    ระหว่างทางนั่งแท็กซี่ไปหาแม่ เด็กแฝดถูกคนขับซักถามไปเรื่อย นานเข้ารัสตี้เกิดระแวงว่าเขาจะเป็นคนร้าย แถมยังกระซิบบอกไลล่า จนเกิดอาการหวาดกลัวไปด้วยกัน

    เวลาเดียวกันนั้นที่โรงพยาบาล วิญญาณอบเชยเข้าฝันรัมภาที่ยังหลับสนิท โดยเน้นเรื่องความผูกพันระหว่างแม่ลูก

    “ภาระที่ติดตัวอยู่กับผู้หญิงทุกคนทุกสมัยคือภาระความเป็นแม่ เพราะมีลูกแม่จึงไม่เคยมีชีวิตของตนเอง เพราะ มีลูกนี่เอง แม่ทุกคนจึงมีความอดทนสูงยิ่งกว่าผู้ชาย”

    “รัสตี้ ไลล่า...” รัมภาครางชื่อลูก

    “คิดถึงลูกเอาไว้ แล้วแม่ชื่นจะชนะนังแพง”

    “คิดถึงลูกเอาไว้หรือคะ วิธีที่จะชนะผีร้ายตนนั้น”

    “เมื่อสมัยก่อน ในเวลาที่คุณหลวงหลงใหลอีแพงจนไม่อยากกลับมาหาชื่นกลิ่น เวลานั้นลูกอ่อนแอเหมือนอย่างนี้”

    “อ่อนแอเหมือนอย่างนี้ เคยเจ็บปวดเพราะผู้ชายคนเดียวกันเหมือนตอนนี้ ทั้งในชาติอดีตและชาตินี้เลยหรือคะ”

    “ใช่ เจ็บป่วย กินไม่ได้นอนไม่หลับเหมือนกัน”

    “เมื่อชาติที่แล้ว ลูกฆ่าตัวตายไปหรือเปล่าคะ”

    “ไม่...ไม่เลย เวลานั้นลูกชื่นกลิ่นของแม่กลับมาเข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง ลูกเหมือนผู้หญิงทุกๆคน เข้มแข็งขึ้น เพราะหน้าที่ความเป็นแม่”

    “หน้าที่ความเป็นแม่ นี่หมายความว่า...”

    “แม่จะเล่าเรื่องในเวลานั้นให้ฟัง”

    อบเชยย้อนเวลากลับสู่อดีตอย่างเด่นชัด...วันนั้นแพงวางตัวเป็นคุณนายเคียงคู่คุณหลวงอยู่เรือนเล็ก นวลถูกเวทมนตร์คาถาครอบงำจึงคอยดูแลรับใช้แพงอย่างบ่าวที่จงรักภักดี ต่างจากกล้าที่เมียงมองมาแล้วค่อนขอดแพงอย่างไม่พอใจ

    “อยู่บ้านใหญ่ ใส่เสื้อผ้าสวยๆ ดื่มน้ำส้ม มีบ่าวให้ใช้งาน ตอนนี้คุณมีทุกอย่างเหมือนคุณชื่นเลยสินะ”

    “มีเหมือนกันน่ะ ไม่พอหรอก ต้องมีเหนือกว่า”

    “เหนือกว่า?” กล้าทวนคำด้วยสีหน้างงๆ

    “มีทายาทไง คุณหลวงอยู่กับแพงทั้งวันทั้งคืน ยังไง ก็ต้องท้อง เมื่อแพงมีทายาท แพงก็จะกลับบ้านเดิมคุณหลวง แม่ของคุณหลวงต่อให้ดุแค่ไหนก็ต้องยอมรับหลาน ถึงเวลานั้นแพงก็จะได้เป็นเมียหนึ่งเมียเดียวของคุณหลวง”

    “แผนการยาวไกล ฮึ พระเจ้าจะเข้าข้างคนเลวอย่างเอ็งขนาดนั้นเชียวรึนังแพง” กล้าพึมพำแล้วถอยห่างออกไป พอเห็นนวลถือถาดใส่ของดองหลายอย่างผ่านเข้ามา กล้าจ้องตามด้วยความสงสัย

    “ของที่คุณแพงสั่งมาแล้วค่ะ” นวลวางถาดนั้นลง คุณหลวงก้มมองแล้วอดท้วงไม่ได้

    “ทำไมวันนี้กินของพวกนี้ล่ะ เปรี้ยวๆทั้งนั้นเลย”

    “ก็แพงอยากกินนี่คะ จู่ๆตื่นเช้ามาก็อยากกิน คุณหลวงกินข้าวไปคนเดียวนะ แพงมีของพวกนี้ก็อิ่มแล้ว” แพงจีบปากจีบคอจงใจให้กล้าได้ยิน แต่กล้าทำเหมือนไม่สน ทั้งที่ในใจนั้นรุ่มร้อนเหมือนไฟลน

    ขณะเดียวกันที่เรือนใหญ่ คุณหญิงอบเชยตามหมอมาดูอาการชื่นกลิ่นที่อ่อนเพลียทุกวัน กินอะไรก็อาเจียนออกมาหมด หมอตรวจชีพจรครู่เดียวก็ได้คำตอบที่น่ายินดีว่าชื่นกลิ่นตั้งท้อง

    “ลูกชื่นท้องงั้นรึ นี่แสดงว่าที่ทานข้าวไม่ได้มานมนาน ที่กินแล้วอ้วกออกมานี่เพราะท้อง ไม่ใช่เพราะเสียใจงั้นรึ”

    หมอพยักหน้ายืนยัน บัวสวรรค์ดีใจโผมาแสดงความยินดีกับชื่นกลิ่นที่ท่าทางยังช็อกกับข่าวดีที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อน...

    เพียงวันรุ่งขึ้น ข่าวชื่นกลิ่นท้องก็รู้ถึงหูแพงอย่างรวดเร็ว คุณหญิงอบเชยกับเพ็ญสะใจเป็นบ้า พูดจาเยาะเย้ยถากถางแพงที่คิดว่าตัวเองท้องกับคุณหลวง

    “หมอยืนยันว่าชื่นกลิ่นท้องได้สองเดือนกว่าแล้ว ทายาทของคุณหลวงมาเกิดกับชื่นกลิ่นไม่ใช่มาเกิดกับคนเลวอย่างมึง คุณหลวงกับชื่นกลิ่นทำบุญมาร่วมกัน ขนาดมีมารมาผจญก็ยังมีเด็กตามมาเกิด มาผูกพันคนทั้งสองไว้ด้วยกันอีก อีแพงเอ๊ย ชะตามึงขาดแน่คราวนี้”

    “ไม่! ไม่จริง แพงต่างหากที่ท้องลูกคุณหลวง”

    “เหรอ...ประจำเดือนขาดเล็กๆน้อยๆ อยากกินของเปรี้ยวนิดๆหน่อยๆ เอ็งก็คิดแล้วหรือว่าเอ็งท้อง ถุย! อีคนช่างฝัน ฝันกลางวัน คิดไปเองทั้งนั้น”

    “ไม่จริง ฉันจะไปหาหมอ จะไปตรวจ ฉันต่างหากที่ตั้งท้อง ไม่ใช่คุณชื่น...นังนวล ไปตามไอ้มิ่งมาขับรถพาข้าไปสุขศาลา พาข้าไปเดี๋ยวนี้”

    นวลรับคำแล้วลนลานออกไป แพงจ้องหน้าคุณหญิงกับบ่าวเพ็ญ เน้นย้ำอย่างมาดมั่นว่า “ฉันจะกลับมาพร้อมข่าวดี คอยดูไปแล้วกัน”

    ในขณะที่แพงเดินทางไปหาหมอที่สุขศาลา อยู่ทางนี้คุณหญิงอบเชยกับเพ็ญช่วยกันเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง แม้ยังไม่รู้ว่านังแพงจะท้องหรือไม่ท้อง แต่สองนายบ่าวก็กระหน่ำสาปแช่งมันไปด้วยแรงอาฆาต

    จนเมื่อแพงกลับมาด้วยความผิดหวัง เพราะหมอยืนยันว่าแพงไม่ได้ท้อง เพ็ญรู้เข้ารีบขึ้นมารายงานนายของตนด้วยความตื่นเต้นสะใจ คุณหญิงหัวเราะร่าบอก

    บ่าวเพ็ญว่า ข้ามีความสุขจริงๆ

    “เพ็ญก็มีความสุขเจ้าค่ะ คุณชื่นขา...อีแพงไม่ได้ท้อง คุณชื่นกลิ่นต่างหากที่มีบุพเพสันนิวาสกับคุณหลวง คุณหลวงจะต้องกลับมาหาคุณชื่น อย่าท้อใจไปนะคะ”

    “แล้วถ้าเขาไม่มาล่ะ ชื่นจะทำยังไงคะคุณแม่”

    “ไม่มาก็ไม่ต้องมา ช่างมัน” คุณหญิงจับมือลูกสาว ให้ได้สติว่า “ไม่มีรักใดในโลกอบอุ่นใจไปกว่ารักของพ่อแม่ ชื่นกลิ่นรู้ไหม วันที่หนูเกิดมาแม่มีความสุขแค่ไหน ทันทีที่แม่ทุกคนให้กำเนิดลูก โลกของแม่เหมือนเต็มบริบูรณ์ขึ้นมา

    ชีวิตมีค่า ชีวิตมีความหมาย ชีวิตของคนเป็นแม่จะรู้จักรักที่สมบูรณ์ จนไม่อาจมีรักใดเสมอเหมือน”

    “ไม่มีรักใดเสมอเหมือน เพราะลูกของเราหรือคะ”

    “ใช่แล้ว ใครๆก็เข้าใจว่าลูกเป็นคนดีขึ้นมาได้เพราะคำสั่งสอนของพ่อแม่ เพราะมีรักของพ่อแม่ ลูกจึงไม่กล้าทำชั่ว แต่หากคิดให้ดี พ่อแม่เป็นคนดีขึ้นมาได้เพราะลูกเหมือนกัน”

    “เพราะพ่อแม่มีลูก พ่อแม่จึงเข้มแข็งยิ่งกว่าที่เคยทำ เป็นคนดีได้มากกว่าที่เคยเป็น เพราะลูกงั้นหรือคะ”

    คุณหญิงพยักหน้าอย่างอิ่มเอม บัวสวรรค์ยิ้มให้กำลังใจพี่สาว แล้วนับจากวันนี้เป็นต้นไปชื่นกลิ่นก็ต้องฝืนกินอาหารและยาบำรุงเพื่อลูกน้อยในครรภ์ ไม่ว่าอะไรที่เคยกินแล้วอาเจียน ชื่นกลิ่นต้องกินลงท้องให้ได้ เพราะแม่ย้ำนักหนาว่า เด็กในท้องของหนูกินข้าวกินน้ำผ่านจากตัวหนู ถ้าหนูไม่กิน เด็กคนนี้ก็ตาย

    นอกจากนี้ แม่อบเชยยังสำทับอีกด้วยว่า

    “เด็กคนหนึ่งไม่มีพ่อได้ แต่ขาดแม่ไม่ได้ หนูเป็นลูกแหง่ของแม่ เพราะตั้งแต่เล็กแม่อบเชยคนนี้จัดการทุกอย่างให้หนู แต่นับจากนี้เป็นต้นไป หนูต้องเป็นแม่คน เด็กคนนี้ต้องพึ่งแต่หนูคนเดียว เขาจะมีชีวิตเติบโตขึ้น ดีขึ้นมาหรือไม่ ขึ้นกับหนูคนเดียว...หนูต้องเข้มแข็งนะชื่นกลิ่น จะอ่อนแอ อ่อนต่อโลกอีกไม่ได้แล้ว พอกันทีกับการนอนร้องไห้เศร้าโศกเสียใจเพราะผู้ชายเพียงคนเดียว พอกันทีกับการเป็นลูกแหง่ที่ไม่สิ้นสุด หนูต้องเข้มแข็ง ถึงเวลาเข้มแข็งแล้วนะลูก”

    ชื่นกลิ่นพยักหน้า กลืนน้ำตาเข้าไปในอกไม่ไหลออกมาอีก “ค่ะ หนูจะคิดถึงลูกทุกครั้งที่จะร้องไห้ ลูกจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของหนู หนูจะไม่ร้องไห้อีก”

    เล่ามาถึงตรงนี้ วิญญาณอบเชยที่อยู่ในฝันของรัมภาที่โรงพยาบาล เอ่ยถามขึ้นว่า

    “หนูจำความรู้สึกในวันนั้นได้ไหม วันที่หนูรู้ว่าหนูเป็นแม่คน แม่ของเด็กแฝด”

    รัมภาเริ่มได้สติ พยักหน้ารับและเอ่ยอย่างเข้าใจ “เพราะพ่อแม่มีลูก เราจึงเข้มแข็งยิ่งกว่าที่เคยทำ เป็นคนดีได้มากกว่าที่เคยเป็น”

    “ในเมื่อจำได้แล้ว หนูรู้หรือยัง ในเวลาเช่นนี้หนูจะรอดเพราะใคร...ตอนที่ชื่นกลิ่นท้อง เกิดเรื่องปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง แม่จะเล่าให้ฟัง”

    ย้อนกลับไปสู่อดีตอีกครั้งตามคำบอกเล่าของวิญญาณอบเชย...เช้าวันหนึ่งคุณหลวงทราบโดยบังเอิญจากกล้าว่าชื่นกลิ่นท้อง เขาตื่นเต้นยินดีออกจากเรือนเล็กไปเรือนใหญ่ แล้วพะเน้าพะนอเอาใจเธอเรื่องอาหารการกิน คุณหญิงกับบัวสวรรค์เห็นแล้วเป็นปลื้ม ยิ้มแย้มดีใจไปกับชื่นกลิ่น

    แต่รัมภาในยุคปัจจุบันที่ยังอยู่ในฝัน เธอคลางแคลงใจว่าคุณหลวงกลับมาหาชื่นกลิ่นจริงหรือ แล้วคุณไสยที่แพงทำไว้ล่ะ?

    “ไม่มีใครรู้ว่าทำไมวันนั้นคุณหลวงจู่ๆก็มา บางทีมนตรามืดดำอาจพ่ายแพ้ต่อวิญญาณบริสุทธิ์ดุจผ้าขาวของเด็กน้อย”

    “เพราะลูกเป็นห่วง เป็นบ่วงร้อยรัดพ่อแม่เอาไว้ให้เดินไปสู่ความดีความเจริญที่ยิ่งๆขึ้นไป”

    “มันเป็นอย่างนั้นเสมอ เป็นมาทุกยุคทุกสมัย หนูกับศามนมีบุพเพสันนิวาสต่อกัน แม้ผ่านเวลากี่ชาติภพ มีอุปสรรคอย่างไร สุดท้ายก็ยังมาเกิดร่วมกัน เป็นคู่ผัวตัวเมีย สิ่งนี้ล่ะที่ผีนังแพงมันแค้นใจนัก”

    “หนูจะต้องไม่อ่อนแอ หนูจะต้องชนะเท่านั้น หนูกับรัสตี้และไลล่า ไม่มีทางอื่นนอกจากลุกขึ้นสู้กับผีตนนั้น ลุกขึ้นสู้เท่านั้น” รัมภาบอกกับตัวเอง พยายามรวบรวมกำลังใจขึ้นมาใหม่

    ooooooo

    ในคืนเดียวกันที่รัสตี้กับไลล่านั่งแท็กซี่เพื่อไปหาแม่ที่โรงพยาบาล ปรากฏว่ารถติดมากเนื่องจากมีอุบัติเหตุในเส้นทางข้างหน้า คนขับจึงเปลี่ยนไปเข้าทางลัด ทำให้รัสตี้ที่เป็นเด็กขี้ระแวงยิ่งกลัว

    มากขึ้น พอได้จังหวะที่รถเสียแล้วคนขับลงไปตรวจเช็กเครื่องยนต์ รัสตี้จึงพาไลล่าวิ่งหนีไปในความมืด คนขับวิ่งตามเพื่อจะเอาค่าโดยสาร แต่ก็หาเด็กทั้งคู่ไม่เจอ

    เวลาเดียวกัน อนุกูลกับพัชนีที่รู้เรื่องจากบุญสืบว่าเด็กแฝดหายไปจากบ้าน พวกเขากำลังออกตามหาโดยมุ่งหน้าไปโรงพยาบาล เพราะค่อนข้างแน่ใจว่าเด็กๆคงไปหาแม่ แต่เมื่อไปถึงกลับไม่มีแม้เงา เจอแต่รัมภานอนหลับสนิทบนเตียง ซึ่งพยาบาลบอกว่าเธอหลับทั้งวัน และวันนี้ไม่มีใครมาเยี่ยม

    อนุกูลกับพัชนีร้อนใจ พูดคุยกันอีกครู่ก่อนพากันตามรอยเส้นทางจากโรงพยาบาลกลับไปบ้านของเด็ก เผื่อจะเจอระหว่างทาง รัมภานอนหลับแต่เธอได้ยินทั้งหมด พอสองคนนั้นออกไปแล้วเธอลืมตาโพลง ทำให้พยาบาลตกใจ ถามว่าคุณตื่นแล้วหรือ?

    ขณะขับรถออกไป อนุกูลกับพัชนีช่วยกันมองสองข้างทางตลอด ระหว่างนี้เองรัมภาโทร.เข้ามือถืออนุกูล ถามว่าเจอรัสตี้กับไลล่าหรือยัง

    “นี่คุณรู้ได้ไง คุณหลับอยู่ไม่ใช่เหรอ”

    “ฉันรู้แล้วกัน ว่าไงคะ เจอเด็กไหม”

    “รถติดมากเลย สงสัยข้างหน้าจะมีอุบัติเหตุ”

    “เด็กสองคนนั้นไม่เคยไปไหนเอง แล้วแกก็เพิ่งมาอยู่ที่นี่”

    “คุณภา ฟังผมนะ ใจเย็นๆก่อน ผมกับพัช แล้วก็พวกที่บ้านทุกคนกำลังช่วยกันออกตามหาเต็มที่ เราทุกคนจะทำให้ดีที่สุด อย่าห่วงนะครับ”

    รัมภาไม่พูดอะไรอีก เธอตัดสายแล้วบอกพยาบาลให้ตามหมอมาที เธออยากออกจากโรงพยาบาล...วิญญาณอบเชยอยู่ด้วยตลอด บอกไม่ต้องห่วง แม่จะดูแลหลานๆเอง

    อบเชยช่วยเหลือด้วยการดลใจให้พัชนีเปิดวิทยุฟังข่าวเกิดอุบัติเหตุเพื่อจะได้เปลี่ยนเส้นทาง พออนุกูลเลี้ยวรถเข้าซอยซึ่งเป็นทางลัด ก็เจอรัสตี้กับไลล่ากำลังยื้อยุดบางอย่างกับชายวัยรุ่นคนหนึ่ง

    ไอ้หนุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างจะแย่งเงินห้าร้อยกับเกมของรัสตี้ แต่เด็กแฝดไม่ยอม อนุกูลจอดรถได้วิ่งพรวดมาซัดมันหลายหมัด จนมันยอมคืนของสองสิ่งนั้นให้ แต่ขอร้องอย่าเรียกตำรวจมาเลย

    “ปล่อยก็ได้ แต่เอาบัตรประชาชนมา ฉันจะถ่ายรูปเอาไว้ก่อน เจอเด็กแทนที่จะช่วย น้ำใจน่ะมีไหม แหม...มันน่านัก”

    อนุกูลเงื้อง่า หนุ่มมอเตอร์ไซค์ยกมือไหว้ปลกๆ รีบหยิบกระเป๋าเงินหาบัตรประชาชนมาส่งให้

    ooooooo

    รัมภาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จกำลังจะออกจากห้องผู้ป่วยโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของพยาบาล ทันใดนั้นเอง อนุกูลกับพัชนีพาเด็กแฝดวิ่งเข้ามา รัมภาดีใจมากสวมกอดลูกๆทั้งน้ำตา

    “ผมพาน้องมา แต่มาไม่ถึง ไอ้คนนั้นมันจะเอาเงิน มันหน้าแดง มันถือปืน” รัสตี้ละล่ำละลักฟ้อง รัมภาตกใจหันมองพัชนีทันที

    “เอ้อ...เข้าใจว่าแกจินตนาการไปเองค่ะ คนที่จะเอาเงินจริงเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่คุณนุเก็บหลักฐานไว้แล้วปล่อยตัวไป”

    รัมภาเข้าใจ ปลอบลูกๆด้วยความสงสาร “ไม่ใช่ความผิดหนู แต่เป็นความผิดแม่เอง เป็นความผิดของแม่ แม่ต่างหากที่ลืมหนูไป แม่ต่างหาก”

    จู่ๆไลล่าคุกเข่าลงจับมือคุณแม่ พูดไปสะอื้นไป “หม่ามี้...ต่อไปนี้หนูจะไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่งอแงโยเยอีกแล้ว หม่ามี้อย่าทิ้งหนูไปนะคะ”

    “ไลล่า...ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะลูก”

    รัสตี้น้ำตารินออกมา คุกเข่าลงวอนขออีกคน “น้าเดือนบอกว่าแด๊ดดี้เบื่อเด็ก เด็กงอแง น่ารำคาญ หม่ามี้ก็เหมือนกัน หม่ามี้เบื่อเราจริงๆหรือครับ เบื่อจริงๆหรือครับ”

    ผู้ใหญ่ทุกคนตกใจมาก...รัมภาปฏิเสธปากคอสั่นว่าไม่จริง เขาพูดอย่างนั้นได้ยังไง ไม่จริงสักหน่อย

    “เดือนแรมขู่เด็กอย่างนี้นี่เอง มิน่าจู่ๆถึงหนีกันออกมา” พัชนีเจ็บใจ...แต่อนุกูลเจ็บแค้นกว่า สบถออกมาอย่างเหลืออด

    “เกิดมาไม่เคยด่าผู้หญิง ยายเดือนแรมนี่ขออีกทีเถอะ ต่ำจริงๆ”

    “ผู้หญิงคนนั้นเขาพูดไม่จริง อย่าไปเชื่อเขานะคะ ทั้งแด๊ดดี้และหม่ามี้รักหนู ลุกขึ้นเถอะ”

    เด็กๆไม่ยอมลุก รัมภาจึงคุกเข่าลงกับพื้นกอดลูกไว้...เรื่องราวอันตรายที่เกิดขึ้นในวันนี้นับว่าสุดๆแล้ว การทิ้งลูกเอาไว้ส่งผลอย่างไร

    “แม่อ่อนแอ เอาแต่ป่วย เพราะแม่อ่อนแอ ลูกทั้งสองถึงถูกเขาทำร้าย คุณทวดของหนูพูดถูกแล้ว ไม่ใช่ลูกที่ได้ดีเพราะพ่อแม่ พ่อแม่ก็ได้ดีเพราะลูกเหมือนกัน ต่อไปนี้จะไม่เกิดเรื่องร้ายๆขึ้นในชีวิตหนูอีก แม่สัญญา แม่จะไม่มีวันทิ้งหนูไป แม่สัญญา”

    สามแม่ลูกกอดกันร้องไห้ระงม อนุกูลเหลียวหน้าเหลียวหลัง พูดกับตัวเองอย่างหวาดผวา

    “คุณทวดเหรอ...ศพที่ตั้งอยู่ที่บ้านน่ะนะ”

    อีกครู่ต่อมา หลังจากรัมภาเปลี่ยนชุดกลับเป็นชุดคนไข้แล้ว เธอนั่งคุยกับอนุกูลและพัชนี โดยที่เด็กแฝดนั่งขีดเขียนวาดรูปกันเพลินอีกมุม

    รัมภาบอกว่าพรุ่งนี้ตนจะขอหมอกลับบ้าน เพราะลูกต้องการตน พออนุกูลจะทักท้วง พัชนีกลับช่วงชิง

    “บุญสืบเล่าว่า ตอนนี้เด็กสองคนการบ้านก็ไม่ทำ ไม่สนใจการเรียน บางทีก็ทะเลาะกัน เขากำลังจะกลายเป็นเด็กมีปัญหา”

    “เอ๊า ยายนี่ คุณภาก็ต้องรักษาตัวเหมือนกัน” อนุกูลแย้งทันที

    “ไม่...ฉันป่วยไม่ได้แล้ว ฉันอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยคุณก็เห็น ยาของหมอทำให้ฉันนอน ทำให้ฉันไม่คิด แต่ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้”

    “การรักษาแค่หนีปัญหา แต่หากจะแก้ไขชีวิต เราต้องไปจัดการที่ต้นตอของมัน”

    “ยายนี่ก็ยุจริง” อนุกูลแยกเขี้ยวใส่พัชนี แล้วชะงักนึกได้ “จริงสิ ในรถนั่น จู่ๆเธอก็เปิดวิทยุ แล้วไอ้วิทยุนั่นก็พูดเรื่องทางไปหาเด็กแฝดพอดี เธอสืบทอดการเป็นแม่มดมาจากลุงช่วงของเธอที่เป็นพ่อมดหรือเปล่า”

    “บ้าสิ พ่อมดแม่มดอะไรของคุณ ฉันก็แค่ได้ยินเสียง ช่างเถอะๆ อย่าไปพูดถึงมันเลย” พัชนีตัดบท แต่รัมภากลับถามออกมาว่า เสียงของผู้หญิงใช่ไหม...พัชนีสะดุ้งเล็กน้อยก่อนตอบรับ แล้วถามรัมภาว่าทำไมถึงรู้

    “คงเป็นคุณทวดอบเชย ตอนนอนอยู่ที่นี่ฉันฝันเห็นท่าน ท่านเล่าเรื่องในอดีตบางส่วนต่อจากลุงช่วงให้ฉันฟัง”

    “จริงหรือคะ”

    “ฉันกำลังเผชิญหน้าโดยตรงกับเงาอดีต ฉันหลีก เลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้อีกแล้ว จะชนะหรือพ่ายแพ้ก็ยังไม่รู้ แต่ฉันออกจากเกมไม่ได้ หนีไม่พ้นเสียแล้ว”

    พัชนีจับมือรัมภาบีบเบาๆ ดีใจด้วยที่เธอเข้มแข็งขึ้น...อนุกูลมึนตึ้บกับเรื่องผีสาง หาว่าพวกเธอพูดเป็นตุ เป็นตะ ชวนให้สยอง

    ooooooo

    ออกจากโรงพยาบาลในเช้าวันต่อมา รัมภารู้สึกสดชื่นขึ้นมาก เธอกลับบ้านพร้อมลูกแฝดโดยมีอนุกูลกับพัชนีตามมาส่ง บุญสืบกับพ่อแม่เห็นนายสาวหายดีแล้วต่างพากันดีใจ ขอต้อนรับเธอกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม

    เข้ามาในบ้าน รัมภาจูงมือลูกทั้งสองไปหยุดที่ตู้ยา หยิบขวดยานอนหลับที่ตนซื้อตุนไว้ออกมาทั้งหมด

    “หนูดูนี่นะ เมื่อก่อนแม่เป็นทาสของสิ่งนี้ ยานอนหลับ แม่ขอบอกหนูต่อหน้านี้เลย แม่จะเลิกกินมันแล้ว”

    รัมภาโยนขวดยาลงถังขยะ เด็กแฝดร้องเย้ ปรบมือกันใหญ่

    “คุณเคยบอกว่า ถ้าคุณไม่กิน คุณก็นอนไม่หลับ พอคุณนอนไม่หลับ คุณก็ป่วย แล้วนี่ยังมาปฏิเสธการรักษาจากหมออีก แล้วถ้านอนไม่หลับขึ้นมาจริงๆ คุณจะทำยังไง” อนุกูลยังกังวล

    “หมอมีเอาไว้รักษาโรคทางกาย แต่ทางใจเรามีศาสนา ใช่ไหมคะคุณพัช”

    “ค่ะ เขาเรียกธรรมะโอสถ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้ารักษาเยียวยาจิตใจให้มีความสุข โดยอาศัยที่พึ่งคือศาสนาที่ตนเชื่อถือ ในที่สุดโลกทางกายก็อาจจะหายไปได้”

    รัมภาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง จู่ๆอนุกูลโวยวายไม่อยากไปวัดกับพวกเธอ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"
    23 ต.ค. 2564

    05:50 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 08:21 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์