สมาชิก

ลิขิตริษยา

ตอนที่ 2

อัลบั้ม: "เอ ศุภชัย" ผู้จัดป้ายแดง ส่ง "ลิขิตริษยา" ลงจอ ช่อง 7



ก้านอุ้มซ่อนกลิ่นมาวางลงห่างออกมาจากบ้านที่ไฟไหม้ เขารีบเอามืออังจมูกเธอด้วยความตกใจ พอรู้ว่าเป็นลมก็ถอนหายใจโล่งอก ตอนนี้เขาทำได้แค่เอามือพัดให้พลางมองเลิ่กลั่กไปทั่วเพื่อหาทางช่วยเหลือ แล้วตะโกนสุดเสียงเมื่อเห็นคนมา

“ช่วยด้วย...ช่วยด้วยจ้า ช่วยกันหน่อยเร็วจ้า”

ชาวบ้านช่วยกันคนละไม้ละมือถือถังน้ำวิ่งเข้ามา ในขณะที่ซ่อนกลิ่นค่อยๆแสร้งฟื้นมองไปเห็นชาวบ้านช่วยกันสาดน้ำดับไฟก็ให้รู้สึกหงุดหงิดกลัวจะดับได้หมดแล้วผิดแผนที่วางไว้ ส่วนก้านรีบลุกออกไปช่วยคนอื่นๆ ซ่อนกลิ่นมองตามไม่ค่อยพอใจในใจร้อนยิ่งกว่าไฟที่เผาบ้านตัวเอง
ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ซ่อนกลิ่นกับก้านเดินเข้ามาดูซากบ้านที่ถูกไฟไหม้ หญิงสาวมองด้วยสายตาพอใจในความเสียหาย ก่อนจะเล่นบทโศกฟูมฟายว่า

“นี่มันเวรกรรมอะไรของฉันนักหนา! เงินทองตอนนี้ก็ไม่เหลือ บ้านก็ไม่มี ฉันไม่ตายก็เหมือนตายทั้งเป็น”

ก้านสงสาร คิดอ่านทำอะไรไม่ถูก และแล้วเขาก็ตัดสินใจพาซ่อนกลิ่นกลับไปที่บ้านพักของหลวงเดชอีกครั้ง พวกบ่าวไพร่ที่รอกลับพระนครมองซ่อนกลิ่นที่ทั้งตัวมีแค่ห่อผ้าหนึ่งห่ออย่างสงสัย เจิมคว้าแขนก้านกระชากมาถาม

“ไอ้ก้าน...นี่มันเกิดอะไรขึ้น เอ็งไปส่งมันที่บ้าน แล้วเอากลับมาทำไม แล้วทำไมมันมอมเป็นหมาอย่างนี้วะ หรือว่าเอ็งอดใจไม่ได้ไปทำมิดีมิร้ายกับมัน โอ๊ย...ข้าอยากจะบ้าตาย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะน้าเจิม ฉันก็พาแม่ซ่อนกลิ่นไปส่งที่บ้านนั่นแหละ แต่ไปถึงสักพักบ้านเขาก็ไฟไหม้”

คราวนี้พวกบ่าวไพร่ต่างตกใจเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เจิมเป็นคนแรกที่ได้สติย้อนถามว่าเกิดไฟไหม้ได้อย่างไร พร้อมกับมองซ่อนกลิ่นด้วยสายตาคาดคั้น ซ่อนกลิ่นแม้ไม่พอใจแต่ก็แกล้งตีหน้าเศร้าได้อย่างแนบเนียนเล่าว่าตนแค่จะต้มยาบำรุงให้คุณพิศจึงจุดไฟต้มน้ำแล้วเดินไปเอาห่อยาในห้องนอน กลับมาอีกทีไฟก็ไหม้แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

เจิมสวนกลับว่าตนเป็นแค่บ่าวคงไม่มีปัญญา

ช่วยปลูกบ้านให้ใหม่แน่ ซ่อนกลิ่นร้องไห้ว่าที่กลับมาก็เพราะจะให้คุณหลวงสงเคราะห์ตามที่เคยสัญญาไว้

ทุกคนที่ได้ยินสิ่งที่หญิงสาวต้องการถึงกับผงะไป

เวลานั้นคณะของหลวงเดชกลับมาถึงบ้าน

ในพระนครโดยสวัสดิภาพแล้ว ระหว่างที่รอให้บ่าวไพร่

ขนของขึ้นเรือน โฉมฉายบอกสามีว่าตนขอตัวไปกราบท่านเจ้าอาวาสเพื่อปรึกษาเรื่องงานกฐินเดือนหน้า หลวงเดชไม่ขัดข้องและรับอาสาดูแลลูกให้แทนกับพิศ กรองแก้วรู้สึกเศร้าที่ตัวเองไม่มีลูกอยู่คนเดียว จังหวะนั้นโฉมฉายเห็นความผิดปกติในท่าทีของเธอ

“กรองแก้ว ร้องไห้หรือเป็นอะไร มีอะไรก็บอกพี่เถอะนะ ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจแล้วเก็บไว้ มันแก้ปัญหาอะไรได้หรือ”

“น้องขอโทษค่ะ ที่ทำให้คุณพี่เป็นห่วง เพราะน้องรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถมีลูกให้คุณหลวงได้”

“โถ...แม่คุณ อย่าคิดมากนะ ถึงน้องจะไม่มีลูกแต่น้องก็ยังเป็นแม่คนหนึ่งของลูกๆทั้งสองของคุณหลวงได้นี่จ๊ะ ทำสิ่งที่น้องสามารถทำได้และทำให้ดีที่สุดเหมือน อย่างทุกวันนี้ นี่ล่ะคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนที่นี่รักน้องมากโดยเฉพาะคุณหลวง”

กรองแก้วซาบซึ้งถึงความห่วงใยของโฉมฉายจึงโผเข้ากอดอย่างตื้นตันใจและมีความสุข เธอสัญญากับตัวเองว่าจะรักและดีกับทุกคนในครอบครัวเดชบริรักษ์ตราบเท่าที่ชีวิตหนึ่งจะทำได้

ooooooo

ข่าวบ้านของซ่อนกลิ่นเกิดไฟไหม้กระจายไป อย่างรวดเร็วในตลาด พร หมอผีซึ่งกำลังเดินดูของเพลิดเพลินถึงกับตกใจแทบสิ้นสติ เขารีบวิ่งมุ่งหน้า

ไปยังบ้านซ่อนกลิ่นอย่างไม่คิดชีวิตเพราะใจนึกเป็นห่วงหญิงสาว

เมื่อมาถึง พรเห็นพวกชาวบ้านหลายคนกำลังเดิน คุ้ยๆดูในซากบ้านที่ไหม้ไฟไปแล้วของซ่อนกลิ่น เขารู้สึกใจเสีย

“ซ่อนกลิ่นล่ะพี่ ซ่อนกลิ่นอยู่ไหน เป็นไงบ้าง”

“นังซ่อนกลิ่นนะรึ...มันหนีตามผู้ชายไปแล้วมั้ง คนอะไร้ ไฟไหม้บ้านก็ไม่คิดจะดับ คนอื่นเขาวิ่งไปหาบน้ำมาดับกันวุ่นวาย มันกลับนั่งดูเฉย พอพวกข้าดับไฟเสร็จเหลียวมาอีกที ก็เห็นมันนั่งรถชูคอออกไปกับผู้ชายแล้ว”

ชาวบ้านบ่นกันจมหูว่าไม่เห็นมีของมีค่าอะไรให้ช่วยเก็บเลย เสียแรงที่มาช่วยเหลือ แต่พรก็ไม่มีสมาธิจะฟังเพราะยังอึ้งกับข้อมูลที่ได้ยินและมองไปที่ถนนด้วยความสงสัยว่าหญิงสาวไปกับชายคนไหนกัน ด้านซ่อนกลิ่นในเวลานั้นกำลังตื่นตะลึงกับความใหญ่โต

ของบ้านหลวงเดช ต่างกับบ่าวไพร่คนอื่นๆที่วุ่นวาย

ขนของลงจากรถ จนกระทั่ง เจิมต่อว่าไม่มีน้ำใจช่วยเหลือ ซ่อนกลิ่นแอบเบ้ปากก่อนจะเดินไปช่วยอย่างเสียไม่ได้

กรองแก้วได้ยินเสียงเอะอะจึงเดินออกมาถามว่าเหตุใดพวกเจิมมาถึงช้า แล้วเห็นซ่อนกลิ่นเดินออกมาจากท้ายรถ เจิมรีบสะกิดก้านให้อธิบายเรื่องราวทั้งหมด เสียงก้านรายงานว่า

“ที่มาช้าเพราะบ้านแม่ซ่อนกลิ่นไฟไหม้ครับ”

ซ่อนกลิ่นทรุดตัวลงนั่งที่พื้นพนมมือขอร้อง กรองแก้วให้ช่วยเหลือโดยการอนุญาตให้ตนเข้าพบหลวงเดชอีกสักครั้ง กรองแก้วฉิวขึ้นมาทันทีและปฏิเสธว่า

“ฉันไม่เห็นว่ามันจะเป็นธุระกงการอะไรของคุณหลวง เธอกลับไปเสียเถอะ”

“คุณหลวงให้สัญญากับฉันว่าถ้าวันหนึ่งเดือดร้อน ให้มาพบได้ทันทีเจ้าค่ะ...เพื่อตอบแทนที่ดิฉันเคยช่วยทำคลอดให้คุณพิศและคุณหนูให้ปลอดภัยน่ะเจ้าค่ะ”

เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยง กรองแก้วถึงกับอึ้งที่โดนทวงบุญคุณ เธอหันมาจ้องหน้าซ่อนกลิ่นที่แกล้งทำเจี๋ยมเจี้ยมหลบตาดูเหมือนคนไม่มีทางสู้ กรองแก้วนิ่งไปพัก ก่อนจะสะบัดหน้าเดินเข้าไปในบ้านโดยมีเจิม สาวใช้คนสนิทวิ่งตาม ซ่อนกลิ่นมองตามลุ้นว่ากรองแก้วจะไปบอกคุณหลวงไหม

ภายในบ้าน กรองแก้วมีสีหน้าเครียดจัด คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี เจิมเองก็รายงานนายว่าตนสงสัยว่าการที่ไฟไหม้บ้านนั้นต้องมีเงื่อนงำอะไรแน่นอน กรองแก้วจึงบอกว่า

“ฉันว่ามันเหิมเกริมอยากเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคุณหลวงจนตั้งใจเผาบ้านตัวเองก็เป็นได้ แต่ถ้าฉันยังอยู่ที่นี่ ฉันไม่ยอมให้ผู้หญิงร้ายกาจแบบนี้มาร่วมบ้านแน่”

กรองแก้วมีสีหน้ามุ่งมั่นคิดแผนบางอย่างออก ในขณะนั้น ซ่อนกลิ่นยืนคอยใจจดใจจ่อหงุดหงิด ทักท้วงกับบ่าวคนอื่นๆว่าตกลงกรองแก้วไปตามหลวงเดชให้ตนหรือไม่ ยังไม่ทันได้คำตอบ เจิมก็เดินหน้าตึงออกมาพูด เหน็บว่าคุณหลวงไม่เสียเวลาออกมาพบใครพร้อมกับยื่นซองเงินให้ซ่อนกลิ่นทันที หญิงสาวรับซองนั้นไว้อย่างงงๆ เสียงเจิมอธิบายว่า

“คุณกรองแก้วบอกว่าคุณหลวงพักผ่อนอยู่ เลยให้ฉันเอาเงินนี่มาให้หล่อน เห็นแก่ความดีที่เคยช่วยทำคลอดให้คุณพิศ เงินนี่มากพอที่จะให้เอ็งไปหาที่อยู่ใหม่ และทำทุนค้าขาย เลี้ยงตัวไปได้”

ซ่อนกลิ่นตกใจและแค้นใจที่ผิดแผน บีบน้ำตาร้องไห้ว่าถ้าไม่ได้พบกับหลวงเดชก็ขอพบคุณโฉมฉายแทน เจิมตัดบทว่าท่านไม่อยู่ ไปไหว้พระที่วัด แล้วสั่งก้านให้ขับรถพาหญิงสาวกลับไปส่งที่บ้านเดิม ซ่อนกลิ่นจ้องหน้าเจิมอย่างเจ็บแค้นแต่ต้องจำใจเดินตามก้านไปที่รถ

ระหว่างที่รถแล่นออกมาจากบ้าน ซ่อนกลิ่นคิดแผนออกจึงแกล้งชวนก้านคุยโดยหลอกล่อว่าจะแบ่งเงินให้ ถ้าเขาพาตนไปหาโฉมฉายที่วัดได้ ก้านรีบหยุดรถทำตาโตเพราะความละโมบครอบงำ ซ่อนกลิ่นยิ้มพอใจย้ำว่า

“ฉันขอโทษนะจ๊ะที่ทำให้พี่ลำบาก แต่ฉันก็อยากลาคุณโฉมฉายเสียหน่อย สำหรับฉันความกตัญญูมีค่าที่สุดในชีวิต ถ้าฉันไม่ได้กราบลาผู้มีบุญคุณ เงินทองที่ได้ไปฉันก็ไม่อยากจะใช้มันหรอก พี่ก้านรู้ใช่ไหมว่าเธอไปวัดไหน ช่วยฉันนะ”

ก้านหน้ามืดอยากได้เงินจึงเปลี่ยนที่หมายไปตามคำขอร้องของซ่อนกลิ่นทันที

ooooooo

ไม่นานนัก ก้านก็พาซ่อนกลิ่นมาถึงวัดซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่โฉมฉายกำลังกราบลาเจ้าอาวาส เสียงซ่อนกลิ่นเรียกชื่อของโฉมฉายดังขึ้น ทุกคนหันไปมองตามเสียง โฉมฉายแปลกใจที่เจอหญิงสาว

“อ้าว...ซ่อนกลิ่น ไปอย่างไรมาอย่างไรหรือ แล้วมีอะไรทำไมจึงร้องไห้ เธอทำฉันตกอกตกใจหมดแล้วนะ”

“คุณโฉมฉายคะ...บ้านฉันไฟไหม้ไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”

โฉมฉายตกใจกับสิ่งที่ได้ยินและรู้สึกสงสารซ่อนกลิ่นที่เหมือนมีแต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ยิ่งพอรู้ว่าหญิงสาวไม่มีที่ไปแล้ว โฉมฉายตัดสินใจชวนให้ไปอยู่ด้วยกันที่บ้านทำให้ซ่อนกลิ่นยิ้มดีใจที่แผนร้ายได้ผลในที่สุด ด้านนายผลกำลังดุลูกชายว่าหาเรื่องใส่ตัวและ

ยังขัดคำสั่งคุณกรองแก้วเพียงเพราะเห็นแก่เงินไม่กี่อัฐ ทั้งคู่หันมองโฉมฉายกับซ่อนกลิ่นด้วยความกังวลใจ

สองสามชั่วโมงต่อมา ขณะที่กรองแก้วกำลังวุ่นวายกับการจัดโต๊ะเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ก็เห็นโฉมฉายเดินขึ้นเรือนมาพร้อมกับส่งเสียงเรียกสามี

“คุณหลวงคะ ดิฉันมีเรื่องอยากเรียนคุณหลวงค่ะ ซ่อนกลิ่นมาที่บ้านเราแต่พอดีคุณหลวงพักผ่อนอยู่ เลยไปหาดิฉันที่วัด บ้านของเขาถูกไฟไหม้หมดแล้วเพราะมีน้ำใจอยากต้มยามาฝากให้แม่พิศ ถึงได้เจอเคราะห์ร้ายแบบนี้ เขาตัวคนเดียวไม่มีใคร ดิฉันก็เลยชวนให้มาอยู่ที่บ้านเรา คุณหลวงจะว่าอย่างไรคะ”

พิศหันไปมองซ่อนกลิ่นอย่างไร้เดียงสาและเชื่อสนิทใจ ส่วนหลวงเดชรับฟังเรื่องแล้วมีสีหน้าตกใจ ก่อนจะตอบว่าตนไม่ขัดในสิ่งที่คุณโฉมขอเพราะซ่อนกลิ่นเป็นผู้มีพระคุณต่อครอบครัว โฉมฉายก้มกราบขอบคุณสามีด้วยความดีใจ ต่างจากกรองแก้วที่ไม่พอใจอย่างแรงแต่ต้องเก็บ
อาการไว้เนื่องจากเกรงใจคนทั้งสอง

ซ่อนกลิ่นเห็นช่องทางเอาคืนจึงแสร้งขออนุญาตเอาเงินที่ได้รับจากกรองแก้วยกให้ก้านเพื่อตอบแทนที่เขาช่วยเหลือตน นั่นทำให้กรองแก้วโกรธและเจ็บใจเดินสะบัดหน้าออกไป ซ่อนกลิ่นแอบยิ้มเยาะอย่าง

ผู้ชนะ จากนั้นกรองแก้วมาไล่เบี้ยกับบ่าวไพร่จึงจับได้ว่าก้านเสียรู้ให้กับซ่อนกลิ่นเพราะเห็นแก่เงิน เจิมเงื้อมือจะตีแต่กรองแก้วห้ามและสำทับก้านว่า

“ตีไปก็เท่านั้น ก้านไม่ผิดหรอก แค่ไม่ทันคนอย่างแม่ซ่อนกลิ่น แต่จำไว้นะ ต่อไปนี้อย่าเชื่ออะไรแม่นี่อีก”

เจิมเตือนนายสาวอย่างหวั่นใจว่าสักวันหนึ่ง ซ่อนกลิ่นคงหาวิธีจับหลวงเดชจนได้ กรองแก้วประกาศเสียงกร้าวว่าจะไม่มีวันนั้น ตราบใดที่ตนยังอยู่ พูดจบก็กำมือแน่นด้วยแววตามุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ซ่อนกลิ่นแน่นอน

ตกค่ำวันเดียวกัน โฉมฉายที่ใสซื่อก็เรียกซ่อนกลิ่นขึ้นมาบนเรือนเพื่อรับเสื้อผ้ากับเงินเอาไว้ใช้ หญิงสาวแสร้งทำดีใจ กราบลงด้วยความนอบน้อม แต่เมื่อเห็นห้องพักของตนเองก็เกิดอารมณ์เสียเพราะคาดหวังว่า

จะได้อยู่เรือนเดียวกับหลวงเดชและภรรยา เสียงก่นด่าในใจดังก้อง

“ผู้มีพระคุณกะผีอะไรวะ ให้นอนเรือนคนใช้!”

ซ่อนกลิ่นมองไปรอบๆห้องอย่างหยามเหยียด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นครุ่นคิดแผนร้ายเงียบๆ

ooooooo

รุ่งเช้าวันต่อมา เจิมมาเคาะประตูเรียกซ่อนกลิ่นเสียงดังลั่นแต่ไม่มีการตอบกลับ จนกระทั่งเจิมตัดสินใจบุกเข้าไปในห้องก็พบแต่ความว่างเปล่า เจิมรู้สึกแปลกใจตะโกนถามอุ่นว่า

“ซ่อนกลิ่นมันหายไปไหน วันแรกก็หนีงานแล้ว คอยดูนะ ถ้ามาขี้เกียจกับข้าจะเอาเรื่องให้น่าดู”

“เห็นมันออกไปแต่เช้าแล้ว ฉันยังนึกว่าน้าเจิมเรียกมันทำงานซะอีก ถ้างั้น...มันคงออกไปข้างนอกมั้ง”

ที่ตลาดใกล้บ้านหลวงเดชยามเช้า ซ่อนกลิ่นแต่งตัวสวยด้วยชุดของโฉมฉาย กำลังเลือกซื้อของใช้ในตลาดอย่างสบายใจ พลันสายตาของทอง นักเลงตีไก่ที่เดินผ่านมากับเหมลูกน้องคนสนิทก็ปะทะกับความสวยของซ่อนกลิ่น เขาแอบมองตามประสาผู้ชายเจ้าชู้ก่อนจะส่งสัญญาณให้เหมลูกน้องเดินไปใกล้ๆ เหมแกล้งเดินมาชนซ่อนกลิ่นจนเซเกือบล้ม

ทองได้ทีโอบประคองซ่อนกลิ่นไว้เพื่อไม่ให้ล้มลงพร้อมส่งยิ้มหวาน พอหญิงสาวตั้งหลักได้ก็รีบผลักเขาออกไปห่างๆในขณะที่ทองออกอาการเกี้ยวพาราสีเธอสุดฤทธิ์ ซ่อนกลิ่นรู้ทันเกมของทองจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ทองรู้สึกหมั่นไส้ในความหยิ่งยโสก็พยักหน้าให้ลูกน้องเดินตามตอแย

เหตุการณ์นี้ไม่รอดพ้นสายตาของพวกบ่าวบ้านเดชบริรักษ์ที่ออกมาซื้อของเช่นกัน เจิมสั่งให้ก้านไปตามตัวซ่อนกลิ่นมาแต่ชายหนุ่มไม่อยากยุ่งเพราะเห็นพวกนักเลงคุมบ่อนเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆหญิงสาว เจิมยืนมองไม่ชอบใจนัก ขณะนั้นซ่อนกลิ่นจะเดินหนีแต่ทองเดินมาดักหน้าไว้พยายามจะสอบถามชื่อ จนหญิงสาวทนไม่ไหวร้องด่าออกมา ทองจึงคว้าข้อมือซ่อนกลิ่นดึงมากอดแต่ถูกหญิงสาวหยิบมะละกอลูกใหญ่ฟาดกกหูเขาเข้าเต็มแรง

ซ่อนกลิ่นดิ้นรนร้องเรียกให้คนแถวนั้นช่วยแต่ไม่มีใครกล้าเข้ามา ยกเว้นชายหนุ่มคนหนึ่งมายืนขวาง ทองกับเหมชะงักก่อนจะเกิดการตะลุมบอนกันขึ้น และแล้วชายคนนั้นก็ใช้ชั้นเชิงการต่อสู้ที่มีมากกว่าจัดการคนทั้งสองจนราบคาบและหลบหนีไปในที่สุด ชายหนุ่มเดินยิ้มหวานเข้ามาหาซ่อนกลิ่น แต่หญิงสาวไม่พอใจกลัวจะมาอีหรอบเดียวกัน

“นี่...จะทำบ้าๆกับฉันอย่างไอ้พวกนั้นอีกเหรอ”

“เป็นอย่างไรบ้างซ่อนกลิ่น...เอ็งจำเพื่อนคนเดียวของเอ็งไม่ได้หรือไงกัน”

ซ่อนกลิ่นกำลังจะเดินหนีก็หยุดชะงักแล้วจ้องชายหนุ่มตั้งแต่หัวจดเท้า และพึมพำเรียกชื่อเขาอย่างประหลาดใจ

“นพ...นี่เอ็งหรือนี่ เอ็งดูดีขึ้นมาก”

สองเพื่อนเกลอต่างหัวเราะขำที่มาเจอในสถานการณ์เช่นนี้ นพเล่าให้เพื่อนสาววัยเด็กฟังว่าตนเรียนจบแล้วเพิ่งจะได้งานที่กรมศุลกากรพร้อมกับถามซ่อนกลิ่นว่ามาทำอะไรที่นี่ มาเรียนหนังสือหรือไม่ เพื่อนสาวหน้าจ๋อยส่ายหน้าตอบว่าตนมาทำงานเป็นบ่าวบ้านหลวงเดช นพแสดงท่าทีดีใจ

“หลวงเดชบริรักษ์หรือเปล่า...ข้าเป็นลูกน้องคนใหม่ของคุณหลวง แต่ยังไม่ได้พบกันหรอก เพราะคุณหลวงลาหยุดหลายวัน ข้าเลยจะเอาหนังสือส่งตัวมาฝากไว้ที่บ้านท่าน งั้นข้าฝากไว้กับเอ็งเลยแล้วกัน”

“จะฝากทำไมคุณหลวงกลับมาแล้ว เอ็งไปหาท่านสิ ข้าอยากให้เอ็งไปหา เราไม่ได้เจอกันตั้งนาน ข้าอยากจะคุยกับเอ็ง...ไปด้วยกันนะ คุณหลวงใจดีไม่ว่ากระไรหรอก”

นพมองหน้าเพื่อนสาวที่ส่งสายตาอ้อนวอนแล้วใจอ่อน พยักหน้าตามใจตามคำขอนั้น เวลาเดียวกันนั้น กรองแก้วกำลังนั่งฟังบ่าวรายงานวีรกรรมของซ่อนกลิ่นที่ตลาดด้วยความเสียดาย เธออยากให้โฉมฉายได้เห็นธาตุแท้ของคนเจ้าเล่ห์ที่ไม่มีความจริงใจกับครอบครัวเดชบริรักษ์ เธอจึงกำชับให้บ่าวทุกคนเฝ้าจับตามองพฤติกรรมซ่อนกลิ่น ถ้าเห็นผิดปกติต้องรีบรายงาน

ยังไม่ทันไร พวงก็ชะงักหยุดมองภาพตรงหน้าแล้วรายงานนายสาวว่า

“สงสัยจะไม่ต้องรอนานแล้วเจ้าค่ะ ซ่อนกลิ่น... มันกลับมากับผู้ชายแล้วเจ้าค่ะ แต่คนละคนกับพวกนักเลงหัวไม้”

“อะไรนี่ แค่วันเดียวมันคบคนมากหน้าหลายตาขนาดนี้เชียวหรือ” กรองแก้วอุทานอย่างรังเกียจในพฤติกรรม

เวลานั้นซ่อนกลิ่นพานพมาพบกับหลวงเดชที่บ้านและรู้สึกภูมิใจที่มีเพื่อนจบสูงเพราะเห็นการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีจากทุกคนในบ้านเดชบริรักษ์ ยิ่งเมื่อทราบว่าทั้งคู่เป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเด็ก หลวงเดชถึงกับเอ่ยปากชวนให้เขาแวะมาเยี่ยมเยียนได้ตลอดเวลา นพมองเพื่อนสาวด้วยความดีใจ แววตาเป็นประกายบ่งบอกความรู้สึกที่คิดมากเกินคำว่าเพื่อนซึ่งไม่พ้นการจับสังเกตของกรองแก้วไปได้

ซ่อนกลิ่นเดินมาส่งนพที่หน้าประตูบ้าน เพื่อนชายรู้สึกเห็นใจเธอเมื่อทราบเรื่องบ้านถูกไฟไหม้ เขาเอ่ยปากให้ความช่วยเหลือ หากเธอต้องการกลับไปอยู่ที่เดิม แต่ซ่อนกลิ่นปฏิเสธความหวังดีนั่นโดยอ้างว่าหลวงเดชดีต่อตนทำให้มีความสุขมาก นพงงกับความคิดเพื่อนสาว ยังไม่ทันจะซักถามอะไรต่อก็ถูกซ่อนกลิ่นไล่ให้กลับ กรองแก้วที่แอบเดินตามมาพูดเยาะหยันว่า

“ท่าทางเพื่อนเธอยังไม่อยากกลับนะ รีบไล่ทำไม หน้าที่การงานเขาก็ดี น่าจะชอบคุยกับเขานะ”

“คุณกรองแก้วพูดเหมือนจะให้ดิฉันชอบกับนพ แต่เขายังไม่ดีพอที่ซ่อนกลิ่นจะชอบ คนอย่างซ่อนกลิ่น...ถ้าลงว่าชอบใครแล้ว ต่อให้สูงส่งแค่ไหน ซ่อนกลิ่นจะต้องหาวิธีเอามาครอบครองจนได้”

กรองแก้วกำมือแน่นด้วยความเจ็บใจที่ถูกย้อน ในขณะที่ซ่อนกลิ่นนึกเข่นเขี้ยวในใจว่าคนอย่างตน สักวันหนึ่งจะต้องเป็นเมียหลวงเดชที่เท่าเทียมกับพวกภรรยาในตอนนี้ให้ได้

ooooooo

ตกค่ำวันเดียวกัน อรพิลาสร้องไห้งอแงเสียงดังลั่น แม้พิศพยายามปลอบอย่างไรก็ไม่เป็นผล หลวงเดชกับกรองแก้วรู้สึกเป็นห่วงและกังวลใจ ซ่อนกลิ่นสบโอกาสจึงขอลองอุ้ม พิศไม่ขัดข้อง รีบยื่นลูกสาวให้อุ้มทันที

ปรากฎว่าอรพิลาสหยุดร้องไห้ราวกับปาฏิหาริย์ ทุกคนแปลกใจระคนทึ่ง พิศดีใจ หลวงเดชเองก็ประหลาดใจถึงกับเอ่ยปากว่า

“คุณโฉม ท่าทางจะได้คนเลี้ยงถูกคนแล้วล่ะ ดูสิ... หลับตาพริ้มเชียว”

“แม่ซ่อนกลิ่น งั้นต่อไปนี้ เธอช่วยคุณพิศดูแลหนูอรพิลาสแทนแล้วกันนะจ๊ะ เรื่องงานที่บอก ฉันให้คนอื่นทำแล้วกัน”

ซ่อนกลิ่นยิ้มพอใจ ต่างจากกรองแก้วที่ไม่เห็นด้วยรีบคัดค้านทันควัน แต่หลวงเดชปรามไม่ให้คิดมาก ในเมื่อไม่มีใครเชื่อ กรองแก้วจำต้องล่าถอยไปพร้อมกับจับตามองไม่ให้ซ่อนกลิ่นมีโอกาสได้ใกล้ชิดคุณหลวงเมื่อมาทำหน้าที่พี่เลี้ยงบนเรือน ความทันเกมของกรองแก้วในเรื่องนี้นับว่าเป็นหนามยอกอกซ่อนกลิ่นจริงๆ

จากนั้นในวันถัดมา ซ่อนกลิ่นเกิดอาการเซ็งมากขึ้น เมื่อธูป อดีตสาวรับใช้กลับมาขอทำงานที่บ้านเดชบริรักษ์อีกครั้งและต้องมาอาศัยอยู่ร่วมห้องเดียวกัน ทั้งสองมีกรณีพิพาทตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนเจิมต้องเข้าห้ามปราม นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ซ่อนกลิ่นต้องรีบวางแผนเผด็จศึกหลวงเดชเพื่อยกระดับฐานะตัวเองและออกจากเรือนคนใช้ให้เร็วที่สุด

โอกาสเหมาะผ่านมาถึงในตอนค่ำวันเดียวกัน เมื่อซ่อนกลิ่นได้ยินพิศกับพวงคุยกันว่าคืนนี้หลวงเดชจะมาค้างที่เรือนกับพิศ เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ทำทีมาช่วยดูแลอรพิลาสและบอกว่า

“คุณพิศยังไม่ได้อาบน้ำใช่ไหมเจ้าคะ เดี๋ยวฉันดูคุณหนูให้เอง คุณพิศรีบไปอาบน้ำเถอะเจ้าค่ะ”

พอคล้อยหลังพิศออกไป ซ่อนกลิ่นรีบอุ้มอรพิลาสมายืนหันหลังให้ประตู ด้านหลวงเดชเมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องเข้าใจว่าเป็นภรรยาอุ้มลูกอยู่ก็เดินตรงเข้ามากอด ซ่อนกลิ่นยิ้มสมหวังและหันมาเผชิญหน้ากับเขา หลวงเดชตกใจรีบขอโทษ ก่อนจะได้ยินเสียงพิศเรียกหาสามี ซ่อนกลิ่นฝันสลายคอตกที่สวรรค์ไม่เป็นใจให้ดำเนินการสำเร็จ

รุ่งเช้าวันต่อมา โฉมฉายให้คนมาตามซ่อนกลิ่นไปพบ หญิงสาวหน้าเสียกลัวแผนที่วางไว้แตก แต่การณ์กลับเป็นว่าซ่อนกลิ่นได้รับสร้อยพระ เธอรู้สึกงงๆและปลาบปลื้มไปในคราวเดียวกันเพราะตั้งแต่เกิดมา

ไม่เคยได้รับของมีค่ามาก่อน ดีใจได้ไม่นาน ซ่อนกลิ่นก็พบว่าบ่าวทุกคนของบ้านนี้ได้รับสร้อยพระเหมือนกันหมด แต่ที่ต่างกันคือขนาดเท่านั้น เสียงเย้ยหยันของธูปดังขึ้นว่า

“นี่ย่ะ แหกตาดูซะ ฉันก็ได้มาเหมือนกัน ใหญ่กว่าของหล่อนอีก ที่เนี่ย เขาได้กันทุกคนแหละ พวกพี่ๆมีกันไหมจ๊ะ”

ซ่อนกลิ่นทั้งโกรธทั้งอายกำสร้อยพระแน่น เดินกระทืบเท้าเข้าห้องร้องกรี๊ดอย่างไม่กลัวเสียงลอดออกไปด้านนอก

ooooooo

ตั้งแต่ซ่อนกลิ่นได้รับคำสั่งจากโฉมฉายให้มาดูแลอรพิลาส พิศก็มีอาการซึมเศร้าไม่พูดไม่จา แอบมานั่งคนเดียวในห้องนั่งเล่น อุ่นมองนายสาวด้วยความสงสาร กรองแก้วเองก็เห็นเช่นกันและอดไม่ได้ที่จะถามไถ่

“ดูสีหน้าเธอไม่สู้ดีเลยนะพิศ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”

“ถ้าเดาไม่ผิด บ่าวว่าต้องเป็นเพราะนังซ่อนกลิ่นแน่ๆเจ้าค่ะ ก็เท่าที่บ่าวสังเกต คุณพิศจะได้อยู่กับคุณหนูอรก็แค่ตอนให้นมเท่านั้นนะเจ้าคะ พอให้นมเสร็จ แม่ซ่อนกลิ่นก็มาควักเอาไปเสียละ อาบน้ำเช็ดตัว เธอแย่งเอาไปทำหมด”

พิศไม่อยากให้กรองแก้วกังวลจึงปรามอุ่น แต่บ่าวคนสนิทไม่สนใจพูดต่อว่ายิ่งเวลาหลวงเดชมาที่นี่ ซ่อนกลิ่นจะต้องอุ้มคุณหนูไปส่งให้พร้อมกับทำท่าออเซาะฉอเลาะ กรองแก้วได้ยินก็โมโหขึ้นมาทันทีและเดินตรงไปยังห้องพิศทันที

ขณะนั้นซ่อนกลิ่นกำลังเล่นกับอรพิลาสกันกระจุ๋งกระจิ๋งอยู่ กรองแก้วเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“นี่...แม่ซ่อนกลิ่น ถือดียังไง ถึงมาเอายายหนูไปเลี้ยงอยู่คนเดียว แม่เขาก็ยังอยู่ทั้งคน นี่อะไร เอาไปเลี้ยงอย่างกับเป็นลูกตัว เอ็งจำใส่หัวไว้นะ หน้าที่บ่าวในเรือน เจ้านายสั่งแค่ไหนก็ทำแค่นั้น ไม่ต้องสะเออะทำเกินหน้าที่”

ซ่อนกลิ่นแกล้งทำเป็นตกใจกลัวอำนาจกรองแก้ว พอคล้อยหลังพวกกรองแก้วเดินออกไป สีหน้าจากจ๋อยเปลี่ยนเป็นเคียดแค้น พอตกเย็น หญิงสาวเห็นช่องทางเอาคืนกรองแก้วเมื่อเห็นหลวงเดชเดินมากับโฉมฉายที่อุ้มบวรยศ เธอแกล้งตีสีหน้าเศร้าทำร้องไห้สะอึกสะอื้นเดินผ่านทั้งคู่ไป สองคนมองหน้ากันแล้วก็ถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น ซ่อนกลิ่นแอบยิ้มเจ้าเล่ห์ฟ้องว่า

“คุณกรองแก้วเธอเพิ่งสั่งไม่ให้ดิฉันยุ่งกับคุณหนูอีกเจ้าค่ะ เธอว่าเธอจะเลี้ยงคุณหนูเอง ฉันเลยคิดถึงคุณหนูเจ้าค่ะ”

หลวงเดชฟังความแล้วรู้สึกฉุน เดินดุ่มๆขึ้นเรือนตรงไปหากรองแก้วกับพิศและเปิดฉากต่อว่า

“คุณโฉมสั่งให้ซ่อนกลิ่นดูแลหนูอรพิลาส ทำไมถึงไปบอกให้แม่ซ่อนกลิ่นเขาเลิกยุ่งล่ะ น่าจะเกรงใจคุณโฉมบ้างนะ”

กรองแก้วตกใจ ด้วยคุณหลวงไม่เคยต่อว่าตนเช่นนี้มาก่อน เธอรู้สึกทั้งโกรธ เจ็บใจและอายจึงนิ่งเงียบ โฉมฉายเห็นท่าไม่ดีพูดแก้ให้ว่ากรองแก้วต้องมีเหตุผลที่สั่งเช่นนั้น เสียงกรองแก้วตอบสั่นๆอย่างระงับอารมณ์แทบไม่ไหว

“ก็แม่ซ่อนกลิ่น ไม่ปล่อยให้พิศอยู่กับลูกเลยนี่คะได้อุ้มได้กอดก็เฉพาะตอนให้นมกับตอนนอนเท่านั้น พิศ...เขาคิดถึงลูกเหมือนกันนะคะ”

พิศตกใจที่พฤติกรรมเศร้าซึมของตนกำลังจะเป็นเหตุให้หลวงเดชกับกรองแก้วต้องผิดข้องหมองใจกัน เธอรีบอธิบายว่าเป็นความผิดของตนที่คิดมากไปเลยทำให้กรองแก้วเกิดเป็นห่วง ซ่อนกลิ่นอดไม่ได้พูดสวนว่าแม้แต่ตอนนี้ ทำไมกรองแก้วก็ไม่ได้ให้พิศอุ้มลูกเช่นกัน กรองแก้วโกรธฉิวขึ้นมาทันทีที่ซ่อนกลิ่นพูดสอดขึ้น เธอพูดตวาดเสียงกร้าวว่าใครอนุญาตให้พูดสอด ซ่อนกลิ่นทำเป็นก้มหน้าเดินคอตกออกจากห้องไปโดยเร็ว หลวงเดชรีบชี้แจงว่า

“พี่ว่าก็จริงของแม่ซ่อนกลิ่นนะ เพราะเขาไม่ใช่บ่าวอย่างคนอื่นๆ แต่เป็นผู้มีพระคุณของเรา อีกอย่างคุณโฉมเป็นคนสั่งให้แม่ซ่อนกลิ่นเลี้ยงหนูอร ถ้าเธอไปสั่งห้ามมันก็เหมือนไม่ไว้หน้าคุณโฉมเหมือนกัน ฉันพูดไปตามเนื้อผ้า อะไรถูกอะไรผิดก็ว่ากันไป”

“คุณพี่รู้ใช่มั้ยคะว่าน้องไม่เคยคิดแบบนั้นกับคุณพี่ การที่ดิฉันเห็นใจพิศ มันเป็นความผิดสิคะ แต่ไหนแต่ไร คุณหลวงไม่เคยว่าดิฉันเลยสักคำ แต่วันนี้คุณหลวงเห็นคนอื่นดีกว่าเมีย!”

หลวงเดชปรามภรรยาให้ได้สติและควรมีเหตุผลมากกว่านี้ กรองแก้วจ้องหน้าสามีพูดอย่างน้อยใจว่า

“สักวันคุณหลวงจะเดือดร้อนเพราะแม่ซ่อนกลิ่นนั่น คุณหลวงจำคำดิฉันไว้ก็แล้วกัน”

กรองแก้วสะบัดหน้าแล้วเดินหนีออกไป คนที่เหลืออยู่ในห้องต่างมีสีหน้าไม่สบายใจ

ooooooo

ด้วยอารมณ์โมโหและน้อยใจสามี กรองแก้วเดินออกมาจากห้องพิศโดยไม่ทันสังเกตว่าซ่อนกลิ่นยังคงนั่งรออยู่แถวโถงกลางบ้านพร้อมกับทำหน้ายียวนกวนประสาท ต่างจากกิริยาที่แสดงต่อหน้าหลวงเดชกับโฉมฉายอย่างลิบลับ

“ที่คุณมาเจ้ากี้เจ้าการนี่ ดิฉันว่าคุณคงอยากจะเลี้ยงลูกเต็มแก่ แต่ติดอยู่ที่...ยังไม่มีเสียที คุณๆคนอื่นเค้าก็มีกันไปหมดแล้วนะเจ้าคะ”

กรองแก้วหยุดกึกโกรธจนตัวสั่น ทำอะไรไม่ถูกเพราะโดนจี้ใจดำได้แต่คำรามเรียกชื่อซ่อนกลิ่นเสียงดังลั่น ซ่อนกลิ่นยิ้มยียวนในขณะที่หน้ากรองแก้วเต็มไปด้วยความชิงชังสุดขีด กรองแก้วพูดลอดไรฟันว่า

“เก่งให้ตลอดนะ คอยดูกูจะเฉดหัวมึงออกจากเรือนคุณหลวงให้ได้!”

ซ่อนกลิ่นไม่สะทกสะท้านกับคำขู่อาฆาตนั้น แต่รำพึงออกมาเมื่อกรองแก้วเดินลับไปแล้วว่าคอยดูแล้วกันว่าใครจะถูกเฉดหัวออกไปก่อนใคร แววตาซ่อนกลิ่นส่องประกายเคียดแค้นและร้ายกาจ แม้หลายชั่วโมงหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ซ่อนกลิ่นยังคงได้ยินคำอาฆาตของกรองแก้วสะท้อนกลับไปกลับมาในหัวไม่หยุด เธอนอนลืมตาครุ่นคิดอะไรบางอย่าง...

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ทุกคนในครอบครัวเดชบริรักษ์กำลังนั่งคุยเล่นหยอกล้ออย่างมีความสุขตรงระเบียงหน้าบ้าน จังหวะนั้นเองซ่อนกลิ่นคลานเข้ามาหา

“คุณโฉมฉายเจ้าคะ ฉันจะมาขอลากลับไปบ้านสักวันสองวันเจ้าค่ะ เมื่อตอนออกมาก็ไม่ได้บอกใคร กลัวว่าญาติๆจะเป็นห่วงน่ะเจ้าค่ะ”
พวงได้ยินก็สอดขึ้นทันทีว่า “อ้าว ก็ไหนแม่ซ่อนกลิ่นว่า ไม่เหลือใครแล้ว ตัวคนเดียว ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน แล้วตอนนี้ญาติพี่น้องแม่ มันงอกมาจากไหนกันล่ะยะ”

ซ่อนกลิ่นทำหน้าปูเลี่ยน นึกตอบอะไรไม่ถูก ต้องอ้อมๆแอ้มๆตอบว่าเป็นญาติห่างๆและเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้แจ้งให้พวกเขารู้เรื่องบ้านถูกไฟไหม้ เป็นห่วงกลัวพวกเขาตามหา โฉมฉายไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก กลับพูดตัดบทให้รีบไปโดยเร็ว ซ่อนกลิ่นยิ้มดีใจแล้วบอกว่าตนคงไปไม่นาน จะรีบไปรีบกลับ ผิดกับกรองแก้วที่อยากให้ไปแล้วไปลับไม่ต้องกลับมาอีก

ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา มีรถสามล้อมาจอดที่หน้าบ้านพร หมอผีชื่อดังประจำจังหวัด ซ่อนกลิ่นลงมาจากรถก่อนจะมองเข้าไปในบ้านพร สีหน้าครุ่นคิด ขณะนั้นพรกำลังนั่งสมาธิสวดลูกประคำบริกรรมคาถาอยู่ในบ้าน พลันได้ยินเสียงเคาะประตูดังก๊อกๆพร้อมกับเสียงของซ่อนกลิ่นเรียกชื่อเขา พรลืมตาขึ้นมีสีหน้าดีใจรีบกุลีกุจอเปิดประตู

“พี่พร! ทำอะไรอยู่วะ...ชักช้าจริง”

“ซ่อนกลิ่น! เดี๋ยวก่อน เอ็งหนีตามผู้ชายไปไม่ใช่เหรอ กลับมาหาข้าทำไมกัน”

ซ่อนกลิ่นแกล้งตีหน้าออเซาะพรสุดพลังพร้อมกับอ้อนไม่ให้เขาโมโห วันนี้ที่ตนมาหาเพราะอยากอธิบายให้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ปากจะดูเหมือนตัดรอนแต่แท้ที่จริงพรไม่ได้โกรธมากมายนัก เขาพยักหน้าให้หญิงสาวเดินเข้าไปในบ้าน ทั้งสองคุยกันอยู่นาน ขณะที่พรทำสีหน้าครุ่นคิดฟังเรื่องราวต่างๆ ซ่อนกลิ่นใช้มารยาหญิงค่อยๆตะล่อมพูด

“ฉันน่ะสิ้นไร้ไม้ตอกจริงๆถึงได้ไปอยู่กับคุณโฉมฉาย พี่อย่าโกรธฉันเลย วันนี้ฉันมีเรื่องมาขอร้องพี่พรนะ”

“คำก็พี่ สองคำก็พี่ แล้วเมื่อไหร่กูจะได้เป็นผัวมึงซักที เอ้า...มีอะไรก็ว่ามา”

ซ่อนกลิ่นกระซิบข้างหูบอกสิ่งที่ตัวเองต้องการ หลังพรได้ยินก็ลุกพรวดขึ้นทันทีด้วยความโมโหพร้อมกับปฏิเสธไม่ร่วมสังฆกรรม ซ่อนกลิ่นรีบพูดแบบใช้น้ำเย็นเข้าลูบบอกว่าถ้าตนสุขสบาย ตนจะเป็นคนเลี้ยงดูพี่เอง เราจะมีความสุขในบั้นปลายของชีวิต พรมีทีท่าอ่อนลงและใช้ความคิดหนัก ไม่นานนักเขาก็ตัดสินใจได้และพูดว่า

“แต่เรื่องแบบนี้ไม่ได้ทำกันง่ายๆ มันต้องใช้ของหลายอย่าง เอ็งต้องเอามาให้ได้ ภายในวันแรม 15 ค่ำนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะเสียฤกษ์ เอ็งมีเวลาสามวัน...ทำได้ไหมล่ะ”

“ขอให้บอกเถอะจ้ะ นังซ่อนกลิ่นคนนี้จะหามาให้พี่จนได้แหละน่า”

ooooooo

ไม่นานหลังจากนั้น ซ่อนกลิ่นก็เดินทางกลับมาถึงบ้านเดชบริรักษ์ด้วยพลังใจเต็มร้อย เวลานั้น ธูปเพื่อนร่วมห้องกำลังฝันหวานอารมณ์ดีเพราะคิดว่า คืนนี้จะได้ครอบครองห้องคนเดียว แต่แล้วก็ฝันสลาย เมื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้ามา

“ทำไมกลับมาเร็วนักยะ ญาติหล่อนมีแค่ครึ่งคนเท่านั้นรึ ถึงเยี่ยมกันเร็วเหลือเกิน นึกว่าจะไปสักเดือนหรือปีหนึ่ง!”

ซ่อนกลิ่นไม่โต้ตอบแต่ถอนหายใจอย่างแรง นั่งลงที่เก้าอี้แล้วส่องกระจก ลูบผมเผ้าดูความเรียบร้อย

แล้วพูดกับธูปโดยไม่หันมามองว่า

“นังธูป...เอ็งมีหน้าที่ซักรีดเสื้อผ้าของคุณหลวงกับคุณโฉมใช่ไหม ต่อไปนี้ฉันจะช่วยแกซักรีดให้ไปเก็บมาก็แล้วกัน”

ธูปฟังแล้วอ้าปากค้างคิดไม่ถึงว่าคนขี้เกียจเช่นนี้ จะเอ่ยปากช่วยงานตน และแล้ววันรุ่งขึ้น พฤติกรรมความขยันของซ่อนกลิ่นก็เริ่มขึ้น เธอช่วยกวาดบ้านและซักผ้าของหลวงเดชกับโฉมฉายอย่างขมีขมัน บ่าวไพร่ทุกคนมองการกระทำนั้นด้วยความขบขันไม่มีใครฉุกใจคิดสงสัย ยกเว้นเจิมที่เผอิญมาเห็นซ่อนกลิ่นแอบลักลอบเข้าไปในห้องนอนของเจ้านาย

เจิมมองพฤติกรรมซ่อนกลิ่นอย่างเงียบๆและสงสัยเพราะหญิงสาวเดินงุ่นง่านเหมือนหาอะไรบางอย่างในห้องนั้นพร้อมกับพร่ำบ่นว่าไม่มี พอเจิมเอ่ยปากถามว่าหาอะไร ซ่อนกลิ่นมีทีท่าตกใจแทบสิ้นสติและอ้ำอึ้งอยู่ชั่วครู่แล้วบอกว่า

“เอ่อ...ไม่มี...ไม่มีฝุ่นเลยจ้ะพี่เจิม เอ่อ...ปัดกวาดห้องไปแล้วรึจ๊ะ ฉันอยู่ว่างๆก็เลยว่าจะช่วยปัดกวาดน่ะจ้ะ”

“ทำแล้วสิยะ พอคุณโฉมเธอตื่น ฉันก็ทำแล้วย่ะ ใครจะปล่อยไว้ป่านนี้ละยะ แล้วใครใช้ให้เอ็งเข้ามาในนี้!”

ซ่อนกลิ่นยิ้มแหยแกล้งเดินตัวงอออกไป เจิมมองตามสงสัยก่อนจะหยิบผ้านุ่งลายออกไปให้โฉมฉายตามคำสั่ง ซ่อนกลิ่นเดินอารมณ์เสียกลับไปที่ห้องบ่นพึมพำไปตลอดทางว่า

“เส้นผมง่ายๆยังเอามาไม่ได้ แล้วเล็บมันจะได้รึวะ ...โว้ย!”

ขณะนั้นท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มเหมือนฝนจะตก ธูปตะโกนบอกเพื่อนร่วมห้องให้ช่วยกันเก็บผ้าเจ้านายที่ซักตากไว้ แต่ก็เป็นเรื่องจนได้เมื่อเจิมมาตรวจพบว่ากางเกงแพรของหลวงเดชหายไปตัวหนึ่ง พอเอะอะสอบถามกับธูปจึงได้ความว่าซ่อนกลิ่นมาช่วยซักผ้า เจิมฉุกใจคิดถึงเรื่องที่เจอซ่อนกลิ่นในห้องเมื่อเช้าทันที เจิมรายงานเรื่องให้กรองแก้วทราบโดยด่วน นายสาวทำสีหน้าครุ่นคิดพึมพำว่าซ่อนกลิ่นต้องการอะไรกันแน่ ก่อนจะสั่งให้เจิมไปที่ห้องของตัวการทันที

เมื่อไปถึง กรองแก้วไม่รีรอ เดินปรี่เข้าไปผลักซ่อนกลิ่นจนเซไปติดประตู เจิมถลาเข้าค้นห้องจนกระทั่งเจอกางเกงที่หายไปในที่สุด กรองแก้วกระชากเสียงถามว่า เพราะเหตุไรกางเกงคุณหลวงจึงมาอยู่ที่นี่

“เอ่อ...ดิฉันเห็นชายกางเกงมันขาด ก็เลยจะเอามาสอยให้ใหม่น่ะเจ้าค่ะ”

“ฉันไม่เชื่อ ธุระอะไรถึงจะเอากางเกงคุณหลวงมาสอย บอกมานะ เอ็งคิดอะไรอัปรีย์กับคุณหลวงหรือเปล่า”

ซ่อนกลิ่นแกล้งตกใจสาบานว่าไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าอยากจะซ่อมแซมรอยขาดเท่านั้น เมื่อจับไม่ได้คาหนังคาเขา กรองแก้วจำใจต้องปล่อยผ่านในเรื่องนี้ แต่ไม่วายย้ำว่าอย่าได้คิดทำอะไรทุเรศๆเพราะตนจะจับตาดูทุกฝีก้าว พอกรองแก้วเดินลับออกไป ซ่อนกลิ่นก็แสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และดึงเศษผ้าจากกางเกงแพรที่ตัดไว้ออกมาจากอกเสื้อ

สำหรับของสองสิ่งที่เหลือคือเล็บกับเส้นผมของหลวงเดช เหมือนดั่งสวรรค์เป็นใจเพราะซ่อนกลิ่นหามันเจอได้อย่างง่ายดายภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถัดมา หญิงสาวใจร้อนแอบเล็ดลอดกลับไปหาพรในช่วงสายของวันรุ่งขึ้น

“พี่พร เปิดประตูเร็ว! ฉันได้มาละ แล้วจะทำพิธีอะไรก็รีบทำเลยพี่ ฉันแอบมา อยู่ได้ไม่นานนะ”

“ทีเรื่องนี้ล่ะใจร้อนจริงๆนะ ฉันจะเชื่อได้ยังไงว่าเอ็งจะไม่โกหกหลอกให้ข้าทำเสน่ห์ใส่ไอ้คุณหลวงนั่น”

“แหม...พี่ จะมีน้อยอกน้อยใจอะไรตอนนี้ ฉันบอกแล้วไงว่า ถ้าฉันสุขสบายได้เป็นเมียคุณหลวงเมื่อไหร่ ฉันจะทิ้งคุณหลวงแล้วขนสมบัติคุณหลวงมาอยู่กับพี่ฉันเอาตัวฉันนี่แหละเป็นประกัน”

พรมองซ่อนกลิ่นยิ้มกรุ้มกริ่มและทำท่าเข้าคลุกวงในหมายจะข่มขืน หญิงสาวตกใจหน้าเสียด้วยความกลัว...

ooooooo

ลิขิตริษยา

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด