สมาชิก

ขุนเดช

ตอนที่ 2

ประดับนำสมุน 5–6 คน ทุกคนมีอาวุธครบมือบุกไปที่วัด หลวงพ่อออกจากโบสถ์มาขอว่าที่นี่เป็นเขตวัด คงไม่เหมาะถ้าโยมจะนำอาวุธเข้ามา

ประดับสวนไปแบบไม่กลัวนรกกินหัวว่า ตนก็อยากจะทำตามคำขอของหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อเลี้ยง อันธพาลไว้ในวัดตนก็คงเลี่ยงไม่ได้ แล้วสั่งสมุนให้ค้นทุกซอกทุกมุม

“จะไม่อธิบายให้อาตมาฟังสักหน่อยเลยเหรอโยมว่าเกิดอะไรขึ้น”

“หลวงพ่อเห็นไหม” ประดับชี้ให้ดูแขนตัวเองที่เข้าเฝือกอยู่ “ที่ผมต้องเป็นแบบนี้เพราะฝีมือลูกศิษย์อันธพาลของหลวงพ่อ เพราะฉะนั้น อย่าว่าผมไม่เกรงใจพระเลย ไว้ยกมือไหว้ได้เมื่อไหร่ผมจะกลับมาไหว้ขอขมา ทีหลัง” แล้วมันก็เดินผ่านหลวงพ่อไปอย่างยโสโอหัง

ในกุฏิ...ยงยุทธกำลังเก็บของใส่กระเป๋าเร่งขุนเดชให้เร็วๆ เข้าพวกมันมากันแล้ว แต่ขุนเดชยังนิ่งเหมือนคิดอะไรอยู่ บอกยงยุทธว่าอีกไม่กี่ปีเขาก็จะได้เป็นตำรวจ แล้วไม่สมควรที่จะเอาอนาคตมาทิ้งแบบนี้ บอกว่า “ฉันจะรับผิดชอบเอง”

“แล้วไอ้อนาคตนักวิชาการโบราณคดีของแกล่ะ หน้าที่ปกป้องหลักฐานของมนุษยชาติ ปกป้องรากเหง้าของประเทศนี่ล่ะ แกจะทิ้งมันไปเหมือนกันหรือ”

“แต่ฉันเป็นคนเล่นงานมัน ฉันก็ควรจะต้องกลับไปรับผิดชอบ”

“นั่นไม่ใช่แก” ยงยุทธกระชากคอเสื้อขุนเดชตะคอกใส่หน้า “ตอนนั้นแกบ้าเลือดจนลืมตัวต่างหาก ขนาดฉันเรียกเท่าไหร่แกก็ไม่รู้ตัว ฉันจะไม่ปล่อยให้แกกลับไปเจอหน้ามันอีก”

สองเกลอเพื่อนตายต่างจ้องหน้ากันอย่างท้าทาย ไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้ใคร ครู่หนึ่ง ขุนเดชตัดสินใจบอกว่า

“ฉันดีใจที่หลวงพ่อพาฉันมาเลี้ยงและให้ฉันได้รู้จักกับแก แกเป็นเพื่อนตายของฉัน เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่ยอมให้แกต้องเดือดร้อนเด็ดขาด” ขุนเดชผลักยงยุทธพ้นทางจะออกไป พริบตานั้น ยงยุทธคว้าแจกันทองเหลืองฟาดท้ายทอยขุนเดชทีเดียวอยู่ ขุนเดชทรุดฮวบลงหมดสติ ยงยุทธมองเพื่อนรักพูดจากใจว่า

“แต่ถ้าดาราต้องเสียใจเพราะจะไม่ได้เจอแกอีก ฉันก็ต้องเดือดร้อนเหมือนกัน”

ประดับบัญชาสมุนค้นวัดอย่างบ้าคลั่ง สมุนบอกว่าค้นทั่วแล้วไม่เจอ คาดว่าคงหนีไปแล้ว

“ไอ้ขุนเดช ไอ้ยงยุทธ...กูนี่แหละจะเป็นพรานล่าเนื้อพวกมึง!” ประดับคำรามตาแดงก่ำ

ooooooo

ยงยุทธประคองร่างขุนเดชไปวางไว้ใต้ต้นไม้ริมบึงบัว ขณะนั่งเหนื่อยหอบนั่นเอง เห็นเท้าคู่หนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้า ยงยุทธเงยมองพลันก็ก้มกราบหลวงพ่อ ขอโทษที่ทำให้หลวงพ่อต้องเดือนร้อน หลวงพ่อ ถามว่าก่อนทำอะไรทำไมไม่รู้จักคิด

ยงยุทธยอมรับผิด เพราะทนไม่ได้ที่พวกมันใช้อิทธิพลกลั่นแกล้งคนบริสุทธิ์ แต่กฎหมายก็ไปแตะต้องไม่ได้ ตนจึงจำเป็นต้องใช้ศาลเตี้ยกับมัน หลวงพ่อถามว่า คิดว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วจะอยากเป็นตำรวจทำไม

“ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม แต่ผมเป็นห่วงเพื่อน เป็นห่วงดารา เมื่อไหร่ที่ผมเห็นว่าพวกเขาปลอดภัยดีผมจะยอมรับความผิดนี้ด้วยตัวเอง”

หลวงพ่อมองขุนเดชที่ยังนอนหมดสติอยู่ พูดเตือนสติว่า

“เอ็งสองคนมีชะตาที่ต้องร่วมเวรร่วมกรรมกันอีก จำคำข้าไว้ให้ดี ไม่มีใครลิขิตชีวิตได้นอกจากตัวเอง  เมื่อเลือกเดินทางไหนแล้ว พวกเอ็งต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เลือก”

ยงยุทธเข้าไปกราบแทบเท้าหลวงพ่อ หลวงพ่อมองลูกศิษย์ทั้งสองก่อนหันหลังเดินจากไป...

ooooooo

วันนี้เป็นวันที่ขุนเดชกับยงยุทธนัดดาราจะพาไปถ่ายรูปโบราณสถานกัน แต่คอยจนสายก็ยังไม่มา ลุงเถินเอาพระไปส่งวัดกลับมาถามว่ายังไม่ไปอีกหรือ ดาราตอบงอนๆว่าสองคนนั้นนัดตนไว้แต่จนป่านนี้ยังไม่มา ไม่รู้ลืมหรือเปล่า

ลุงเถินบอกว่าไม่น่าลืม อาจจะอยู่ที่วัดก็ได้ให้ดาราลองไปตามดู เธอพูดอย่างถือดีว่าทำไมต้องไปตาม จะรออีก 5 นาที ถ้าไม่มาจะไปคนเดียว

ทันใดนั้นเด็กวัดวิ่งมาบอกว่าขุนเดชกับยงยุทธแย่แล้ว ดารานึกว่าสองคนประลองฝีมือกันอีกทำท่าไม่สนใจบอกว่าตีกันให้ตายไปเลยตนจะไม่ยุ่งอีกแล้ว

เด็กวัดบอกว่าคราวนี้ทั้งสองไม่ได้ประลองฝีมือกัน แต่ครั้งนี้หนักจริงๆ ดารามองหน้าลุงเถินอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

ooooooo

ที่ห้องทำงานของอาจารย์ประทีป ผู้ช่วยของอาจารย์ หอบตำราและเอกสารเกี่ยวกับโบราณคดีเข้ามาให้  ถามอาจารย์ว่าเห็นข่าวหนังสือพิมพ์วันนี้หรือยัง

“เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด เร็วๆนี้อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่บ้านเมืองไม่สงบได้ อำนาจอยู่ในมือใครคนนั้นก็คือผู้ชนะ ทั้งๆที่มีตัวอย่างให้เห็นกันมาในอดีตเยอะแยะ ว่าการต่อสู้แย่งชิงอำนาจล้วนทำให้เกิดซากปรักหักพัง ทั้งทางวัตถุและจิตใจ แต่ก็ไม่มีใครคิดจะเอาอดีตมาเป็นบทเรียนเลย”

มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น อาจารย์ประทีปเดินจากริมหน้าต่างมารับสาย ฟังครู่หนึ่งจึงพูดเหมือนคิดไว้แล้วว่า

“ไม่เจอเหรอ...ขอบใจมาก ยังไงก็ฝากช่วยตามต่อ ด้วยนะ”

“ยังไม่มีวี่แววของเศียรพระศิลาที่อาจารย์ตามหาเลยเหรอครับ” ผู้ช่วยถาม

อาจารย์ประทีปนิ่งแทนคำตอบ ถอนหายใจหนักหน่วง เมื่อคิดถึงอดีต...

วันนั้นที่ถ้ำศิลา...เศียรพระถูกตัดเหลือแค่พระศอ ไม่ไกลนัก ศพนายเดื่องที่มีผ้าคลุมนอน ทั้งอาจารย์ประทีปและชาวบ้านต่างพากันยืนมองอย่างเศร้าสลดใจ

ที่นั่น จ่าแท่น ตำรวจเพื่อนสนิทรุ่นน้องของนายเดื่องยืนมองศพ กำมือแน่นขบกรามกรอดคำรามอย่างเจ็บแค้น

“ไอ้สารเลว ชาติชั่ว...กูจะตามไปลากคอพวกมึงให้มากราบขมาศพพี่เดื่องให้ได้” อาจารย์ประทีปปลอบให้ใจเย็นๆ เพราะเรายังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร “จะเป็นฝีมือใครได้อีกล่ะครับอาจารย์ ทั้งฆ่าพี่เดื่อง ทั้งตัดเศียรพระศิลาไปแบบนี้ ฝีมือไอ้พวกโจรลักลอบขุดกรุแน่”

ทันใดนั้น เสียงคำปันร้องไห้โฮๆวิ่งแหวกกลุ่มชาวบ้านเข้ามา โผไปยังศพของนายเดื่องที่คลุมด้วยผ้า อย่างตระหนกร้องเรียกคร่ำครวญ...“พี่เดื่อง...เดื่อง...

ไม่จริง...ฉันไม่เชื่อ”

คำปันจะเปิดผ้าที่คลุมศพ จ่าแท่นรีบรั้งไว้บอกว่าไม่อยากให้เห็นสภาพศพ คำปันดิ้นสุดแรงจะเปิดผ้าดูให้ได้ แกะมือจ่าแท่นวิ่งไปพอเปิดผ้าคลุม คำปันหน้าเผือดตกใจสุดขีดเมื่อเห็นหัวนายเดื่องวางอยู่ข้างร่างเขา!

“พี่เดื่อง!!” คำปันร้องสุดเสียง...

อาจารย์ประทีปปลอบใจคำปัน บอกให้กลับไปดูแลขุนเดชที่นายเดื่องฝากไว้ทุกครั้งที่ไปทำงาน คำปันถามว่าขุนเดชไม่ได้อยู่กับอาจารย์หรือ เมื่อวานขุนเดชบอกว่าจะมาช่วยพ่อเฝ้าพระศิลา

จ่าแท่นกับอาจารย์ประทีปมองหน้ากันอย่างตกใจเมื่อรู้ว่าขุนเดชหายไป

นั่นคือเหตุการณ์ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อนที่ยังอยู่ในความทรงจำของอาจารย์ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้...

อาจารย์ประทีปเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน พูดกับผู้ช่วยด้วยใบหน้าเศร้าว่า

“สิบปีแล้ว ที่ผมต้องเสียคนดีมีฝีมือ คนที่มีอุดมการณ์อย่างนายเดื่อง ส่วนขุนเดชลูกชายของเขา ก็หายสาบสูญไม่มีใครได้พบตัวอีกเลย”

คิดถึงอดีต นึกถึงนายเดื่องและลูกแล้ว อาจารย์ประทีปตาเป็นประกายอย่างนึกขึ้นได้ พึมพำ... “ขุนเดช”

ooooooo

ดาราขี่จักรยานออกตามหาขุนเดชกับยงยุทธที่ไหนก็ไม่เจอฉุกคิดได้ว่าสมัยเป็นนักเรียนเมื่อทั้งสองไปมีเรื่องแล้วโดนไล่จับก็จะพากันมาหลบในห้องเก็บของโรงเรียน เมื่อไปดูก็เจอทั้งสองจริงๆ

ดาราตำหนิว่ารู้ไหมว่าที่ทั้งสองคนทำไปนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่มากขนาดไหน ขุนเดชกับยงยุทธต่างรับผิดเสียเอง ดาราบอกว่าผิดทั้งคู่นั่นแหละไม่ต้องมาแย่งกันรับผิดชอบ ถึงวันนี้พวกมันตามหาไม่เจอ สักวันพวกมันก็ต้องตามเจอ

พอเห็นขุนเดชกับยงยุทธนิ่ง ดาราเอื้อมมือแตะมือทั้งสอง ให้กำลังใจว่า

“ถึงพวกมันจะมีอิทธิพล แต่คนดีอย่างพวกนายพระต้องคุ้มครอง และฉันก็สัญญาว่าจะหาทางช่วยพวกนายได้”

นายเถินอยู่ที่โรงหล่อพระ คิดถึงลูกศิษย์เพลงมวยเพลงดาบทั้งสองแล้วก็อดภูมิใจไม่ได้ว่า ได้ถ่ายทอดฝีมือเชิงดาบให้จนขุนเดชมีวิชาแก่กล้า เมื่อประลองฝีมือกัน ขุนเดชรุกไล่ฟาดฟันจนดาบตัวเองหักครึ่ง พลันก็ยืนจังงังกันทั้งคู่ อึดใจเดียวลุงเถินชมว่าเก่งมาก ถ้าดาบไม่หักเสียก่อนมีหวังหัวตนได้แบะเป็นลูกแตงโมผ่าซีกแน่

“ผมขอโทษด้วยครับลุง”

“ไม่ต้อง แบบนี้น่ะดีแล้ว เมื่อข้าตาย ข้าจะได้ภูมิใจที่วิชาเชิงดาบของข้าไม่ตายไปพร้อมกับข้าด้วย”

พลันลุงเถินก็สะดุ้งเมื่อเสียงดาราร้องเรียกมาแต่ไกล ลุงเถินบอกให้ยงยุทธไปรับหน้าดาราให้ทีเพราะถ้ารู้ว่าตนสอนตีรันฟันแทงให้สองคนมีหวังโดนบ่นจนหูชาแน่ๆ เมื่อยงยุทธออกไปแล้ว ขุนเดชมองดาบหักในมือบอกว่าคงใช้ไม่ได้แล้ว ตนจะตีให้ใหม่ก็แล้วกัน

“เฮ้ย...ไม่ต้องหรอก ดาบนั่นมันไม่เหมาะกับเอ็ง ...ตามข้ามา ข้าจะให้ดูอะไร”

ooooooo

ลุงเถินพาขุนเดชไปดูดาบดำที่เก็บไว้ ชักดาบออกจากฝักเผยให้เห็นดาบดำที่แตกต่างจากดาบอื่น เนื้อเหล็กเป็นสีดำสนิท แต่คมดาบกลับมีสีเงินเป็นแววประกายวับ ลุงเถินบอกขุนเดชว่า

“ดาบที่เอ็งเห็นอยู่นี่ เรียกว่าดาบดำ ข้าได้มาจากปู่ของข้า ตอนที่ข้ายังเป็นนักเลงดาบ” พลางลุงเถินเดินไปที่เสา ตวัดดาบทีเดียวเสาไม้ขาดครึ่ง ขุนเดชมองทึ่ง ลุงเถินเล่าถ่ายทอดตำนานดาบดำให้ฟังว่า

“ปู่ของข้า เป็นคนสุโขทัย เคยเล่าให้ข้าฟังถึงตำนานของดาบดำว่า เป็นดาบที่ตีขึ้นโดยช่างตีดาบกลุ่มหนึ่ง ในสมัยที่เมืองสุโขทัยกำลังเผชิญกับการแก่งแย่งชิงอำนาจ บ้านเมืองถูกละเลย ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาสู้กับพวกโจรที่เหิมเกริมไม่เกรงกลัวกฎหมาย ลำพังแค่จอบเสียมยังไงก็สู้กับพวกโจรไม่ได้ มีดาบดำนี่แหละที่ใช้ฟาดฟันต่อสู้ ปกป้องพ่อแม่พี่น้องและบ้านเมืองไม่ให้พวกโจรมันมาปล้น เผา ทำลาย วิชาตีดาบดำก็เลยสืบทอดกันมาในกลุ่มลูกหลานช่างตีดาบกลุ่มนั้น ที่เรียกตัวเองว่าทหารของพระร่วง”

ขุนเดชจ้องดาบดำในมือลุงเถินอย่างสนใจ ลุงเถินถามว่ากำลังสงสัยว่าตำนานเรื่องดาบดำที่ตนเล่าให้ฟัง

ไม่เคยผ่านหูผ่านตาในวิชาเรียนเลยใช่ไหม เมื่อขุนเดชตอบว่าใช่ ลุงเถินย้ำว่า

“การที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้พูดถึง ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี สิ่งที่เอ็งเห็นอยู่ตรงหน้านี่ต่างหาก ที่จะทำให้เอ็งเชื่อ...หรือไม่เชื่อ... เอ็งอยากลองจับดูไหม...ขุนเดช”

ลุงเถินยื่นดาบให้ ขุนเดชค่อยๆเอามือแตะเบาๆ แต่พอสัมผัสดาบเท่านั้น ขุนเดชก็มีอาการปวดหัวจี๊ดขึ้นมา

“ขุนเดช!!” ลุงเถินอุทานเรียก มองดาบในมือ พูดอย่างเจ็บปวดว่า “ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยเปลี่ยน บ้านเมืองไร้การเหลียวแล แผ่นดินเป็นของโจร”

ลุงเถินกำดาบแน่น พลันก็หันมองเมื่อลูกน้องวิ่งหน้าตื่นเข้ามาบอกว่า “ลูกพี่...แย่แล้ว พวกทหารบุกเข้ามาเต็มเลย”

ooooooo

ประดับพาสมุนลุยเข้ามาในโรงหล่อพระ  อ้างว่าลุงเถินให้ที่ซ่อนตัวกับพวกอันธพาลที่ตนกำลังตามล่า สั่งสมุนค้นให้เจอ ลุงเถินยอมให้ค้นแต่ห้ามยุ่งกับพระพุทธรูป

ดาราจะพาขุนเดชกับยงยุทธไปมอบตัว  แต่อยากไปถามพ่อก่อนว่าพ่อรู้จักใครที่พอจะช่วยเขาสองคนได้บ้าง กลับมาโรงหล่อพระ ดาราตะลึงงันเมื่อโรงพระถูกค้นกระจุยกระจาย พระพุทธรูปหลายองค์ถูกทำลายที่ร้ายกว่านั้นคือ นายเถินถูกจับไปข้อหากบฏเป็นภัยต่อความมั่นคง ขุนเดชมองพระดินเหนียวที่ถูกทำลายกำหมัดแน่นคำราม “ไอ้ประดับ!!”

ดาราจะไปเอาพ่อกลับมา ยงยุทธห้ามไว้บอกว่าถ้าเธอไปเธอจะไม่ได้กลับมาอีกเลย บอกดาราว่า

“ที่ไอ้ประดับมันตามทำลายชีวิตผม ไอ้ขุนเดช และลุงเถิน ก็เพราะมันต้องการบีบให้คุณเดินไปติดหลุมของมัน แต่ผมจะไม่มีวันยอมให้มันพรากเอาคนที่ผมรักไปเด็ดขาด ผมรู้ว่าผมไม่เคยอยู่ในสายตาคุณเหมือนอย่างเวลาที่คุณมองขุนเดช แต่ผมก็ดีใจที่อย่างน้อยก็ยังเป็นไอ้ขุนเดช เพื่อนรักคนเดียวของผม”

ยงยุทธบอกให้ดาราคอยอยู่ที่นี่ ตนจะไปจบปัญหาและช่วยลุงเถินกลับมาเอง บอกดาราว่าขอให้ตนได้ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องคนที่ตนรักกับเพื่อนรักของตนเถิด

ขุนเดชยืนมองอยู่ เขาค่อยๆหันเดินกลับเข้าไปในโรงหล่อพระ ทุบกุญแจหีบเก็บดาบดำของลุงเถิน เอาดาบดำขึ้นมอง  แววตาแข็งกร้าวขึ้นจนน่ากลัว! พอขุนเดชชักดาบดำออกจากฝัก เขาก็เจ็บปวดจี๊ดขึ้นสมอง... แววตาอาการเหมือนเมื่อครั้งที่เขาคลุ้มคลั่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาขุนเดชก็เปลี่ยนเป็นแววตาเพชฌฆาต ดุดันน่ากลัวโดยที่เขาเองไม่รู้สึกตัวเลย!

ooooooo

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะตามหาขุนเดช อาจารย์ประทีปสืบจนพบและไปนมัสการหลวงพ่อสุขที่วัด เมื่อจำกันได้แล้วอาจารย์ถามถึงขุนเดชที่หายสาบสูญไปหลังจากนายเดื่องถูกโจรลักขุดกรุฆ่าตัดคอ

หลวงพ่อจึงหันไปเลื่อนกล่องไม้มาเปิดให้ดู ในนั้นคือดาบดำของนายเดื่องที่หักเหลือเพียงครึ่งด้ามเท่านั้น

อาจารย์ถามว่าดาบของนายเดื่องมาอยู่ที่หลวงพ่อได้อย่างไร หลวงพ่อจึงเล่าเหตุการณ์เวลานั้นให้ฟังว่าขุนเดชคลั่งเสียสติเพราะเห็นพ่อถูกฆ่าต่อหน้า เมื่อหลวงพ่อช่วยให้ฟื้นขึ้นมาขุนเดชก็จำอะไรไม่ได้ ท่านเห็นว่าถ้าขุนเดชยังอยู่ที่นั่นจะไม่ปลอดภัยจึงพามาอยู่ที่วัดด้วย เพราะไม่อยากให้ขุนเดช...

หลวงพ่อไอออกมาเป็นเลือดจนต้องหยุดพูด หลวงพ่อบอกอาจารย์อย่างห่วงใยว่า

“โยม...อาตมาหยุดขุนเดชได้เพียงเท่านี้ จากนี้ไปขุนเดชต้องเดินตามลิขิตชีวิตตัวเอง...”

ooooooo

ขุนเดชเอารถกระบะเก่าๆของลุงเถินตะบึงออกไป เมื่อยงยุทธรู้ เขาเอามอเตอร์ไซค์ไล่ตามไปอย่างเป็นห่วง

ขุนเดชไปที่ไนต์คลับประจำของประดับ มันกำลังพาสาวขึ้นห้องที่ชั้นบนสั่งสมุนห้ามส่งเสียงรบกวน เมื่อขุนเดชจะเข้าไปถูกสมุนประดับกันไว้จนเกิดการต่อสู้กันแบบ 8 ต่อหนึ่ง พวกมันมีทั้งมีด สนับมือ และคมแฝก แต่ขุนเดชมือเปล่า พวกมันถูกเล่นงานจนคางเหลืองไปตามกัน คนหนึ่งคว้าขวดวิ่งเข้ามาฟาดหัวขุนเดชเสียงขวดแตกเพล้ง!

เลือดไหลโกรกจากหัวขุนเดชลงมาที่หน้าผาก พอเห็นเลือดขุนเดชยิ่งบ้าคลั่งหยิบดาบที่เหน็บเอวขึ้นมา คมดาบต้องแสงไฟวาววับ แต่ขุนเดชก็ถูกประดับถือปืนลงมายิงถูกหัวไหล่เลือดโกรก มันสั่งสมุนจับขุนเดชรุมกระทืบส่วนตัวมันเองไปคว้าแจกันทุบหัวขุนเดชจนสลบ

พริบตานั้น เหมือนก้าวสู่อีกมิติหนึ่งขุนเดชจำได้ถึงอดีตที่ไปเฝ้าพระศิลากับพ่อที่ถ้ำเขาบอกพ่อว่า ตนชอบค้นคว้าประวัติศาสตร์

“ได้สิขุนเดช การศึกษาประวัติศาสตร์ก็คือการเรียนรู้ที่มาและรากเหง้าของเราเอง เพราะการคิดจากอดีตจะทำให้เรามองเห็นอนาคต” ขุนเดชบอกว่าตนเกลียดพวกทำลายโบราณสถานตัดเศียรพระ ลักขุดกรุ “พ่อก็เกลียดเหมือนกัน แม้แต่รากเหง้าตัวเองยังไม่เคารพ แค่คิดถึงอนาคตก็น่ากลัวแล้วว่า จะเกิดอะไรขึ้น บ้านเมืองคงต้องเสื่อมเพราะศีลธรรมถูกทำลาย”

“ผมสัญญาต่อหน้าพ่อ ต่อหน้าพระศิลา ผมจะปกป้องรากเหง้าของเรา ไม่ให้พวกโจรมาทำลายเด็ดขาด” ขุนเดชลุกขึ้นปฏิญาณกับพ่อในวัยเพียง 10 ขวบ

ทันใดนั้น ขุนเดชลืมตาโพลงร้องเรียก “พ่อ...” ภาพเหตุการณ์ในอดีตเรียงร้อยขึ้นในความทรงจำว่าตัวเองเป็นใครและเกิดอะไรขึ้นในวัยเด็ก เขาร้องเรียกพ่อ พยายามจะลุกขึ้น จึงรู้ว่าถูกจับมัดกับเก้าอี้อยู่กลางห้องโถง

ประดับถือดาบดำเดินเข้ามา ชมว่าดาบสวยดีแปลกดีไม่เคยเห็น ขุนเดชสวนไปอย่างโกรธแค้นว่า

“มือคนชั่วอย่างมึง ไม่สมควรจับดาบดำ”

“ดาบดำ...ฮ่าๆๆฟังชื่อดาบมันแล้วชักไม่อยากจะถือไว้แล้วว่ะ ไม่ต้องกลัวหรอกไอ้ขุนเดช กูคืนดาบให้มึงแน่ แต่คงไม่เสียบคืนฝักให้หรอก เพราะกูจะเสียบคืนให้กลางหัวใจมึงเลย ฮ่าๆๆๆ”

ขุนเดชจ้องมองมันแววตากร้าวอย่างเจ็บใจ

ooooooo

ยงยุทธที่บึ่งมอเตอร์ไซค์ตามขุนเดชไปด้วยความเป็นห่วง เกิดอุบัติเหตุรถตกถนนพุ่งชนต้นไม้ข้างทางจนตัวเองสลบ รู้สึกตัวขึ้นมาเห็นชาวบ้านมุงกันเต็มไปหมดกำลังจะพาเขาส่งโรงพยาบาล แม้ยงยุทธจะบาดเจ็บมีแผลที่ท้องเลือดไหลมาก แต่เขาก็แข็งใจลุกขึ้นและรีบไปช่วยขุนเดช

ดาราไปหาลุงเถินที่สถานีตำรวจ คุยกันผ่านลูกกรงอย่างเจ็บปวด ลุงเถินให้กำลังใจลูกว่า ตนไม่เป็นอะไร ไม่ได้ทำผิดอะไรเดี๋ยวก็ต้องได้ออกไป ดาราร้องไห้หวั่นเกรงว่าพวกมันมีอิทธิพลมาก

“คนชั่วไม่มีวันอยู่ในอำนาจได้นานหรอก พ่อเชื่อว่า ฟ้ามีตารอที่จะจัดการกับพวกมันอยู่ ทั้งพ่อทั้งขุนเดช และไอ้ยงยุทธจะต้องได้รับความยุติธรรม”

เมื่อลุงเถินรู้ว่าขุนเดชกับยงยุทธไปเอาเรื่องประดับก็บ่นว่า บอกแล้วว่าอย่าใจร้อน เรียกจ่าจะให้ช่วยห้ามพวกขุนเดชแต่ตำรวจที่จับกลุ่มกันอยู่ต่างก็ตึงเครียดกับเรื่องที่กำลังซุบซิบกัน จนมีคนมาตามจึงแยกย้ายกันไป ดารารีบเดินไปหาตำรวจที่เหลืออยู่บอกว่ามีเรื่องจะขอความช่วยเหลือ กลับถูกตำรวจคนนั้นเร่งให้รีบกลับบ้านเสียเวลานี้อยู่ข้างนอกอันตรายมาก

“สถานการณ์การเมืองไม่ปกติแล้วใช่ไหมคะผู้กอง” ดาราถาม ตำรวจคนนั้นไม่ตอบแต่บอกจ่าให้รีบพาเธอกลับบ้าน

“แต่เพื่อนฉันกำลังต้องการความช่วยเหลือ ฉันทิ้งพวกเขาไม่ได้...ฉันต้องไปช่วยเขา” แต่ก็ถูกตำรวจพาตัวออกไปจนได้

ooooooo

ยงยุทธพาร่างบาดเจ็บที่ท้องเลือดซึมออกตลอดเวลาไปถึงไนต์คลับ เล่นงานสมุนของประดับผ่านไปได้สองคน เข้าไปในจังหวะที่ประดับกำลังจะจ้วงแทงขุนเดชพอดีแต่มันต้องชะงักเมื่อสมุนมาบอกว่าเพื่อนขุนเดชมาช่วยท่าทางจะบาดเจ็บมาด้วย ประดับวางดาบให้สมุนเฝ้าไว้แล้วมันก็ออกไปเล่นงานยงยุทธ

ยงยุทธถูกประดับกับสมุนรุมเล่นงานจนสลบ แต่เวลาเดียวกันนั้น ขุนเดชที่ถูกมัดไว้ก็ดิ้นรนจนหลุดเอาดาบดำจ่อคอหอยสมุนที่เฝ้าอยู่ ประดับเดินกลับมาเจอมันจะยิงแต่กระสุนหมดจึงวิ่งไปเอาปืนจากสมุนที่สลบอยู่ แต่ถูกขุนเดชโดดถีบกระเด็นออกไปนอกไนต์คลับแล้วไล่ตามกระทืบซ้ำอีก

ขุนเดชหวดดาบฟาดฟันทุกอย่างที่ขวางหน้าขาดเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย ประดับยกมือไหว้ขอโทษอ้อนวอนขอชีวิตสัญญาว่าจะบอกพ่อให้ช่วยพวกขุนเดชทุกอย่าง ขุนเดชเงื้อดาบสุดแขนหมายที่คอ ก็พอดีคนสนิทของนายพลเดินอ้าวเข้ามา มันนึกว่าจะมาช่วย แต่ผิดคาด นายทหารคนนั้นมาเร่งให้รีบหลบไป เรือรออยู่แล้ว ประดับจึงรู้ว่าการก่อการกบฏของพ่อพ่ายแพ้ ต้องรีบหลบหนีออกนอกประเทศ

ooooooo

หลังจากการเมืองเปลี่ยนขั้วแล้ว ลุงเถินได้รับการปล่อยตัว ขุนเดชเดินทางกลับวัด เขาเสียใจอย่างสุดซึ้งเมื่อรู้ว่าหลวงพ่อมรณภาพไปเมื่อคืนนี้เพราะวัณโรคกำเริบ ขุนเดชคลานเข้าไปกราบร่างหลวงพ่อ แววตาที่มองหลวงพ่อนั้นบ่งบอกว่าเขาจำอดีตของตัวเองได้แล้ว

จำได้ว่าหลวงพ่อนำเขามาอยู่ที่วัดหลังจากเขาช็อกจำความไม่ได้และบ้าคลั่งดุร้าย เมื่อหลวงพ่อเอามาอยู่วัด พระในวัดยังถามหลวงพ่อว่าไปเก็บมาจากไหน เพราะตัวเล็กนิดเดียวแต่ดุร้ายอย่างกับยักษ์ โตขึ้นหลวงพ่อจะเอาอยู่หรือ

“ให้มันอยู่กับวัด กับพระกับเจ้า อย่างน้อยธรรมะก็จะช่วยขัดเกลาจิตใจมันจากหนักให้เป็นเบาได้”

วันนี้ขุนเดชได้พบกับอาจารย์ประทีปขณะเข้ากราบศพหลวงพ่อ อาจารย์ยังคิดว่าขุนเดชสูญเสียความทรงจำอยู่ แต่ขุนเดชบอกว่าตนจำอดีตได้แล้ว บอกว่าอาจารย์เป็นหัวหน้าพ่อตน อาจารย์แปลกใจว่าจำได้แล้วหรือ

“ครับ...ผมขุนเดช ลูกนายเดื่อง หัวหน้าช่างขุดแต่งกรุ เลือดเนื้อเชื้อไขศรีสัชนาลัย” ขุนเดชพูดอย่างภูมิใจในชาติกำเนิดของตัวเอง

หลังจากนั้น มีหลวงพี่เอาดาบดำมาให้ขุนเดชบอกว่า หลวงพ่อบอกว่าเป็นของเขา ขุนเดชเอาดาบดำ ไปให้ลุงเถินดูบอกว่า “ดาบดำเล่มนี้เป็นของพ่อผมครับลุง” แล้วขุนเดชก็เล่าความเป็นมาให้ฟังว่าจนถึงวันที่พ่อใช้ดาบเล่มนี้สู้กับพวกโจรใจบาปจนดาบหัก แต่พ่อก็สู้จนวาระสุดท้ายของชีวิต

ลุงเถินบอกว่าดาบดำเป็นอาวุธของพระร่วง ขุนเดชอยากจะตีดาบดำขึ้นใหม่ ถามว่าลุงเถินจะแนะนำได้ไหม

ลุงเถินบอกไม่ได้ แต่ถึงตีก็ไม่มีทางเหมือนเก่าและก็คงเรียกว่าดาบดำอาวุธของพระร่วงไม่ได้ ขุนเดชมองดาบหักอย่างเสียดาย ลุงเถินจึงมอบดาบของตนให้ บอกว่า

“ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าวันนึง ข้าต้องมอบดาบดำอันนี้ให้เอ็ง และข้าก็รู้ว่า ทำไมพอได้สอนเอ็ง ได้หยิบดาบดำออกมาอีกครั้ง ข้าก็รู้สึกว่าดาบดำเล่มนี้ มันกำลังเรียกหาเจ้าของอยู่...รับไปเถอะขุนเดช แต่จงจำคำข้าไว้ด้วย ดาบที่คมที่สุดคือดาบที่อยู่ในฝัก”

ขุนเดชเพ่งมองดาบดำ ก่อนคุกเข่ากราบแทบเท้าลุงเถิน

ขุนเดชกลับวัดอีกครั้ง เก็บข้าวของออกจากวัดไปด้วยหัวใจมุ่งมั่น

ขุนเดชทิ้งยงยุทธไว้ให้ดาราดูแล เธอบ่นว่าสองคนนี้ทำอะไรไม่รู้จักคิด ยงยุทธบอกว่าตนคิดดีแล้วถึงทำ บอกว่าถ้าช่วยคนที่ตนรักไม่ได้ก็ตายเสียดีกว่า เพราะชีวิตเด็กกำพร้าอย่างตนถ้าไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีลุงเถิน ไม่มีขุนเดช  และไม่มีเธอ อนาคตก็คงหาดีอะไรไม่ได้ และถึงตนจะโชคดีที่รอดมาได้โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเรื่องความรักของตน สารภาพว่า ตนแค่ต้องการให้เธอรู้ว่าอยากเป็นคนที่อยู่ในสายตาเธอบ้างเท่านั้น

ความใกล้ชิดทำให้ดารารู้สึกหวั่นไหว ปล่อยให้ยงยุทธหอมหน้าผากไล่ลงมาจนเกือบถึงริมฝีปาก พลันก็ตกใจเมื่อเห็นขุนเดชมายืนที่ประตูห้อง ยงยุทธผละออกมาหน้าเสีย แต่ขุนเดชไม่คิดอะไรกลับบอกว่าดาราดูแลเขาดีอย่างนี้ตนก็สบายใจ บอกก่อนจากไปว่า “ดูแลดาราด้วยนะไอ้ยงยุทธ ไม่มีใครทำหน้าที่นั้นได้ดีไปกว่าแกหรอกเพื่อน” แล้วขุนเดชก็จากไป...ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน

ขุนเดชลาออกจากศิลปากรบอกอาจารย์ประทีปว่าต้องการไปสานต่อหน้าที่ของพ่อ อาจารย์พูดอย่างเห็นใจว่าพยายามให้ตำรวจช่วยทุกทางแล้วแต่ไม่เคยตามเจอไอ้โจรพวกนั้นเลย

“ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์หรอกครับ ผมเข้าใจดี บางทีความยุติธรรมก็ไม่ได้เดินมาหาเรา เราต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหามันเอง” ขุนเดชมองอาจารย์ก่อนตัดสินใจเอ่ยขอ “ได้ยินผู้ช่วยอาจารย์บอกว่า อาจารย์กำลังขาดคนช่วยงานอยู่ ผมพร้อมแล้วครับ”

ooooooo

8 ปีผ่านไป ร้อยตำรวจโทยงยุทธปลอมตัวแทรกเข้าไปในขบวนการค้ายาเสพติด แต่น่าเสียดายที่เมื่อนำกำลังบุกเข้าจับ นายสิงห์ที่ยงยุทธเกาะติดอยู่กลับหนีไปได้ แต่ก็หนีไม่รอดถูกดักฆ่าปิดปากเสียก่อน

ยงยุทธเจ็บใจมากมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อสืบสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ให้ได้ แต่ความมุ่งมั่นของเขาก็ต้องพับไป เมื่อชั้นเหนือสั่งย้ายเขาไปประจำที่ศรีสัชนาลัยภายใน 24 ชั่วโมง

ในงานบุญวัดศรีชุม ขุนเดชมาเจอบัวทองสาวนางรำถวายแก้บนวัย 19 กำลังเขย่าเซียมซีอยู่ เขาต้องตาบัวทองตั้งแต่เห็นรำแก้บนแล้ว เมื่อมาเห็นเสี่ยงเซียมซีเขย่ากระบอกเอาเป็นเอาตายก็แซวว่าเดี๋ยวได้ออกมาทั้งกระบอกหรอก

ขุนเดชเอ็นดูความแก่นแก้วของบัวทอง เดินตามออกไป บัวทองฟ้องคำปันผู้เป็นแม่ว่าผู้ชายคนนี้ตามตนมา คำปันจำขุนเดชได้ต่างดีใจมากที่ได้เจอกันอีกครั้ง คำปันบอกบัวทองให้ไหว้พี่ขุนเดชเสีย บัวทองเขม่นอยู่แล้วเลยยกมือไหว้แผล็บ คำปันดุว่าให้ไหว้สวยๆ ขุนเดชแซวว่าไม่เป็นไรหรอก คงเขย่าเซียมซีมาเหนื่อยมือเลยไม่มีแรง บัวทองหันขวับแลบลิ้นใส่แล้วจ้ำอ้าวไป คำปันบ่นระอาความแก่นของลูกสาว แต่ขุนเดชกลับยิ้มเอ็นดู

ขุนเดชมาอยู่ในถิ่นกำเนิดทั้งของพ่อแม่และตัวเองอย่างมีความสุข เห็นแก่งหลวงก็คิดถึงประวัติที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง พ่อภูมิใจในบ้านเกิดของตัวเอง บอกขุนเดชให้จำไว้ว่า ศรีสัชนาลัย แปลว่า ที่อยู่ของคนดี

ooooooo

แม้เวลาจะผ่านไปเป็นสิบปี แต่ทั้งขุนเดช ยงยุทธ และดาราซึ่งบัดนี้เป็นอาจารย์ ก็ได้กลับมาที่เขาหลวงอีกครั้ง ยงยุทธถูกย้ายด่วนมา แต่อาจารย์ดารานำกลุ่มนักศึกษามาศึกษาดูงานที่นี่

เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่ออาจารย์ประทีปมาบอกขุนเดชว่า มีนักศึกษาหลงป่า ฝนก็ใกล้ตกแล้วด้วย ขุนเดชขึ้นรถไปกับอาจารย์ทันที บัวทองคว้าจักรยานปั่นตามไป รวดเร็วเสียจนคำปันห้ามไม่ทัน

อาจารย์ดาราออกตามหาจนเจอศิษย์ที่หลงป่า บอกให้นั่งรอตรงนี้ตนจะไปตามคนมาช่วย แต่อาจารย์ก้าวพลาดตกน้ำที่ไหลเชี่ยวพัดหายไป!

หมวดยงยุทธมาถึงที่นี่ได้ข่าวจากอาจารย์ประทีปว่ามีนักศึกษาพลัดหลงป่า แต่อาจารย์ดารากำลังไปตามช่วยอยู่ หมวดยงยุทธสะดุดหูชื่ออาจารย์ดารา พอรู้นามสกุลหมวดถึงกับหน้าเครียด หมวดให้จ่าแท่นนำทางไปทันที อาจารย์ประทีปบอกว่ามีคนล่วงหน้าไปก่อนแล้ว หมวดถามว่าใครหรือ

พออาจารย์บอกว่าขุนเดช หมวดยิ่งแปลกใจ จ่าแท่นนำทางไปจนเจอนักศึกษาที่หลงป่า จึงรู้ว่าอาจารย์ดาราพลัดตกน้ำไปและขุนเดชมาเจอจึงรีบไปช่วยอยู่ หมวดฝากให้จ่าแท่นดูแลทางนี้แล้วตัวเองก็รีบเลียบตลิ่งตามไปอีกคน...

ooooooo

ขุนเดช

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด