ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร

SHARE
ตอนที่ 9

กลับมาถึงวังจุฑาเทพแล้ว คุณชายทั้ง 5 ก็ช่วยกันเช็กข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าจะมีข่าวอะไรอย่างที่พวกตนวิตกไหม ปรากฏว่าไม่มี

“ถือว่าโชคดี ยังพอแก้ไขได้ทัน” ชายภัทรเป็น ตัวตั้งตัวตี หันไปทางชายใหญ่ “พี่ชายใหญ่พร้อมไหมครับ”

“พร้อม! ไปกันเลย” ชายใหญ่ยืดอกแมนๆ เดินนำน้องๆทั้ง 4 ออกไปอย่างห้าวหาญราวกับจะไปรบทัพจับศึก

ไปถึงวังเทวพรหม ชายใหญ่รายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่เทวพันธ์อย่างละเอียด ฟังแล้วเทวพันธ์ถามอย่างตึงเครียดว่าเรื่องทั้งหมดที่เล่ามาเป็นความจริงหรือ

“ครับ...ผมรีบมาเรียนคุณลุงด้วยตัวเอง ก่อนที่จะเป็นข่าวออกไป” ชายใหญ่ยอมรับอย่างรู้สึกผิด

เทวพันธ์เครียดมาก พูดอย่างตำหนิว่า ลำพังผู้หญิงไปค้างอ้างแรมกับผู้ชายทั้งโขยงก็น่ารังเกียจแล้วนี่ยังแต่งเป็นชายไปร่วมกลุ่มด้วย รู้ถึงไหนอายถึงนั่น มารตีกับวิไลรัมภาก็เสริมกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนเกษราที่นั่งอยู่ด้วยหน้าเสีย

คุณชายทั้ง 5 ไม่สบายใจที่เกษราถูกตำหนิจากพ่อและน้องๆ ชายใหญ่ออกรับแทนว่าเป็นความผิดของตนเองที่ชวนเกษราไป ชายรุจก็ยอมรับว่าตนเป็นคนเสนอความคิดนี้ ชายภัทรบอกว่าตนเป็นคนสนับสนุน ชายเล็กกับชายพีร์ต่างออกมายอมรับผิดด้วย แล้วชายภัทร ชายเล็ก และชายพีร์ก็ยกมือไหว้ขอโทษเทวพันธ์พร้อมกัน

“ในเมื่อทุกคนยอมรับผิดแทน ลุงก็...ไม่ว่าอะไร แต่แค่รับผิดมันไม่เพียงพอ มันต้อง ‘รับผิดชอบ’ ด้วย” แล้วชักแม่น้ำทั้งห้ามาสาธยายถึงความไม่เหมาะสม เห็นชายใหญ่เงียบเลยถามจี้ว่า “ลุงขอถามสักคำ หม่อมป้ารู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้หรือเปล่า”

คุณชายทั้ง 5 มองหน้ากันอึ้ง แบบรู้ตัวว่า “โดนแน่!”

ooooooo

กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นทุกที เมื่อวันรุ่งขึ้น เทว-พันธ์ไปที่วังจุฑาเทพ พอย่าเอียดกับย่าอ่อนได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ย่าเอียดถึงกับลมตีขึ้นจะเป็นลม ย่าอ่อน ตำหนิว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่มีคุณชายคนไหนเล่าให้ฟังสักคน

“คุณชายไม่ต้องห่วง ป้าไม่ยอมให้ข่าวนี้ทำให้ หนูเกษต้องเสียหาย ป้าจะต้องหาทางออกที่ดีที่สุด...เทว– พรหมจะหม่นหมองเพราะจุฑาเทพ ไม่ได้เป็นอันขาด!” ย่าเอียดรับรอง ทำให้เทวพันธ์กลับไปอย่างสบายใจขึ้น

คุณชายทั้ง 5 นั่งเครียดรอย่าเอียดกับย่าอ่อนมาชำระคดีอยู่ เมื่อย่าทั้งสองมาถึง ถามว่าใครเป็นต้นคิด เรื่องนี้ ชายใหญ่ยืดอกรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

“ย่าอยากรู้เหตุผลที่แท้จริง ทำไมถึงได้คิดทำเรื่องแผลงๆ กันแบบนี้” ย่าเอียดมองหน้าคุณชายทั้ง 5 เรียงตัว แล้วถามต่อ “ย่ารู้มาว่านอกจากหนูเกษ ยังมีหนูมะปรางไปกับคณะด้วย ตกลงเรื่องราวมันเป็นยังไงมายังไง แล้วหนูมะปรางมาเกี่ยวได้ยังไง!!”

เมื่อย่าทั้งสองรู้ว่ามะปรางเป็นต้นคิดเรื่องนี้เพราะเป็นห่วงอาทิตยรังสี ก็พากันชื่นชมว่าช่างกล้าหาญกตัญญูจริงๆ

“ถ้าหนูมะปรางไปด้วยเหตุผลนี้ย่าก็เบาใจเพราะเขาไม่ได้ไปเพราะความคิดแผลงๆของพวกเรา ตอนนี้ก็เหลือแต่เรื่องหนูเกษรา ชายใหญ่เราไปออกหน้ารับปากจะรับผิดชอบกับคุณชายเทวพันธ์เอาไว้ แล้วรู้หรือยังว่าจะรับผิดชอบยังไง”

ย่าเอียดหันจ้องเอาคำตอบจากชายใหญ่ ย่าอ่อนพูดแทนว่ามีทางเดียวที่จะล้างอายฝ่ายหญิงได้คือต้อง“แต่งงาน” เท่านั้น ชายภัทร ชายเล็ก และชายพีร์พูดพร้อมกันว่า “อย่าเพิ่งแต่งเลยครับ” ย่าเอียดมองขวับถามว่าทำไม??

“เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพี่ชายใหญ่กับคุณเกษแค่สองคน แต่เป็นเรื่องน้องมะปรางกับคุณชินกรด้วยครับ”

ชายภัทรเอ่ยขึ้นก่อน ชายเล็กเห็นด้วยให้เหตุผลว่า คนที่หลงป่าอยู่กับชายใหญ่คือมะปราง ส่วนเกษราหลงป่าอยู่กับชินกร ชายพีร์เสริมว่า “ถ้าพี่ชายใหญ่รับผิดชอบด้วยการแต่งงาน แล้วใครจะรับผิดชอบน้องมะปราง?”

กลายเป็นประเด็นขึ้นมาทันที ชายรุจเสนอว่าขอเวลาให้พวกตนแก้ปัญหานี้กันเองก่อนดีไหม ย่าอ่อนโวยว่าเราไม่มีเวลามากขนาดนั้น ปล่อยให้ข่าวเสียๆหายๆ กระฉ่อนไปก่อน แล้วค่อยมาแก้อายเขาเปล่าๆ

ย่าเอียดพูดอย่างตรึกตรองว่า เห็นด้วยกับชายรุจว่า การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ย่าจะให้เวลาแต่ไม่นาน ชายใหญ่ต้องรีบตัดสินใจว่าจะแก้ปัญหาเกษรากับมะปรางอย่างไร พูดทิ้งท้ายให้ธราธรสะอึกว่า

“ถ้าชายใหญ่ตัดสินใจไม่ได้ ย่าจะเป็นคนตัดสินใจให้เอง!”

ooooooo

ไม่ทันไร หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวครึกโครมเรื่องการจับกุมพวกขโมยวัตถุโบราณ ตั้งฉายาให้คุณชายทั้ง 5 ว่าเป็น “ห้าสิงห์จุฑาเทพ”

แต่ที่เป็นปัญหาคือข่าวเขียนบรรยายว่า

“แม้จะปิดกันให้วุ่นทั้ง 3 วัง...วังจุฑาเทพ วัง เทวพรหม และวังแสงอาทิตย์ แต่ความก็แตกจนได้เมื่อนักข่าวตาไวถ่ายภาพหม่อมหลวงระวีรำไพ สวัสดิ์วาส บุตรีหม่อมราชวงศ์อาทิตยรังสี สวัสดิ์วาส และหม่อมหลวงเกษรา เทวพรหม คู่หมายของคุณชายใหญ่แห่งวังจุฑาเทพ หม่อมราชวงศ์ธราธร จุฑาเทพเอาไว้ได้ จากภาพที่เห็น สองสาวปลอมเป็นชาย แฝงกายเข้าไปในคณะชายล้วนอย่างก๋ากั่น”

มะปรางชี้แจงข่าวนี้แก่กัลยาผู้เป็นแม่ว่า ถึงตนจะหลงป่ากับชายใหญ่สองต่อสอง แต่มันไม่มีอะไรไม่งามเลย และตนไม่ต้องการให้ชายใหญ่มารับผิดชอบ พูดอย่างรับไม่ได้ว่า

“มันไม่ยุติธรรมถ้าพี่ชายใหญ่ต้องมาลงเอยกับปราง เพียงเพราะเกรงคนประณาม ถ้าต้องมีใครสักคน รับผิดชอบ ปรางขอรับเองค่ะ ปรางผิดตั้งแต่เป็นคนต้นคิดเรื่องนี้”

มะปรางตัดสินใจจะเดินทางไปอังกฤษให้เร็วขึ้นเพื่อสยบข่าวนี้ อาทิตยรังสีถามว่ามั่นใจหรือว่าจะใช้วิธีนี้ เมื่อมะปรางยืนยันหนักแน่น เพราะจะทำให้ข่าวลือจางลงและอีกไม่นานชายใหญ่กับเกษราก็แต่งงานกันคำครหาก็จะหมดไป

“ถ้าลูกมั่นใจพ่อจะไม่เร่งรัดเอาความกับคุณชายใหญ่ แล้วเร่งตั๋วเดินทางไปอังกฤษให้เร็วขึ้น ไม่สนใจปากหอยปากปู ใครจะว่าอะไรก็ช่าง” แล้วถามตรงๆ “แล้วปรางล่ะลูก ปรางรักคุณชายใหญ่หรือเปล่า”

“หรือลูกจะยอมเป็นคนเสียสละ” กัลยาถามต่อ

“ปรางไม่ได้เสียสละ ปรางทำในสิ่งที่ควรทำพี่ชายใหญ่ กับพี่เกษกำลังจะแต่งงานกัน ถ้าปรางเข้าไปแทรก ปรางจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายแย่งชิง แต่ถ้าปรางจากไป ทุกคนก็จะสมหวัง...ความรักของปรางมันเป็นความรักแบบเด็กๆ อีกไม่นาน...ปรางคงลืม ขอเวลาสักพักพอกลับมา ปรางจะรักพี่ชายใหญ่เหมือนพี่ชายจริงๆ ปรางรู้ว่า มันคงทำได้ยาก...แต่ปรางจะทำให้ได้!!” แม้น้ำเสียงจะเด็ดเดี่ยว แต่มะปรางก็น้ำตาไหลอย่างต่อสู้กับความเจ็บปวดของตัวเอง...

ทั้งกัลยาและอาทิตยรังสีต่างกอดมะปรางไว้ ชมว่าลูกเข้มแข็ง ลูกทำถูกแล้ว อาทิตยรังสีเอ่ยอย่างภูมิใจว่า

“ความเข้มแข็งของลูกในวันนี้ จะทำให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง...พ่อภูมิใจในตัวลูกมาก”

ooooooo

เมื่อกลายเป็นข่าวกระฉ่อนเมืองเช่นนี้ ย่าเอียดจึงโทรศัพท์ให้เกษรามาคุยที่วังจุฑาเทพ เทวพันธ์เป็นคนรับสายก็เล่าให้มารตีและวิไลรัมภาฟัง

วิไลรัมภาดีอกดีใจ เสนอว่าถ้าเกษราแต่งงานกับชายใหญ่ ก็จัดแต่งสามคู่พร้อมกันไปเลยดีไหม เทวพันธ์ติงว่า

“ถ้าเกษแต่งไป คุณชายที่เหลือไม่ต้องแต่งก็ได้เพราะถือว่าพันธะระหว่างพ่อกับท่านชายวิชชากรเป็นอันจบสิ้นลงแล้ว ตอนนั้นท่านมีดำรัสว่า อยากให้ลูกชายคนใดคนหนึ่งแต่งงานกับลูกสาวพ่อคนใดคนหนึ่งไม่จำกัดว่าคนไหน แต่อยากให้สองตระกูลดองกัน ถ้าเกษแต่งไปแล้ว คนอื่นๆก็ไม่ถือเป็นสัญญา”

คำตอบของเทวพันธ์ทำให้ทั้งมารตีและวิไลรัมภาหน้าเสีย เพราะต่างมีเป้าหมายที่จะจับคุณชายแห่งจุฑาเทพอยู่แล้ว สองพี่น้องไปคุยกันตามลำพัง ทั้งสองบอกกันว่าจะยอมให้เกษราแต่งงานกับชายใหญ่ไม่ได้ มิฉะนั้นเราทั้งสองต้องชวดแน่ๆ

“เราจะขัดขวางการแต่งงานของพี่เกษกับพี่ชายใหญ่ได้ยังไง เราจะทำยังไงกันดี!” วิไลรัมภาร้อนใจ

“ไม่เห็นยาก” มารตียิ้มร้าย “พี่มีหมากตัวสำคัญ ถ้าเริ่มเปิดเกมเมื่อไหร่ หมากตัวนี้จะทำให้เราเป็นผู้ชนะ”

หมากตัวนั้นของมารตีคือชินกรนั่นเอง เพราะรู้ว่าชินกรพอใจเกษราจนแวะเวียนมาที่ร้านขนมทุกวัน หวงเกษรากระทั่งเหมาขนมหมดร้านเพื่อไม่ให้หนุ่มๆที่มารอซื้อต้องพากันกลับ ทั้งยังหลอกถามเกษราว่าตอนหลงป่าชินกรถึงกับเอาตัวบังกระสุนเพื่อให้เกษราหนีหรือพอเกษรารับว่าจริง ก็ทำเป็นอุทานอย่างตื่นเต้นซาบซึ้งใจว่า

“น่ารักเสียจริง ถ้ามีคนทำแบบนี้กับมารตี มารตีรักตายเลย”

แล้วหลอกถามอีกว่า เหตุที่มะปรางกับชายใหญ่พลัดหลงไปด้วยกันเพราะมะปรางลื่นตกหน้าผาแล้วชายใหญ่เสี่ยงชีวิตตัวเองกระโดดตามลงไปช่วย วิไลรัมภาผสมโรงเป็นปี่เป็นขลุ่ยว่านี่ถ้าไม่รักกันจริงๆก็ทำแบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน

ทั้งสองช่วยกันปั่นหัวเป่าหูจนเกษราสับสน แล้วรวบรัดว่า ข่าวที่ออกไปมะปรางก็เสียหายไม่น้อยถ้าเขามีอะไรกันจริงๆ และไม่ยอมเลิกราบังคับให้พ่อมาบีบชายใหญ่ให้รับผิดชอบแล้วพี่เกษจะทำอย่างไร

พอเห็นพี่สาวสับสนกังวลก็สำทับว่า

“เราสองคนไม่ได้ขู่นะคะ แต่เราพูดด้วยความ เป็นห่วง พี่เกษก็ลองเก็บไว้คิดดูนะคะ...อ้อ อีกเรื่องค่ะ เมื่อกลางวันหม่อมย่าเอียดโทร.มา ท่านเชิญให้พี่เกษไปพบที่วังวันพรุ่งนี้ มารตีคิดว่าคงจะพูดเรื่องแต่งงาน” แล้วทำเป็นหวังดีเตือนว่า “พี่เกษควรเตรียมคำตอบไว้ให้ดี ว่าจะตัดสินใจยังไง แล้วก็ระวังไว้นะคะ คนแก่รักหลานคงอยากให้สมหวังกันหมดทั้งสามคน”

พูดแล้วเดินออกไปอย่างสบายอารมณ์ ปล่อยให้เกษรา นั่งเครียดด้วยความเป็นห่วง กลัวมะปรางจะเสียหายไปด้วย

ชายใหญ่พยายามโทร.ไปคุยกับมะปราง แต่เธอสั่งเด็กรับใช้ไว้เลี่ยงไม่รับสาย ชายใหญ่ได้แต่ถือสายรอแล้ววางอย่างผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า

ชินกรก็ได้แต่ซื้อและกินขนมหวานแทนความรู้สึกที่คิดถึงคนทำ กินไปใจลอยคิดถึงไปอย่างไม่มีทางออก

ooooooo

เช้านี้ ชายใหญ่อยากรู้ว่าระหว่างที่ตนไม่อยู่ พวกน้องๆมีอะไรคืบหน้ากับสาวๆวังเทวพรหมบ้าง ถามชายพีร์ว่าชอบวิไลรัมภาหรือไม่ ชายพีร์ไม่ชอบเพราะรู้สึกว่าเธอพูดมากเกินไปและเอาแต่ใจตัว

ครั้นถามชายภัทรที่กำลังถูกมารตีรุกหนักอยู่

ชายภัทรพูดอย่างยึดมั่นในความคิดตัวเองว่า ตนไม่เชื่อการคลุมถุงชน พอจิตใจต่อต้านมันก็ยากที่จะรัก ชายใหญ่เลยถามถึงชายรุจว่าพอจะรักใครในสองคนนี้หรือเปล่า

“พี่ชายใหญ่ก็รู้ว่าชายรุจมีคุณวาดดาวอยู่แล้ว” ชายใหญ่ถามว่าแล้วชายเล็กล่ะ ชายพีร์ตอบอย่างมั่นใจว่า

“รายนั้นยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ชอบโดนบังคับ แล้วก็

ไม่ชอบผู้หญิงจัดจ้าน สังคมจ๋าเหมือนสองคนนี้แน่นอน ขืนบังคับมากๆมีหวังหนีเข้าป่าไปแต่งกับสาวชาวดงประชดเข้าให้”

ฟังสภาพของน้องๆแล้วชายใหญ่ถอนใจยาว... ก่อนเดินออกจากวังไป...

ooooooo

เกษรามาพบย่าเอียดตามนัด ย่าเอียดถามรายละเอียดเรื่องราวที่เกิดขึ้น ฟังแล้วรวบรัดตัดความกับเกษราว่า

“ย่าตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าความจริงจะเป็นยังไง แต่ข่าวออกมาแบบนี้ ชายใหญ่จะต้อง ‘แต่งงาน’ เพื่อปกป้องชื่อเสียงของหนูเกษ” เกษราถามว่าแล้วมะปรางไปค้างแรมในป่ากับชายใหญ่ใครจะปกป้องชื่อเสียงของเธอ  ย่าอ่อนแทรกขึ้นทันทีว่า

“ใช่...หนูเกษคิดเหมือนย่า ข่าวนี้มีผู้หญิงเสียหายสองคน ย่าคิดว่าให้ชายใหญ่แต่งงานกับผู้หญิงทั้งสองคนเลยดีไหมจ๊ะ ใครๆเขาก็ทำกัน ท่านชายวิชชากรก็มีเมียถึงสามคน ให้หนูเกษขึ้นทะเบียน  ฝ่ายโน้นอายุน้อยก็เป็นรองไป”

เกษราหน้าเสีย ย่าเอียดเสียงเข้มกับย่าอ่อนว่า มะปรางไม่ใช่ลูกตาสีตาสา เป็นลูกสาวคุณชายอาทิตย์ ขืนทาบทามได้ไม่ต้องมองหน้ากันไปตลอดชีวิตเลย  ย่าอ่อนถามว่าแล้วจะทำอย่างไร  ย่าเอียดขอจัดการเอง แล้วพูดกับเกษราว่า

“ที่ย่าเชิญหนูเกษมาเพื่อจะบอกว่า ทางเราจะไม่ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้  อยากให้หนูเกษเตรียมตัวสำหรับงานหมั้นและงานแต่งให้พร้อม  แล้วย่าจะรีบหาฤกษ์หายามให้เร็วที่สุด...คิดว่าหนูคงจะไม่ขัดข้อง”

“แล้วพี่ชายใหญ่ล่ะคะ ถ้าต้องแต่งงานกับเกษ  พี่ชายใหญ่จะขัดข้องหรือเปล่า?”

คำถามนี้ทำให้ย่าเอียดกับย่าอ่อนสะอึกไป  เหมือนถูกถามแทงใจดำ

ระหว่างเดินออกมา เกษราก็ยังคิดไม่ตกว่า “แต่ผู้หญิงที่เสียหายมีสองคน ไม่ใช่เราคนเดียว...”

ooooooo

ออกจากวังจุฑาเทพ  เกษรายังสับสนไม่สบายใจ คนที่คิดถึงและอยากคุยด้วยในยามนี้คือชินกร เธอบ่ายหน้าไปหาเขาที่บ้าน  ทำเอาชินกรตื่นเต้นจนวางตัวไม่ถูก ถามว่ามีอะไรให้ตนรับใช้หรือถึงได้มาหา

เกษราบอกว่ามาขอบคุณที่เขาไปซื้อขนมที่ร้านและมาถามอาการบาดเจ็บด้วย ชินกรบอกว่าแผลแห้งแล้ว แต่ก็ยังติดใจถามว่า มาเพื่อขอบคุณและถามอาการบาดเจ็บ...แค่นี้หรือ?

“ไม่ใช่ค่ะ ที่ฉันมาเพราะฉันสับสน อยากคุยกับใครสักคน ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...ทำไม...ฉันถึงมาหาคุณ”

“ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลอะไร ขอบคุณที่คุณไว้วางใจผม ผมยินดีฟังทุกเรื่องและจะเก็บไว้เป็นความลับ” ชินกรให้คำมั่นทั้งดีใจและภูมิใจ เกษราเองก็เบาใจสบายใจ

ทั้งสองสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว  เปิดใจถึงความไม่สบายใจกับข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์  เสียงซุบซิบ  และสายตาในสังคม จนกระทั่งเกษราตัดบทอย่างทำใจได้แล้วว่า

“วันนี้หม่อมเอียดเรียกฉันไปคุยและบอกว่าจะให้พี่ชายใหญ่รับผิดชอบด้วยการแต่งงาน”

“เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วครับ” ชินกรพูดอย่างหน้าชื่นอกตรม เกษราถามว่าถูกต้องอย่างไรหรือ ในเมื่อคนที่ติดอยู่ในป่ากับเขาไม่ใช่ตนแต่เป็นมะปราง ซึ่งก็เสียชื่อเหมือนกันย้ำว่า ที่สำคัญกว่าความถูกต้องคือความรู้สึกของมะปราง...

“ฉันรู้สึก...รู้สึกว่าพี่ชายใหญ่ห่วงน้องปรางมาก และน้องปรางก็เหมือนกัน...เหมือนเธอรักพี่ชายใหญ่”

เกษราบอกว่าตนเทียบกับมะปรางไม่ได้เลย น้องปรางสดใสกล้าหาญ แต่ตนจืดชืดเย็นชา ทำงานหนักจนไม่เหลือความสดใสในชีวิต  ชินกรท้วงติงด้วยความรู้สึกจากใจว่า

“ไม่จริงครับ...คุณไม่ได้ไร้ค่าแบบนั้น อย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งที่มองเห็นคุณค่าในตัวคุณ”

ชินกรรวบรวมความกล้าเปิดเผยความรู้สึกกับเธอว่า ไม่ว่าเธอจะเป็นนายก้องเกียรติหรือเกษรา ตนก็ไม่เคยลืมใบหน้าเธอนับแต่แรกพบ เฝ้าถามตัวเองว่าทำไม และได้รับคำตอบว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะ... “ผมรักคุณ”

แต่เมื่อรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ชินกรจึงแนะนำด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า เธอควรทำตามเสียงหัวใจของตัวเอง ถ้าชายใหญ่คือคนที่ใช่ก็ไม่ต้องกลัวคำครหา ส่วนเรื่องมะปรางก็ควรถามกันให้รู้เรื่องจะได้ไม่คลางแคลงใจต่อกัน

เกษราตัดสินใจไปหามะปราง ถามตรงๆว่าเธอรักชายใหญ่หรือเปล่า มะปรางตอบอย่างไม่ปิดบังว่า “รักค่ะ...” แล้วอธิบายว่าตนรักชายใหญ่แบบพี่ชายเพราะโตมาด้วยกัน ผูกพันกันมากเกินกว่าจะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น

แต่ชายใหญ่ธราธรแจ่มชัดว่าตัวเองรักมะปรางพยายามจะคุยด้วยแต่มะปรางก็หลบเลี่ยง เมื่อปรึกษาน้องๆ สี่คุณชาย จึงช่วยกันเจรจาให้เพื่อนของมะปรางช่วยหลอกให้เธอออกจากวัง ชายใหญ่จึงไปดักพบได้สำเร็จ

ชายใหญ่สารภาพความรู้สึกที่มีต่อมะปรางว่า “พี่รักน้องปราง ไม่ใช่รักแบบพี่น้อง แต่เป็นความรักที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงมีให้หญิงสาว พี่รักน้องปรางนะครับ” มะปรางน้ำตารื้น พยายามข่มความรู้สึกของตัวเองชี้แจงว่า

“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณในความรักที่มีให้ปราง แต่มันสายไปแล้ว จริงอยู่ ในป่าปรางบอกความรู้สึกของตัวเองออกไปแต่มันเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ”

มะปรางบอกว่า เมื่อกลับมาจึงพบว่าตนรักเขาเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง จึงตัดสินใจจะรีบไปอังกฤษและจะไม่เจอเขาอีก เมื่อถึงวันที่กลับมา เราสองคนก็จะกลายเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม แล้วเอ่ยอย่างตัดใจ

“ลาก่อนนะคะพี่ชายใหญ่ของปราง...ลาก่อน...”

เมื่อมะปรางยืนยันเช่นนั้น ชายใหญ่จึงตัดสินใจบอกย่าเอียดให้จัดงานหมั้นกับเกษรา ย่าเอียดหาฤกษ์หมั้นเช้าแต่งเย็น พอได้ฤกษ์ก็ให้ทำหนังสือเชิญ บอกชายรุจให้หาโรงพิมพ์และแบบมาให้ย่าเลือกก่อน

“ส่วนรายชื่อแขกในงานเลี้ยงฉลองสมรสตอนเย็น ย่าจะเรียกมาจดอีกครั้ง ส่วนงานหมั้นเช้าและรดน้ำตอน

สาย เราจะเชิญคนมาไม่มาก มีเฉพาะคนในครอบครัวและเพื่อนสนิท”

ย่าอ่อนขอเป็นผู้จัดเรื่องงานหมั้น รับรองว่าจะจัดให้เต็มที่รับประกันไม่ให้ขายหน้าวังอื่น

“พอได้ฤกษ์แล้วย่าอยากให้ชายรุจส่งข่าวไปที่หนังสือพิมพ์ สังคมจะได้รับรู้ว่าเรารับผิดชอบกับข่าวที่ออก ไป และเป็นการให้เกียรติหนูเกษด้วย” ย่าเอียดสั่งการ ชายรุจรับคำแข็งขันแต่แฝงไว้ด้วยความหนักใจบางอย่าง...

สองสามวันต่อมา เมื่อมะปรางอ่านข่าวงานแต่งของธราธรกับเกษราในหน้าหนังสือพิมพ์ เธอเอ่ยแสดงความยินดีทั้งที่หัวใจเศร้า... “ดีใจด้วยนะคะพี่เกษ...พี่ชายใหญ่...”

ooooooo

วันนี้ เกษราลองชุดที่จะใส่ในงานหมั้นช่วงเช้า มารตีชมว่าชุดสวยแต่ดูหมองๆเพราะไม่มีทองใส่ วิไลรัมภาพูดหยันๆว่าจะเอาทองที่ไหนมาใส่ในเมื่อคุณพ่อขายเอาเงินมาลงทุนหมดแล้ว

ทั้งมารตีและวิไลรัมภายังพูดเขย่าความรู้สึกของพี่สาวหมายให้เปลี่ยนใจไม่แต่ง แค่ไม่มีทองใส่ก็บอกว่าถ้าเป็นตน ตนไม่กล้าแต่งเพราะอายเขา

ระหว่างนั้นเอง แย้มมาบอกว่าชินกรให้คนเอาของมาส่ง พอเปิดดูมีเข็มขัดทอง สร้อยทอง กำไลทองล้วนแต่เป็นของโบราณสวยล้ำค่า แย้มบอกว่ามีจดหมายด้วย เกษราจึงหยิบอ่าน

“สวัสดีครับคุณเกษรา...ผมส่งของขวัญวันแต่งงานมาให้คุณล่วงหน้า เพราะคิดว่าคุณอาจจะจำเป็นต้องใช้สำหรับใส่ในงานหมั้นตอนเช้า ถือว่าเป็นสินน้ำใจจากเพื่อนใหม่ของคุณ...ชินกร”

อ่านจดหมาย เห็นของฝากแล้ว เกษราทั้งดีใจและเศร้าใจในเวลาเดียวกัน...

นอกจากนี้ เมื่อชายใหญ่ไปเชิญชินกรด้วยตัวเองที่บ้าน ชินกรยังแสดงความปรารถนาดีจากใจจริงบอกชายใหญ่ว่าฝากให้เกียรติเกษราทำให้เธอสบายใจด้วยเพราะเธอมักจะน้อยเนื้อต่ำใจว่าตัวเองไม่คู่ควรกับเขา ชายใหญ่ขอบคุณชินกรแต่ก็สะดุดใจว่า เกษราไม่เคยคุยอะไรอย่างเปิดใจกับตนขนาดนี้เลย...

เกษราโทรศัพท์คุยกับมะปราง บ่นเสียดายมากที่มะปรางจะเดินทางไปอังกฤษในวันเดียวกับวันงานของตน มะปรางเองก็เสียดาย แต่บอกว่า ถ้าไม่รังเกียจ จะหาเพื่อนเจ้าสาวแทนตนให้สองคน แล้วก็ติดต่อให้โสภิตากับดาราฉายไปเป็นเพื่อนเจ้าสาว ดาราฉายรับปากแต่ถามความรู้สึกของเพื่อนว่า จริงๆแล้วเธอคิดอย่างไรกับอาจารย์หม่อมกันแน่

“ใช่...เราสองคนจะได้วางตัวถูก เราไม่อยากทำตัวเบิกบานในงานแต่งงาน  ในขณะที่เพื่อนรักของเราเศร้าใจจนต้องหนีไปต่างประเทศ”

มะปรางนิ่งไปอึดใจ ก่อนบอกเพื่อนอย่างมีสติจริงใจว่า

“ฉันขอบคุณเธอสองคนมากที่เป็นห่วง...แต่ฉันจะรู้สึกยังไงมันไม่สำคัญ  ฉันแค่ได้เห็นคนที่ฉันรัก 2 คน มีความสุข ฉันก็มีความสุขแล้ว”

เพื่อนรักทั้งสองฟังแล้วรู้ทันทีว่ามะปรางคิดอย่างไรกับชายใหญ่ธราธร...ได้แต่มองหน้าอย่างเข้าใจ ปลอบใจ...

ooooooo

วันงานมาถึงแล้ว โสภิตากับดาราฉายทำหน้าที่ที่มะปรางขอไว้อย่างดี  ทั้งสองชมเกษราว่าวันนี้สวยมาก  เกษราขอบคุณที่ทั้งสองส่งช่างแต่งหน้าทำผม และช่วยแต่งตัวให้ บ่นเสียดายที่มะปรางไม่ได้มา  และตนไม่ได้ไปส่งน้องที่สนามบิน

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ มะปรางเข้าใจ ขนาดเราสองคนมะปรางยังบอกว่าไม่ต้องไปส่งเลยค่ะ มะปรางเขาเป็นคนเข้มแข็งค่ะไม่ต้องเป็นห่วง” โสภิตาพูดเป็นนัย เกษรานิ่งคิด ถามว่า จะขอถามอะไรตรงๆสักอย่างได้ไหม ทั้งสองบอกว่าได้ ถ้าพวกตนรู้ก็จะตอบ

“พี่อยากรู้ว่า น้องมะปรางคิดอย่างไรกับพี่ชายใหญ่?”

ทั้งสองอึ้ง โสภิตาบอกว่าพวกตนก็ไม่ทราบ ดาราฉายบอกว่าตนเคยถามแล้วแต่มะปรางไม่ตอบ โสภิตาพูดต่อว่า...

“ปรางบอกแค่ว่า แค่ได้เห็นคนที่รัก 2 คนมีความสุข เธอก็มีความสุขแล้ว”

“เรารู้แค่ว่า ปรางรักพี่ชายใหญ่และพี่เกษมาก  และเธอก็ยินดีที่พี่ทั้งสองได้แต่งงานกัน...เรารู้แค่นี้จริงๆค่ะ” ดาราฉายยืนยัน

เกษรานิ่งอึ้ง พอดีแย้มมาบอกว่าคนจากวังจุฑาเทพมาแล้ว และได้ฤกษ์แล้ว เกษราจึงลุกขึ้นด้วยแววตาที่สับสน...

เมื่อคู่บ่าวสาวเข้าประจำที่เพื่อเข้าพิธี  พิธีกรเอ่ยขึ้นว่า “ได้ฤกษ์...เจ้าบ่าวสวมแหวนหมั้นให้เจ้าสาวค่ะ”

“เกษทำไม่ได้ค่ะ!!!” เกษราเอ่ยขึ้นเสียงสะท้าน ดึงมือกลับ ทุกคนมองตกใจ งง เกษรายังคงย้ำว่า “เกษแต่งงานกับพี่ชายใหญ่ไม่ได้ค่ะ”

เทวพันธ์โกรธมาก ตำหนิว่าจะบ้าไปแล้วหรือ ย่าเอียดขอให้ใจเย็นๆ ให้เกษราพูดให้จบก่อน ธราธรก็พูดอย่างเยือกเย็นว่า “น้องเกษค่อยๆสงบสติอารมณ์ก่อนนะครับ มีอะไรเราค่อยๆพูดกันได้”

“เกษคิดทบทวน ใคร่ครวญหลายหนแล้ว และเกษก็ตอบตัวเองได้ว่า...น้องปรางคือคนที่พี่ชายใหญ่สมควรจะช่วยกู้ชื่อเสียง ไม่ใช่เกษ...พี่ชายใหญ่ไม่มีวันรักเกษได้อย่างที่พี่ชายใหญ่รักน้องปราง...และเกษก็ไม่มีวันที่จะรักพี่ชายใหญ่ได้เหมือนน้องปรางเช่นกัน...”

เกษราพูดอย่างหนักแน่น มีสติ ชายใหญ่ธราธรฟังด้วยใจระทึก ส่วนบรรยากาศในงาน ช็อก!

ooooooo

เกษราพูดอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ตนไม่ยอมพรากความรักของชายใหญ่กับมะปรางเด็ดขาด เทวพันธ์โมโหหน้าแดงก่ำถามว่า แล้วใครจะมารับผิดชอบชื่อเสียงของเธอ!

“ผมรับผิดชอบเองครับ!! ผมคือผู้ชายที่หลงป่าอยู่กับคุณเกษ ไม่ใช่คุณชายใหญ่  ผมขอรับผิดชอบทั้งหมดเอง” ชินกรก้าวออกไปอย่างสง่างาม ประกาศว่า “ผมจะส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอคุณเกษให้สมฐานะ และขอเป็นผู้ดูแลคุณเกษเองนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป”

เกษราซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ ย่าเอียดถามว่า  แล้วหนูเกษยินดีแต่งงานกับอาจารย์ชินกรหรือเปล่า เธอตอบทันทีว่า

“ยินดีค่ะ เกษยินดีจะแต่งงานกับคุณชินกรด้วยความเต็มใจ” แล้วหันไปทางชายใหญ่ “พี่ชายใหญ่คะ น้องปรางไม่ได้รักพี่ชายใหญ่เหมือนพี่ชาย แต่เธอเสียสละเพื่อเราสองคน พี่ชายใหญ่อย่าปล่อยให้เธอหลุดมือไปนะคะ น้องปรางกำลังจะขึ้นเครื่องแล้วนะคะพี่ชายใหญ่ แหวนวงนี้...ควรจะอยู่กับผู้หญิงที่คู่ควรกับมันค่ะ”

เกษราส่งแหวนให้ชายใหญ่ คุณชายทั้ง 4 รีบมารุมล้อมเร่งให้พี่ชายใหญ่รีบไปสนามบิน

บรรดาผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานต่างงุนงงกับเหตุการณ์ที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว เทวพันธ์ยังโวยวายไม่เลิกว่าทำอย่างนี้ลูกสาวตนเสียหาย ย่าอ่อนบอกให้ใจเย็นๆ เพราะคุณชายยังเหลือลูกสาวอีกตั้ง 2 คน มารตีกับวิไลรัมภารีบแทรกเสนอตัว ต่างรับรองกับเทวพันธ์ว่าจะไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวังแน่ๆ

“คุณจะต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด!! และผมจะไม่ยอมลดสินสอดทองหมั้นแม้แต่สตางค์เดียว” เทวพันธ์ หันไปรุกชินกร เขาตอบอย่างหนักแน่น มีความสุขว่า

“ครับ ผมจะจัดมาให้สมนํ้าสมเนื้อ ไม่ให้น้อยหน้าใครเลยครับ...คุณพ่อ”

ชินกรฉวยโอกาสเรียกประเดิมเสียเลย แล้วหันมองเกษรา ต่างยิ้มให้กันอย่างมีความสุข...

ooooooo

คุณชายธราธรขับรถไปสนามบินราวกับเหาะ ไปเจอรถของมะปรางกำลังจะเลี้ยวเข้าสนามบินพอดี ชายใหญ่หักรถปาดหน้าทันที เมื่อลงจากรถมาคุย กัน มะปรางถามว่าพี่ชายใหญ่มาที่นี่ได้อย่างไร แล้วพี่เกษล่ะ??

ชายใหญ่เล่าเรื่องทั้งหมดให้มะปรางฟัง แล้วยื่นแหวนให้ขอหมั้นไว้ก่อน มะปรางเรียนจบกลับมาเมื่อไร จะไปสู่ขอและแต่งงานกันทันที มะปรางยิ้มทั้งนํ้าตา

ก่อนจากกัน ชายใหญ่กำชับมะปรางให้คิดถึงตนและเขียนจดหมายมาทุกอาทิตย์ ยํ้าแล้วยํ้าอีกว่า

“อย่าลืมนะครับ วันที่น้องปรางกลับมาประเทศไทยคือวันที่เราจะได้แต่งงานกัน ไม่ว่านานแค่ไหน พี่ก็จะรอ เราจะจากกันเพื่ออนาคต จากวันนี้เพื่อความรักของเรา...ชั่วนิรันดร์”

“ค่ะ...เพื่อความรักของเรา...ชั่วนิรันดร์...” มะปรางให้คุณชายธราธรสวมแหวนหมั้นให้อย่างมีความสุข

ooooooo

หลังจากนั้น ชายใหญ่เขียนจดหมายเล่าเหตุการณ์ต่างๆในเมืองไทยให้มะปรางรับรู้อย่างมีความสุข เขียนบอกมะปรางว่าตนได้รับมอบหมายจากอาทิตยรังสีให้ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองแทน และกำลังหาเที่ยวบินที่เร็วที่สุดเพื่อไปหาเธอที่ลอนดอนเพื่อจัดการเรื่องการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย
ในจดหมายยังเล่าว่า ชินกรพาท่านรัฐมนตรีไปสู่ขอเกษรา สินสอดมากกว่าที่หม่อมย่าจัดให้เสียอีก เพราะชินกรเป็นลูกชายห้างทองใหญ่ สินสอดน้อยหน้าใครไม่ได้อยู่แล้ว นอกจากนั้นยังเล่าถึงขบวนการค้าวัตถุโบราณที่ถูกจับได้ยกแก๊ง แล้วจบจดหมายอย่างหวานชื่นว่า

“พี่ขอจบจดหมายเพียงเท่านี้ พี่ขอฝากความรักและคิดถึงไปพร้อมกับจดหมายฉบับนี้ ไม่มีวินาทีไหนที่พี่จะไม่คิดถึงน้องปราง ทั้งยามหลับและยามตื่นน้องปรางจะอยู่ในหัวใจพี่เสมอ...รักและคิดถึงสุดที่รักของพี่ชายใหญ่...ธราธร จุฑาเทพ”

ooooooo

มีข่าวดีที่วังจุฑาเทพ เมื่อคุณชายปวรรุจมีโอกาสเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อร่วมประชุมว่าด้วยเรื่องกฎหมายทางทะเลที่กรุงเจนีวา เป็นการประชุมที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก

“แล้วนี่จะข้ามไปเยี่ยมคุณวาดดาวที่อังกฤษหรือเปล่า” ชายใหญ่ถามชายรุจหน้าขรึมลง บอกว่าคงไม่ได้ไป เพราะเธอเขียนจดหมายมาตัดสัมพันธ์ไปได้ปีกว่าแล้ว เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว

ทุกคนตกใจ พี่ชายใหญ่ธราธรตบไหล่ชายรุจ

อย่างให้กำลังใจ

คุณชายปวรรุจ หรือชายรุจของทุกคนยิ้มเศร้าๆ คิดถึงวาดดาวและเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต...

ooooooo

จบ “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” ตอน คุณชายธราธร

ตอนที่ 8

มะปรางกับเกษราตื่นสาย พอตื่นขึ้นมาก็รีบทำทุกอย่างไวราวกับลิง

ธราธรยังคุยอยู่กับอาทิตยรังสีที่บ้านพักหลังใหญ่ ทั้งสองต่างกังวลว่า กลัวพวกที่ขโมยกระเป๋ากับพวกล่าสมบัติจะเป็นพวกเดียวกัน

ตอนที่ 7

เกษรากลับมาท่ามกลางความดีใจของมะปรางและชินกร มะปรางยิ้มให้เกษราเหมือนเด็กที่ได้รับการยกโทษ รีบไปช่วยยกกระเป๋าลงจากรถ เพียงแค่เกษรา บอกว่าให้ยกใบเล็กใบใหญ่เดี๋ยวตนยกเอง มะปรางก็ปลื้มแล้ว

“ตะวันช่วยก้องหน่อยนะ ฉันจะรออยู่ที่นี่ เรียบร้อยแล้วจะได้ไปที่ไซต์”

ตอนที่ 6

ที่วังเทวพรหม หลังจากปล่อยเกษราไปหมายให้ผูกใจชายใหญ่แล้ว มารตีก็คิดจะย้ายไปทำงานใน โรงพยาบาลของรัฐหมายได้ใกล้ชิดกับชายภัทร

ที แรก เทวพันธ์ไม่เห็นด้วยเพราะอยู่โรงพยาบาลรัฐได้เงินน้อยกว่าโรงพยาบาลเอกชนมาก แต่พอฟังเหตุผลของมารตีก็โอนอ่อนผ่อนตามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า

“ถ้าลูก ไปด้วยเหตุผลนี้...พ่อก็เห็นด้วย สนับสนุนเต็มที่ ได้ทำงานใกล้กัน เห็นหน้ากันทุกวัน มีเหรอที่ชายภัทรจะไม่หลงเสน่ห์ลูกสาวคนสวยของพ่อ” เทวพันธ์นิ่งไปนิดหนึ่งแล้วปรารภ “คิดแล้วก็ห่วงแต่พี่สาวเราได้มีโอกาสใกล้ชิดคุณชายใหญ่แบบนั้น ไม่รู้ว่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้หรือเปล่า...เฮ้อ...”

ooooooo

พราน สมรับปากแข็งขันว่าจะไปเอาแผนที่มาให้เอ็ดเวิร์ดให้ได้ แต่เมื่อแอบเข้าไปค้นในห้องอาทิตยรังสีจริงๆเจอแต่กล่องเปล่า แผนที่หายไปแล้ว จึงกลับไปรายงานเอ็ดเวิร์ด ถูกตะคอกอย่างไม่พอใจว่า

“ฉัน ไม่รับรู้!!! ไม่ว่ามันจะย้ายที่เก็บไปไว้ที่ไหน พวกแกก็ต้องหามาให้ได้โดยเร็วที่สุด ฉันเบื่อไอ้ค่ายไร้วัฒนธรรมนี่เต็มที จะทำอะไรก็รีบๆทำก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนแล้วขนของกลับกรุงเทพฯ! เบื่อจริงๆไอ้พวกล้าหลัง ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง จะอาบน้ำแต่ละทีน้ำแค่นี้มันจะไปพออะไร”

เอ็ดเวิร์ดปาผ้าขนหนูและปัดกะละมังน้ำทิ้งอย่างหงุดหงิด พลันก็คิดแผนชั่วขึ้นมาได้ ไปตามมะปรางที่ห้องครัวบอกว่าตนอยากแช่น้ำอุ่น

มะปราง โวยวายว่าอากาศร้อนขนาดนี้ไปแช่น้ำเย็นๆที่ลำธารยังจะดีกว่า เอ็ดเวิร์ดบังคับขู่ว่าถ้าเธอไม่ทำคนที่เดือดร้อนคือธราธร ตัวอย่างเมื่อคืนก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ มะปรางจึงต้องไปหิ้วน้ำจากลำธารมาอย่างเจ็บใจ

ระหว่างนั้น ชายใหญ่มาที่ห้องครัวเพื่อรับมะปรางกับเกษราไปที่ไซต์งาน ถามเกษราว่ามะปรางหายไปไหนเธอจำต้องปดว่าไปดูคุณชายอาทิตย์ ชายใหญ่จึงรับเกษราไปด้วยกันตามลำพัง ระหว่างทางก็คิดถึงคำพูดของมะปรางที่บอกให้เขาต้องเรียนรู้เรื่องราวของเกษ ราบ้าง จึงจอดรถถามเก้อๆ เขินๆ

ชายใหญ่ถามเกษราตามแบบที่มะปรางเคยแนะตน ว่า ชอบดอกไม้อะไร ชอบทานอะไรเป็นพิเศษ ชอบไปเที่ยวไหน ชอบสีอะไร ชอบฟังเพลงแบบไหน ซึ่งเกษราก็ตอบทุกคำถามว่าแล้วแต่โอกาสและความเหมาะสมในการใช้งาน

สุดท้ายชายใหญ่ก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย กลับทำให้เธอรู้สึกแปลกๆจนต่างเขินๆกันตลอดทาง

ooooooo

เมื่อ ไปถึงปราสาท ชายใหญ่ไปคุยกับมานิต ชินกรและพรานอ่อนศรีจึงรู้จากมานิตว่าก่อนเกิดเรื่อง แทนพาเอ็ดเวิร์ดกับพรานสมมาหาตนที่ห้องทำงานและถามคำถามที่น่าสงสัย มานิตเล่ารายละเอียดให้ทุกคนฟัง

ชินกรฟังแล้วบอกว่าเรื่องชักจะเข้าเค้า แล้ว เพราะพรานสมอยากรู้เรื่องปราสาทชุดใหม่จึงพยายามขโมยแผนที่ พรานอ่อนศรีติงว่าแต่เขาก็ไม่ได้เอาแผนที่ไป และเวลานั้นพรานสมก็อยู่ในป่ากับคุณชายอาทิตย์

“ที่มันไม่ได้เอาแผนที่ไป อาจจะเป็นเพราะความผิดพลาดบางอย่าง แผนที่มันถึงได้ตกอยู่ที่พื้น และถ้าพรานสมเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ แสดงว่ามันต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิด บุกเข้าแคมป์ในขณะที่มันอยู่ในป่า” ธราธรวิเคราะห์

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ชินกรเสนอให้สืบประวัติเอ็ดเวิร์ดกับพรานสมอย่างจริงจัง มานิตบอกว่าตนรู้แล้วว่าเรื่องนี้จะต้องถามใคร

“ผม ฝากด้วยนะครับ เดี๋ยวผมขอตัวกลับไปที่แคมป์สักครู่ จะไปดูอาการคุณชายอาทิตย์สักหน่อย” พูดแล้วเดินแยกไปเลย ชินกรเหล่ๆพึมพำอย่างสงสัย

“คุณชายเพิ่งมาจากแคมป์ไม่ใช่เหรอ?”

ooooooo

ชินกรรู้ว่าเกษราทำงานอยู่ที่ปราสาทกับพวกอุดม จึงเดินลิ่วไปหา เกษราเห็นชินกรเดินมาก็จะหลบ ถูกชินกรพรวดมาจับแขน พูดอย่างรู้ทันว่า

“ฉันรู้ว่าหลายวันมานี้นายตั้งใจจะหนีหน้าฉันฉันจะไม่ถามว่าทำไม แต่ฉันอยากจะเตือนสตินาย ถ้าทำผิดอะไรอยู่ก็หยุดเสีย”

เกษ ราทั้งตกใจทั้งงง บอกว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด กระนั้น ชินกรก็ยังพูดอ้อมไปอ้อมมาว่าอยากช่วยเพื่อนมากแค่ไหนก็ตามแต่จำไว้ว่าความ ลับไม่มีในโลก แต่ยิ่งพูดเกษราก็ยิ่งไม่เข้าใจ ชินกรเปลี่ยนใหม่ ถามว่า

“ตอน นี้ตะวันอยู่ที่แคมป์ใช่ไหม” เกษราบอกว่าใช่ “และอาจารย์หม่อมกลับไปที่แคมป์ เพื่อไปหาตะวันใช่ไหม”เกษราตอบอีกว่าใช่ “นั่นไง! ฉันว่าแล้ว เอาคำเตือนของฉันไปเตือนเพื่อนนายด้วย ความลับไม่มีในโลก!” พูดใส่หน้าแล้วเดินไปเลย

“อาจารย์ชินกรเขาพูดอะไรของเขานะ...ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” เกษราบ่นงึมงำงงๆ

“แต่ ฉันรู้” อุดมจอมแส่แทรกเข้ามา แล้วพูดแบบรู้ดีว่า “ตะวันมันเป็นพวกวิปริตผิดเพศ!” เกษราเถียงว่าไม่ใช่ “ถ้ามันไม่ใช่ แล้วทำไมมันถึงชอบอาจารย์หม่อม!!”

แล้วอุดมก็สาธยายความสัมพันธ์ของทั้ง สองมากมายให้ฟัง เกษราสับสนจนต้องเดินหนี อุดมตะโกนเรียกให้มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน แต่เกษราเดินอ้าวไปแล้ว

ooooooo

มะปรางหิ้วน้ำมาใส่ถังไม้ ต้มน้ำมาผสมให้เอ็ด- เวิร์ดแช่ เท่านั้นไม่พอ เอ็ดเวิร์ดยังจะให้ถูหลังให้อีก มะปรางไม่ยอมอ้างว่าเกินกว่าข้อตกลงที่คุยกันไว้ แล้วจะกลับ

เอ็ดเวิร์ดไม่ยอมให้มะปรางไปไหน กระชากมะปรางอย่างแรง ทำให้มะปรางเซล้มลงถูกน้ำร้อนในกาลวกเธอตกใจร้องเสียงดัง ธราธรได้ยินเสียงรีบวิ่งไปที่ห้องเอ็ดเวิร์ด คว้าแขนเอ็ดเวิร์ดที่กำลังจะตบมะปรางไว้ เอ็ดเวิร์ดเห็นธราธรมาขวางก็ไล่ตะเพิดว่าเขาไม่เกี่ยว เด็กนี่มารับใช้ตน ตนจะทำอะไรก็ได้

“เด็กคนนี้ไม่ใช่คนรับใช้ ตะวันเป็นนักศึกษาที่เสียสละมาช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณตามสมควรแต่เท่าที่ผมเห็น มันมากเกินไป ต้องขอโทษด้วย ผมขอคนของผมคืน ตะวันออกไปพร้อมฉัน และครั้งต่อไป ถ้าฉันไม่อนุญาตห้ามเข้ามาในนี้”

มะปรางเดินตามธราธรไป เอ็ดเวิร์ดด่าตามหลังอย่างแค้นใจ

“คุณหักหน้าผมมาสองครั้ง จำไว้ มันจะไม่มีครั้งที่สาม! ระวังไว้ให้ดี ผมเอาคืนแน่!!”

เมื่อพากันออกมาแล้ว ชายใหญ่ตำหนิมะปรางว่า บอกแล้วว่าไม่ให้มาทำหน้าที่นี้ เชื่อหรือยังว่ามันจะสร้างปัญหา ย้ำว่าที่มะปรางขอตามมาก็เพื่อดูแลคุณพ่อ แต่ที่

ทำนั้นเกินข้อตกลง ถ้าไม่เชื่อฟังกันก็จะส่งกลับกรุงเทพฯ พรุ่งนี้เลย

มะปรางเงียบกริบ ชายใหญ่สั่งให้ไปที่ปราสาทกับตน มะปรางกลั้นน้ำตาเดินตามไปอย่างอัดอั้น

เกษราอยู่ที่ปราสาท นึกถึงคำพูดของอุดมเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมะปรางกับชายใหญ่แล้วก็สับสน พอดีเห็นชายใหญ่ขับรถมากับมะปราง จึงหลบแอบดู
เกษราเห็นมะปรางกับชายใหญ่คุยกันอย่างตึงเครียด ชายใหญ่พูดอย่างตัดพ้อว่ามะปรางไม่เข้าใจความหวังดีของตน มะปรางหาว่าชายใหญ่ก็ไม่เห็นความหวังดีของตนเหมือนกัน

หลังจากมะปรางเล่าถึงความจำเป็นต้องไปรับใช้เอ็ดเวิร์ดจนเกิดเรื่องแล้ว เธอเสียใจจนร้องไห้

“พี่ขอโทษ...พี่เข้าใจน้องปรางแล้วนะครับ พี่ไม่ดุแล้ว ไม่ร้องนะ...”

เกษราแอบฟังแอบดูอยู่ ใจหายกับภาพที่เห็นซุกตัวเงียบกริบด้วยความสับสน ทำให้หวั่นไหวกับคำบอกเล่าของอุดมที่ว่า ตะวันมีอะไรกับอาจารย์หม่อม
แยกกับชายใหญ่แล้ว มะปรางเดินตามหาเกษราจนเจอนั่งเครียดอยู่ในซอกหนึ่งของปราสาท เธอดีใจมากรีบเข้าไปหา เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างตื่นเต้น ถลกแขนให้ดูรอยที่ถูกน้ำร้อนลวก

“พี่ดูไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ เพราะพี่ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ ให้พี่ชายใหญ่ดูเถอะค่ะ พี่ชายใหญ่ก็ทำเป็นดุน้องปรางไปอย่างนั้น จริงๆแล้วเขา...รัก...และเป็นห่วงน้องปราง พี่ชายใหญ่ดูแลน้องปรางได้อยู่แล้ว”

เกษราพูดอย่างเย็นชา หมางเมินแล้วลุกเดินหนีไป มะปรางแปลกใจ มองตามงงๆ

ooooooo

มานิตไปสืบประวัติของเอ็ดเวิร์ดกับแทน แล้วมาเล่าให้ธราธรฟัง จากนั้นอาทิตยรังสีก็ได้ฟังจากธราธรว่า

“มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดเป็นมหาเศรษฐีที่มีความหลงใหลในวัตถุโบราณมาก สนับสนุนองค์กรอิสระที่ทำงานด้านนี้ มีเครือข่ายเส้นสายอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบเอเชีย”

ธราธรเล่าว่า มานิตพยายามถามรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเอ็ดเวิร์ดแต่แทนก็เล่าได้เพียงเท่านี้ คาดว่าก็คงรู้จักเอ็ดเวิร์ดเพียงผิวเผินเท่านั้น ยิ่งพรานสมด้วยแล้วไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นใครมาจากไหน

“อืม...บางทีความไว้ใจของคนเรา มันก็เป็นประตูพาเราไปสู่อันตรายได้เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าเราไว้ใจผิดคน” อาทิตยรังสีเอ่ยอย่างครุ่นคิด ทั้งธราธรและพรานอ่อนศรีที่ร่วมคุยด้วยต่างพยักหน้าเห็นด้วย

ธราธรเอาแผนที่คืนให้อาทิตยรังสี บอกว่าวันนั้นเห็นตกที่พื้นเพื่อความปลอดภัยเลยไม่เก็บไว้ที่เดิม

“งั้นก็เก็บไว้ที่คุณชายใหญ่ต่อไปก็แล้วกัน เพราะผมคงจะไปสำรวจเองไม่ไหว ต้องมอบให้คุณชายใหญ่กับอาจารย์ชินกรเข้าไปสำรวจ แล้วก็รีบทำเรื่องเสนอทางกรม ส่งคนมาบูรณะโดยด่วน ก่อนที่จะมีใครไปถึงที่นั่นและขนเอาสมบัติชาติไปเสียหมด”

เมื่อธราธรรับคำ อาทิตยรังสีเอ่ยฝากฝังเป็นนัยว่า “ฝากด้วยนะครับ ฝากคุณชายใหญ่ดูแลทุกอย่างแทนอาด้วยนะ”

ooooooo

เอ็ดเวิร์ดร้อนใจไม่พอใจที่ยังไม่ได้แผนที่มา เขาแอบไปคุยกับอีริคและพรานสม ยื่นคำขาดว่าให้เวลาอีกสองวันถ้ายังไม่ได้แผนที่ก็จะกลับกรุงเทพฯและก็อย่าหวังว่าจะได้เงินจากตนอีก

ทั้งด่าทั้งปรามทั้งขู่แล้ว เอ็ดเวิร์ดเดินออกมาที่ปราสาทเพื่อขึ้นรถกลับ แต่ไม่พบใครที่ไซต์งานแล้ว เหลือบเห็นเกษราที่ยังเดินเศร้าเสียใจเรื่องชายใหญ่กับมะปรางอยู่ จึงตะโกนเรียกถามว่าคนอื่นหายไปไหนหมด

เอ็ดเวิร์ดวางอำนาจบาตรใหญ่ตามเคย พอรู้ว่าคนอื่นกลับกันหมดแล้วก็ถามเกษราว่าตนจะกลับอย่างไร เกษราซึ่งกำลังสับสนเสียใจบอกว่าตนก็ไม่รู้เหมือนกัน เลยถูกเอ็ดเวิร์ดก่นด่าอย่างสาดเสียเทเสีย เกษราโมโหเลยเดินหนี ถูกเอ็ดเวิร์ดกระชากกลับมาตะคอก “ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ แกจะไปไหน หยุด และหันมาทางฉัน!!!”

ชินกรที่ไปตามหาเกษราเพราะคนอื่นกลับไปหมดแล้ว มาเห็นเข้าพอดี เขาพุ่งเข้าชกเอ็ดเวิร์ดล้ม

“ไอ้สารเลว แกกล้าดียังไงมาทำร้ายนักศึกษาของฉัน” เอ็ดเวิร์ดตวาดว่ากล้าดียังไงมาทำร้ายตน จะฟ้องหัวหน้า โครงการให้ไล่ทั้งสองคนออก ชินกรของขึ้นท้าลั่น “เชิญ! อยากจะฟ้องอะไรก็เชิญ เพราะผมเองก็จะรายงานเรื่องนี้ให้คุณชายอาทิตย์ทราบเหมือนกัน และถ้าคุณยังทำร้ายคนของผมอีก คราวหน้าผมจะแจ้งตำรวจ”

พอดีมานิตย้อนกลับมารับชินกรกับเกษรา เอ็ดเวิร์ดหันมาชี้หน้าอาฆาตชินกร

“จำสิ่งที่แกทำกับฉันเอาไว้ เพราะวันที่ฉันเอาคืน...แกต้องเจอหนักกว่านี้หลายเท่า!!” พูดอาฆาตแล้วเดินลิ่วไปขึ้นรถที่มานิตนั่งในที่คนขับรออยู่ สั่งให้ไปส่งตนที่แคมป์เดี๋ยวนี้ มานิตจะรอชินกรก่อน ถูกตวาดทันที “ฉันสั่งว่าเดี๋ยวนี้!! จะขับไปดีๆหรือให้ฉันขับไปเอง และพวกแกก็เดินกลับกันไป เลือกเอา!”

ฝ่ายชินกรหันไปดูเกษราที่ร้องไห้เพราะความอัดอั้นหลายปัญหา ในยามที่เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นนั้นมีอาการหญิงที่อ่อนไหวอ่อนโยนอย่างเด่นชัด แม้ชินกรจะไม่เฉลียวใจเรื่องนี้แต่เพราะมีใจผูกพันอยู่กับเกษรา เลยเผลอใจคิดว่านั่นคือเกษรา เขากอดปลอบ “ไม่ต้องกลัวนะ...ไม่ต้องกลัว....”

เกษราไม่มีใจจะคิดอะไร เธอร้องไห้อย่างอัดอั้น จนกระทั่งชินกรเองรู้สึกตัว สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความสับสนกับการกระทำของตัวเอง...

ooooooo

เมื่อเกษรากลับมาถึงที่พัก มะปรางยังชวนคุยถึงเรื่องราวต่างๆ แต่รู้สึกผิดสังเกตกับท่าทีห่างเหินเย็นชาของอีกฝ่าย เกษราถามมะปรางจนรู้ว่า ที่ชายใหญ่ ชวนตนมาเพราะมะปรางจะตามมาดูแลพ่อจึงให้เธอมาเป็นเพื่อน

พอรู้ความจริง ความผิดหวังน้อยใจยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ เธอบอกมะปรางว่าพรุ่งนี้จะกลับกรุงเทพฯเพราะตนคงไม่เหมาะกับที่นี่ ทั้งที่ในใจคิดว่า ตนไม่เหมาะกับธราธร....

ความเย็นชาหมางเมินของเกษรา ทำให้มะปรางไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่เฝ้าสังเกตเธออยู่เงียบๆรู้ว่าเธอร้องไห้ก็ไม่กล้าแม้แต่จะถาม

เช้าวันรุ่งขึ้น เกษราเตรียมเดินทางกลับกรุงเทพฯจริงๆ มะปรางไม่รู้จะทำอย่างไรจึงรีบไปบอกชายใหญ่ ก็ได้รับคำชี้แจงปลอบใจว่าเหตุที่เกษราเดินทางกลับอาจเพราะไม่พอใจตนที่ละลาบละล้วงถามเรื่องความชอบไม่ชอบส่วนตัวของเธอเลยทำให้อึดอัดไม่อยากอยู่

แต่มะปรางเชื่อว่าเป็นเพราะตนมากกว่า เพราะตนพูดด้วยก็ไม่อยากพูด ชายใหญ่จึงจะลองไปคุยกับ

เกษราดู และจะขอร้องให้อยู่ต่อเพราะอีกไม่กี่วันเราก็จะกลับกันแล้วไม่อยากให้แตกแถวกลับไปคนเดียวมันอันตราย แต่ที่ทำให้มะปรางคิดไม่ตกคือ ชายใหญ่บอกว่าถ้ากล่อมเกษราไม่สำเร็จเธอจะกลับให้ได้ มะปรางก็ต้องกลับด้วย

ชายใหญ่ไม่ทันไปคุยกับเกษรา ก็ถูกชินกรที่ได้ข่าวจากป้าพรตัดหน้าไปคุยก่อนแล้ว เขาไปคุยกับเกษราแบบแมนๆว่า

“ที่นายอยากกลับกรุงเทพฯเพราะเรื่องมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดที่เกิดขึ้นเมื่อวาน หรือว่า...เรื่องชายใหญ่กับตะวัน”

เกษรานิ่งเงียบ ชินกรขอให้เธออย่าด่วนสรุปจากสิ่งที่เห็น เพราะสิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่ความจริง แล้วยกตัวอย่าง

“อย่างเช่น อยู่ๆนายก็โผล่มาร่วมคณะ แล้วก็บอกว่าตัวเองเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณเกษ ทั้งๆที่ฉันไม่เคยรู้ว่าคุณเกษมีลูกพี่ลูกน้องอยู่ในมหาวิทยาลัยมาก่อน นายอาจจะไม่ได้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณเกษจริงๆก็ได้ ใครจะไปรู้”

ระหว่างนั่งคุยกันนั่นเอง พรานอ่อนศรีก็มาบอกว่า อาจารย์อาทิตยรังสีเชิญทั้งสองคนไปพบด่วน!!

ooooooo

ที่บ้านพักหลังใหญ่ เอ็ดเวิร์ดกับแทนอยู่ที่นั่นแล้ว เกษรากับชินกรตามมาไล่ๆกับชายใหญ่และมะปราง รวมทั้งพรานอ่อนศรี

เอ็ดเวิร์ดมาฟ้องอาจารย์หม่อมว่าถูกชินกรทำร้าย โดยมีแทนช่วยโวยวายว่า “อาจารย์ชินกรต้องรับผิดชอบ!!”

การโต้แย้งปะทุขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะคู่กรณีอย่างชินกรกับเอ็ดเวิร์ด เมื่อเอ็ดเวิร์ดเถียงสู้ชินกรไม่ได้ก็ป้ายสีทำนองว่า ชินกรปกป้องนายก้องเกียรติเกินเหตุ จนตนสงสัยว่าเด็กคนนี้มีอะไรพิเศษ ตนถึงแตะต้องไม่ได้

“ไม่ว่านักศึกษาคนไหน คุณก็แตะต้องไม่ได้ทั้งนั้น” ธราธรแทรกขึ้น “ผมบอกหลายครั้งแล้ว นักศึกษาทุกคนมาที่นี่เพื่อศึกษาหาความรู้ ไม่ได้มาดูแลหรือรับใช้ใคร เมื่อวานคุณใช้ตะวันไปตักน้ำจากลำธารเอามาต้ม แล้วยังจะบังคับให้ถูหลัง ผมไม่โอเว่อร์รีแอ็ก แต่ผมคิดว่าคุณเรียกร้องจากพวกเรามากเกินไป!!”

เอ็ดเวิร์ดใช้ไม้เดิม นอกจากทำท่าเจ็บปากที่โดนต่อยจะเป็นจะตายให้ได้แล้ว ยังประกาศจะไม่ให้ทุนต่อไป แทนตกใจบอกเอ็ดเวิร์ดให้ใจเย็นๆ แล้วอ้อนวอนอาทิตยรังสีให้ช่วยตัดสินคดีให้ด้วย

“ผมรับผิดเองครับ!!” ธราธรเอ่ยขึ้นอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว “ที่จริงก้องเกียรติไม่ใช่นักศึกษาในคณะเรา แต่ที่ได้มาเพราะผมเป็นคนรับรอง ถือว่าผมเป็นผู้ปกครอง ผมขอรับผิดชอบทุกอย่าง” แล้วหันไปทางเอ็ดเวิร์ด “เพื่อให้เรื่องนี้จบ คุณต้องการให้ผมทำอะไร บอกมาเลย”

เอ็ดเวิร์ดมองธราธรอย่างผู้ชนะ ยิ้มอย่างสะใจ

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น” เสียงอาทิตยรังสีเอ่ยขึ้นจนทุกคนหันมอง “เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็น ‘ความเข้าใจผิด’ ของพวกเราทุกคน”

เอ็ดเวิร์ดมองเขม็งบอกว่าตนไม่เข้าใจ อาทิตยรังสีจึงชี้แจงรายละเอียดว่า เอ็ดเวิร์ดเองเข้าใจผิดว่าเราต้องดูแลเขา พวกเราก็เข้าใจผิดคิดว่าการดูแลเขาไม่ดีคือความผิด ยํ้าว่า

“ที่จริงแล้ว เรามาทำงานไม่ได้มีหน้าที่ดูแลต้อนรับใคร ไม่ว่าเขาจะมีเงินมากแค่ไหนก็ตาม เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ขอให้พวกคุณทุกคนกลับไปทำงานของตัวเอง ห้ามเอาเวลางานไปดูแลคนอื่นเด็ดขาด”

ธราธร ชินกร และเกษรารับคำยิ้มๆ อาทิตยรังสีบอกชินกรกับเกษราว่า “ให้ขอโทษเอ็ดเวิร์ดเสีย ที่ไม่ได้ยินเขาเรียก ทำให้เขาต้องส่งเสียงดังและมากระชากแขนจนชินกรต้องเข้ามาช่วย จนเป็นเรื่องชกต่อยกัน”

หลังจากทั้งสองขอโทษแล้ว อาทิตยรังสีหันไปพูดกับเอ็ดเวิร์ดว่า

“สำหรับมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ด ทางเราต้องขอโทษด้วย ครั้งหน้าถ้าคุณร่วมเดินทางมาอีก เราจะจัดงบพิเศษและหาคนคอยดูแลอย่างดี” แทนรีบพยักหน้าเห็นด้วย แต่แล้วก็หน้าเสียเมื่ออาทิตยรังสีพูดต่อว่า “สำหรับครั้งนี้ ถ้าคุณต้องการอะไรก็บอกคุณแทนได้เลย เพราะเขาเป็นคนเดียวในคณะที่มีหน้าที่ดูแลคุณ”

แทนรีบแย้งว่าจะให้ตนไปตักน้ำ ต้มน้ำ และถูหลังให้เอ็ดเวิร์ดนั้น ตนทำไม่ได้

“พอได้แล้ว!!” เอ็ดเวิร์ดขัดขึ้น “พวกคุณทำให้ผมผิดหวังอย่างมาก นอกจากจะไม่มีการร่วมเดินทางครั้งต่อไปแล้ว ผมขอแยกจากคณะและเดินทางกลับกรุงเทพฯในวันพรุ่งนี้!!”

เอ็ดเวิร์ดลุกเดินออกไปทันที แทนตกใจขอร้องให้ใจเย็นๆ พลางรีบตามออกไป ส่วนเกษราไหว้ขอบคุณอาจารย์อาทิตยรังสีแล้วขอตัว ธราธรกับชินกรจะตามไปก็ถูกเรียกไว้ บอกว่ามีเรื่องจะปรึกษา

ทั้งหมดปิดประตูคุยกันในห้องรวมทั้งพรานอ่อนศรีด้วย อาจารย์ขอให้ธราธรกับชินกรเริ่มงานสำรวจปราสาท 5 หลัง ในวันมะรืนนี้เลย ถามว่าพร้อมไหม เพราะเกรงว่าถ้าช้าไปอาจไม่ทันการณ์ บอกทั้งสองว่าจะให้พรานอ่อนศรีเป็นคนนำทางไป พรานอ่อนศรีบอกว่าเราต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2 วัน ชินกรจึงวางแผนเตรียมเสบียงให้เพียงพอ

“เรื่องงานที่แคมป์ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ที่นี่ก็คงไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไรแล้ว ผมจะดูแลนักศึกษาให้เอง” อาทิตยรังสีบอก
วางแผนกันเสร็จ ชายใหญ่คิดถึงมะปรางแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้

ooooooo

ทุกอย่างน่าจะลงตัวไปตามแผนการ แต่ก็มีเรื่องให้ต้องวุ่นวายกันอีกจนได้ เมื่อเกษราหนีกลับกรุงเทพฯโดยไม่บอกใคร มะปรางเห็นเสื้อผ้าข้าวของในห้องหายไปหมด จึงรีบไปบอกชายใหญ่ พอดีมานิตเอารถกลับมารับพวกที่แคมป์ไปทำงานอีกรอบ ธราธรจึงขอยืมรถแล้วขึ้นขับตะบึงไปทันที

โชคดีไปเจอเกษรายืนรอรถเมล์แดงอยู่ รถเมล์แดงมาพอดี เกษราเตรียมจะขึ้นรถ ธราธรก็ขับรถของโครงการปาดหน้าเข้าไปจอดถอดแว่นดำลงจากรถมาถามเกษราว่า จะไปไหน ทำไมไม่บอกตนก่อน

“เกษคิดว่าพี่ชายไม่สนใจอยากจะรู้” เธอตอบไม่กล้าสบตา ชายใหญ่บอกว่าไม่ให้กลับ แล้วคว้ากระเป๋าในมือไปใส่รถ สั่งเธอให้ขึ้นรถ พอเธออึกอักลังเลก็ดุเบาๆว่า อย่าดื้อนะคะ

เกษราเขินขึ้นมาอย่างแรง พยักหน้าหลบตากลั้นยิ้มที่แทบจะปิดไม่อยู่ ยอมเดินขึ้นรถไปโดยดุษฎี ใจเต้นแรงอย่างคิดไม่ถึงว่าชายใหญ่จะให้ความสนใจตนถึงเพียงนี้

ระหว่างนั่งรถกลับแคมป์ด้วยกันนั้น ธราธรถามว่าทำไมเธอถึงคิดจะหนีกลับกรุงเทพฯมีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือ

ท่าทีที่อบอุ่นห่วงใยของชายใหญ่ ทำให้เกษรารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ยอมรับตรงๆ ว่า เพราะคิดว่าตนเป็นตัวปัญหาไม่มีความอดทน ไม่มีความมั่นใจไม่เหมือนน้องปราง พูดอย่างไม่ปิดบังว่า

“เกษอยากเป็นเหมือนน้องปราง กล้าแสดงออก กล้าตัดสินใจ พี่ชายคงจะชอบผู้หญิงที่มีนิสัยเหมือนน้องปราง”

ชายใหญ่พูดถึงมะปรางอย่างเอ็นดูว่าเหมือนเด็ก แต่ชมเธอว่าเป็นผู้หญิงที่แกร่งมาก แม้ภายนอกจะดูบอบบาง แต่ทำงานโอบอุ้มคนทั้งครอบครัว จะมีใครสักกี่คนที่ทำได้ ชมว่า

“น้องเกษเป็นแม่บ้านแม่เรือนอ่อนหวานเป็นกุลสตรีขนานแท้” แล้ววกมาเทียบกับมะปรางว่า

“ส่วนน้องปรางเป็นเด็กที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร พ่อแม่รักทะนุถนอม จนบางครั้งก็ขี้งอนเพราะไม่ได้ดั่งใจ แต่ก็ฉลาด สดใสเป็นสาวสมัยใหม่ ผู้หญิงสองคนเทียบกันไม่ได้ ถ้าเปรียบเป็นดอกไม้ก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ก็งามด้วยกันทั้งคู่”

พูดแล้วชำเลืองมองเกษราเห็นเธอนิ่งฟังสีหน้าดีขึ้น ชายใหญ่ชี้ให้เห็นอีกว่า...

“เพราะฉะนั้น ไม่ต้องคิดเปรียบเทียบแบบนั้นอีกนะ รกสมองเปล่าๆ รู้ไหมคะ และพี่ก็ขอยืนยันว่าน้องเกษไม่ใช่ตัวปัญหาแน่นอน รู้แบบนี้แล้วยังจะอยากกลับกรุงเทพฯอีกหรือเปล่า”

“เกษไม่กลับแล้วค่ะ เกษจะพยายามปรับตัวอยู่ต่อไปให้ได้ และกลับพร้อมพี่ชายใหญ่ค่ะ” เธอตอบอย่างมั่นใจ

“พี่รู้ว่าน้องเกษของพี่เก่ง เพียงแต่ต้องเรียนรู้ที่จะอดทนและมั่นใจในตัวเองให้มากกว่านี้”

“ค่ะ...เกษจะพยายามมั่นใจ เชื่อพี่ชายใหญ่ ไม่หูเบาเชื่อคำคนอื่น”

ชายใหญ่จับมือเธอไปกุมไว้อย่างอ่อนโยน ให้กำลังใจว่า

“ดีแล้ว ใช้วันที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุด คงไม่มีครั้งไหนที่น้องเกษจะได้ผจญภัยได้มากมายเท่าครั้งนี้แล้ว”

ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เกษรามีกำลังใจเข้มแข็งขึ้นอย่างประหลาด

คุณชายเองก็แอบถอนใจโล่งอกที่เกษรายอมอยู่ต่อ เพราะตนรับปากมะปรางไว้ว่าจะพาเกษรากลับมาให้ได้

ooooooo

ตอนที่ 5

มะปรางกลับเข้าห้องพักกระชากวิกผมวางฟึ่บร่วงหายไปไม่รู้ตัว ยกมือเกาหัวคันคะเยอบ่นหงุดหงิด

“คิด แล้วยังโกรธไม่หาย พวกฝรั่งดั้งขอ คิดว่าเงินตัวเองใหญ่ จะสั่งให้ใครทำอะไรก็ได้ โอ๊ยยย...” เธอเกาหัวแกรกๆ ทั้งโมโหทั้งคัน เกษรายืนมองส่ายหน้าเตือนว่า

ตอนที่ 4

เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองตามสภาพ แต่ธราธรกับก้องเกียรติและตะวัน พากันนั่งรถเข้าตลาด โดยธราธรสะพายกระเป๋าใส่เงินสำหรับใช้ในโครงการนี้ทั้งหมดติดตัวไปจ่ายตลาดด้วย

ก้องเกียรติกับตะวันช่วยกันซื้อของสดของแห้งไว้ทำอาหาร 3 มื้อ ในเวลา 3 วัน สำหรับประมาณ 20 คน โดยธราธรเป็นคนเดินตามคอยจ่ายเงิน เมื่อซื้อเสร็จช่วยกันขนมาขึ้นรถของโครงการ

ตอนที่ 3

เพียง 2–3 วันต่อมา เกษราและระวีรำไพ ก็พร้อมที่จะเข้าสู่การตรวจสอบจากอาจารย์ธราธรแล้ว

กรรมการอีก 4 คือปวรรุจ พุฒิภัทร รัชชานนท์และรณพีร์นั่นเอง!

ตอนที่ 2

อีกไม่กี่วันจะถึงวันจัดงานแล้ว คุณชายทั้ง 5 นั่งดื่มกาแฟและนํ้าผลไม้ปรึกษาปรารภกันประสาหนุ่มๆ ที่จะได้เจอสาวๆ ชายเล็กเปิดการสนทนาขึ้นก่อนว่า

“อีกไม่กี่วันก็จะถึงงานเลี้ยงแล้ว สาวๆเทวพรหมคงจะเตรียมมาเปิดตัวในงานแน่ เห็นทีพวกเราจะหนีกันไม่รอด”

ชายพีร์เสนอให้เรารีบหาคู่ควงมางาน อย่างน้อย คราวนี้ ให้รอดตัวไปก่อน อาสาจะหาสาวๆมาให้พี่ๆคัดตัว

“ของ พี่ไม่ต้อง เพราะไม่ว่าจะมีคู่ควงหรือไม่มี พี่ไม่มีวันยอมโดนบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงที่พี่ไม่รัก” ชายภัทรขัดขึ้น ชายเล็กหันไปกระซิบกระซาบกับชายพีร์ว่า “ถ้าเหตุผลนี้ สงสัยพี่ชายภัทรคงไม่มีวันได้แต่ง”

ชายรุจที่จัดเครื่องดื่มบริการทุกคน แล้ว ถือของตัวเองมานั่งสมทบ ถามชายใหญ่ว่าต้องการให้ชายพีร์หาคู่ควงให้ไหม หรือมีอยู่แล้ว ชายใหญ่ตอบนิ่งๆว่าไม่มีและไม่ต้องการ พูดอย่างตรึกตรองว่า

“พี่ มาคิดดู บางทีคุณเกษอาจจะเหมาะสมกับพี่ก็ได้ พี่ไม่ควรปิดโอกาสหรือปฏิเสธ คุณเกษเป็นคนดี หน้าตาก็สะสวย เก่งการบ้านการเรือน ใครได้เป็นภรรยาถือว่าโชคดี”

“ถ้าพี่ชายใหญ่แต่งกับคุณเกษจริงๆ...” ชายเล็กตาโตวาว

ตอนที่ 1

ณ ห้องอาหารวังจุฑาเทพ...

ม.ร.ว.ธราธร จุฑาเทพ หรือชายใหญ่ วัย 30 ปี โอรสของหม่อมเจ้าวิชชากร เป็นนักโบราณคดี ข้าราชการประจำกรมศิลปากร กำลังดูพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับประจำวันที่ 2 พฤษภาคม 2500 อย่างขุ่นมัวใจ

“พบซากปราสาทโดนทำลาย”

ภาพประกอบข่าวคือซากปรักหักพังของปราสาท! ชายใหญ่พับหนังสือพิมพ์ลงด้วยใบหน้าขรึม เครียด สั่งถนอมคนขับรถให้เตรียมรถเพราะวันนี้มีสอนแต่เช้า ถนอมรับคำ หยิบกระเป๋าทำงานของชายใหญ่ออกไป

ชายใหญ่ชำเลืองภาพในหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง หยิบหนังสือพิมพ์ติดมือไปด้วยอารมณ์โกรธกรุ่นๆ

ระหว่างทางไปมหาวิทยาลัย ชายใหญ่เห็นชินกร อาจารย์พิเศษสาขาโบราณคดีสถาบันเดียวกันถือกระเป๋าเดินสบายๆอยู่ จึงให้ถนอมเทียบรถเข้าไปทัก ถามว่าจะไปท่าพระจันทร์หรือเปล่า

“ไปครับ ผมมีสอนวิชาประวัติศาสตร์คาบแรกเลยครับ” ชินกรยิ้มแย้มอย่างคนคุ้นเคยกัน

“ผมมีสอนวิชาการแปลตอนเช้าเหมือนกันครับ เชิญไปด้วยกันนะครับ”

“ขอบคุณครับ” ชินกรยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่เปิดเผย เป็นธรรมชาติ ด้วยบุคลิกที่ร่าเริงอ่อนโยนแต่พอขึ้นนั่งในรถเหลือบเห็นหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ ก็ปรารภอย่างวิตกว่า “พวกล่าวัตถุโบราณออกอาละวาดอีกแล้วหรือครับ!!??”

ooooooo

เมื่อถึงมหาวิทยาลัย ชายใหญ่กับชินกรยังคง เดินคุยกันถึงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยอารมณ์ติดพัน

“ผมเห็นข่าวแล้วก็ไม่สบายใจ ตั้งใจว่าจะเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ ในฐานะนักโบราณคดีเราจะหาทางป้องกันยังไง ได้ข่าวมาว่า ตอนนี้ทางยุโรปกับอเมริกาต้องการวัตถุโบราณจากประเทศในแถบเอเชีย เพราะเรายังไม่มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด” ชายใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเครียดขรึม

“คิดแล้วก็แปลก คนตะวันตกอยากได้ของของเรา แต่เรากลับเห่อวัฒนธรรมตะวันตกเหลือเกิน ท่านนายกฯเราก็ออกกฎหมายเยอะแยะให้ทำตัวตามอย่างฝรั่ง อีกหน่อยวัฒนธรรมไทย การแต่งกายแบบไทย คงไม่มีเหลือ” ชินกรยังอารมณ์ค้างอยู่

“อาจารย์ชินกรพูดสมกับเป็นอาจารย์โบราณคดีจริงๆ”

“จริงนะครับ โดยเฉพาะสาวๆสมัยใหม่ แต่งตัวเปิ๊ดสะก๊าดขึ้นทุกวัน วันก่อนนักศึกษาห้องผมใส่กระโปรงมินิสเกิร์ตเข้าห้องเรียน โอ๊ย...ผมเชิญออกเลย หลังจากนั้น ได้ข่าวว่าถึงกับโดนคณบดีเรียกพบ...ไม่ไหว นับวันยิ่งสั้นขึ้นทุกที แล้วนักเรียนห้องคุณชายล่ะครับ มีปัญหาแบบนี้บ้างหรือเปล่า”

ขณะชายใหญ่กำลังคิดภาพนักเรียนในห้องเรียนตัวเอง ก็ชะงักกับเสียงกลองพาเหรดที่ดังเป็นจังหวะเข้ามา...

ที่สนามกีฬาในมหาวิทยาลัย กำลังมีการซ้อมพาเหรดของนักศึกษา โดยมีระวีรำไพ หรือมะปราง ดรัมเมเยอร์ 3 ปีซ้อนของมหาวิทยาลัย ควงคทานำ
ขบวนด้วยท่วงท่าสวยสง่า โยน รับ ตวัดคทาฉวัดเฉวียนคล่องแคล่ว ดึงดูดทุกสายตารอบสนามที่มองอย่างชื่นชมดรัมเมเยอร์ในดวงใจของพวกเขา
ระวีรำไพมองมาเห็นชายใหญ่มองอยู่พอดี ต่างยิ้มให้กันอย่างคุ้นเคย ชายใหญ่มองเธออย่างเอ็นดู...ระวี–รำไพยิ้มอย่างมีความสุข ดวงหน้าคมเข้ม นัยน์ตาคู่งามมีแววหวานแต่แฝงด้วยความเข้มแข็ง ยังคงตั้งใจฝึกซ้อมอย่างจริงจังต่อไป

ooooooo

เมื่อ 16 ปีก่อน...ที่หน้าวังแสงอาทิตย์

ชายใหญ่ธราธรในวัย 14 ปี ได้รู้จักกับระวีรำไพ ในวัย 4 ขวบ ซึ่งเป็นญาติผู้น้องที่เพิ่งกลับจากอังกฤษพร้อม ศ.ม.ร.ว.อาทิตย์รังสีผู้บิดา

วันนั้น ระวีรำไพมองทุกคนตื่นๆอายๆจนท่านพ่อเข้ามากุมไหล่ทั้งสองข้างอย่างอบอุ่น เอ่ยกับแขกที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างยิ้มแย้มว่า

“ลูกสาวผมเอง หม่อมหลวงระวีรำไพ มะปราง... กราบสวัสดีคุณลุงหม่อมเจ้าวิชชากรกับพี่ชายใหญ่ หม่อมราชวงศ์ธราธร จุฑาเทพ สิลูก”

“สวัสดีค่ะ” ระวีรำไพยกมือไหว้เขินๆ ทั้งหม่อมเจ้าวิชชากรและชายใหญ่ต่างยิ้มน้อยๆอย่างเอ็นดู

“ชายใหญ่จำน้องได้หรือเปล่า” ท่านพ่อถาม

“จำได้ครับ 4 ปีก่อนผมเคยมาเยี่ยมน้องตอนเพิ่งเกิด ก่อนน้องจะย้ายตามคุณอาไปอังกฤษ”

“พี่ชายใหญ่จำปรางได้ แต่ทำไมปรางจำพี่ชายใหญ่ไม่ได้คะคุณพ่อ” มะปรางถาม ท่านพ่อบอกว่า ตอนนั้นปรางยังแบเบาะอยู่เลย มะปรางยิ้มใสๆอย่างเข้าใจ

“ชายใหญ่...น้องเพิ่งตามคุณอากลับมาจากอังกฤษ ตอนนี้ยังไม่มีเพื่อน พ่อจะให้ชายใหญ่มาคอยเป็นพี่เลี้ยง เป็นเพื่อนเล่นกับน้องได้หรือเปล่า” ม.ร.ว.วิชชากรเอ่ยถาม ชายใหญ่ยิ้มแย้มรับคำด้วยความเต็มใจ ถามอย่างใส่ใจอ่อนโยนว่า

“น้องปรางชอบเล่นอะไรครับ?”

ระวีรำไพในวัย 4 ขวบ เล่นขายของ รอบตัวมีตุ๊กตาหวานแหวววางเหมือนบริวาร เบื้องหน้ามีชุด

นํ้าชาเด็กเล่นของอังกฤษ คุณชายใหญ่ในวัย 14 จึงต้องเล่นขายของกับเด็กหญิงวัย 4 ขวบ แม้จะไม่คุ้น แต่ก็เล่นด้วยอย่างสนิทสนมสนุกสนาน จนมะปรางคิสเป็นรางวัลให้

เวลาล่วงเลยมา 16 ปี ชายใหญ่มาเป็นอาจารย์ ระวีรำไพก็ยังได้มาเป็นลูกศิษย์ เธอเรียนอย่างมีความสุข บางครั้งก็ขาดสมาธิเพราะมัวมองปลื้มชายใหญ่อยู่ในใจ นั่งเหม่อจนอาจารย์ธราธรเรียก ถามว่าจะเหม่อไปถึงไหน หรือว่าสอนน่าเบื่อจนหลับใน

“ไม่ใช่นะคะ ปรางแค่...นึกถึงการบ้านที่อาจารย์หม่อมให้วันนี้ มันเยอะมาก จนคิดว่าต้องทำไม่ทันส่งแน่ๆค่ะ” เธอแก้ตัวพัลวัน จนดาราฉายเด็กเรียน และโสภิตาสาวเปรี้ยวเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ยืนอยู่ข้างๆ พากันสนับสนุนเสียงขรม บ่นว่าการบ้านมากจนมึน ขอเลื่อนการส่งรายงานเป็นอาทิตย์หน้าได้ไหม

“ไม่ได้ครับ” อาจารย์ธราธรตอบทันที ยํ้าว่า “ต้องส่งวันศุกร์เช้าก่อนเริ่มเรียน ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของทุกคน ต้องตั้งใจให้มาก ห้ามต่อรอง!”

“ค่า...” สามสาวตอบเสียงอ่อย

ชายใหญ่ถามระวีรำไพ ว่าเย็นพรุ่งนี้คุณอาว่างไหม ตนจะแวะไปเยี่ยมท่าน และฝากเรียนท่านด้วยว่า

“พี่จะไปเรียนเชิญท่านมาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับชายภัทร กับชายเล็ก ที่กำลังจะกลับจากอังกฤษ”

โสภิตาดี๊ด๊า ถามว่าถ้าอย่างนั้น 5 คุณชายแห่งวังจุฑาเทพก็จะกลับมาอยู่กันครบแล้วสินะ หันมองหน้าดาราฉายที่ตื่นเต้นไม่แพ้กัน แล้วพูดพร้อมกันว่า “ข่าวใหญ่แน่ๆ” โสภิตาตื่นเต้นจนรีบขอตัวไปกระจายข่าว ดาราฉายตามไปด้วย

“แหะๆ ปรางต้องขอโทษแทนโสภิตากับดารา–ฉายด้วยนะคะ” ระวีรำไพยิ้มแห้งๆ

“ไม่เป็นไร...พี่รู้ดีว่าน้องๆพี่เป็นยังไง สาวๆเมืองกรุงเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีก็แล้วกัน” ชายใหญ่พูดยิ้มๆเมื่อนึกถึงน้องชายตัวแสบที่กำลังจะกลับในอีกไม่นานนี้

ooooooo

เย็นนี้ ที่สนามบินดอนเมือง นพ.ม.ร.ว.พุฒิภัทร หรือชายภัทร ม.ร.ว.รัชชานนท์ หรือชายเล็ก และ ม.ร.ว.รณพีร์ หรือชายพีร์ ลูกหลงของ ม.ร.ว.อุบลวรรณ มารดาเดียวกับชายใหญ่ พากันเดินมาที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ระหว่างทาง ชายพีร์ที่ท่าทางหลุกหลิกแววตาซุกซน ส่งสายตาหว่านเสน่ห์ให้สาวๆที่มองอย่างสนใจ

แล้วจู่ๆ ชายพีร์ก็แยกจากพี่ๆ ไปหาแอร์โฮสเตสที่ยิ้มให้ราวกับถูกพลังลึกลับดึงดูด จนชายเล็กต้องตามไปจิกกลับมา พอถูกชายภัทรดุว่าลืมไปแล้วหรือว่าพี่ชายใหญ่กับชายรุจรออยู่ ชายพีร์ก็ตอบหน้าขี้เล่น ว่าไม่ลืม แต่กว่าจะรอกระเป๋ารับกระเป๋าใช่ว่าจะเร็ว ตนก็แค่หาเพื่อนคุยฆ่าเวลารอเท่านั้น

“ครั้งนี้ พี่ชายรุจมาจัดการด้วยตัวเอง นายคิดว่าพวกเราต้องรอหรือรึไง” ชายเล็กดักคออย่างรู้ทัน

เมื่อรับกระเป๋าแล้ว ชายรุจ หรือปวรรุจ พี่ชายคนรองจากชายใหญ่ที่มาติดต่อจัดการการรับกระเป๋าทำให้ได้เร็วกว่าปกติ นับกระเป๋าที่วางเป็น 3 กอง แล้วบอกตามรายชื่อที่ติดกระเป๋าว่า

“กระเป๋าชายภัทร 5 ใบ ชายเล็ก 6 ใบ ของชายพีร์ 10 ใบ ครบถ้วนแล้วครับพี่ชายใหญ่” ชายใหญ่ขอบใจที่มาช่วยจัดการให้ ชายรุจพูดสบายๆว่า “งานที่สถานทูตทำให้ต้องติดต่อกับทางสนามบินบ่อยน่ะครับ ก็เลยพอจะมีเพื่อนอยู่บ้าง พี่ชายใหญ่จะให้ผมขนกระเป๋าออกไปเลยหรือเปล่าครับ”

“ไม่เป็นไร รอให้สามคุณชายจอมเถลไถลออกมาก่อน ไม่รู้หลงไปถึงไหน เครื่องลงตั้งนานแล้ว เดินมาไม่ถึงสักที”

“เดินมาโน่นแล้วครับ” ชายรุจชี้ให้ดูสามคุณชายที่กำลังเดินเท่ออกมา

เมื่อมาเจอชายใหญ่และชายรุจน์ ชายภัทรกับชายเล็กยกมือไหว้ แต่ชายพีร์ทำเนียนโผเข้ากอดชายใหญ่บอกว่าคิดถึงที่สุดเลย ทำราวกับจากกันไปนานมาก เลยถูกชายใหญ่ตบหลังแรงๆ ดันตัวออกพูดอย่างรู้ทันว่า

“น้อยๆหน่อยชายพีร์ เราเพิ่งไปไม่ถึงเดือน ทำมาเป็นคิดถึง ที่สำคัญเราแค่ไปเที่ยว ทำไมกระเป๋าถึงได้เยอะกว่าพี่ๆ ชายภัทรเรียนอยู่ตั้ง 15 ปี ยังมีแค่ 5 ใบ ขนซื้ออะไรมานักหนา”

5 คุณชายพี่น้องต่างมารดา แต่รักกันสนิทสนมกันมาก เย้าแหย่กันประสาพี่น้องแล้ว ชายใหญ่บอกน้องๆว่า

“พี่ว่าเรารีบเดินทางกันได้แล้ว หม่อมย่ากำลังรอพวกนายอยู่ โดยเฉพาะย่าอ่อนของนายพีร์ ร้องไห้คร่ำครวญคิดถึงหลานมาเป็นอาทิตย์แล้ว ไปยังไม่ทันจะถึงเดือน ไม่รู้จะคิดถึงอะไรนักหนา” ชายใหญ่พูดขำในที

ooooooo

ทันทีที่กลับถึงวังจุฑาเทพ ย่าอ่อนน้องสาวของย่าเอียดพระมารดาของหม่อมเจ้าวิชชากร ก็ถลาเข้าหาชายพีร์เหมือนคิดถึงใจแทบขาด จนไม่เห็นชายภัทรกับชายเล็กที่ยกมือไหว้

ย่าอ่อนกอดชายพีร์รำพึงรำพันความคิดถึง จนชายใหญ่พูดกับชายภัทรขำๆว่า

“ชายภัทรไปเรียน 15 ปี ชายเล็กไปเรียนเกือบ 10 ปี ยังไม่คิดถึงเท่าชายพีร์ไปเที่ยวไม่ถึงเดือน”

ชายพีร์กับย่าอ่อนยังกอดกันกลมรำพึงรำพันความคิดถึงกันไม่มีทีท่าจะจบ ตอนหนึ่งชายพีร์ปากหวานว่า

“ผมคิดถึงคุณย่า แล้วก็คิดถึงฝีมือตำน้ำพริกลงเรือที่ไม่มีใครสู้ได้ พี่ชายรุจหัดมาตั้งหลายปี ทำกี่ทีก็อร่อยสู้ฝีมือคุณย่าไม่ได้”

“เตรียมตัวกินน้ำพริกลงเรือติดต่อกันอีก 2 เดือนได้เลย” ชายภัทรกระซิบกับชายรุจแล้วพากันกลั้นหัวเราะกึกๆในลำคอ

ย่าอ่อนเกิดหูดีได้ยินเข้าเลยหันมาทำหน้าเชอะใส่ คุยอวดฝีมือน้ำพริกลงเรือแล้วบอกว่า วันนี้เตรียมอาหารที่หลานๆชอบ กินให้หายคิดถึงกันไปเลย แล้วนึกได้เร่งให้รีบขึ้นเรือน เพราะหม่อมย่ารอหลานๆอยู่แล้ว

ย่าอ่อนพาคุณชายทั้งห้าไปกราบย่าเอียด ย่าเอียดถามถึงการเดินทางของชายภัทร ชายเล็ก และชายพีร์แล้วขอหลานทั้งสองว่า

“เรียนจบกันมาคราวนี้ ไม่ต้องไปไหนไกลๆนานๆ ให้ย่าคิดถึงอีกแล้วนะ...ย่าอ่อนเตรียมอาหารเต็มโต๊ะ ไว้คอยท่า ลงมือเข้าครัวเองเชียว กว่าหลานๆจะมาถึง ต้องอุ่นแล้วอุ่นอีก รายนั้นกลัวว่าอาหารจะไม่ร้อน ไม่อร่อยเต็มที่”

ย่าเอียดถามว่าหิวกันหรือยัง ชายเล็กปากหวานว่าพอได้กลิ่นอาหารหอมและรู้ว่าย่าอ่อนลงมือทำเองท้องร้องจ๊อกเลย ย่าอ่อนค้อนเขินๆ พูดเชิงตัดพ้อว่า

“เอาไว้ให้ชิมก่อนเถอะพ่อ แล้วค่อยชม อีกหน่อย พอได้ชิมฝีมือเมีย ขี้คร้านจะลืมฝีมือย่า” พูดแล้วค้อนอีกรอบ

“โอ๊ย...อย่าเพิ่งพูดเรื่องนั้นเลยครับ พวกเราเพิ่งจะกลับมาได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาห้าคนพี่น้อง ขอเที่ยวให้ช่ำปอดสักสองสามปี แล้วค่อยคิดเรื่องแต่งงาน” ชายพีร์รีบขัดขึ้น ถูกย่าเอียดสวนเสียงเข้มว่า

“สองสามปี นานไป! ย่าไม่รอ อย่าลืมนะว่า ท่านพ่อของชายทั้งหลาย” ย่าเอียดมองไปที่รูปของหม่อมเจ้าวิชชากรที่แขวนผนังไม่ไกลนัก พูดอย่างมาดมั่นว่า “มีความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวเทวพรหม และก่อนที่ท่านจะสิ้นชีพิตักษัย ท่านประสงค์สิ่งใดไว้...”

คุณชายทั้งห้ามองหน้ากัน ชายใหญ่ตอบแทนน้องๆอย่างชัดถ้อยชัดคำเป็นปฏิญญาว่า

“ท่านพ่อประสงค์ให้เราหนึ่งในจุฑาเทพแต่งงานกับธิดาของตระกูลเทวพรหม!!!”

ooooooo

ที่วังเทวพรหม...

แม้สภาพวังจะดูเก่าซอมซ่อ แต่ก็บ่งบอกถึงอดีตที่รุ่งเรืองยิ่งใหญ่ของวังแห่งนี้ ม.ร.ว.เทวพันธ์ เทวพรหม ประมุขแห่งวังเทวพรหม มีธิดา 3 คน คือ ม.ล.เกษรา ม.ล.มารตี และ ม.ล.วิไลรัมภา

ทุกวันนี้ ทุกชีวิตในวังเทวพรหมดำรงอยู่ได้ด้วยการทำขนมไทยขายของเกษรา ซึ่งมีฝีมือทางด้านนี้ โดยเปิดหน้าร้านเล็กๆขายที่มุมวังโดยไม่มีที่นั่งทาน ตั้งชื่อร้านว่า “ขนมหวาน วังเทวพรหม” ซึ่งขายดีมาก โดยมีป้าแย้มเมียของสมหวังคนสวนเก่าแก่ของวังเทวพรหม คอยช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดตลอดมา
เกษรายกขนมถาดสุดท้ายไปวางหน้าร้าน พูดอย่างมีความหวังว่า

“ถ้าขายขนมชุดนี้หมดก็ดี จะได้มีเงินพอไปช่วยซ่อมประตูวัง คุณพ่อบ่นมาหลายเดือนแล้ว”

“แหม...ขนมคุณเกษก็ขายหมดทุกวัน ถ้าคุณ

ท่านไม่ขอเงินคุณเกษไปทำอย่างอื่น ป่านนี้ซ่อมประตูเสร็จไปนานแล้วค่ะ” ป้าแย้มพูดแล้วเห็นเกษรามองตำหนิด้วยสายตาก็รีบแก้ “ก็จริงนะคะ แย้มสงสารคุณเกษ ทำงานหนักหาเงินอยู่คนเดียว คนอื่นในเทวพรหมไม่เห็นจะเดือดร้อน”

“จะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ควรพูดแบบนี้ อย่าลืมสิ หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง ถ้าคนอื่นมาได้ยินแล้วเอาไปพูดต่อ คุณพ่อจะเสียหาย”

ป้าแย้มขอโทษหน้าจ๋อย ตบปากสั่งสอนตัวเองที่ปากไวไปหน่อย  เกษราถอนใจเบาๆอย่างเข้าใจความรู้สึกของป้า

ขณะนั้นเอง แหววคนรับใช้ที่มาคอยเป็นลูกมือช่วยทำขนมก็เข้ามาบอกอย่างตื่นเต้นว่า

“คุณเกษคะ...คุณท่านให้มาเชิญไปพบ บอกว่ามีธุระสำคัญมากค่ะ”

เมื่อสามใบเถาไปนั่งฟัง เทวพันธ์แจ้งธุระสำคัญแล้ว มารตีกับวิไลรัมภาอุทานพร้อมกันอย่างตื่นเต้นว่า

“งานดูตัวที่วังจุฑาเทพ!!”

มารตีอยู่ในชุดลำลองเปรี้ยวจี๊ด แม้จะจบพยาบาลทำงานโรงพยาบาลของรัฐ แต่เป็นคนชอบแต่งตัว ส่วนวิไลรัมภาอยู่ในชุดนักศึกษา เป็นคนเรียนเก่งแต่ก็แต่งตัวเก่ง ออกจะเป็นคนฟุ่มเฟือย เกษราหันตำหนิน้องสาวทั้งสองอย่างผู้ดีว่า

“มารตี รัมภา พูดจาน่าเกลียด หม่อมย่าเอียดท่านจัดงานต้อนรับคุณชายหลานท่าน ไม่ใช่มาจัดงานดูตัวของสองครอบครัวอย่างที่คิด” รัมภาเถียงด้วยหน้าใสซื่อว่า มาว่าตนแบบนี้ก็เท่ากับว่าคุณพ่อด้วย เกษราชี้แจงว่า “แต่คุณพ่อพูดว่า สองครอบครัวมาแนะนำตัว ไม่ใช่ดูตัว”

“จะแนะนำตัวหรือดูตัว มันก็ความหมายเดียวกัน ใครๆก็รู้ว่าตระกูลเทวพรหมกับตระกูลจุฑาเทพ ใกล้ชิดสนิทสนมกันตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ และหนึ่งในเรา หรือเราทั้งสามคนจะต้องแต่งงานกับคุณชายแห่งจุฑาเทพ” มารตีลอยหน้าฉอดๆ

“มารตีพูดถูก ก่อนท่านชายวิชจะสิ้น ท่านเป็น คนเอ่ยปากขอลูกสาวพ่ออย่างน้อย 1 คน ให้กับลูกชายท่าน เพราะฉะนั้น...ในวันงานก็ไปเลือกกันเอาเองว่าชอบใจใคร” เทวพันธ์พูดอย่างสบายใจเพราะไม่คิดว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไร

มารตีกับวิไลรัมภายิ้มร่า แต่เกษรากลับก้มหน้าไม่เห็นด้วยกับทัศนะเช่นนี้ แต่ก็ไม่กล้าแย้ง ฟังพ่อพูดต่อเงียบๆ

“ทางโน้นเขามี 5 คน ทางเรามี 3 คน ไม่ว่ายังไง ลูกสาวพ่อก็ต้องได้แต่งงานกับคุณชายแห่งวังจุฑาเทพอย่างน้อย 1 คน!!” เทวพันธ์พูดด้วยความหวังเต็มเปี่ยม

“ถูกต้องที่สุด!! 5 ต่อ 3 ไม่ว่ายังไงก็ต้องได้แต่ง!!” เสียงย่าอ่อนที่วังจุฑาเทพเด็ดขาดหนักแน่นต่อหน้าคุณชายทั้ง 5 ที่นั่งท่านอาหารกันอยู่ที่โต๊ะ แล้วพรรณนาเจื้อยแจ้ว “สามสาวแห่งเทวพรหม สวย น่ารักทุกคน ชายภัทร ชายเล็ก ไม่ได้เจอกันนานคงจำหน้าน้องๆไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วง ในงานเลี้ยงจะได้เจอหน้ากันครบทุกคน”

ชายพีร์ซึ่งสนใจเรื่องนี้กว่าใครเพื่อน ถามย่าอ่อนว่าใครน่ารักที่สุด ย่าอ่อนชี้ว่าคนที่เหมาะกับชายพีร์

เห็นจะเป็นวิไลรัมภา อายุน้อยกว่าชายพีร์กับชายเล็กไม่ เท่าไร น่าจะเหมาะสมกันดี ชายพีร์กับชายเล็กมองหน้ากัน ชายเล็กรีบยกให้น้องชายบอกว่าตนหาได้ดีกว่านี้ ชายพีร์ยิ้มรับด้วยความเต็มใจ เอ่ยชื่อเหมือนเพ้อหาอยากเห็น “หม่อมหลวงวิไลรัมภา...”

ooooooo

คุณชายทั้งห้าแห่งวังจุฑาเทพ ยังคงคุยกันอย่างครึกครื้นตื่นเต้นที่จะได้จับคู่กับสามสาวแห่งวังเทวพรหม

ไม่ผิดกับที่วังเทวพรหม มารตีและวิไลรัมภาต่างคุยถึงคุณชายแห่งวังจุฑาเทพกันอย่างกิ๊วก๊าวเช่นกัน

วิไลรัมภาประกาศขอจองหม่อมราชวงศ์รณพีร์ นายเรืออากาศประจำหน่วยรบพิเศษกองทัพอากาศไทย โยนหม่อมราชวงศ์รัชชานนท์วิศวกรที่เพิ่งจบจากอังกฤษให้มารตี แต่มารตีไม่รับเพราะตนหมายตาหม่อมราชวงศ์พุฒิภัทร์ แพทย์ด้านศัลยกรรมประสาทอยู่แล้ว

ฝ่ายที่วังจุฑาเทพ ชายภัทรพูดราวกับได้ยินมารตี จองตนว่า “คงจะเป็นไปได้แค่ความฝันน่ะครับ” ทำเอา ย่าอ่อนถามว่าทำไมพูดแบบนั้น เพราะมารตีเป็นถึง พยาบาลออกโก้หร่าน ตัวเองก็เป็นหมอ เหมาะสมกันที่สุด ชายภัทรติงว่าหมอก็ไม่จำเป็นต้องคู่กับพยาบาล อาจจะเป็นอาชีพอื่นก็ได้

“ก็จริง...จะอาชีพไหนไม่ว่า แต่ต้องมีเกียรติ มีชาติตระกูลเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ไปคว้าพวกเต้นกินรำกินมาเป็นเมีย...ย่าไม่ยอม!” ย่าเอียดที่นั่งฟังหลานๆอยู่นานเอ่ยขึ้น

ย่าอ่อนเห็นด้วยแล้วชวนกลับมาต่อกันที่สาวๆ

เทวพรหมดีกว่า ย่าอ่อนเสนอว่าวิไลรัมภากับชายเล็กหรือชายพีร์ดี สองชายที่ถูกถามนั่งทานข้าวไปฟังไปไม่ตื่นเต้น ย่าอ่อนคิดๆแล้วเสนอ “มารตีก็กับชายภัทร ต่อไปก็...ชายใหญ่!”

“อ้าว...แล้วพี่ชายรุจล่ะครับ” ชายพีร์ทำเสียงข้องใจ ย่าอ่อนสวนไปว่า “ไม่เกี่ยว สัญญานี้ทำกันระหว่างเทือกหงษ์กับหงษ์ พวกครึ่งหงษ์ครึ่งกาไม่นับ”

ชายรุจหรือปวรรุจ ซึ่งเป็นลูกที่เกิดกับหม่อมช้องนาง หม่อมคนที่สองที่เป็นต้นห้องของ ม.ร.ว.อุบลวรรณ ฟังย่าอ่อนแล้วแอบจุกแต่ไม่ถือสา ย่าอ่อนถูก
ย่าเอียดติงว่าพูดเกินไป ย่าอ่อนทำเป็นไม่สนใจชวนกลับมาคุยเรื่องชายใหญ่กันต่อว่า

“คนที่เหมาะสมที่สุดก็เห็นจะมีแต่...”

“พี่เกษคนเดียวเท่านั้น!!!” วิไลรัมภาที่วังเทวพรหม ซึ่งกำลังจับคู่ให้กันโพล่งออกไปราวกับได้ยินย่าอ่อนพูด

เกษราสะดุ้งทำหน้าแบบไม่ยอมรับ มารตีเสริมเป็นปี่เป็นขลุ่ยว่าตนสองคนไม่ขอแย่ง ใส่พานยกให้เลย

“เกษว่าไง พ่อเห็นไปมาหาสู่กับชายใหญ่อยู่บ้าง ถ้าชายใหญ่ขอแต่งงานขึ้นมา พร้อมหรือเปล่า”

“เร็วไปมังคะคุณพ่อ เกษกับพี่ชายใหญ่รู้จักกันแค่ผิวเผิน”

“ก็ทำความรู้จักกันมากขึ้นสิ จะรอช้าอยู่ทำไม” ย่าอ่อนที่วังจุฑาเทพเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นชายใหญ่อึกอักแล้วอ้างงานออกตัวว่าช่วงนี้งานยุ่งไม่มีเวลาไปเยี่ยมน้องเกษมากนัก ย่าเอียดเอ่ยขึ้นเชิงเห็นด้วยกับย่าอ่อนว่า

“ชายใหญ่ก็ต้องหาเวลาให้น้อง จะมัวแต่ทำงานไม่ได้ ผู้หญิงดีๆ อย่างเกษราไม่ได้หาง่ายๆ ทั้งงานบ้าน งานเรือน กิริยามารยาทสมกับเป็นผู้ดีชาววัง ถ้าชอบพอกัน ย่าจะได้พูดคุยทาบทามหาฤกษ์หายามแต่งงานให้มันเป็นเรื่องเป็นราว”

เป็นเวลาเดียวกับที่มารตีและวิไลรัมภาที่วังเทวพรหมต่างเอาตัวรอด มารตีบอกว่า

“ถ้าพี่เกษแต่งกับคุณชายใหญ่ก็ถือว่าสัญญาที่จะให้ทายาทจุฑาเทพแต่งงานกับทายาทเทวพรหมก็เป็นอันสำเร็จ”

“แล้วเราสองคนล่ะคะ” วิไลรัมภายังกังวล เสียง ย่าอ่อนที่วังจุฑาเทพตอบทันทีว่า

“ก็แต่งได้อีก!! ในสัญญาไม่ได้ระบุว่าให้แต่งแค่คนเดียว ถ้าชายภัทร ชายเล็ก หรือชายพีร์ ถูกใจมารตี หรือรัมภาก็สามารถแต่งได้อีก แต่งทั้ง 3 คู่เลยก็ได้” ย่าอ่อนยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้ง ยิ่งพูดก็ยิ่งสนุก แต่คุณชายทั้งสองที่ถูกเอ่ยถึงมองหน้ากันเหวอ

“โชคดีนะ...ฉันรอดคนเดียว” ชายรุจยิ้มอย่างโล่งใจ...

วิไลรัมภากับมารตีต่างวางแผนที่จะแต่งตัว ทำตัวให้ชายพีร์กับชายภัทรติดตาต้องใจ เกษรายังคงนิ่งจนกระทั่งเทวพันธ์ยํ้าว่า

“ส่วนเกษก็ต้องทำให้คุณชายใหญ่ยอมแสดงท่าทีออกมาให้ได้ว่าคิดยังไงกับลูก รู้รึเปล่า?”

เกษราทำหน้าไม่ถูกอึดอัดขัดใจกับความรู้สึกของตัวเอง เช่นเดียวกับชายใหญ่ธราธรที่ถูกย่าอ่อนกะเกณฑ์จนต้องแสดงท่าทีว่า

“ผมทราบครับ ในฐานะพี่คนโต ผมต้องเป็นคนแรกที่รับผิดชอบต่อคำสัญญาของท่านพ่อ แต่ผมเองยังไม่

รู้จักน้องเกษดีพอ เลยยังตอบไม่ได้ว่า เธอคือคนที่ผม... ชอบหรือเปล่า”

“ชายใหญ่ ย่าขอถามตามตรง เรามีผู้หญิงอื่นอยู่ในใจหรือเปล่า” ย่าเอียดถาม

เป็นคำถามที่แทงใจดำชายใหญ่จนตอบไม่ออก น้องๆทั้งสี่มองเป็นตาเดียวกันรอคำตอบ ชายใหญ่มองย่าเอียด มองย่าอ่อน แล้วก็อึ้ง...พูดไม่ออก...

ooooooo

ที่วังแสงอาทิตย์ของอาทิตย์รังสี วันนี้บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษเพราะชายใหญ่จะมา โดยเฉพาะระวี- รำไพหรือมะปรางสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ เข้าครัวเตรียมของคาวหวานไว้ต้อนรับจนท่านพ่อหยอกว่า

“แค่พี่ชายใหญ่แวะมาเยี่ยม ลูกพ่อถึงกับลงครัวเองเชียวรึ”

มะปรางแก้เกี้ยวว่าอยากรู้ว่าฝีมือตัวเองเป็นอย่างไร เพราะทำให้ท่านพ่อก็มีแต่ได้รับคำชม ทำให้พี่ชายใหญ่ทานแล้วจะได้ขอความเห็นว่าฝีมือดีพอจะอวดแขกได้หรือยัง

เมื่อชายใหญ่มาถึง อาทิตย์รังสีพาเข้าไปนั่งคุยกันในห้องรับแขก ชายใหญ่เรียนท่านว่า

“หม่อมย่าประสงค์จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับหลานๆ

ที่วังไม่ได้จัดงานมานานแล้ว ท่านตั้งใจจะจัดใหญ่และฝากให้ผมมาเรียนเชิญคุณอากับคุณอากัลยาครับ”

ไม่นาน มะปรางจึงให้น้อยกับดาวเรืองประคองถาดใส่นํ้ากระท้อนลอยมะลิกับสาคูไส้หมูมาต้อนรับ ปรากฏว่าได้รับคำชมจากชายใหญ่ว่า “ชื่นใจจริงๆ ทั้งรส ทั้งกลิ่นเข้ากันได้ดี” ทำเอามะปรางยิ้มแก้มแทบปริ แต่แล้วก็หน้าเจื่อนเมื่อชายใหญ่พูดอย่างเอ็นดูว่า “มีน้องสาวอยู่คนเดียว ถ้าไม่ชมน้องสาวตัวเองแล้วจะไปชมใคร”

อาทิตย์รังสีวกกลับมาเรื่องที่คุยค้างกันอยู่ ถามว่างานจะเริ่มกี่โมง ชายใหญ่เรียนว่างานจะจัดวันศุกร์นี้เวลาประมาณทุ่มครึ่ง แล้วชวนมะปรางไปงานด้วย เธอยิ้มตาเป็นประกายแต่พอนึกได้ว่ายังไม่ได้ขออนุญาตท่านพ่อก็เก็บอาการ จนเมื่อท่านพ่อพยักหน้า มะปรางจึงตอบชายใหญ่ด้วยนํ้าเสียงแจ่มใสว่า

“ได้ค่ะ...ปรางไปได้ค่ะ...”

อาทิตย์รังสีมองทั้งสองออก ได้แต่นึกพึงพอใจและเฝ้าดูอยู่ห่างๆ

ooooooo

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร เรื่องย่อละคร

เป็นธรรมเนียมของช่อง 3 ที่จะต้องมีละครโปรเจกต์ยักษ์เพื่อเฉลิมฉลองทุกปี โดยปีนี้ฉลองครบรอบ 43 ปีด้วยซีรีส์เรื่อง “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” ประกอบด้วย 5 เรื่องเรียงร้อยติดต่อกัน เป็นเรื่องราวของ 5 พี่น้องแห่งวังจุฑาเทพ ซึ่งประเดิมด้วย “พี่ชายใหญ่” ม.ร.ว.ธราธร รับบทโดย เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ คู่กับนางเอกน้องพรีม-รณิดา เตชสิทธิ์



เรื่องย่อ...ความรักของ ม.ร.ว.ธราธร หรือ คุณชายใหญ่ ทายาทองค์โตของ หม่อมเจ้าวิชชากร แห่งวังจุฑาเทพ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ด้วยพันธะสัญญาระหว่างพระบิดากับ ม.ร.ว.เทวพันธ์ เทวพรหม ที่ต้องการให้เขาแต่งงานกับ ม.ล.เกษรา บุตรีคนโต แต่หัวใจ คุณชายใหญ่ กลับมีเงาของ ม.ล.ระวีรำไพ หรือ มะปราง ญาติผู้น้อง เมื่อ ศ. ม.ร.ว.อาทิตยรังสี บิดาของ มะปราง อาจารย์วิชาโบราณคดี เป็นประธานโครงการสำรวจและบูรณะเขาพระวิหารร่วมกับ คุณชายใหญ่ แต่ด้วยสุขภาพที่ไม่แข็งแรงของ  ท่านชายอาทิตยรังสี  ทำให้  มะปราง  ขอร้อง  คุณชายใหญ่ ขอติดตามไปดูแลบิดาด้วย โดยจะปลอมตัวเป็นชายเพื่อสะดวกในการเดินทาง



เรื่องนี้ทำให้อีก 4 คุณชายแห่งจุฑาเทพเดือดร้อนใจ คุณชายปวรรุจ เสนอให้ ม.ล.เกษรา แต่งตัวเป็นชายติดตามไป คุณชายใหญ่ ก็เห็นพ้องด้วย ทีมสำรวจจึงมี ตะวัน กับ ก้องเกียรติ ซึ่งก็คือ มะปราง กับ ม.ล.เกษรา ที่ปลอมตัวเป็นผู้ชายเข้าร่วมด้วย และยังมี อ.ชินกร และ เอ็ดเวิร์ด เมื่อถึงปราสาททุกคนต่างลงมือทำงาน ด้วยความใกล้ชิดของ มะปราง กับ คุณชายใหญ่ ทำให้ เกษรา เกิดความน้อยใจและเคือง มะปราง ขึ้นมา



อ.ชินกร รู้สึกคุ้นหน้า ก้องเกียรติ เพราะดูคล้ายกับ ม.ล.เกษรา เจ้าของร้านขนมที่เขาหลงรักมานาน ก้องเกียรติ ถูก เอ็ดเวิร์ด ลวนลาม ยังดีที่ อ.ชินกร ช่วยไว้ทัน ทำให้ เกษรา ประทับใจมาก คุณชายใหญ่ ได้สำรวจโบราณวัตถุต่างๆบนเขาพระวิหาร โดยมี มะปราง แอบติดตามไปด้วย ระหว่างทาง  คุณชายใหญ่ พบพวกโจรและเห็นพวกโจรได้พา เอ็ดเวิร์ด มาเลือกโบราณวัตถุเพื่อส่งกลับฝรั่งเศส แต่กลุ่มโจรจับได้ว่า คุณชายใหญ่ กับ มะปราง แอบดูอยู่ เอ็ดเวิร์ด จึงสั่งให้ฆ่าปิดปาก โจรวิ่งตามทันและผลัก มะปราง ตกเขา ทำให้ คุณชายใหญ่ ได้รู้ใจตนเองเดี๋ยวนั้นว่าคนที่เขารักที่สุดคือ มะปราง จึงกระโดดตามลงไป



ฝ่าย 4 สิงห์พี่น้องแห่งจุฑาเทพ เมื่อรู้ข่าวก็รีบออกเดินทางตามหาจนพบทั้ง คุณชายใหญ่ และ มะปราง ส่วน เอ็ดเวิร์ด และพวกก็ถูกตำรวจจับกุมได้ เมื่อกลับกรุงเทพฯก็มีข่าวลือน่าอับอาย บิดาของ เกษรา จึงเร่งรัดให้ คุณชายใหญ่ แต่งงานกับ เกษรา แต่ก่อนงานหมั้น คุณชายใหญ่ ไปสารภาพรักกับ มะปราง ทำให้  มะปราง ตัดสินใจไปเรียนต่อที่อังกฤษเพื่อลืมทุกอย่าง



งานหมั้นได้ถูกจัดขึ้น แต่ เกษรา ขอยกเลิกการหมั้น เพราะรู้ใจว่าเธอรัก อ.ชินกร ทำให้ คุณชายใหญ่ และคุณชายทั้งสี่รีบออกไปสนามบินทันที คุณชายธราธร สวมแหวนหมั้นให้ มะปราง เพื่อจับจองไว้ก่อน มะปราง ออกเดินทางไปอังกฤษด้วยหัวใจที่เป็นสุข และสัญญาว่าเรียนจบจะกลับมาแต่งงานตามหัวใจที่เรียกร้อง



เรื่องแรกในซีรีส์ของ “สุภาพบุรุษจุฑา-เทพ” คือ “คุณชายธราธร” เป็นฝีมือของผู้จัดไฟแรง จ๋า-ยศสินี ณ นคร โดย เกรท-วรินทร ถูกวางตัวให้รับบท “คุณชายธราธร” พี่ใหญ่แห่งวังจุฑาเทพ เป็นนักโบราณคดีที่เป็นสุภาพบุรุษสุดชีวิต สุภาพอ่อนโยน เป็นผู้ชายของสาวๆเลยทีเดียว ถือเป็นบทสำคัญและเป็นบทหนักสำหรับเกรท เพราะซีรีส์นี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่เรื่องนี้ อย่างคำกล่าวที่ว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” ส่วนนางเอก น้องพรีม–รณิดา ที่รับบท ม.ล.ระวีรำไพ หรือ มะปราง เป็นสาวน้อยลูกครึ่งไทย–อิตาลี ละครเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ 2  จึงต้องอาศัยเกรท ในการช่วยประคองนางเอกน้องใหม่ให้ตลอดรอดฝั่ง



ร่วมด้วย ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ, จิรายุ ตั้งศรีสุข, ธนิน มนูญศิลป์, เจมส์ มาร์,ณัฐวรา วงศ์วาสนา,สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล, จารุวรรณ ปัญญโญภาส, ดวงตา ตุงคะมณี, ทูน หิรัญทรัพย์ ฯลฯ และอีกคับคั่งติดตามชมละคร “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร” ได้ทุกคืนศุกร์–อาทิตย์ ทางช่อง 3 และหาอ่านได้ใน นสพ.ไทยรัฐทุกวัน.

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”
11 พ.ค. 2564

06:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 16:46 น.