ตอนที่ 3
เทียนคงให้ลูกน้องเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของแก๊งมังกรทอง และวันนี้ก็ได้รับรายงานข่าวสำคัญ
“นายน้อยครับ สายของเราแจ้งว่า...ไอ้เฉินเปียวกับเพื่อนผู้หญิงคนนั้นออกไปจากบ้านพักของไอ้แดเนียลครับ”
เฉินหมิงยิ้มแววตามีแผนร้าย ทุกอย่างเป็นไปตาม อย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ ด้านแดเนียลจูงมือฟ้าใสเดินแกมวิ่งมาตามถนนแถวท่าเรือพร้อมกับโทร.ติดต่อเฉินเปียว แต่แล้วแดเนียลก็หยุดเดินมีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าคนของตนถูกสะกดรอยตาม พอวางสายจากเฉินเปียว เขาสั่งฟ้าใสว่า
“ฟังนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผมสั่งให้คุณไปคุณต้องวิ่งให้ถึงถนนฝั่งโน้นให้เร็วที่สุด เพื่อนคุณจะคอยอยู่ที่นั่น”
ฟ้าใสตกใจแต่ต้องข่มความกลัวเพื่อเผชิญกับเหตุการณ์เฉพาะหน้านี้ แดเนียลจูงมือเธอพาเดินกึ่งวิ่งไปตามทาง ทั้งสองต่างมีความรู้สึกมากมายถาโถมในใจ...ทั้งกลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับอีกฝ่าย และอยากร่ำร้องจะอยู่ด้วยกันให้นานที่สุด มือของชายหนุ่มกระชับบีบมือของฟ้าใสแน่น เธอก้มมองมือนั้น...น้ำตาไหล
เทียนคงยิ้มย่องสมใจเมื่อเห็นทั้งสองกำลังวิ่งตรงไปยังรถของแก๊งมังกรทองที่จอดรออยู่ผ่านกล้องส่องทางไกล
“พวกเขามาแล้วครับ นายน้อย”
เฉินหมิงชักปืนออกมาเตรียมพร้อมจู่โจม รถของแก๊งเสือขาวเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น
เฉินเปียวตกใจเมื่อเห็นเข้า แดเนียลกระชากมือฟ้าใสให้วิ่งไปตามที่ตกลงกันไว้ หญิงสาวละล้าละลังแต่พอได้ยินเสียงเขาสั่งอีกครั้ง เธอร้องไห้โฮทำให้แดเนียลไม่อาจห้ามใจตัวเองได้อีก เขาดึงร่างฟ้าใสเข้ามาจูบอย่างหนักหน่วงและสั่งว่า
“ไป! ผมสั่งให้คุณไปเดี๋ยวนี้!”
ฟ้าใสหันหลังวิ่งไปพร้อมๆกับเสียงปืนดังกระหน่ำขึ้น เธอวิ่งไปร้องไห้ไปใจแทบขาด...
ในห้วงเวลานั้นภาพเหตุการณ์ต่างๆทั้งสุขและทุกข์ของฟ้าใสกับแดเนียลขณะใช้ชีวิตร่วมกันที่ญี่ปุ่นจนทำให้เกิดเป็นความรัก ย้อนเข้ามาในความคิดของเขาทั้งสองตอกย้ำให้เจ็บปวดทรมานเจียนตายในยามที่ต้องพรากจากกัน โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่าชีวิตและความรักของทั้งสองคนจะเป็นยังไงต่อไป...
ooooooo
สามเดือนผ่านไป ฟ้าใสกำลังนำเสนอละครเรื่องใหม่ต่อหน้าราเมศและเพื่อนร่วมงานคนอื่น โดยหวังว่าจะมีโอกาสได้จัดพิมพ์ลงในนิตยสารโลลา เสียงอันฉะฉานของเธอแสดงถึงความมั่นใจในผลงานของตน
“กาลครั้งหนึ่งในหัวใจ...เป็นเรื่องราวการต่อสู้ผจญภัยของผู้หญิงไทยกับแก๊งมาเฟียฮ่องกง...เหตุการณ์ครั้งนั้นเขาสอนให้เธอรู้ว่าโลกที่เรามองเห็น...จะสดใสหรือมืดหม่นขึ้นอยู่ที่เรามอง เพราะดวงตาเป็นของเรา หัวใจก็เป็นของเรา”
ปุยฝ้ายกับนุตราลุกขึ้นปรบมือเชียร์เพื่อนรุ่นน้องอย่างออกหน้า ในขณะที่ราเมศ บรรณาธิการย้ำเตือนว่า
“สิ่งที่จะตีพิมพ์ในนิตยสารโลลาได้ ต้องเป็นสิ่งมีคุณค่า ถ้าเป็นนิยายก็ต้องเป็นเรื่องดราม่ากินใจไม่ใช่นิยายเพ้อฝัน ถ้าฟ้าจะเขียนนิยายมาให้พี่พิจารณาลงนิตยสาร พี่ขอเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริงเท่านั้น”
“งั้นเรื่องของฟ้าก็ลงได้ เพราะฟ้าเขียนจากเรื่องจริง” ปุยฝ้ายพูดโพล่ง
ฟ้าใสทำท่าอึกอักจนหนูดีดักคอถามว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่ชีวิตของฟ้าใสตอนที่ไปญี่ปุ่นใช่ไหม ทุกคนจ้องมองรอคอยคำตอบ แต่แล้วฟ้าใสก็ตัดสินใจตอบว่าเรื่องนี้เป็นแค่จินตนาการของตนเท่านั้น ปุยฝ้ายหน้างอเดินกลับโต๊ะทำงานเพราะงอนเพื่อนรุ่นน้องอย่างมาก ในขณะที่ฟ้าใสอธิบายว่า
“พี่ฝ้ายอย่าโกรธฟ้าเลยนะ ฟ้าขอโทษและไม่ได้อยากจะโกหก ถ้าทุกคนรู้ว่าฟ้าไปค้างคืนอยู่กับผู้ชายแปลกหน้าตั้งหลายคืน จะมีใครเชื่อบ้างว่าฟ้าไม่มีอะไรกับเขา แล้วถ้าเรื่องรู้ถึงพ่อแม่ พวกเขาจะรู้สึกยังไง”
นุตราพยักหน้าเห็นด้วยและเสริมว่าพวกหนูดียิ่งชอบใส่สีกับเรื่องพวกนี้ อย่าลืมเรื่องของหมออิฐกับฟ้าใสที่ตกเป็นขี้ปากคนในออฟฟิศตั้งนาน ปุยฝ้ายยอมจำนนด้วยเหตุผลนี้
ค่ำคืนนั้น ฟ้าใสนั่งจ้องมองกล่องไม้ที่บรรจุสร้อยโบตั๋นกับเสื้อโค้ตของแดเนียล ภายในใจมีแต่คำถาม
“นายยักษ์...นายอยู่ไหน ฉันรอให้นายมาเอาสร้อยคืนอยู่นะ...”
ooooooo
เวลาเดียวกันนั้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในฮ่องกง แดเนียลยืนทอดสายตาอยู่ริมหน้าต่าง...มองภายนอกท่าทีของเขาเย็นชา แต่ในใจก็คิดถึงฟ้าใสเช่นกัน ทันใดนั้น มีหญิงสาวสวยเดินถือแก้วเครื่องดื่มมาให้
“หลินว่า...ดูคุณเครียดจัง ออกไปนั่งฟังเพลงข้างนอกกันดีไหมคะ อย่าเพิ่งรีบกลับนะคะ ฉันใช้เวลาตั้งนานกว่าจะได้รู้จักกับคุณ...ให้ฉันได้เป็นผู้หญิงของแดเนียลในคืนนี้นะคะ”
หลินก้าวเข้าไปทำท่าจะจูบชายหนุ่ม แต่จู่ๆแดเนียลกลับดันร่างเธอชิดติดกำแพงแล้วถลกกระโปรงของเธอขึ้น เผยให้เห็นว่ามีสายรัดปืนพกจิ๋วอยู่ที่ขา หญิงสาวอึ้ง แดเนียลตะคอกให้บอกความจริงว่าต้องการอะไร หลินไม่ตอบ กลับต่อสู้กับเขาด้วยมือเปล่า เมื่อเห็นว่าจะแพ้ เธอหาจังหวะหนี แต่แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น ร่างของหญิงสาวทรุดฮวบลงขาดใจตายทันที แดเนียลตกใจมองหาที่มาของลูกกระสุนนั่น และเห็นชายชุดดำกำลังวิ่งหลบหนีจากหน้าต่างในตึกฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มเครียด...
หลังจากนั้นไม่นาน เฉินเปียว ลูกน้องคนสนิทกลับมารายงานให้เจ้านายทุกคนฟังว่า
“เธอชื่อหลิน อายุยี่สิบสองเคยเป็นนักร้องชื่อดังในไนต์คลับของเขตการดูแลของพวกเสือขาว แต่เลิกร้องเพลงมาพักใหญ่เพราะได้รับการเลี้ยงดูจากเฉินเซียวเหยา เธอตั้งท้องแต่เพิ่งจะแท้งลูกไป หลังจากที่รู้ว่าฝ่ายชายไม่เหมือนเดิม”
พริมากับแดเนียลสะเทือนใจ ในขณะที่หวังเฟยสรุปความว่าหญิงสาวคงแค้นแทนคนรัก พร้อมกับหันมาไล่เบี้ยกับลูกชายเพื่อจัดการพวกแก๊งเสือขาวให้เด็ดขาดโดยใช้สมุดดำให้เป็นประโยชน์ แดเนียลส่ายหน้าตอบว่าตนต้องการใช้สมุดดำเป็นเครื่องมือต่อรองเท่านั้น ไม่ต้องการทำร้ายใคร หวังเฟยผู้เป็นพ่อหงุดหงิดใจขู่ว่า
“แต่แกต่อรองนานเกินไปแล้ว มันก็ยังท้าทายไม่เลิก ถ้าไม่จัดการ คนอื่นจะคิดว่าแกไม่สมควรเป็นประมุขของแก๊ง”
แดเนียลมีสีหน้าหนักใจ พริมาสงสารลูกชายจึงเข้ามาปลอบใจถึงในห้องนอน ในขณะที่ชายหนุ่มนั่งจ้องมองภาพวาดของฟ้าใสด้วยความคิดถึงและบอกมารดาว่า
“ผมไม่ต้องการให้แก้แค้นกันไปมา สุดท้ายก็สิ้นสุดที่ความสูญเสีย ผมไม่อยากให้ใครต้องสูญเสียอีกแล้วครับ”
พริมายิ้มดีใจที่ลูกชายคิดเช่นนั้น แดเนียลเล่าให้มารดาฟังว่าหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของภาพวาดเหล่านี้เคยพูดเตือนจนเขาฉุกคิดได้ แต่ตนไม่อยากดึงให้เธอเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะไม่อยากให้ลงเอยเหมือนโบตั๋น ทั้งสองคนคุยกันอย่างเศร้าใจโดยไม่รู้เลยว่าหวังเฟยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการตายครั้งนี้ เขาสั่งลูกน้องให้จัดการเพียงเพราะไม่อยากให้ลูกชายเป็นอันตรายเท่านั้น
ooooooo
รุ่งเช้าที่เมืองไทย ขณะที่ฟ้าใสเดินอย่างรีบเร่งเพื่อไปให้ทันเวลาเข้างาน เธอรู้สึกว่ามีสายตาของใครบางคนกำลังจ้องมองตนเองอยู่ แต่เมื่อชำเลืองมองไปทางด้านหลังกลับไม่พบใคร หญิงสาวยิ้มขำเข้าใจว่าตัวเองคิดมาก พลันเสียงมือถือของเธอดังขึ้น ฟ้าใสแปลกใจที่ปุยฝ้ายโทร.หาในเวลาเช้าเช่นนี้
“ค่ะพี่ฝ้าย ฟ้าอยู่ในซอยออฟฟิศแล้วค่ะ หา! อะไรนะ ออฟฟิศไฟไหม้!”
เวลานั้นราเมศนั่งร้องไห้กอดกองนิตยสารจำนวนมากที่ถูกเผาเสียหายอย่างสติแตก ปุยฝ้ายกับนุตราต้องลากเจ้านายออกมาอย่างทุลักทุเล สองสาวเหนื่อยหอบแทบหมดแรง ฟ้าใสวิ่งเข้ามาภายในตัวออฟฟิศตะลึงงันกับภาพที่เห็น ปุยฝ้ายฝืนยิ้มเศร้าเล่าว่า
“เล่มใหม่ที่เตรียมส่งให้ตัวแทนไหม้พังเสียหายหมด โชคดีพี่ราเมศเห็นก่อน ก็เลยดับไฟได้ทันไม่ลุกลามไหม้ที่นี่”
ฟ้าใสถามถึงตำรวจว่ามาหรือยัง ปุยฝ้ายบอกว่ามาแล้วแต่ยังเหลืออีกคน ก่อนจะทำท่าบุ้ยใบ้ไปยังมุมหนึ่ง... สารวัตรทวยเทพผู้แอบชอบฟ้าใสอีกคนหนึ่ง โผล่มาในสภาพถือแก้วน้ำและมีฟองเต็มปากจากการแปรงฟัน
“ขอโทษที พี่เพิ่งออกเวรดึกมายังไม่ทันจะกลับห้อง นุตโทร.ไปตามให้มาช่วยดู พี่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นไฟฟ้าลัดวงจร เพราะไม่มีหลักฐานลายนิ้วมือแฝงหรือร่องรอยงัดแงะของคนร้าย แต่ก็ยังไม่สรุปแน่นอน คงต้องรอสอบเพิ่ม”
สามสาวฟังแล้วพยักหน้ารับทราบเรื่อง ทวยเทพจะขอตัวลากลับโดยมีนุตรายืนมองส่งเขาตาละห้อยเพราะแอบชอบอยู่ ทันใดนั้นฟ้าใสรู้สึกอีกครั้งว่ามีคนจ้องมองตนเองอยู่ เธอหันขวับไปเห็นร่างผู้ชายคนหนึ่งผลุบหลบหนีไปหลังต้นไม้ไวๆ ปุยฝ้ายเห็นกิริยาของฟ้าใสจึงถามว่ามีอะไรหรือไม่ เพื่อนรุ่นน้องเล่าให้ฟังว่า
“ฟ้ารู้สึกเหมือนมีใครแอบมอง เป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว บางครั้งฟ้าก็เหมือนจะเห็นเขาด้วยนะ เป็นผู้ชายตัวสูงๆ”
ปุยฝ้ายเอ่ยปากถึงนายตัวยักษ์หรือแดเนียล ฟ้าใสปฏิเสธว่าไม่น่าใช่ แต่ในใจลึกๆแอบดีใจถ้าเขาจะมาหาจริงๆ
ooooooo
ตกค่ำวันเดียวกัน ระหว่างที่ฟ้าใสเดินคุยโทรศัพท์กับมารดาอยู่ในซอยบ้าน เธอเริ่มรู้สึกว่ามีใครบางคนเดินตามอยู่ข้างหลังห่างๆจึงทำท่าไม่สนใจเดินต่อไปเป็นปกติ แต่ผ่านไปสักครู่เธอเร่งฝีเท้าจนเกือบเป็นวิ่งแล้วลับหายเข้าไปซ่อนตัวอยู่ที่พุ่มไม้ข้างทาง
ไม่นานนัก ฟ้าใสเห็นรองเท้าหนังของผู้ชายเดินไปมาอยู่แถวนั้น เธอพยายามแหวกพุ่มไม้เพื่อให้เห็นหน้าชัดๆ แต่โชคร้ายเจองูเขียวเลื้อยอยู่บนกิ่งไม้ในระยะกระชั้นชิด หญิงสาวตกใจสุดขีดกรีดร้องแล้ววิ่งออกไปจากที่นั่น เกือบถูกมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านมาเฉี่ยวชน ฟ้าใสนอนเจ็บและเห็นรองเท้าหนังคู่นั้นเดินเข้ามาหาเธอแล้วอุ้มช้อนร่างขึ้น หญิงสาวตกใจเมื่อเห็นหน้าเขาคนนั้นชัด... ผู้ชายคนนั้นที่เคยเจอที่ญี่ปุ่นตอนมีการยิงปะทะกันที่ท่าเรือ เขาคือหัวหน้าแก๊งเสือขาว
เฉินหมิงกระตุกยิ้มให้นิดหนึ่งก่อนจะอุ้มฟ้าใสเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางบ้านเธอ หญิงสาวเห็นท่าไม่ดีร้องโวยวาย
“คุณจะพาฉันไปไหน ปล่อยฉันนะ! ช่วยด้วย ช่วยด้วยค่ะ!”
“ผมจะพาคุณไปส่งที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องร้องโวยวายขนาดนั้น”
“คุณรู้จักบ้านฉันด้วยเหรอ...เออใช่สิ คุณสะกดรอยตามฉันมาหลายวันแล้ว คุณเป็นใคร! ต้องการอะไรจากฉัน!”
ไม่มีคำตอบจากเขา จนฟ้าใสตัดสินใจดึงหูชายหนุ่มอย่างแรงแล้วดิ้นรนหลุดมาได้ พอจะขยับตัววิ่งก็มีรถเก๋งขับมาปาดหน้า หญิงสาวชะงักหยุดแล้วอึ้งเมื่อเห็นเทียนคงลงมาจากรถคันนั้น จำได้ว่าเป็นคนร้ายที่มาดักจับเธอ ฟ้าใสตกใจตัวสั่นไม่รู้ว่าพวกนี้ต้องการอะไรจากเธอ แต่แล้วจู่ๆเฉินหมิงก็ยื่นกระเป๋าสะพายของฟ้าใสที่หายไปกลับคืนมาให้
“ผมเอามาคืนให้คุณ ผมขอโทษที่เปิดอ่านสมุดบันทึกของคุณ แต่มันก็ทำให้ผมอยากรู้จักคุณมากกว่านี้ ...ฟ้าใส”
ฟ้าใสรับแล้ววิ่งหนีเข้าบ้าน ในขณะที่เฉินหมิงมองตามยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างมีแผน ตรงกันข้ามกับเทียนคงที่ไม่พอใจแต่ต้องเก็บอาการไว้ ด้านฟ้าใสเมื่อเข้ามาในห้องนอนแล้ว เธอยืนพิงประตูใจเต้นไม่เป็นส่ำพยายามคุมสติให้หายตกใจ และเริ่มสำรวจข้าวของในกระเป๋า ทุกอย่างอยู่เหมือนเดิม ยกเว้นมีหน้าหนึ่งในสมุดบันทึกที่มีภาพวาดผู้ชายสองคนถูกแขวนคอ!
ฟากเฉินหมิงอารมณ์ดีเพราะมั่นใจในแผนที่ตนเองวางไว้ ต่างจากเทียนคงที่มีสีหน้าตึงเครียด เสียงเฉินหมิงเล่าว่า
“ฉันมั่นใจว่าสำหรับแดเนียล ฟ้าใสมาแทนที่โบตั๋นแล้ว แล้วถ้าฉันจะเอาชนะมันด้วยฝีมือไม่ได้ ฉันก็จะใช้ฟ้าใสทำลายไอ้แดเนียลเหมือนที่มันทำลายทุกคนที่ฉันรัก อยากตกปลาตัวยากก็ต้องควรจะรู้จักปลาตัวนั้นว่าสมควรใช้อะไรเป็นเหยื่อ ถึงจะตกปลาตัวนั้นได้”
เทียนคงไม่เข้าใจในจุดมุ่งหมายของนายน้อยนักแต่ต้องพยักหน้ารับ เฉินหมิงส่งซองเงินสีน้ำตาลให้แล้วสั่งว่าเอาไปให้คนของนาย ค่าจ้างเผาสำนักพิมพ์ของฟ้าใส เทียนคงนำซองเงินนั่นไปให้พรชัยที่จุดนัดพบแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เสียงเพื่อนนักเลงหัวไม้พูดอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“ฝากบอกนายด้วยว่าปกติฉันไม่ชอบทำงานครึ่งๆ กลางๆ ถ้าจะฆ่าคนก็ต้องเอาให้ตาย ถ้าจะเผาอะไรก็ต้องเอาให้วอด ไม่ใช่แค่เผาหลอก มันกระจอกเกินไป แต่ที่ยอมทำให้เพราะเห็นแก่...มิตรภาพของเรา”
“แกคิดถูกแล้วที่ทำตามคำสั่งของนาย มีงานให้แกทำอีกเยอะ ต่อไปไม่ต้องเป็นแค่นักเลงคุมซอย แต่จะยิ่งใหญ่กว่านี้”
ooooooo
ที่ฮ่องกง แดเนียลใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวในเรื่องฟ้าใส จนกระทั่งเฉินเปียวอดรนทนไม่ได้ จึงรายงานข่าวของแก๊งเสือขาวให้รับทราบ
“ผมรู้มาว่าเฉินหมิงไปหาคุณฟ้าใสที่เมืองไทย เขากำลังใช้คุณฟ้าใสเป็นเครื่องมือทำอะไรบางอย่างอยู่ ผมมั่นใจว่าต้องเกี่ยวกับบอสเพราะพวกมันทราบดีว่าบอสคิดยังไงกับคุณฟ้าใส ตอนที่เห็นบอสดึงเธอมาจูบท่ามกลางดงกระสุน”
เจ้านายใช้สายตาดุปรามไม่ให้ลูกน้องพูดอะไรไปมากกว่านี้ ก่อนจะไขข้อข้องใจให้ลูกน้องคนสนิทเข้าใจว่า
“ฉันรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่แต่ถ้าฉันยิ่งเข้าไปยุ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่เฉินหมิงวางไว้ ฉันขอเวลาคิดหาทางก่อน”
รุ่งเช้าวันต่อมาที่เมืองไทย ฟ้าใสอึ้งเมื่อเห็นเฉินหมิงนั่งกินข้าวอยู่ในร้านอาหารของครอบครัว เขาทำตัวสนิทสนมกับพ่อแม่ของเธอเหมือนรู้จักกันมานาน ในขณะที่หญิงสาวรู้สึกไม่สบายใจกลัวความลับเรื่องต่างๆที่เก็บงำไว้ไม่ได้บอกที่บ้านจะเปิดเผย ฟ้าใสเบี่ยงเบนความสนใจของมารดาตอนที่ถามเฉินหมิงว่ามาทำอะไรแถวนี้ด้วยการตะโกนว่าตนจะไปทำงานแล้ว
เฉินหมิงเข้าใจความนัยนั้นจึงชะงักไม่พูดต่อ ก่อนจะขอตัวรีบเดินตามหญิงสาวออกไป ฟ้าใสถามเขาว่าทำไมมีรูปคนผูกคอตายอยู่ในสมุดบันทึกของตน ชายหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์ตอบว่า
“ไปทำงานกับผมสิ แล้วคุณจะรู้คำตอบ...ผมชื่อเฉินหมิงมาจากฮ่องกง ที่มาหาวันนี้เพราะอยากจะชวนคุณไปทำงาน ผมเห็นรูปวาดของคุณในสมุดบันทึก ลายเส้นคุณไม่ได้เนี้ยบแต่เปี่ยมด้วยอารมณ์ เป็นสไตล์ที่พี่ชายผมชอบ ผมอยากจ้างให้คุณไปวาดรูปให้พี่ชายผมดู เผื่อจะช่วยให้อาการเขาดีขึ้น เมื่อคุณตกลงรับงานนี้ ผมจะเล่ารายละเอียดให้ฟังเพิ่ม”
ฟ้าใสนิ่งเงียบ เฉินหมิงจึงยัดนามบัตรตัวเองลงในกระเป๋าของเธอพร้อมกำชับว่าตนยังไม่รีบเอาคำตอบในเวลานี้ เธอมีเวลาไปคิดไตร่ตรองก่อน ส่วนค่าตอบแทนสามารถเรียกได้เท่าที่เธอต้องการ ฟ้าใสเดินหนีแต่ชายหนุ่มยื้อยุดไว้ ประจวบเหมาะหมออิฐขับรถผ่านมาพอดี เขาเห็นภาพการยื้อยุดของคนทั้งสองจึงบีบแตรและจอดรถถามทันที
เหมือนดังพระมาโปรด ฟ้าใสสะบัดตัวหลุดแล้วขึ้นรถของหมออิฐแทบจะเป็นกระโจน...บรรยากาศภายในรถหลังจากนั้นเต็มไปด้วยความอึดอัดเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ฟ้าใสกับคนรักเก่าได้เจอหน้ากัน ฟ้าใสขอร้องให้เขาจอดรถข้างหน้าเพื่อจะลง แต่ชายหนุ่มปฏิเสธอ้างว่าจะไปส่งเพราะที่ทำงานของเธอเป็นทางผ่านพอดี หญิงสาวลำบากใจ หมออิฐจอดรถชี้แจง
“ฟ้ายังโกรธพี่อยู่ใช่ไหม แต่พี่อยากให้ฟ้าเข้าใจพี่นะ พี่ไม่ได้อยากจะนอกใจฟ้า แต่ขวัญ...เขาใช่สำหรับพี่มาก”
“คนเราจะเลิกรักกัน มันไม่ใช่เรื่องผิดหรอกค่ะ แต่พี่อิฐผิดที่ไม่เคยบอกฟ้า ปล่อยให้ฟ้าโง่คิดว่าเรายังรักกันอยู่ได้ตั้งนาน...เอาเป็นว่าพี่อิฐสบายใจเถอะค่ะ
ฟ้าไม่โกรธพี่อิฐแล้ว จริงๆฟ้าต้องขอบคุณที่ทำให้ฟ้าได้ไปเจอเรื่องราวดีๆที่ญี่ปุ่น”
หมออิฐถอนใจโล่งอก แต่โชคไม่ดีที่หมอขวัญว่าที่เจ้าสาวมาเห็นภาพของคนทั้งสองอยู่ในรถเข้าพอดี เธอเกิดอาการหึงหวงไม่พอใจขับรถปาดหน้าให้หมออิฐรู้ว่าเธอโกรธกับสิ่งที่เห็น
ที่โรงพยาบาล หมออิฐวิ่งตามหมอขวัญด้วยใจไม่สู้ดีนัก เขาขวางหน้าและพยายามจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมด แต่ด้วยทิฐิและความเอาแต่ใจตัวเอง หมอขวัญไม่สนใจจะฟังกลับขู่ว่า
“ขวัญเข้าใจจากสิ่งที่ขวัญเห็นหมดแล้ว คุณยังลืมฟ้าใสไม่ได้ และเริ่มรู้แล้วว่าคุณเป็นคนใจอ่อน ถ้าต่อไปมีที่อื่นมายื่นข้อเสนอให้คุณไปเป็นหมอประจำโรงพยาบาลเขา คุณก็อาจจะยอมไปกับเขาง่ายๆเหมือนเรื่องของฟ้าใส แล้วเงินค่าเรียนที่คุณพ่อจ่ายใช้หนี้รัฐบาลแทนคุณ เพื่อให้คุณได้มาทำงานกับเรา มันก็อาจจะสูญเปล่า ขวัญว่ามันไม่แฟร์”
หมออิฐงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกกับสิ่งที่ได้ยิน เขาหงุดหงิดกับว่าที่เจ้าสาวยิ่งนัก ส่วนหมอขวัญนั่งครุ่นคิดหาทางตัดไฟเสียแต่ต้นลม ครั้นนึกออกว่าควรทำเช่นไรกับเหตุการณ์นี้ก็รีบโทรศัพท์ทันที
“ขอสายคุณราเมศ สำนักพิมพ์โลลาด้วยค่ะ”
ooooooo
บ่ายวันเดียวกัน พนักงานของสำนักพิมพ์โลลาต้องตกใจเมื่อถูกเรียกเข้าประชุมด่วนเพื่อรับฟังสถานการณ์ของบริษัทจากปากของราเมศ บรรณาธิการที่ฝืนยิ้มชี้แจงว่า
“ไม่มีอะไรมาก แค่ยอดขายตกมาเป็นปี ไฟไหม้สำนักพิมพ์ และขาดงบโฆษณาจากโรงพยาบาลของหมออภิวัฒน์ พี่มีทางเลือกให้สองทาง หนึ่งยังทำงานต่อไปแต่ลดเงินเดือนครึ่งหนึ่ง ข้อสองปิดบริษัท พี่จะจ่ายชดเชยให้สามเดือน”
ปุยฝ้ายถามว่าทำไมโรงพยาบาลจึงตัดงบโฆษณาทั้งที่เป็นพันธมิตรกันมาหลายปี หนูดีโพล่งขึ้นว่า
“เพราะหมอขวัญจับได้ว่าหมออิฐมาส่งกิ๊ก...เอ่อ...ฟ้าใสที่บริษัทนี้เมื่อเช้าค่ะ”
จากนั้นก็มีเสียงทุ่มเถียงกันดังขึ้นจนเกือบกลายเป็นศึกสาดน้ำลายระหว่างเจนกับนุตรา ราเมศตะโกนให้หยุดตีกันอย่างหงุดหงิดก่อนจะโทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง ไม่ใช่ใครอื่น ทุกคนเศร้าตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำเช่นไรดี...
สำหรับฟ้าใสเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะนอกจากจะตกงานแล้ว ยังต้องมาปวดหัวกับเรื่องการติดหนี้นอกระบบของบิดาอีก หญิงสาวหนักใจอย่างมากเมื่อเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกัน กวินทร์คอตกอธิบายว่า
“พ่อกู้มาต่อเติมบ้านเพราะอยากให้ทุกคนสบาย ที่จริงพ่อจ่ายดอกทุกเดือนมานานเป็นปีแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมอยู่ๆเสี่ยที่พ่อไปกู้เงินมาถึงมาเร่งรัดขอเงินต้นคืน พวกมันขู่ว่าถ้าพ่อไม่จ่าย มันจะเล่นงานแม่กับฟ้า พ่อไม่รู้จะไปหาเงินมาจากไหนเลยขโมยเงินที่ร้าน พ่อขอโทษ...พ่อผิดไปแล้ว”
ชวนชมขยับปากจะด่าแต่ฟ้าใสส่ายหน้าห้าม... มารดาจึงยอมหยุด เพราะเรื่องต่างๆที่ถาโถมเข้ามาทำเอาคืนนั้นหญิงสาวนอนไม่หลับก่ายหน้าผากเครียด ก่อนจะนึกถึงคำพูดของแดเนียลที่เคยให้กำลังใจ ฟ้าใสตัดสินใจที่จะไม่ยอมแพ้กับปัญหา
เช้าวันต่อมา ฟ้าใสนั่งจ้องนามบัตรของเฉินหมิงคิดถึงข้อเสนอที่มีค่าตอบแทนตามความต้องการของเธอ พอจะกดมือถือโทร.หาเขาก็มีสายแทรกจากนุตราเข้ามาพอดี
“พี่ราเมศบอกว่าอีกสิบนาทีจะมีแขกมาที่บริษัท ให้พี่เตรียมเอกสารต้อนรับเขา พี่ยุ่งมาก ฟ้ารีบมาช่วยพี่หน่อยนะ”
ฟ้าใสรับคำแล้ววิ่งกระหืดกระหอบไปยังสำนักพิมพ์ทันที เมื่อมาถึงก็ต้องแปลกใจที่ทุกคนเกาะกลุ่มกันอยู่แถวหน้าห้องทำงานของราเมศ โดยไม่มีใครมีน้ำใจคิดช่วยเหลือนุตราเลยสักคน ฟ้าใสถามเพื่อนรุ่นพี่ว่ามุงดูอะไรกัน
“แขกของพี่ราเมศ เขาจะมาร่วมหุ้นทำสำนักพิมพ์เรา ถ้าเขาตกลง พี่ราเมศจะมีเงินมาทำต่อ พวกเราก็ไม่ต้องตกงาน”
นุตราสั่งให้ฟ้าใสยกกรอบรูปที่มีประวัติสำนักพิมพ์ไปให้ราเมศในห้อง หญิงสาวกระวีกระวาดทำตามและต้องตะลึงเมื่อเห็นหน้าแขกของเจ้านาย เพราะเขาคือ... แดเนียล นายยักษ์ของเธอ!
ฟ้าใสน้ำตาคลอด้วยความคิดถึง ตรงกันข้ามกับแดเนียลที่มีสีหน้าเรียบเฉยแหมือนดังคนไม่เคยรู้จักกัน หญิงสาวหน้าเจื่อนทำตัวไม่ถูก ราเมศไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจึงสั่งฟ้าใสให้จัดหากาแฟกับขนมเลี้ยงรับรองแขก ก่อนจะขอตัวไปเอาเอกสารอื่นๆมาเพิ่มเติม แดเนียลจ้องฟ้าใสอยู่ชั่วครู่แล้วก็แพ้ใจตัวเองบอกความจริงว่าตนมาที่นี่เพราะเธอ หญิงสาวตัดพ้อว่าทำไมต้องทำเหมือนพวกเราไม่รู้จักกัน ชายหนุ่มถอนใจตอบว่า
“ที่ฮ่องกง ผมเป็นมาเฟีย ถ้ารู้จักคนเยอะยิ่งเป็นอันตรายกับตัวเอง ดังนั้นแค่คนแปลกหน้าอยู่ด้วยกัน
ไม่กี่วันจึงไม่ให้ความสำคัญถึงกับเรียกว่าคนรู้จัก สำหรับคุณ...เคยเป็นผู้มีบุญคุณ ผมมาช่วยให้คุณมีงานทำต่อไปเท่านั้นเป็นการตอบแทน...”
“คุณพูดถูก เราไม่เคยรู้จักกันเลย ขอโทษนะคะที่สำคัญตัวผิดไป อย่าลืมไปเอาสร้อยของคุณคืนด้วยนะคะ”
ฟ้าใสเจ็บปวดกับสิ่งที่แดเนียลพูด ในขณะที่ชายหนุ่มต้องระงับใจไม่ให้แสดงอะไรไปมากกว่านี้ ปุยฝ้ายเห็นอาการเศร้าของเพื่อนรุ่นน้องหลังเดินออกมาจากห้องราเมศ เธอถามไถ่ด้วยความห่วงใย ก่อนจะรู้ว่าผู้ลงทุนคนใหม่คือนายยักษ์!
ปุยฝ้ายรู้สึกโกรธที่แดเนียลมีท่าทีเย็นชากับฟ้าใส เธอครุ่นคิดหาทางช่วยเหลือโดยสอบถามจากเฉินเปียวว่าเกิดอะไรขึ้น นอกจากจะไม่ได้คำตอบถูกใจแล้ว เธอยังโดนเขาจับขังในห้องน้ำอีกด้วย!
ooooooo
เย็นวันนั้น ฟ้าใสแปลกใจเมื่อกลับบ้านมาพบกล่องกระดาษวางอยู่บนโต๊ะในห้องนอน เธอเปิดกล่องออกเห็นดอกไม้กับเช็คหนึ่งแสนบาทที่มีชื่อเธอวางอยู่ข้างในนั้น ฟ้าใสนิ่วหน้าไม่พอใจต่อสายหาเฉินหมิงแล้วออกไปพบเขาทันที
“ฉันเอามาคืน ฉันไปทำงานกับคุณไม่ได้”
เฉินหมิงยิ้มใจเย็นจับมือฟ้าใสลากให้ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ หญิงสาวขัดขืนถามว่าจะพาไปไหนกัน ชายหนุ่มไม่ตอบกลับอุ้มเธอขึ้นนั่งบนรถและกระซิบบอกว่า
“ไม่ต้องกลัว ผมขอเวลาคุณไม่นาน แล้วถ้าคุณจะตัดสินใจไม่ทำงานกับผม ผมก็จะไม่มายุ่งกับคุณอีกเลย”
“ถ้ายังงั้น ฉันขอถ่ายรูปคุณส่งให้เพื่อนก่อน พวกเขาจะได้รู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน กับใคร...เสร็จแล้ว ไปได้”
ไม่นานนักทั้งคู่ก็มาถึงที่บ้านของเฉินหมิง ฟ้าใสมองไปรอบๆอย่างสนใจ ชายหนุ่มนำเธอไปยังห้องหนึ่งบนบ้านเพื่อพบกับเฉินเซียวเหยา พี่ชายใหญ่ เสียงเขาแนะนำว่า
“พี่ใหญ่ครับ ผมพาเพื่อนมาหาพี่ เธอชื่อฟ้าใส ...เป็นเพื่อนใหม่ของผม เธอวาดรูปเก่งมาก ตอนนี้ผมกำลังอ้อนวอนให้เธอมาวาดรูปให้พี่ใหญ่ดูจะได้มี
ความสุข แต่ยังไม่รู้เลยว่าเธอจะใจอ่อนหรือเปล่า พี่ใหญ่ช่วยผมอ้อนวอนเธอนะครับ”
ฟ้าใสฝืนยิ้มให้เฉินเซียวเหยาอย่างกลัวๆเพราะไม่เคยมีประสบการณ์อยู่ใกล้คนสติไม่ดีเช่นนี้ ทันใดนั้น ความทรงจำบางส่วนที่เกี่ยวกับโบตั๋นก็แวบเข้ามา
เฉินเซียวเหยาพุ่งตัวเข้าไปกอดฟ้าใสอย่างแรงเพื่อจะปล้ำจูบ หญิงสาวกรีดร้องตกใจ เฉินหมิงรีบดึงตัวเขาออกจากเธอ ในขณะที่เทียนคงกับพยาบาลวิ่งเข้ามาช่วยจับไว้
เฉินหมิงขอโทษฟ้าใสที่พี่ชายใหญ่ทำไม่ดีกับเธอ หญิงสาวท้วงว่าได้ยินเขาเรียกตนว่าโบตั๋น ชายหนุ่มอธิบายว่า
“พี่ใหญ่คงคิดว่าคุณเป็นโบตั๋น...คนรักของคนที่พี่ใหญ่เกลียดที่สุด จิตใต้สำนึกจึงบอกให้เขาแก้แค้น นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้คุณเห็นว่าแดเนียลทำอะไรไว้กับเขา เราเคยเป็นเพื่อนรักกัน แต่สุดท้ายเขาก็ฆ่าพ่อผมและทำให้พี่ใหญ่เป็นเช่นนี้”
ฟ้าใสตกใจไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เฉินหมิง ย้ำว่านอกจากจะทำร้ายครอบครัวตนแล้ว แดเนียลยังฆ่าโบตั๋นอีกด้วยเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งมังกรทอง หญิงสาวตะลึงกับข้อมูลนี้และว้าวุ่นใจจนต้องมาหาปุยฝ้ายกับนุตราถึงที่คอนโด เพื่อนรุ่นพี่ทั้งสองเตือนให้เธอตรองให้ดีก่อนจะตัดสินใจทำอะไร
เช้าวันรุ่งขึ้น แดเนียลกังวลใจเมื่อทราบข่าวจากเฉินเปียวว่าฟ้าใสตัดสินใจลาออกจากสำนักพิมพ์โลลาเพื่อไปทำงานกับเฉินหมิง ลูกน้องคนสนิทวิเคราะห์ว่าฝ่ายโน้นคงจะเล่าเรื่องไม่ดีให้ฟ้าใสฟัง ถึงทำให้เธอตัดสินใจแบบนี้ แดเนียลแย้งว่า
“ฉันไม่สนใจ ฉันมาที่นี่เพื่อตอบแทนฟ้าใส ส่วนเรื่องอื่น...มันเป็นสิทธิ์ของเขา ฉันไม่มีสิทธิ์ไปห้ามความคิดใคร”
ปุยฝ้ายอ่อนใจไม่สามารถทัดทานฟ้าใสเกี่ยวกับการลาออกได้ ในขณะที่หนูดีกับเจนดีใจจนออกนอกหน้าเมื่อทราบเรื่องเข้า ทั้งหมดหวิดวางมวยกันในเรื่องนี้ แต่โดนราเมศปรามไม่ให้เข้าไปยุ่ง ก่อนจะเชิญแดเนียลให้เข้าไปคุยในห้อง
ด้านฟ้าใสนั่งจ้องมองจดหมายลาออกด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ พลันชวนชมเปิดประตูเข้ามาหาหน้าเครียดแล้วสั่งให้ไปเป็นเพื่อนเพื่อคุยกับเจ้าหนี้ของกวินทร์ เธอฟังเพื่อนบ้านยุยงว่าสามีน่าจะกู้เงินมาเลี้ยงเด็กสาวมากกว่า เอามาต่อเติมบ้านตามข้ออ้าง ฟ้าใสหน้าเสีย...ใจคอไม่ดีกลัวพ่อแม่ทะเลาะกันแล้วลุกลามไปใหญ่ถึงขั้นหย่าขาด แต่แล้วทั้งคู่ก็โล่งใจเมื่ออาเสี่ยเจ้าหนี้ยืนยันว่ากวินทร์มากู้เพียงหนึ่งแสนรวมดอกเบี้ยจึงกลายเป็นสองแสนบาท ไม่ได้มากู้เพิ่มอีก
สองแม่ลูกหัวร่อต่อกระซิกอย่างสุขใจที่กวินทร์พูดความจริงไม่ได้โกหก ฟ้าใสฉุกคิดอะไรได้ถามมารดาว่า
“ถ้ามีคนมาบอกแม่เรื่องพ่อเป็นคนไม่ดีและเป็นคนที่แม่คิดว่าเขาไม่น่าจะโกหก...แม่จะเชื่อเขาไหม”
“พ่อเขาจะเลวหรือจะดีก็ให้เรารู้ด้วยตัวเองดีกว่าไปเชื่อคำพูดคนอื่น จะได้ไม่มีอะไรติดค้างคาใจเราอีก”
ฟ้าใสคิดตามที่มารดาพูดแล้วพยักหน้าเห็นด้วย...
ooooooo










