สมาชิก

ขมิ้นกับปูน

ตอนที่ 6

ทำนองกลับเมืองไทยพร้อมธารีลูกสาวนายชัยคนใหญ่คนโตในรัฐบาล ธารีรักชอบทำนอง แต่ใจของทำนองมีให้ปีบเพียงคนเดียว

วันแรกที่กลับมาทำนองเจอปีบโดยบังเอิญ ปีบกับจำปานำขนมปังมาส่งร้านในตลาด ทำนองพยายามเว้าวอนปีบเพราะรักปักใจ แต่ฝ่ายหญิงกลับหักห้ามใจเดินหนี แสร้งไม่มีใจให้เขา แม้ว่าเธอต้องกลืนน้ำตาเพื่อรักษาคำมั่นที่ให้ไว้กับบิดา

พระวิจิตรกับทำนุคาดไม่ถึงว่าทำนองจะกลับมา พากันบ่นว่าเขาทำตัวมีลับลมคมในอย่างกับพวกสายลับ

“ครับ...ผมเป็นสายลับที่ถูกส่งตัวมาปฏิบัติการ” ทำนองตอบจริงจังเพราะเขาคือเสรีไทย แต่บิดากับพี่ชายหัวร่อเพราะคิดว่าเขาพูดเล่น แถมยังถามถึงสุภาพสตรีที่กลับมาด้วยเชิงหยอกเย้าว่าเป็นคนรัก

ทำนองไม่ต่อความยาว เปลี่ยนไปถามหาหลานเพื่อให้ของฝาก แทนพงศ์กับทันพันธุ์ถูกใจปากกาของฝากจากคุณอา แต่แล้วสองหนุ่มมีอาการอึกอักอ้ำอึ้งเมื่อทำนองถามหาธนา

ธนาผิดหวังช้ำรักเพราะโดนกีดกัน ทั้งวันเอาแต่ดื่มเหล้าดับกลุ้ม ทำนองรับรู้เรื่องราวของธนาด้วยความเห็นใจ แต่ไม่เห็นด้วยที่เขาทำแบบนี้ แล้วเปรียบเปรยว่าตนเองก็เจ็บปวดไม่ต่างจากเขา ธนาเถียงว่า

“เราไม่เหมือนกัน พี่หนีปัญหา ปัญหาของพี่มันจบแล้ว แต่ของผมมันเจ็บอยู่ในอก ผมเหมือนอยู่อย่างตายทั้งเป็น ผมจะไม่ยอมแพ้ ผมจะสู้ ผมจะแย่งชิงดวงใจผมกลับคืนมาจากไอ้พระยาบ้าเลือดนั่น”

ทำนองหนักใจกับสภาพของน้องชายต่างมารดา ในขณะที่พระวิจิตรก็ทนเห็นลูกชายคนเล็กเจ็บช้ำเพราะคลั่งรักปัทมาไม่ได้ เขาวางแผนกับทำนุบุกไปช่วยเหลือปัทมาหลังสืบรู้ว่าเธอบวชชีอยู่ที่ไหน ครั้นทำนองกับแทนพงศ์และทันพันธุ์ล่วงรู้จึงรีบไปพาปีบกับปารมีขึ้นรถติดตามโดยให้สองอาหลานช่วยบอกทาง แต่ทุกคนไม่รู้ว่าวันเดียวกันนี้พระยาอภิบาล ปรุง และปวีณาก็ไปที่สำนักชีนั้น

พระยาอภิบาลถึงสำนักชีแต่ไม่เห็นแม้เงาของปัทมา เมื่อช่วยกันค้นหาจึงพบว่าปัทมากำลังสนทนาอยู่กับธนา สองคนเห็นพระยาอภิบาลก็พากันวิ่งหนี ปัทมาตัดสินใจเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นหรือตายเธอขออยู่เคียงข้างคนที่รัก พระยาอภิบาลโกรธมาก ช่วยกันกับปรุงและปวีณาพยายามขัดขวางไม่ให้ปัทมาไปกับธนาแต่ไม่เป็นผล

เมื่อพระวิจิตรกับทำนุปรากฏตัว เหตุการณ์ยิ่งเลวร้าย สองฝ่ายต่างด่าทอสาดใส่กัน พวกทำนองเพิ่งมาถึงเพราะรถเสียอยู่ปากทางเข้าสำนักชี ปีบกับปารมีเร่งฝีเท้ามาก่อนพวกเขา ดักหน้าปัทมากับธนาตรงลานจอดรถ

ปีบจะพาปัทมากลับบ้านแต่เธอไม่ยินยอม ประกาศว่าตนไม่เชื่ออาอีกแล้ว อาช่วยตนไม่ได้ ไม่มีใครช่วยได้สักคน ถ้าตนกลับไปปู่กับพ่อต้องทำร้ายและกักขัง หรือไม่ก็ฆ่าตน

“แล้วพี่ปัทจะไปไหน พี่ปัทจะอยู่ยังไง”

“ผมจะพาปัทมาไปอยู่ด้วยกันครับ”

“ไม่ได้นะ เธอกำลังทำผิดครรลอง เธอพาหลานสาวฉันหนีไปไม่ได้”

“ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไร แล้วพาปัทมาไปกราบขอขมาพระยาอภิบาล”

ธนาพาปัทมาจะออกไป แต่เจอกับทำนองที่เข้ามาพร้อมทันพันธุ์และแทนพงศ์ ทุกคนช่วยกันเตือนสติ

ธนาอย่าวู่วาม คิดทำอะไรไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน สิ่งที่เขาทำจะเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี ปล่อยปัทมาเสีย อย่าให้เรื่องยุ่งยากกว่านี้ เขากำลังทำบาปอย่างใหญ่หลวง

“หากสิ่งที่ฉันทำเป็นบาป ฉันก็ขอรับบาปนี้มาลงที่ตัวฉัน แต่ฉันไม่ยอมพรากจากปัทมาอีกแล้ว” ธนายืนกราน ในขณะที่ปัทมาก็เร่งเขาให้รีบพาเธอไป ปีบ กลัวใจหลานสาวรีบคัดค้านให้แง่คิด

“ปัทฟังอาให้ดีนะ บ้านโน้นกับบ้านเรามีวิถีและชีวิตที่ต่างกัน คนที่มีความคิดต่างยากที่จะร่วมทางกันได้ตลอดรอดฝั่ง”

ทำนองฟังแล้วสะเทือนใจเพราะรับรู้ว่านี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ปีบไม่ยอมตกลงปลงใจให้เขา

“ปัทไม่เชื่อหรอกค่ะ คุณธนารักปัท เรารักกัน ความรักของเราทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญปัญหาอย่างไร ปัทก็พร้อม”

ปีบและปารมีผิดหวังที่ปัทมาไม่เปลี่ยนใจ พวกทำนองก็จนใจที่ธนาดื้อดึงไม่ฟังเหตุผล เมื่อธนาจูงปัทมาวิ่งหนีไป ทุกคนวิ่งตามเป็นพรวน แล้วไปเจอกับพระยาอภิบาล ปรุง และปวีณา

“นังปัทมา! แกหยุดอยู่ตรงนั้น”

ได้ยินเสียงปู่แผดเสียง ปัทมาหยุดชะงักด้วยความตกใจ กลัวถูกจับกลับไป

“หากแกมีสำนึกผิดชอบชั่วดี ระลึกได้ถึงเกียรติภูมิเลือดในกาย แกกลับมา กลับมากราบตีนกู กูจะหลับหูหลับตาพานคิดว่าเพราะกิเลสฝ่ายต่ำมันนำพา กูมิเอาโทษ”

จังหวะนี้ทำนุขับรถเข้ามาจอดเพื่อรอรับธนาและปัทมา พระวิจิตรก้าวลงมาโดยที่ทานตะวันยืนอยู่ข้างรถ เขายั่วยุปัทมาให้ไปด้วยกัน หากอยากสุขกายสบายใจ พระยาอภิบาลโกรธหน้าดำหน้าแดงแผดเสียงดังลั่น

“นังปัทมา หากเอ็งก้าวล้ำไปอีกแค่ก้าวเดียว ข้าจะถือว่าเอ็งหาใช่หลานข้า หาใช่เลือดเนื้อเชื้อไขกู”

ปัทมาตัดสินใจแน่วแน่ พนมมือไหว้ปู่และบิดา “ปัทสำนึกในบุญคุณที่คุณปู่คุณพ่อเลี้ยงดูปัท แลปัทขอบคุณคุณอาปีบที่รักและห่วงใยปัท...ยัยปาน ฝากบอกลาคุณอาปริก อาจำปา แลทุกคนในเรือนด้วย หากบุญวาสนามีจริง อย่าได้พบได้เจอกันอีก”

ท้ายประโยคปัทมาเน้นเสียงหนักใส่พระยาอภิบาล แล้วใช้ช่วงเวลาที่ญาติทุกคนนิ่งตะลึงด้วยความตกใจกระตุกมือธนาวิ่งไปขึ้นรถ ปารมีวิ่งตามรถทั้งน้ำตา ร่ำร้องให้ปัทมากลับมาแต่ไม่เป็นผล จนตัวเองทรุดลงหมดแรงด้วยความเสียใจ ทันพันธุ์จะเข้าไปดูแลแต่ทำนองจับตัวไว้ไม่ให้ยุ่ง

พระยาอภิบาลโกรธปัทมาจนตัวสั่น สั่งปรุงให้พาตนกลับเรือนเดี๋ยวนี้ ปารมีก้าวตามพลางชำเลืองแลไปทางทันพันธุ์ ไม่พอใจที่เขามาหลอกถามที่อยู่ของปัทมา ...ทันพันธุ์หน้าเสีย บ่นอุบว่าอาธนาไม่น่าทำอย่างนี้เลย

“สงครามกำลังปะทุขึ้นอีกครั้ง นำพาไปสู่จุดจบที่ยากจะคาดคะเน” ทำนองเป็นห่วงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา

ooooooo

พระยาอภิบาลลงจากรถอย่างไร้เรี่ยวแรง ความผิดหวังและโกรธแค้นหลานในไส้ยอกใจจนสุดจะกล่าว ปรุงจะเข้าประคองแต่ถูกบิดาห้ามไว้ ชายสูงวัยแข็งใจเดินตัวตรงขึ้นเรือน

พวกปริกพากันแปลกใจกับท่าทีของพระยาอภิบาล อีกทั้งพวกปรุงก็สีหน้าไม่สู้ดี กระทั่งได้ยินประกาศิตจากพระยาอภิบาลก็ตกอกตกใจแทบเข่าอ่อน

“พวกมึงจำไว้ให้จงดี นับแต่มื้อนี้อีปัทมาหาใช่หลานกู มันหนีไปกลั้วกับศัตรู เท่ากับมันประกาศเป็นศัตรูกับกู กูขอสาปแช่งให้มันมีแต่ฉิบหาย ตายโหงตายห่า เป็นผีมิได้ผุดได้เกิดชั่วกัปชั่วกัลป์”

พระยาอภิบาลประกาศตัดขาดจากปัทมาแล้วหนีหน้าเข้าเรือนไปด้วยความเจ็บช้ำ ปริก จำปา และปีบโผเข้าสวมกอดกันร่ำไห้สะเทือนใจสุดกำลัง ปรุงเองก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ปวีณาเห็นพ่อร้องไห้ก็ยิ่งโกรธแค้นปัทมา ผลุนผลันไปหยิบภาพถ่ายพี่สาวคนโตที่ฝาผนังมาทำลายแล้วจุดไฟเผาทันที

ในยามผู้แพ้กำลังเศร้าโศก ผู้ชนะอย่างพระวิจิตรกระหยิ่มยิ้มย่องพอใจที่ปัทมายอมหนีตามมาอยู่กับธนา เขาพาสองคนมาอยู่บ้านเก่าของทานตะวันไปก่อน

ธนาดีใจยิ่งนัก พาหญิงคนรักมาส่งถึงหน้าห้องนอน พูดปลอบให้เธอคลายความกลัวและจะให้ทานตะวันอยู่เป็นเพื่อน

“ปัทไม่กลัวอะไรอีกแล้วค่ะ ชีวิตนี้ปัทฝากไว้กับคุณธนา”

“ฉันจะดูแลเธอเท่าชีวิตของฉัน” ธนาไม่อาจหักห้ามใจ จะกอดจูบปัทมา แต่เธอไม่ยินยอม พยายามห้ามใจไม่ให้ทำอะไรเกินเลย

“เธอไม่รักฉันรึ”

“ฉันรักคุณค่ะ แต่ยังไม่ถึงเวลา”

“ฉันจะรอ...รอถึงวันของเรา”

ปัทมายิ้มตอบ ผละเข้าห้องอย่างมีความสุข...สุขที่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ มีความสุขที่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่

“ปัทมา...เธอได้ยินเสียงใจฉันไหม” ธนายืนแนบประตู เคลื่อนมือลูบไล้บานประตูไปมา พร่ำบอกคนที่อยู่ข้างในว่า “ฉันรักเธอมากนะ ฉันจะปกป้องเธอ ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอชั่วชีวิต”

ปัทมาได้ยินทุกคำ เอียงหน้าแนบชิดประตูอย่างอิ่มเอมใจ...ต่างจากทานตะวันที่ยืนในมุมหนึ่งด้านนอก มองธนาโอบกอดประตูสื่อความรักถึงปัทมาด้วยความรู้สึกเศร้าสะเทือนใจ

ooooooo

หลังจากตัดขาดปัทมาไปแล้ว พระยาอภิบาลก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง ลูกหลานรวมทั้งบ่าวต่างพากันไม่สบายใจ เช่นเดียวกับทำนองและทันพันธุ์ สองคนไม่ต้องการให้ปีบกับปารมีเข้าใจผิด จึงพยายามเข้าหาเพื่ออธิบาย

สองอาหลานใช้ช่วงเวลาใส่บาตรยามเช้าตามติดปีบกับปารมีคนละมุม ปีบต้องใจแข็งสั่งห้ามทำนองเลิกสุงสิงกับเธอเสียที เธอไม่อยากพบหน้าเขาอีก

“คุณผลักไสผมเรื่องใด”

“คุณลวงถามที่อยู่ของหลานฉัน แล้วคุณก็ให้น้องชายไปฉุดแม่ปัทมา”

“ผมไม่มีเจตนาอย่างนั้น คุณก็เห็นว่าผมเข้าไปห้ามน้องชายผม ผมมิเห็นชอบให้ธนาพาปัทมาหนี”

“มันก็เป็นเพียงละครที่คุณจัดฉากให้ฉันตายใจ มิเช่นนั้นพวกเขาจะทราบได้อย่างไรว่าปัทมาอยู่ที่สำนักชี”

“ข้อนี้ผมไม่ทราบ”

“มันช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน ที่รถเสียในยามคับขัน หากมิเกิดเหตุ ฉันคงเข้าไปห้ามปัทมาได้ทันการณ์ ก่อนน้องคุณจะเอาตัวหลานฉันไป”

“คุณปีบครับ คุณกำลังเข้าใจผมผิด”

“ฉันพูดตามสิ่งที่เกิดขึ้น”

“คุณมีสิทธิ์ที่จะคิดและตีความเช่นนั้น แต่ผมขอสารภาพจากใจ ผมมิร่วมแผนในครั้งนี้ ขอให้คุณปีบเชื่อในตัวผม”

“คุณทำลายความเชื่อใจลงสิ้นแล้วค่ะ” ปีบหันหน้าหนีเดินจากเขาไปทั้งน้ำตาคลอๆ

ทางฝ่ายทันพันธุ์ก็พยายามทำความเข้าใจกับปารมี แต่ดูเหมือนฝ่ายหญิงยิ่งโกรธหนักไม่ยอมฟังคำแก้ตัวของเขา

“ปารมี...ฉันขอยืนยันอีกครั้ง อาทำนองกับฉันมิมีเจตนาหลอกลวง พวกเราตั้งใจไปช่วยคุณปัทมา”

“นายช่วยน้าของนายต่างหาก...แผนการของพวกนายสำเร็จแล้วนี่ คุณปู่ฉันทุกข์ใจหนัก คนในเรือนต่างทุกข์ร้อนเป็นกังวลห่วงพี่ปัท ในขณะที่ครอบครัวนายสุขสมหวัง ขอให้พวกนายจัดงานเลี้ยงรื่นเริงเฉลิมฉลองได้เลย”

“เธอหยุดประชดประชันแล้วฟังฉัน”

“ฉันไม่ฟังคำแก้ตัวอะไรทั้งนั้น”

“ฉันต้องทำยังไงเธอถึงเชื่อใจฉัน”

“พาพี่ปัทคืนมา...ไปสิ พาพี่สาวฉันกลับมา”

ทันพันธุ์จนมุม จำต้องหันหลังกลับไปไล่เลี่ยกับทำนอง แต่พอเดินมาถึงหน้าเรือนก็เห็นคุณอาขับรถมาจอดเทียบ มีแทนพงศ์นั่งอยู่ด้วย สองคนเร่งทันพันธุ์ให้ขึ้นรถไปหาธนา

เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทาง ทำนองมีปากเสียงกับธนาที่ไม่ยอมให้เขาพบปัทมา เพราะธนาทราบดีว่าพี่ชายจะมาพาปัทมากลับไปส่งบ้าน ซึ่งเขาไม่ยอมให้ปัทมากลับเข้าคุก ถูกพระยาบ้าคลั่งทำร้ายอีก

“ธนา...นายกำลังดูหมิ่นคุณปู่ของปัทมา ยังไงเขาก็เป็นญาติกัน”

“แต่เขาประกาศตัดขาดญาติมิตรกับปัทมา ผมมีความชอบธรรมที่จะดูแลปัทมา”

“คุณอาครับ พระยาอภิบาลพูดด้วยอารมณ์หุนหัน พลันแล่น ญาติทุกคนเป็นห่วงคุณปัทมามาก หากอาไม่สบายใจที่จะให้เธอกลับไปลำพัง พวกเราจะไปกับอาครับ”

“อาควรเข้าไปขอขมาท่านเจ้าคุณ แล้วสู่ขอคุณปัทมาให้ถูกต้องตามประเพณีครับ”

หลานชายสองคนช่วยกันหว่านล้อมแต่ไม่สำเร็จ ธนาดึงดันยังไงก็ไม่ยอม เพราะแน่ใจว่าพระยาอภิบาลไม่มีวันยกปัทมาให้ตน แล้วสั่งห้ามทุกคนยุ่งเรื่องส่วนตัวของตน

“มันไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องระหว่างตระกูล ต้องมีอีกหลายชีวิตร้อนใจกับการกระทำขาดสติของนายเพียงคนเดียว”

“พี่ทำนองอิจฉาผม พี่เห็นผมกำลังสมหวังกับปัทมา ในขณะที่คุณปีบไม่เอาพี่”

ทั้งพี่ชายและหลานชายต่างตกใจที่ธนาเอาเรื่องนี้มาโวยวายต่อว่า

“พี่ต้องการดึงตัวปัทมากลับไปเพื่อซื้อใจคุณปีบ ให้คุณปีบเห็นในความดีงามของพี่ ไอ้พระยาก็คงใจอ่อนยอมยกลูกสาวให้พี่ พี่อ้างครรลองครองธรรม แต่ความจริงแล้วพี่ทำเพื่อตัวเอง พี่มันเห็นแก่ตัว”

ทำนองสุดทนชกต่อยธนา แล้วเลยกลายเป็นวางมวยตอบโต้กันไปมาพร้อมเสียงโวยวายดังลั่น

“ถ้านายว่าฉันเห็นแก่ตัว นายก็เห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงผลกระทบที่จะตามมา”

“นี่มันชีวิตของผม มันเป็นเรื่องของผม”

“พอเถอะครับ หยุดได้แล้วครับ พวกอากำลังทำอะไร พี่น้องกำลังเปิดศึกตีกันเพราะคนอื่นนะครับ”

“ฉันไม่มีพี่ไม่มีน้อง และที่สำคัญ...ปัทมาก็ไม่ใช่ คนอื่น ปัทมาคือใจของอา ใครคิดจะพรากปัทมา ก็เหมือนพรากหัวใจอา”

“พวกผมหวังดีกับอาและคุณปัทมา พวกเราเพียงต้องการให้อาทำเพื่อความถูกต้องครับ”

“อาเบื่อที่จะฟังแล้ว ถ้าพูดไม่รู้เรื่องก็ออกไป อย่ามายุ่งกับชีวิตอา...ออกไป!”

ทำนองและสองหนุ่มไม่พอใจที่ธนายังหัวรั้นไม่ฟังความ ทำนองตะโกนเรียกปัทมาที่อยู่ในห้องให้กลับไปกับตน ปัทมาได้ยินเรื่องราวตั้งแต่ต้นตัดสินใจเปิดประตูออกมา เป็นจังหวะที่ทุกคนกรูขึ้นมาถึงพอดี เธอผลักแทนพงศ์กับทันพันธุ์ที่ฉุดรั้งธนาเอาไว้

“คุณปัทมา...คุณรู้ดีว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก เหตุที่เกิดขึ้นจากคุณและธนาเป็นการจุดชนวนสงครามให้รุนแรงหนัก คุณเป็นกุญแจที่จะช่วยให้ทะเลาะและยับยั้งได้ ขอให้คุณไปกับผม ผมขอรับรองว่าพวกเราจะช่วยให้คุณได้อยู่กับธนา ขอเพียงคุณและธนาไปกราบขอขมาพระยาอภิบาลบำรุง”

“ปัทไม่ไปค่ะ...ฉันไม่ยอมกลับไปลงขุมนรกอีกแล้ว ชีวิตเป็นของฉัน โปรดอย่ายุ่งกับชีวิตของฉัน”

“คุณปัทมาพูดกระจ่างชัด...ออกไปได้แล้ว”

ธนาแผดเสียงขับไล่ ทำนองจนใจหมดหนทางรั้งทั้งคู่ได้ เดินคอตกนำหลานๆกลับมาขึ้นรถ ได้ยินเสียงธนาพูดไล่หลังให้ยิ่งผิดหวังว่า

“ผมหวังว่าจะไม่มีใครมาก้าวก่ายชีวิตผมอีก”

ooooooo

ทันพันธุ์กลับมาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทำนองกับธนาให้มารดาฟังด้วยความสะเทือนใจ เขาคิดไม่ถึงว่าอาธนาจะกล้าต่อยอาทำนอง พิศมรจึงอธิบายให้ลูกชายคนเล็กฟังว่า

“คงเป็นความเก็บกดที่ฝังใจมานาน ธนาเป็นลูกที่เกิดจากคนใช้ในบ้าน แม่เสียชีวิตตั้งแต่ธนาเริ่มจำความได้”

“ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน”

“คุณปู่ขอให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่อยากให้อาธนามีปมด้อย แต่ในใจลึกๆอาธนาคงรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคุณพ่อและอาทำนอง”

“ผมไม่แปลกใจเลยที่บางครั้งอาธนาออกจะเอาแต่ใจและดื้อเงียบ”

“คนที่ขาดความรัก ย่อมโหยหารัก หากได้ใจจากใครสักคน...ก็เทใจให้หมดตัว”

“จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่คนมาขวางความรักคือศัตรู?”

“ในข้อนี้แหละที่แม่ออกจะห่วง หากอาธนามีสติรู้ ตั้งมั่นในเหตุผลก็จะเข้าใจเจตนาของลูก”

“เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ผมให้อภัยได้เสมอครับ...ผมโชคดีที่ได้รับความรักจากคุณแม่ และทุกคนในบ้านนี้ ออกจะได้รับความรักมากเกินเสียด้วยซ้ำ คงต้องแบ่งปันให้คนที่เขาขาดความรักเสียบ้าง”

พิศมรยิ้มรับพอใจที่ทันพันธุ์ซึมซับความมีน้ำใจและเมตตา แล้วเช้าวันต่อมาทันพันธุ์ก็นำความไปบอกปารมีอย่างตรงไปตรงมา และขอโทษที่เขาพาพี่สาวของเธอมาคืนไม่ได้

ปารมีฟังแล้วใจคอห่อเหี่ยวทำท่าจะเดินหนี ทันพันธุ์ขยับตามพร้อมทั้งพูดให้กำลังใจเธออย่าเพิ่งสิ้นหวังท้อแท้ เขาจะหาทางกล่อมอาธนากับปัทมาต่อไป...

ในที่สุดสงครามโลกก็สงบลง ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม พระยาอภิบาลที่กำลังทุกข์ใจเรื่องปัทมาหนีตามธนากลับลุกขึ้นมาหัวเราะร่าอย่างสะใจเพราะพวกพระวิจิตรฝักใฝ่ญี่ปุ่น ทำนุลูกชายคนโตได้รับผลกระทบจากหน้าที่การงาน โกดังสินค้าทั้งข้าวและน้ำมันที่กักตุนไว้ถูกตะลุยค้นยับเยิน แต่ทำนองบอกให้พ่อใจเย็น ตนจะคุยกับทางผู้ใหญ่ให้

“ใครจะฟังลูก เขาตั้งป้อมว่าพวกเราฝักใฝ่ญี่ปุ่น”

“ผมเป็นสมาชิกเสรีไทยครับ”

“แกเป็นขบวนการใต้ดินงั้นรึ”

“ที่ผมไปอังกฤษ ผมไปทำหน้าที่สายข่าวส่งเสรีไทย ผมจะช่วยเจรจาความผ่อนหนักคลายเป็นเบา ผมจะแจ้งว่าคุณพ่อคบค้าทหารญี่ปุ่นเพื่อหวังเป็นสายข่าวให้ผม...เขาอาจทำยึดทรัพย์เพียงบางส่วนแต่มิต้องรับโทษติดคุก”

“ขอบใจลูกมาก ลูกรีบไปดำเนินการก่อนที่พวกมันจะมาจับพ่อ”

ทำนองรีบออกไปเพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่ คล้อยหลังได้ไม่นาน ทำนุขับรถราวกับพายุเข้ามารายงานความคืบหน้าว่ามีการเปลี่ยนขั้วอำนาจแล้ว แต่ละคนวิ่งเต้นกันฝุ่นตลบ

“คุณพ่อต้องหาทางช่วยผมด้วย มิเช่นนั้นเราจะไม่มียศตำแหน่งเป็นใบเบิกทางทำธุรกิจได้อีก”

“แต่ละคนมีเส้นสาย ก็ต้องเข้าหาเส้นที่ใหญ่ที่สุด”

“ผมเข้าหาใครไม่ได้เลย เพราะยังมีชนักติดหลังคดีคบคิดญี่ปุ่น”

“นายทำนองช่วยเราได้”

พระวิจิตรคาดหวังอย่างนั้น แต่พอพูดกับทำนอง ขอร้องให้เขาแต่งงานกับธารีซึ่งแสดงท่าทีรักชอบเขาอย่างชัดเจน ทำนองกลับบอกว่าเขาไม่ได้รักเธอ

“นี่หาใช่กาลมาเรียกหาความรัก แต่เราจำต้องทำเพื่อความอยู่รอด ถ้าเราดองกับลูกสาวคุณชัย คุณชัยย่อมหนุนเราทุกข้อ ถ้าทำนุมิได้กลับเข้าไปรับราชการหรือสานต่อสายงานกับรัฐบาลชุดนี้ บริษัทที่เปิดไว้มีอันต้องเจ๊ง”

“ทำนอง นายต้องช่วยพี่ ช่วยหลานๆ ฉันไม่มีเงินเก็บพอจะส่งลูกๆไปเรียนเมืองนอกได้แล้ว”

“ผมเห็นใจพี่นะครับ แต่ผมคิดว่าสมัยนี้มหาวิทยาลัยในเมืองไทยก็พร้อม”

“แต่คนเขาดูถูกเอาได้”

“ใช่...คนมันคงเย้ยกันทั่วสโมสร ว่าลูกหลานพระวิจิตรตกอับ”

“คุณพ่อกับพี่ทำนุเลิกเอาคำคนมากดดันเถอะ ถึงเวลาที่เราต้องยอมรับความจริง เราลดค่าใช้จ่ายที่ฟุ้งเฟ้อ เราอยู่อย่างสมถะได้”

“แต่พ่ออยู่ไม่ได้ มันคงเหยียดและหยันพ่อ”

พระวิจิตรหมายถึงพระยาอภิบาลที่แต่ไหนแต่ไรก็เคยเหยียดหยันดูถูกตนมาตลอด

“พ่อเกลียดสายตาที่มันเย้ยพ่อ พ่อมาไกลเกินกว่าจะถอยหลังไปเป็นเบี้ยล่างไอ้พระยา”

“ตอนนี้พวกมันคงหัวร่อรดหัว ที่พวกเราตกที่นั่งลำบาก เกียรติในมือก็เหลวร่อย ศักดิ์ศรีหน้าที่การงานที่เคยล้นก็กำลังถูกเปลื้อง พญายักษ์ต้องกลับกลายพลยักษ์ให้มันเหยียบหัวเล่น”

ทำนองไม่เห็นด้วยกับความคิดของพ่อและพี่ชาย จึงเลือกที่จะเลี่ยงออกไป แต่สองพ่อลูกยังไม่ลดละที่จะโน้มน้าวเขาให้ยอมช่วยเหลือ จนกระทั่งทำนองยอมรับว่าเขารักปักใจอยู่กับปีบเพียงคนเดียว

“แกมันบ้าไปแล้ว นี่แกยังจมปลักกับความรักโง่ๆ”

“ผมขอความกรุณาอย่าดูถูกความรักของผมครับ”

“เออ ฉันแตะต้องแม้ปลายก้อยของเทวีแกมิได้ เพราะฉันติดหนี้บุญคุณที่แกช่วยให้ฉันรอดติดตะราง เอาเถอะ ฉันหามีสิทธิ์บังคับหัวแก แกอยากบูชาความรักแล้วไสให้พ่อให้พี่ต้องงุดหัวอยู่อย่างยาจกตกอับก็ตามแต่ใจแก”

พระวิจิตรโวยวายแล้วเดินออกไป ทำนุเข้ามากดดันน้องชายอีกครั้งว่าพวกเราจะอยู่หรือรอดขึ้นอยู่กับเขา ทำให้ทำนองกลุ้มใจถึงกับนั่งอมทุกข์กับภาวะกดดันนี้

ทันพันธุ์ได้ยินการสนทนานั้นทั้งหมด เขาเข้ามาหาอาบอกให้รู้ว่าไม่ต้องห่วงตน ตนเรียนที่เมืองไทยได้

“นายก็เสียโอกาสทางสังคม ที่จะเข้าสมาคมนักเรียนนอกเหมือนคนอื่น”

“ผมไม่ให้ค่าว่านักเรียนนอกโก้เก๋กว่านักเรียนไทยหรอกครับ ผมอยากไปเพราะอยากผจญภัยในดินแดนที่ได้ชื่อว่าเสรีภาพ เปิดหูเปิดตา ไปรู้จักคน เรียนรู้คน ที่คิดต่างจากเรา”

“นายคงเสียใจ ถ้าไม่ไปตามฝัน”

“ครับ...ผมเสียใจ แต่ผมทำใจได้จริงๆนะครับอา ผมเป็นลูกหลานบ้านนี้ เห็นการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผมเชื่อว่าทุกคนก็อยู่ได้ครับ บ้านเรามีภูมิต้านทาน พวกเราเอาตัวรอดได้ครับ”

ทำนองรับฟังความคิดนั้นด้วยความชื่นชมในตัวหลานชายคนเล็ก หากทุกคนคิดได้อย่างทันพันธุ์ โลกนี้คงมีแต่สันติสุข...

หลังจากขบคิดมาตลอดทั้งคืน เช้าขึ้นทำนองตัดสินใจไปดักพบปีบที่วัด โดยรีบแจงกับเธอก่อนว่าไม่ได้มาตื๊อหรือตอแย แค่จะมาบอกลา

“คุณมีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ ดิฉันมีเวลาไม่มากนัก”

“ผมยังคงรักคุณ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ใจผมก็ยังคงมีแต่คุณ ทุกครั้งที่ผมท้อใจ ผิดหวัง คุณคือแรงบันดาลใจของผม...พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราละและปล่อยวาง อย่ายึดมั่น ถือมั่น เพราะสรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนอนิจจัง แต่ผมทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผมขอให้คุณปีบรับรู้ไว้ ใจผมยังรักคุณปีบดังเดิม และมิเสื่อมสลายตามกาลเวลา...ผมลาก่อนครับ”

ทำนองหันหลังเดินจากไป ปีบอยากจะเรียกรั้งไว้ แต่ต้องห้ามใจตัวเอง ยืนมองเขาเดินห่างออกไปน้ำตาร่วงไหล ทรมานหัวใจที่ต้องเก็บความรู้สึก ไม่อาจบอกรักเขาได้...

ooooooo

ขมิ้นกับปูน

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด