สมาชิก

ขมิ้นกับปูน

ตอนที่ 4

ปัทมาโตเป็นสาวแรกรุ่นและใช้ชีวิตค่อนข้างอิสระที่ศรีราชา มีโอกาสพบปะธนาอย่างสม่ำเสมอ

ความรักและเอาใจใส่ของธนาทำให้ปัทมาอบอุ่นมีความสุข...สุขจนไม่อยากกลับมาอยู่ในครอบครัวที่มีแต่ความกดดัน บังคับ ไร้อิสระเสรีทั้งทางความคิดและการกระทำ

ปวีณากับปารมีเข้าสู่วัยรุ่น เช่นเดียวกับแทนพงศ์และทันพันธุ์ลูกชายของทำนุและพิศมร...วันหนึ่งสองหนุ่มแอบเข้ามาพบปารมีในสวนเพื่อทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากน้าธนาให้เอาภาพถ่ายของปัทมามาให้ปารมี เพื่อคลายความคิดถึงกัน

ภาพถ่ายนั้นปัทมากำลังเล่นน้ำทะเลกับทานตะวันซึ่งธนาเป็นคนถ่าย และอีกภาพถ่ายกันสามคน ปารมีเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าพี่สาวไปเรียนโรงเรียนเดียวกับทานตะวันญาติห่างๆของพระวิจิตร หวั่นใจว่าหากคุณปู่ล่วงรู้ต้องเป็นเรื่องอีกแน่นอน

แทนพงศ์กับทันพันธุ์ไม่ทันจะกลับออกไปจากสวน ปวีณาเดินเข้ามาเห็นก็ร้องเอะอะโวยวาย แทนพงศ์ตกใจรีบเอามือปิดปากเธอไว้ บอกว่าตนแค่เข้ามาขอกินชมพู่ ปวีณาไม่เชื่อ วิ่งไล่กวดสองหนุ่มไปถึงเขตรั้วโดยที่ปารมีเร่งฝีเท้าตามมาคว้าแขนพี่สาวไว้

“ยัยปาน...เธอขวางพี่ เธอเข้าข้างพวกก๊กโน้นอีกแล้วนะ”

“พี่ณาจะลอดรั้วข้ามไปถิ่นเขาเหรอคะ”

ปวีณาเจ็บใจที่สองหนุ่มลอดรั้วกลับไปได้...แล้วฉุกคิดว่าน่าแปลก บ้านพวกเขาร่ำรวยยังย่องมาขโมยผลไม้กิน หรือว่ามีแผนการอื่น

“พี่ณาคิดมากไปค่ะ ชมพู่บ้านเราออกจะหวาน เขาคงอยากกินจริงๆ ปานขึ้นห้องก่อนนะคะ”

ปารมีตัดบทจะเดินหนี ปวีณามองสำรวจอย่างจับผิด สอนกึ่งขู่ว่าเธอตัวโตเป็นสาวแล้ว จำไว้อย่าริทำตัว เหมือนพี่ปัท ปารมีสงบปากสงบคำ พยักหน้ารับแล้วเดินออกไป พอเข้าห้องก็ภาวนาขออย่าให้พี่ปัทมาของตนสนิทสนมกับทานตะวันและธนาไปมากกว่านี้เลย...

ถึงช่วงเวลาปิดเทอม ปัทมากับทานตะวันต้องแยกจากกัน และอาจเป็นเวลายาวนาน เพราะทานตะวันจบมัธยมปลายกำลังจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย ส่วนปัทมาต้องกลับมาเรียนที่ศรีราชาคนเดียว

สองสาวสัญญาจะเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายตลอดไป ส่วนธนานั้น ก่อนปัทมาเดินทางกลับบ้าน เขามอบกุหลาบแทนใจให้เธอด้วยความรักและปรารถนาดี

เมื่อกลับมาถึง ปัทมากราบขอบคุณคุณปู่ที่กรุณาให้เรียนต่อ และจะขอเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่คุณปู่กำชับให้เรียนจบมัธยมเสียก่อน อย่าริเถลไถล ขยันขันแข็งให้สมกับเงินที่ส่งเสีย

ปารมีชื่นชมพี่สาวคนโตสวยขึ้น แต่สังเกตได้ว่าเธอไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส เหมือนไม่ดีใจที่ได้กลับบ้าน เมื่อสอบถามก็ได้คำตอบว่ากลับมาสู่กรงขังจะดีใจได้ยังไง คุณปู่ยังอคติจ้องจับผิดตน ตนจะทำอะไรก็คงอยู่ในสายตาที่เฝ้ามอง ควบคุมอย่างกับนักโทษ

“คุณปู่ท่านคงเป็นห่วง ท่านกลัวพี่จะไปยุ่งกับคนบ้านโน้น”

“พี่ไม่สนใจหรอกนะว่าจะเป็นคนบ้านไหน ใครเกลียดใคร แต่ถ้าเขาดีกับพี่พี่ก็จะดีตอบ”

“เบาๆค่ะพี่ปัท” ปารมีเตือนเพราะเหลือบเห็นปวีณาเดินเข้ามา

ปวีณายิ้มแย้มทักทายพี่สาวแล้วจะช่วยยกกระเป๋าให้ แต่ปัทมาไม่ยอม ทำเหมือนมีความลับซ่อนไว้ นั่นยิ่งทำให้ปวีณาอยากตรวจสอบ เผื่อมีอะไรผิดปกติจะได้ไปฟ้องคุณปู่เพื่อเอาหน้า สองคนยื้อยุดกระเป๋ากันไปมา ก่อนที่ปัทมาจะผลักปวีณาล้มลงแล้วคาดคั้นว่าคุณปู่สั่งให้มารื้อของของตนใช่ไหม

“คุณปู่ไม่ได้สั่ง แต่ณารู้ว่าคุณปู่ก็คงอยากรู้ว่าพี่ปัทไปอยู่ที่โน่นแอบคบหาใคร บันทึกอะไรไว้บ้าง”

ปวีณารื้อค้นกระเป๋าใบเขื่องจนได้ ปารมีร้องห้ามว่าทำอย่างนี้เสียมารยาท แต่ปวีณายอกย้อนจนปารมีผู้กุมความลับของปัทมาอึ้งไป

“เธอเข้าข้างพี่ปัท คอยปกป้องพี่ปัท อยากให้ พี่ปัทเสียคนรึไง”

ปัทมาสุดทนกับถ้อยคำของปวีณา อีกทั้งห้ามเท่าไหร่เธอก็ไม่ฟัง รื้อค้นกระเป๋าใบเขื่องไม่เจออะไรก็จะกระชากกระเป๋าหวายใบเล็กไปอีก

ฉาด! ปัทมาตบหน้าปวีณาแล้วสำทับ “พี่จะตบสั่งสอน อีกเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ถ้าเธอยังไร้มารยาทกับพี่”

ปวีณาโกรธจัดเข้าทุบตีปัทมา กลายเป็นวิวาทกันใหญ่โต ปารมีร้องห้ามเสียงหลงแต่ไม่มีใครฟัง กระทั่งอาปีบเข้ามาห้ามทัพแล้วให้ทั้งสามคนตามตนไป ตนจะฟังความจากปารมีเพียงคนเดียว

ปารมีเลี่ยงไม่ได้ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งปัทมากับปวีณาต่างพยักหน้ายอมรับเมื่อปีบถามว่าจริงหรือไม่

“อาเบื่อที่จะคอยจ้ำจี้จ้ำไชพวกเธอซะเหลือเกิน ยัยณาก็ยังคอยจ้องจับผิดคนอื่น ยัยปัทก็มิยับยั้งใจเราเป็นพี่เขา...กลับลงไม้ลงมือกับน้อง การใช้ความรุนแรงตอบโต้กันมันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก มีแต่เพาะบ่มความเกลียดชัง อาฆาตแค้น พวกเธอตอบคำถามอา...พวกเธอสามคนเป็นใครกัน”

แต่ละคนลำดับความเป็นพี่น้อง ปีบเสริมว่าคุณปู่ คอยสอนพวกบ่าวไพร่กินข้าวหม้อเดียวกันต้องรักกัน แต่นี่เราเป็นถึงหลานคุณปู่ มีสายเลือดเชื้อไขจากพ่อแม่เดียวกันกลับทะเลาะไม่หยุดหย่อน แล้วเปรียบเทียบให้ฟังว่า

“พวกต่างชาติต่างภาษาทำสงครามห้ำหั่นกันเพราะความไม่เข้าใจกัน ต่างอ้างในเหตุผลของตนเอง แต่อาเชื่อสนิทใจ เมื่อใดที่พวกเขามีความรักให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความรักจะลบกลบความชังลงสิ้น...รับปากกับอาสิ นับแต่นี้ไปเราจะรักและช่วยเหลือกัน ให้สงครามมันเกิดขึ้นนอกบ้าน อย่าสุมไฟนำสงครามมาให้คนที่เรารัก”

ปารมีเชื่อฟังรับปากเป็นคนแรก ตามด้วยปัทมา และปวีณาที่ตอบเสียงอ่อย ภายในใจคิดราวีปัทมาไม่เลิกรา...

ปริกกับจำปาตกใจเมื่อรู้เรื่องราวจากปีบ คิดไม่ถึงว่าปัทมาจะขาดสติถึงขั้นลงไม้ลงมือกับน้อง นับวันยิ่งโตใจคอยิ่งก้าวร้าว น่าจะลงโทษให้หลาบจำทั้งพี่ทั้งน้อง โตแล้วยังทะเลาะเบาะแว้งมิเว้นวัน

“น้องกำราบปรามเตือนแล้วค่ะ หลานๆก็รับฟังเป็นอย่างดี คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

“เธอพูดเหมือนไม่รู้จักนิสัยใจคอแม่ปวีณา หลานคนนี้เจ้าคิดเจ้าแค้น ถึงขั้นโดนตบตีให้เจ็บพี่หวั่นใจแม่ปวีณาจะชังปัทมาหนักข้อ”

จำปาและปีบได้ฟังก็ชะงัก...กังวลใจไปกับปริกด้วย

ooooooo

พระยาอภิบาลคาดหวังถึงความสำเร็จผลกำไรมากมายก่ายกองจากการที่ปรุงลงทุนทำธุรกิจรับเหมากับเพื่อนคนหนึ่ง

ชาติเพื่อนของปรุงใช้เส้นสายเข้าทางทำนุผู้กว้างขวางในรัฐบาลนี้เพื่อให้ได้งานรับเหมา ในวันที่ชาติพาปรุงเข้าไปพบผู้ช่วยเหลือโดยไม่รู้มาก่อนว่าเป็นทำนุปรุงตกใจระคนอับอายรีบขอตัวกลับทั้งที่ยังไม่มีการเจรจา

“นายปรุงจะรีบไปไหนล่ะ เรายังไม่ได้เจรจาค้าขายกันเลย ผมสามารถแนะนำทุกหน่วยงานโยนงานให้คุณได้”

“ผมไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคุณ ทีมงานของผมมีความเชี่ยวชาญ ผมคิดว่าทางรัฐบาลต่างหากที่ต้องมานำเสนองานให้ผม”

“คุณปรุงถอดพิมพ์จากนายปานอย่างสมบูรณ์แบบ ถึงยังอยู่ในโลกเก่า โลกอุดมคติ ในฐานะที่ครอบครัวผมเคยทำมาค้าขาย ผมจะเผยความลับให้...ด้านได้อายอด ...รัฐสั่งถอดยศหมดแล้ว คุณก็เลิกถอดหัวโขนเถอะ หรือถ้าไม่สันทัดก็หัดใส่หน้ากากเสียบ้าง ผมการันตีว่าคุณจะทำมาค้าขายเจริญ”

“คุณพูดเหมือนกับว่าที่คุณเจริญรุ่งเรืองได้ทุกวันนี้เพราะใส่หน้ากาก หน้าด้านหน้าทน ซึ่งผมคงทำไม่ได้ เพราะบรรพบุรุษผมสั่งสอนให้ทำงานด้วยความสุจริต ผมไม่อาจโกงกินภาษีอากรของประชาชนเหมือนคนบางคนได้”

ทำนุโกรธจัดชี้หน้าด่า ปรุงไม่สนใจผลุนผลันไปทันที ชาติตกใจยกมือไหว้ขอโทษทำนุและบอกว่าตนพร้อมที่จะเจรจาเป็นการส่วนตัว แต่ทำนุโบกมือใส่ ชาติเลยหน้าเจื่อนต้องกลับออกไป

เมื่อปรุงนำความมาเล่าให้บิดาฟังต่อหน้าน้องสาวสามคน พระยาอภิบาลชมลูกชายทำถูกแล้ว เราไม่จำเป็นต้องลดตัวก้มหัวให้พวกมัน พวกมันไม่เคยคำนึงถึงความเจริญของบ้านเมือง ฝักใฝ่เอาอำนาจ เอาประโยชน์เป็นที่ตั้ง คนพรรค์นี้มันไร้อุดมคติประจำตระกูล

“ผมสั่งนายชาติเด็ดขาด ห้ามไปกราบกรานขอความเห็นใจจากนายทำนุอีก”

“แล้วนายชาติ...เพื่อนลูกมันว่ากระไร”

ปรุงเล่าว่าชาติต่อว่าตนเป็นถึงคุณพระเป็นลูกหลานพระยา มีพรรคพวกจะช่วยให้งานเราเดินหน้า แต่กลับถ่วงรั้งดึงเขาถอยหลังเข้าคลอง ตั้งแต่เราร่วมทุนไม่มีงานเข้าสักชิ้น หากปรุงยังอหังการ เราคงต้องปิดสำนักงานและสูญเงินลงทุนหมดสิ้น

พระยาอภิบาลได้ฟังเหตุผลของชาติก็หัวเสีย

“คุณพระปิดหูไม่ต้องฟังความมัน ไอ้เพื่อนคุณพระรายนี้มันก็คิดยังผลประโยชน์เข้าตัว หาได้สำนึกถึงศักดิ์ศรีแม้แต่น้อย ยอมก้มหัวเป็นขุนพลอยพยักตามอำเภอใจพวกมีอำนาจ...ท้ายแล้วพวกมันก็หาความเจริญมิได้ นี่ถ้าไม่เห็นแก่เงินที่เอาไปลงทุน พ่อจะสั่งให้ถอนตัวออกมาทำเสียเอง”

ปริก จำปา และปีบมองหน้ากันด้วยความกังวลใจ ถ้าบิดาทำอย่างนั้นก็ต้องเอาสมบัติไปขายอีก

“ผมลงเงินไปหลายหมื่น...ถอนมาก็ขาดทุน ผมจำต้องร่วมดำเนินงานต่อ”

ได้ยินพี่ชายพูดเช่นนั้น จำปาอดติงไม่ได้ว่า หากเขาไม่ยอมลดตัวไปงอนง้อผู้ใหญ่แล้วจะดำเนินงานต่อไปได้อย่างไร

“พี่ทำหน้าที่ประสานงานภายใน ส่วนการติดต่อเจรจาและการเงิน นายชาติเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง”

“น้องคิดว่าคุณพี่ปรุงมิควรวางใจในทุกเรื่อง อย่างน้อยควรเข้าไปตรวจตราบัญชี”

“จำปา! น้องริมาสอนพี่อย่างนั้นหรือ”

“แม่จำปาชักจะหนักข้อแล้ว” บิดาเสียงเขียว

จำปาจะอธิบายอีก แต่ปริกกับปีบส่งสายตาให้หยุด เพราะรู้ว่าบิดาและพี่ชายไม่พอใจ

“คุณพระร่ำเรียนมาก็มาก ไม่จนตรอกให้ใครมาหลอกได้ อย่าเอาปัญหามาสุมให้คุณพระกลุ้มหนักกว่านี้ คุณพระมิเคยทำพ่อช้ำใจ อับอายขายขี้หน้าเหมือน

แม่จำปาเป็นแน่ นี่คงสุมหัวคิดสินะ ว่าเครื่องประดับที่ขายไปจะสิ้นครานี้ ใจคอผู้หญิงก็ห่วงแต่แก้วแหวนเงินทองของตัว อยากประโคมเพชรนิลจินดาอวดมั่งอวดมีเป็นผู้ดีจอมปลอมอย่างพวกไอ้พระวิจิตร มันน่าอับอายสิ้นดี จำคำพ่อไว้ คุณพระมีสติปัญญาแลไหวพริบ อีกมิช้าจะนำเงินทองมากองตรงหน้า อยากได้กี่กำปั่นขนไปดังใจเถอะ แล้วจะมาคลานกราบตีนพ่อ...ตาเห็นจริงในสิ่งพ่อพล่าม”

สามสาวใหญ่ก้มหน้ารับฟัง ไม่แสดงความเห็นใดๆอีก ครั้นพากันเข้ามาในครัว ปริกปลอบจำปาว่าอย่าเป็นทุกข์ไปเลย พ่อกับพี่ปรุงคงแบกภาระหนักอึ้งจึงขาดสติพูดจาไม่ถนอมน้ำใจ

“น้องชินเสียแล้วค่ะคุณพี่ น้องพูดไปมิได้หวังให้เห็นคล้อยตาม เพียงหวังช่วยสะกิดใจให้ข้อคิด หากน้องจะทุกข์ ก็ห่วงในเงินทองกำปั่นที่ร่อยหรอลงทุกวัน”

“แม่จำปาจะให้พี่ทำอะไรก็บอกเถิด”

“เดี๋ยวนี้พอใครๆรู้ว่าที่นี่ทำขนมปังข้าวเจ้าอร่อย มีคนมาขอปันหลายราย เราทำเป็นอุตสาหกรรมย่อยๆเสียเลย”

“แล้วแต่แม่จำปาเห็นควรแล้วกัน”

ปีบแทบไม่เชื่อหู ถามพี่สาวคนโตว่าจะยอมค้าขายงั้นหรือ ปริกทำใจไว้แล้ว บอกว่าในยามนี้เราทุกคนคงต้องช่วยกัน ไม่เช่นนั้นคงอดตายกันหมด

“น้องจะช่วยหาลูกค้าให้ค่ะ เราต้องช่วยกัน

คนละไม้คนละมือ หากสงครามยังยืดเยื้ออีกหลายปี บางทีเราต้องกลายเป็นแม่ค้าขนมก็ได้” ปีบพูดกระตือรือร้นและสบตาจำปาที่ฉายแววยินดีไม่ต่างกันที่ปริกยอมเริ่มต้นการค้าขายเพื่อความอยู่รอด

ooooooo

ปารมีนำภาพถ่ายที่ได้จากทันพันธุ์มาให้ปัทมาดูเพื่อจะขอร้องให้ทำลายทิ้งและเลิกยุ่งเกี่ยวกับคนในครอบครัวพระวิจิตร แต่กลายเป็นปัทมากลับพูดจาชื่นชมธนาให้เธอฟังเสียก่อน

“ปานเห็นไหมล่ะ คุณธนาเธออ่อนโยนและมีความปรารถนาดีกับทุกคน แล้วจะไม่ให้พี่รู้สึกดีกับเธอได้ยังไง ในยามที่พี่มีปัญหา คุณธนาคอยปลอบโยนแลให้กำลังใจพี่ ในชีวิตนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนจะรักพี่เทียมเท่าเธอ”

“พี่ปัทรักเขาไม่ได้นะคะ ความรักของพี่ไม่มีวันลงเอยได้”

“ปานรักพี่ก็อย่าขวางพี่”

“แต่คุณปู่...”

“พี่ไม่ยอมให้ใครมาทำลายความรักของพี่ หรือบงการชีวิตพี่”

“พี่ปัท...ยังไงพี่ต้องเอาภาพนี้ไปทำลายทิ้ง ถ้าพี่ณามาเห็น ก็ต้องเอาไปฟ้องคุณปู่”

“ยัยณาจ้องจับผิดพี่ ปานต้องเก็บภาพนี้ให้พี่ อย่าให้ใครเอาไป ปานเคยบอกว่าปานรักพี่ ปานเคยสัญญาจะช่วยเหลือพี่ รึปานอยากเห็นคุณปู่เฆี่ยนตีพี่อีก”

ปารมีลำบากใจแต่สุดท้ายจำยอมรับภาพถ่ายนั้นไว้ เก็บใส่ลิ้นชักซ่อนในสมุดเรียน ฝ่ายธนาที่คิดถึง

ปัทมาทุกลมหายใจ เขาใช้ไหว้วานทานตะวันเป็นตัวช่วยเพื่อให้ได้พบกับปัทมา ทานตะวันรับปากทั้งที่ตัวเองเจ็บปวด เธอนำจดหมายของธนาแอบไปให้ปัทมาแล้วรีบกลับออกมาก่อนที่ใครจะมาเห็น

เพียงวันรุ่งขึ้น ปัทมาก็รบเร้าอาปีบขอไปช่วยจ่ายตลาด ความจริงเธอแอบไปพบธนาตามข้อความในจดหมาย แต่แล้วปวีณาเกิดจับได้เพราะมารื้อค้นห้อง

ปารมีแล้วพบภาพถ่าย ปารมีขอร้องแทบกราบกรานกว่าปวีณาจะใจอ่อนไม่ไปฟ้องคุณปู่ อ้างคำสอนของอาปีบเมื่อวันก่อนที่เราสามพี่น้องสัญญาว่าจะรักและช่วยเหลือกัน

แท้จริงปวีณาไม่เคยคิดเลิกราวีปัทมา เพราะแค้นฝังใจที่ถูกตบหน้า แต่ที่ทำตามคำขอของปารมีเพราะต้องการให้ตายใจ ทำเป็นพูดดีว่าเราสองคนต้องช่วยกันหาทางทำให้ปัทมาเลิกติดต่อกับบ้านพระวิจิตร แต่ห้ามบอกปัทมาว่าตนรู้เรื่องนี้

ธนาได้พบปัทมาที่ตลาด แม้ไม่ได้พูดจาพาที

แต่แค่เห็นหน้าและส่งยิ้มให้กัน เขาและเธอก็สุขใจคลายความคิดถึง...ตกกลางคืนธนามาขอบใจทานตะวันที่รู้ เห็นเป็นใจช่วยเหลือ แต่พอได้คืบจะเอาศอก ขอร้องญาติสาวห่างๆว่า

“ตะวันช่วยน้าแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ตะวันเป็นคิวปิดสื่อรักแทนใจอีกครั้งนะ”

“น้านาหยุดเถอะค่ะ”

“ตะวันไม่รักน้า ไม่อยากช่วยน้าแล้วเหรอ”

“ตะวันรักน้านา ยินดีช่วยน้านาค่ะ แต่ตะวันกลัวน้านาจะถูกจับ”

“มิต้องกังวลหรอก ไม่มีใครระแคะระคายในเรื่องนี้ ตะวันรับปากน้าสิ ตะวันจะช่วยน้า”

ทานตะวันนิ่งไปนิดก่อนตกปากรับคำอย่างจำยอม แต่ทันพันธุ์ที่บังเอิญได้ยินไม่พอใจเดินเข้ามาตำหนิน้าชายไม่ควรทำอย่างนี้ ขณะที่แทนพงศ์ก็ล่วงรู้แต่ไม่แสดงความเห็น แค่เตือนทันพันธุ์ว่ากำลังก้าวก่ายเรื่องของน้า

“แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่หากเกิดอะไรขึ้น พวกเราและพวกเขาต่างรับผลกระทบในเหตุนี้”

“นายทันพันธุ์...นายตอบน้ามาซิ หากนายหลงรักหลานพระยาอภิบาล นายจะทำเยี่ยงไร”

ทันพันธุ์คิดตัดสินใจแล้วจูงมือธนาออกไปทันที แทนพงศ์กับทานตะวันแปลกใจ เช่นเดียวกับพระวิจิตรที่ผ่านมาเห็นสงสัยว่าทันพันธุ์จะทำอะไร ทั้งหมดพากันเดินตามสองคนนั้นไปอย่างใคร่รู้

ทันพันธุ์พาธนามาถึงหน้าเรือน ต้องการให้น้าชายเข้าไปเรือนพระยาอภิบาลเพื่อแสดงความจริงใจ

“หากน้านารักคุณปัทมาด้วยใจจริง สมควรเข้าตามตรอกออกตามประตู มิใช่แอบนัดหมายเยี่ยงนี้”

“ทันพันธุ์...นายก็รู้ว่าพระยาอภิบาลชังพวกเราและน้านา”

“ตะวันรู้ตัวรึเปล่าว่าทำอะไรลงไป ตะวันช่วยคุณปัทมาลักลอบมาหาน้านา เท่ากับไม่ให้เกียรติคุณปัทมา ทั้งๆที่ตะวันเป็นเพื่อน เป็นลูกผู้หญิงด้วยกัน ตะวันคิดอะไรอยู่”

“นายทันพอเถอะ นายอย่าเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของน้านาและตะวัน” แทนพงศ์พยายามห้ามน้องชาย ขณะที่ธนาเองก็บอกทันพันธุ์ว่า ตนก็อยากเดินเข้าไปในเรือนพระยาอภิบาลอย่างสง่าผ่าเผย เข้าไปหาปัทมาด้วยความชอบธรรม แต่ตนเข้าไปไม่ได้

“น้านารักเขาก็ต้องกล้าหาญพอที่จะเผชิญปัญหา ผมจะเข้าไปกับน้านาเอง น้านากล้าพอไหม”

ธนาคิดลังเล พลันพระวิจิตรส่งเสียงเข้ามาให้ทันพันธุ์เลิกกดดันธนาเสียที ธนาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขามีปัญญาตัดสินใจเองได้

“คุณปู่ครับ คุณปู่สนับสนุนให้น้านารักคนบ้านโน้น คุณปู่ก็ควรรับผิดชอบไปเจรจาให้น้านานะครับ”

“หลานพูดถูกแน่ทีเดียว ปู่ต้องไปเจรจากับพระยาอภิบาล แต่หาใช่เวลานี้...ปู่มิเคยหงิมอายที่จะขึ้นเรือนพระยา ขอแค่ธนาแน่ใจว่าปัทมารักจริง ยอมร่วมหัวจมท้ายใช้ชีวิตคู่ ธนา...ลูกต้องลงคำให้แม่นใจว่าแม่ปัทมายอมให้ใจลูก หากพ่อได้คำตอบเป็นที่ชื่นใจ พ่อจะไปสู่ขอตามธรรมเนียม”

ธนาพยักหน้ารับคำ พระวิจิตรมองไปยังทันพันธุ์ บอกว่าปู่ภูมิใจในตัวหลาน หลานมีใจใฝ่สันติอยากลบความบาดหมางระหว่างเรือน หลานจงช่วยน้านาให้ได้พบปัทมา

“หากคุณปู่อยากเห็นสันติสุข ผมก็ยินดีจะเป็นฟันเฟืองในเรื่องนี้ครับ”

ooooooo

เพียงวันถัดมา ทันพันธุ์ก็นำจดหมายจากธนาไปฝากปารมีส่งต่อให้ปัทมา แต่ปารมีตัดสินใจนำจดหมายนั้นให้ปวีณาดูก่อน เพราะหลงเชื่อวาจาของพี่สาวคนรองเสียสนิทใจ

ปวีณารับรู้และวางแผนเล่นงานปัทมาทันที ด้วยการยอมให้ปารมีนำจดหมายไปให้ปัทมา แล้วตลบหลังมาฟ้องคุณปู่จนเกิดสงครามระหว่างสองตระกูลขึ้นอีก ซึ่งครั้งนี้รุนแรงมาก พระยาอภิบาลกับลูกหลานตามปัทมาไปถึงกลางตลาด ขณะที่พระวิจิตรซึ่งมีแผนแยบยลที่จะแก้แค้นเอาคืนให้ทำนองก็พาคนในครอบครัวมาเช่นกัน

เมื่อเห็นคาตาว่าหลานนอกคอกกับลูกชายของศัตรูสารภาพรักในอ้อมกอดกันและกัน พระยาอภิบาลเดือดดาลเป็นที่สุด ดุด่าปัทมารุนแรงหยาบคายก่อนให้ปรุงลากตัวออกมา แต่ธนาขัดขวางจึงโดนไม้ตะพดของพระยาอภิบาลตีหัวแตก

เหตุนี้พระวิจิตรโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ให้ทำนุเรียกโปลิศมาจับพระยาอภิบาล

“เอาสิวะ ข้าจะแจ้งย้อนกลับ ลูกชายเอ็งจะฉวยหลานข้า โทษของเอ็งหนักข้อกว่าข้าหลายชั้น ลูกเอ็งต้องเข้าตะราง”

พระวิจิตรหงุดหงิด ทำนุพยายามปรามเพราะเสียเชิงพระยาอภิบาล ได้แต่มองพวกเขาลากปัทมากลับไปชำระความ...

ถึงหน้าเรือน ปัทมายังดิ้นรนโวยวายต่อต้าน ทำให้ปรุงระงับใจไม่ได้ตบตีลูกสาวและพล่ามด่าด้วยความโมโห

“ทำอะไรลงไปไม่นึกถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของพ่อของปู่ แอบคบหากับมันมานาน ลูกหลอกพ่อและ

ทุกคน คงนึกขบขัน เห็นพ่อเป็นหัวหลักหัวตอ”

พวกปริกสงสารปัทมา ขอร้องพี่ชายหยุดตบตี แค่นี้ปัทมาก็เจ็บหนักแล้ว...ปรุงได้สติ หยุดมือเมื่อเห็นลูกสาวคนโตเลือดกบปาก แต่พระยาอภิบาลยังคงก่นด่าต่อไป

“หาเคยมีลูกหลานลำดับไหนมันทำกาลีบัดสีต่อตระกูลได้ถึงชั้นนี้ มันเหลวไหลระยำเหลือมือจะรับ”

ปรุงรู้สึกผิดมาก กราบขอโทษบิดาที่ตนสั่งสอนลูกไม่ดี และขอให้ลงโทษตนด้วย

“คุณพระมิได้ทำพร่องข้อไหนเลย หาใช่ผิดของคุณพระ มันเป็นหน้าที่ของแม่พวกอาๆ หากเอาผิดก็ต้องไปลงที่พวกอาที่ขาดตกอบรมสั่งสอนให้อยู่ในร่องในรอย...แม่ปีบคงมีแค้นที่พ่อขวางลำมิให้รักกับไอ้ทำนอง จึงเสี้ยมให้หลานมันลอบรักกัน แม่ปีบชังพ่อ หาทางแก้เจ็บใส่พ่อ”

“คุณพ่อคะ ลูกมิเคยมีความคิดหรือสั่งสอนเช่นนั้นเลย”

“แล้วทำไมหลานตัวดีที่แม่ปีบฟูมฟักถึงร่านนัก แม่ปีบก็ควรรับผิดในข้อนี้...ไอ้หวาน เอาหวายมา”

ทุกคนตกใจ ปีบไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ได้แต่บอกบิดาให้ลงโทษตนหากเห็นว่าตนผิด แต่ปัทมาไม่ยอม ยื้อหวายในมือหวานไว้

“คุณปู่หยุดเถอะค่ะ คุณปู่เลิกโยนผิดให้คนอื่นเสียที หากจะลงโทษ คุณปู่ควรรับโทษนั้นเสียเอง คุณอาปีบมิเคยยุหรือสั่งสอนให้ปัททำเลวต่อตระกูล แต่ใจของปัทมันเดินทางไปหาเขา เพราะอะไรเหรอคะ เพราะธนาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่รักปัท ไม่เคยทำร้ายจิตใจปัท กลับทะนุถนอมเป็นขวัญกำลังใจให้ปัท แต่ผู้ชายในเรือนนี้ ทั้งคุณปู่และคุณพ่อ จ้องจับผิด ก่นด่ากดขี่ซ้ำเติมและทำร้ายใจปัทตั้งแต่เล็ก คุณพ่อไม่เคยรักปัท คุณปู่เกลียดปัท”

“อีชาติชั่ว!! ทำระยำตำบอนแล้วโยนบาปใส่หัวพ่อใส่หัวปู่ คนอย่างเอ็งหาควรหายใจอีกต่อไป”

พระยาอภิบาลตบตีปัทมา ทุกคนตกใจแต่ไม่มีใครกล้าเข้าช่วย ปวีณาสาแก่ใจ และยินดีมากเมื่อคุณปู่สั่งให้เธอเป็นคนลงโทษปัทมาด้วยการเฆี่ยนตี

ปัทมาโวยวายไม่ยอมที่น้องจะเฆี่ยนพี่ เช่นเดียวกับพวกปริกที่พยายามขอร้องบิดาแต่ไม่เป็นผล จึงหันกลับมาเร่งปัทมาให้พูดสำนึกผิดบอกปู่ว่าจะไม่ทำอีกแล้ว แต่ปัทมากลับพูดโพล่งด้วยแรงแค้นว่า

“ปัทรักธนา...ธนาคือยอดดวงใจของปัท”

“อีจัญไร!!” พระยาอภิบาลโกรธแทบกระอัก ฟาดหวายไม่ยั้งจนปัทมาเป็นลมหมดสติ

ooooooo

ทางฝ่ายพระวิจิตรกับทำนุกำลังยิ้มแย้มสาแก่ใจ เชื่อว่าป่านนี้พระยาอภิบาลคงเดือดจัดยิ่งกว่าน้ำร้อน

“มันคงจุกอกเหมือนตอนที่แม่มันหนีตามคุณปู่”

“แต่เราก็เสียท่าที่มันทำร้ายธนา ผมอยากให้โปลิศจับมันนัก”

“ช่างเถอะ แค่แผลหัวแตก...แลกกับสะกิดแผลใจมัน หลานสาวริจะหนีตามเหมือนแม่มัน”

พระวิจิตรหัวเราะชอบใจ ทำนุผสมโรงด้วย...ทันพันธุ์ ยืนมองไม่พอใจแล้วเดินเข้ามาโดยไม่ฟังเสียงห้ามของแทนพงศ์

“คุณปู่ครับ ผมขอถามด้วยความสัตย์จริงสักข้อ เหตุของน้านานี้คุณปู่ยินดีเชื่อมไมตรีกับเรือนพระยาหรือต้องการแก้แค้นครับ”

“นายทันเสียมารยาทอีกแล้ว แทนพงศ์พาน้องออกไป” ทำนุส่งสายตาตำหนิลูกชายคนเล็ก

พระวิจิตรโบกมือห้าม บอกว่าคำถามของหลานกระแทกใจอีกแล้ว

“มันก็ถูกทั้งสองข้อ...ปู่เอือมเหลือจะอธิบาย ยามนั่งรถผ่านหน้าเรือนมันแล้วต้องทำเบือนหน้าหนี พอปะเข้าเต็มๆหน้าก็ต้องเขม่นยิ้มเย้ย ถลึงตาใส่ เป็นมิตรย่อมดีกว่าเป็นศัตรู แต่ปู่เคืองหนักและเกลียดเข้ากระดูกที่พระยาอภิบาลมันทำให้อาทำนองต้องหนีไปประจันหน้าสงครามที่อังกฤษ ปู่อยากแก้แค้นให้มันได้สลด เสียคนที่มันรักเหมือนที่ปู่รู้สึก”

“แล้วเหตุผลข้อใดเหนือกว่ากันครับ”

ทันพันธุ์รอฟังคำตอบว่าปู่ต้องการผูกมิตรหรือแก้แค้น แต่พลันทานตะวันวิ่งเข้ามาบอกว่าธนาจะไปหาปัทมา ทุกคนจึงกรูมาด้วยความเป็นห่วงธนา พระวิจิตร ห้ามลูกชายไปช่วยปัทมา หากเข้าไปเท่ากับเติมเชื้อไฟให้พระยาอภิบาลยิ่งเดือด ส่วนทำนุบอกน้องชายว่าไม่ต้องกังวลใจ เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ไม่ฆ่าแกงกันถึงตาย

“แล้วผมควรทำยังไงครับ”

“ลูกเข้าไปมิได้ ก็ต้องรอให้แม่นกน้อยบินออกมาหาลูกเอง”

ทันพันธุ์ไม่พอใจคำพูดคุณปู่ หันมาบอกแทนพงศ์ว่าตนได้คำตอบแล้วว่าปู่ต้องการแก้แค้นมากกว่าจะให้เขารักกัน...

ทันพันธุ์สลดใจ ไม่คิดว่าตัวเองกลายเป็นเครื่องมือแก้แค้นของปู่ เขาเดินตรงไปยังรั้วเรือนพระยาอภิบาล จับตามองปารมี อยากอธิบายเรื่องจดหมายแต่หมดโอกาส เพราะแค่ปารมีเหลือบเห็นเขาก็รีบเดินหนี

แทนพงศ์แอบสังเกตท่าทีน้องชายก่อนเดินมาถามว่า “นายหลงใหลหลานสาวพระยาอภิบาลอีกคนรึ”

ทันพันธุ์ไม่ตอบ เดินเลี่ยงไปหน้าเศร้า...

ขมิ้นกับปูน

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด