สมาชิก

ขมิ้นกับปูน

ตอนที่ 3

ทำนองตัดสินใจไปอังกฤษหลังจากพยายามเจรจากับปีบเรื่องหัวใจตามลำพังอีกครั้งแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งเขาบอกบิดาว่าสาเหตุมาจากเรื่องความรัก และอีกส่วนหนึ่งคือเขามีภารกิจ แต่ยังพูดตอนนี้ไม่ได้ว่าภารกิจอะไร

สงครามโลกครั้งที่สองก่อตัวอย่างเป็นทางการ ฝ่ายสัมพันธมิตรยิงระเบิดกลางกรุง ชีวิตบ้านพระยาอภิบาลลำบาก ประสบภาวะข้าวยากหมากแพง ต่างจากพระวิจิตรที่เจริญรุ่งเรืองเพราะคบหากับญี่ปุ่น ค้าขายของกินและน้ำมันทำให้ร่ำรวย

จำปารับหน้าที่ดูแลค่าใช้จ่ายในเรือน เธอให้ปีบเอาเข็มขัดทองไปขาย ปีบพาปารมีหลานสาวคนเล็กไปด้วย ระหว่างนั้นระเบิดลง ปีบบาดเจ็บแต่ได้พิศมรลูกสะใภ้ของพระวิจิตรช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล ส่วนปารมีรอดตายเพราะได้ทันพันธุ์ฉุดลงหลุมหลบภัยได้ทันท่วงที

หลังจากส่งปีบให้หมอเยียวยาแล้ว พิศมรนำห่อเงินที่ปีบขายทองได้มาส่งคืนปริกด้วยความสัตย์ซื่อ ปริก กับจำปาตกใจและเป็นห่วงน้องสาวมาก พวกเธอไหว้ขอบคุณพิศมรที่มีน้ำใจ แต่พระยาอภิบาลเห็นเข้าเป็นเรื่องทันที เรียกลูกสาวสองคนมาต่อว่าเป็นการใหญ่

“พ่อสั่งปากแฉะทุกชั่ววัน ห้ามมีคำคุยกับพวกก๊กโน้น นี่แม่จำปาถึงกับยกมือไหว้พินอบพิเทา แม่จำปาหวังใจคานต่อต้านพ่อรึ”

“ลูกจำเป็นต้องไหว้ขอบน้ำใจคุณพิศมรค่ะ”

“มันทำดีกระไรถึงขั้นต้องยกมือไหว้ รึว่ามันโปรยเงินมาให้”

ปรุงเห็นห่อผ้าในมือน้องก็เข้าไปรับมาคลี่ดู “เงิน... จำปารับเงินพวกมัน”

“นี่เราตกลำบากถึงขั้นแบมือยกมือไหว้ราวขอทาน เกียรติและศักดิ์ศรีที่พ่อพร่ำสอนหาเข้าหัวแม่จำปาบ้างรึกระไร”

“คุณพ่อฟังจำปาก่อนสิคะ”

“แม่ปริกเว้นการแก้ตัวแทนเสียที!! พ่อเห็นอยู่กับตา แม่ปริกเป็นพี่ก็มีหน้าที่ให้คำตักเตือน มิใช่ปล่อยให้แม่จำปาลดตัวเป็นขอทานให้พิศดารต่อไป”

จำปายิ่งฟังก็ยิ่งผิดหวังและเสียใจจนน้ำตาตก

ปริกตัดสินใจบอกความจริงว่าพิศมรมาแจ้งข่าวปีบโดนสะเก็ดระเบิด เขาช่วยนำส่งโรงพยาบาล พระยาอภิบาลเป็นห่วงปีบแต่ไม่แสดงออก กลับโวยวายว่า

“ตายโหงไปเสียได้ก็ดี! กูยิ่งมิใคร่มีเกี่ยวข้องกับไอ้ก๊กนั่นอยู่ กลับมาทำเรื่องให้มันยื่นบุญคุณค้ำหัวกูอีก ตายไปกูยังจะช้ำใจน้อยกว่าปล่อยให้นังลูกสะใภ้ไอ้พระวิจิตรมันลงมือช่วย นี่กูมิต้องไปกราบตีนขอบพระเดชพระคุณไอ้พระวิจิตรรึ กรรมของกู มีลูกหลานมันดีแต่ทำเลวให้กูเสื่อมเสียเกียรติ”

พระยาอภิบาลด่าเสร็จก็เดินกลับขึ้นเรือน ปรุงก้าวตามไป จำปารู้สึกคับแค้นใจที่บิดาไม่ฟังเหตุผล เธอยืนร้องไห้ตัวสั่น ปริกปลอบว่าพี่เข้าใจความรู้สึกของน้อง แต่อะไรที่ทนได้ก็ทนเถอะ

“น้องหมดความอดทนแล้วค่ะคุณพี่” จำปาเดินตรงไปที่เรือนทันที ได้ยินบิดาบ่นกับพี่ชายพอดี

“พ่อล่ะเกลียดนัก นังพวกผู้หญิงสิ้นคิด รังแต่สร้างปัญหามิหยุดหย่อน”

“ผู้หญิงสิ้นคิดที่คุณพ่อกล่าวถึง...นำเข็มขัดทองออกไปขาย มิให้คนในเรือนต้องอดตายค่ะ”

คำพูดของจำปาทำให้บิดากับพี่ชายตกใจไม่น้อย ปริกตามมาได้ยินรู้สึกกังวลใจ เชื่อว่าบิดาต้องโกรธแน่

“และเงินก้อนนี้ ลูกไม่ได้แบมือขอทานให้ใครให้ด้วยความสมเพชเวทนา ลูกเสียสละเอาเข็มขัดทองส่วนตัวไปขายให้ทุกคนมีกินค่ะ”

พระยาอภิบาลเจ็บปวดที่รู้ว่าด่าลูกสาวเพราะเข้าใจผิด และอายมาก แต่แสดงออกเป็นพาลใส่

“แม่จำปาเห็นพ่อเป็นหัวหลักหัวตอไปแล้วรึ คิดทำการใดไม่หารือบอกพ่อ อีกหน่อยคงข้ามกบาลพ่อเล่นได้ซีนะ”

“ลูกมิได้ตำหนิคุณพ่อหรือพี่ปรุง เพียงแต่ต้องการแจ้งให้ทราบความจริง”

พระยาอภิบาลไม่พอใจที่จำปายังต่อปากต่อคำชี้แจง เขาสะบัดหน้าไปบอกปริกว่าพ่ออยากพักผ่อน ปริก ทราบดีว่าบิดาโกรธจำปาจึงบอกให้เธอออกไปก่อน

หลังจากจำปาไปแล้วพระยาอภิบาลก็รำพึงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “เรามันคนซื่อสัตย์ รักเกียรติยศ รักเจ้านาย เหตุกระไรถึงตกเป็นเช่นนี้ พวกมันสิพวกกบฏ พวกขายชาติ พวกมันกลับมีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย อยู่เหนือ เราได้ทุกข้อ”

“ลูกรู้ว่าตระกูลของเราเป็นตระกูลขุนนาง ที่จะให้วิ่งเต้นค้าขายอย่างพวกพ่อค้าก็ทำไม่ได้ และจะให้ทุจริตฉ้อโกงหากินกับศัตรูของชาติก็ทำไม่ได้อีก คุณพ่ออย่าวิตกเลยค่ะ พวกลูกจะดิ้นรนกันเอง”

พระยาอภิบาลสูดลมหายใจลึก ยันกายขึ้น สีหน้าแสดงถึงทิฐิอย่างรุนแรง บอกลูกชายหญิงว่า

“เราอาจจะจนเงินลูกเอ๋ย แต่เรามีเกียรติ เกียรติที่ไอ้พวกพระวิจิตรมันจน”

ปรุงรับฟังและเชื่ออย่างนั้น ขณะที่ปริกเริ่มลังเลไม่เห็นด้วยนัก จำปายืนฟังในมุมหนึ่ง ค่อยๆก้าวเดินออกไปอย่างหมดหวังที่บิดาไม่เปลี่ยนความคิด สักครู่ปริกออกมาเห็นจำปานั่งหน้าเศร้า เปรยว่าเธอไม่น่าเถียงคุณพ่อเลย

“น้องยอมรับผิด ที่อดทนอดกลั้นมิพอ แต่จะให้น้องทำอย่างไร แม่ปีบเสี่ยงตายออกไปขายของหาเงินมาจุนเจือ แต่กลับโดนตำหนิสาปแช่ง คุณพี่เองก็ต้องฝืนใจทำขนมขาย ทั้งๆที่คุณพี่รังเกียจอาชีพนี้ น้องอยากให้คุณพ่อคุณพี่ปรุงได้รับรู้และยอมรับความเป็นจริง”

“คงยากที่ทั้งสองจะสำนึกได้ ผู้ชายเป็นผู้นำ เป็นช้างเท้าหน้า คิดเห็นหรือทำอะไรย่อมไม่ผิด หากจะโทษคงต้องโยนผิดให้ตัวเองที่เกิดเป็นหญิง”

จำปายอมรับในความเห็นของปริก แต่อดค้านไม่ได้ว่า ถ้าได้เกิดเป็นสะใภ้บ้านโน้นก็คงดี ได้แต่งชุดสวยๆเปลี่ยนหมวกไม่ซ้ำใบ ออกไปไหนมาไหนได้ บทบาทใหม่ที่ท่านผู้นำมอบให้คือความเสมอภาคที่สามีต้องยกย่องภรรยา

ooooooo

เวลาเดียวกันนั้น พิศมรกำลังชื่นชมความงามของเข็มขัดทองที่ซื้อต่อจากร้านที่ปีบนำไปขาย ทำนุเดินเข้ามาเมียงมองด้วยความสนใจ ถามว่าเข็มขัดทอง ของใครลวดลายสวยงามเหมือนของเก่าเก็บ

พอรู้ว่าลูกสาวเรือนพระยาอภิบาลเอาไปขาย ทำนุกล่าวอย่างสะใจว่าเรือนโน้นขัดสนจนต้องเอาของเก่าเก็บมาขายเชียวหรือ

“ดิฉันซื้อไว้เพราะเห็นว่าเป็นของมีคุณค่าทางจิตใจ หากวันใดที่บ้านโน้นมีเงินพอ ดิฉันจะขายคืนให้ค่ะ”

“พวกมันหยิ่งยโส ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้หรอกนี่ถ้าคุณพ่อรู้คงสมเพชเวทนา”

“ดิฉันขอร้องอย่านำเรื่องนี้ไปบอกคุณพ่อ ท่านคงเอาไปเย้ยหยันพระยา ดิฉันเกรงว่าความบาดหมางจะยิ่งบานปลาย”

“ฉันมันพวกหัวก้าวหน้า เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ฉันยกย่องและให้เกียรติภรรยาเสมอ หากแม่พิศมรไม่ยินยอมฉันก็ไม่เคยขัดใจ”

พิศมรยิ้มพอใจที่ทำนุยอมทำตามคำขอ หารู้ไม่พอลับหลังเขากลับนำเข็มขัดทองเส้นนี้ไปอวดบิดา แล้วเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ในที่สุด

พระวิจิตรพาทันพันธุ์ที่ช่วยชีวิตปารมีจนตัวเองโดนสะเก็ดระเบิดบุกไปเรือนพระยาอภิบาล ลำเลิกบุญคุณ ว่าทั้งลูกสะใภ้และหลานชายของตนช่วยชีวิตลูกหลานพระยาอภิบาล เป็นเจ้าชีวิตเหนือพระยา

“ชีวิตตั้งสองชีวิต เอ็งต้องยกมือไหว้ขอบใจหลานข้า”

พระยาอภิบาลฟังแล้วแทบเต้น ปรุงท้วงพระวิจิตรว่าเกินไป ผิดธรรมดาที่จะให้ผู้ใหญ่ยกมือไหว้เด็ก แต่ทำนุค้านว่ามันพอเสียด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับชีวิตลูกของตน

“คุณพ่อครับ ทันไม่เป็นอะไรมาก ทันหายเจ็บแล้ว”

ทำนุดึงทันพันธุ์หลบไปข้างธนาไม่ให้พูดอะไร ขณะที่พระวิจิตรปากยื่นปากยาวเย้ยอีกฝ่ายต่อไป

“ว่ายังไงล่ะ ท่านพระยาอภิบาลบำรุงผู้สูงศักดิ์จงรักภักดี พระยาผู้ยึดแน่นในอุดมคติ ยึดความถูกครรลองครองธรรม ผู้ฝักใฝ่ในหลักพระเดชพระคุณทั้งหลายแหล่ ไอ้ความสำเหนียกคุณคนมันหายแว่บไปทางไหน ฤาว่าคำสั่งคำสอนลูกหลานมันก็เป็นแค่ลมปาก ธาตุแท้ในใจกลับมีความเนรคุณกลาดเกลื่อน”

พระยาอภิบาลยิ่งโกรธหนักที่โดนหยามเกียรติ ปรุงเรียกปารมีมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการให้ลูกสาวคนเล็กกราบขอบคุณพระวิจิตรแทน...พระวิจิตรและทำนุผิดหวังที่ปรุงหรือพระนิติรักษ์แก้ปัญหาอย่างนั้น

“หลานสาวเอ็งน่าเอ็นดู...รู้จักคุณคน หาเนรคุณเสมอบ่าเสมอไหล่ปู่มัน”

“ไป...พวกเอ็งออกไปได้แล้ว”

“ข้าเข้าใจความ...ครั้นจะให้เอ็งยกมือกราบหลานข้าคงทำมิได้ หัวโขนมันออกจะค้ำหนักเกินกว่าจะถอด แต่อย่างน้อยข้าก็ภูมิใจที่วันนี้ลูกหลานของคนไร้เกียรติตลบแตลงกลับแปรเป็นวีรบุรุษขี่ม้าขาวมาช่วยชีวิตผู้ดีตีนแดงอย่างพวกเอ็ง”

พระวิจิตรหัวเราะสะใจ ทำนุพลอยผสมโรงไปด้วย พระยาอภิบาลสุดทน สั่งบ่าวเอาดาบมาตนจะฆ่าไอ้พวกนี้ หวานกับพุดตกใจแต่ก็รีบวิ่งไปทำตามคำพระยา ปริกเห็นท่าไม่ดีขอร้องพระวิจิตรให้พาลูกหลานกลับไป แต่เขาสวนทันใดว่าพวกตนจะกลับก็ต่อเมื่อเสร็จธุระ

ธุระที่ว่าคือพระวิจิตรให้นังสมบ่าวในเรือนแต่งชุดไทยคาดเข็มขัดทองมาอวดโฉมต่อหน้าพวกพระยาอภิบาล เข็มขัดทองสวยสะดุดตาทุกคนโดยเฉพาะจำปาที่จำของของตนได้ เธอตกใจที่พวกเขาเอามันมาเย้ย

สองพ่อลูกเล่นละครกันไปมาว่าซื้อเข็มขัดเส้นนี้จากร้านทอง คงเป็นพวกผู้ดีตกยากขนสมบัติตกทอดจากบรรพบุรุษมาขายกิน

“เข็มขัดเส้นนี้เป็นของลูกสาวท่านเจ้าคุณขอรับคุณพ่อ”

“สมัยเก่าโน้นถือตัวหนักหนาว่าเป็นคนโปรด เป็นผู้ดีมีเชื้อสายราชนิกุล พวกพ้องเป็นขั้นเจ้าพระยา พวกข้ามันมีดีเสมอแค่หลวง แต่คุณหลวงนี่แหละเว้ย ที่เอาสมบัติโคตรเหง้าแกมาโยนให้ขี้ข้าใส่เล่น...แล้วพ่อข้าก็เคยพาเมียพระยาหนีมาแล้ว”

“กูจะฆ่ามึง...ไอ้หวาน เอาอีดาบมา”

หวานจงใจเอาดาบเล่มใหญ่มาให้ เพื่อยากแก่การชักออกมา แต่กระนั้นก็ไม่วายเกิดโกลาหล พระยาอภิบาลชักดาบไล่ฟันพวกพระวิจิตร ท่ามกลางเสียงร้องห้ามของลูกหลานดังระงม

พระวิจิตรยิ้มสะใจที่เห็นพระยาอภิบาลเดือดดาล เขาพาลูกกลับไปอย่างผู้ชนะ พระยาอภิบาลโกรธตัวสั่น ทิ้งดาบแล้วกลับเข้าเรือน ปรุงตามมาปลอบบิดาว่าอย่าไปใส่ใจ มันก็ดีแต่ปากเย้ยหยันอยู่ร่ำไป...แล้วตำหนิจำปาว่าเห็นผลแล้วใช่ไหม สิ่งที่ทำไปไม่คิดให้รอบคอบ มันย้อนกลับมาทำลายเกียรติของตระกูล

จำปายอมรับผิดและกล่าวขอโทษบิดา แต่ท่านเดินหนีไปโดยไม่พูดจาสักคำ ทุกคนแปลกใจว่าเหตุใดท่านไม่ด่าหรือโวยวายเหมือนครั้งที่ผ่านมา ปริกคาดเดาว่าพ่อคงเสียใจจนพูดไม่ออก เพราะเป็นจริงดังคำพระวิจิตรว่าไว้ทุกประการ

ในขณะที่ทุกคนสงสารและเป็นห่วงความรู้สึกของบิดา...พระยาอภิบาลเดินเข้ามาหยุดนิ่งในห้อง นึกถึงคำเย้ยหยันของพระวิจิตร นึกถึงความลำบากที่เกิดขึ้น ก็อดสูถึงกับน้ำตกตกใน...ตรงกันข้ามกับพระวิจิตรและทำนุ พอกลับมาถึงเรือน ก็หัวเราะร่วนด้วยความสะใจ

“สาแก่ใจพ่อนักแล้ว ป่านนี้เลือดท่าจะขึ้นหน้ามีชักจนตาย มันพาลคิดว่ามันใหญ่โตเป็นตัวเขื่องในโลก มองคนอื่นเป็นแค่ผงธุลี พอพ่อตอกกลับนิดก็หงายหลัง ไอ้พระยาเอ๊ย โลกมันแปรไปแล้ว หากมันยังยึดอยู่กับความพองขน มันก็ไม่ต่างจากเต่าล้านปีที่มีแต่ต้องสูญพันธุ์”

พิศมรไม่ค่อยพอใจ เข้ามาขอเข็มขัดคืนจากทำนุแล้วเดินหน้าตึงออกไป ทำนุรู้ว่าภรรยาโกรธจึงตามมาอธิบายว่าพ่อท่านอยากระบายแค้นที่พระยาอภิบาลเคยหยันท่านมานาน พิศมรไม่พูดอะไร เก็บเข็มขัดใส่กล่องแล้วทำท่าจะเดินหนี ทำนุรีบอธิบายต่อ

“ตอนฉันเด็กๆยังเคยถูกพระยาดูถูกว่าเป็นลูกไร้เกียรติ ฉันรอคอยวันนี้มานาน รอวันที่ฉันอยู่เหนือลูกพระยา และลูกของเราก็ต้องเหนือกว่าหลานพระยา”

“คุณไม่ควรเอาอดีตความเกลียดชังของตัวเอง...มาส่งต่อให้ลูก”

“หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง แค้นนี้ต้องชำระ”

“หากคุณยังยึดมั่นถือมั่นอาฆาตแค้น สิ่งที่คุณทำก็ไม่ต่างจากพระยาอภิบาลบำรุงหรอกค่ะ”

“ภรรยาไม่พึงสั่งสอนสามี ฉันต่างหากที่ต้องสอนเธอ อย่าเห็นใจเข้าข้างศัตรู”

ทำนุตำหนิภรรยาแล้วผละไป พิศมรสีหน้าไม่สู้ดี ทันพันธุ์ยืนมองมาด้วยความสงสารมารดา

ooooooo

ปีบหายดีออกจากโรงพยาบาลกลับมาบ้าน พี่ๆและหลานๆต่างดีใจ ถือว่าหมดเคราะห์หมดโศก แต่บิดาพอเจอหน้ากลับตะคอกปีบว่า “มาแล้วเหรอแม่ตัวดี”

“ลูกขอโทษที่ทำให้คุณพ่อเคืองใจ...”

“เงียบปากไป...พ่อเบื่อจะฟังคำแก้ต่างแก้ตัว กว่าพ่อจะตาย พ่อต้องฟังคำพรรค์นี้อีกกี่หมื่นกี่แสนหน”

ปีบก้มหน้ายอมรับผิด ปรุงเคืองน้องสาวไม่แพ้บิดา ต่อว่าปีบไม่ควรให้พวกนั้นช่วย มันบุกมาอ้างบุญคุณไม่รู้จบสิ้น มันคงลำเลิกบุญคุณจนตาย

“นั่นน่ะซี พ่อยังแค้นใจไม่หาย ถ้าฆ่าคนไม่โดนคดี พ่ออยากจะลงมือฆ่าไอ้พระวิจิตรเสียด้วยซ้ำ มันเจ็บอยู่ในอกไม่หาย มันเทียวพูดอยู่ตลอดเวลาว่าแม่กูหนีตามพ่อมัน ผ่าเถอะ!! ถ้าบ้านเมืองเป็นเหมือนสมัยก่อนโน้น กูกับไอ้พระวิจิตรต้องฟันกันตายโหงไปข้างหนึ่งถึงจะหายแค้น”

พระยาอภิบาลกระแทกไม้ตะพดแล้วชี้หน้าลูกหลานทุกคน สั่งสอนว่า

“ถ้าชีวิตกูยังไม่สิ้น อย่าหวังที่กูจะให้ลูกหลานลดหัวไปกลั้วกับไอ้พวกก๊กโน้น ไอ้อีคนไหนไปสุมหัวกับมันก็อย่าได้นับถือกู ถึงกูตายก็อย่าบังอาจมาเผาผีกูให้เป็นเสนียด”

ทุกคนพยักหน้ายอมรับ ยกเว้นปัทมาคนเดียวที่คิดต่อต้านอยู่ในใจ...ปัทมาถูกคุณปู่ระงับการเรียน ทั้งที่เธอยังอยากมีวิชาความรู้ เธอบอกปารมีว่าอยากพบทานตะวัน ปารมีสงสารพี่สาวเอาหนังสือเรียนที่แอบเก็บไว้มาให้ แต่ไม่รอดสายตาปวีณาไปได้

ปวีณาตั้งท่าจะไปฟ้องคุณปู่ แต่ถูกอาปริกสั่งห้ามและตำหนิว่าสนุกนักหรือไงที่เห็นคุณปู่เอะอะลั่นเรือน ถ้าว่างนักไม่มีอะไรทำก็ไปช่วยทำขนมในครัว...ปวีณาขุ่นเคืองปัทมา เย้ยลับหลังอาปริกว่า ถึงคุณปู่ไม่เฆี่ยน พี่ปัทก็ไม่ได้อ่านไม่ได้เรียนหนังสืออีก

ปีบสำนึกในบุญคุณของพิศมร เธอทำขนมปังให้หวานเอาไปตอบแทนน้ำใจ ครั้นพระวิจิตรรู้เห็นก็หัวเราะเยาะว่าแค่ขนมปังสี่ห้าก้อนมาแลกแทนคุณที่ช่วยชีวิตคนทั้งคนมันคุ้มกันซะที่ไหน

ทำนุชำเลืองมองภรรยา ชมว่า “แม่พิศมรทำดีแล้วล่ะ แม่ปีบเคยเป็นชิ้นของนายทำนอง นายทำนองคงพอใจที่รู้ว่าหล่อนคนนั้นปลอดภัย”

“น่าเสียดาย...ไอ้ก๊กนี้มันเลี้ยงลูกสาวเอาไว้เป็นสาวแก่ทึนทึก สามคนไม่ได้แต่งงานเลยสักคน นี่นังหลานสาวก็คงจะเหมือนกับอาๆของมันนั่นแหละ ใครรักลูกสาวก๊กนี้ ถ้าจะเอาจริงๆ ก็ต้องพาหนี”

“พูดถึงหลานบ้านโน้น คิดแล้วก็น่าสงสารนะครับ พอรู้ว่าเป็นเพื่อนกับทานตะวันก็สั่งให้หยุดเรียน โตขึ้นมาก็คงกลายเป็นคางคกในกะลาเหมือนพระยาอภิบาล”

พระวิจิตรและทำนุต่างหัวเราะผสมโรง ธนานั่งซึมสงสารปัทมา แอบบ่นกับทานตะวันว่าตนอยากให้ปัทมาได้เรียนหนังสือ และภาวนาขอให้ญาติของเธอยินยอม...

ooooooo

คุณอาทั้งสามเห็นความสำคัญในเรื่องการเรียนหนังสือ เพราะเวลานี้หลานสามคนมีเพียงปัทมาคนเดียวที่ไม่ได้เรียน ปริกรู้ว่ายากที่จะเปลี่ยนใจบิดา แต่เธอก็รับอาสาเป็นตัวแทนน้องๆเข้าไปเจรจากับท่าน

ปรากฏว่าพระยาอภิบาลโอนอ่อนต่อเหตุผลของปริก ยอมให้ปัทมาเรียนต่อจนจบมัธยมหก

“เรียนมาครึ่งๆกลางๆอยู่ก็น่าเสียดาย อย่าให้พวกมันปล่อยความได้ว่าลูกหลานพ่อไร้การศึกษา ส่งมันไปเรียนไกลๆ อย่าให้มันเจอพวกก๊กโน้น”

ปัทมาตื่นเต้นดีใจ และยิ่งดีใจเป็นที่สุดเมื่อรู้ว่าตัวเองได้ไปเรียนโรงเรียนเดียวกับทานตะวันที่ศรีราชา แถมยังได้เจอธนาที่หมั่นมาเยี่ยมเยียนทานตะวันอีกด้วย

ธนามีศักดิ์เป็นน้าของทานตะวัน ดังนั้นปัทมาจึงเรียกเขาว่าน้ามาตลอด แต่ในวันนี้ที่ปัทมาโตเป็นสาว ธนาซึ่งมีใจกับปัทมาจึงขอให้เธอเลิกเรียกเขาว่าน้า เพื่อไม่ให้เรามีช่องว่างต่อกัน

“คุณเป็นญาติของตะวัน เพื่อนสนิทของปัท...มันไม่เหมาะนะคะ”

“เหมาะหรือไม่...อย่าให้คนอื่นมาตัดสินความสัมพันธ์ของเรา มันอยู่ที่ความพึงพอใจของฉันและเธอ ฉันเต็มใจเป็นธนาของเธอ แล้วเธอล่ะ เต็มใจเป็นปัทมาของฉันรึเปล่า”

ธนาส่งยิ้มหวาน ปัทมาเขินอายทำตัวไม่ถูก... ทานตะวันรับรู้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ด้วยความเศร้า เพราะเธอแอบรักธนาอยู่

ooooooo

สงครามยังไม่จบสิ้น เรือนพระยาอภิบาลนับวันยิ่งแร้นแค้นขัดสน ปรุงคิดหางานการทำเพื่อพยุงครอบครัว ด้วยการลงทุนทำธุรกิจหวังผลกำไร

พระวิจิตรยังคงใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่า ต่างจากพวกพระยาอภิบาลลิบลับ พอได้จังหวะก็เย้ยให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองใจ จนพระยาอภิบาลทนไม่ไหว ก่นด่าพระวิจิตรเป็นวรรคเป็นเวร

“พ่อล่ะชังมันนัก มันคบค้ากับญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็ให้น้ำมันใช้ ชาวบ้านรุ่มร้อนขาดแคลน แต่มันกลับกินอยู่อย่างหนำใจ”

“คนคิดชั่วทำเลวอย่างไรเสียก็ต้องรับกรรมครับ วันนี้ผมไปเจรจาจะลงทุนกับเพื่อน รับเหมางานจากรัฐบาลครับ”

“คุณพระวางใจเพื่อนได้รึ”

“แน่นอนครับคุณพ่อ เขาเป็นคนรักเกียรติรักคำพูด เห็นจะไม่โกงเรา”

“ถ้าพลาดพลั้งไปล่ะก็เป็นหมดตัวเทียว สงสารแต่นังพวกน้องๆของแก เครื่องทองเครื่องหยองมีอยู่เท่าไหร่ก็เรียกของมันมาหมด”

“เวลานี้เราต้องเสี่ยงครับ เมื่อทำราชการไม่ได้ ก็ต้องหากินทางค้าขาย”

“ตระกูลเราไม่เคยมีใครค้าขาย มีแต่เป็นนักรบ แล้วก็รับราชการ ถึงตัวแกเรียนมาทางกฎหมายไม่ได้มาทางค้าขาย แต่เอาเถอะ เสี่ยงก็เสี่ยง เผื่อจะรวยกับเขาบ้าง พ่อบอกเสียก่อนว่าแกต้องค้าขายอย่างสุจริต ไอ้กักตุนสินค้าให้คนเขาต้องเดือดร้อนล่ะก็อย่าเอา”

“ครับคุณพ่อ”

“คุณพระเร่งทำงานหาเงิน นังน้องๆจะได้หยุดบ่นเสียที”

ปรุงมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ต้องขอเงินลงทุนจากน้องๆ โดยเอาทองหยองไปขาย...ปริกและจำปาแทบไม่คาดหวังผลกำไร เกรงจะขาดทุนเสียด้วยซ้ำ แต่ที่ยินยอมเพราะทราบดีว่าพี่ชายละอายใจที่ตัวเองออกจากราชการแล้วไม่ได้ทำอะไร ก็คงต้องปล่อยให้เขาลองใช้ความสามารถ

ปีบเข้าใจความคิดของพี่สาว แต่ก็ยังแอบหวังว่าทองที่ขายทำทุนจะนำกำไรมาให้ มิเช่นนั้นทุกคนคงลำบากหนักกว่าเก่า

ooooooo

ขมิ้นกับปูน

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด