ตอนที่ 2
พระยาอภิบาลใช้บ่าวตามหาปีบทั้งในและนอกเรือนแต่ไม่พบ ปริกกับจำปาจึงโดนบิดาตำหนิว่าน้องสาวหายไปทั้งคนทำไมไม่รู้ไม่เห็น
ความจริงจำปาเห็นปีบคุยกับผู้ชายที่ท่าน้ำ และคืนก่อนปีบก็เล่าให้ปริกฟังเรื่องมีชายแปลกหน้าพายเรือมาส่ง แต่ทั้งหมดไม่รู้ว่าเขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ถึงกระนั้นทั้งปริกและจำปาก็หวั่นใจถ้าบิดาล่วงรู้ว่าปีบพูดจาเสวนากับผู้ชาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ จำปาจึงปดว่าปีบคงพายเรือไปซื้อหมากพลูให้พ่อ...แต่ไม่กี่อึดใจต่อมาคนที่รู้เห็นว่า
ปีบนั่งเรือไปกับผู้ชายต่างก็โล่งใจ เพราะปีบกลับขึ้นเรือนมาพร้อมหมากพลูจริงๆ
ปีบตั้งสติได้ดีเมื่อโดนบิดาซักไซ้ไล่เลียงว่าออกไปทางไหนถึงไม่มีใครรู้เห็น ตอบว่าตนออกไปทางหลังเรือน ไปซื้อหมากพลูที่บ้านสวน
“แล้วทำไมไม่ไปซื้อที่ตลาด”
“คุณพ่อก็ทราบดีว่าไม่มีใครกล้าเอาหมากมาวางขาย ปีบจึงไปขอซื้อถึงร่องสวนค่ะ”
“แต่ณาเห็นคุณอาปีบนั่งอยู่ที่ท่าน้ำ” ปวีณาแทรกขึ้นมา ปริกเห็นท่าไม่ดีชิงตำหนิปวีณาว่าก่อนจะพูดควรคิดให้ดี อย่าสักแต่ฟ้อง
ปวีณาผิดหวังที่ไม่มีใครเชื่อเธอ พระยาอภิบาลบอกลูกสาวคนเล็กด้วยความเป็นห่วงเพราะยามนี้บ้านเมืองไม่สงบ
“แม่ปีบจะไปไหนมาไหนก็บอกความให้รู้กัน ใช่ปล่อยให้คนในเรือนมีห่วง แล้วจำไว้นะ ออกไปนอกเรือนก็ห้ามไปพูดจาพาทีกับชายคนใด”
“ค่ะ ปีบกราบขอโทษอีกครั้งค่ะ”
“เอาล่ะ มีอะไรก็แยกย้ายกันไปทำ”
หวานคลานเข้ามาที่พานหมากพลูเพื่อจัดให้พระยาอภิบาล ส่วนคนอื่นๆแยกย้ายออกไป ปัทมายังแคลงใจเรื่องชายแปลกหน้าที่ตนเห็น จึงถามอาปีบว่าเขาเป็นใคร ปีบตกใจที่หลานรู้ความลับรีบจูงมือปัทมาและปารมีไปคุยกันมุมหนึ่ง ปวีณาเหลือบเห็นมองตามด้วยความแปลกใจ
เมื่อรู้ว่าหลานช่วยเหลือ ปีบขอบใจและตอบ
คำถามว่าชายคนนั้นเป็นมิตรที่ดีของตน เหมือนที่ปัทมามีทานตะวันและธนา
“แล้วทำไมคุณอาต้องโกหกคุณปู่ รึว่าเขาเป็นคนบ้านโน้น”
“อาปีบไม่กล้าบอกหรอก คุณปู่คอยสั่งไม่ให้พวกเราคบหากับผู้ชายคนไหน คุณปู่กลัวพวกเราจะหนีตามผู้ชายเหมือนคุณย่าทวด”
“ปัท...ปาน...รับปากอาได้ไหม จะช่วยปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับ”
ปัทมาสัญญาทันที ขณะที่ปารมีอึกอักไม่อยากโกหก แต่สุดท้ายก็จำยอมเพราะเห็นแก่อา หลังจากปีบคลายกังวลผละไปแล้ว จู่ๆปวีณาก็ตรงเข้ามาดักหน้าปัทมากับปารมี คาดคั้นว่าคุยอะไรกับคุณอา แต่สองคนนั้น
ไม่ตอบและจะเดินหนีลูกเดียว ทำให้ปวีณาไม่พอใจขู่ว่าจะไปฟ้องคุณปู่
“ถ้าเขาบอกความจริง ตัวห้ามบอกใคร”
ปารมีตกใจ คิดว่าปัทมาจะบอกความลับกับปวีณา จึงกระตุกมือห้าม แต่ปัทมากลับพูดว่ามันเป็นความลับให้ปวีณายื่นหูมาใกล้ตน
ปวีณากระเหี้ยนกระหือรือทำตาม แต่แล้วต้องหัวเสียสุดขีด เพราะปัทมาบอกว่า
“คุณอาปีบบอกว่าตัวเป็นหลานที่หน้าตาน่าเกลียด ทำตัวน่ารำคาญ ไม่มีใครรักเด็กช่างฟ้อง”
“หยุดนะ เขาไม่เชื่อ”
“ตัวอยากฟังไม่ใช่เหรอ อาปีบยังบอกอีกว่า
ทั้งคุณอาปริก คุณอาจำปา ไม่มีใครรักตัว ไม่ทำขนมให้ตัวกิน”
“หยุดได้แล้ว ตัวโกหก”
“ตัวไม่เชื่อก็ถามยัยปานได้เลย จริงไหมยัยปาน” ปัทมาขยิบตาให้ปารมีร่วมโกหก ปวีณายิ่งโกรธ กระแทกเสียงโวยวายก่อนวิ่งออกไป
“ไม่มีใครรักเขาก็ไม่สนใจ คุณปู่ใหญ่ที่สุดในบ้าน ขอให้คุณปู่รักเขาก็พอ แต่ตอนนี้คุณปู่เกลียดตัว...เขาเกลียดพวกตัว คอยดูนะ เขาจะทำให้คุณปู่เกลียดพวกตัว ไม่รักพวกตัว”
“พี่ณาเสียใจมาก โกรธมากด้วย”
“ช่างปะไร คนขี้ฟ้องก็สมควรไม่มีใครรัก...ปานจำไว้นะ ปานต้องอยู่ข้างพี่ ช่วยเหลือพี่ เข้าใจมั้ย”
“ค่ะ” ปารมีรับคำเสียงอ่อยทั้งที่กังวลใจ
ooooooo
ปวีณาแค้นเคืองปัทมาไม่เลิก รุ่งขึ้นขณะที่จะออกไปเรียนหนังสือจึงจงใจพูดให้คุณปู่ได้ยินว่าที่ปัทมาอยากไปโรงเรียนเพราะจะได้เจอเด็กบ้านโน้น
พระยาอภิบาลหูผึ่ง หันขวับไปมองปริกตาขวาง ปริกรีบชี้แจงว่าตนกำชับให้ทางโรงเรียนย้ายห้องปัทมาแล้ว
“ปู่ขอลงคำห้ามแกคบค้าสมาคม หรือแม้แต่
ยิ้มน้อยให้พวกมัน หากแกขัดคำปู่ แกเป็นเจอดี”
ปัทมานิ่ง ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ ปารมีแก้ตัวให้ปัทมาว่า
“พี่ปัทไม่กล้าทำอย่างนั้นหรอกค่ะ ปานไปโรงเรียนนะคะ”
หลานๆยกมือไหว้คุณปู่และคุณอาก่อนขึ้นรถให้หวานขับไปส่ง พระยาอภิบาลมองตามแล้วหันมากำชับกำชาปริกอีกว่า
“แม่ปริกต้องเน้นให้หนัก พ่อยอมเสียอัฐส่งไปเรียนก็ต้องเพียรให้หัวแหลม อย่าให้ใครมาโยนเคราะห์ได้ว่าโง่!!”
ปริกรับคำแต่โดยดี แต่คนที่กำลังจะฝ่าฝืนคำสั่งของบิดาก็คือปีบ เพราะสายวันนี้ทำนองบุกเข้ามาหาเธอถึงในสวน
“ผมขอโทษครับที่ทำให้คุณปีบตกใจ แล้วก็เข้ามาในสวนโดยพลการ”
ปีบกังวลใจกลัวบิดาเห็น ไล่ทำนองกลับไป แต่ ชายหนุ่มกลับบอกว่าตนอยากขึ้นไปกราบคุณพ่อของเธอ
“ยังไปตอนนี้ไม่ได้ค่ะ ฉันยังไม่ได้เล่าเรื่องราวของคุณ และตั้งแต่เกิดเรื่องวุ่นวายในบ้านเมือง ท่านออกจะอารมณ์ไม่ดี ไม่พร้อมจะรับแขกค่ะ”
“แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ ผมอยากเจอหน้าคุณ อยากคุยกับคุณ ในเมื่อผมขึ้นเรือนไม่ได้ งั้นคุณก็ต้องลงเรือไปกับผม”
ปีบจนใจกับข้อเสนอของทำนอง ยอมนั่งเรือ
ไปกับเขา แต่เพราะความนิ่งเงียบของเธอทำให้ชายหนุ่มอึดอัดไม่สบายใจ
“คุณปีบยังไม่พูดคุยกับผมสักคำ หรือผมฝืนใจคุณปีบ ผมจะพายเรือไปส่งท่าน้ำ”
“ฉันไม่ได้รังเกียจคุณทำนองค่ะ เพียงแต่การที่ฉันออกมากับคุณเพียงลำพังโดยผู้ใหญ่ทั้งสอยฝ่าย
ไม่รับรู้ มันทำให้ฉันไม่สบายใจค่ะ”
“มันก็จริงดังว่า...ผมหวังว่าในครั้งหน้าคุณปีบคงพร้อมจะพาผมไปกราบคุณพ่อคุณ...เชิญคุณปีบร้อยมาลัยเถอะครับ มันจะช่วยให้คุณผ่อนคลาย ผมมิกวนใจคุณ...ขอชมความงามอยู่ตรงนี้”
ทำนองพายเรือต่อไป สายตาจับจ้องมองความงามของหญิงสาว...ปีบเขินอาย เสหยิบเข็มและดอกไม้มาร้อยมาลัย
ooooooo
เมื่อสมควรแก่เวลา ทำนองพาปีบกลับมาส่งที่ท่าน้ำแล้วสารภาพรักจนหญิงสาวคาดไม่ถึง เพราะเขาและเธอเพิ่งพบเจอกันได้ไม่นาน
แต่เมื่อเขายืนยันเต็มปากเต็มคำ ปีบจึงเกริ่นออกไปว่าเขาเป็นผู้ชายคนแรกที่เธอให้ความสนิทสนมและมอบมาลัยพวงสวยให้เขาไปด้วย ทำนองตื่นเต้นดีใจ นั่นหมายถึงปีบมีใจให้เขาเช่นกัน บอกว่าตนจะรีบมา กราบพระยาอภิบาล
“คุณรู้จักนามคุณพ่อฉัน?”
“ครอบครัวเราออกจะรู้จักกันเป็นอย่างดี”
“แล้วคุณทำนองเป็นลูกหลานใครกัน”
ทำนองตั้งท่าจะตอบ แต่ปริกส่งเสียงเรียกปีบดังแว่วมา ชายหนุ่มเห็นท่าทีปีบลุกลนจึงรีบผละไปเพราะไม่ต้อง การให้เธอกังวลใจ เมื่อปริกกับจำปาเดินมาถึงท่าน้ำ เห็นชายพายเรือห่างออกไปจึงถามน้องสาวว่าเขาเป็นใคร?
ปีบเลี่ยงไม่ได้ เล่าความจริงว่าพบเจอทำนองได้อย่างไร แต่ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร...ด้วยท่าทีเอียงอายของปีบขณะเล่าความทำให้พี่ทั้งสองเชื่อว่าน้องสาวมีใจให้หนุ่มคนนั้นเสียแล้ว
สามพี่น้องไม่ทันจะก้าวเดินกลับเรือน ป้าพุดวิ่งโร่มาแจ้งว่าท่านเจ้าคุณออกโรงอีกแล้ว สามคนเร่งรุดไปด้วยความตกใจ...สาเหตุเกิดจากปวีณาเห็นปัทมาพูดคุยกับทานตะวันที่โรงเรียนทั้งที่ไม่ได้เรียนอยู่ห้องเดียวกันแล้ว ปวีณาฟ้องคุณปู่ทำให้ปัทมาโดนเล่นงานอย่างหนัก ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง
อีกทั้งปัทมายังอวดดีเถียงคำไม่ตกฟาก จึงโดนคุณปู่ดุด่ารุนแรงก่อนบังคับให้เผาหนังสือและชุดนักเรียนทั้งหมดแล้วประกาศให้เลิกเรียน
ด้วยนิสัยดื้อรั้น ทิฐิสูง และไม่เห็นด้วยกับการปกครองแบบเผด็จการของคุณปู่ทำให้ปัทมาไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ยืนมองไฟลุกไหม้หนังสือและชุดนักเรียนด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่ภายในใจโกรธเกลียดคุณปู่ที่สุด
พระยาอภิบาลจ้องมองหลานสาวหัวรั้นผ่านเปลวไฟ เห็นทิฐิในตัวปัทมาก็ยิ่งโกรธ...ประกาศกร้าว
“พวกแกจำลงในใจ ใครหน้าไหนที่มันทำสติลอยกล้าขัดคำปู่ มันต้องโดนโทษ แลหากมันกล้าออกฤทธิ์ทำเนรคุณ ทรยศต่อตระกูล มันผู้นั้นก็หาใช่ลูกหลานพระยาอภิบาลบำรุง”
ooooooo
พระวิจิตรพอใจมากที่ทำนองเกี้ยวพาราสีลูกสาวคนเล็กของพระยาอภิบาลได้สำเร็จ ครั้นได้ยินลูกชายบอกว่าพรุ่งนี้จะเข้าไปกราบพระยาอภิบาลก็ส่งเสริมอย่างอารมณ์ดี
เมื่อทำนองเข้าไปกราบกรานพระยาอภิบาลและแสดงความจริงใจในการคบหาปีบ แน่นอนว่าเกิดเรื่องราวใหญ่โต เพราะพอพระยาอภิบาลทราบว่าทำนองเป็นลูกชายของพระวิจิตรก็ขับไล่ไสส่งด้วยความเกลียดชัง แม้ทำนองจะอ้อนวอนต่างๆนานาก็ไม่เป็นผล
พระยาอภิบาลขับไล่และสาปแช่งจองเวรจองกรรมกับตระกูลพระวิจิตรทุกชาติ ประกาศต่อหน้าทำนองและลูกหลานทุกคนของตนว่า
“ความร้าวลึกที่โคตรเหง้าพวกเอ็งก่อมันเจ็บเกินจะยกโทษให้ พวกเอ็งเป็นลูกหลานมัน ก็ต้องรับผลกรรมความเกลียดชัง เฉกเดียวกับพวกมัน”
“ท่านเจ้าคุณครับ เหตุใดการเก่ามันสิ้นล่วงไปแล้ว ความบาดหมางที่เกิดจากคนไม่กี่คน ขออย่ายกมาต่อยอด
ให้คนหมู่มากต้องรับผลกรรมพ่วงด้วย เช่นสงครามโลกที่ ปะทุอยู่ในเวลานี้ ก็เกิดจากผู้นำประเทศไม่กี่หยิบมือ แต่นำพาหายนะและความตายมาให้คนเรือนแสนเรือนล้าน ผมคะเนว่าตัวท่านเจ้าคุณเองก็คงมิเห็นดีในเหตุนี้”
พระยาอภิบาลคิดตามคำพูดของทำนองก็เห็นด้วยในเรื่องปัญหาสงคราม แต่ยังไม่ยอมรับ
“ผมขอให้ความบาดหมางในอดีตเป็นดั่งสายน้ำที่ไหลผ่าน หากยังยึดรั้งไว้ก็รังแต่นำความทุกข์...ขอให้ท่านเจ้าคุณโปรดพิจารณาครับ และการสำคัญที่ผมมาในครั้งนี้ ด้วยเหตุแต่ความรัก ผมรักลูกสาวท่านครับ ผมขอให้ความรู้สึกที่ผมมีต่อคุณปีบ และความปรารถนาต่อครอบครัวท่านเจ้าคุณ เป็นดั่งมาลัยพวงนี้ที่เปี่ยมล้นด้วยความสวยงาม บรรจงร้อยมาลัยด้วยความรักจากน้ำมือคุณปีบ”
ทำนองอวดมาลัย พระยาอภิบาลยิ่งเจ็บใจและโกรธจัดเมื่อปีบยอมรับว่ามาลัยพวงนี้ตนเป็นคนทำ เขากระชากมาลัยจากมือทำนองขาดกระจายท่ามกลางความตกใจของทุกคน
“ความรักของเอ็งมันพังยับเยินดั่งมาลัยพวงนี้ และไม่มีวันจะเรียงร้อยได้อีก...เอ็งออกไป!!”
บ่าวชายหญิงเข้ามาพาทำนองออกไปพ้นเรือน ส่วนปีบถูกพี่ชายลากตัวมาให้บิดาชำระความ โดยมีพวกปริกตามเป็นพรวน
“คุณพ่อคะ ลูกกราบขอประทานโทษ ลูกไม่เคย ล่วงรู้มาก่อนว่าเขาเป็นลูกชายพระวิจิตร”
“เลิกแก้ความโยนผิด!! นังลูกไม่รักดี หากเป็นนังปัทมา ปวีณา ปารมี พ่อยังพอคลายโกรธ เหตุว่ามันเด็กหารู้ประสา แต่นี่พ่อเลี้ยงลูกมากับมือ โตใหญ่มากลับลำไร้สำนึกผิดชอบชั่วดี”
ปีบร้องไห้เสียใจ ปริกกับจำปาสงสารน้อง ช่วยกันทักท้วง
“คุณพ่อคะ จะลงโทษแต่แม่ปีบก็ไม่ถูกนัก แม่ปีบจำต้องรักษามารยาทเป็นมิตร เนื่องด้วยคุณทำนองเคยช่วยเหลือเมื่อครั้งมิหาทางกลับเรือน”
“แม่ปีบเคยเล่าความให้ดิฉันแลคุณพี่ปริกรู้เห็นมาตลอด พวกดิฉันไม่ระคายเลยว่าชายผู้นั้นจะเป็นลูกพระวิจิตร”
ปรุงค้านคำน้องๆว่า “แต่การที่แม่ปีบยอมไปล่องเรือสองต่อสองกับชายแปลกหน้า ก็ถือว่าหยามเกียรติและศักดิ์ศรีของคุณพ่อ”
“พ่อมิเคยหลุดคิดเลยว่าแม่ปีบจะกล้าทำเรื่องบัดสี แม่ปีบกล้าแผลงทำระยำอัปรีย์เพราะเลือดชั่วในตัว”
ปีบน้ำตานองหน้า คลานไปกราบขอโทษบิดาว่าลูกพลั้งผิดทำให้ท่านเสื่อมเสีย ลูกสำนึกแล้ว ขอคุณพ่อโปรดเมตตาให้อภัยลูกด้วยเถิด
พระยาอภิบาลถอยหนีไม่รับคำขอโทษ ประกาศลั่น “ข้าไม่มีอภัยให้เลือดชั่ว! ห้ามมิให้นังเสนียดจัญไรถลันขึ้นบนเรือนข้า”
ทุกคนตกใจ ปีบร้องไห้โฮ ที่สุดปรุงก็อดสงสารน้องสาวไม่ได้ ตามไปช่วยพูดกับบิดาว่าปีบคงไม่มีเจตนา แต่พระยาอภิบาลไม่ฟัง สั่งห้ามลูกชายพูดพล่ามเพราะปีบทำตนเจ็บจนเกินรับ ส่วนอีกทางปริกและจำปาต่างช่วยกันปลอบปีบว่าพวกตนจะช่วยพูดกับคุณพ่อให้ใจอ่อน
“อย่าเลยค่ะ น้องไม่อยากให้คุณพี่ต้องพลอยถูกตำหนิเพราะน้อง”
“คุณพ่อท่านเคืองแค้นอะไร ถึงลงโทษแม่ปีบหนักหนา”
“คุณพ่อท่านเอ็นดูแม่ปีบเป็นลูกสาวคนเล็ก ท่านเมตตาและรักมาแต่ไหนแต่ไร ท่านรักมากจึงเจ็บปวดมาก”
ปีบและจำปาคิดตามคำพูดของปริก ก็เข้าใจความรู้สึกของบิดา...
ทางฝ่ายทำนอง พอกลับไปถึงเรือนก็ตรงเข้าต่อว่าบิดาอย่างไม่พอใจต่อหน้าพี่ชายและพี่สะใภ้
“ทำไมคุณพ่อต้องปิดบังผม ใช้ผมเป็นเครื่องมือทำร้ายศัตรูของคุณพ่อ”
“หยุดทำโครมครามก่อนลูก พ่อหาเคยคิดข้อนั้นเลย”
“แล้วเหตุใดคุณพ่อไม่บอกความจริงว่าพระยาอภิบาลยังชิงชังพวกเรา คุณพ่อปล่อยให้ผมไปเผชิญหน้ากับพระยา คุณพ่อหลอกผม คุณพ่อทำร้ายความรู้สึกผม”
“พ่อยอมรับว่าพ่อผิด แต่พ่อไม่คิดว่าลูกจะจริงจัง มุทะลุบุกไปเรือนพระยาจริงๆ”
“ถึงนายรู้ว่าเรายังคงความเป็นศัตรูกัน ฉันออกจะแน่ใจว่านายคงไม่ยั้งรักลูกสาวพระยาดอก”
“พ่อหวังใจให้รักบริสุทธิ์ของลูกทำลายกำแพงแห่งความชัง”
“ทำนอง แกเข้าใจคุณพ่อแล้วนะ”
“ผมไม่เข้าใจ” ทำนองเสียงดังใส่พี่ชายแล้วตัดพ้อบิดาต่อไป “คุณพ่อรู้ดีว่าความโกรธแค้นที่ฝังแน่นในใจพระยาอภิบาลไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ความรักระหว่างสองตระกูลเราไม่มีวันลงเอยได้”
“เป็นไปไม่ได้...ก็ใช่จะไม่เกิดขึ้น ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนแปรเปลี่ยนเสมอ ประเทศนี้ก็แปรมานับครั้งไม่ถ้วน สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง...เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป...พ่อยอมให้ลูกเดินหน้า พ่อแน่ใจว่าความรักของลูกจะประสานรอยร้าวระหว่างสองเรือนได้”
“มันคงนำมาใช้ในกรณีนี้ไม่ได้ ผมทำให้คุณปีบเสียใจ ผมทำลายความรู้สึกของคุณปีบด้วยมือของผมเอง”
ทำนองรู้สึกผิดต่อปีบ เดินหน้าเศร้าออกไป พระวิจิตรผิดหวังที่ลูกชายไม่ยอมให้อภัยตนและไม่คิดว่าทำนองจะรักลูกสาวบ้านโน้นมากถึงขนาดนี้
ทำนองออกมายืนมองไปยังเรือนพระยาอภิบาลด้วยความเป็นห่วงปีบ ทำนุเห็นแล้วบ่นกับพิศมรว่าตนไม่คิดเลยว่าทำนองจะเสียใจหนัก ในขณะที่พิศมรเชื่อว่าปีบเองก็ใจสลายไม่ต่างจากทำนอง
เมื่อมีคำสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นเรือน ปีบนั่งร้องไห้ตากฝนอยู่หน้าเรือนด้วยหวังว่าบิดาจะใจอ่อนให้อภัยแต่ไร้ผล แม้ปริกกับจำปาพยายามช่วยพูดกับท่านก็ไม่สำเร็จเช่นกัน
ปัทมาที่เพิ่งมีเรื่องไม่พอใจคุณปู่มาหมาดๆ ก็ยิ่งโกรธคุณปู่มากขึ้นไปอีก แต่แล้วจู่ๆพระยาอภิบาลบำรุงก็มาเรียกปรุงให้กางร่มให้ตนลงมาหาปีบ บอกว่าพ่อจะอโหสิกรรมให้ หากลูกสำแดงตนเป็นลูกของพ่อ
ครู่ต่อมา ปีบเดินตามบิดาไปยังเรือนพระวิจิตร ทุกคนรู้เห็นก็เข้าใจว่าพระยาอภิบาลคงใจอ่อนเพราะสงสารลูกสาว ส่วนทำนองไม่ต้องพูดถึง เขาวิ่งหน้าบานมาต้อนรับสองพ่อลูกด้วยความยินดี แต่กลายเป็นได้รับข่าวร้าย ปีบมาบอกให้เขาเลิกยุ่งกับเธออย่างเด็ดขาด
“ด้วยเหตุใด เพียงเพราะผมเป็นลูกพระวิจิตรอย่างนั้นหรือ”
“ใช่ค่ะ ลูกหลานพระยาอภิบาลบำรุงไม่คบหาผูกใจกับลูกหลานพระวิจิตร”
“ผมรู้ดีว่าใจของคุณมอบให้ผม คุณอย่าทำลายใจคุณเลย”
“ฉันเกลียดชังคุณ ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก” ปีบพูดออกไปทั้งน้ำตา
“ผมไม่เชื่อ คุณรักผม และผมก็รักคุณ” ทำนองโวยวายจะเข้าไปหาปีบ แต่พระยาอภิบาลใช้ไม้ตะพดเข้ามาขู่
“อย่าต้องตัวลูกสาวข้า!”
พวกปรุงที่ยืนมองอยู่ห่างๆไม่กล้าขัดคำสั่งบิดาเข้าไปยุ่ง ได้แต่มองเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานอย่างเป็นกังวล ส่วนพระวิจิตรกับลูกหลานเห็นพระยาอภิบาลมาวางอำนาจถึงหน้าเรือนก็กรูออกมาด้วยความตกใจ พระวิจิตรถามฝ่ายบุกรุกว่าจะทำอะไรลูกของตน
“ข้าไม่เสียมือทำร้ายมันดอก แม่ปีบ...ตระกูลของพระวิจิตรแล่นหน้ามากันพร้อมแล้ว ลูกลงคำอีกสักกระผีกให้พวกเขาแจ้งหูว่าลูกมิรู้สึกกระไรกับชายคนนี้”
ปีบกลั้นน้ำตา ทำตามคำสั่งบิดาอย่างว่าง่าย “ฉันไม่อยากให้คุณสำคัญตัวผิด ฉันไม่เคยมีใจให้กับคุณ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า ขออย่าได้พบพานกันอีก”
ทำนองยิ่งฟังก็สะเทือนใจ แต่พระยาอภิบาล
สาแก่ใจ ชวนลูกสาวกลับเรือน ทำนองผิดหวังเสียใจตะโกนก้องว่าเขารักปีบ นั่นยิ่งทำให้พระยาอภิบาลลำพองใจว่าตนเป็นฝ่ายชนะ หันกลับมามองเย้ยพระวิจิตร
“ลูกชายเอ็งออกจะถวิลหาลูกสาวข้าเสียเกินยอม ...เอาเถอะ เห็นแก่ความรักที่มีต่อกัน หากเอ็งใฝ่รักในตัวลูกสาวข้ายากจะถอนได้ ข้าจะยอมใจยกลูกสาวให้”
“ท่านเจ้าคุณยอมให้ผมแต่งงานกับคุณปีบเช่นนั้นรึ”
“โอกาสฉะนี้ ที่เอ็งคิดจะเข้าเป็นลูกเขยพระยาอภิบาลบำรุง จงสำแดงความยกย่องในเกียรติและศักดิ์ศรีของตระกูลข้า เอ็งก้มกราบตีนข้า”
ทำนองอึ้ง พระวิจิตรเจ็บใจ ส่งสัญญาณไม่ให้ลูกชายทำตามความต้องการของพระยาอภิบาล แต่ทำนองรักปีบมากเหลือเกิน เขาทำได้ทุกอย่างเพื่อเธอ
พระยาอภิบาลสะใจยิ่งนัก มองทำนองก้มกราบเท้าตนเองแล้วระเบิดเสียงหัวเราะก่อนบอกว่า
“เอ็งเห็นแก่ตัวแสนสานัก ยอมก้มหัวกราบตีนศัตรูเพียงให้ตัวเองสมประโยชน์ ไอ้พวกไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี”
“ท่านเจ้าคุณหมายความว่ายังไง”
“ต่อให้เอ็งวิปริตคิดฆ่าตัวตายต่อหน้าข้า ข้าก็หามีวันยกลูกสาวให้เอ็ง”
“ไอ้พระยาอภิบาล เอ็งมันสับปลับ กลับกลอก” พระวิจิตรด่ากราด
พระยาอภิบาลฉุนขาด ยกไม้ตะพดชี้หน้าศัตรูคู่แค้น “ข้ายึดในอุดมคติอันดีของตระกูล ข้ามิยอมให้ลูกหลานลดลงไปเชื่อมดองตระกูลไร้ศักดิ์ศรีเยี่ยงพวกเอ็ง”
“ไอ้บ้าอำนาจไม่รู้หาย เอ็งทำหลอกใช้ลูกแก้แค้นข้า”
“มิผิดจากเอ็ง เอ็งลวงลูกชายหวังใจให้ข้าช้ำ แต่มื้อนี้เวรกรรมที่เอ็งก่อมันหวนเล่นงานเอ็ง แลท่าลูกเอ็งจักต้องตรมใจตาย”
พระยาอภิบาลมองทำนองด้วยความสมเพชแล้วสั่งปีบให้กลับเรือน ทำนองน้ำตาซึมเสียใจหนัก ปีบเหลียวมองเขาแวบหนึ่งก่อนตัดใจเดินตามบิดาไป
ทำนุกับพิศมรสงสารและเห็นใจทำนองเหลือเกิน ฝ่ายพวกปริกชะเง้อคอรอคอยด้วยความเป็นห่วงปีบ พอเห็นเธอเดินกลับมาพร้อมบิดา ปรุงปราดไปถามน้องสาวว่าคุณพ่อท่านว่ากระไร
ปีบไม่ทันได้ตอบ พระยาอภิบาลเดินเข้ามาใกล้เธอ บอกว่าพ่ออภัยให้ลูก ลูกเป็นลูกของพ่อ ปีบยิ้มรับทั้งที่ภายในใจปวดร้าวเหลือแสน
“พวกเอ็งจงดูเป็นเยี่ยงอย่าง ลูกหลานพระยาอภิบาลบำรุงต้องมุ่งรักในเกียรติและศักดิ์ศรีของตระกูล ห้ามลดไปรักกับลูกหลานศัตรู ข้อนั้นต้องเหวี่ยงทิ้งเสีย”
ปัทมารับฟังแต่ชักสีหน้าไม่เห็นด้วย ส่วนคนอื่นหน้านิ่งไม่มีปฏิกิริยา พระยาอภิบาลสั่งเสร็จก็ยิ้มแย้มมีความสุข สั่งหวานไปปิดประตูรั้ว ส่วนตัวเองเดินขึ้นเรือนอย่างอารมณ์ดี
ooooooo
ทำนองเสียใจหนักเดินกลับมาที่ห้องด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว พระวิจิตรก้าวตามเพื่อปลอบใจ
“ลูกอย่าซ้ำใจตัวมัวให้ค่าลูกมันเลย พ่อจะหาลูกหลานคนในรัฐบาล เอาที่สวยเยิ้ม ลูกจะเอาเมียกี่
มากน้อย จะใคร่มีเล็กมีน้อยเป็นร้อยพัน พ่อก็จัดหาให้”
“ผู้หญิงเป็นร้อยเป็นพันก็ไม่มีค่าเทียบเท่าคุณปีบ”
“มันเล่นคุณไสยใส่ลูกหรือไง ถึงได้ปักใจรักโงหัวไม่ขึ้น”
“เพราะความรัก ความรักที่เรามีให้กัน...คนที่ไม่เคยมีความรักไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของเรา” ทำนองตอกกลับจนบิดานิ่งงัน ไม่กล้าก้าวตามเข้าไปในห้อง...
ทำนุอยากรู้น้องชายว่ายังไงบ้าง พอเข้าไปถามบิดาก็ได้คำตอบว่า
“มันตอกหน้าพ่อคืนน่ะสิ ติว่าพ่อมิมีความรักหาเข้าใจความรู้สึกนึกคิดมัน”
“อันนี้ก็จริงนะครับ”
พระวิจิตรทำตาดุใส่ ทำนุรีบเบี่ยงหน้าไปทางอื่น
“พ่อนึกย้อนแล้วเจ็บในอก หวังใจให้มันกระอักเลือดตาย แต่คนของเราสิ้นสภาพ ยอมลดหัวไปกราบตีนมัน ยอมความเยี่ยงนี้มันคงเอามาเย้ยข่มได้ทั้งปีทั้งชาติ”
“ใช่ครับ ป่านนี้พระยานอนกระดิกเท้าหัวร่อ...จะโทษใครได้ มันเป็นแผนการคุณพ่อ”
“เอ้า ไอ้ทำนุ! แกก็เห็นดีเห็นงามกับพ่อ”
“ผมอยากจะขัดเต็มประดา แต่ไม่กล้าขัดใจ ผลในครั้งนี้คงทำให้ทำนองช้ำใจหนัก คุณพ่อเตรียมรับมือ แล้วกัน...ผมขอตัวไปนอนครับ” ทำนุโยนผิดให้บิดาแล้วชิงหนีไปทันที
“ทำนุ...มาช่วยพ่อตรองวิธีรับมือก่อน นี่พิศมร ลูกคิดว่าพ่อควรลงมืออย่างไร”
“ดิฉันขอตัวไปดูแลคุณทำนุค่ะ” พิศมรหนีห่างอีกคน พระวิจิตรมองไปไม่เห็นใครก็โวยลั่น
“ไปกันหมด ยามคับขันละทิ้งข้าไป ไม่มีใครพึ่งได้สักคน”
พระวิจิตรหงุดหงิด เหลือบเห็นชื้นถือขวดเหล้าเดินเมาผ่านไป เขาเดินตามมาถามบ่าวคนสนิท
“เอ็งรู้ความหมดแล้ว เอ็งคิดว่าข้าควรทำอย่างไร”
“ทำใจ...” ชื้นตอบได้แค่นั้นก็โดนพระวิจิตรชี้หน้าด่า จนเขาต้องขอร้องท่านว่าฟังให้จบก่อน “มันเป็นกรรม...ให้ทุกข์แก่ท่าน...ทุกข์นั้นถึงตัว”
“พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วพาตัวเสียหาย” ขาดคำ พระวิจิตรถีบเปรี้ยงเดียวชื้นล้มหงายหลังตึง นอนครวญครางคำพูดตัวเองก่อนหน้านี้ว่า...ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น วิทยุกระจายข่าวรัฐบาลแจ้งยกเลิกการใช้สรรพนาม เอ็ง ข้า กู มึง ไอ้ อี ขอให้ใช้สรรพนามเรียกฉัน ท่าน เพื่อลดช่องหว่างระหว่างชนชั้นที่บั่นทอนความเจริญของชาติ และอย่าลืมที่จะทักทายเมื่อเจอกันด้วยคำว่าสวัสดี
พระยาอภิบาลฟังแล้วไม่พอใจยิ่งยวด หวานปิดวิทยุแล้วพนมมือไหว้ท่านพระยา บอกว่ารัฐเขาสั่งให้สวัสดี
“ถุย! กูไม่ทำตาม”
“ไม่ได้นะขอรับ ห้ามพูดกูมึงเอ็งข้า ต้องเรียกว่าท่าน ฉัน....อันตัวฉันขอให้ท่านอย่าพูดจาคำเก่า มิเช่นนั้นท่านจะต้องโดนรัฐตำหนิลงโทษท่านได้ ฉันขอแจ้งให้ท่านทราบ”
“กูไม่ทำตามมึง!” พระยาอภิบาลตวาดแล้วถีบหวานโครมใหญ่ก่อนเดินหัวเสียออกไป
หลังจากนั้นไม่นาน พวกปริกก็รวมกลุ่มกันเข้ามาหาพระยาอภิบาลตามคำสั่ง ฟังท่านโวยวายต่อต้านคัดค้านรัฐบาล
“ข้าไม่เดินตามดอก มันเป็นภาษาที่บรรพบุรุษสร้างมาชั่วนาตาปี จู่ๆจะให้แปรเป็นท่าน เป็นฉัน สวัสดี... ดัดจริต!”
“รัฐออกเป็นกฎสั่งห้ามแล้วครับ”
“พ่อไม่ใช่นักโทษ พ่อไม่ยอมให้ใครมาสั่งบงการ... ไอ้หวาน นังพุด นังแก้ว ข้าพูดเอ็งข้ากับพวกเอ็ง มันพาให้ชีวิตพวกเอ็งล่มหรือกระไร”
ทุกคนที่พระยาเอ่ยนามตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เป็นเช่นนั้น
“นั่นปะไร ใช่ธุระ ข้าก็ยังคุ้มกะลาหัว หาข้าวปลาปันเงินให้พวกเอ็งมีกินมีใช้ คำว่าเอ็งข้ากูมึง มิได้ลงทำร้ายชีวิตใคร หากมันยกกฎขึ้นเอาใจพวกต่างชาติมันก็ลุทำไป แต่ข้าเป็นลูกหลานคนไทย ข้าจะพูดภาษาของบรรพชน ฟังภาษาพวกมัน รากจะแตก”
ปรุงหรือพระนิติรักษ์อึดอัดใจที่บิดาไม่ยอมทำตามรัฐ ติงท่านว่าหากเราต่อต้าน ตนเกรงว่าเราจะเดือดร้อน
“นี่คุณพระเห็นด้วยกับวิถีดัดจริตของพวกมันรึ พวกมันโยนกฎห้ามโน่นห้ามนี่ หาใช่ประชาธิปไตยแล้ว เป็นเผด็จการตามชอบใจ เลียนตามฮิตเลอร์ เอาอย่างเคมาลปาชา สังเกตดูแต่ฝรั่ง นี่มันจะลงทางไหนกันแน่ พ่อจะกินหมาก ออกกฎมาได้อย่างไรกัน ห้ามกินหมาก ห้ามนั่งพื้น ก็คนมันเมื่อย ปู่ย่าตาทวดนั่งหมอบกราบพับเพียบมาชั่วโคตร”
หวานเห็นด้วยว่านั่งพื้นสบายตูด แต่ป้าพุดกับแก้วบอกว่าเวลาสวมหมวกแล้วคงโก้ พระยาอภิบาลมองบ่าวทั้งสองตาขวาง บ่นพล่ามไม่พอใจ
“พวกเอ็งอยากสวมหมวกรึ พวกเอ็งหน้าดำๆนุ่งผ้าซิ่นสวมหมวก ข้าเห็นแล้วคลื่นไส้ อย่าดัดจริตมาสวมหมวกให้ข้าเห็น ใครอยากสวมก็ไปสวมนอกบ้าน ข้าขอต่อต้านกฎบ้ากฎบอ ข้าจะอยู่ในเรือนของข้า ไม่ขอไปเห็นความทุเรศความระยำตำบอนข้างนอก”
ทุกคนตกใจ ก้มหน้างุดไม่มีใครกล้าสบตา แล้วท่านพระยายังกำหนดหน้าที่ให้ลูกๆปริกคอยดูแลเรื่องข้าวปลาอาหาร จำปาดูแลเรื่องเงินๆทองๆ จัดสรรค่าใช้จ่ายในเรือน ส่วนปีบคอยเป็นมือเป็นเท้าให้ปริกกับจำปาและข้อสำคัญต้องจับตาดูหลานๆให้อยู่ในร่องในรอย อย่าให้ทำตัวสนุกใจจนเสื่อมเกียรติวงศ์ตระกูล
ทุกคนรับคำโดยพร้อมเพรียง พระยาอภิบาลยิ้มพอใจ ตอกย้ำความคิดตนเอง
“ข้าเป็นถึงขั้นพระยาอภิบาลบำรุง เงินทองที่ข้าสั่งสมมาก็มากพอที่จะส่งเลี้ยงลูกหลาน ข้าทาสบริวาร เอาสิ ให้มันรู้กันไปว่าลูกหลานพระยาจะมีอดตาย”
พระยาอภิบาลประกาศจุดยืนที่จะต่อต้านรัฐ...เชื่อมั่นว่าตนเองและลูกหลานใช้ชีวิตอยู่ได้ภายใต้โลกที่เปลี่ยนไป
ooooooo










