ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    เจ้าบ้านเจ้าเรือน

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: "ติ๊ก เจษฎาภรณ์" ประกบ "ศรีริต้า" ใน "เจ้าบ้านเจ้าเรือน"


    ที่ระเบียงหน้าเรือนเล็กในอดีต ไรวินท์เล่าให้แพรขาวฟังว่า ตอนตนอายุได้หกขวบ พ่อกลับมายังหล่อเนี้ยบดูสง่า กิจการน้ำอบน้ำปรุงของแม่ไปได้ดี คนงานในบ้านต้องช่วยกันทำ แม่ออกมาต้อนรับพ่อและจัดหาของกินให้อย่างเอาใจใส่

    บ่ายแก่ๆแพรขาวเห็นเด็กชายไรวินท์เดินงัวเงียออกมาร้องหาแม่ พอเจอพ่อก็ชะงักไม่ยอมเข้าไปหา แรมเอ็ดหาว่าดื้อ วารีเดินมาบอกให้เข้าไปไหว้พ่อ ก็ยัง ไม่ยอม ยืนจ้องพ่อเขม็ง...แพรขาวแซวว่าตอนเด็กเขาร้ายไม่ใช่เล่น...พอโดนบังคับมากๆเด็กชายไรวินท์ก็หยิบจานข้าวเหวี่ยงใส่แรม เขาโมโหมากจับไรวินท์มาตีหลายป้าบ วารีตกใจกับการกระทำของลูก

    เสียงร้องไห้ของเด็กชายไรวินท์ทำให้น้าเล็กเดินกะเผลกออกมาต่อว่าแรมทำไมต้องตีด้วยเด็กตัวนิดเดียว ตนยังไม่เคยตีหลานสักครั้ง เด็กชายวิ่งมากอด แรมบอกลูกเขวี้ยงจานข้าวใส่

    “ครูก็ดุเอาก็ได้นี่ครับ โปรดอย่ามาหาว่าผมเถียงครูล่ะ ผมกลัว เดี๋ยวจะมาตีผมเข้าอีก” พอเล็กเห็นรอยช้ำที่แขนหลานก็หาว่าตีกันอย่างกับตีวัวตีควาย เด็กชายไรวินท์ร้องไห้หนักขึ้น

    คุณหญิงจีบเดินเข้ามา แรมชะงักยกมือไหว้ เด็กชายรีบวิ่งไปฟ้องยาย...แพรขาวมองเหตุการณ์แล้วกระซิบไรวินท์ “คุณพ่อคุณท่าทางจะยังไม่ได้สะเดาะเคราะห์ก่อนเข้าเรือนสิเนี่ย”

    ไรวินท์เองก็มองเหตุการณ์ด้วยความรู้สึกสำนึกผิด มองยายที่รักตนมากเอ็ดแม่ที่ปล่อยให้ตนร้องและว่าคืนนี้ให้ตนไปนอนด้วยจะได้ไม่มีเรื่อง ยายมองพ่อตาขุ่นเหน็บว่าลูกเป็นผู้ชายมีซนบ้างจะให้พับเพียบเป็นผ้าพับไว้หรืออย่างไร น้าเล็กเสริมต้องให้กินยาแก้ไข้กันไว้ แรมยืนอึ้ง

    แพรขาวชำเลืองมองไรวินท์เห็นหน้าเศร้าๆก็ส่ายหัวขำๆ “คุณวินท์ตอนเล็กๆนี่ร้ายมาก คุณยายกับน้าคุณคงโอ๋คุณมาก...แล้วคุณกับพ่อมาดีกันตอนไหนคะ”

    “ไม่เลย หลังจากวันนั้นฉันก็เลี่ยงไม่เข้าใกล้พ่ออีกเลย พ่อเข้าบ้านมาวันไหน ฉันก็หนีไปดื้อๆต่อหน้าต่อตา ไม่ว่าพ่อจะพูดดีหรือร้าย ฉันก็ไม่ยอมเข้าใกล้อีก”

    แพรขาวถอนใจหันมองเหตุการณ์ต่อ...แรมกินข้าวอย่างฝืดคอ ติงวารีว่าตามใจลูกมากจนดื้อ วารีบอกลูกไม่คุ้นเคยกับพ่อมากกว่า อีกสองสามวันคงคุ้นไปเอง แรมว่าลูกไปอยู่กับยายแล้วตนคงไม่เห็นหน้าลูกอีกหลายวัน ครั้งนี้ตนมาแค่อาทิตย์เดียว วารีนิ่งเงียบไม่ซักไซ้อะไรทั้งที่ใจรอฟัง พอทานข้าวเสร็จแรมขอพักนอน วารีรู้สึกผิดที่ยังไม่ได้เตรียมที่นอนให้ แรมฉุนๆบ่น

    “นึกว่าตอนเดินทางมานี่ ฉันหลับสบายมาตามทางรึไง”

    แพรขาวเห็นแล้วทนไม่ไหวบ่นออกมาว่าไม่ไหวเลยผู้ชายคนนี้ ไรวินท์นิ่งแววตาเศร้า หญิงสาวนึกได้กล่าวขอโทษ ทนไม่ไหวจริงๆที่ภรรยาเลี้ยงลูกคนเดียว เฝ้ารอสามีนานๆกลับมาที กลับมาแล้วมาเป็นแบบนี้ ไรวินท์บอกแม่เป็นคนเจียมตัว อ่อนให้พี่น้องทุกคน ภักดีต่อพ่อ พ่อหลงผิด แม่ก็ให้อภัยได้เสมอ แพรขาว ถามแล้วพ่อรับแม่ไปอยู่กำแพงเพชรด้วยไหม เขาส่ายหน้า

    “อ้าว...แล้วคุณแม่คุณไม่อาละวาดเลยหรือ”

    “แม่ฉันเป็นผู้หญิงที่ไม่มีปากมีเสียง ท่านถูกเลี้ยงมาให้ทนปัญหา ไม่ใช่แก้ปัญหา แต่ยังโชคดีที่เหมือนมีอะไรเข้าข้างแม่อยู่บ้าง” ไรวินท์ให้แพรขาวเห็นภาพต่อมาตอนเขาอายุได้ 7 ขวบ

    ยายเจ็บหนัก เรียกทนายมาทำพินัยกรรมใหม่ “ในเมื่อนังน้อยมันแย่งผัวแม่กลาง แม่กลางเสียเจ้าแรมให้มัน ฉันก็จะขอแก้พินัยกรรม ยกของที่เป็นของนังน้อยทุกอย่างมาให้แม่กลางเหมือนกัน เข้าใจไหมคะคุณทนาย” ทนายแย้งน่าจะแบ่งที่ดินหรือเงินสดให้บ้าง “นังน้อยมันใจร้ายกับพี่น้องกับหลานในไส้ได้ลงคอ ฉันก็จะใจร้ายกับมันบ้าง มันจะได้รู้สึก”

    วารีซาบซึ้งน้ำตารื้น ส่วนน้าเล็กสาแก่ใจ...เวลาผ่านไปบ้านก็ได้รับการปรับปรุงดูใหม่ขึ้น ไรวินท์โตเป็นหนุ่มอายุ 17 น้าเล็กเป็นหนุ่มใหญ่สอนเขาเล่นเปียโนอย่างมีความสุข จู่ๆวันหนึ่งน้าเล็กก็เกิดอาการไอรุนแรงจนล้มฟุบลง จากนั้นก็ป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอดจนถึงแก่กรรมตอนอายุ 26 น้าเล็กเขียนพินัยกรรมยกเรือนใหญ่ที่คุณยายยกให้และทรัพย์สินทั้งหมดแก่ไรวินท์โดยจะมีสิทธิ์ตอนอายุ 21 ปี...ยังมีโชคดีอีกอย่าง น้ำอบน้ำปรุงของแม่ขายดีจนเป็นเศรษฐี

    “ยังดีนะคะ ฟ้ายังเข้าข้างคนดี แล้วคุณพ่อคุณท่านยังอยู่สุขสบายหรือเปล่าคะ”

    ไรวินท์หัวเราะเชิงสมเพช พาแพรขาวไปดูที่กำแพงเพชร ในงานทอดกฐินประจำปีของอำเภอ ข้าราชการทุกคนต้องมาร่วมงาน คุณหญิงคุณนายช่วยกันทำชะนีผ้าสีเหลืองห้อยต้นกฐิน แต่วีณากลับแต่งตัวสวย

    เดินกรีดกรายไม่ช่วยหยิบจับอะไร มีแต่คนนินทาไม่ชอบเธอ ทำให้หน้าที่การงานของแรมไม่เจริญก้าวหน้าทั้งที่ทำงานดี เข้ากับเจ้านายและชาวบ้านได้ และในงานนั้น วีณายังโวยวายด่าชาวบ้านคนหนึ่งที่ตัวเองเดินไปชนเขาแท้ๆ ทำให้แรมต้องขอโทษขอโพยแทน

    “เหตุสำคัญก็มาจากภรรยาของพ่อเข้ากับใครไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือชาวบ้าน” ไรวินท์พาผ่านไปอีกหลายปี เข้าสู่การแต่งกายแบบรัชกาลที่ 7

    แรมเข้าสู่วัย40ปลายๆ กลับบ้านได้ยินวีณาโวยวายด่าว่าสาวใช้สองคนที่ทำผ้านุ่งสีตกใส่ ถึงกับไล่ออก แล้วยังรบเร้าให้ย้ายกลับพระนคร บอกทนไม่ไหว เบื่อชีวิตจืดชืดที่นี่เต็มทน แถมขู่ “พี่ก็รู้ใช่ไหมว่าฉันเคยมีสามีมาแล้ว ถ้าพี่ทำให้ฉันเกลียดพี่ ฉันก็พร้อมจะเป็นโสดได้ทุกเมื่อ”

    ไรวินท์เล่าว่าพ่อพยายามวิ่งเต้นขอย้ายกลับเข้ากระทรวง แต่ไม่เป็นผล ในที่สุดพ่อจึงลาออกจากข้าราชการกลับมาพระนครหางานใหม่ทำ แพรขาวอุทานถึงกับลาออกตอนอายุปูนนี้...เขาว่ากันว่าพ่อโดนกลั่นแกล้งในกระทรวง ทำให้ตำแหน่งการงานไม่ก้าวหน้า...วีณาไม่รู้สึกรู้โส นั่งเป็นคุณนายในรถรอกลับพระนครสมใจ แรมยืนมองบรรยากาศบ้านอย่างอาลัยอาวรณ์

    ooooooo

    แรมกลับมาบ้าน เห็นวารีวุ่นวายคุมคนงานบรรจุน้ำปรุงเพื่อส่งลูกค้า วารีประหลาดใจที่แรมกลับมา รีบหาน้ำมาต้อนรับ แรมนั่งเก้าอี้ประจำประมุขของบ้าน บอกวารีว่าตนกับวีณาจะกลับมาอยู่เรือนใหญ่ วารีสีหน้าสับสนก้มหน้านิ่งกล้ำกลืนความขมขื่น

    “อย่างไรล่ะแม่กลาง ก็เธอไม่อยู่เรือนใหญ่ ห้องข้างบนเธอก็ปิดไว้ว่างๆ แล้วเธอก็อยู่แต่ที่เรือนเดิมของเธอ นี่ฉันกลับมาแล้ว ฉันกับ เอ่อ น้องสาวเธอ ก็น่าจะอยู่บนเรือนนี้ได้ ไม่ใช่เหรอ”

    “ฉันไม่ทราบว่าลูกจะว่ากระไร เพราะตึกนี้ทั้งคุณแม่และตาเล็กยกให้ลูก ไม่ใช่ของฉัน”

    แรมว่าเธอเป็นแม่ ว่าอย่างไรลูกก็คงไม่ขัด และห้องหับก็มีมาก ไรวินท์อยู่คนเดียว นี่ตนเป็นพ่อกลับมาทั้งคน วารีขอให้ถามลูกก่อน แรมชักโมโหว่าบ้านเราแท้ๆ ทำไมต้องถามลูก วารีอึกอัก แรมโกรธให้ไปตามลูกมาคุย ไม่ทันไร ไรวินท์เปิดประตูเข้ามา เขาอยู่ในวัยหนุ่มหล่อสง่าใบหน้าเยือกเย็น ยืนจ้องหน้าแรมเขม็ง วารีอกสั่นมองพ่อลูกประจันหน้ากัน

    ที่มุมหนึ่งของบ้าน แพรขาวกับไรวินท์ยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้า ไรวินท์หน้าเศร้ากับการกระทำในอดีตของตัวเอง

    วารีบอกให้ลูกไหว้พ่อ แต่เขายืนนิ่งสักพักแล้วเอ่ยถามเสียงห้วนว่าพ่อมีอะไร แรมเอ็ดโต เป็นหนุ่มป่านนี้ยังไม่รู้จักมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่อีก แล้วหันไปต่อว่าวารีเลี้ยงลูกไม่ดี ไรวินท์กัดฟันกรอดมองนิ่งอย่างท้าทาย วารีขอโทษแทนลูกตามเคย แรมโกรธจัดกระแทกไม้เท้าลงพื้นอย่างแรง ลุกยืนสั่งเสียงดังว่าตนจะกลับมาอยู่เรือนนี้ ให้จัดห้องใหญ่ชั้นบนให้ด้วย

    “แล้วน้าน้อยจะกลับมาอยู่ด้วยหรือจะให้เธอไปอยู่ที่อื่นครับ”

    “เขาก็ต้องอยู่ที่นี่สิ ถามพิกล” แรมกราดเกรี้ยว

    “ถ้าเช่นนั้นผมก็ให้น้าน้อยอยู่บนเรือนนี้ไม่ได้ ผมอนุญาตให้พ่อมาอยู่ได้คนเดียวเท่านั้น”

    “ไอ้วิน! กล้าดียังไงมาออกคำสั่งใส่ฉัน ว่าให้ใครอยู่ได้ใครอยู่ไม่ได้ เรือนนี้แม่น้อยน้าของแกเขาอยู่มาตั้งแต่เกิด แกไม่มีสิทธิ์มาห้ามเขา”

    “สิทธิ์ที่น้าเล็กให้ผมเป็นเจ้าของเรือนหลังนี้โดยสมบูรณ์ไงล่ะครับ คุณพ่อเรียนกฎหมายย่อมทราบในเรื่องสิทธิ์นี้ดีกว่าผมกระมัง”

    “ไอ้เด็กเนรคุณ! ญาติพี่น้องแกยังใจร้ายกับเขาได้ลงคอ ยโสโอหังที่สุด ก็ให้มันรู้ไปสิว่าแม่น้อยจะกลับมาอยู่บ้านของตัวเองไม่ได้”

    ไรวินท์เสียงแข็งว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ วารีปรามลูกให้พูดดีๆกับพ่อ เขาไม่ฟัง “ผมยอมให้พ่ออยู่เพราะพ่อเป็นพ่อ แต่สำหรับผู้หญิงคนนั้น พ่อคงไม่รู้ว่าที่บ้านนี้ตัดขาดเขาออกไปนานแล้ว เขาไม่มีสิทธิ์กลับมาเรือนนี้อีก ตราบเท่าที่ผมถือกรรมสิทธิ์เจ้าของเรือนหลังนี้” แรมตะลึงตัวสั่นเทิ้ม ฟังลูกกล่าวโทษ

    “แม่รักพ่อมากแค่ไหน พ่อก็ทราบดี แต่พ่อก็ยังไป...สำเริงกับผู้หญิงคนนั้น ผมจะบอกให้เอาบุญเถอะ ถ้าพ่อไม่ไต่เต้าจากครูจนๆขึ้นมาเป็นขุนนางมหาดไทย สองตาผู้หญิงคนนั้นก็ไม่มีทางมาแลพ่อ”

    แรมโกรธจัดเงื้อมือตบหน้าลูก...แพรขาวตกใจร้องว้ายก่อนรีบเอามือปิดปาก วารีร้องพร้อมกับวิ่งไปขวางไม่ให้แรมทำลูกอีก ไรวินท์เสียงกร้าวให้ปล่อยพ่อ ถ้าพ่อทำอะไรตนหรือแม่อีกพ่อจะไม่มีวันได้กลับมาอยู่บ้านนี้

    แรมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟหาว่าท้าทาย เงื้อไม้เท้าฟาด ไรวินท์จับแม่หมุนหลบได้อย่างหวุดหวิด แรมเข้ากระชากวารีเหวี่ยงล้มหัวโขกโต๊ะเลือดซิบ ไรวินท์ถลาเข้าดูแม่ แรมเงื้อไม้เท้าฟาดอีก ไรวินท์หันมาจับไม้ไว้ แรมจึงกดน้ำหนักลง แต่แล้วก็สู้แรงคนหนุ่มไม่ได้ ไรวินท์ลุกขึ้นมาจ้องแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน วารีได้สติร้องห้ามลูกอย่าทำอะไรพ่อ

    แพรขาวแทบไม่อยากเดาหันมาถามไรวินท์ที่ยืนอยู่ด้วยกัน “นี่ อย่าบอกนะว่าคุณจะ...”

    ไรวินท์ยืนนิ่งสีหน้าปวดร้าวจนแพรขาวรู้สึกได้ เสียงเขาแผ่วเบาว่า “ผมไม่ควรเลย...”

    แพรขาวหันไปดูเหตุการณ์ต่อ สองพ่อลูกจ้องกันเขม็ง แล้วไรวินท์ในอดีตก็ประกาศกร้าว “พอกันที! นับจากนี้ บ้านหลังนี้จะไม่ขอต้อนรับพ่อและผู้หญิงของพ่ออีก”

    ไรวินท์สะบัดมือที่จับไม้เท้าออกแล้วเดินลิ่วไป แรมเสียหลักหน้าคะมำ วารีเข้าประคองมองหน้าสามีอย่างทำอะไรไม่ถูก ตัดสินใจเดินตามลูกออกไปปล่อยแรมยืนหน้าชาเหมือนล้มทั้งยืนที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญ...แพรขาวชำเลืองมองไรวินท์ที่ยืนนิ่งข้างๆ อย่างรู้สึกสงสาร

    หลังจากนั้นแรมก็เดินปึงปังออกจากเรือนใหญ่ เก็บกลั้นความระทมขมขื่นถือไม้เท้าด้วยมือสั่นเทิ้ม แพรขาวตกใจเห็นไรวินท์ก้าวเข้าไปจ้องพ่อด้วยสายตาปวดร้าวไม่แพ้กัน พยายามจะพูดบางอย่างแต่พูดไม่ออก ทันใดมีเสียงเปียโนทำนองดุดันดังขึ้น แรมสูดลมหายใจเข้าเหมือนตัดสินใจอะไรได้ เชิดหน้าสวมหมวกเดินอย่างทะนงต่อไป วารีวิ่งออกมาร้องเรียกแต่แรมไม่หันกลับมา...แพรขาวสงสารไรวินท์อยากจะปลอบโยนแต่ไม่กล้า

    ไรวินท์อดีตยังคงเล่นเปียโนเพลงดุดันแสดงถึงความโกรธ เสียใจ แรมรับรู้ถึงอารมณ์ของลูกชายจึงเดินตรงไปยังรถ วารีวิ่งตามออกมาแล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นวีณานั่งรออยู่ในรถ วารีหน้าซีดแทบล้มทั้งยืน...วีณาเห็นสีหน้าแรมก็จี้ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง แรมไม่ตอบสั่งคนรถขับออกไป วีณาโวยวายจะไปอยู่ที่ไหน แรมนิ่งซ่อนความเจ็บปวดอย่างทะนง

    แพรขาวกับไรวินท์ยืนมองวารีที่ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกด้วยความสงสาร...เสียงเปียโนจบลง ไรวินท์อดีตนั่งนิ่งเหมือนได้ปลดปล่อยอารมณ์ออกจนหมด แพรขาวมองผ่านหน้าต่างเข้าไปเห็น กระซิบกับไรวินท์ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆว่า “ฝีมือคุณไม่เลวเลย...ฉันหมายถึงเพลงนะคะ แต่ฉันก็อยากจะบอกว่าไม่เคยเห็นใครกล้ากับพ่อได้เท่าคุณจริงๆ”

    ไรวินท์ยิ้มเศร้าๆแทนคำตอบก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า จากวันนั้นพ่อก็ไม่เคยกลับมาที่นี่อีกเลย แพรขาวเหน็บเขาทำขนาดนั้นเป็นตนก็ไม่กลับมา ไรวินท์ยิ้มบางๆบอกถึงพ่ออยากกลับก็คงไม่ได้ เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วัน ตนบอกขายเรือนใหญ่และมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเกษียณราชการมาจากกาญจนบุรี ซื้อเอาไว้โดยไม่ต่อสักสลึงเฟื้อง แล้วตนก็ย้ายไปอยู่เรือนเล็กกับแม่

    ส่วนพ่อไปเช่าบ้านอยู่ เงินเดือนที่ได้จากการทำงานก็น้อยลง ค่าใช้จ่ายในพระนครสูง ประกอบกับพ่อน้อยใจที่เห็นเพื่อนร่วมรุ่นรุ่งเรือง จึงหันมาดื่มเหล้า น้าน้อยทนไม่ได้ออกเที่ยวทุกวัน จนวันหนึ่งพ่อบังคับให้น้าน้อยอยู่บ้าน แต่เธอกลับมีหนุ่มใหญ่ขับรถหรูมารับหน้าบ้าน น้าน้อยผลักพ่อออกวิ่งหนีไปขึ้นรถ พ่อเจ็บปวดเสียใจมาก...โชคชะตายังให้บททดสอบแก่พ่ออีก เจ้าของสำนักกฎหมายที่พ่อทำงานเสียชีวิต กิจการปิด พ่อตกงาน น้าน้อยทิ้งพ่อไปอยู่กับชายอื่น

    ooooooo

    หลังจากเห็นสภาพของแรมแล้ว ไรวินท์ก็พา แพรขาวกลับมาที่เรือนของแม่ แพรขาวคิดว่าในที่สุดวารีก็ชนะ สามีกลับมา ไรวินท์ส่ายหน้าบอกพ่อทิฐิเกินกว่าจะกลับ ท่านกลายเป็นตาแก่ขี้เหล้า ส่วนน้าน้อยก็ไปอยู่กับป้าใหญ่ ทั้งสองโกรธแม่กับตนที่ได้รับมรดกทั้งหมด

    แพรขาวยังสงสัย “โอเค คุณทำบาปกรรมกับพ่อของตัวเองก็จริงอยู่ แต่การไล่พ่อออกจากบ้านอย่างนั้น มันทำให้คุณต้องติดอยู่กับเรือนหลังนี้เลยหรือคะ ไม่ยุติธรรมเลย”

    ไรวินท์เดินหนี แพรขาวตามถามมีเรื่องอะไรอีก เขาหันมาสบตาบอกยังมีเรื่องราวอีกมากที่เกิดขึ้นในเรือนสองหลังนี้ แพรขาวอยากรู้รบเร้าให้เล่าต่อ เขายิ้มมองไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น แพรขาวมองตามตกใจที่เช้าแล้ว

    และแล้วแพรขาวก็ตื่นสายอีกจนได้ ชมพูเล่นลูกบอลอยู่ที่สนาม สีนวลยืนมองอยู่บนหน้าต่างชั้นสองเรือนใหญ่ เสียงกรุ๊งกริ๊งเหมือนเพลงกล่อมเด็กดังลงมา ทำให้ชมพูเงยหน้ามองอย่างสนใจ เผอิญนลินเดินมาถามถึงแพรขาว ชมพูจึงรู้สึกตัวหันกลับมาบอกว่าแม่แต่งตัวอยู่ หนูน้อยเงยหน้ามองไปข้างบนอีกครั้ง หน้าต่างบานนั้นได้ปิดลงแล้ว

    พอเดินผ่านศาล ชมพูก็บอกนลินว่าตนจะเล่นอยู่ตรงนี้ นลินพยักหน้ารับแล้วเดินไปที่เรือนเล็ก...ชมพูวิ่งมามองกุหลาบขาวในแจกันหน้าศาล เพราะมีแสงเรืองรอง เสียงไรวินท์ถามสวยใช่ไหม ชมพูหันมองยิ้มดีใจเรียก...คุณยุง...คุณยุง...

    นลินนั่งรอแพรขาว เห็นเธอออกมาในชุดผ้าซิ่นไทย เกล้าผมดูสวยแปลกตาก็ตะลึง แพรขาวต้องไปทำงานร้านสปาจึงฝากดูแลชมพู นลินบอกสบายมาก ชมพูเป็นขวัญใจคนบ้านนี้ไม่ต้องห่วง...แพรขาวคว้ากระเป๋าและกุญแจรถรีบไป ชมพูวิ่งถือดอกกุหลาบขาวมาให้แม่เสียบผม แพรขาวฉงนแต่ก็ยิ้มอย่างรู้ทันว่ามาจากใคร นลินมองสองแม่ลูกไปมา

    ในขณะเดียวกัน สาโรจน์ส่งนักสืบมาถ่ายคลิปแพรขาว ตั้งแต่ออกจากบ้านไปยังร้านสปา แล้วส่งกลับให้เขา สาโรจน์เปิดดูเห็นแพรขาวถือกล่องอาหาร ถุงขนมรีบเข้าร้าน ถึงกับเคลิ้มในความสวยของเธอ จนต้องเตือนตัวเองว่าไม่ควรๆ เขาเลื่อนไปอีกไฟล์เป็นคลิปเธอออกจากบ้าน ต้องผงะเมื่อเห็นมีชายชุดดำขี่มอเตอร์ไซค์จอดซุ่มถ่ายภาพเธอ และขี่รถตามเธอไปจนถึงร้าน จึงรีบตามนักสืบกลับมาสอบถาม จนรู้ว่ามีนักสืบอีกทีมที่พัสกรจ้างมา สาโรจน์รู้สึกเป็นห่วงเธอ

    ooooooo

    แพรขาวติดกิ๊บกระชับดอกกุหลาบที่เสียบผมให้แน่น ก่อนจะถือของเข้ามาในร้าน ได้ยินเสียงลลิตโวยวายด่าว่าคนงานก็ตกใจ พอเขาเห็นเธอก็เปลี่ยนท่าทีอ่อนโยนลง หญิงสาวยกมือไหว้ถามทานอาหารเช้าหรือยัง คุณยายทำขนมฝากมาให้ แล้วแพรขาวก็สบตาต๊อกให้รีบไปเสีย

    ที่โถงต้อนรับลูกค้า แพรขาวทำงานคู่กับจารุวรรณ มีปีเป็นหัวหน้าพนักงานคอยแนะนำงาน ลลิตยืนมองสัดส่วนสาวๆจากด้านหลัง จารุวรรณหันมาเห็นยิ้มหวานให้ ลลิตจ้องมองแต่แพรขาวจนจารุวรรณเขม่น เขาเดินผ่านเธอไปคุยกับแพรขาวว่าถ้าไม่เข้าใจงานตรงไหนถามปี

    ตกบ่าย แพรขาวยังง่วนกับการดูจอเพื่อบุ๊กคิวให้ลูกค้าเข้ารับการทำสปา จารุวรรณคอยต้อนรับลูกค้า พอว่างก็เลียบเคียงคุยกับแพรขาวว่าบ้านอยู่แถวนี้หรือ เธอตอบว่าใช่อยู่ฝั่งตรงข้ามคลอง จารุวรรณถามรู้จักลลิตมาก่อนหรือ แพรขาวบอกเพิ่งรู้จักตอนมาทำงาน

    “จริงสิ หนูก็นึกว่ารู้จักกันมา ดูคุยสนิทกัน” แล้วจารุวรรณก็ชวนพักทานข้าว

    แพรขาวต้องเคลียร์คิวจึงให้จารุวรรณไปกินเลย ตนมีข้าวกล่องมาจากบ้าน พอจารุวรรณเดินไป มือถือแพรขาวดังขึ้น เธอสะดุ้งมองหน้าจอเห็นชื่อพัสกรก็ตัดสายทิ้งทันที ใจเป็นห่วงลูกขึ้นมา...ด้านพัสกรหัวเสียที่โดนตัดสายทิ้ง เข้าเกียร์ขับรถลิ่วออกไป

    ที่เรือนใหญ่ เนยนั่งหลับอยู่หน้าทีวี มีตุ๊กตาตัวโปรดของชมพูวางอยู่ ส่วนตัวชมพูออกมาเล่นลูกบอลอยู่กับไรวินท์หัวเราะร่า ลูกบอลกลิ้งไป ไรวินท์เดิน

    ทำทีจะเก็บแต่ทำให้ลูกบอลกลิ้งถอยมาหาเอง ชมพูอ้าปากหวอก่อนจะถามเขาทำได้อย่างไร ไรวินท์อ้างว่าลมพัดมาเอง

    บนหน้าต่างชั้นสอง สีนวลยืนมองทั้งสองเล่นสนุก... เนยตื่นขึ้นมางัวเงียมองออกไป เห็นชมพูเล่นอยู่คนเดียวก็บ่นไม่ปลุกกันเลย พอชมพูโยนลูกบอลให้ไรวินท์ สีนวลยื่นมือแห้งๆโบกให้ลูกบอลลอยข้ามหัวไรวินท์ออกไปนอกรั้วบ้าน ชมพูร้องเย้ดีใจที่ไรวินท์รับไม่ได้บ้าง

    “ไปข้างนอกแล้ว แม่หนูต้องไปเก็บเองแล้วล่ะ” ไรวินท์ไม่สามารถออกไปพ้นบ้านได้

    ชมพูรับคำรีบวิ่งไปเปิดประตูรั้วออกไป พอวิ่งมาที่ลูกบอล พัสกรเข้ามาเก็บ ชมพูตกใจ เนยชะเง้อมอง เกสรตามมาดูถามชมพูอยู่ไหน เนยบอกว่าวิ่งออกไปเก็บลูกบอล เกสรตกใจให้เนยตามไป...ชมพูมีท่าทีกลัวพัสกรไม่ยอมเข้าไปหา ถามพ่อมาหาแม่หรือ เขาบอกมารับหนู เด็กน้อยรีบบอกว่าแม่ไม่ให้ไปไหนกับใคร พัสกรฉุนขึ้นมาทันที พอเห็นลูกถอยหนีก็เปลี่ยนท่าทีทำใจเย็นบอกวันนี้จะพาไปเที่ยวสวนสนุก หนูน้อยตาโตตื่นเต้น เขายิ้มกริ่มพอใจอย่างมาก

    แต่ชมพูยังยืนลังเล พัสกรเร่งเอาลูกบอลล่อ หนูน้อยบอกต้องไปขอน้าลินกับคุณยายก่อน พัสกรไม่ทนก้าวเข้าจะคว้าตัว ชมพูร้องวี้ดออกมาเบี่ยงหลบ พัสกรเสียหลักลูกบอลหลุดมือ หนูน้อยยังห่วงของคว้าลูกบอลจะวิ่งหนี พัสกรดึงผมลูกไว้ ชมพูหน้าหงายร้องไห้ลั่น ทันใดประตูบ้านถูกผลักออกฟาดรั้วดังโครม พัสกรสะดุ้งมองเห็นไรวินท์ยืนตาวาวก็ผงะขนลุกซู่อย่างบอกไม่ถูก ชมพูร้อง “คุณยุง...ช่วยด้วย ฮือๆๆ”

    นลินวิ่งออกมาพร้อมเนย เห็นพัสกรหน้าตาตื่นกลัววิ่งกลับขึ้นรถก็แปลกใจ ชมพูวิ่งเข้ามากอดร้องไห้

    ด้านแพรขาวมัวแต่อธิบายตารางการนวดแบบต่างๆให้ลูกค้าฟังจึงปิดเสียงมือถือไว้ จนค่ำใกล้สามทุ่มถึงเลิกงาน พนักงานทยอยกลับ ปีเข้ามาถามไถ่กลับอย่างไร แพรขาวบอกว่าขับรถมา ปีจึงหมดห่วงกลับไปก่อน แพรขาวเก็บเอกสารเห็นมิสคอลจากนลินก็จะโทร.กลับ ลลิตออกจากห้องมาเรียกให้เธอเข้าไปพบในห้อง แพรขาวหวั่นใจยืนลังเลหน้าประตู ลลิตทำทีถามถึงการทำงานและชมว่าเธอทำงานดีมาก เขารินไวน์ส่งให้บอกเป็นการต้อนรับ เธอปฏิเสธไม่ดื่ม

    ลลิตหน้าเสีย “อ้าๆโอเค งั้นรอเดี๋ยว...งั้นแพรช่วยรับสร้อยเส้นนี้ไป”

    ลลิตหยิบสร้อยลูกปัดตาเสือมาชูตรงหน้าแพรขาวแกว่งไปมา บอกอยากให้เธอใส่เพราะดูเข้ากับชุดที่ใส่ แพรขาวชะงักยืนตัวแข็งนิ่ง ในดวงตาสะท้อนเงาเสือร้ายแสยะเขี้ยว จ้องตะครุบเหยื่อ สายตาลลิตโลมเลียไปตามเรือนร่างเธอ ทันใดนั้นกลีบกุหลาบขาวที่ผมแพรขาวก็เปล่งประกายเรืองแสงวาบออกมา พุ่งไปที่ลูกปัดในมือลลิต ทำให้ดวงตาสัตว์ร้ายพ่ายหายวับไป ลลิตรู้สึกเหมือนโดนอะไรวาบเข้ามาจนผงะ แพรขาวได้สติรู้สึกว่าใจกำลังเต้นแรงรีบบอกเขาว่า

    “คือแพรว่ามันแพงเกินไป แพรรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ ขอบคุณนะคะ” ว่าแล้วก็ขอตัวกลับ

    ลลิตยังมึนว่าเกิดอะไรขึ้น มองสร้อยในมืออย่างสงสัยก่อนจะมองตามแพรขาวไป

    ooooooo

    พัสกรกลับมาบ้านด้วยอารมณ์หงุดหงิดมึนงง เดินผ่านประไพขึ้นไปยังห้องนอน เข้ามาเห็นดิวนอน อยู่ในชุดวาบหวามท่ามกลางไฟสลัว ก็เกิดอารมณ์เข้ากอดรัดซุกไซ้ ดิวแอบยิ้มกริ่มแต่อดต่อว่าเขาไม่ได้ว่าไปหาเมียมาหรือ ทำให้พัสกรชะงักนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา

    พัสกรเห็นไรวินท์ยืนตาเขียวน่ากลัวชี้หน้าสั่งให้ปล่อยตัวชมพู เสียงลูกร้องให้ลุงช่วยด้วย จากนั้นมือที่จับผมลูกก็เหมือนถูกบิดอย่างแรงจนเจ็บต้องปล่อย ประจวบกับนลินและเนยวิ่งมา ชมพูวิ่งไปหาแล้วประตูบ้านก็ปิดปัง...พัสกรยังงงว่าชายคนนั้นเป็นใครและยังรู้สึกเจ็บข้อมืออยู่

    ด้านแพรขาวกลับมาบ้านฟังนลินเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น “หนูกลัวแทบแย่ นึกว่าพี่กรจะตามเข้ามา แต่ไม่ยักโวยวายเหมือนครั้งก่อน ได้ยินแต่เสียงรีบถอยรถหายออกไปเลย ก็แปลกดี...”

    แพรขาวมองไปยังศาลเจ้าเรือนที่เปิดไฟในเรือนดูสวยงาม หันมามองนลินด้วยความรู้สึกเสียใจและเป็นกังวลที่นำความวุ่นวายมาให้ไม่รู้จบ นลินจับมือแพรขาวบอกทุกคนเข้าใจและพร้อมสู้ไปกับเธอ “โอเคนะพี่แพร แต่ไหนๆก็ไหนๆละ ลินว่าพี่แพรก็น่าจะหย่าให้เด็ดขาดไปเลย แล้วเรียกค่าเลี้ยงดูหนูชมพูไว้เยอะๆ ทางนั้นจะได้ไม่มีสิทธิ์มาอ้างเอาตัวหนูชมพูได้อีก”

    แพรขาวครุ่นคิดตาม...ทางเขมินีได้ดูคลิปจากสาโรจน์ ก็ตกใจเข้าใจว่าแพรขาวไปทำงานเป็นหมอนวด สาโรจน์บอกเธออาจไปทำด้านประชาสัมพันธ์ เขมินีโวย

    “ไม่ต้องมาพยายามปลอบใจฉันเลยสาโรจน์ แพรขาวมันบ้าไปแล้ว ฉันจะให้เงินให้คอนโดมัน จะเอาลูกมาช่วยเลี้ยง มันไม่เอา แต่มันเอาตัวเข้าแลกกับงานที่มันล่อแหลมแบบนี้เนี่ยนะ”

    “ผู้หญิงคนนี้เป็นคนแปลกจริงๆ” สาโรจน์ทึ่ง

    “เชอะ ทำเป็นมีศักดิ์ศรี แล้วคนมีศักดิ์ศรีภาษาอะไร ไปทำงานหมอนวด”

    สาโรจน์พยายามแก้ตัวแทน พอดีนักสืบมาถึง แปลกใจที่เจ้านายอยู่ด้วย เขาบอกว่าเรื่องที่ให้ไปสืบดูท่าจะแน่นอน เขมินีเครียดออกมาสูดอากาศในสวนของออฟฟิศ สาโรจน์เป็นห่วงบอกให้เธอกลับบ้านไปพักผ่อน อย่ารับรู้อะไรอีกเลย เดี๋ยวจะเครียดจนป่วย เขมินีสวนว่าตนไม่บอบบางขนาดนั้น

    สาโรจน์จึงให้นักสืบรายงานได้เลย นักสืบเปิดคลิปภาพดิวไปเที่ยวดูหนังกับชายวัยรุ่น ท่าทางสวีตหวานแนบชิดนัวเนียกันมาก แต่ภาพที่ได้ยังเห็นหน้าผู้ชายไม่ชัด เพราะใส่แว่นดำ สาโรจน์จึงสั่งให้ตามดูไปเรื่อยๆ เขมินีกุมขมับ

    “ดูนะสาโรจน์ เธอดูฝีมือลูกชายคนโปรดของแม่ฉัน เมียหลวงไปทำงานเป็นหมอนวดที่สปา เมียน้อยก็มีชู้ จะหาอะไรเสื่อมเท่าบ้านโอฬารอิทธิพรพาณิชย์ในชั่วโมงนี้อีกไหมล่ะ”

    สาโรจน์มองเจ้านายสาวอย่างเห็นใจ

    ooooooo

    ตกดึก แพรขาวนอนไม่หลับเรื่องพัสกรมาราวีจะเอาลูกไปให้ได้ แต่พอได้ยินเสียงเปียโนหวานเจื้อยแจ้วดังแว่วเข้ามา ก็รู้ว่าได้เวลา รีบลุกจากเตียง หันมองลูก แล้วต้องตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างตัวเองนอนหลับอยู่กับลูก ก้มดูตัวเองก็ตื่นเต้นที่ตัวเองอยู่ในชุดคนยุคเดียวกับไรวินท์

    แพรขาวออกมายืนข้างเปียโน ไรวินท์บรรเลงเพลงจบท่อนสุดท้ายพอดี นึกซนยื่นนิ้วไปจิ้มคีย์ ไรวินท์ในชุดข้าราชการหันมายิ้มบอกให้ลองเล่น เธอส่ายหน้าบอกต้องฝึกก่อน เขาถามจะไปฝึกที่ไหน เธอจึงยิ้มเรี่ยๆ บอกอาจจะฝึกแถวๆนี้

    “หมายถึงกับฉันรึเปล่า ฉันไม่เคยมีลูกศิษย์สักคนเลยนะ” ไรวินท์สบตาจนแพรขาวเขิน

    “เอาเป็นว่าคือ...ฉันอยากจะขอบคุณคุณอีกครั้งแล้วกัน คุณใช่ไหมที่ช่วยชมพูเมื่อตอนบ่าย จนพ่อของชมพูรีบหนีกลับไป ต้องเป็นคุณแน่ๆเลย ขอบคุณนะคะ”

    ไรวินท์ทำหน้าขรึมบอกคงไม่กล้ามาที่นี่อีกนาน แพรขาวถามเขาทำอย่างไร เขาไม่ตอบกลับเดินออกไปกลางสนาม แพรขาวถามจะไปไหน เขาย้อนถามยังอยากรู้เรื่องของตนอีกไหม ตาหญิงสาวเป็นประกายด้วยความอยากรู้ รีบไปยืนเคียงข้างเขา

    สองคนปรากฏตัวในสวนหน้าเรือนทั้งสองหลัง แพรขาวรีบเดินตามไรวินท์ จู่ๆเขาก็หยุด ทำให้เธอชนแผ่นหลังเขา จึงโวยเบาๆ “โอ๊ย! เดินดีๆสิคุณ”

    ไรวินท์ถามกลับว่าใครกันแน่ แพรขาวฉุนแล้วก้าวเดินตามเขาต่อ เพิ่งสังเกตชุดที่เขาใส่จึงถามเขาเป็นข้าราชการหรือ ไรวินท์เล่าว่าตนเรียนจบคณะรัฐศาสตร์ก็เข้ารับราชการกระทรวงมหาดไทย แพรขาวทึ่งเพราะเป็นที่เดียวกับแรม เขาพยักหน้ารับ

    “แปลกใจหรือ...ซึ่งแม่ฉันก็ไม่ชอบใจนักดอกนะ เกรงฉันจะต้องออกหัวเมือง แล้วครอบครัวจะแตกแยกแบบพ่ออีก แต่ชะตาชีวิตคนเรามันไม่มีทางฝืนได้จริงๆ บทจะเป็นมันก็เป็นไปอย่างนั้น”

    แพรขาวเดินตามไรวินท์มาที่หน้าเรือนใหญ่ เห็นคนรับใช้หลายคนกำลังขนของเข้าบ้าน เจ้าของบ้านคนใหม่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ ไรวินท์เล่าว่า “เจ้าคุณท่านมีลูกชายสามคน ลูกสาวอีกสอง แต่ต่างก็แต่งงานแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เหลือก็แต่ลูกสาวคนสุดท้องที่ท่านไม่ยอมยกให้ใคร เพราะตั้งใจจะให้อยู่เป็นโสด เพื่อดูแลพ่อแม่ในยามชรา”

    “เอ๊ะ...ลูกสาวคนสุดท้อง ว้าว! รู้แล้ว คนนี้คือนางเอกของคุณใช่ไหมคะ”

    ไรวินท์ไม่ตอบ แววตากลับเศร้าลง แพรขาวถามย้ำว่าทายถูกใช่ไหม เธอสวยไหม ชื่ออะไร...ขาดคำก็เห็นสาวสวยวัย 25-26 แต่งตัวเรียบๆสะอาดสะอ้านสมฐานะ สั่งคนรับใช้ขนของขึ้นไปข้างบน ไรวินท์บอกว่าเธอชื่อ...สีนวล

    วันเวลาผ่านไป แพรขาวได้เห็นสีนวลทำงานฝีมือปักผ้าเช็ดหน้า 4-5 ผืนอย่างตั้งอกตั้งใจ เป็นอักษรตัววี จากนั้นก็นำมาให้วารีที่เรือนเล็ก วารีมีท่าทีเอ็นดูรักใคร่สีนวลมาก เพราะเป็นแม่บ้านแม่เรือน มารยาทก็งาม...วารีเห็นว่าตนกินหมากจะทำให้ผ้าเช็ดหน้าสวยๆเปรอะเปื้อน จึงบอกสีนวลว่าจะให้ไรวินท์แทน ตัวอักษรวีก็เป็นชื่อเขาได้พอดี สีนวลออกอาการเขินอาย

    ไม่ทันไร ไรวินท์อดีตก็กลับจากทำงานเดินเข้ามาสวัสดีวารี สีนวลหน้าแดงขวยเขิน วารีเอาผ้าเช็ดหน้าสีนวลให้ลูกชาย...แพรขาวชะเง้อมองด้วยความอยากเห็นลายปัก แล้วล้อไรวินท์ที่ยืนอยู่ข้างๆว่า “ปัดโธ่ ที่แท้นางก็ทำมาให้คุณนั่นล่ะ ว้าวๆๆๆ”

    “นี่แม่หนู หัดมีมารยาทเสียบ้าง”

    แพรขาวยักไหล่แอบหัวเราะคิกคักก่อนจะหันกลับไปมองเรื่องราวต่อ...ไรวินท์อดีตกล่าวกับสีนวลว่า ถ้าสีนวลไม่รังเกียจตนก็จะรับไว้ ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่ง วารีก้มหน้าแอบยิ้มก่อนขอตัวไปทำงานต่อ เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวคุยกัน แต่สีนวลก็เอาแต่ขวยเขินไม่พูดคุย ไรวินท์จึงทำลายความเงียบระหว่างทั้งคู่ลง

    “คุณหญิงท่านเป็นอย่างไรบ้างครับ ท่านทำใจได้บ้างหรือยัง นี่ท่านเจ้าคุณก็สิ้นบุญได้เกือบปีแล้ว”

    “ค่ะ ก็พอทำใจได้ ตอนนี้ป่วยกระเสาะกระแสะนอนอยู่บนห้องไม่ค่อยยอมลงมาข้างล่าง”

    “ผมก็ไม่มีโอกาสไปกราบท่านเลยครับ”

    สีนวลออกตัวแทนว่าท่านชอบนอนพักไม่ให้ใครพบ แล้วเธอก็เงียบไม่รู้จะคุยอะไรอีก ชายหนุ่มต้องหาเรื่องถามไถ่ เธอก็ตอบเป็นคำๆแบบคนคุยไม่เก่ง จนเขาเหนื่อยกับการหาเรื่องคุย

    แพรขาวส่ายหน้า “เห้อ...อะไรของนาง เป็นฉันฉันก็คงเบื่อ” พอนึกได้ชำเลืองมองไรวินท์ เห็นเขานิ่งก็แอบเบาใจ คิดว่าเขาคงไม่ได้ยิน

    การสนทนาของไรวินท์กับสีนวลจบลงเมื่อมีสาวใช้เอาน้ำมาเสิร์ฟ สีนวลขอตัวกลับไปดื้อๆ ไรวินท์อดีตยังงง...แพรขาวปล่อยขำกับพฤติกรรมของสีนวล แล้วยกมือปิดปากรู้ว่าเสียมารยาท แต่ไรวินท์ยังยืนนิ่งแววตาหม่น แพรขาวแย็บถาม...เขารักสีนวลแล้วต้องอกหักหรือ

    “เธอคอยฟังสิ่งที่แม่จะพูดกับฉันก่อนดีกว่า”

    แพรขาวมองอย่างสงสัย...ภาพอดีตเปลี่ยนเป็นห้องนอนคุณหญิงที่เรือนใหญ่ วารีแวะมาเยี่ยม คุณหญิงให้สีนวลลงไปหาของว่างมาต้อนรับ เพื่อจะมีโอกาสคุยกันลำพัง คุณหญิงขอให้วารีหาคนที่เหมาะสมแต่งงานกับสีนวล เพราะรู้ว่าตัวเองคงอยู่อีกไม่นานและว่าลูกมีสมบัติมากพอจะไม่อดตาย...วารีฟังแล้วรู้ว่าคุณหญิงหมายถึงไรวินท์

    พอตกเย็น ไรวินท์กลับจากทำงานก็อาบน้ำแต่งตัวจะออกไปข้างนอก วารีดักรอคุย “หนูนวลยังสาวยังแส้ มีสมบัติติดตัวก็ไม่น้อย เกรงใครจะมาปอกลอก ถ้าได้ผู้ชายดีๆ คุณหญิงท่านก็หมดห่วง แม่ก็เห็นด้วยกับท่าน เพราะพ่อแม่ก็ไม่ห่วงอะไรเท่าอยากให้ลูกมีฝั่งมีฝาให้หมดเรื่องไป” ไรวินท์เห็นด้วย วารีจึงรวบรัด “ถ้าได้ลูกเขยอย่างลูกวิน คุณหญิงท่านก็ไม่รังเกียจดอก”

    ไรวินท์หัวเราะเบาๆถามแม่คิดอย่างนั้นหรือ วารียกแม่น้ำทั้งห้ามาสาธยายแล้วถามเขามีคนรักหรือยัง เขาบอกยังและไม่คิดขัดใจแม่ถ้าแม่เห็นว่าดี วารีดีใจมากแล้วไรวินท์ก็ออกไป

    เกือบทุกคืนที่ไม่มีใครรู้ว่าไรวินท์ออกมาเที่ยวเต้นรำอย่างสนุกสนาน บางครั้งก็เล่นเปียโนพลิ้วไหวให้สาวๆกรี๊ดกร๊าด...แพรขาวกับไรวินท์อยู่ในชุดเข้ากับบรรยากาศ แพรขาวตาโพลงไม่คาดคิดว่าชีวิตท่านเจ้าบ้านเจ้าเรือนในอดีตจะฟุ้งเฟ้อขนาดนี้ ไรวินท์ถามเต้นรำเป็นไหม แพรขาวรีบบอกว่าแบบยุคนี้ไม่เป็น เขาบอกไม่ยากและดึงเธอออกมาบอกให้เต้นตาม

    แพรขาวก้มมองเท้าจับจังหวะ ไรวินท์ไม่ให้ก้มให้มองหน้าเขาและยิ้มแย้ม เธอจึงถาม

    “ในเมื่อไลฟ์สไตล์ เอ๊ย...รสนิยมคุณเป็นแบบนี้ แล้วทำไมคุณไปรับปากคุณแม่ว่า เอ้อ...ฉันถามจริงนะ คุณคิดแค่นั้นจริงๆหรือ สมัยคุณนี่คิดจะตัดสินใจแต่งงานก็ง่ายๆกันงี้หรือ”

    ไรวินท์บอกทำไมต้องทำให้ยากด้วย แพรขาวร้องโอ้ มันเรื่องใหญ่ ตัดสินใจใช้ชีวิตกับใครสักคนทั้งชีวิต อย่างกับให้แม่ช่วยเลือกผ้าเช็ดหน้าให้อย่างไรอย่างนั้น ไรวินท์อึ้งไปครู่ก่อนจะตอบว่าตนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ตั้งใจไม่อยากทำให้แม่ผิดหวัง เพราะพ่อคนเดียวก็พอแล้ว แพรขาวสุดมึนมองไรวินท์อดีตที่มีสาวๆห้อมล้อมอย่างกับดารา

    แล้วไรวินท์ก็เปลี่ยนพาแพรขาวมาในที่สลัมแห่งหนึ่ง...เห็นไรวินท์อดีตเดินเข้ามาถามเด็กที่วิ่งเล่นแถวนั้นบางอย่าง แล้วเขาก็เดินข้ามสะพานไม้เก่าๆมายังบ้านไม้ผุๆพังๆสุดตรอกริมคลองที่เหม็นคลุ้ง เขาหยุดมองสภาพบ้านอย่างสังเวชใจ ข่มใจก้าวเข้าไปร้องถามมีใครอยู่ไหม แล้วตาแก่คนหนึ่งก็เดินออกมา พอทั้งสองสบตากันต่างตะลึงนิ่งอึ้ง

    แพรขาวเห็นแล้วอุทาน “นั่น! ตายจริง!”

    ไรวินท์แทบอยากเมินหน้าหนีรู้สึกผิดมากขึ้น... ไรวินท์อดีตเอ่ยขึ้น “พ่อ...ทำไมพ่อ”

    แรมแทรกถามมีธุระอะไร ไรวินท์อดีตจึงบอกว่าตนจะแต่งงาน...แรมโบกมือขัดอย่าบอกว่าจะให้ไป ตนไม่ไป ไรวินท์เงียบไปครู่แล้วจึงเอ่ยถามพ่อสบายดีหรือ แรมหัวเราะในคอตอบเสียงแหบพร่าว่า ตายเมื่อไหร่คงสบาย พูดจบก็จะเดินกลับเข้าบ้าน ไรวินท์เรียกไว้ เขาหันมาถามอย่างรำคาญว่าอะไร ไรวินท์ส่งธนบัตรใบละร้อยให้ แรมนึกไม่ถึงเอื้อมมือสั่นเทาไปรับอย่างกลัวจะหล่นหาย แล้วจึงเอ่ยถาม...จะเข้ามาไหม ไรวินท์อดีตถึงกับน้ำตาคลอ

    ภายในบ้านยิ่งน่าเวทนา แรมตักน้ำใส่ขันวางให้ ไรวินท์ถามทนอยู่ได้อย่างไร แรมตอบด้วยความปวดร้าวว่า “ก็คนมันสิ้นเนื้อประดาตัว จะให้ไปอยู่วิมานที่ไหนได้ยังไง แกไม่ต้องมาถามมากความ พ่อไม่ต้องการแก้ตัวหรือสำนึกผิดอะไร ทุกอย่างมันเป็นอย่างนี้เพราะพ่อเลือกเอง”

    ไรวินท์ถามถึงวีณา แรมบอกอย่างขมขื่นว่าใครจะทนอยู่กับคนที่เลี้ยงเขาไม่ได้ ไม่มีเกียรติ ไม่มีหน้ามีตา ไรวินท์จึงบอกว่าตนมีเงินเดือนจะแบ่งให้พ่อ แรมขอบใจแต่ตนคงอยู่อีกไม่นาน และบอกที่ผ่านมาถ้าเขาจะโกรธเกลียดที่ตนทิ้งมา ตนก็จะขอบอกว่า วันหนึ่งถ้าเขาเจอสิ่งเดียวกับตน เขาจะเข้าใจเองว่าทำไม

    แพรขาวยืนมองด้วยความสะเทือนใจ นึกไม่ถึงว่าแรมจะรับผลของทางที่เลือก แล้วอดถามไรวินท์

    ไม่ได้ว่าวีณาเป็นอย่างไร...ไรวินท์ทำให้ได้ไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของวีณา เธอได้มาอยู่บ้านป้าใหญ่ ในวันนั้นป้าใหญ่กำลังขึ้นรถจะไปร่วมงานแต่งงานของเขากับสีนวล วีณามองจากหน้าต่างห้องอย่างเย้ยหยัน

    ในงานมีแขกมากพอสมควร วารีทักทายพี่ใหญ่แล้วถามถึงวีณาไม่มาด้วยหรือ พี่ใหญ่บอกว่าวีณาไปไหนมาไหนไม่ได้เพราะเป็นง่อย วารีตกใจไม่อยากเชื่ออยากไปเยี่ยมน้องแต่ถูกห้ามไม่ควรไป...สภาพวีณาที่แพรขาวได้เห็น เธอซูบผอม ผมร่วงบางอย่างเห็นได้ชัด ขาลีบทั้งสองข้าง ขยับไปไหนต้องใช้ถัดคลาน ในห้อง กระจกแตกร้าวเพราะทนดูหน้าตาตัวเองไม่ได้

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 18:19 น.