ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    เจ้าบ้านเจ้าเรือน

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: "ติ๊ก เจษฎาภรณ์" ประกบ "ศรีริต้า" ใน "เจ้าบ้านเจ้าเรือน"



    แพรขาวเดินตามฟังลลิตอธิบายงานที่ต้องทำ มาจนถึงห้องโถงต้อนรับ พนักงานสาวๆต่างมองและยิ้มอย่างมีความหมายกับเขา ลลิตบอกหน้าที่เธอคืออำนวยความสะดวกนัดคิวให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างรวดเร็ว แพรขาวถามให้แน่ใจ ส่วนใหญ่ตนจะอยู่ที่เคาน์เตอร์ใช่ไหม

    เพราะแพรขาวมองไปยังห้องด้านในที่มีป้ายติดหน้าห้องว่า...ลลิต สายวิกสิต แอบหวั่นใจไม่อยากอยู่ใกล้เขามากเกินควร ลลิตรับว่าใช่ ส่วนใหญ่ตนไม่ได้ทำงานในห้อง จะเดินไปเดินมาทุกที่ ลลิตบอกอีกว่างานของเธอไม่มีอะไรมากเพราะคนที่ทำวันธรรมดาจะบุ๊กคิวไว้แล้ว แค่มารับคิวหน้างานและเทกแคร์ แพรขาวรับคำ ลลิตขยับเข้าโอบไหล่ เธอขยับออกอย่างอึดอัด

    “คุณแพรสนใจของโบราณไหม ผมสะสมไว้ ไปดูที่ห้องทำงานผมสิ ไปๆดูเอาไว้เผื่ออีกหน่อยจะได้อธิบายให้ลูกค้าฟังได้” ลลิตดันหลังแพรขาวไปที่ห้องอย่างมีเลศนัย

    ท้องฟ้าเริ่มครึ้มลง แพรขาวเข้ามาในห้องลลิตเห็นวัตถุโบราณราคาแพงแนวบาหลีและอินเดียมากมาย ลลิตแอบดึงประตูปิดล็อก หญิงสาวหันกลับมามอง เขาทำตัวปกติเดินไปเปิดเพลงซิมโฟนี่ทำนองดุดันเบาๆ เชิญให้เธอนั่งตามสบาย บอกมีอะไรจะให้ดู แล้วเขาก็ไปเปิดลิ้นชักตู้ไม้โอ๊ก หยิบสร้อยลูกปัดหลากสีร้อยยาวๆออกมา แพรขาวระวังตัวยืนไม่ยอมนั่ง

    “ผมสะสมลูกปัดโบราณมาสิบกว่าปีแล้ว มาดูสิแพร มีทั้งแก้วทั้งหิน”

    แพรขาวตะลึงชมว่าสวยมาก ลลิตอธิบายที่มาของลูกปัดแต่ละเส้น จนมาถึงเส้นลูกปัดแก้วตาเสือ เขาส่ายไปมาตรงหน้าเธอ แพรขาวตกอยู่ในภวังค์ เส้นสายหมอกดำปนแดงขมุกขมัวแพร่ไปรอบตัวเธอ เสียงคล้ายเสือคำรามดังก้อง หญิงสาวเริ่มมองไม่เห็นอะไรรู้สึกกลัว เหมือนมีสายตาสัตว์ร้ายซุ่มมอง เธอถอยหนีหลุดเข้าไปอีกมิติ เสียงเพลงซิมโฟนี่โหมเร้า รอบตัวมีแต่ควันแดงและริ้วผ้าสีแดงห้อยพลิ้ว ก่อนจะปรากฏเงาชายกำยำคนหนึ่งอยู่ไม่ไกล แพรขาวดีใจร้องขอให้ช่วย ชายคนนั้นยื่นมือมา เธอเดินช้าๆเข้าไปหา

    ขณะเดียวกัน ไรวินท์ยืนอยู่หน้าศาลเจ้าบ้านเจ้าเรือน มีลมพัดแรงใบไม้ปลิวว่อน คนในเรือนใหญ่เตรียมตัวทานอาหารเย็นไม่รู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ไรวินท์สีหน้ากังวลสุดๆ ตั้งสติมองกุหลาบขาวในมือแล้วกำพึมพำ...แพรขาว...อย่าไป! แพรขาว...อย่าไป!

    เหมือนแพรขาวได้ยินเสียงที่คุ้นเคยจึงชะงัก ไม่เอื้อมมือไปจับมือที่ยื่นมา เกิดแสงสีขาวนวลสว่างรอบตัวพร้อมกลิ่นหอมจากดอกกุหลาบที่เสียบบนผมเธอ ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น...พลังสีดำแดงถอยกลับหายเข้าไปในสร้อยแก้วตาเสือกลายเป็นลูกปัดธรรมดาแกว่งไปมา

    ตรงหน้า ลลิตแปลกใจเก็บอาการเอ่ยถามเธอเป็นอะไรหรือเปล่า หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆรวบรวมสติได้ ส่ายหน้าบอกไม่เป็นอะไรและชมว่าสร้อยสวยมาก เปลี่ยนเรื่องมาถามเรื่องงาน ค่าตอบแทนและระยะเวลาทำงาน ลลิตเก็บสร้อยบอกจะเอาเอกสารให้ดูและอยากให้เริ่มงานเสาร์นี้

    หลังจากนั้นแพรขาวรีบออกมาจากร้าน เห็นต๊อกนั่งกินกล้วยดำที่เหมือนถูกทิ้งแล้ว เขาตกใจรีบเก็บ แพรขาวอึ้งๆวิ่งไปขึ้นรถขับออกไป ลลิตตามออกมายืนมอง ต๊อกหันมาเห็นมองด้วยสายตาชิงชัง ลลิตสบถ “เป็นไปได้ยังไงวะ ไม่มีใครเคยรอดไปได้เลยนี่หว่า...”

    ไรวินท์ยืนถือกุหลาบขาวอยู่หน้าศาล ยิ้มกริ่ม “อย่าหวังเลย ไอ้ลายพาดกลอน...”

    ooooooo

    ค่ำวันเดียวกัน สาโรจน์มาคุยงานกับแถบทิพย์และเขมินีที่คฤหาสน์โอฬาร พัสกรเดินเข้ามาเจอ

    จำสาโรจน์ได้ ชี้หน้าโวย “เฮ้ย ลื้อรู้จักอั๊วดีนี่นา คนนี้... มัน...ไอ้...ไอ้คนนี้...”

    แถบทิพย์งงถามลูกชายอะไรกัน แล้วแนะนำว่าสาโรจน์เป็นทนายของบริษัท พัสกรฟ้องว่ามีคนส่งสาโรจน์ไปขวางตนกับลูก เขมินีเยาะ “ก็แกไปยื้อแย่งชมพู ตบตีแม่มันหน้าโรงเรียน แล้วยังไง...ขายหน้าพ่อแม่เด็กคนอื่นเขาไหม ดีที่สาโรจน์เขาไปห้ามไว้ให้ก่อน”

    แถบทิพย์ตกใจไม่รู้ว่าลูกชายทำเรื่องนี้ พัสกรโวยว่าเขมินีเป็นคนส่งสาโรจน์ไปทำลายแผนไม้ตายของตน เขมินียิ่งหัวเราะหยันแผนไม้ตายหรือ แทนที่สาโรจน์จะเจรจาขอตัวชมพูมาให้แม่ได้ชื่นชมบ้าง เขากลับทำลายทุกอย่าง ตอนนี้แพรขาวคงหวงลูกมากยิ่งกว่าเสือ การเจรจาคงยากมากขึ้น พัสกรไม่สำนึกกลับโวยทำไมต้องเจรจา

    “ถ้าผมได้ตัวชมพูมา ป่านนี้นังแพรขาวมันต้องตกเป็นฝ่ายคลานมากอดแข้งกอดขาผมไปแล้ว ถ้าไม่มีไอ้ทนายนี่มาสาระแนซะก่อน”

    สาโรจน์ชี้แจงว่าที่ทำลงไปเพื่อปกป้องเขา พัสกรตวาดช่วยตรงไหน “คุณไปรับลูกโดยไม่บอกให้ภรรยาทราบ คุณคิดจะขโมยเด็กมาเฉยๆ หนูชมพูเองก็ไม่เต็มใจจะไปกับคุณ การฉุดกระชากยื้อแย่งทำร้ายร่างกายภรรยาต่อหน้าลูกแบบนั้นจะทำให้เกิดภาพจำที่ไม่ดีของคุณประทับลงในใจของลูก ซึ่งอาจจะส่งผลต่อสุขภาพจิตของแกได้ อีกหน่อยแกอาจจะมองคุณเป็น...”

    “หุบปากได้แล้ว! พอ หยุดเลย ไม่ต้องมาสอนกู มึงนึกว่ามึงเป็นใคร เป็นเด็กเจ๊เขมเลี้ยงไว้เอนเตอร์เทนยามว่างหรือ มิน่าถึงกร่างขนาดนี้”

    เขมินีโกรธตบตีพัสกร แถบทิพย์ต้องห้าม...ในขณะเดียวกัน มีหนุ่มแว้นชื่อเท็นมาเกาะรั้วคุยกับดิวซึ่งอุ้มลูกออกมาด้วย ทั้งสองคุยกันภาษาท้องถิ่น เท็นกอดหอมท๊อปและหอมแก้มดิว ดิวส่งซองเงินให้ เท็นรับมาแล้วมองไปที่ตัวบ้าน ชื่นชมว่าบ้านผัวรวยดี เผอิญประไพเดินออกมาเห็นแอบมองด้วยความสงสัย...

    ด้านแพรขาวขับรถกลับมาบ้าน จะเดินไปเรือนใหญ่เห็นไรวินท์ยืนมองสีหน้าห่วงใยก็รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นอย่างประหลาด เขาเอ่ยถามเป็นอย่างไรบ้าง เธอบอกทุกอย่างโอเค ไม่มีอะไรที่ไม่ดี ไรวินท์ถอนใจกับความดื้อรั้นของหญิงสาว

    “ขอบคุณนะคะที่กรุณาเป็นห่วง แต่บางทีคุณอาจจะเป็นคนที่มีจินตนาการสูงหรือ...วิตกจริตไปเองได้มากกว่าคนปกติก็ได้นี่คะ”

    “นี่เธอตอบแทนฉันด้วยกิริยาอย่างนี้หรือ” ไรวินท์ไม่พอใจ

    แพรขาวหันกลับมาโต้ “อ้าว นี่ฉันกำลังมีญาติผู้ใหญ่ที่ควรให้ความเคารพไปอีกคนแล้วหรือตอนนี้” ระหว่างนั้นนลินเดินออกมาดู เห็นแพรขาวยืนคุยคนเดียวก็ยืนมองอึ้งๆ

    “แม่แพรขาว!” ไรวินท์เอ็ด แพรขาวหันมาลอยหน้าถามจะตักเตือนสั่งสอนอะไรอีกก็ว่ามา เขาถอนใจถาม “เธอจะต้องไปที่นั่นอีกหรือเปล่า”

    “ใช่ค่ะ ฉันมีลูก ฉันต้องทำมาหากิน”

    “ทำไมผู้หญิงสมัยนี้ต้องมาทำอะไรเช่นนี้ด้วย เฮ้อ...เอาเถอะ ถ้าเช่นนั้นเธอก็ต้องระวังตัวให้มากขึ้น ถ้ายังไปเจอผู้ชายคนนั้นอีก เพราะฉันก็อาจจะไม่ได้...นั่นล่ะ” ไรวินท์ไม่อาจพูดได้

    “ค่ะ ขอบคุณคุณวินอย่างมาก กรุณาเมตตาและเป็นห่วงดิฉันกับลูก อ้อ...แล้ววันหลังคุณมีอะไรก็ไม่ควรไปพูดกรอกใส่หูเด็กเพราะเด็กยังใสซื่อไม่ประสีประสาเล่ห์กลพวกผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องอะไรที่มันไร้สาระ”

    “แพรขาว!”

    แพรขาวสะบัดหน้าเดินไป นลินยืนมองงงๆใครคือคุณวิน แล้วจึงไปดึงมือแพรขาวไว้ก่อนจะเข้าบ้าน สายตามีคำถามมากมาย ถามเมื่อครู่ทำอะไร แพรขาว

    ทำหน้าแปลกใจ...ในบ้าน สมพรสงสัยทำไมนลินออกไปตาม แพรขาวนาน ชมพูจะไปดู เกสรห้ามไว้ยิ้มๆอย่างรู้บางอย่าง

    พอนลินฟังแพรขาวเล่าก็รีบบอกว่าบ้านเราไม่มีผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายที่ชื่อวิน แล้วรู้สึกขนลุกว่าจะเป็นเจ้าบ้านเจ้าเรือน แพรขาวไม่อยากเชื่อ...ระหว่างทานอาหารเย็น แพรขาวก็ได้ฟังเกสรเล่าว่า เจ้าบ้านเจ้าเรือน บางคนท่านก็ให้เห็น แต่ต้องพิเศษจริงๆ ส่วนใหญ่ท่านไม่ให้เห็น ถ้าเป็นคนไม่ดีก็ไล่เลย ไม่ปล่อยให้ทำความเดือดร้อนให้คนในบ้าน แพรขาวหน้าเจื่อน

    “คุณยายหมายถึง...นายคนนั้น เอ่อ ท่านคือผี ผีบ้านผีเรือนหรือคะ”

    “อุ๊ย! หนูแพร อย่าใช้คำแบบนั้น...ลองฟังเรื่องที่จะเล่านี่ก่อน แต่ฟังแล้วหนูไม่ต้องกลัว ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ ไม่ว่ากัน”

    แพรขาวตาโตรับคำตั้งใจฟัง เกสรเล่าว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่าตนไม่ได้ปลูกขึ้นเอง ซื้อต่อจากเจ้าของเดิมที่เร่งอยากขายบ้านบอกอยากเอาเงินไปลงทุน สมพ่อของสมพรเป็นคนมาเจอ ตอนนั้นสมพรอายุสี่ห้าขวบ ตนมีสมภพลูกคนโตอีกคนอายุหกขวบ พอเข้ามาอยู่ในบ้าน ตนก็ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้าของเดิม เพราะคิดว่าคงไม่มีใครทำบุญไปให้ ทุกวันนี้ก็ยังอุทิศส่วนกุศลให้ตลอด...ตอนที่เข้ามาอยู่ใหม่ๆ ตนกับสามีเห็นว่าลูกทั้งสองมักจะหัวเราะเอิ๊กอ๊าก พูดคุยคนเดียวบ่อยๆ ทีแรกสมนึกว่าพวกแกละเมอ แต่ตนรู้สึกแปลกๆไม่อยากบอกใคร

    จนอยู่มาปีหนึ่ง น้องชายของสมชื่อแสงมาขออาศัยอยู่ด้วย เขามีนิสัยเกเรไม่ทำงาน เอาแต่ขอเงิน และบ่อยครั้งที่มาขู่เอาเงินจากตน เวลาพี่ชายอบรมสั่งสอนอะไรก็ไม่ยอมฟัง...วันหนึ่งขณะที่ตนกำลังกวาดบ้าน แสงก็เข้ามาขู่ขอเงินอีก ตนบอกว่าไม่มีเขาก็เอามีดมาข่มขู่

    สมพรพอจะจำเรื่องราวได้จึงเล่าต่อจากแม่ว่า วันนั้นแสงหน้าตาน่ากลัวเอามีดมาจะแทงตนกับแม่ พวกตนหลับตากอดกันหวีดร้อง จู่ๆแสงก็เหมือนโดนผีหลอกร้องโวยวายทิ้งมีดวิ่งโร่ลงจากชั้นบน ตนเงยหน้ามองไปยังหน้าต่างเห็นร่างชายหนุ่มหล่อลอยอยู่นอกหน้าต่าง แม่หันมองแต่ร่างนั้นหายไปแล้ว แต่เหมือนแม่รู้อะไรบางอย่างจึงยกมือไหว้ท่วมหัว

    “แล้วหลังจากนั้น พ่อก็ตัดเป็นตัดตายจากอาแสง ไม่ให้เหยียบเข้ามาบ้านอีกเลย” แพรขาวถามแสงวิ่งหนีอะไร สมพรตอบว่าหนีเจ้าบ้านเจ้าเรือน แพรขาวใจหายวาบ “ท่านมาปรากฏตัวกลางวันแสกๆนอกหน้าต่าง หน้าต่างชั้นบนนะหนูแพร มันสูงจากพื้นดินตั้งเท่าไหร่ ใครเจออย่างนั้นจะไม่ขวัญหนีดีฝ่อไงไหว”

    แพรขาวกลืนน้ำลายเอื๊อกสบตาเกสร เธอพยักหน้ายืนยัน แพรขาวถามท่านมาให้เห็นอีกไหม สมพร ตอบว่านานๆครั้ง แต่แปลกที่ไม่มาให้ตนเห็นกลับเป็นแม่ที่เห็น เกสรเล่าว่า ผ่านไปสิบปี ตนฝันว่ากำลังปลูกต้นไม้ ท่านมาบอกว่าให้ช่วยสร้างที่อยู่แยกออกมาให้หน่อยไม่อยากอยู่ปะปนกับครอบครัว ตนจึงสร้างศาลอย่างที่เห็น เป็นการสร้างตามแบบของท่าน แล้วตนกับสามีและลูกๆก็ช่วยกันหาซื้อของแต่งในศาล ให้ดูเหมือนบ้านอยู่อาศัยจริงๆ ผ้าม่านก็เย็บเองจนญาติๆคิดว่าตนกับลูกชอบเล่นบ้านตุ๊กตาจนแก่ แพรขาวฟังเรื่องราวทั้งหมดอย่างช็อกเล็กน้อย

    ooooooo

    ฟังเรื่องราวในอดีตจนค่ำ ชมพูหลับปุ๋ยไปแล้ว แพรขาวอุ้มลูกกลับเรือนเล็ก เดินผ่านศาลก็รู้สึกขนลุกหวาดๆรีบจ้ำเข้าบ้าน ดูปิดประตูลงกลอนซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนจะเข้าไปอาบน้ำ จากนั้นก็มาสวดมนต์ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าบ้านเจ้าเรือน

    “คุณวิน ในที่สุดฉันก็รู้เสียทีว่าคุณเป็นใคร คุณคือผู้คุ้มครองของบ้านนี้ ผู้ที่คอยพิทักษ์ปกปักษ์คนทุกคน ในครอบครัวคุณยายเกสร แล้วก็ยังมีพระคุณที่ช่วยดิฉันและลูกไว้มาตลอด ดิฉันจะสวดมนต์ให้คุณทุกคืน ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ก็จะกรวดน้ำไปให้ ขอให้ท่านอยู่เป็นสุข และชมพูได้เห็นท่านอยู่เสมอๆ ถ้าเป็นไปได้ดิฉันอยากจะมีโอกาสได้เจอท่านอีก ไม่ใช่อะไร ดิฉันอยากขอบคุณและขอโทษท่านต่อหน้าด้วยตัวฉันเอง หากมีอะไรที่ฉันได้ล่วงเกินไป”

    ไรวินท์ยืนรับรู้อยู่หน้าศาล...แพรขาวนอนหลับฝันเหมือนอยู่ในภวังค์ ได้ยินเสียงเปียโนดังชัดขึ้นเรื่อยๆพร้อมแสงเรืองรองส่องผ่านความมืดทะลุผ้าม่านมายังใบหน้า จึงลืมตาลุกขึ้นพยายามมองออกไป เห็นไรวินท์นั่งเล่นเปียโนอยู่ข้างศาล จึงจ้องมองด้วยหัวใจเต้นรัวจนเพลงจบก็ลุ้นว่าเขาจะหันมาเห็นไหม ด้วยตอนนี้รู้แล้วว่าเขาเป็นใครจึงเกิดความเกรงกลัว

    เสียงไรวินท์ดังขึ้น “แม่สาวคนเก่ง ยังจะกลัวฉันอีกหรือ”

    แพรขาวทำใจดีสู้เสือเดินออกจากเรือนกล่าว “ทะ...ทำไมถึงคิดว่าฉันกลัวคุณ เอ่อ...ท่าน”

    “เรียกฉันอย่างที่เคยเรียกจะดีกว่านะ...ดูสิ” ไรวินท์ผายมือไป เห็นหมอกจางๆรอบตัวเธอ “นั่นคือความกลัวของเธอ...อารมณ์ของมนุษย์ส่งพลังงานโดยรอบตัวเหมือนไอน้ำ เมื่อเวลาตื่นกลัว ไอนั้นจะกลายเป็นไอร้อน อารมณ์ของมนุษย์หากเป็นทางต่ำจะคล้ายไอร้อน พวกเราอยู่ใกล้แล้วจะไม่สบายตัว แต่ถ้าเป็นอารมณ์ทางสูง ก็จะตรงข้ามเย็นสบาย”

    แพรขาวมองรอบตัวเองอย่างสงสัย “แล้วคุณไม่มีไอเย็นไอร้อนหรือคะ”

    ไรวินท์หัวเราะเบาๆบอกมีแต่ไอเย็น เย็นจนพวกเธอขนลุก แพรขาวนึกได้ตอนกลับมาจากร้านสปา เดินผ่านเขารู้สึกหนาวยะเยือก ท่านเจ้าเรือนบอกอีกว่า “ยิ่งพวกเธอส่งไอร้อนออกมามากเท่าใด พวกฉันก็จะยิ่งส่งไอเย็นมากเท่านั้น พวกคนที่มีจิตใจใสซื่อ ที่ยังไม่ส่งพลังต่อต้านร้อนๆออกมาเท่านั้นที่ฉันจะเข้าใกล้ได้...”

    แพรขาวมองไปยังเรือนเล็ก ไรวินท์รับว่าใช่ ชมพูเป็นเด็กดี จิตใจสะอาด ใครๆรวมถึงตนจึงเข้าใกล้ได้ง่าย แพรขาวเริ่มเข้าใจทุกสิ่งชัดเจน ไรวินท์ถามมีอะไรจะบอก หญิงสาวอ้ำอึ้งรู้ได้อย่างไร...บนหน้าต่างชั้นสองเรือนใหญ่ สีนวลจับขอบหน้าต่างมือสั่นเทามองอย่างโกรธแค้น

    แพรขาวเดินมาใกล้ไรวินท์กล่าวขอบคุณที่ช่วยตนกับลูกตลอดมา จนตนไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร ท่านเจ้าเรือนบอกว่าตนยินดี มันเป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลทุกคนที่อยู่บ้านนี้ ตราบใดที่เธอกับลูกยังอยู่ในบ้านนี้ ตนรับปากจะดูแลไม่ให้ภยันตรายใดๆมาแผ้วพาน

    “ขอบคุณท่าน...เอ่อ คุณวินอย่างมากค่ะ ขอบคุณจริงๆค่ะ” แพรขาวพนมมือไหว้

    “เอาล่ะไม่ต้องไหว้ฉัน ไหว้แล้วไหว้อีกเช่นนั้นแม่หนู”

    “คุณเรียกฉันว่าแม่หนูเหรอ คุณดูแก่กว่าฉันไม่ เท่าไหร่เอง”

    ไรวินท์บอกว่าตนแก่กว่าที่เธอคิด แพรขาวนึกได้ว่าเขาคงอยู่ที่นี่มานานประมาณอายุปู่ของตนได้ เขาบอกเธอต้องเรียกเขาว่าคุณเทียด คือพ่อของทวด แพรขาวแอบเหน็บ

    “อ๋อ...คุณให้ชมพูเรียกคุณลุง แต่จะให้ฉันเรียกคุณว่าคุณเทียด นับญาติกันแบบนี้งงแย่”

    ไรวินท์ขำบอกเรียกแบบเดิมก็ได้ แพรขาวแกล้งเรียก...เทียดวินท์ แล้วบอกมีอีกเรื่องอยากถาม เขาแทรกว่าเรื่องที่ตนห้ามวันนี้ หญิงสาวประหลาดใจพยักหน้ารับว่าใช่ เขาถอนใจ

    “เมื่อหัวค่ำนี้เธอไปสัมผัสกับสิ่งเหนือธรรมชาติบางอย่างจากที่นั้นแล้ว...ใช่ไหม”

    แพรขาวนึกถึงสิ่งที่เจอที่ร้านสปาลลิต แต่กลับถามหมายถึงผีในคลองฝั่งโน้นใช่ไหม ไรวินท์บอกว่าผีพวกนั้นไม่เห็นแล้ว เธอจึงถามแล้วมันคืออะไร

    “บางครั้งฉันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดถึงวิบากกรรมของ... สิ่งอื่นๆ โลกของฉันเองถึงแม้เป็นโลกเสมือน ก็ใช่ว่าฉันจะสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา เพราะฉันก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเหมือนกัน”

    “คนตายแล้วต้องมีข้อกำหนดอะไรด้วยหรือคะ นึกว่ามีแต่คนเป็นๆเสียอีก ที่ต้องเจอเงื่อนไขอะไรมากมาย”

    “ข้อกำหนดก็อย่างเช่น ฉันต้องอยู่ตรงนี้ไปไหนไม่ได้ ออกไปจากอาณาเขตบ้านนี้ไม่ได้ เป็นต้นแล้วก็ไม่รู้เลยว่าจะต้องอยู่ไปอีกนานแค่ไหน ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด” แพรขาวทำหน้าเห็นใจ ไรวินท์เตือน “เธอจะเห็นอะไร แปลกๆอีกมากที่ฝั่งโน้น อย่าไปเกี่ยวข้อง ฉันเตือนเธอได้แค่นี้ ภาพลวงตามีอยู่มาก เสือสมิงแปลงกายเป็นคนก็เพราะจ้องจะจับเหยื่อมิใช่หรือ”

    “คุณทำให้ฉันนึกถึงพ่อ พ่อชอบยกนิทานต่างๆ ที่น่ากลัวมาเปรียบเทียบ เพื่อสอนลูก เพื่อหวังว่าเราจะไม่กล้าทำเรื่องที่ท่านห่วงว่าอาจจะเป็นอันตราย”

    ไรวินท์ติงคิดว่าเรื่องเสือเป็นเรื่องเล่ามาขู่เธอหรือ แล้วที่พ่อเธอทำแบบนั้นเพราะท่านรักและปรารถนาดี แพรขาวกลับคิดว่า เพราะตนเชื่อพ่อถึงกลายเป็นคนขี้ขลาด ขี้หวาดระแวง เลือกแต่สิ่งที่คิดว่าชัวร์ที่สุด มั่นคงปลอดภัยที่สุด คิดว่าตัวเองเป็นคนอ่อนแอไม่กล้าแหวกกรอบออกไปทำอะไรให้ตัวเอง เพราะคิดว่าโลกภายนอกมีแต่เสือสิงห์กระทิงแรด หากออกไปจะไม่รอด แพรขาวถอนใจไม่อยากพูดเรื่องส่วนตัวมากนัก...ไรวินท์มองเคืองๆ แพรขาวเดาอารมณ์ออกเปลี่ยนท่าทีมายิ้มประจบเอาใจ

    “ไม่เอาละพูดเรื่องของฉันมากพอละ มาพูดเรื่องคุณบ้างดีกว่า คุณเป็นใครมาจากไหน ทำไมต้องมาอยู่ตรงนี้แล้วไปไหนไม่ได้”

    ไรวินท์ทึ่งในความห้าวหาญของหญิงยุคใหม่

    ไม่เคยมีใครกล้าถาม “เรื่องของฉันไม่มีอะไรน่าสนใจดอก เรื่องของคนที่หมดชื่อ หมดรูปไปนานแล้ว รู้ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา”

    แพรขาวเห็นไรวินท์จะเดินหนีจึงรีบถามขึ้นว่า ทำไมเขาถึงชื่อวินท์ วินภาษาอังกฤษที่แปลว่าชนะหรือลม หรือวินมอเตอร์ไซค์ ใครตั้งชื่อให้ แล้วทำไมถึงเล่นเปียโนได้เก่ง เพลงที่เล่นประจำชื่อเพลงอะไร มันเพราะมาก...

    ไรวินท์ถอนใจยอมแพ้บอก “ฉันชื่อไรวินท์ พ่อของฉันเป็นคนตั้งให้ โดยนำอักษรชื่อของพ่อกับแม่มารวมกัน พ่อของฉันชื่อแรม ส่วนแม่ของฉันชื่อวารี”

    “คุณแม่ของคุณชื่อเพราะจัง ท่านคงสวยมาก”

    ไรวินท์หน้าเสียบอกไม่เลย แล้วนึกถึงอดีต

    “แม่เป็นผู้หญิงดีมากแต่ไม่ใช่คนสวย เมื่อเทียบกับพี่ๆน้องๆ แม่ขี้ริ้วกว่าเพื่อน แม่รู้ว่าพี่สาวและน้องสาวหน้าตาสะสวยกว่าจึงทำให้แม่เจียมตัว ยอมเป็นเบี้ยล่างให้พี่น้องเสมอ ราวกับเป็นคนรับใช้...ส่วนพ่อเป็นคนเรียนเก่ง เขียนหนังสือได้สละสลวย พูดจาสุภาพ เวลานั้นพ่อเรียนกฎหมายแต่หาลำไพ่สอนหนังสือตามบ้าน ท่านเป็นศิษย์โปรดของอาจารย์สอนกฎหมาย จึงได้รับความเมตตาแนะนำให้มาสอนหนังสือให้ลูกชายคนเล็กของเพื่อนสนิทของอาจารย์ถึงบ้าน”

    น้าเล็กเป็นเด็กอ่อนแอเดินเหินไม่สะดวก ความอ่อนโยนของวารีทำให้แรมสนใจ วารีขอเรียนหนังสือด้วยคน แรมเขียนกลอนหวานๆทำนองจีบให้ไปฝึกอ่านทุกวัน แพรขาวฟังแล้วรู้สึกอิน โพล่งออกมา “ฉันรู้แล้ว โรแมนติกเพราะความใกล้ชิดกัน ระหว่างพ่อของคุณมาสอนที่เรือน ท่านก็ได้เห็นว่าคุณแม่ของคุณแม้จะสวยสู้พี่น้องไม่ได้แต่เป็นผู้หญิงที่ดีมาก เลยตกหลุมรัก”

    ไรวินท์หัวเราะเบาๆบอกแม่ของตนต่างหากที่หลงรักพ่อ เพราะพ่อเป็นหนุ่มรูปงาม พูดจาอ่อนหวานมีเสน่ห์ ความรู้ดี แม้จะยากจน...แพรขาวถามทำไมต้อง เน้นเรื่องแม่ไม่สวยสำคัญหรือ

    “ตอนแรกยัง แต่ต่อๆมาแล้ว...สำคัญมาก”

    ไรวินท์เล่าอีกว่าแม่เคยท่องกลอนที่พ่อเขียนให้ให้ฟัง...บางระมาดมาดหมายสายสวาท ว่าสมมาดเหมือนใจแล้วไม่เหมือน แสนสวาทมาดหมายมาหลายเดือน มีแต่เคลื่อนแคล้วคลาดประหาดใจ...แพรขาวชมว่าหวานมาก พ่อเขาคงหลงรักแม่เข้าแล้ว ไรวินท์บอกแม่ก็ว่าอย่างนั้น

    “แต่ฉันคิดว่าตอนนั้นพ่อคงดูออกว่าแม่มีใจให้พ่อจึงออกอุบายอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าเพราะแม่ก็เป็นถึงลูกสาวท่านพระยา ตาของฉันท่านมีตำแหน่งใหญ่ในกระทรวงธรรมการ”

    แพรขาวเดาว่าทุกอย่างสวยงาม อยากเห็นคนยุคนั้นกับตา ไรวินท์ถามจริงหรือ เธอพยักหน้า เขาจึงบอกจะทำให้เห็น เธอรีบถามว่าเมื่อไหร่ เขาว่าอย่าใจร้อนอดีตไม่หนีไปไหน...ท่ามกลางความมืดมีดวงตาของสีนวลวาวโรจน์เคืองแค้น หันมาหวีดร้องด้วยความเจ็บปวด

    ooooooo

    เช้าวันใหม่ แพรขาวตื่นสายกว่าปกติจนชมพูแกล้งนับเลขถอยหลัง เสียงแพรขาวร้องว่าเสร็จแล้วๆ ทันแน่ ทันใดมีโทรศัพท์เข้ามาเป็นพัสกร เธอจึงให้ลูกรอสักครู่ กดรับสายถามเสียงเข้มว่ามีธุระอะไร พัสกร แขวะทำเป็นไม่อยากคุย คงมีหนุ่มๆมาให้เลือกเพียบ

    แพรขาวพยายามระงับอารมณ์ถามธุระของเขาอ้างต้องรีบไปส่งลูกโรงเรียน พัสกรตวาด “เอาลูกกูคืนมา!” แพรขาวปฏิเสธ เขาเสียงกร้าว “จนจะตายแล้วจะแข่งกะคนรวยเหรอ แม่จนๆไม่มีวันชนะพ่อรวยๆหรอกเว้ย เธอเป็นแม่ที่เลว ฉันจะทำให้เธอไม่เหลืออะไรเลย”

    แพรขาวตัดสายทิ้งหูชาตั้งสติ สีนวลยืนมองมาจากชั้นบนด้วยสีหน้าไม่ประสงค์ดี...พัสกรหงุดหงิดปามือถือทิ้งบนโซฟา ดิวเข้ามาปลอบเป่าหูว่าแพรขาวคงมีคนใหม่แน่ ขนาดเขาดีแสนดีอย่างนี้ยังไม่กลับมา ด้านแพรขาวไม่มีแก่ใจจะทำงาน พยายามคุมสติอารมณ์ ให้ตั้งใจทำงาน ตกบ่ายก็รีบออกไปเปิดท้ายขายของ

    เธอขายตุ๊กตาน่ารักๆแต่ยังขายไม่ได้

    สาโรจน์แอบสังเกตการณ์ เห็นใจจึงจ้างเด็กคนหนึ่งไปซื้อ ท่าทางเธอดีใจมากเอาธนบัตรตบๆบนของที่เหลือทำนองให้เฮงๆๆอย่างแม่ค้าอาชีพ...จนเย็นนับเงินที่ได้ไม่กี่สตางค์ ก็ถอนใจแต่ไม่ท้อ คุยโทรศัพท์กับชมพู ได้ยินลูกบอกว่าคิดถึงก็ชื่นใจมีกำลังใจขึ้น

    สาโรจน์ถ่ายรูปแพรขาวขายของมาให้เขมินี เธอมองอย่างสมเพชหาว่าทำเป็นนางเอกโอชินต้องสู้ชีวิต สาโรจน์บอกเป็นการหารายได้เพิ่ม เขมินีเยาะว่าเมื่อก่อนเงินเดือนแพรขาวมีไว้แต่งตัวอย่างเดียว ทุกอย่างแม่ออกให้หมด เขายิ่งแปลกใจที่เธอยอมลำบากไม่รับความช่วยเหลือ

    “แบบนี้เขาเรียกว่าโง่แกมหยิ่ง หายากนะเนี่ย สมัยนี้คนที่รักศักดิ์ศรีและไม่เห็นแก่เงิน อมวัดมาพูดยังไม่เชื่อเลย ว่าจะยังมีหลงเหลืออยู่จริง”

    ทันใดนั้นประไพโทร.มาเล่าเรื่องดิวมีผู้ชายมาหา เขมินีฟังแล้วยิ่งเครียด บอกสาโรจน์ช่วยหานักสืบเก่งๆ ให้ที ตนคงต้องจ่ายค่าจ้างเขาเพิ่มเพราะใช้งานนอกหลายอย่าง สาโรจน์ฉงนใจ

    เย็นวันนั้นแพรขาวจัดดอกกุหลาบขาวและขนมที่ซื้อมามาวางที่ศาล บอกไรวินท์ว่าให้ลองขนมฝรั่ง

    ดูบ้างจะได้เปลี่ยนรสชาติ ไรวินท์ปรากฏตัวขึ้น ติงคิดจะติดสินบนเชียวหรือ

    “อุ๊ย...คุณวินก็ ไม่รู้ล่ะ อย่าลืมสัญญาของเรานะคะ”

    ไรวินท์แกล้งถามสัญญาอะไร แพรขาวหน้างอทำท่าจะหยิบจานขนมกลับ เขาท้วงของถวายให้แล้วเอาคืนบาปกรรม หญิงสาวถามย้ำเมื่อไหร่ เขายิ้มเปรย

    “ราวสองยาม เมื่อเธอได้ยินเสียงเปียโนของฉัน นั่นหมายถึงฉันพร้อมที่จะพาเธอไป”

    แพรขาวตื่นเต้น รับปากจะไม่พลาดแน่ บนชั้นสอง สีนวลจ้องมองสองคนอย่างน่ากลัว...ตกดึกแพรขาวอยู่ในชุดนอนลายการ์ตูน พาชมพูเข้านอนแล้วมานั่งทำงานที่หอบกลับมา พอดีลลิตโทร.เข้ามาถามพร้อมจะทำงานเสาร์นี้หรือไม่ เธอรีบบอกว่าพร้อมเพราะต้องการวางสายเร็วๆ ลลิตดีใจล้มตัวนอนมีสาวๆนวดเฟ้นอยู่ในห้อง เขาย้ำกับแพรขาวว่า เธอจะต้องชอบงานนี้ แพรขาวขอลองทำก่อน เขารับรองว่างานสนุกเจริญก้าวหน้า อนาคตไกล

    แพรขาววางสายได้ยินเสียงเปียโนดังเข้ามา เธอดีใจรีบวิ่งไปที่เตียงนอน กราบพระสามครั้งแล้วปิดไฟหัวนอน พยายามข่มตาให้หลับ...มีลมพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่าง แสงสีขาวฉายให้เห็นไรวินท์ในชุดขาวหล่อเนี้ยบมาดสุขุม เล่นเปียโนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างศาล

    พอเพลงบรรเลงท่อนสุดท้าย แพรขาวมาอยู่ข้างหลังเขา ท่าทางหอบนิดๆ

    “ทันเวลาไหมคะ...ดะเดี๋ยวสิคะ ไปเลยเหรอ ยังไม่หายเหนื่อยเลย คุณวิน...คุณวิน”

    ไรวินท์ลุกยืนจับมือแพรขาว อีกมือโบกขึ้นเกิดประตูขาวเปิดอ้า เขาพาเธอก้าวเข้าไป เป็นสนามหน้าเรือนใหญ่ที่ดูสวยงามสมสมัย มีคนรับใช้ คนสวนช่วยกันกวาดใบไม้ แพรขาวอยู่ในชุดนอนลายการ์ตูนสวมรองเท้าแตะผ้านุ่มๆ ต่างจากไรวินท์ที่อยู่ในชุดวัยรุ่น ถือไม้เท้าเท่ๆย้ำว่า

    “เธอกำลังเห็นทุกอย่างด้วยสายตาเธอเองจริงๆ”

    เสียงคนเดินมาทางด้านหลัง เป็นหนุ่มหล่อสวมเสื้อราชปรแตน เดินผ่านตัวแพรขาวและไรวินท์ไป

    ไรวินท์บอกว่านั่นคือพ่อของตน...ภายในเรือนใหญ่ ตบแต่งด้วยภาพครอบครัว ตั้งแต่รุ่นปู่ย่า รูปพ่อแม่มาจนถึงสี่พี่น้อง ป้าใหญ่ กลางหรือวารี น้อยหรือวีณา และน้าเล็ก

    วารีจะแต่งตัวเรียบๆต่างจากวีณาที่สวยเฉิดฉาย แต่วารีมีความเป็นแม่บ้านแม่เรือน จึงทำของว่างมาให้แรมและน้าเล็กทุกวัน...แพรขาวกระซิบไรวินท์ว่าเขาได้จากพ่อมาเต็มๆ เขาเหน็บจะคิดว่าเป็นคำชม เวลาพักทานของว่างจะเป็นเวลาที่แรมได้คุยกับวารี เขาจะเกี้ยวพาด้วยคำกลอนหวานๆ แพรขาวฟังแล้วปลาบปลื้มเพราะหาฟังไม่ได้แล้วในสมัยนี้

    ร่างแพรขาวที่นอนอยู่กับชมพู จะหัวเราะไปตามจิตของเธอ ชมพูลืมตามองแปลกใจที่แม่ละเมอ...ระหว่างที่วารีพาน้าเล็กเข้าห้องน้ำหลังทานของว่างเสร็จ วีณาแต่งตัวหรูกลับมา ปรายตามองแรมอย่างไม่ใส่ใจ แต่เขามองเธออย่างชายเห็นสาวสวยแต่งตัวเปรี้ยว ขนาดแพรขาวยังตะลึง

    วารีพาน้าเล็กกลับเข้ามาเห็นวีณาก็แปลกใจถามทำไมวันนี้กลับเร็ว เธอบ่นว่าอากาศร้อนไม่อยากไปไหนต่อ และว่าซื้อของมาเต็มรถม้าข้างนอก ให้บ่าวไพร่ไปขนเข้ามาให้ที วารีเรียกเขียวไปขนของให้วีณา แรมแอบมองเป็นระยะๆ...ไรวินท์บอกแพรขาวว่า

    “น้าน้อยเป็นลูกสาวคนโปรดของบ้าน เลยเอาแต่ใจ ไม่เกรงใจใส่ใจใครทั้งสิ้น เธอเป็นคนสวย คนในบ้านก็เลยรักเธอกันทั้งนั้น”

    “รักหรือกลัวกันแน่ อะไรๆมันขึ้นอยู่กับความสวยความไม่สวยไปหมดเลยหรือคะ”

    “ฮึๆ น่าจะใช่อย่างเธอว่า เพราะคนสวยชอบให้คนมาพะเน้าพะนอ มากกว่าเป็นฝ่ายพะเน้าพะนอใครๆ... เธอก็เหมือนกันสินะ แพรขาว”

    แพรขาวค้อนเล็กๆหันไปมองเหตุการณ์ต่อไป ไรวินท์เล่าว่าความรักของพ่อแม่ก็ดำเนินต่อไปเรียบๆและซ่อนเร้น...ภาพอดีตเปลี่ยนไปตามเสียงเล่า แพรขาวกับไรวินท์ยืนอยู่ในสวน

    “ไม่กี่ปีพ่อก็เรียนจบวิชากฎหมาย ได้มาประกอบอาชีพเป็นทนายความที่สำนักงานกฎหมายของอาจารย์ของพ่อ แล้วช่วงนั้นเอง...คุณย่าของแม่ก็ถึงแก่กรรม แม่เป็นหลานรักของท่าน อยู่ใกล้ชิดท่านจนวาระสุดท้าย ย่าทำพินัยกรรมยกเรือนหลังเล็กของท่านและเครื่องประดับประจำตัวหลายชิ้น กับห้องแถวที่เสาชิงช้าอีกสองห้องแก่แม่ไว้เก็บค่าเช่า แม่เลยมีเงินเลี้ยงตัวไม่ต้องพึ่งพาตากับยาย...”

    แพรขาวเห็นภาพป้าใหญ่ วีณาสบตากันไม่ค่อยพอใจ

    บนเรือนเล็กมีภาพถ่ายย่ากับวารีเป็นการยืนยันว่าเรือนนี้เป็นของวารี...ไรวินท์เล่าต่อ ไม่นานป้าใหญ่กับวีณาก็แต่งงานออกจากเรือนไป แม่อยู่เรือนเล็กเพียงลำพัง พ่อจึงมีโอกาสเข้าหา แต่แม่ขอให้พ่อมาสู่ขอตามธรรมเนียม พ่ออ้างว่าท่านพระยาคงไม่ชอบที่พ่อจน แม่บอกพ่อ

    “ข้อเดียวที่ท่านกังวลก็คือ พี่เป็นคนรูปงาม ปากหวาน ท่านว่าพี่เจ้าชู้ ต่อไปฉันจะลำบาก แต่ฉันบอกไปว่า เท่าที่รู้จักกันมา ยังไม่เห็นอาการ ท่านก็เลยเงียบๆ เห็นทีคงไม่ขัด ฉันก็ใช่ว่าจะเป็นลูกรักเหมือนแม่น้อย คุณแม่ท่านก็บ่นอยู่เสมอว่าฉันแต่งงานไปอีกคนท่านก็หมดห่วง ไม่อยากให้ฉันเป็นสาวเทื้อคาบ้าน”

    “แล้วพี่จะเอาค่าสินสอดที่ไหนมา ถ้าท่านเรียกสักห้าสิบชั่งร้อยชั่ง พี่ก็คงล้มละลายขายตัวกันละ” แรมหน้าเครียดแต่วารีเหมือนมีทางออกในใจ....

    แพรขาวเห็นภาพมาถึงตรงนี้แล้วอดบ่นไม่ได้ ว่าถ้าตนเป็นวารี ไม่เอาแล้วผู้ชายแบบนี้แถน่าดู ไม่อยากแต่งมากกว่า ไรวินท์ท้วงว่านั่นพ่อตน หญิงสาวสะดุ้งรีบขอโทษที่ลืมตัว แล้วถามตกลงได้แต่งกันไหม เขาเล่าต่อว่าไม่นานคุณตาเสีย คุณยายเลยยอมให้แต่งงานกันทั้งที่ไม่เต็มใจนัก แพรขาวรู้ว่าเพราะแรมเจ้าชู้ ไรวินท์แก้ตัวแทนว่าผู้ชายก็เจ้าชู้ทั้งนั้นหรือเธอว่าไม่จริง

    “ฉันว่าผู้ชายดีๆก็ต้องมี แต่คงจะหายากสักหน่อย ผู้หญิงก็เหมือนกันนั่นล่ะ คนสวยหาง่าย แต่คนดีหายากกว่าคนไม่ดี” แพรขาวหัวเราะเยาะตัวเองในลำคอก่อนจะถาม แรมทำอย่างไร

    ไรวินท์กับแพรขาวเข้ามาอยู่ในห้องนอนของวารี เห็นวารีเอาเครื่องประดับที่ได้มรดกไปขายเอาเงินมาซื้อทองหยองใหม่ให้แรมใช้เป็นสินสอด แรมจึงได้เป็นเขยในบ้าน จวบจนสองปีต่อมาเด็กชายไรวินท์ก็กำเนิด แรมกับวารีอยู่กันราบรื่นถึงสี่ปี แพรขาวรีบถามเกิดอะไรขึ้น พ่อป่วยหรือ ไรวินท์ส่ายหน้าบอกพ่อแข็งแรงดี และแม่ก็เป็นภรรยาที่ดีหาที่ติไม่ได้ ลูกอย่างตนก็แข็งแรงดีเลี้ยงง่าย แพรขาวอยากรู้ว่ามีเรื่องอะไร ไรวินท์ยิ้มปลงๆ

    วีณาหอบเสื้อผ้ากลับมาอยู่เรือนใหญ่ เพราะจับได้ว่าสามีแอบมีลูกมีเมียลับหลัง จึงหย่ากัน แต่เธอยังแต่งตัวเลิศหรูเอาแต่ใจเหมือนเดิม...วีณามาปรับทุกข์กับวารีที่เรือนเล็กแทบทุกวัน

    “น้าเล็กเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวอายุประมาณยี่สิบห้า วันๆจะมาขลุกที่บ้านแม่...ผู้หญิงสาวสวย ว้าเหว่จากสามีก็ได้มาใกล้ชิดกับพี่เขยรูปหล่อปากหวาน เธอคงเดาได้ล่ะสิ”

    ไม่นานขณะที่แรมเลิกงานกลับมาบ้าน เดินหาวารีเพื่อจะบอกข่าวดี มาเจอวีณานั่งจิบชาฝรั่งอยู่คนเดียว จึงทักว่าวันนี้ไม่ออกไปเที่ยวไหนหรือ เธอถอนใจบอกเบื่อไม่รู้จะไปไหน ถ้ามีทางไปคงไม่กลับมา วารีเดินมาแรมรีบบอกว่าหลวงส่งตนไปเป็นปลัดอำเภอที่กำแพงเพชร วีณาออกอาการตื่นเต้นบอกอยากไป วารีมองอึ้งๆ...

    แพรขาวเองก็หน้าตื่นกับการแสดงออกของวีณา

    และแล้วคืนหนึ่ง แรมวิ่งฝ่าฝนกลับมาบ้าน ไม่เจอวารีจึงมาหาที่เรือนใหญ่ เห็นวีณานุ่งกระโจมอกนอนร้องไห้อยู่ในห้องที่เปิดประตูอ้าไว้ก็ยืนตะลึง วีณาคิดว่าแม่กับพี่สาวกลับมาจึงลุกขึ้น ทำให้ผ้าขยับจะหลุด พอเงยหน้ามาเห็นว่าเป็นแรมก็สบตากัน ฟ้าร้องแปลบปลาบจุดเพลิงพิศวาสลุกโชนในใจทั้งสองคน

    พอฝนซาลง แม่ น้าเล็กและวารีจูงไรวินท์กลับจากงานศพญาติ กำลังจะขึ้นเรือน แรมเดินสวนลงมาผงะนิ่งทำอะไรไม่ถูก กว่าจะบอกว่าตนมาถึงสักพักคิดว่าวารีอยู่ที่นี่จึงมาดู ตอนนี้ตนจะกลับเรือนก่อน วารีรับคำงงๆ ทั้งแม่และน้าเล็กก็สงสัย...แพรขาวฮึดฮัดไม่พอใจ

    ร่างแพรขาวที่นอนอยู่กับชมพู ละเมอบ่นว่าแย่มากๆ...จนรุ่งเช้า แพรขาวตื่นมาอย่างหงุดหงิดในใจ ชมพูแต่งตัวเสร็จรอจะไปโรงเรียน แพรขาวบอกลูกขอเวลาหนึ่งนาที แล้วเดินดุ่มๆมาที่ศาล พนมมือกล่าว

    “คุณวิน ฉันสงสารคุณจริงๆ คุณคงเจ็บปวดมากนะคะที่... คุณพ่อเป็นแบบนั้นกับคนในครอบครัวใกล้ชิดด้วย

    มันคงเป็นเรื่องร้ายแรงของชีวิตวัยเด็กของคุณมาก คุณคงเข้าใจนะคะ ว่าทำไมฉันทนไม่ได้ที่จะให้ชมพูต้องเจอสภาพแบบนั้น ฉันถึงต้องทำแบบนี้ไงคะ”

    ไรวินท์ปรากฏตัวขึ้นมองแพรขาวที่เดินไปอย่างอ่อนโยน แต่บนหน้าต่างชั้นสองกลับมีหน้าสีนวลที่หัวเราะเย้ยหยัน

    เย็นวันนั้น แพรขาวให้ชมพูวิ่งเล่นสักพักก็ชวนอาบน้ำเข้านอน เพื่อตัวเองจะได้มีเวลาเตรียมตัวไปดูเรื่องราวในอดีตต่อ ชมพูวิ่งมาสะดุดล้ม แพรขาวจะเข้าไปหาแต่ชะงักปล่อยให้ลูกลุกขึ้นด้วยตัวเอง แล้วถึงชมว่าเก่ง เด็กน้อยยิ้มบอกว่าตนต้องเก่งเพื่อคอยดูแลแม่ แพรขาวปลื้ม

    พอได้เวลาไรวินท์บรรเลงเปียโนจบ แพรขาวก็มายืนรอเร่งว่าเป็นห่วงแม่ของเขา...หลังจากวันนั้น

    ทุกวันที่แรมกลับบ้าน วีณาจะดูตื่นเต้น แต่พอวารีเดินมา แรมก็จะเลี้ยวไปเรือนเล็ก เหมือนวารีจะรู้ถึงความเปลี่ยนไปของสามีกับน้องสาวแต่ไม่ตีโพยตีพาย...

    แพรขาวแดกดันว่าพ่อเขาก็เลยกลายเป็นคุณหลวงเทครัว ไรวินท์มองแพรขาวอย่างเคืองๆปนเอ็นดู

    จนคืนหนึ่งวารีเอ่ยถามแรมว่าดูเขาเหนื่อยๆ

    งานยุ่งหรือ เขาอ้างเรื่องเตรียมย้ายตำแหน่ง วารีขอไปอยู่ปรนนิบัติที่นั่น แต่เขากลับบอกให้เธออยู่กับลูกที่นี่ อย่าไปให้ต้องกังวล เธอจึงถามตรงๆ

    “เรื่องแม่น้อย...ฉันอยากรู้ความจริง...”

    แรมสะดุ้งโหยง...แพรขาวกับไรวินท์ยืนอยู่หน้าบ้าน แพรขาวซักถามว่าแม่เขาให้พ่อเลิกกับน้องไหม หรือยอมปล่อยให้มีสองบ้าน “ใจเย็นสิแม่หนู พ่อยอมรับกับแม่ตามตรงเรื่องน้าน้อย ขอโทษแม่แม่ก็เชื่อตามพ่อว่าพ่อย้ายไปเรื่องก็จบไปเอง แม่เลยยอมอดทนเก็บปากเก็บคำ”

    “แม่คุณฉลาดนะคะ รู้จักอดทนสยบเรื่องแย่ๆอย่างใจเย็น เก่งกว่าฉันมาก ถ้าอย่างนั้นเรื่องน้าน้อยก็จบไป หมดปัญหา”

    “เธอทายผิดอีกครั้ง...” ไรวินท์ยิ้มถอนใจทำเอาแพรขาวเหวอ “ไม่นานพ่อก็นัดแนะให้น้าน้อยตามไปอยู่กับพ่อที่กำแพงเพชร แล้วทั้งสองก็อยู่ด้วยกันที่นั่น”

    แพรขาวใจหายพอดีได้กลิ่นน้ำอบไทยที่วารีทำอยู่กับบ้านเพื่อให้ลืมๆเรื่องสามี...นานๆทีแรมจะกลับมาเวลามีราชการที่กระทรวง แพรขาวถามทั้งสองทะเลาะกันไหม ไรวินท์บอกแม่ใจดีกับพ่อทุกครั้งที่กลับมา แต่สำหรับตนไม่แน่ใจว่าคิดถึงหรือชิงชังพ่อกันแน่

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 20:17 น.