ตอนที่ 17
มานพมาถึงโรงเลื่อย โหงวถามอย่างไม่พอใจว่าทำไมมาช้านัก มานพตอบอย่างหงุดหงิดว่าเพราะมัวแก้ตัวกับเล้งอยู่เลยถูกโหงวบ่น
“ก็อั๊วเตือนลื้อกี่ครั้งแล้ว แต่ลื้อก็ไม่เคยฟัง หาแต่เรื่อง”
“หยุดเลย ถ้าแกให้ฉันจัดการไอ้หยกไปตั้งแต่แรก มันก็คงไม่มาหาเรื่องรกหูรกตาฉันแบบนี้หรอก”
“อั๊วบอกลื้อแล้วไง...อยากเห็นไอ้เล้งเจ็บปวดทรมานสุดๆ ลื้อต้องใจเย็นรอให้ไอ้เล้งเห็นสายเลือดแท้ๆ ของมันตายต่อหน้าต่อตา”
มานพนิ่งไป หันมองลูกน้องในแก๊งพยัคฆ์เมฆาที่ถูกธงรบเล่นงานคางเหลืองกลับมา ถามโหงวว่า
“ไอ้นี่นะเหรอ...ที่แอบขโมยยาของฉันไปขายต่อแล้วโดนเล่นงานกลับมา”
พอโหงวพยักหน้า มานพเดินเข้าไปมองหน้าอย่างร้ายกาจ มันยกมือไหว้ปลกๆยอมรับผิด ขอโทษสัญญาว่าจะหาเงินมาชดใช้ค่าเสียหาย มานพมองเหี้ยมบอกว่าไม่ได้เสียดายของพวกนั้น แต่กว่าตนจะสร้างชื่อพยัคฆ์เมฆาขึ้นมายิ่งใหญ่ได้ ต้องลงทุนไปเยอะ
ชาญฟังแล้วรู้ใจเจ้านาย เอาปืนไปยื่นให้ทันที โหงวห้ามว่า ถ้าทำแบบนี้ต่อไปจะไม่มีใครกล้าทำงานให้
“ฉันเป็นหัวหน้าพวกมัน ถ้าปล่อยให้หางแถวกระดิกโดยที่หัวไม่สั่ง แล้วอีกหน่อยจะมีใครเกรงกลัวฉัน” แล้วถือปืนเข้าไปจ่อถามว่า “ไอ้พวกที่เล่นงานแกมันรู้รึเปล่าว่าแกเป็นคนของใคร”
พอลูกน้องบอกว่ารู้ มานพยิ่งโมโหด่าว่าขนาดรู้ยังกล้าทำ แสดงว่าท้าทายพยัคฆ์เมฆา ตนก็ต้องแสดงเขี้ยวเล็บให้เห็น ลูกน้องคนนั้นรีบอาสา มานพมองด้วยหางตาบอกว่าสภาพแบบนี้ไม่ไหวแล้ว พูดขาดคำก็ยิงนัดเดียวตายคาที่ แล้วหันไปกระชากเสียงถามโหงว
“ทีนี้แกก็บอกฉันมาได้แล้วว่า ไอ้พวกที่มันกล้าลองดีกับฉันมันเป็นใคร พวกไหน” โหงวบอกว่าตนจะลงมือให้เอง “ไม่ต้อง! ฉันจะไปเอง ก่อนที่พ่อจะประกาศให้ฉันเป็นผู้สืบทอดธุรกิจ ฉันอยากจะสนุกทิ้งทวนสักหน่อย”
“มานพ!!” โหงวอุทานเมื่อเห็นความผยอง ห่าม ห้าว ของมานพ
ooooooo
เล้งให้นนท์ไปสืบหาคนที่มีหยกเลือดมังกร นนท์กลับมารายงานว่าเจอแล้ว เล้งลุกพรวดถามอย่างตื่นเต้น
“มันอยู่ที่ไหน...”
เวลาเดียวกันนั้น คมทวนไปบอกเลิกขับแท็กซี่กับเจ้าของอู่ที่เป็นเพื่อนรุ่นพี่ บอกว่าจะไปอยู่อัมพวา ไปปลูกผักเลี้ยงปลากันเงียบๆ สองคนพ่อลูก ขอร้องว่า “ถ้ามีคน มาถามหาฉัน...พี่ช่วยฉันหน่อยได้ไหม” เจ้าของอู่รับปากอย่างรู้กัน
ขณะนั้นเอง ช่างคนหนึ่งมาบอกว่าไม่รู้ใครขับรถคันเบ้อเริ่มมาปิดทางเข้าอู่ท่าทางอย่างกับพวกเจ้าพ่อ คมทวนหน้าเสีย ย้ำอีกครั้งว่า “พี่...เรื่องที่ฉันขอไว้คงต้องรบกวนพี่แล้ว” เจ้าของอู่พยักหน้าบอกให้คมทวนไปข้างหลังทางนี้ตนจัดการเอง
คนที่มาคือเล้งนั่นเอง! นนท์เป็นด่านหน้าเข้ามาบอกว่ามาตามหาคน เจ้าของอู่เล่นลิ้นถ่วงเวลาว่าที่นี่อู่ซ่อมรถไม่ใช่สถานีตำรวจ นนท์สะอึกเข้าไปจะเอาเรื่อง ถูกเล้งร้องห้ามแล้วเข้าไปคุยเอง
“อั๊วมาขอความช่วยเหลือ ไม่ได้อยากมามีปัญหากับใคร แล้วเรื่องที่อั๊วอยากให้ช่วยก็สำคัญกับอั๊วมาก หวังว่าลื้อคงเข้าใจ” พูดจบก็ถอดแว่น เจ้าของอู่ถึงกับชะงักเมื่อเห็นแววตาเจ้าพ่อของเขา จังหวะนั้นเองนนท์ก็พยักหน้าให้ลูกน้องลุยเข้าไปค้นข้างใน เจ้าของอู่ตะโกนไม่ให้เข้า เล้งจับคอเสื้อกระชากไปตะคอก “อั๊วบอกลื้อแล้วไง ว่าอั๊วขอความร่วมมือ!”
คมทวนออกไปไม่ทันจึงหลบอยู่ข้างหลัง ถูกลูกน้องนนท์หาเจอ เขาสู้ด้วยมือเปล่าเล่นงานมันจนหัวแตก วิ่งเลือดอาบออกไปรายงานเล้งว่า “มันหนีไปแล้วครับ”
เล้งตะคอกถามเจ้าของอู่ว่า “มันเป็นใคร ฉันต้องรู้ข้อมูลของมันทั้งหมด” เจ้าของอู่ทำเป็นงงบอกว่าไม่รู้เล้งพูดถึงอะไร เล้งโมโหเหวี่ยงเขากระเด็นสั่งนนท์ “เค้นให้มันพูด ฉันจะไปตามไอ้หมอนั่นเอง”
ooooooo
เมื่ออาม่าจากไปแล้ว ส้มเช้งยิ่งเป็นห่วงกิ่งเหมย ขณะเตรียมไปวัดด้วยกัน เธอเรียกหยกเดินห่างกิ่งเหมยไปคุย ถามว่าทำร้ายจิตใจดุจแพรและไล่ตะเพิดเสี่ยตงไม่กลัวบ้างหรือ
“กลัวอะไร...ถ้าแกคิดว่าฉันปกป้องกิ่งเหมยไม่ได้แกคิดผิดแล้วส้มเช้ง”
“ฉันรู้ว่าทุกลมหายใจของแกคือกิ่งเหมย แต่ฉันอยากให้แกหยุดคิดจริงๆจังๆสักนิด ตอนนี้กิ่งเหมยมันตัวคนเดียว ญาติที่เหลืออยู่ของมันก็มีแค่เสี่ยตงกับคุณแพร ส่วนแกก็เป็นแค่เพื่อน”
“ที่พูดมาแกอยากรู้ใช่ไหมว่าฉันจะดูแลกิ่งเหมยในฐานะอะไร”
“ก็ฉันเป็นห่วงกิ่งเหมยนี่หว่า เพราะแกเองก็ยังวนเวียนอยู่กับพวกมาเฟียไม่เลิก วันดีคืนดีเกิดถูกฆ่าตายขึ้นมา ไอ้เหมยจะไม่เหลือใครเลยจริงๆ”
กิ่งเหมยร้องเรียกหยกถามว่าคุยเสร็จหรือยังตนอยากไปวัดแล้ว หยกรีบมาบอกว่าพอดีเจอส้มเช้งเลยชวนคุย ครั้นเธอถามว่ามีอะไรหรือ ส้มเช้งบอกว่าไม่มีอะไร แล้วเข้าไปจับมือพาเดินไปวัด หยกมองตามอย่างครุ่นคิด
ooooooo
เสี่ยตงเครียดเมื่อเห็นดุจแพรอยู่ในภาวะที่เศร้าหมองเจ็บปวดเอาแต่ร้องไห้บอกว่าตนทำใจไม่ได้เพราะรักหยกรักจนหมดหัวใจแล้ว
เสี่ยเรียกเก่งมาบอกให้สั่งกิจชัยไปลากคอหยกมากราบขอโทษดุจแพร พอรู้ว่ากิจชัยตายแล้วเสี่ยถามว่าฝีมือใคร!
“มันแทงอาม่าของกิ่งเหมยตาย ก็คงไม่พ้นฝีมือไอ้หยก”
“ไอ้หยก! มันจะมากเกินไปแล้ว!!”
เวลาเดียวกัน เล้งนำลูกน้องไล่ล่าคมทวนไปถึงตึกร้าง คมทวนเล่นงานพวกมันแล้วหนีออกมาเจอเล้งยืนดักอยู่พอดี เล้งขู่ว่าอย่าทำเรื่องให้ยุ่งไปกว่านี้เลยดีกว่า เพราะ “แกก็รู้ว่าฉันไม่ได้อยากทำร้ายแก” คมทวนสวนไปอย่างไม่หวั่นไหวว่า
“งั้นแกก็ควรจะรู้ด้วยว่าไม่มีอะไรหลุดจากปากฉันเด็ดขาด”
“แก!! พราวแสงคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตฉัน ถ้าจำเป็นต้องฆ่าแกแล้วทำให้ฉันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ฉันก็จะทำ!”
สิ้นเสียง เล้งกำหมัดพุ่งเข้าเล่นงานคมทวนอย่างดุดัน แม้เชิงมวยจะไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันแต่เพราะคมทวนมีโรคประจำตัวทำให้ความดันพุ่งหน้ามืดทรุดลง เล้งเห็นผิดปกติรีบเข้าประคอง แต่คมทวนก็หมดสติไปแล้ว...
เมื่อพาไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าความดันสูงทำให้หัวใจวายเฉียบพลัน โชคดีที่พามาหาหมอทันเวลาพอดี
“รักษาเขาให้เต็มที่เลยนะหมอ อย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับเขาเด็ดขาด ผมมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับเขา” เล้งกำชับหมอ
ขณะนั้นเอง นนท์มารายงานว่า เจ้าของอู่ยอมเปิดปาก แต่ไม่ได้อะไรมาก นนท์เล่าขณะเดินออกมาด้วยกันว่า
“ไอ้หมอนั่นมันชื่อว่าคมทวน เป็นอดีตนักมวยเก่า รู้จักกับเจ้าของอู่ตั้งแต่สมัยเป็นนักมวยหากินอยู่แถวอัมพวา”
นนท์บอกว่าตนเค้นเต็มที่แล้วแต่เจ้าของอู่ยืนยันแค่นั้นเพราะคมทวนไม่ยอมบอกอะไร
“แสดงว่านายคมทวนคนนี้ระวังตัวมาตลอด ไม่เคยคิดจะให้ใครรู้ว่าตัวเองเป็นใคร”
“มันคงกำความลับเกี่ยวกับอดีตของเจ้าสัวเล้งเอาไว้ เลยไม่อยากให้ใครตามจนรู้”
“ก็คงต้องรอให้มันฟื้นขึ้นมาอย่างเดียว นนท์...ห้ามให้ดวงแขกับมานพรู้เรื่องนี้เด็ดขาด” เล้งกำชับจริงจัง
หยกไปหาคมทวนที่บ้านเพื่อรับไปงานศพอาม่าด้วยกัน เจอแต่อ่างกับสลึง อ่างบอกว่าเจอกันตอนเช้าเห็นคมทวนบอกว่าจะเอาแท็กซี่ไปคืนอู่ เดี๋ยวคงมา บอกหยกให้รีบกลับวัดเพราะต้องดูแลกิ่งเหมย หยกจึงกลับไป
ไม่มีใครเฉลียวใจสักนิดว่า...จะเกิดเหตุร้ายกับคมทวน...
ooooooo
ขณะหยก กิ่งเหมย อ่าง และสลึงกลับจากวัดมาถึงตรอกศาลเจ้านั่นเอง เจอเก่งกับลูกน้องเดินดาหน้าสวนมา กลางตรอก อ่างกับสลึงชี้ให้หยกดู กิ่งเหมยรู้สึกผิดปกติถามน้าทั้งสองว่ามีอะไรหรือ สองน้าไม่ตอบเธอจึงถามหยก
“ไม่มีอะไรหรอกกิ่งเหมย พวกน้าเขาง่วงนอนอยากกลับไปนอนกันแล้ว ใช่ไหมน้า” หยกถามนำเพื่อให้สองน้าพากิ่งเหมยกลับไป ตนจะเผชิญหน้ากับพวกเก่งเอง แล้วเดินตรงไปหาพวกมัน
“ดูท่าแกคงจะรู้ดีว่าพวกฉันมาทำไม เพราะฉะนั้น... ตามไปดีๆ อย่าให้ต้องใช้กำลัง”
“ฉันรู้ว่าเสี่ยต้องการอะไรและไม่คิดขัดขืน แต่ขอเวลาฉันไปส่งกิ่งเหมยให้ถึงบ้านก่อน แล้วฉันจะยอมไปกับแก” หยกต่อรอง พวกมันยอมเพราะอย่างน้อยก็มีสลึงกับอ่างเป็นตัวประกันอยู่แล้ว
หยกพากิ่งเหมยไปส่งที่บ้าน เจอส้มเช้งมาทำความสะอาดบ้านให้กิ่งเหมยพอดี จึงฝากส้มเช้งคืนนี้ให้ดูแลกิ่งเหมยด้วย ส้มเช้งขอคำตอบที่ถามเมื่อกลางวันว่าคิดอย่างไรแล้ว
“ฉันมีคำตอบอยู่แล้ว แต่ฉันจะเป็นคนบอกกิ่งเหมยเอง” ส้มเช้งยังรบเร้าอยากรู้คำตอบ หยกตัดบทว่า “ให้ฉันกลับมาก่อนแล้วจะบอก ตอนนี้มีธุระต้องไปเคลียร์นิดหน่อย คนเราถ้าทำเรื่องระยำอะไรไว้ก็ต้องยอมรับผิดที่ทำไป”
พูดแล้วหยกผละไปเลย ส้มเช้งมองตามบ่น “อะไรของมันวะ...งึมงำคนเดียว ฟังไม่รู้เรื่อง” แล้วกลับเข้าไปในบ้าน
ooooooo
เพื่อสืบหาแก๊งพยัคฆ์เมฆาว่าเป็นใคร ทั้งธงรบและณรงค์ลงพื้นที่ที่คาดว่าจะได้เบาะแสพวกนี้ คืนนี้ทั้งสองไปเที่ยวสถานบันเทิง แล้วณรงค์ทำทีหิ้วหญิงสาวเข้าม่านรูด ธงรบเปิดห้องติดกันคอยสังเกตการณ์ โดยมีสมิงเป็นศูนย์บัญชาการ
เมื่อเข้าม่านรูด ณรงค์วางหญิงสาวในสภาพไม่ได้สติลง หยิบโทรศัพท์คิดจะโทร.ถึงธงรบกับผู้การสมิงเพื่อรายงานสภาพ แต่เปลี่ยนใจเพราะเห็นว่าดึกแล้วไม่อยากรบกวน
ทันใดนั้น มีเสียงเคาะประตู ณรงค์หัวเราะเบาๆ คิดว่าธงรบมาเช็กงาน แต่พอเปิดประตูก็ถูกปืนจ่อเข้ามาโดยชายฉกรรจ์ที่ใส่หน้ากากงิ้วทุกคน!
พวกมันคือมานพกับลูกน้องนั่นเอง!
ณรงค์ชักปืนออกมา แต่ถูกพวกมันแย่งและส่งไปให้มานพที่สวมหน้ากากงิ้วเช่นกัน
“พวกแกเป็นใคร!” ณรงค์ถาม พอพวกมันบอกว่าเขาแกว่งเท้าหาเสี้ยนเรียกใครมาล่ะ ณรงค์รู้ทันที “แก...พวกพยัคฆ์เมฆา!”
เวลาเดียวกัน ผู้การสมิงเห็นธงรบกับณรงค์เงียบไป จึงตามมาหาธงรบถึงห้องในม่านรูด
“ทุกอย่างปกติดีครับ ผมยังไม่เห็นพวกพยัคฆ์เมฆาปรากฏตัวเลย” ธงรบรายงานสบายๆ
ทันใดนั้น มีเสียงตึงตังโครมครามจากห้องณรงค์ที่อยู่ติดกัน ธงรบมองหน้าผู้การพูดยิ้มๆว่า
“ไม่มีอะไรหรอกครับอา หมวดแกต้องรับบทบาทตามที่สั่งให้แนบเนียน ผมคุยกันมาแล้ว”
ooooooo
ที่แท้ หมวดณรงค์ถูกพวกพยัคฆ์เมฆารุมซ้อมจนสะบักสะบอมไปแล้ว มันเอาผ้ามัดปากไว้จึงไม่มีเสียงร้องให้ใครได้ยิน พวกลูกน้องลากหมวดไปคุกเข่าตรงหน้ามานพ
“โดนเข้าไปแค่นี้ถึงกับง่อยเปลี้ยเลยเหรอไอ้แก่... ไหนลูกน้องฉันบอกว่าแกมีพรรคพวกฝีมือดีอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ”
มานพจิกผมให้หมวดเงยหน้าขึ้น พอเห็นสายตาหมวด มันยิ้มเยาะ “ดู...ดูที่มันจ้องฉันสิวะ คงอยากขอร้องให้ฉันเก็บแกเร็วๆ จะได้ไม่ต้องทรมาน...แต่ฉันให้แกตายเร็วไม่ได้เว้ย ไอ้พวกที่มันคิดมาลองดีกับพยัคฆ์เมฆาของฉัน มันต้องโดนทรมานสุดๆ จนต้องมากราบแทบเท้าขอร้องให้ฉันฆ่ามันเท่านั้น”
สิ้นเสียงมานพ มีเลือดกระเซ็นเต็มผนังห้องตรงนั้น หมวดณรงค์คอพับเลือดทะลักจากคอ มานพพูดเหี้ยมอำมหิตว่า
“เลือดแกจะไหลออกมาเรื่อยๆจนค่อยๆตายช้าๆ เพราะฉะนั้นฉันเลยอยากให้แกดูหน้าฉันไว้ให้ดี เพราะฉันนี่แหละคือหัวหน้าพยัคฆ์เมฆาที่แกอยากมีเรื่องด้วย ฮ่าๆๆ” มานพหัวเราะอย่างผยองแล้วกระชากหน้ากากงิ้วออก
ณรงค์ปรือตามองทั้งที่ตัวเองกำลังจะหมดสติ...
ooooooo
ผู้การสมิงเดินวนอยู่ในห้องอย่างร้อนใจ รู้สึกผิดสังเกตที่ทุกอย่างเงียบผิดปกติ บอกธงรบว่าเงียบนานแบบนี้ตนชักไม่ค่อยไว้ใจ ธงรบยังคงพูดขำๆว่าหมวดคงหมดแรงกระมัง
“แต่ฉันว่าแกประมาทเกินไป ณรงค์เป็นลูกน้องที่มีความรับผิดชอบ ฉันจะเข้าไปดูเอง” ผู้การเปิดประตูออกไป พอดีได้ยินเสียงรถแล่นออกไปจากห้องหมวดณรงค์ รีบชะโงกดูเห็นรถเก๋งของพวกมานพเพิ่งขับออกไป ครู่เดียวหมวดณรงค์ก็เดินเลือดชุ่มคอออกมา
“หมวด!! ไอ้พวกพยัคฆ์เมฆาใช่ไหม!!” ผู้การถาม หมวดพยักหน้าช้าๆ ธงรบแค้น ชักปืนวิ่งไปขึ้นรถขับตะบึงตามรถเก๋งคันนั้นไปทันที
“อดทนไว้นะหมวด...ผมจะตามรถพยาบาลมาเดี๋ยวนี้” สมิงรีบโทร.เรียกรถพยาบาลทั้งที่ยังไม่หายหงุดหงิดธงรบ
ฝ่ายธงรบขับรถไล่บี้รถของมานพจนเห็นรถอยู่ข้างหน้าจึงชักปืนยิง ชาญได้ยินเสียงปืนบอกมานพว่า
“สงสัยพวกมันจะตามมาแก้แค้นครับนาย”
“หึ! ไอ้พวกกระจอก...จัดการมันซะ!!” มานพสั่ง
ชาญแตะบ่าคนขับ พลันรถก็เลี้ยวเข้าทางแยก ธงรบเห็นจึงเร่งความเร็วตาม คำรามแค้น
“คิดหนีเหรอ...ไม่แน่จริงนี่หว่า” แล้วเลี้ยวตามไปอย่างหมายขยี้ให้สะใจ แต่พอเลี้ยวรถไปไม่พบอะไรทั้งสิ้น ทั่วทั้งบริเวณมีแต่ความเงียบ ว่างเปล่า
ขณะธงรบกำลังยืนกวาดตามองไปรอบๆนั่นเอง พวกพยัคฆ์เมฆาที่ซุ่มอยู่ก็ระดมยิงมาพร้อมกัน ธงรบกระโจนหลบเตรียมสู้ แต่เพราะตัวคนเดียวถูกระดมยิงมาจากรอบทิศ เขาจึงต้องสู้ไปถอยไป แต่ก็ถูกยิงบาดเจ็บที่แขนจนได้
มานพกับลูกน้องดาหน้าเปิดฉากยิงอย่างหนักก่อนยกมือเป็นสัญญาณให้หยุด
“พอ!! แค่นี้ก็สั่งสอนให้พวกมันรู้แล้วว่า ถ้าใครคิดมาลองดีกับพยัคฆ์เมฆา ทางเดียวของพวกมันก็คือตาย! ฮ่าๆๆ”
ส่วนที่โรงแรมม่านรูด ขณะรอรถพยาบาล สมิงปลุกขวัญให้กำลังใจหมวดณรงค์ให้อดทนไว้เดี๋ยวรถพยาบาลก็มาถึงแล้ว “คุณต้องทำงานกับผมต่อนะหมวด คุณจะพักได้ก็ต่อเมื่อผมสั่งเท่านั้น”
“ผม...ผมทำงานให้ผู้การจนวินาทีสุดท้ายครับ... พวก...พวกพยัคฆ์เมฆา...ผม...ผมรู้แล้วว่าพวกมันเป็น... เป็นใคร”
“หมวด...คุณเก็บแรงเอาไว้ต่อสู้เถอะ”
“ผม...ผม...ไม่รอดแน่แล้วครับ...ผู้การ...ผม
ขอฝากให้ผู้การ...จัดการกับมันต่อด้วย...หัวหน้า...พยัคฆ์เมฆาก็คือ...ก็คือ...”
“หมวด...ใครคือหัวหน้าพยัคฆ์เมฆา” ผู้การถามไม่ทันจบ มือของหมวดณรงค์ก็ตกลงข้างตัว...เขาจากไปแล้ว...
ธงรบหนีรอดมาได้ กุมแขนที่ได้รับบาดเจ็บโซเซเข้ามา ทันได้เห็นภาพการจากไปของหมวดณรงค์อย่างเศร้าสลด
ooooooo
อ่างกับสลึงถูกลูกน้องเสี่ยตงล้อมกรอบไว้ มันแกล้งสองน้าที่เงอะงะด้วยการยิงปืนลงที่พื้นเฉียดไปเฉียดมาให้สองน้าเต้นหลบกระสุนแล้วหัวเราะกันครื้นเครง
ถึงจะติดอ่างกับไม่เต็มบาท แต่สองน้าก็รักศักดิ์ศรีมีหลักการ ไม่ยอมก้มหัวให้พวกอันธพาล ร้องท้าว่าแน่จริง ให้มาเล่นกันตัวต่อตัว อย่าใช้หมาหมู่เล่นกันแบบนี้ ลูกน้องเสี่ยคนหนึ่งถอดเสื้อสะอึกออกไปกวักมือเรียก
ต่อให้สองน้ามาเล่นกับมันคนเดียว
ปรากฏว่ามันถูกสองน้าล่อเสียงอมพระราม พวกมันเลยรุมกันกินโต๊ะสองน้าจนสะบักสะบอมแล้วพาไปอีกมุมหนึ่งของโกดังร้างที่เก่งลากหยกเข้ามา
“พวกน้าฉันอยู่ที่ไหน แกเอาเขาไปไว้ไหน” หยกเป็นห่วงสองน้าทั้งที่ตัวเองกำลังแย่
“ไอ้พวกนั้นยังไม่ถึงคราวตายหรอก เดี๋ยวแกก็ได้เจอมัน” เสี่ยตงตอบแทนเก่ง พลางเดินกร่างเข้ามากระชากคอเสื้อหยกขึ้นไปจ้องหน้าตะคอกขู่หาว่าเขาทำลายดุจแพรลูกสาวที่ตนรักปานดวงใจ แล้วอัดเข้าที่ท้องจนหยกตัวงอ
ระหว่างนั้น ลูกน้องเสี่ยลากอ่างกับสลึงเข้ามา หยกพยายามจะลุกไปช่วยน้าทั้งสอง ถูกเก่งกระชากตัวไว้
“น้า!! ปล่อยพวกเขา เขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย ผมขอร้องล่ะเสี่ย ผมยอมให้เสี่ยพาตัวมาแล้ว ช่วยปล่อยพวกเขาไปเถอะ ผมขอ...”
“ไอ้หยก ถึงแกยอมมาพบฉันเพราะรู้ว่าต้องมารับโทษระยำที่ทำกับลูกสาวฉันไว้ แต่แค่นั้นมันยังไม่พอหรอก เพราะฉันอยากขยี้หัวใจแก เวลาที่ต้องทนเห็นคนที่แกเป็นห่วงถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา” พูดแล้วเสี่ยหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องยำอ่างกับสลึงให้หยกดู
หยกมองสองน้าถูกรุมยำโดยไม่มีทางสู้ ทั้งแค้นทั้งเจ็บใจที่ไม่มีทางช่วยสองน้าได้เลย...
ooooooo
ดึกแล้ว กิ่งเหมยนอนไม่หลับเลยลุกมารื้อม้วนกระดาษที่วาดรูปหยกมาคลี่ คลำลายเส้นที่วาดเอาไว้ด้วยความคิดถึง
ส้มเช้งเข้ามาเห็นถามว่าทำไมป่านนี้ยังไม่นอน พอกิ่งเหมยบอกว่านอนไม่หลับ ส้มเช้งเผลอแซวว่า อย่าบอกนะว่าต้องตามหยกมาร้องเพลงกล่อมถึงจะหลับ
กิ่งเหมยชะงักถามว่าหยกเล่าเรื่องนี้ให้ฟังหรือ
ส้มเช้งนึกได้รีบเอามือปิดปาก เห็นอาการเขินของกิ่งเหมยก็หยอกว่างอนน่ารักออก
“แกไม่ต้องมาแกล้งแหย่ฉันเลย ฉันจะนอนแล้ว”
“เออ...รีบนอนได้ก็ดีแล้ว พรุ่งนี้แกจะได้รอฟังข่าวดีจากไอ้หยก” พอกิ่งเหมยถามว่าข่าวดีอะไร ส้มเช้งก็ทำเป็นตบปากตัวเองที่พลั้งปากอีกแล้ว แต่คราวนี้
กิ่งเหมยไม่ยอม ลุกมาคาดคั้นเอาจริงเอาจังให้บอกมาว่าข่าวดีอะไร
ส้มเช้งเลยต้องเล่าว่า ตนคุยกับหยกเรื่องจะให้เขามาดูแลกิ่งเหมยแทนอาม่า เพราะตอนนี้กิ่งเหมยไม่เหลือใครแล้ว หยกเลยรับปากสัญญาว่า...เล่าทิ้งไว้แค่นั้นแล้วหยุดอีก จนกิ่งเหมยต้องคาดคั้นจึงยอมบอกว่า
“ฉันคิดว่าเป็นเรื่องดีนะแก...ถ้าไอ้หยกมันอยากดูแลแกได้เต็มที่ มันก็คงคิดจะมา เอ่อ...ขอแกแต่งงานให้เป็นเรื่องเป็นราว”
ฟังส้มเช้งเล่าแล้ว กิ่งเหมยถึงกับอึ้งสนิท!
ooooooo
อ่างกับสลึงและหยก ต่างเป็นห่วงกัน ต่างยอมเจ็บยอมช้ำแต่ขอให้ปล่อยอีกฝ่ายไปเสีย เสี่ยตงหมั่นไส้สั่งลูกน้องให้จัดหนักทั้งสามไปเลย
“อย่านะเสี่ย...ผมขอร้อง” หยกกลัวสองน้าจะโดนหนัก คลานเข้าไปยกมือไหว้ขอร้องเสี่ยทั้งที่มือยังถูกมัดอยู่ “เสี่ย...ผมทำร้ายคุณแพรทำให้เธอเสียใจ...เพราะฉะนั้นเสี่ยอยากลงโทษก็มาลงที่ผมคนเดียว อย่าทำกับคนอื่นเลยครับ ผมขอร้อง...ให้ผมกราบก็ได้ เสี่ยจะสั่งสอนผมยังไงก็เชิญ แต่ปล่อยพวกเขาไปเถอะ”
หยกคลานเข้าไปกราบแทบเท้าเสี่ย อ่างกับสลึงร้องห้ามกันขรม อ่างตะโกนบอกหยก
“ไอ้หยก...เอ็งไม่ต้องไปกราบมัน...เอ็งไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณแพรเสียใจ เอ็งกับกิ่งเหมยรักกันมาตั้งนานก่อนที่คุณแพรจะเข้ามาเสียอีก เอ็งไม่ผิดนะไอ้หยก”
ส่วนสลึงก็ตะโกนบอกเสี่ยว่าดุจแพรเป็นมือที่สาม หยกไม่ผิด แต่หยกยอมรับว่าตนผิดเอง พวกน้าสอนให้ตนเป็นลูกผู้ชายเมื่อตนผิดที่ล่วงเกินดุจแพรก็ต้องรับผิด ว่าแล้วก็ก้มกราบแทบเท้าเสี่ย
สองน้าทนไม่ได้ฮึดจะลุยพวกมัน เลยถูกมันรุมสกรัม สลบเหมือดไปทั้งสองคน ส่วนเสี่ยตงกระชากหยกขึ้นตะคอก
“คิดว่ากราบเท้าฉันแล้ว ฉันจะอโหสิให้เหรอไอ้หยก!” เสี่ยบีบคอหยกจนหน้าดำหน้าแดงตาปรือเกือบขาดใจ แต่เสี่ยก็ไม่คลายมือ “ลูกสาวฉันร้องไห้คร่ำครวญแทบจะขาดใจ ฉันพยายามปลอบใจเท่าไหร่แต่ยัยแพรก็ยังไม่หายเสียใจ เอาแต่คร่ำครวญว่ารักแกจนหมดหัวใจ”
“ผม...ผม...ขอโทษ...ขอโทษ...” หยกพูดกระท่อนกระแท่นเพราะใกล้จะหมดลม
“คนที่แกควรจะไปกราบขอโทษมันไม่ใช่ฉัน แต่ควรเป็นยัยแพร แต่ถ้าฉันพาแกไปให้ยัยแพรเห็นหน้าอีก ยัยแพรจะต้องใจอ่อนและขอร้องให้ฉันไว้ชีวิตแก เพราะ ฉะนั้น แกควรจะตายคามือฉันเสียเดี๋ยวนี้เลย ไอ้หยก!!”
เสี่ยตงบีบคอหยกจนแน่นิ่งไปคามือ เก่งร้องบอก เสี่ยจึงปล่อยมือให้หยกร่วงลงไปกองกับพื้น สั่งเก่งให้ดูว่าหยกตายหรือยัง เก่งวิ่งไปเอามืออังจมูก เอาหูแนบตรงหัวใจ แล้วเงยหน้ามองเสี่ย เสี่ยถามอย่างเลือดเย็นว่า “ตายรึยัง?”
ooooooo
วันรุ่งขึ้น กิ่งเหมยใช้ไม้เท้านำทางไปร้องเรียกหยกที่บ้านแต่ทุกอย่างเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ กิ่งเหมยจึงกลับบ้านด้วยความเป็นห่วง เจอส้มเช้งพอดี ส้มเช้งวิ่งมาหากิ่งเหมยด้วยความดีใจถามว่าหายไปไหน ตนมาหาแต่เช้าไม่เจอ
กิ่งเหมยบอกว่าไปหาหยกที่บ้านแต่ไม่เจอ ไปหาที่บ้านคมทวนกับที่ร้านมอเตอร์ไซค์ก็ไม่เจอ ส้มเช้งนึกได้เล่าว่า ได้ยินหยกบอกว่ามีธุระต้องไปเคลียร์ สงสัยยัง เคลียร์ไม่เสร็จ ถามว่าธุระอะไรก็พูดงึมงำๆจับความไม่ทันได้ก็ไปแล้ว
ฟังส้มเช้งแล้วกิ่งเหมยยิ่งเป็นห่วง ส้มเช้งปลอบใจว่า ถ้าเสร็จธุระ หยกก็มาหาเองแหละ
“ส้มเช้ง...แกช่วยไปตามหาหยกให้ฉันหน่อยนะ ฉันอยากเจอหยกเร็วๆ”
ส้มเช้งยังแซวกิ่งเหมยว่าคิดถึงหยกออกนอกหน้าแต่ก็รับปากจะไปตามหาให้เพื่อความสุขของเพื่อน พอส้มเช้งไปแล้ว กิ่งเหมยก็เดินออกไปไม่กลับเข้าบ้าน
ส่วนดุจแพรกำลังจะออกจากบ้าน พอขึ้นรถก็ถูกพวกลูกน้องเสี่ยมายืนขวางไม่ยอมให้ออกรถ เธอเบิ้ลเครื่องขู่อย่างไรพวกนั้นก็ไม่ยอมถอย ป้าจั่นมาถามว่าจะไปไหน เธอตอบเสียงเครือเครียดว่า
“แพรจะไปให้พ้นจากที่นี่ ไม่อยากเจอหน้าใครอีกแล้ว ทุกคนมีแต่หลอกลวงแพรทั้งนั้น พ่อก็หลอกแพร หยกก็หลอกแพร คำว่าบ้านมันไม่มีความหมายกับแพรอีกแล้ว”
เมื่อเบิ้ลรถขู่ไม่ได้ผล ดุจแพรตัดสินใจขับพุ่งออกไป ลูกน้องเสี่ยพากันกระโจนหนีตายกันกระเจิง ป้าจั่นตะโกนบอกให้รีบไปปิดประตูรั้วอย่าให้คุณหนูออกไป แต่กว่าลูกน้องเสี่ยจะวิ่งไปถึงประตู ดุจแพรก็ขับรถพุ่งออกไปแล้ว
ดุจแพรขับรถไปอย่างเร็ว ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์ที่หยกเลือก ที่จะปกป้องและอยู่กับกิ่งเหมย และเสี่ยตงเองก็ด่าว่ากระทั่งจะยิงหยก จนเธอต้องไปแย่งปืนแล้วเดินไปตบหน้าหยกก่อนวิ่งร้องไห้ออกมา ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวดจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
กิ่งเหมยเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่บ้านเสี่ยตงเพื่อตามหาหยก รถเกิดเสียทั้งที่ใกล้บ้านเสี่ยมากแล้ว เธอจ่ายค่ารถแล้วใช้ไม้เท้าคลำทางเดินไป
ดุจแพรตะบึงรถมาเกือบชนกิ่งเหมย เธอเบรกสนั่น กิ่งเหมยเองก็ตกใจกรีดร้องสุดเสียงและหมดสติไป
ooooooo
อ่างกับสลึงถูกเอามาโยนทิ้งไว้ในตรอกศาลเจ้า พอรู้สึกตัวก็คิดเป็นห่วงหยกกลัวหยกจะถูกเสี่ยตงฆ่า ก็พอดีส้มเช้งมาเจอ พอได้ยินจากสองน้าว่าเสี่ยตงจะฆ่าหยก ส้มเช้งจึงเดาได้ว่ากิ่งเหมยต้องรู้เรื่องนี้เลยหลอกตนกลับบ้านแล้วตัวเองก็หนีไปช่วยหยก
ส่วนดุจแพรรีบพากิ่งเหมยที่ตกใจจนหมดสติกลับไปที่บ้าน ไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์จากส้มเช้งบอกว่าได้ยินสลึงกับอ่างเล่าว่าเสี่ยจะฆ่าหยก ดุจแพรตกใจ ปฏิเสธลั่น
“ไม่...พ่อฉันจะแตะต้องหยกไม่ได้”
ส้มเช้งขอร้องดุจแพรว่า มีแต่เธอเท่านั้นที่จะช่วยหยกได้ พอดีกิ่งเหมยรู้สึกตัวได้ยินดุจแพรคุยโทรศัพท์กับส้มเช้ง เธอบอกดุจแพรว่า
“ฉันได้ยินคุณคุยโทรศัพท์กับส้มเช้งแล้ว...งั้นคุณก็คงรู้ว่าฉันมาที่นี่ทำไม ได้โปรดเถอะค่ะคุณแพร มีแต่คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะหยุดเขาได้ อย่าให้เขาทำร้ายหยกเลย”
กิ่งเหมยยอมรับว่าตนผิดเองที่พยายามผลักไสหยกให้มาหาเธอทำให้เกิดเรื่องร้ายแรงแบบนี้ขึ้น ร้องไห้อ้อนวอนให้ดุจแพรช่วยขอเสี่ยให้ไว้ชีวิตหยก ถ้าเสี่ยต้องการให้มีคนรับผิดชอบเรื่องนี้ตนยินดีให้เอาชีวิตตนแทน
“ไม่...จะต้องไม่มีการสูญเสียใครไปทั้งนั้น...” ดุจแพรเด็ดเดี่ยวมาก หันไปหาป้าจั่น “ป้า...ป้ารู้ใช่ไหมว่าแพรจะตามหาหยกได้ที่ไหน” ทีแรกป้าจั่นก็อึกอักไม่กล้าบอก ถูกดุจแพรคาดคั้นจนในที่สุดต้องยอมบอก
ooooooo
เสี่ยตงพาร่างไม่ได้สติของหยกไปที่ตึกก่อสร้างหมายเอาไปโยนจากยอดตึกลงมา พอมาถึงก็สั่งเก่งกับลูกน้องให้ลากหยกลงจากรถ
ลากหยกขึ้นไปถึงดาดฟ้าแล้ว เสี่ยให้เก่งเอานํ้าสาดใส่หน้า พอรู้สึกตัวคำแรกที่หยกถามคือเอาน้าทั้งสองของตนไปไว้ไหน เสี่ยบอกว่าส่งกลับบ้านไปแล้ว ไม่อยากยิงทิ้งให้เสียลูกปืน
หยกขอบคุณเสี่ยที่ไม่ฆ่าน้าทั้งสอง ส่วนตัวเองยอมรับผิดทุกอย่าง เสี่ยจะทรมานหักแขนหักขาตนอย่างไรก็ได้แต่อย่าฆ่าเลย เพราะตนสัญญากับกิ่งเหมยไว้ว่าจะกลับไปดูแลเธอ พยายามหว่านล้อมว่า
“ลูกสาวเสี่ยไม่เหลือใครอีกแล้วนอกจากผม ขอร้องเถอะครับเสี่ย ให้ผมได้มีชีวิตกลับไปดูแลกิ่งเหมยด้วย”
เสี่ยตบหน้าผัวะ ตวาด “ฉันจะดูแลลูกสาวฉันเอง แกไม่เกี่ยว เฮ้ย!!” เสี่ยหันไปเรียกลูกน้องให้ลากตัวหยกไปที่ริมดาดฟ้า หยกรู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น!
ขณะเสี่ยตงสั่งลูกน้องให้จับหยกโยนลงไปนั่นเอง ดุจแพรกับกิ่งเหมยก็มาถึง ทำให้ทุกอย่างชะงักลง กิ่งเหมย อ้อนวอนขอชีวิตหยก ขอร้องให้ดุจแพรช่วยพูดด้วย แต่เสี่ยสั่งดุจแพรให้พากิ่งเหมยกลับไปเสีย ตนต้องจัดการหยก จะไม่ปล่อยให้หยกมาพรากลูกสาวไปคนหนึ่ง และทำร้ายจิตใจอีกคนหนึ่งต่อไปไม่ได้
กิ่งเหมยพยายามเดินไปหาเสี่ยตามเสียงที่ได้ยิน อ้อนวอนกระทั่งยอมเรียกเสี่ยว่าพ่อเพื่อแลกกับชีวิตหยก ดุจแพรช่วยอ้อนวอนอีกคน แต่ดูเหมือนจะเปลี่ยนใจเสี่ยไม่ได้ อ้างว่า ขืนปล่อยหยกไว้เธอก็ไม่มีวันจะลืมเขาได้
“แต่ต่อให้เขาตาย แพรก็ลืมเขาไม่ได้อยู่ดี เพราะชาตินี้แพรไม่คิดว่าจะลืมเขาได้ค่ะป๋า...” ดุจแพรร้องไห้อ้อนวอน “ป๋าคะ...ปล่อยเขาไปนะคะ อย่าฆ่าเขาเลย เขาไม่ได้ผิด เขาไม่ได้ทำร้ายจิตใจแพรเลย แพรต่างหากที่ทำลาย ความรักของพวกเขาเพราะความเห็นแก่ตัวของแพรเอง”
เมื่ออ้อนวอนแล้วเห็นเสี่ยยังเฉย ดุจแพรถอยไปยืนริมดาดฟ้า หยกตกใจร้องห้ามอย่าทำอย่างนั้น
กิ่งเหมยถามว่าดุจแพรจะทำอะไร ดุจแพรฝากหยกให้ดูแลกิ่งเหมยให้ดีด้วย แล้วขยับออกไปอีก
ในที่สุดเสี่ยตงยอมปล่อยหยกเพื่อแลกกับการให้ดุจแพรกลับมาอยู่บ้าน เมื่อเก่งแก้มัดเชือกให้หยก กิ่งเหมยโผเข้ากอดหยกร้องไห้ด้วยความดีใจ
เสี่ยไล่หยกไปให้พ้นหน้าตนเดี๋ยวนี้ หยกจะพูดอะไรอีก ดุจแพรก็ตัดบทว่าให้เขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับกิ่งเหมย หยกจึงประคองกิ่งเหมยออกไป ดุจแพรร้องไห้ออกมาอย่างหมดความอดกลั้น แต่เมื่อเสี่ยเข้ามากอดปลอบ เธอบอกเสี่ยว่า
“แพรไม่เป็นไรค่ะป๋า...แพรไม่เป็นไร...ฮือๆๆ”
สองพ่อลูกกอดกันร้องไห้อย่างเจ็บปวด...
ooooooo
กิ่งเหมยประคองหยกที่บอบช้ำกลับมาที่ตรอกศาลเจ้า เธอถามอย่างเป็นห่วงว่าเขาไม่เป็นอะไรแน่นะ หยกทำปากดีบอกว่าถ้าแค่นี้ทนไม่ได้แล้วตนจะดูแลเธอได้ยังไง พูดไม่ทันขาดคำก็ซวนเซจะล้ม
“เห็นไหม...ทำไมเธอถึงดื้ออย่างนี้ เธอต้องรักตัวเอง ต้องห่วงตัวเองก่อนมาห่วงฉันสิ”
“ไม่ได้หรอกกิ่งเหมย...ใครจะบอกให้รักตัวเองก่อนรักคนอื่นก็ช่างหัวมัน แต่สำหรับฉันต้องรักเธอก่อนที่จะรักตัวเองเท่านั้น”
กิ่งเหมยซึ้งจนน้ำตาคลอ ก็พอดีมาถึงบ้าน ทั้งส้มเช้ง อ่าง และสลึงดีใจมากพากันวิ่งออกมารับ สลึงกับอ่างกอดหยกไว้แน่น จนหยกร้องว่าเบาๆหน่อยตนเจ็บ แล้วต่างก็ดีใจที่อีกฝ่ายปลอดภัยกลับมา
เมื่อพาหยกกับกิ่งเหมยขึ้นไปที่ห้องพักบนดาดฟ้าแล้ว ส้มเช้งจัดยาวางไว้ พากิ่งเหมยไปบอกว่ายาแก้ปวดอยู่ตรงนี้ถ้าหยกปวดก็เอาให้กิน อ่างโวยขึ้นว่ากิ่งเหมยตาไม่เห็นทำไมไม่เอาให้หยกกินเสียตอนนี้เลย ส้มเช้งถลึงตาใส่แล้วลากอ่างออกไปบอกว่าตนอุตส่าห์ชงให้หยกกับกิ่งเหมยขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจอีก แล้วรีบพาอ่างกลับไป
เมื่ออยู่กันตามลำพัง กิ่งเหมยนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็ถามหยกว่า “มองอะไรฉันน่ะหยก” หยกตกใจถามว่าตาไม่ดีทำไมยังรู้ว่าตนมองเธออยู่ “รู้สิ ทำไมจะไม่รู้ ฉันอยู่กับเธอมาทั้งชีวิต แค่เธอหายใจฉันก็รู้แล้วว่าคิดอะไรอยู่”
ทั้งสองหยอกล้อกันอย่างสนิทใจเมื่อไม่ต้องอยู่ในสายตาใคร จนจังหวะเหมาะ หยกบอกเธอว่า
“ฉันว่าเธอได้ยินแล้วนะตอนที่เธอไปช่วยฉันจากเสี่ยตงน่ะ...” กิ่งเหมยรู้แก่ใจดีแต่เขินเลยทำไก๋ “อยู่กันตามลำพังแบบนี้ก็ดี ฉันจะได้พูดกับเธอให้มันจริงๆจังๆ”
กิ่งเหมยรู้ว่าหยกจะพูดอะไร เธอเขินจนลุกขึ้นทำทีจะไปห้องน้ำ หยกมองตามอย่างรู้ทัน ตามออกมาปรากฏว่าเธอไม่ได้ไปห้องน้ำ หยกจับแขนไว้พูดอย่างรู้ทันว่า “ไม่เอาน่ากิ่งเหมย ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้อยากไปห้องน้ำจริงๆ” แต่พอหยกจะพูดเธอแกล้งชี้ให้ดูเครื่องบิน หยกขำหยอกว่า “กิ่งเหมย...นี่เธอเขินฉันจนจะบ๊องแล้วเหรอเนี่ย”
ในที่สุด หยกก็บอกเธอในโอกาสทองนี้ว่า “กิ่ง–เหมย...ฉันรักเธอ...รักเธอคนเดียวเท่านั้น” แล้วตะโกนเหมือนจะให้ฟ้าดินเป็นพยาน “ฉันรักกิ่งเหมยยยยย...” กิ่งเหมยขอให้พอได้แล้ว ใครได้ยินเข้าจะด่าเอา
“อยู่บนนี้ใครจะมาด่าเราได้...มาสิกิ่งเหมย คืนนี้ฉันจะขอให้ดาวบนท้องฟ้าช่วยเป็นพยานฟังคำตอบของเธอ...”
หยกกุมมือกิ่งเหมยพาเดินไปอีกมุมหนึ่งบนดาดฟ้า หยุดตรงมุมที่เคยดูดาวด้วยกัน บอกเธอว่าบนนี้มีแต่เราสองคนเท่านั้น กุมมือกิ่งเหมยไปวางไว้ตรงหัวใจตัวเอง ถามว่ารู้ไหมว่าหัวใจเต้นแรง กิ่งเหมยพยักหน้าเขินๆ
“เพราะฉันเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าเธอ สิ่งที่ฉันคิดและจะขอจากเธอคือการเปลี่ยนแปลงอนาคตของเรา มันคือสิ่งที่ฉันฝันและรอให้มาถึงตั้งแต่ที่เราได้มาเจอกัน... กิ่งเหมย ฉันอยากให้เธอมั่นใจว่า จากนี้ไปเธอจะไม่ได้เป็นกิ่งเหมยเดียวดายบนโลกใบนี้ แต่เธอยังมีฉันที่จะคอยเป็นดินโอบอุ้ม เป็นสายฝนให้ความชุ่มชื้นและเป็น...”
“หยก...” กิ่งเหมยเอามือแตะริมฝีปากเขาไว้ “เธอเป็นทุกอย่างในชีวิตฉันหมดแล้ว”
พอหยกขอเธอแต่งงาน น้ำตาแห่งความปลื้มปีติของกิ่งเหมยไหลอาบแก้ม จนหยกบอกว่าอย่าเอาแต่ร้องไห้ ตนอยากได้ยินคำตอบ ดาวของเราก็รอคำตอบจากเธออยู่ หยกจับมือเธอชี้ขึ้นไปที่ดวงดาว สัญญากับเธอว่า
“ตอนนี้เธออาจจะยังมองไม่เห็น แต่เมื่อวันที่ฉันหาทางทำให้ตาเธอกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง เธอจะเห็นว่าดาวดวงนั้นก็คือแหวนเพชร เป็นคำสัญญาของเราว่า จะรักกันจนลมหายใจสุดท้ายของกันและกัน...”
“หยก...ฉัน...ฉันจะแต่งงานกับเธอ...” กิ่งเหมยเอ่ยด้วยความตื้นตันใจ ต่างกอดกันแนบแน่นด้วยความรัก...
ooooooo
วันต่อมา สมิงและธงรบไปที่บ้านหมวดณรงค์เพื่อแจ้งข่าวการสูญเสียของหมวดณรงค์แก่ภรรยาเขา ภรรยาหมวดณรงค์ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดกับข่าวสูญเสียสามีอย่างกะทันหัน
ธงรบที่ผู้การสมิงให้รออยู่ในรถ เห็นภรรยาหมวดณรงค์ร้องไห้เสียใจก็กำหมัดทุบพวงมาลัยรถอย่างอัดอั้นแค้นใจ เมื่อสมิงกลับมา เขาโทษตัวเองว่าเป็นคนทำให้หมวดณรงค์ต้องตาย พร่ำขอโทษเสียงเครือสะท้านบอกกับผู้การสมิงว่า
“ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมจะไม่ยอมให้คนดีๆ อย่างหมวดณรงค์ต้องตายไปอย่างไร้เกียรติ ผมจะลากคอพวกมันให้มากราบเท้าขอโทษต่อหน้าเมียของหมวด แล้วส่งมันเข้าไปในคุกให้พวกมันโดนกระทืบจนร้องอยากตายวันตายพรุ่ง!”
ผลคือถูกผู้การชกเปรี้ยง ด่า “ที่แกพูดออกมาเมื่อกี้นี้มันไม่ใช่คำพูดของคนที่เรียกตัวเองว่าผู้พิทักษ์ สันติราษฎร์ ฉันต่างหากที่ต้องโกรธแค้นพวกมันไม่น้อยไปกว่าแก เพราะณรงค์ร่วมเป็นร่วมตายกับฉันมานาน แต่ฉันจะไม่ลดเกียรติยศของตัวเองและหมวดณรงค์ ทำให้ตัวเองเป็นโจรเหมือนพวกมัน!”
หมัดสั่งสอนและคำพูดของผู้การสมิงทำให้ธงรบสงบลง เขาขอโทษ ที่พูดเป็นเพราะโกรธแค้นมากเกินไป
“แกต้องควบคุมตัวเองให้ได้นะธงรบ เพราะตอนนี้เราเหลือกันแค่นี้แล้ว อย่าให้อาต้องเสียกำลังคนไปอีก”
“ครับอา...ว่าแต่ว่า ก่อนที่หมวดณรงค์จะตาย เขารู้รึเปล่าครับว่าไอ้พวกพยัคฆ์เมฆามันเป็นใคร”
สมิงรู้เพราะเขาเอาหูแนบกับปากของณรงค์ก่อนสิ้นใจ แต่บอกธงรบว่าหมวดณรงค์ไม่เห็นหน้าพวกมัน
ooooooo
คมทวนรู้สึกตัวขึ้นมา ถามหมอว่าตนอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น หมอบอกว่าความดันสูงมากทำให้เขา หัวใจวายเฉียบพลันโชคดีที่เล้งพาส่งโรงพยาบาลทัน และเล้งยังฝากบอกด้วยว่า เขาไม่ใช่ศัตรูของคมทวนขอให้ไว้ใจและคมทวนจะปลอดภัยเมื่ออยู่ที่นี่ แล้วหมอก็ให้พยาบาลโทร.แจ้งเล้งว่าคมทวนรู้สึกตัวแล้ว
เล้งกับมานพกำลังลองชุดที่จะใส่ในวันเปิดตัว ผู้นำของตระกูลมังกรวารีคนต่อไป พอเล้งได้รับแจ้งจากพยาบาล เขาหยุดทันทีบอกมานพว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อน ตนมีธุระต้องรีบไปจัดการ
ไม่นาน มานพก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้การสมิง ทักทายอย่างรู้จักเขาดีว่า “นายมานพ มังกรวารี ทายาท คนเดียวของเจ้าสัวเล้ง” มานพบอกว่าตนรู้จักตัวเองดีว่าเป็นใคร ย้อนถามว่านั่นใคร โทร.มาหาตนเบอร์นี้ได้ยังไง
“แน่ใจเหรอนายมานพว่ารู้จักตัวเองดี เพราะนายยังมีอีกสถานะหนึ่งที่ไม่ได้เป็นแค่ลูกชายของเจ้าสัวเล้ง”
“แกพูดเรื่องบ้าอะไร!” มานพเริ่มใจไม่ดี
“หึๆๆ อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้ว่าภายใต้หน้ากากพยัคฆ์เมฆาที่แกใช้ไล่ฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม ซุกซ่อนใบหน้า ของใครไว้...นายมานพ!”
“นี่แก!!” มานพผงะหน้าถอดสี
ooooooo










