ตอนที่ 8
รัตนาวลีรู้ว่าเช้านี้คงมีเรื่องให้เจ้าสัวหงุดหงิดใจอีกแน่ที่รามกับลินดามาร่วมโต๊ะอาหารจึงพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติ ปรามแม่นมกับแหววอย่าแสดงกิริยาอะไรเป็นปฏิปักษ์ ลินดาเห็นพระลบก็เรียกให้มานั่งทานข้าวกับตน พระลบยิ้มแย้ม
“ดีครับ อาม่านั่งข้างพระลบนะครับ” พระลบเข้าไปจูงมือรัตนาวลีมานั่งด้วยกัน
ลินดาหน้าเสีย กิมท้อเสนอหน้าตำหนิพระลบ รัตนาวลีใช้สายตาดุ กิมท้อชะงัก ลินดาเห็น หาว่ารัตนาวลีคงใช้อำนาจปกครองทำให้คนรับใช้กลัวลาน เข้าข่ายผู้ดีบ้าอำนาจ
“อบรมคนในบ้านไม่เรียกว่าบ้าอำนาจหรอกค่ะ ฉันต้องสอนให้คนในปกครองรู้ว่าใครคือคุณผู้หญิงของบ้านนี้ ใครคือคนนอก” รัตนาวลีโต้
“หม่อมคงชอบยกหางตัวเองเป็นนิสัยนะคะ ชูคอเป็นคุณผู้หญิง ทั้งที่ก็เป็นแค่อีตัวผู้ดี”
“เสนียด!” แม่นมทนไม่ไหว “แหววไปเอาไม้กวาดมาสิ ฉันจะกวาดอัปมงคลออกจากบ้านท่านเจ้าสัว”
“อีแก่ มึงว่าใคร!” รามโวย
แม่นมมองอย่างไม่กลัว เพราะตนไม่ได้เอ่ยชื่อ และไม่รู้ด้วยว่าเสนียดหน้าตาอย่างไร ลินดาปรี๊ดต่อว่ารัตนาวลีไม่รู้จักอมรมคนของตัวให้รู้จักที่ต่ำที่สูงบ้าง รัตนาวลีย้อน
“คุณนมรู้เรื่องมารยาท กาลเทศะเป็นอย่างดี และทุกคนที่วังจะทราบดีว่า คำพูดเปรียบเหมือนอาภรณ์ จะสร้างค่าหรือน่าสังเวชก็เพราะปาก”
“ดิฉันรู้ว่าใครควรเกรงใจและไม่ควรไว้หน้าโดยไม่ต้องรอใครบอก เพราะคนเราจะสูงจะต่ำ วาจามัน
ส่อกำพืด” แม่นมเสริม
“อีแก่ มึง!” รามจะพุ่งเข้าทำร้ายแม่นม รัตนาวลีห้ามอย่างแข็งกร้าว แต่รามไม่สนใจ
เจ้าสัวเข้ามาเอ็ด รามชะงักถอยไปรวมกับลินดา เจ้าสัวถามมาทำไม ลินดารีบบอกว่า มีธุระสำคัญมาก เจ้าสัวจึงให้อาม่ากับรัตนาวลีทานข้าวกันไปก่อน และให้ลินดาตามไปคุยที่ห้องทำงาน...อาม่าหันมาชมรัตนาวลีที่ไม่ลงให้ลินดา แม่นมกล่าวขอโทษที่เสียมารยาท
“ดีแล้ว จิ้งจอกอย่างอาลินดาต้องตาต่อตาฟันต่อฟัน อั๊วสงสารอารามถึงไม่อยากเล่นงาน”
รัตนาวลียิ้มอย่างเข้าใจ แต่ทั้งรัตนาวลีและอาม่าก็เป็นห่วงเจ้าสัวเรียวจะต้องหนักใจอีก...ลินดาบอกความประสงค์ต้องการให้รามเข้ามาอยู่ในบ้านนี้ อ้างเหตุผลสารพัดไปจนถึงรามน้อยใจที่เขาก็เป็นลูกแต่กลับไม่ได้อยู่กับพ่อบ้าง ทำเอาเจ้าสัวคิดหนัก...พักใหญ่เจ้าสัวเดินหน้าเครียด
ออกมา ลินดาลากลับ แต่พอรามเห็นราพณ์เข้ามากับรสิกาก็เปลี่ยนใจชวนลินดาทานข้าวที่นี่
รามตั้งใจก่อกวน พอแหววตักข้าวต้มให้ราพณ์ รามแย่งไปบอกว่าตนหิวขอก่อน ทีคนตนยังสละให้ได้ ราพณ์รู้ว่ารามแขวะเรื่องรสิกาจึงตบโต๊ะปัง
“ไม่ได้! ถ้าเฮียไม่อนุญาต นอกจากป๊า ทุกคนในบ้านก็ไม่มีสิทธิ์” ลินดาติงแค่นี้ให้น้องไม่ได้ ราพณ์เสียงกร้าว “มันเป็นธรรมเนียมของบ้านนี้ คุณลินดาเกาะติดที่นี่มานาน ควรจะรู้ว่า ในฐานะลูกชายคนโต ผมจะเป็นรองให้แค่ป๊าคนเดียวเท่านั้น วางถ้วยข้าวต้มลงในที่ๆ มันควรอยู่”
รามฮึดฮัดจะไม่ยอม แต่พอเจอสายตามีอำนาจของราพณ์ก็ชักขยาด ยอมวางถ้วยข้าวต้มคืนให้ราพณ์ ต่อหน้าทุกคนเป็นการพิสูจน์แล้วว่า ราพณ์เป็นพี่ชายคนโตที่ปกครองทุกคนในบ้านได้ รามเสียหน้าลุกขึ้นจะเดินออกไป ราพณ์เสียงเข้มขึ้น
“อีกเรื่องที่แกต้องรู้...คุณหญิงคืออาซ้อของแก เขามีสิทธิ์ทุกอย่างในบ้านนี้เทียบเท่ากับฉัน นั่นหมายถึง ทุกคนต้องฟังและให้เกียรติเขา จำไว้!”
รามกำหมัดแน่นที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ยังทำท่ากวนๆ เดินออกไป ลินดารีบตามลูกชายแต่ไม่ลืมย้ำกับเจ้าสัวอย่าลืมให้คำตอบ...อาม่าตบมืออย่างพอใจ
“เป็นเช้าที่อั๊วมีความสุขจริงๆ อาราพณ์...ลื้อทำให้อาม่าตายตาหลับแล้วนะ อั๊วภูมิใจในตัวลื้อจริงๆ”
พระลบเบียดตัวเข้าชิดรสิกา ด้วยท่าทางหวาดกลัวพ่อราพณ์ยิ้มปลอบโยน และขอโทษทุกคนที่ตนเสียงดัง รสิกามองราพณ์อย่างภูมิใจ
ออกมาพ้นบ้าน รามถามลินดาทำไมไม่เข้าไปอยู่ในบ้านนั้นด้วยกัน ลินดาเล่าด้วยความแค้นใจว่า เมื่อสิบปีก่อน ทุกคนในบ้านยื่นคำขาดให้เจ้าสัวเลือกให้ตนออกจากบ้านหรือจะให้พวกเขาออก ตนต้องเจ็บช้ำใจจนทุกวันนี้ที่เจ้าสัวเลือกลูกๆ ของเขา รามเกรงตนจะโดนบ้าง ลินดาย้ำ รามเป็นลูกมีสิทธิ์อยู่ในบ้านนั้นเต็มที่ เสี้ยมให้พยายามป่วนราพณ์กับรสิกาจนเลิกกันให้ได้
ooooooo
วันนี้เป็นวันแรกที่ระรินมาเริ่มทำงาน แต่รสิกายังมาไม่ถึงออฟฟิศ ระรินรายงานตัวกับกอบกู้ด้วยสีหน้าเจื่อนๆ เพราะตัวเองไปเที่ยวส่งท้ายติดลม กอบกู้ยิ้มๆ ให้เข้าไปคุยในห้องทำงาน
ราพณ์กล่าวขอโทษรัตนาวลีที่แสดงอำนาจต่อหน้า เธอยิ้มปลอบว่าตนไม่ยึดติดตำแหน่งคุณผู้หญิงของบ้าน แต่ตนจะเฮี้ยบถ้าเขาทำให้ลูกสาวตนเสียใจ ราพณ์เหวอที่จู่ๆ โดนขู่
“ถึงไม่เฮี้ยบผมก็ไม่กล้าหรอกครับ แต่บางครั้งปัญหาพี่ๆ น้องๆ ของผมอาจจะกระทบหม่อมกับคุณหญิงบ้าง”
“คุณไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะสิ่งที่คุณพูดที่โต๊ะอาหารมันคือความชัดเจน บางครั้งเราก็ต้องเด็ดขาดกับคนที่สมควร หรืออ้ายว่ายังไงลูก” รัตนาวลีถามความเห็นลูกสาว
รสิกาตอบยิ้มๆว่าตนเข้าใจ ราพณ์ยิ้มส่งตาหวาน “เห็นไหมครับว่าภรรยาผมน่ารักจริงๆ”
รสิกาเมินหน้าไปทางอื่น รัตนาวลีขำถามเขาวันนี้ จะพารสิกาไปไหน...ราพณ์พารสิกามาที่โรงเรียนสอนศิลปะที่เธอเคยมาสอนเด็กบ่อยๆเขาเอาขนมมาแจกเด็กยากไร้ รสิกาแปลกใจที่เขารู้จักที่นี่ ราพณ์จึงบอกว่า ตนมาบริจาคเงินที่นี่ประจำ และเมื่อสองปีก่อน ตนได้เจอหญิงสาวคนหนึ่งมีเชื้อสาย ใจดี มาสอนศิลปะเด็กๆโดยไม่รับค่าตอบแทน ตนหลงใหลเธอตั้งแต่ตอนนั้น รสิกาเผลอยิ้ม พอรู้ตัวก็กลบเกลื่อนว่า คำพูดลอยๆแบบนี้เหมือนที่วศินเคยพูด ราพณ์สบตาเธอ
“ถ้าคุณยอมให้เวลาผม ผมจะใช้เวลาทั้งชีวิตพิสูจน์คำพูดของผมกับคุณคนเดียว”
รสิกาเหมือนโดนคำหวานกะเทาะเปลือกเย็นชาให้หลุดล่อน แต่พยายามกลบเกลื่อนตัดบทตนต้องเข้าออฟฟิศแล้ว ชายหนุ่มรู้ว่าหญิงสาวเขิน รู้สึกมีกำลังใจขึ้นโข...ราพณ์มาส่งรสิกาที่ออฟฟิศ สิริโสภาเดินมาเห็นรีบหลบด้วยความกลัว ราพณ์อ้อนให้รสิกาไปทานข้าวด้วยกันก่อนแต่เธอเป็นห่วงงานขอไปทำงาน เขาจึงให้เธอสัญญา คืนนี้เจอกันที่บ้านและให้คำตอบตนด้วย สิริโสภาเห็นความรักที่ราพณ์แสดงต่อรสิกายิ่งสร้างความเจ็บแค้นในใจ
ราพณ์ขับรถออกไปไม่ทันพ้น เห็นรามเดินเข้าไปหารสิกาทางกระจกมองหลัง สิริโสภาเองก็แปลกใจที่รามรู้จักรสิกา...รามทำทีมาขอโทษรสิกาที่ตนปฏิเสธไม่แต่งงานด้วยแถมทึกทักว่าเธอชอบตนมากกว่าราพณ์
รสิกาปฏิเสธ รามมั่นใจในความคิดตัวเองหาว่าเธอปากแข็ง รสิกาอ่อนใจขอตัวเข้าไปทำงาน รามฉวยมือเธอไว้ เธอโมโหสะบัดออกและตบหน้าเขาฉาด รามตาวาวคิดว่าเธอชอบความรุนแรง...ศิริพรเห็นเหตุการณ์รีบเข้าไปตามกอบกู้ ระรินคุยอยู่กับเขาจึงตามออกมาด้วย มาถึงก็เห็นราพณ์กำลังกระชากตัวรามออกจากรสิกาแล้วชกหน้าผัวะๆๆ
ราพณ์เลือดขึ้นหน้าไม่ฟังเสียงห้ามของรสิกา ระริน เข้ามายุ “เฮียรามมันกล้าล่วงเกินคุณหญิง โดนแค่นี้มันยังน้อยไป”
ราพณ์ไล่รามไปให้พ้น รามแค้นใจแกล้งมองรสิกาอย่างโลมเลียปากเสียว่า น่าจะชิมก่อน ราพณ์โมโหกระชากรามมาต่อยซ้ำ ชี้หน้า “ขอโทษคุณหญิงเดี๋ยวนี้!”
“ทำไมมึงสั่งแล้วกูต้องทำวะ!” รามตอบโต้ไม่ลดละ
ราพณ์ตวาดเพราะเขาเป็นน้อง ระรินยุราพณ์ไม่ต้องไปนับญาติกับราม ตนไม่มีพี่ชายเลวๆแบบนี้ รามของขึ้นตวาดกลับ พร้อมเงื้อมือ “กูก็ไม่มีน้องอย่างมึง”
ราพณ์ผลักรามไม่ให้ทำน้อง รามกราดเกรี้ยวไม่เคยมีใครเห็นตนเป็นพี่น้อง ไม่ต้องมานับญาติ ตนจะทำอะไรก็จะทำ รามมองราพณ์และระรินอย่างเกลียดชัง ก่อนจะผละจากไป รสิกาเห็นรามน้ำตาคลอจึงรู้ว่าใจจริงของเขาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่แสดงออก กอบกู้เข้าเคลียร์พนักงานให้กลับไปทำงานตามหน้าที่ ราพณ์รู้สึกเกรงใจกอบกู้ พารสิกากลับไป
สิริโสภาเพิ่งรู้ว่ารามเป็นน้องชายราพณ์ จึงตามมาทำความรู้จัก เห็นรามแอบร้องไห้ก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ รามเห็นสิริโสภาก็ดีใจ แต่เธอยังวางมาดไว้ตัว
ooooooo
ราพณ์พารสิกามาร้านอาหาร เธอเห็นเขาหน้าเคร่งเครียดจึงถามคิดเรื่องรามอยู่ใช่ไหม ราพณ์กล่าวขอโทษที่ทะเลาะกันต่อหน้าเธอ รสิกากลับรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุ ราพณ์รีบบอกว่า เรื่องรามกับครอบครัวเรื้อรังมานาน เขาไม่คิดว่าตนเป็นพี่ชาย รสิกาย้อนถาม
“แต่สำหรับคุณ เขาคือน้องชาย ฉันพูดถูกไหมคะ พี่น้องตัดไม่ตายขายไม่ขาดหรอกค่ะ”
“คุณหญิงเป็นลูกสาวคนเดียวไม่ใช่เหรอครับ”
“แต่ฉันมีพี่ชายที่รักและดูแลฉันมาตลอด พี่วีไงคะ เขาเป็นพี่ชายที่ดี ถึงจะมีเรื่องขัดแย้งของท่านพ่อกับคุณลุง หรือแม้แต่เรื่องสุรีย์ส่อง เรื่องร้ายๆพวกนั้นไม่เคยทำลายความรู้สึกดีๆที่ฉันมีต่อพี่ชายคนนี้ได้เลย เรื่องวันนี้ทำให้ฉันคิดถึงตอนที่ฉันทะเลาะกับพี่วี เขาเสียใจมาก สายตาเขาวันนั้นเหมือนคุณวันนี้”
“แล้วคุณหญิงคิดว่าผมควรจะทำยังไงดี”
“มันเป็นเรื่องในครอบครัวคุณ ฉันไม่ขอออกความเห็นนะคะ ร้าย เค็ม เขี้ยวอย่างคุณคงจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ยาก”
“ผมไม่มีส่วนดีบ้างเลยเหรอครับ” สายตาราพณ์เว้าวอน
รสิกาซาบซึ้งขอบคุณที่เขาปกป้องตลอด ราพณ์กุมมือเธอสัญญาจะไม่ให้รามวุ่นวายกับเธออีก หญิงสาวยิ้มเขินเริ่มที่จะเปิดเผยความรู้สึกที่มีต่อเขา พลัน สุรีย์ส่องโผล่มานั่งคั่นกลางพยายามเบียดชิดราพณ์ ทักทายรสิกาพอเป็นพิธีแล้วหันมาขอบคุณราพณ์ที่ช่วยตนคราวก่อน ขอเลี้ยงอาหารมื้อนี้ ราพณ์ตอบว่าตนช่วยคนไม่หวังผลตอบแทน แต่สุรีย์ส่องยังกุมมือเขายั่วรสิกา อ้างไม่อยากอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ รสิกามองว่าราพณ์จะจัดการอย่างไร
“คงไม่สะดวกหรอกครับ เพราะภรรยาผมค่อนข้างหวง” ราพณ์ยิ้มสบตารสิกา
“สุเป็นญาติอ้ายก็เหมือนญาติคุณราพณ์ อ้ายเป็นคนสบายๆ ไม่คิดมากกับเรื่องเล็กๆน้อยๆหรอกจริงไหม” สุรีย์ส่องลูบไล้แก้มราพณ์อย่างยั่วยวน
รสิกาสุดทน ดึงมือสุรีย์ส่องออก “เราขาดกันตั้งแต่เธอรับเงินแปดสิบล้านไป เธออาจจะสมองเสื่อมจำไม่ได้ แต่ฉันไม่ลืม...แล้วก็อย่าใช้มาตรฐานเธอตัดสินฉัน เธออาจจะชอบใช้ของร่วมกับคนอื่นจนชินเป็นนิสัย แต่ฉัน
ไม่! ฉันเป็นคนหวงของ โดยเฉพาะของส่วนตัว ขอโทษนะ ฉันกับคุณราพณ์ต้องการความเป็นส่วนตัว” รสิกาผายมือเชิญ
สุรีย์ส่องโกรธแต่ไม่ยอมแพ้ ทิ้งท้ายว่าจะนัดมาใหม่ รสิกามองราพณ์ตาเขียว ราพณ์ยิ้มแหยๆ บอกว่าสุรีย์ส่องจงใจยั่ว ใช้ตนเป็นเครื่องมือรู้ใช่ไหม รสิกาเมินหน้าหนีเคืองๆ
ราพณ์ขับรถกลับมาส่งรสิกาที่ออฟฟิศ เธอนั่งนิ่งเพราะราพณ์กุมมือเธอไว้ เขาดีใจที่เธอมีท่าทีหึงหวง รสิกาอายคว้ากระเป๋าลงจากรถเดินจ้ำเข้าออฟฟิศ พอดีเจ้าสัวโทร.เรียกราพณ์ให้บอกทุกคนประชุมที่บ้านเย็นนี้ ราพณ์รับคำอย่างแปลกใจ
ooooooo
อาหารค่ำวันนี้ พี่น้องมาพร้อมหน้า เจ้าสัวประกาศให้ทุกคนรู้ว่า รามจะเข้ามาอยู่ในบ้าน ระรินโวยไม่ยอม ยิ่งวันนี้รามทำตัวน่าเกลียด ไม่น่าเคารพ ระรินเล่าเรื่องรามไปวุ่นวายกับรสิกาที่ออฟฟิศให้ทุกคนฟัง จนราพณ์ต่อยสั่งสอน ราพณ์ปรามระริน ถึงอย่างไรรามก็เป็นพี่น้อง
เจ้าสัวถามความเห็นรัตนาวลีกับรสิกา ทั้งสองไม่มีปัญหา ให้เกียรติราพณ์เป็นคนตัดสินใจ เพราะเชื่อว่าราพณ์ปกครองคนในบ้านได้ ระรินกับรุ้งรายไม่ค่อยชอบใจ รังรองได้แต่เตือนว่าเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ราพณ์คิดว่าอาจเป็นโอกาสที่จะได้ปรับความเข้าใจกับราม
หลังมื้ออาหาร รุ้งราย ระรินและรังรองถามรัตนาวลีทำไมถึงยอม ไม่กลัวว่าลินดาจะเข้ามาป่วนหรือ สองแม่ลูกนั่นยั่วโมโหเก่ง รัตนาวลีตอบอย่างอ่อนโยน ตนเชื่อว่าเจ้าสัวอยากให้พี่น้องรักและสามัคคีกัน รสิกาเสริม ตนคิดว่าทุกคนไม่ได้เกลียดราม
“ฉันพอจะรู้ว่าคุณลินดาทำอะไรไว้กับพวกคุณ แต่ฉันไม่เคยได้ยินว่าคุณรามทำร้ายพวกคุณ ใช่ไหมคะ” สามสาวอึ้ง
“กับบางคนเราต้องถามตัวเองว่าเรารู้สึกกับเขายังไง ความรู้สึกจริงๆที่ไม่เอาคนอื่นมาตัดสิน ถ้าเกลียดคนนึงแต่ไปลงกับอีกคนนึง มันยุติธรรมไหม” รัตนาวลีให้ข้อคิด
รสิการู้สึกว่าแม่แขวะมาที่ตนด้วย สามพี่น้องยอมรับความคิดเห็นของรัตนาวลี จะไม่ขัดใจพ่อ พร้อมจะรับมือกับลินดาและราม รังรองดีใจที่ได้แม่เลี้ยงอย่างรัตนาวลี ราพณ์แอบได้ยินสาวๆคุยกัน พอรังรองกับน้องๆเดินไป รัตนาวลีก็เอ่ยกับรสิกา พรุ่งนี้อย่าลืมตื่นเช้า รสิกาหันมายิ้มด้วยความดีใจที่แม่ยังจำได้
“วันสำคัญต้องจำได้สิ แม่ให้แม่นมกับแหววเตรียมของไว้แล้ว”...รสิกาโผกอดแม่
“อ้ายรักหม่อมแม่ที่สุดเลยค่ะ” รัตนาวลีเย้ารักใครก็พูดออกมามันดีใช่ไหม รสิกาผงะพูดไม่ออก รัตนาวลียิ้มล้อ
รสิกาเข้าห้องเห็นราพณ์นั่งอ่านหนังสืออยู่ ก็เข้าไปอาบน้ำแต่งตัวออกมานอน ในใจครุ่นคิดถึงคำพูดของแม่ ราพณ์กล่าวลอยๆขึ้นว่า “ขอบคุณนะครับคุณหญิง ผู้ชายอย่างผมไม่ละเอียดพอที่จะคุยกับพี่น้องผู้หญิงให้เข้าใจ เรื่องในบ้านผมคงต้องฝากคุณหญิงด้วยนะครับ”
รสิกานอนหันหลังให้แอบอมยิ้ม ราพณ์ห่มผ้าให้และกล่าวราตรีสวัสดิ์...
ในขณะที่สิริโสภาทำทีออกจากออฟฟิศดึก
เพราะเชื่อว่ารามต้องมาดักรอ และก็เป็นจริง เธอยินดีเป็นมิตรกับเขา และพากันไปทานอาหารค่ำเพื่อผูกสัมพันธ์ไมตรีไว้แก้แค้นรสิกา
ooooooo
รุ่งเช้า ราพณ์คุยกับรุ้งรายที่บริษัท เรื่องชาญชัย รุ้งรายบอกว่าเขาโหมทำโฆษณาจนได้ยอดจองมาแปดสิบเปอร์เซ็นต์ กำลังขึ้นโครงสร้างใหม่ ราพณ์ไม่ค่อยอยากจะ เชื่อรุ้งรายกระเซ้าทำไมวันนี้ไม่ทานอาหารเช้ากับภรรยา ราพณ์เห็นว่าวันนี้เป็นวันสำคัญให้แม่ลูกได้อยู่กันลำพัง
รัตนาวลีกับรสิกามาทำสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้ท่านชัยประกาศ รสิกาดีใจที่แม่ไม่ลืมวันเกิดของพ่อ รัตนาวลีว่าตนไม่มีวันลืมคนที่ตนรัก รสิกาย้อนถามแล้วเจ้าสัว รัตนาวลีกอดลูก
“เจ้าสัวเป็นคนดีที่แม่ต้องตอบแทน” รสิกาแทรกถามเรื่องอะไร “สักวันลูกจะได้รู้แน่อ้ายจำไว้นะว่า คนที่แม่รักที่สุดบนโลกนี้มีแค่ท่านพ่อกับลูกเท่านั้น”
“หม่อมแม่พูดจริงเหรอคะ” รสิกาดีใจเดินจูงมือแม่ไปด้วยความรักความอบอุ่น...
พอมาทำงาน เห็นระรินหน้าเครียดเตรียมงานพรีเซนต์ของราพณ์ รสิกาถามกังวลหรือ ระรินโอดโอยเพราะกอบกู้ดักคออย่าให้บกพร่อง ตนจึงกลัวจะทำทุกคนขายหน้า
“ขายหน้าไปจนตายกับไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือจนตาย คุณรินอยากได้แบบไหนล่ะคะ”
“โหย ขอลองขายหน้าไปจนตายดีกว่าค่ะ อันหลังนี่แนวดักดาน ชีวิตน่าจะไม่ฟิน รินไม่ลองดีกว่า”
ระหว่างพูดคุย ป้านวลโทร.ตามรสิกาให้ไปที่วังประกาศเกียรติ รสิกาจึงขอตัวจากระริน...เมื่อมาถึง ก็พบประสิทธิ์กับสุรีย์ส่องยืนมองรูปท่านชัยประกาศ กล่าวตัดพ้อ ว่าน่าเห็นใจที่ท่านต้องพ่ายแพ้เพราะภรรยาและลูกทำตัวไร้เกียรติ กราบกรานศัตรู ทำลายศักดิ์ศรีประกาศเกียรติ...รสิกาโต้ทันทีว่าตนไม่เคยทำลาย ประสิทธิ์สวนทันควัน อกตัญญูยอมให้เงินซื้อได้ทั้งแม่และลูก รสิกาจะเถียงสุรีย์ส่องช่วยพ่อตอกย้ำจนต้องยืนอึ้ง
กลับมาถึงบ้าน รสิกาเห็นแม่และทุกคนในบ้านสนุกสนานกับการร้องคาราโอเกะ ยิ่งทำให้เธอสับสนไม่รู้ควรทำตัวอย่างไร...ราพณ์สังเกตเห็นตามเข้ามาถามในห้องนอนคิดว่าไม่สบาย
“ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
“คุณหญิง ผมเป็นห่วงคุณนะ ถ้าคุณมีเรื่องไม่สบายใจ ผมพร้อมที่จะช่วยคุณ”
“อย่าดีกับฉันอีกเลย...”
“ผมทนเห็นคนที่ผมรักเป็นทุกข์ไม่ได้หรอกครับ”
“คุณแน่ใจเหรอว่าคุณรักฉัน คุณรู้จักเหรอว่าความรักมันเป็นยังไง”
“ผมไม่รู้หรอกว่าความรักมันหน้าตาเป็นยังไง ผมรู้แต่ว่าผมอยากจะมีคุณอยู่เคียงข้างอยากปกป้องคุณจากเรื่องร้ายๆ ผมเห็นภาพเรายิ้มให้กัน จูงมือกันไปจนแก่จนเฒ่า ผมเรียกความรู้สึกนี้ว่าความรัก ผมรักคุณ...
รักมาตลอด” ราพณ์สบตารสิกายืนยันความรู้สึก
รสิกาเหมือนโดนสะกด ราพณ์ค่อยๆขยับเข้าชิด โอบกอดโน้มหน้าเข้าใกล้ คำพูดเหยียดหยามของสุรีย์ส่องผุดขึ้นในความคิดของรสิกา เธอยกมือดันอกราพณ์ไว้
“ไม่! ฉันทำไม่ได้...ฉันรักคุณไม่ได้ รักไม่ได้...”
รสิการ้องไห้วิ่งหนีออกไปนอกห้อง
ราพณ์ตกใจวิ่งตาม รสิกาน้ำตานองหน้าวิ่งผ่านทุกคนในบ้านออกไปขึ้นรถ ขับไปด้วยความเร็ว ทุกคนในบ้านตกใจ เจ้าสัวรั้งราพณ์ไว้ถามมีเรื่องอะไรกัน
“คุณหญิงบอกว่ารักผมไม่ได้...ป๊าครับบอกผมได้ไหมครับ ว่าระหว่างป๊า หม่อมกับท่านชายชัยประกาศ มีความแค้นอะไรกัน”
รุ้งราย ระรินและอาม่าต่างมองเจ้าสัวด้วยความอยากรู้เช่นกัน รัตนาวลีพยักหน้ากับเจ้าสัวทำนองมันถึงเวลาที่ราพณ์ควรจะรู้เรื่องทั้งหมด
รสิกาขับรถมาที่วังประกาศเกียรติ ด้วยหัวใจว้าวุ่นสับสน นั่งฟุบหน้ากับพวงมาลัยอยู่ในรถจนป้านวล ป้านางเป็นห่วงโทร.ตามหมวยมาช่วย...หมวยมาถึงเคาะกระจกรถเรียก รสิกาเงยหน้ามาเห็นเพื่อนรักก็เปิดประตูรถโผกอดเพื่อนร้องไห้โฮ หมวยตกใจรีบถามว่าเป็นอะไร
“หมวย...ฉันรักเขาไม่ได้ รักไม่ได้”
“แกใจเย็นๆเขานี่คือคุณราพณ์ใช่ไหม” รสิกาพยักหน้า “ไอ้คุณหญิง รักคุณราพณ์มันผิดมากเหรอ”
รสิกาน้ำตาร่วงอัดอั้นด้วยความเจ็บปวด...ขณะเดียวกัน เจ้าสัวเรียวกับรัตนาวลี เล่าเหตุการณ์ในอดีตให้ราพณ์ฟัง ว่าสี่สิบปีก่อนทั้งสองมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน แต่ด้วยเหตุผลหลายอย่างทำให้ต้องแยกจากกัน ต่างไปมีครอบครัวและไม่เคยทำผิดศีลธรรมกันเลย เจ้าสัวเรียวมองภาพถ่ายครอบครัวซึ่งมีอุษาและลูกเล็กๆห้าคน ผู้หญิงสี่ผู้ชายหนึ่ง
“ระหว่างเราเป็นเพียงเพื่อนที่ดีต่อกัน จนกระทั่งคุณประสิทธิ์ชวนให้ท่านชายทำธุรกิจเรียลเอสเตทกับเขา ท่านชายเชื่อใจคุณประสิทธิ์มาก ให้อำนาจในการ บริหารและจัดการกับเงินในการลงทุนทั้งหมดจนต้องล้มละลาย” รัตนาวลีเล่าเสริม
ราพณ์ฟังเรื่องราวในอดีตแล้วพยายาม โทร.หารสิกา แต่เธอไม่รับสาย...หมวยมองมือถือเพื่อนที่ราพณ์กระหน่ำ โทร.เข้ามาแล้วตำหนิ “คุณหญิง อย่าเอาอดีตมาบีบตัวเองจนไม่มีอนาคตแบบนี้ ถ้าวันนึงแกต้องเสียเขาไปจริงๆแกจะเสียใจที่ทำลายความรักด้วยความคิดบ้าๆของแกเอง รับสายสิ...เพื่อนแนะนำว่าไม่ควรหนีนะ ไอ้คุณหญิง”
“ฉันไม่ได้หนี...แต่ฉันไม่พร้อม ไม่อยากเจอใครทั้งนั้น ทั้งเขา หม่อมแม่ ทุกคนที่บ้านนั้น ฉันไม่อยากกลับไป” ท่าทางรสิกาสับสนว้าวุ่นใจ
หมวยพยายามเตือนให้รสิกาเห็นว่านั่นคือครอบครัวเพราะเธอแต่งงานกับราพณ์แล้ว รสิกาเสียงอ่อยว่า
ตนรู้ แล้วเดินห่างออกไปยืนเศร้าๆลำพัง หมวยตัด
สินใจรับสายราพณ์แทน...รสิกายังยืนมองวังประกาศเกียรติ หมวยเห็นฝนเริ่มจะเทลงมา จึงเรียกให้เข้าบ้านแต่เธอยืนนิ่งจนกระทั่งราพณ์เดินเข้ามาหมวยถอย
ออกให้เขาไปคุยเอง พอรสิกาหันมาเห็นราพณ์ก็เกิดความสับสน
“ไม่...ฉันไม่กลับ ไม่!”
“ผมรักคุณนะ คุณหญิง”
“พอที ฉันไม่อยากฟัง!” ฝนเทลงมา รสิกาวิ่งหนีไปขึ้นรถขับออก
ราพณ์ตามมายืนขวาง รสิกาตกใจหักหลบเหยียบเบรก เสียงหมวยร้องลั่น รสิกาหันมองเห็นราพณ์นอนอยู่กับพื้น เธอใจหายวาบวิ่งลงจากรถมาประคองเขาด้วยความหวาดหวั่น
“คุณราพณ์! คุณต้องไม่เป็นอะไรนะ ฉันขอโทษ คุณราพณ์ คุณอย่าตายนะ”
“ไอ้คุณหญิง เขายังไม่ตาย”หมวยเข้าช่วย ประคองราพณ์
“คุณราพณ์...คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม ใช่ไหม”
รสิกาละล่ำละลักถาม
ราพณ์ยิ้มด้วยความดีใจในความห่วงใยของเธอ บอกเธอว่าไม่เป็นอะไร ดูเหมือนรสิกาจะคลายความตกใจแต่เพราะความเครียดสะสมสติเกินจะรับไหว จึงขาดผึงเป็นลมล้มลง ทั้งราพณ์และหมวยตกใจ ป้านวลป้านางวิ่งกรูเข้ามาจะให้พาเข้าบ้าน แต่หมวยแย้ง
“คุณราพณ์อย่าเพิ่งพาคุณหญิงกลับบ้านเลยนะคะ ตอนนี้คุณหญิงเครียดมาก ฉันว่าอย่าเพิ่งให้เจอใครสักพัก ทั้งที่วังนี้กับบ้านของคุณ เพื่อนฉันต้องการเวลาคิดสำหรับหลายๆเรื่อง”
ราพณ์มองหน้าคนรักด้วยความสงสาร ตัดสินใจพาเธอไปบ้านพักตากอากาศ แล้วโทร.บอกรัตนาวลีให้คลายความเป็นห่วง
ooooooo
ด้วยความที่จะดึงราพณ์กลับมาให้ได้ สิริโสภา ยอมทำทุกอย่าง แม้กระทั่งตีสนิทยอมทอดกายให้ราม เพื่อสอยเขาไว้ใช้เป็นเครื่องมือ
ราพณ์จัดแจงหาผ้าเช็ดตัวมาเช็ดหน้าตาผมเผ้าให้รสิกาซึ่งยังหมดสติอยู่ เขาพาเธอมานอนบนเตียงในบ้านพักชายทะเล พอเธอรู้สึกตัวเห็นหน้าเขาก็โผกอด ละล่ำละลัก
“คุณยังไม่ตาย...คุณยังไม่ตาย...”
ราพณ์ตื้นตันขยับเธอห่างออก เช็ดน้ำตาบนใบหน้า “ที่คุณร้องไห้เพราะดีใจที่ผมไม่ตายหรือว่าเสียใจที่ชนไม่แรงพอ” รสิกาหยิกที่ยังมาพูดเล่น เขาร้อง “โอ๊ย...ผมดีใจมาก คุณรู้ไหม” หญิงสาวชะงัก ราพณ์ขยายความ “ดีใจที่คุณไม่อยากให้ผมตาย ผมรักคุณนะครับคุณหญิง...รักคุณมาก” เห็นรสิกาอึกอักจะพูด เขาใช้นิ้วแตะริมฝีปากเธอ “ผมรู้แล้ว...”
รสิกานึกถึงคำพูดของหมวยที่ไม่ให้เอาอดีตมาบีบตัวเองจนไม่มีอนาคต ถ้าเสียเขาไปจะเสียใจที่ทำลายความรักด้วยความคิดบ้าๆ ของตัวเอง...ราพณ์เห็นรสิกาผ่อนคลายลง เขาลูบไล้ใบหน้าเธออย่างอ่อนโยน ดูเธอไม่ขัดขืนเหมือนก่อน ปล่อยตัวปล่อยใจยอมรับความรักของเขา...
เช้าวันใหม่ มีข่าวหุ้นที่ประสิทธิ์ซื้อไว้ตกฮวบจนเจ๊งไม่เป็นท่า สุรีย์ส่องโวยวายที่พ่อเอาเงินสองร้อยล้านที่ได้จากค่ามัดจำซื้อวังประกาศเกียรติจากมิสเตอร์หยางไปใช้หมดแล้วจะทำอย่างไร ประสิทธิ์บอกว่าวังเป็นทางเดียวที่จะช่วยได้ สุรีย์ส่องเยาะถ้าให้ปฐวีเป็นคนทำให้ราพณ์กับรสิกาหย่ากันมันช้า ทางที่ดีใช้ปืนจ่อหัวบังคับเซ็นใบหย่าจะง่ายกว่า ประสิทธิ์ย้อนถาม รอดจากหยางแต่ต้องติดคุกจะเอาหรือ สุรีย์ส่องโวยที่ทางไหนก็ไม่ได้...ปฐวีได้ยินเสียง เอะอะมายืนฟัง ได้ยินพ่อสั่งสุรีย์ส่องห้ามทำการใดๆ สุรีย์ส่อง เดินหงุดหงิดออกมา ปฐวีรีบหลบจึงได้ยินน้องสาวโทร. สั่งลูกน้องควานหาตัวรสิกาแล้วจัดการฆ่าเสีย เขาตกใจมาก
ในห้องนอนบ้านพักตากอากาศ ราพณ์ตื่นขึ้นมาไม่เห็นรสิกานอนข้าง ก็ลุกขึ้นมองหาเห็นเธอนั่งที่ระเบียงมองออกไปยังทะเล เขาเข้ามาโอบกอดคลอเคลียอย่าง
สุดรัก รสิกายังสับสน
“ฉันไม่รู้ว่าที่ฉันตัดสินใจมันถูกหรือว่าผิด”
“ผมรักคุณ คุณรักผม เราแต่งงานกันแล้ว มันไม่มีสิ่งที่ผิดเลยนะครับ”
รสิกาจะพูดเรื่องที่เขาเป็นลูกเจ้าสัว ราพณ์กุมมือเธอพูดแทรกว่า เรื่องในอดีต ตนไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้ตนเลือกที่จะรักเธอ ไม่ว่าผลสุดท้ายเธอจะเลือกตนหรือไม่
“ฉันไม่รู้...ไม่รู้จริงๆว่าจะจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไง”
ราพณ์ตัดบท ไม่รู้ก็ปล่อยมันไปก่อน ตอนนี้มีแค่เธอกับเขา ไม่มีประกาศเกียรติ ไม่มีลิ้มวัฒนาถาวรกุล มีแค่เราสองคน ราพณ์ออดอ้อนให้เธอยอมรับและเรียกตัวเองว่าอ้าย
หญิงสาวถอนใจ “อ้ายเหนื่อยเหลือเกินค่ะ...”
“เหนื่อยก็พักนะครับ ถ้าคุณไว้ใจผม ผมจะดูแลคุณเอง” ราพณ์กุมมือทำให้เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นใจ...
ด้วยความเป็นห่วงรสิกา ปฐวีมาหารุ้งรายที่ค่ายมวย ถามหารสิกา รุ้งรายหงุดหงิดใจบอกเขาให้เลิกตามตื๊อเมียชาวบ้านเสียที แต่พอเขาบอกว่ารสิกาอยู่ในอันตราย เธอชะงักมองชั่งใจ
สองหนุ่มสาว ราพณ์กับรสิกาเดินจูงมือกันที่ ชายทะเล สีหน้าหญิงสาวดูมีความสุข เพราะยอมเปิดใจรักราพณ์ ต่างหยอกล้อกันเหมือนคู่รักข้าวใหม่ปลามัน ราพณ์ชวนรสิกาเล่นเจ็ต แต่เธอกลัวเพราะตอนเด็กเคยตกจมน้ำ ชายหนุ่มให้เล่นอีกครั้ง เขาจะดูแลให้เชื่อใจ รสิกาปล่อยตัวปล่อยใจสนุกสนานไปกับราพณ์ และได้รู้ว่าความรักมันทำให้มีความสุขขนาดไหน...มือถือทั้งสองคนสั่นดังอยู่ในบ้าน รุ้งรายจึงติดต่อทั้งสองไม่ได้
ooooooo
รังรองตรวจเอกสารการเบิกงบต่างๆก่อนจะถามเลขาว่า ที่ชาญชัยเบิกอีกสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ตรวจสอบหรือยังว่าเป็นไปตามเกณฑ์ เลขารับว่าเรียบร้อย รังรองดีใจ ไม่ทันไร ชาญชัยโทร.เข้ามาถามว่า เห็นผลงานตนหรือยัง เธอแสดงความยินดี เขานัดดินเนอร์เย็นนี้ เธออิ่มเอมใจมาก
เจ้าสัวเรียวมาทำงานแทนราพณ์ พอเห็นแผนงาน การตลาดของชาญชัยก็รู้สึกตะหงิดๆ แอบให้นทีตรวจสอบ ไม่อยากให้รังรองต้องเสียใจ...เย็นวันนั้น เจ้าสัวนัดชาญชัยเจอข้างนอกไม่ให้ใครรู้ ชาญชัยหลงดีใจคิดว่ารังรองช่วยคุยให้ยอมรับฝีมือตน ขอเลื่อนดินเนอร์เธอออกไปก่อน
เมื่อรุ้งรายกับปฐวีติดต่อราพณ์กับรสิกาไม่ได้ รุ้งรายตัดสินใจไปตามหาที่บ้านพักชายทะเล...ราพณ์และรสิกาเล่นน้ำทะเลเสร็จก็ไปไหว้พระถวายสังฆทานด้วย ราพณ์อยากทำบุญตั้งจิตบอกกล่าวท่านชัยประกาศเพื่อขอดูแลลูกสาวของท่าน รสิกาว่าถ้าพ่อยังอยู่ต้องไม่ยกให้แน่ เขากลับบอกว่า ต่อให้เจออุปสรรคมากกว่านี้ ตนก็จะสู้
ให้ได้เธอมาเดินเคียงข้าง ตนยอมตายดีกว่าเธอไม่รัก
รสิกาฟังแล้วสะเทือนใจเดินหนี เขาวิ่งตามถามตนทำอะไรผิดอีกใช่ไหม เธอหน้าตึง
“อย่าพูดแบบนี้อีกนะคะ ฉันไม่ชอบ”
ราพณ์งงก่อนจะนึกได้ว่าเรื่องอะไร “ผมแค่อยากให้คุณมั่นใจ”
“ไม่ได้! คุณไม่เข้าใจหรอกว่าการต้องสูญเสียคนที่รัก มันเจ็บปวดแค่ไหน”
ราพณ์กุมมือรสิกา “ผมจะไม่ไปไหน ไม่ยอมเจ็บไม่ยอมตาย จะอยู่กับคุณแบบนี้ตลอดไป ผมขอโทษที่พูดไม่คิด ยกโทษให้ผมนะครับคุณหญิง” ราพณ์คุกเข่าลง “อภัยให้ผมนะครับ อภัยให้สามีที่รักภรรยาคนนี้นะครับ คุณหญิง”
มีรถแล่นเข้ามาในวัด รสิการู้สึกอายดึงเขาขึ้น แต่เขายื้อให้ยกโทษก่อน เธอรีบเอ่ยปากยกโทษให้ ทั้งสองเห็นรถบรรทุกสายไหมมาเต็มคันเพื่อมาขายงานวัด ราพณ์ซื้อสายไหมให้รสิกาเดินกินระหว่างทางไปสะพาน ปลาเพื่อซื้อกุ้ง ปู ปลา เขาตั้งใจจะโชว์ฝีมือทำอาหารคืนนี้
พอกลับมาถึงบ้านพัก ราพณ์แปลกใจที่ประตูไม่ได้ล็อก ทั้งที่เขาจำได้ว่าล็อกกับมือ ต้องมีอะไร ไม่ชอบมาพากลแน่ ทันใด ก็มีคนร้ายโผล่ออกมาฉุดรสิกา ราพณ์ตกใจพยายามปกป้องแต่โดนสามคนรุม เขาต่อสู้สุดชีวิตเพื่อปกป้องหญิงสาว ราพณ์เสนอเงินให้คนร้ายปล่อยพวกตนไป รสิกาถามใครจ้างให้มาฆ่าพวกตน คนร้ายไม่สนใจรุมราพณ์จนสลบ แล้วรายงานสุรีย์ส่องก่อนจะได้รับคำสั่งจัดการให้ตายอย่างทรมาน พวกมันจึงจับทั้งสองไปมัดกับเสากลางทะเล เมื่อน้ำขึ้น ทั้งสองจะจมน้ำตายอย่างทรมาน
ในขณะที่ปฐวีขับรถมาตามทางที่รุ้งรายบอก ระหว่างทางเกิดยางแตกต้องเสียเวลาเปลี่ยนยาง ปฐวีให้รุ้งรายโทร.หาราพณ์กับรสิกาต่อไปเรื่อยๆ
ด้านเจ้าสัวเรียวโทร.บอกรัตนาวลีว่าไม่ทานข้าวบ้าน...ก่อนที่เจ้าสัวจะเปิดเผยให้ชาญชัยรู้ว่า จับกลโกงของเขาได้ เจ้าสัวสั่งสอน ความซื่อสัตย์ การประสบความสำเร็จมันเป็นเรื่องยาก แต่ที่ยากกว่าคือการประคองความสำเร็จนั้นให้คงอยู่ต่อไป องค์กรที่ยิ่งใหญ่พังมานักต่อนักเพราะการคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนยอมไม่ได้ ชาญชัยเริ่มหวาดด้วยสันหลังหวะ นทีเอาแฟ้มเอกสารมากางตรงหน้า พร้อมกับบอกว่า ได้เช็กดูแล้วมียอดจองจริงๆแค่ยี่สิบหลัง นอกนั้นเป็นชื่อปลอม...
ooooooo










