สมาชิก

สามี

ตอนที่ 1

บนถนนกลางกรุงเทพมหานคร ราพณ์ ลิ้มวัฒนาถาวรกุล ผู้บริหารหนุ่มทายาทเจ้าสัวเรียว รับช่วงกิจการในเครือถาวรกรุ๊ป ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลาย ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในเวลาอันรวดเร็ว ระหว่างขับรถได้รับโทรศัพท์เร่งจากธีรพัฒน์ เจ้าของโรงแรมหรู

“แกอยู่ไหน นี่มันจะได้เวลาแถลงข่าวแล้วนะ แกจี้ฉันทุกวันว่าอยากมารู้จักคุณหญิง แล้วป่านนี้ยังมาไม่ถึงอีก คุณหญิงให้เวลาแถลงข่าวแค่ชั่วโมงเดียวนะเว้ย”

ขณะที่จอดติดไฟแดงอยู่ ราพณ์มองไปเห็นรถรสิกามาจอดเทียบข้างๆก็ตื่นเต้นดีใจ เสียงธีรพัฒน์ถามซ้ำได้ยินที่พูดหรือเปล่า ราพณ์ตัดบท “ไอ้ธี อีกสองไฟแดงก็ถึงแล้ว โอเคนะ”

ธีรพัฒน์บอกเพื่อนมาถึงให้ขึ้นมาชั้น 25 เลยขณะที่ธีรพัฒน์เดินคุย วศิน มัณฑนากรหนุ่มหล่อทำงานที่เดียวกับรสิกา เดินมาท่าทางกระวนกระวาย พึมพำคุณหญิงทำไมยังมาไม่ถึงอีก

ม.ร.ว.รสิกา ประกาศเกียรติ มัณฑนากรสาวสวยผู้รับหน้าที่ออกแบบห้องสวีตสุดหรูให้กับโรงแรมของธีรพัฒน์ ตอบรับสายวศินอย่างกังวลไม่น้อย

“ศินถึงแล้วใช่ไหมคะ อ้ายใกล้จะถึงแล้วค่ะอีกสองไฟแดงค่ะ”

“อ้ายรีบมานะครับ นักข่าวมากันเยอะแล้วครับ”

รสิการับคำ เหยียบคันเร่งออกไปในจังหวะไฟเขียวทันที ราพณ์ซึ่งยิ้มกริ่มมองรสิกาอยู่รีบบึ่งรถตาม พอถึงจุดหมาย รสิกาเห็นที่ว่างก็เดินหน้าเพื่อจะถอยเข้าจอด พลันรถของราพณ์เลี้ยวปราดเข้าจอดเอี๊ยด...รสิกาเหยียบเบรกตัวโก่งโกรธมาก ลงรถมาต่อว่าต่อขานอย่างผู้ดี

ราพณ์แกล้งกวน “คุณขับช้าเกินไป แต่...ผู้หญิงขับรถก็เป็นธรรมดาล่ะครับ”

“ประโยคที่คุณใช้ ฉันแปลได้ว่าคุณกำลังพูดว่าผู้หญิงไร้ประสิทธิภาพในการขับรถ ฉันอาจจะผิดที่ช้าแต่คุณผิดที่ไม่มีมารยาท”

ราพณ์ยิ้มกวนๆยอมรับแต่ไม่มีทีท่าจะเคลื่อนรถออกไป แถมให้เธอขอโทษที่ทำให้ตนเสียเวลาทั้งที่รีบรสิกายิ่งฉุนโต้กลับ “ต่อมผิดชอบชั่วดีของคุณคงฝ่อ แต่ฉันไม่!”

“ผมก็คิดว่าคุณหญิงจะเป็นคนบ้าจี้...”

“คุณรู้จักฉันเหรอ!” รสิกาชะงักมองหน้าเขา

“คุณหญิงรสิกา แห่งวังประกาศเกียรติ ผมต้องถวายบังคมไหม” ราพณ์ทำท่าล้อ

รสิกาโกรธจนตัวสั่นไม่รู้จะทำอย่างไร ราพณ์ยิ่งสนุกที่ได้แกล้ง พลันธีรพัฒน์โทร.มาเร่งประจวบกับเจ้าหน้าที่มาบอกรสิกาอย่างนอบน้อมว่ารถของเธอจอดขวาง รสิกายืดตัวส่งกุญแจให้เจ้าหน้าที่ช่วยเอารถไปจอดแล้วฝากกุญแจไว้ที่ฟร้อนต์ ก่อนที่จะเดินเชิดไป ราพณ์แกล้งตะโกนไล่หลัง...แล้วพบกันนะครับ เธอหันมากล่าว...คิดว่าชาตินี้จะไม่เจออีก แต่เขาสวนทันควัน เขาคิดว่าต้องเจอ...รสิกายิ่งโกรธและจำเขาขึ้นใจ

ราพณ์เข้ามาในล็อบบี้ เผอิญพบเจ้าสัวเรียวกับอากู๋ไพศาล จึงเข้าไปทำความเคารพ อากู๋ไพศาลชมเชย“เห็นว่าตอนนี้เปิดคอนโดหลายโครงการ ยอดจองถล่มทลายเลยใช่ไหม”

“ก็กำไรนิดหน่อยน่ะครับ เครื่องดื่มของอากู๋ตอนนี้ ก็ตีตลาดทางยุโรปได้แล้วนี่ครับ ถ้าความนิยมยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆขนาดนี้ อีกหน่อยอากู๋คงล้มเจ้าถิ่นได้แน่”

“ไม่ธรรมดาจริงๆ คิดว่าจะสนใจแต่ข้อมูลธุรกิจตัวเอง นี่คงศึกษารอบด้านเลยล่ะสิ”

“ป๊าสอนผมเสมอว่าเราไม่ควรเป็นน้ำเต็มแก้วศึกษาหาความรู้เสมอ เรื่องของธุรกิจก็ต้องตามข่าวจากธุรกิจหลายๆแบบ วิเคราะห์ได้ประเมินเป็น”

เจ้าสัวเรียวยิ้มอย่างภูมิใจ เพราะถ้าจะเป็นผู้บริหาร มันต้องรู้รอบด้าน จะได้อ่านคนออกบอกคนได้ ใช้คนเป็นอากู๋ไพศาลยิ้มย่องกับการสอนลูกหลานของเพื่อน เจ้าสัวนึกได้ถามลูกชายมาทำอะไรที่นี่ ราพณ์ตอบว่า คุณหญิงรสิกามาเป็นมัณฑนากรให้โรงแรมนี้ กำลังจะแถลงข่าวตนต้องรีบไปฟัง ท่าทีเจ้าสัวตื่นเต้น หันไปสั่งนทีเลขาคนสนิท เช็กดูว่ารสิกามาเมื่อไหร่

ooooooo

ในห้องจัดงาน  สุรีย์ส่องเจ้าของนิตยสารเซเลบริตี้ วางตัวเป็นสาวไฮโซเพราะถือว่าตัวเองเป็นประกาศเกียรติคนหนึ่ง เกลียดชังรสิกาอย่างมาก และพยายามทำตัวให้เทียบเท่าเธอ เพราะมีปมที่ตนเป็นเพียงลูกของประสิทธิ์ บุตรบุญธรรมของท่านปู่รสิกา

ในงานบริกรเสิร์ฟแต่น้ำมะตูมตามคำสั่ง แต่สุรีย์ส่องโวยวายจะดื่มไวน์ นักข่าวอื่นๆเอือมระอา เพราะรู้ว่าเธอชอบทำตัวเองให้เป็นข่าว พอดีเสียงธีรพัฒน์ประกาศเชิญทุกคนเข้าชมห้องสวีตที่ตกแต่งด้วยความเป็นไทย ทั้งผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียงและโซฟาถูกออกแบบมาพิเศษผสมผสานผ้าไหมอย่างลงตัว ส่งเสริมให้ผ้าไทยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ทุกคนและนักข่าวต่างฮือฮา ยกเว้นสุรีย์ส่อง...

ธีรพัฒน์ให้รสิกาเป็นผู้อธิบายคอนเซปต์นี้เอง วศินยืนเคียงข้างดุจประกาศให้ใครๆรู้ว่าตนคือคนพิเศษของเธอ

“ดิฉันอยากให้มีกลิ่นอายความเป็นไทยที่ผสมผสานกับรูปแบบโมเดิร์นจึงเลือกผ้าไทย...”

สุรีย์ส่องทะลุกลางปล้อง “เชยนะหญิงอ้ายงานครั้งนี้เราต้อนรับระดับเจ้าหญิงนะจ๊ะ ตกแต่งแบบนี้มันจะดูล้าหลังหรือเปล่า เขาไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว เดี๋ยวต่างชาติจะคิดว่าเรายังขี่ควายแทนรถไม่แย่เหรอ เดี๋ยวนี้มันควรจะเป็นแบบลายผ้าจากปารีส มิลาน แบบนั้นน่าจะดูให้เกียรติเจ้าหญิงมากกว่านะจ๊ะ”

นักข่าวคนอื่นๆเอือมมองสุรีย์ส่องทำนองหาเรื่องฉีกหน้าคุณหญิงอีกแล้ว แต่รสิกายิ้มย้อนถามสุรีย์ส่องว่า ถือสัญชาติอะไรอยู่ เธอตอบทันควันถามอะไรโง่ๆ ก็ไทยแน่ๆ

“ถ้าคนไทยที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมยังคิดว่าความเป็นไทยของเรามันเป็นเรื่องเชย และล้าหลังล่ะก็แสดงว่าคนคนนั้นกำลังลืมรากเหง้าของตัวเอง แต่...การแต่งกายก็บ่งบอกแล้วจ้ะ ว่าคุณสุคิดยังไงกับความเป็นไทย” รสิกามองเธอหัวจดเท้า โต้อย่างเชือดเฉือน

ทุกคนปรบมือเห็นด้วยบางคนหลุดหัวเราะเยาะ ทำเอาสุรีย์ส่องหน้าชา นักข่าวขอถ่ายรูปรสิกา วศินจัดแจงยืนขนาบข้าง และเอ็ดคนที่เข้ามาจะจัดท่าให้รสิกาหาว่าจาบจ้วงไม่ให้เกียรติ รสิกาต้องขอโทษแทน และทำทีขอร้องวศินช่วยไปหาเครื่องดื่มให้ เพราะรู้ว่าทุกคนรำคาญเขา

เดินมาที่โต๊ะเครื่องดื่ม สุรีย์ส่องเข้าประกบวศิน พยายามพูดให้เขาเลิกทำตัวรับใช้รสิกา เพราะอย่างไรก็ไม่มีใครมองว่าเขาเป็นคนรัก วศินมีปมด้อยเรื่องกำพืดต่ำ ต้อยอยู่แล้ว แม้จะถีบตัวขึ้นมาจนได้เป็นคนสนิทของรสิกาก็ตาม แต่เผอิญเห็นรสิกาเดินตามมา พอสุรีย์ส่องเสนอตัวว่าตนมีทุกอย่างเท่ารสิกา เขาจึงทำทีพูดให้รสิกาได้ยิน

“ไม่เท่าหรอกครับ อย่างน้อยคุณหญิงก็ไม่เคยต้องไล่ตามตื๊อใครอย่างที่คุณกำลังทำ และที่คุณต้องรู้คือ...ผมเลือกคุณหญิงแล้ว คำตอบนี้พอไหมครับ”

สุรีย์ส่องโกรธจัด สะบัดหน้าจะเดินหนี ชนเข้ากับบริกรที่ถือถาดกาแฟมาหกราด เธอร้องเอะอะจนผู้จัดการเข้ามาขอโทษ และรับผิดชอบซักแห้งเสื้อผ้าให้ แต่เธอไม่ยอม ให้ไล่บริกรคนนั้นออก ผู้จัดการกล่าวอย่างนอบน้อมว่าไม่อาจทำได้ เพราะเกินกว่าเหตุ เธอกลับโอ้อวด

“ถ้าฉันสุรีย์ส่อง ประกาศเกียรติสั่งต้องทำได้ นามสกุลฉันคงทำให้คิดได้ใช่ไหมว่า คุณควรจะเลือกรักษาลูกค้าระดับวีไอพีอย่างฉัน หรือพวกพนักงานระดับต่ำ”

ผู้จัดการอึกอัก พลันรสิกาก้าวเข้ามาประกาศว่า “ไม่ต้องไล่ใครออกทั้งนั้น  ถ้ามีคนต้องไป  คงต้องเป็นเธอ”

“มันไม่ใช่เรื่องของเธอ อย่ายุ่ง!”

“เธอเอานามสกุลฉันไปแอบอ้าง  อวดเบ่ง  ฉันคงยอมไม่ได้” รสิกาหันไปบอกบริกรให้ไปทำงานต่อ ไม่มีใครเอาเรื่องทั้งนั้น  บริกรยกมือไหว้ขอบคุณ  รสิกาหันมาพูดกับสุรีย์ส่องอีกครั้ง  “แล้วช่วยจำให้แม่นหน่อยนะว่าคุณลุงประสิทธิ์เป็นแค่บุตรบุญธรรมของท่านปู่ เข้าใจใช่ไหมว่า เธอไม่ได้มีเลือดของประกาศเกียรติแม้แต่หยดเดียว เลิกใช้นามสกุลของตระกูลฉันเสริมบารมีให้ตัวเองทั้งที่ไม่มีสิทธิ์สักที”

“หญิงอ้าย!” สุรีย์ส่องเต้นผาง

“ที่ถูกคือ  คุณหญิงอ้ายนะคะ  คุณสุรีย์ส่อง  กรุณาเรียกให้ถูกต้องด้วย”

สุรีย์ส่องทั้งโกรธทั้งอาย  เสียหน้ามาก  สะบัดหน้าเดินไป...ราพณ์กับธีรพัฒน์เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด  ราพณ์กระซิบถามเพื่อนว่าวศินเป็นใคร ธีรพัฒน์ตอบว่า

“วศิน ผู้ช่วยคุณหญิงแต่ควบตำแหน่งแฟนด้วย เข้าใกล้เกินครึ่งเมตร มันจะเห่าไม่เลี้ยง”

พอดี รสิกาได้รับโทรศัพท์จากหม่อมรัตนาวลีให้รีบกลับไปหา เธอจึงฝากวศินดูแลงานทางนี้ให้ เธอเดินออกมาไม่ทันไร เจ้าสัวเรียวเข้ามาทัก เธอชะงักคอแข็งขึ้นอย่างไม่เป็นมิตรทันที

“พูดด้วยแล้วไม่พูดด้วย  เขาเรียกว่าไม่มีมารยาทนะคุณหญิง” เจ้าสัวเรียวแกล้งตำหนิ

รสิกาข่มความเกลียดเอ่ยถามเขาต้องการอะไร เจ้าสัวตอบว่าแค่อยากเป็นมิตร อย่างน้อยตนก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัตนาวลี รสิกาปรี๊ดทันที

“อย่าพูดจาตีเสมอหม่อมแม่ของฉัน วรรณะของเรามันต่างกัน”

“ผมก็ระดับเจ้าสัว ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ คุณหญิง”

“บรรดาศักดิ์ที่ใช้เงินซื้อหรือจะมีคุณค่าสู้เลือดสีน้ำเงินของท่านพ่อได้”

“ผมมีธุรกิจต้องทำ จะได้มีเงินมาซื้อบรรดาศักดิ์เพิ่ม ขอตัวก่อนนะคุณหญิง” เจ้าสัวยิ้มๆ เปลี่ยนเรื่องฉับพลัน แล้วเดินไปโดยมีนทีตามหลัง รสิกามองอย่างเคืองๆ

ooooooo

ทันทีที่รสิกาขับรถกลับมาถึงวังประกาศเกียรติ แม่นมกับแหววสาวใช้ที่ยืนรอรับปรี่เข้าเร่งให้เธอไปอาบน้ำแต่งตัว รสิกาแปลกใจมีอะไร รัตนาวลีเดินออกมาบอกลูกสาวให้ไปงานเลี้ยงเป็นเพื่อน รสิกาอยากคุยกับแม่ก่อนแต่แม่นมรีบดึงเธอเข้าไป รัตนาวลีมองอย่างหนักใจ

ระหว่างแต่งตัว รสิกาบ่นเรื่องที่พบเจอในวันนี้ให้แม่นมฟัง เรื่องเจอเจ้าสัวเรียวและเรื่องสุรีย์ส่องเอาชื่อเสียงประกาศเกียรติไปอวดเบ่ง แม่นมชะงักเล็กน้อยก่อนจะปลอบ

“ชื่อเสียงเป็นสิ่งสมมติจะเก็บมาคิดให้ปวดหัวทำไมคะ” แม้รสิกาจะเถียงว่าท่านปู่ ท่านพ่อสร้างสมมา แม่นมก็ให้วางลงเสีย จะได้เบาลง

“แต่อ้ายทนไม่ได้ค่ะ อ้ายจะไม่ยอมให้ใครมาทำลาย จะรักษามันไว้ด้วยชีวิตของอ้าย”

แม่นมหนักใจที่รสิกาถูกปลูกฝังให้รักเกียรติยศศักดิ์ศรี...แม่นมแต่งตัวชุดราตรีให้รสิกาพร้อมสวมสร้อยเพชรชุดใหญ่ที่รัตนาวลีเตรียมไว้  รสิกาชักแปลกใจว่างานอะไรกัน  ถึงต้องแต่งเต็มยศขนาดนี้  แม่นมอ้างว่าไว้ทุกข์ให้ท่านชายมาสองปี  พอออกจากทุกข์ก็ทำแต่งาน  หม่อมจึงอยากให้เธอได้แต่งตัวออกสังสรรค์บ้าง  ถือเสียว่าไปเป็นตัวแทนท่านพ่อ...

เมื่อมาถึงงาน  หน้างานจัดแต่งด้วยดอกไม้สวยงาม มีแผ่นป้ายสีแดงตัวอักษรสีทองเป็นคำมงคล รสิการู้สึก แปลกๆ  รัตนาวลีในชุดราตรีเดินนำลูกสาวเข้างาน  รสิกาเอ่ยถามใครเป็นเจ้าภาพงาน รัตนาวลีอึกอัก พลันรุ้งรายกับระรินลูกสาวเจ้าสัวออกมาต้อนรับ

“หม่อมวลีมาทันเวลาพอดี ระรินพาหม่อมไปทีนะ” รุ้งรายหันมาหารสิกา “สวัสดีค่ะคุณหญิงรสิกา เชิญทางนี้ค่ะ”

รสิกาพยายามถามว่าใครเป็นเจ้าภาพ แต่รุ้งรายไม่ตอบเดินนำเธอเข้างาน เสียงปรบมือดังขึ้น รสิกามองไปรอบงาน แขกทุกคนล้วนใส่ชุดโทนแดง ทอง...อากู๋พงษ์ขึ้นกล่าวขอบคุณแขกทุกคนที่มาร่วมงานแซยิดพี่ชาย และเชิญเจ้าสัวเรียวขึ้นบนเวที รสิกาตะลึงมอง เห็นมีลูกท้อปั้นตั้งประดับบนเวที เจ้าสัวเรียวในชุดสูทดูดีกล่าวขอบคุณแขกที่มาอวยพร รุ้งราย ระรินและรังรองเดินตามขึ้นไปยืนข้างหลัง รวมทั้งชาญชัย สามีของรังรอง

“...เพื่อนร่วมวงการ ญาติพี่น้อง พนักงานทุกคน ขอให้ทุกท่านรับการคารวะจากผมและลูกๆของผมทุกคน”

ในงานสุรีย์ส่องกำลังกำกับตากล้องเก็บภาพพอหันมาเห็นรสิกาก็แปลกใจ รสิกามองเจ้าสัวเรียวอย่างเกลียดชัง หันหลังจะกลับออกไปแต่ต้องชะงัก เมื่อได้ยินเจ้าสัวเรียวกล่าวว่า

“และในวันที่น่ายินดีเช่นนี้ผมขอเชิญหม่อมรัตนาวลีบนเวทีครับ ผมเชื่อว่าในช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนต่างหวังว่าจะมีคู่คิด เพื่อนร่วมชีวิตที่หวังว่าจะดูแลกันและกันตลอดไป และไม่ง่ายนักที่จะได้เจอคนคนนั้น แต่เป็นความโชคดีของผมที่วันนี้ หม่อมรัตนาวลีให้เกียรติมาเป็นคู่ชีวิตของผม นับจากนี้ครอบครัวลิ้มวัฒนาถาวรกุลและประกาศเกียรติจะเป็นทองแผ่นเดียวกัน”

สุรีย์ส่องสั่งตากล้องเก็บภาพสีหน้าตกตะลึงของรสิกาอย่างสะใจ บนเวที ชาญชัยสะกิดถามรังรองซึ่งเป็นพี่คนโตว่าป๊าจะแต่งงานทำไมไม่ห้าม รังรองตอบว่ามันเป็นความสุขของพ่อ ชาญชัยสบถว่าเมียโง่ที่เอาคนเข้ามาหารสมบัติ รังรองมองสามีอย่างน้อยใจ

เจ้าสัวเรียวถือโอกาสนี้ บีบรสิกาให้ขึ้นมาแสดงความยินดีบนเวที เพราะเชื่อว่าเธอไม่กล้าปฏิเสธต่อหน้าแขกเหรื่อ รัตนาวลีหวั่นใจรู้จักลูกสาวดี รสิกาตั้งสติยืดตัวคว้าแก้วเครื่องดื่มก่อนจะเดินขึ้นไปบนเวที เจ้าสัวกล่าวยินดีที่จะได้ร่วมเป็นครอบครัวเดียวกัน รสิกาชูแก้วขึ้น เจ้าสัวยิ้มจะชนแก้วด้วย แต่เธอกลับปล่อยแก้วตกแตกกระจายดุจประกาศความเป็นศัตรูอย่างชัดเจน ทุกคนตกตะลึง รุ้งรายกับพี่น้องจะเข้าเล่นงานรสิกา แต่เจ้าสัวปราม รัตนาวลีหน้าซีดเผือด รสิกากระซิบขอร้องแม่ให้กลับวัง ท่าทีรัตนาวลีลังเล เจ้าสัวมองเธอแบบขออย่าไป รสิกาเสียใจกับท่าทีของแม่ ตัดสินใจเดินลงจากเวที รัตนาวลีขอโทษเจ้าสัวแล้ววิ่งตามลูกสาวลงไป

รสิกาเดินเชิดหน้าผ่านแขกเหรื่ออย่างเก็บน้ำตาและความรู้สึก ไม่ทันจะออกไปพ้นห้อง เสียงกลองรัวขึ้น กลุ่มเชิดสิงโตแห่เข้ามาสี่คู่ ล้อมเธอไว้จนไม่อาจเดินต่อได้ เธอถอยหนีจนเสียหลักจะล้ม มีอ้อมกอดของราพณ์เข้ามารวบตัวเธอไว้ทัน รสิกาตกใจหันมอง ใบหน้าราพณ์อยู่ชิด

ราพณ์กระซิบ “ขับรถประมาท เดินก็ยังไม่ระวังอีกเหรอครับ...ผมบอกคุณแล้วว่าเราต้องได้เจอกัน คุณหญิงรสิกา”

“นี่คุณเป็นใครกันแน่!”

“ผมราพณ์ ลิ้มวัฒนาถาวรกุล ลูกชายคนโตของเจ้าสัวเรียว” ราพณ์ยิ้มกวน

รสิการู้ในทันทีว่าที่ผ่านมา ราพณ์ตั้งใจแกล้งตน ราพณ์โต้ว่าจะดองกันก็ต้องทำความรู้จักกันหน่อย รสิกาเสียงกร้าว ตนไม่มีวันยอมให้หม่อมแม่แต่งงานกับพ่อเขา ราพณ์กระซิบว่าหม่อมเลือกใครเธอก็เห็นอยู่แล้ว ระหว่างนั้น กลุ่มสิงโตสลายออกทำให้ทุกคนเห็นรสิกาอยู่ในอ้อมกอดราพณ์ เขาบอกเธอว่าแขกในงานคงกำลังคิดว่าลูกๆสานสัมพันธ์กัน รสิกาได้สติว่าอยู่ในอ้อมกอดเขา จึงผลักเขาออกแล้วตบหน้าเขาฉาด ทุกคนตกตะลึง แสงแฟลชวูบวาบ รสิกาตกใจสะบัดหน้าเดินออกไปทันที รัตนาวลีวิ่งตามลูกสาว เจ้าสัวเข้ามาถามราพณ์พูดอะไรกับคุณหญิงถึงได้โดนตบ ราพณ์ไม่ตอบ กลับบอกรังรองและชาญชัยให้ช่วยดูแลแขกในงาน

รุ้งรายเห็นสุรีย์ส่องกับตากล้องจะตามไปถ่ายภาพจึงเข้าขวาง สองคนไม่ถูกกันอย่างยิ่ง เพราะประสิทธิ์พ่อของสุรีย์ส่องเป็นคู่แข่งทางการค้า และรุ้งรายก็รู้จักนิสัยสุรีย์ส่องดี

“เธอต้องอยู่ที่นี่จนกว่าป๊ากับเฮียราพณ์จะกลับเข้ามา”

“กลัวเรื่องเน่าๆของพวกเธอจะฉาวโฉ่หรือไง”

“เธอนี่มันสมชื่อ สุรีย์สอดจริงๆ สอดแส่ เสี้ยมและเสพของเน่าไว้เลี้ยงชีวิตจริงๆ”

สุรีย์ส่องโกรธมากดึงดันจะไป รุ้งรายเรียกการ์ดมาขวาง จึงสยองยอมถอย

ooooooo

รัตนาวลีตามมาทันลูกสาวก่อนขึ้นรถ ขอร้องให้รสิกาฟังตนอธิบาย แต่เธอไม่ยอมฟังหาว่าแม่ลืมท่านพ่อ และที่สำคัญไปแต่งงานกับคนที่ท่านพ่อเกลียดที่สุด และยังบีบบังคับให้ตนยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ นับเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเกียรติยศท่านพ่อด้วยการแต่งกับคนขี้โกง

รัตนาวลีโกรธจนลืมตัวพลั้งมือตบหน้าลูก ราพณ์กับเจ้าสัวเรียวตามมาเห็น รสิกาช็อก

“หม่อมแม่ตบอ้าย ยอมลดตัวลงต่ำเพราะผู้ชายคนนี้เหรอคะ” รสิกาชี้ไปที่เจ้าสัวเรียว

“อย่าพูดก้าวร้าวเจ้าสัวแบบนั้นนะอ้าย”

รสิกาเสียใจมาก ผลุนผลันออกไปโบกรถแท็กซี่ทันที รัตนาวลีร้องไห้เสียใจ เจ้าสัวเข้ากอดปลอบ ราพณ์มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอึ้งๆ...ราพณ์เดินกลับเข้ามาในงาน รุ้งรายปรี่เข้าถามเป็นอย่างไรบ้าง เขาส่ายหน้าสงสาร รัตนาวลี

“ก็ลูกสาวร้ายใช่ย่อย คงรับพวกเราไม่ได้มั้ง สายตาดูก็รู้ว่ารังเกียจเราแค่ไหน หักหน้าพวกเขาขนาดนั้น” รุ้งรายส่ายหน้าระอาใจ

ราพณ์เห็นว่าพ่อเลือกแล้ว รุ้งรายเข้าใจและไม่คิดจะขัดขวาง ไม่ทันไร สุรีย์ส่องปรี่มาขอสัมภาษณ์ราพณ์ เขาปฏิเสธไม่สะดวก แต่เธอเอาความเป็นญาติมาอ้าง รุ้งรายช่วยกันให้ราพณ์ไป

“คุณสุรีย์สอด ณ ประกาศเกียรติเคยทำข่าวดีๆกับคนอื่นเป็นด้วยเหรอคะ”

สุรีย์ส่องต่อว่ารุ้งรายกำลังหมิ่นประมาทตน ระรินน้องเล็กออกมาสมทบโต้แทน “ใครๆเขาก็รู้กันว่า เนื้อหาเศษเล็บแมกกาซีนของคุณน่ะ มีแต่ข่าวเหม็นๆ”

“นิตยสารของสุรีย์สอด ชื่อเซเล็บไม่ใช่เหรอจ๊ะน้องระริน”

“เศษเล็บน่ะถูกแล้วค่ะเจ้ เกรดหนังสือ โลมาก”

สุรีย์ส่องชี้หน้าขู่อยากฉาวโฉ่ใช่ไหม ระรินจุ๊ปาก “เป็นผู้ดีต้องก้าวร้าวขนาดนี้เหรอเจ้”

“ของแท้น่ะมันต้องนุ่มนวล พวกผู้ดีแมสคอตก็อย่างนี้ล่ะ”

ระรินสงสัยหมายความว่าอย่างไร รุ้งรายขยายความว่า “ก็พวกผู้ดีแต่เปลือก เนื้อแท้ก็โลว์โปรไฟล์แต่สวมหัวแมสคอตว่าฉันน่ะ ผู้ดี๊ผู้ดี”

สุรีย์ส่องเต้นผาง รุ้งรายประจันหน้า กำชับอย่าสอดเรื่องรัตนาวลีกับพ่อตนอีก ตนไม่ปล่อยไว้แน่ สุรีย์ส่องเข่นเขี้ยว คิดหรือว่าจะกลัว...

คืนนั้น ราพณ์กลับมาบ้านถามเจ้าสัวเรียวว่าทำไมรสิกาถึงเกลียดพวกเรา เพราะเท่าที่ดูไม่ใช่แค่หวงแม่เท่านั้น ดูโกรธแค้นมาก เจ้าสัวถอนใจส่ายหน้าและขอร้องอย่าเกลียดตอบ ราพณ์ตอบว่าตนไม่เกลียดเธอ แค่เสียดายไม่คิดว่าจะต้องเป็นศัตรูกัน เจ้าสัวชักสงสัยอาการลูกชาย ...อากู๋พงษ์ รังรองและระรินช่วยกันคัดค้านขอให้เจ้าสัวไตร่ตรองเรื่องการแต่งงานอีกที รัตนาวลีเดินผ่านมายืนฟัง มีแต่ราพณ์ที่ปรามพี่สาวน้องสาว ให้เห็นแก่ความสุขของพ่อ รังรองพี่คนโตไม่ค่อยพอใจเกรงรัตนาวลีจะทำให้ครอบครัววุ่นวาย เจ้าสัวเรียวยืนกราน

“ป๊าจะแต่งงานกับหม่อมรัตนาวลี พวกลื้อมีหน้าที่เตรียมตัวร่วมฉลองงานแต่งของป๊า”

อากู๋พงษ์ไม่ติงอะไรเพราะได้รับการอบรมมาให้พี่น้องรักและช่วยเหลือกัน เจ้าสัวขอบใจน้องชายและให้ระรินไปส่งอากู๋ที่รถ รัตนาวลีหน้าเศร้าเข้ามาหาเจ้าสัว เพราะทุกข์ใจที่โทร.หาลูกเท่าไหร่ก็ไม่รับสาย โทร.ไปที่วังก็ยังไม่กลับ ราพณ์ได้ฟังครุ่นคิดว่าดื้ออย่างรสิกาจะไปอยู่ที่ไหน

ooooooo

บนภูเขาทอง รสิกาขึ้นมากราบพระและย้อนคิดถึงอดีตที่ท่านพ่อพามาตอนเด็ก ท่านให้เธอมองลงไปข้างล่าง ชี้ให้เห็นว่าเราอยู่เหนือทุกคน เปรียบเหมือนยืนอยู่บนจุดสูงด้วยนามสกุลประกาศเกียรติ ย้ำว่าเธอมีเลือดสีน้ำเงินของท่าน ต้องรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีด้วยชีวิต

ตอนรสิกาเรียนอยู่ปีหนึ่ง ท่านชัยประกาศป่วยหนัก ก่อนสิ้นชีพได้ย้ำให้รักษาวังประกาศเกียรติไว้ให้ได้ เพราะมันคือความภาคภูมิใจของสกุล

“พ่ออยากอยู่เพื่ออ้าย แต่พ่อไม่มีกำลังแล้ว พ่อไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว เงิน ความหวัง  เพราะนายเรียว มันทำให้พ่อหมดตัว พ่อแพ้แล้วอ้าย แพ้ให้กับคนฉ้อฉลอย่างมัน”

คำพูดนี้ฝังหัวรสิกามาตลอด เธอถึงได้เกลียดเจ้าสัวเรียวอย่างมาก...รัตนาวลีเสียใจไม่อยากทำร้ายจิตใจลูก จึงขอให้เจ้าสัวยกเลิกการแต่งงาน

“หม่อมวลี...ผมรอวันนี้มายี่สิบปี อย่าทำลายความหวังของผมเลยนะ”

“ฉันสับสนจริงๆค่ะ ฉันไม่รู้จะทำยังไงให้หญิงอ้ายเข้าใจเรา ฉันไม่เคยทำให้หญิงอ้ายเชื่อฟังและเข้าใจฉันได้เลย ท่านชายชนะฉันเสมอ” รัตนาวลีเล่าถึงอดีต ที่ท่านชายจะพร่ำบอกลูกว่านายเรียวเป็นคนไม่ดี พยายามจะแย่งภรรยาคนอื่น ไม่ยอมฟังคำอธิบายของตนเลย แถมหาว่าตนเอาเขามาตีเสมอ “เขาระแวงและตั้งกรอบความคิดของเขาให้กับลูก กรอบที่ฉันไม่เคยทำลายมันได้เลย อ้ายไม่เคยฟังฉัน”

“หม่อมวลี ถ้าคุณกลับคำตอนนี้ล่ะก็ ต่อจากนี้ไปคำพูดของคุณจะไม่มีความหมายกับคุณหญิงอีกเลย เพราะเขารู้ว่า เขามีความรักที่คุณมีต่อเขาเป็นอำนาจต่อรองในมือ”

“ฉันเจ็บที่เห็นลูกเสียใจ แล้วยังเรื่องวังประกาศเกียรติอีก”“ผมสัญญากับคุณแล้วว่าจะรักษาวังไว้ให้คุณ ผมจะซื้อวังเป็นของขวัญวันแต่งงานของเรา วางใจผมนะครับ ผมจะดูแลคุณและลูกของคุณให้มีความสุขนะ เชื่อผม” เจ้าสัวกุมมือรับรอง

ราพณ์เข้ามารายงานว่าได้ขอให้นักข่าวปิดข่าวทุกฉบับแล้ว รัตนาวลีคิดจะกลับไปคุยกับรสิกาอีกครั้ง

...คืนนั้น ประสิทธิ์มาวังประกาศเกียรติ ต่อว่ารสิกาที่ฉีกหน้าสุรีย์ส่องลูกสาวตนให้ต้องอับอาย ตนจึงมายื่นคำขาด หนี้สินที่ท่านชัยประกาศหยิบยืมจากตนไปทำธุรกิจจนล้มเหลว รวมทั้งสิ้น 80 ล้าน ตนให้เวลาชำระหนี้สองเดือน ช้ากว่านั้นเตรียมรับหมายศาล

“หนึ่งอาทิตย์ค่ะ!” รัตนาวลีก้าวเข้ามาประจันหน้า

ทั้งประสิทธิ์และรสิกาตะลึง ประสิทธิ์ยิ้มเยาะ ถามรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา รัตนาวลีไม่พูดซ้ำ  เชิญให้เขากลับ และเรียกแหววมาส่งแขก ซึ่งหมายถึงไล่แขกนั่นเอง

“ไร้มารยาท ฉันเป็นพี่ชายของท่านชายนะ!” ประสิทธิ์โกรธ

“อย่านับญาติให้เสื่อมเกียรติดิฉันกับอ้าย คำนี้คุณเป็นคนพูดเองนะคะ”

“รัตนาวลี!”

“หม่อมรัตนาวลีค่ะ”

“เหอะ...คางคกขึ้นวอ ทั้งที่กำพืดก็แค่ลูกสาวพ่อค้า”

“แต่วันนี้ฉันเป็นถึงหม่อม แล้วคุณล่ะคะ คุณประสิทธิ์...ลูกแท้ๆก็ไม่ใช่ ยศศักดิ์ที่ต้องการก็ไม่เคยมีใครมอบให้ เจ็บใจมากใช่ไหมคะ ถึงต้องใช้วิธีการสกปรกแบบนี้”

เสียงกลั้วหัวเราะของแหววทำให้ประสิทธิ์เจ็บใจ ประกาศกร้าว ถ้าตนไม่ได้เงิน วังนี้ต้องถูกยึด รัตนาวลีสวนทันควันว่าไม่มีวัน แล้วให้แหววกับแม่นมส่งแขก ประสิทธิ์กลับไปอย่างหัวเสีย...รสิกาถามแม่ทันทีว่าจะเอาเงินมาจากไหน รัตนาวลีสบตา บีบมือลูกสาวปลอบ อย่ากังวล หญิงสาวพอจะเข้าใจแล้วว่า ที่แม่จะแต่งงานกับเจ้าสัวก็เพื่อเงิน เธอต่อว่าแม่กำลังทำลายเกียรติท่านพ่อ หม่อมโต้ว่าที่ตนทำเพื่อรักษาเกียรติและวังของท่านชายไว้ต่างหาก

“หม่อมแม่ทราบไหมคะ มันเท่ากับเรากำลังขายตัวให้เจ้าสัว หม่อมแม่กำลังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตัวเอง อ้ายรู้สึกอับอายเหลือเกินที่หม่อมแม่คิดแบบนี้”

รัตนาวลีเจ็บปวดกับคำพูดลูก ย้อนถามอย่างเด็ดเดี่ยวว่าลูกจะเลือกอะไร ยอมอายที่ต้องมีพ่อเลี้ยงอย่างเจ้าสัว หรือต้องหมดศักดิ์ศรีเพราะรักษาวังท่านพ่อไว้ไม่ได้ รสิกานิ่งอึ้ง

ooooooo

รุ่งขึ้น รสิกาตื่นมาพบว่ารัตนาวลีไปบ้านเจ้าสัวแต่เช้าก็เสียใจที่แม่เลือกทำร้ายท่านพ่อและตน แม่นมปลอบอย่าเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินมาจะถูกทั้งหมด ลองทำความรู้จักอีกฝ่ายดูบ้าง รสิกายืนกรานเชื่อท่านพ่อ เพราะเจ้าสัวเรียวที่ทำให้ท่านตรอมใจตาย แม่นมรู้ว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์

ที่มาแต่เช้าเพราะรัตนาวลีจะมาพาเจ้าสัวเรียวไปหาหมอ เพราะเขามักจะเบี้ยวนัด เจ้าสัวขอบคุณที่เธอเลือกอยู่กับเขาในช่วงสุดท้ายของชีวิต หญิงสาวติงอย่าพูดแบบนี้อีก พอเจ้าสัวขึ้นไปแต่งตัว โบตั๋นบุกเข้ามา โบตั๋นเป็นอดีตภรรยา เป็นแม่ของราม ลูกชายคนที่สามของเจ้าสัว เธอวางก้ามกับรัตนาวลี หาว่ากำลังกินน้ำใต้ศอกตน เพิ่งจะเคยเห็นผู้ดีชอบแย่งผัวชาวบ้าน

คำนี้ รัตนาวลียอมไม่ได้ โต้กลับ “คำว่าแย่งคงใช้ในกรณีที่คุณยังใช้ชีวิตคู่กับเจ้าสัว แต่เจ้าสัวบอกว่าคุณเป็นอดีตแล้ว คงใช้คำนั้นไม่ได้”

โบตั๋นชี้หน้าจะด่า แต่เจ้าสัวเดินเข้ามาเสียก่อน “หม่อมวลีพูดถูกแล้ว สำหรับฉันเธอเป็นแค่อดีต นับจากนี้จะมีเพียงหม่อมรัตนาวลีที่เป็นคุณผู้หญิงของบ้านนี้ เธอมาที่นี่ต้องการอะไร”

เมื่อรู้ว่าข่มไม่ได้ โบตั๋นจึงโพล่งออกมาว่า ตนมาเรียกร้องสิทธิ์แทนลูก เจ้าสัวให้เข้าไปคุยในห้องทำงาน รัตนาวลียิ้มทำนองไม่ต้องเกรงใจ...ทั้งหมดทั้งมวล โบตั๋นกลัวว่ารามจะเสียเปรียบ เพราะเขากำลังป่วยไปรักษาตัวอยู่ต่างประเทศ กลับมาจะทำงานได้หรือเปล่าก็ไม่รู้

“ถึงฉันตาย รามก็จะไม่มีวันลำบาก เพราะราพณ์จะดูแลทุกคนอย่างดี”

โบตั๋นไม่อยากเชื่อ เจ้าสัวย้ำ ราพณ์ไม่มีวันทำร้ายคนอื่นอย่างเธอ แต่ถ้าเธอไม่หยุด จะไม่ได้อะไรเลย โบตั๋นชะงักยอมผ่อนลง “ถ้าเจ้าสัวรับรองแบบนั้น โบตั๋นก็จะเชื่อค่ะ แต่หวังว่าเจ้าสัวจะไม่ลืมสัญญาของเรานะคะ เรื่องอาการป่วยของรามจะมีคนรู้แค่เพียงโบตั๋นกับเจ้าสัวเท่านั้น อย่าให้ใครรู้แม้แต่เมียผู้ดีของเจ้าสัว”

“ฉันไม่ได้เลวขนาดจะทำร้ายลูกตัวเองแบบนั้น”

“เวลาหน้ามืดก็ว่าไม่ได้หรอกค่ะ”

เจ้าสัวเรียวมองโบตั๋นอย่างใกล้หมดความอดทนให้เธอกลับไปก่อนจะไม่ได้สักบาท ราพณ์สวนเข้ามา เขาสวัสดีตามมารยาท แต่เธอเชิดหน้าเดินไป ไม่ทันไรเจ้าสัวก็ทรุดลงหายใจหอบๆ ราพณ์ตกใจเข้าประคอง เจ้าสัวให้พาตนตามโบตั๋นออกไปเกรงจะหาเรื่องรัตนาวลีอีก

รัตนาวลีกำลังดูแลจัดโต๊ะอาหาร รุ้งรายเข้ามาทัก ไม่ทันไรโบตั๋นเดินมาแขวะ ยินดีด้วยที่ได้แม่เลี้ยงคนใหม่เป็นผู้ดี รุ้งรายตอกกลับดีใจที่พ่อเลือกไม่พลาดเหมือนครั้งที่แล้ว พอใจที่มีแม่เลี้ยงเป็นหน้าเป็นตากับเขาเสียที โบตั๋นโกรธจะโต้ก็พอดีเจ้าสัวเข้ามา จึงชะงักเก็บความแค้นสะบัดหน้ากลับไป เจ้าสัวขอโทษรัตนาวลี เธอยิ้มไม่ติดใจ ราพณ์กับรุ้งรายปลื้มใจแทนพ่อ...

หลังจากนั้น รุ้งรายเดินมาส่งเจ้าสัวที่รถ เขาแอบถามรู้สึกว่ารสิกาเป็นอย่างไรบ้าง รุ้งรายย้อนถามในกรณีไหน เจ้าสัวตอบว่าเป็นสะใภ้ใหญ่ เพราะตนเห็นสายตาราพณ์จะพอใจเธอ แม้รุ้งรายจะบอกว่ารสิกามีแฟนแล้วทำงานอยู่ที่เดียวกัน เจ้าสัวกลับเห็นว่า วศินเป็นคนทะเยอทะยาน ถ้ารู้ว่ารสิกาไม่มีเงินก็คงจะตีจาก

“ผู้หญิงเก่งอย่างคุณหญิงเหมาะจะเป็นช้างเท้าหลัง คอยเป็นหลักใจให้กับคู่ชีวิต ราพณ์เป็นคนเก่งธุรกิจแต่ไม่เก่งรับมือคนในบ้าน ถ้าอีกหน่อยป๊าไม่อยู่ อาราพณ์จะลำบาก”

รุ้งรายใจคอไม่ดีกับคำพูดของพ่อ เจ้าสัวย้ำอยากให้ราพณ์แต่งงานกับรสิกาเพื่อตนจะได้หมดห่วง ที่คนในบ้านจะมีผู้ดูแล รุ้งรายรับปากจะช่วยให้พ่อสมหวัง

ooooooo

เช้าวันเดียวกัน ราพณ์ขับรถออกจากบ้าน เห็นสิริโสภายืนแอบๆอยู่ข้างทางก็ตกใจ จอดรถมองไปข้างหลังว่าไม่มีใคร ก่อนจะเรียกเธอขึ้นรถ เขาพาเธอมาที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน...สิริโสภาเป็นผู้หญิงที่ราพณ์มีความสัมพันธ์ด้วย แต่ตกลงกันว่าจะไม่มายุ่มย่ามหรือแสดงตัวกับใคร

“คุณหายไปหลายวัน สิมีเรื่องจะคุยกับคุณ”

“สิ...ตอนคุณทำงานที่บริษัท คุณก็เห็นว่าผมงานยุ่งแค่ไหน ก่อนที่เราจะคบกันแบบนี้ คุณบอกว่าคุณรับได้ แล้วตอนนี้...จะให้ผมทำยังไงล่ะครับ สิถึงจะไม่เป็นแบบนี้”

สิริโสภารู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ กุมมือราพณ์หยั่งเชิงถามถ้าตนมีลูก ราพณ์ชะงักดึงมือออกตอบอย่างรักษาน้ำใจ “ตอนนี้ผมมีพระลบเป็นลูกอยู่แล้ว ผมไม่อยากให้แกรู้สึกว่าจะโดนแย่งความรักไป และผมก็ไม่พร้อมที่จะแต่งงานเริ่มครอบครัวกับใคร เข้าใจนะ”

สิริโสภาอ้างว่าตนอยู่ตัวคนเดียว อยากมีลูกไว้เป็นเพื่อน ราพณ์อึดอัดใจเหตุที่เขาคบกับเธอเพราะไม่มีอะไรผูกมัด หญิงสาวชักหวั่นเกรงเขาจะทิ้ง จึงยอมกลับไปรอเขาในที่ของตน

ขณะที่รสิกามาทำงานตามปกติ วศินวางท่าเป็นคนใกล้ชิดของเธอจนคนในบริษัทหมั่นไส้ พนักงานชงกาแฟมาให้รสิกา กลับถูกวศินวีนใส่เอาของกระจอกๆมาให้ไม่สมเกียรติ รสิกาเห็นท่าไม่ดี รับกาแฟจากพนักงานแล้วเปรยว่า ลองชิมรสชาติอื่นดูบ้างก็ดี วศินไม่ค่อยพอใจ พอดีกอบกู้เจ้าของบริษัทเข้ามาคุยงานกับรสิกา ท่าทางเขาเกรงใจในความเป็นเชื้อพระวงศ์ของเธอ เขาบอกเธอว่าธีรพัฒน์โทร.มาชมว่าเธอเป็นสถาปนิกฝีมือดีเยี่ยม รสิกายิ้มรับ

“มีงานใหม่จากคอนเน็กชันของผมติดต่อมา ระบุว่าต้องเป็นคุณหญิงเท่านั้น”

รสิกาตอบรับทันที กอบกู้ให้วศินเป็นผู้ช่วยเธอตามเคย...พออยู่ตามลำพัง วศินยุรสิกาให้เปิดบริษัทเอง เลิกทำตัวไร้เกียรติเป็นลูกน้องกอบกู้ เพราะชื่อเสียงเธอก็มีไม่น้อย รสิกาอึกอักไม่อยากบอกวศินว่าตนไม่มีมรดกใดๆ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว จึงปัดว่าขอเวลาคิด

เมื่อรสิกากับวศินออกมาพบลูกค้าใหม่ที่คอนโดปรากฏว่าเป็นรุ้งราย รสิกาขอถอนตัวทันที รุ้งรายเยาะชื่อเสียงเสียแน่เพราะไม่มีความรับผิดชอบ วศินจึงให้รสิกาลงไปรอที่ล็อบบี้ งานนี้ตนเจรจาเอง เข้าทางรุ้งราย เธอเสนอเงินสามล้านซื้อตัวเขามาทำงานให้ตน วศินตาโพลง

“คุณคิดจะใช้ผมเป็นเครื่องมือแกล้งคุณหญิง ถึงได้ยื่นข้อเสนอบ้าๆนี่”

“ก็แค่เรื่องซื้อขาย บ้าตรงไหน ฉันอยากได้เธอ ฉันก็ซื้อ เธอจะขายหรือเปล่า” เห็นวศินลังเล รุ้งรายดักคอ “เธอสอบชิงทุนตั้งแต่เด็ก ส่งตัวเองเรียนจนจบ เก่งนะรู้ไหม คนมีแต่ตัวอย่างเธอเขาเรียกว่ายาจก เธอกับรสิกามันคนละชั้นกัน เธอว่ารสิกาจะไม่คิดข้อนี้เหรอไง”

วศินไม่พอใจเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว รุ้งรายเยาะแค่การได้ควงรสิกาจะทำให้พ้นคำว่าไอ้กระจอกได้หรือ แล้วรุ้งรายก็เปิดเผยเรื่องหนี้สิน 80 ล้านของรสิกา วศินไม่อยากจะเชื่อ...ในขณะที่ราพณ์รีบทำงานอยู่ห้องทำงานข้างล่างคอนโดเพื่อจะพาพระลบไปหาหมอ พระลบเห็นพนักงานถือป้ายโฆษณาคอนโด มีลูกโป่งเป็นพร็อพเดินอยู่นอกรั้วก็อยากได้ลูกโป่งวิ่งออกไป เผอิญมีรถแล่นเข้ามาด้วยความเร็ว รสิกาเห็นพุ่งเข้ารวบตัวพระลบล้มกลิ้งกันไป เสียงรถเบรกดังลั่น ราพณ์ตกใจวิ่งออกมาดู เห็นรสิกากอดพระลบอยู่บนถนนก็เข้าไปช่วย พระลบร้องไห้จ้าเรียกพ่อ รสิกาตกใจเมื่อเห็นหน้าราพณ์  เขาขอบคุณที่เธอช่วยลูก รสิกาได้ทีต่อว่าเป็นพ่ออย่างไรเลินเล่อ

ราพณ์รู้ทัน “คุณโกรธที่ผมเลินเล่อ หรือถือโอกาสด่าล้างแค้นที่พ่อผมแต่งงานกับแม่คุณกันแน่   แพ้แล้วพาล รับไม่ได้สินะที่พ่อผมชนะคุณ”

“ชัยชนะที่ใช้เงินซื้อมันน่าภูมิใจมากใช่ไหม วิธีแบบนั้นฉันไม่ถือว่าเป็นชัยชนะหรอกนะ  แต่ฉันเห็นว่ามันเป็นวิธีการของคนพาล ดูไม่มีเกียรติสักนิด พวกคุณกับฉันวรรณะมันต่างกัน”

ราพณ์โมโหโต้ว่า ชั้นต่ำอย่างตนจะตีเสมอผู้ดีอย่างเธอให้หมอบอยู่แทบเท้า รสิกาโกรธตัวสั่น ราพณ์เยาะให้จำชื่อตนไว้ให้ดี เธอเชิดหน้าสะบัดเสียงว่าเขาไม่มีค่าควรจดจำ

วันนั้น ประสิทธิ์ติดต่อขายวังประกาศเกียรติให้มิสเตอร์หยางเป็นเงินหนึ่งพันล้าน มิสเตอร์หยางต้องการสร้างคอมมูนิตี้มอลล์ที่คลาสสิกที่สุด แต่อดย้อนถามไม่ได้แน่ใจหรือว่าเขามีสิทธิ์ขาย ประสิทธิ์ตอบว่าเวลาแค่สองเดือน รสิกาไม่มีวันหาเงินมาชดใช้แน่ สุรีย์ส่องสะใจมากที่จะได้เหยียบรสิกาจมดิน

ด้านรัตนาวลี ขอร้องเจ้าสัวเรียวไม่จัดงานแต่งงาน เพราะไม่อยากทำร้ายจิตใจรสิกา เจ้าสัวจึงขอให้เธอออกงานสังคมกับเขาทุกงานเป็นการเปิดเผยว่าเธอคือภรรยา หญิงสาวซาบซึ้ง

ooooooo

สามี

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด