ตอนที่ 7
ปัทม์พาโลมฤทัยกลับไร่ผ่านทางบ้านหน่อเอ เห็นกระสอบปุ๋ยแล้วสงสัยจึงเข้าไปถาม นาองเมียหน่อเอทำท่าหลุกหลิก อ้างว่าไว้ปลูกพืชสวนครัว ปัทม์จะซักต่อแต่โลมฤทัยทนคันเพราะเลอะโคลนไม่ไหวร้องขอกลับบ้าน พ่อเลี้ยงหนุ่มจำใจผละไป หมายมาดว่าต้องสืบเรื่องนี้ให้ได้ สังหรณ์ว่าพวกม้งอาจมีแผนการบางอย่าง
นาองโล่งใจที่พวกปัทม์กลับไปแล้ว ออกจากบ้านไปหาผัวเพื่อถามเรื่องที่มาที่ไปของกระสอบปุ๋ย หน่อเอเลี่ยงไม่ยอมตอบ อ้างว่าเป็นเรื่องของผู้ชาย นาองหรี่ตาไม่ไว้ใจ
“ทำอะไรก็ทำไป...แต่อย่าให้นายเดือดร้อน นายดีกับพวกเรามาก”
“มันทำดีเพราะหลอกใช้พวกเราต่างหาก พวกคนเมืองไว้ใจไม่ได้ ต่อไปพวกเราต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง”
ลูกน้องหน่อเอถามเรื่องนัดหมายส่งยาบ้า นาองจึงถึงบางอ้อ กลุ้มใจที่ผัวยังคิดร้ายต่อปัทม์และคนเมืองไม่เลิก
เวลาเดียวกัน...รจนาไฉนไปเดินเล่นในสวนดอกไม้กับปวุฒิรอโลมฤทัยกลับมา อึดอัดใจไม่น้อยต้องตอบคำถามของนายตำรวจหนุ่มเรื่องความรู้สึกเธอที่มีต่อปัทม์ พยายามบ่ายเบี่ยงและขอร้องให้เขากลับไปก่อนแต่ไม่ได้ผล ชายหนุ่มยืนยันขอพบโลมฤทัยเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ รจนาไฉนกังวล กลัวเขามีเรื่องกับปัทม์แล้วทำให้วุ่นวายไปกันใหญ่
ฟากปัทม์พาโลมฤทัยกลับถึงบ้าน บรรดาคนใช้ในบ้านยกเว้นลำเพาอดขำสภาพมอมแมมเพราะเลอะโคลนทั้งตัวไม่ได้ โลมฤทัยอับอาย หนีเข้าห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ทิ้งลำเพายืนต่อว่าปัทม์ที่ไม่ดูแลให้ดี พ่อเลี้ยงหนุ่มผละเข้าบ้านไม่สนใจใคร ลำเพาอยากจะกรี๊ดแต่ต้องเก็บอาการ จ้ำอ้าวไปรอลูกสาวในห้องอย่างใจเย็น โลมฤทัยยังหงุดหงิดที่โดนปัทม์หักหน้า ตัดสินใจพูดกับแม่ตรงๆ
“คุณแม่ประกาศบอกความจริงไปเลย พบเป็นคนที่ต้องแต่งงานกับคุณปัทม์ไม่ใช่นังเพื่อน”
“ไม่ได้ค่ะลูกพบขา ถ้าเราบอกความจริงก็เท่ากับเราหลอกลวง มันจะยกเลิกสัญญา เราจะไม่ได้เงินสักบาท”
“แล้วจะให้พบทำยังไง พบไม่ทนขี่ม้าขึ้นเขาลงห้วยอีกแล้วนะ”
“ลูกต้องใช้เสน่ห์และความสวยพิชิตใจคุณปัทม์ ทำให้หย่ากับนังเพื่อนแล้วลูกแม่จะได้เป็นเจ้าของทุกอย่าง”
โลมฤทัยยิ้มเย็น หมายมาดจะแย่งปัทม์จากรจนาไฉนให้ได้!
หลังแยกจากโลมฤทัย...ปัทม์ตามหารจนาไฉนรอบบ้านแต่ไม่พบ ออกไปที่ระเบียงเห็นเธอเดินเล่นท่ามกลางสวนดอกไม้ เผลอเคลิ้มในความสวยงามของหญิงสาว ยิ้มคนเดียวอย่างมีความสุข แต่แล้วก็ต้องของขึ้นเมื่อเห็นปวุฒิเดินตามเธอไม่ห่างจึงรีบออกจากบ้านไปดู ทันเห็นนายตำรวจคู่ปรับจะสวมมงกุฎดอกไม้ให้รจนาไฉน พ่อเลี้ยงหนุ่มเลือดขึ้นหน้าเพราะแรงหึง ตรงเข้ากระชากออก
“มีปัญญาทำแค่มงกุฎดอกไม้ ของแค่นี้มัดใจรจนาไฉนไม่ได้หรอก ผู้หญิงคนนี้ต้องการเงินเท่านั้น”
“หยุดก้าวร้าวคุณเพื่อนได้แล้ว”
“ทำไม...ผู้หญิงคนนี้เป็นเมียผม ผมจะทำอะไรก็ได้ คุณนั่นแหละออกไป เลิกเล่นชู้ในบ้านผมได้แล้ว”
รจนาไฉนพยายามบอกว่าปวุฒิมาเยี่ยมโลมฤทัยแต่ปัทม์ไม่เชื่อ หาว่าเธอนัดแนะนายตำรวจหนุ่มมาที่บ้าน
“คงต้องให้ผมยอมรับใช่ไหมว่ามาหาคุณเพื่อน คุณถึงจะพอใจ”
“ในที่สุดก็ยอมรับเต็มปาก ถ้างั้นผมก็จะบอกในฐานะสามีของรจนาไฉน ผมไม่อนุญาตให้คุณมาหาเมียผมอีก”
“ก่อนจะเอ่ยปากว่าเป็นสามี เคยถามผู้หญิงสักคำหรือเปล่าว่าเขายอมรับคุณไหม ตัวอาจอยู่แต่หัวใจไม่ใช่”
ปัทม์เหลืออด ปราดเข้าไปจะชกหน้า รจนาไฉนถลันห้าม จังหวะเดียวกับโลมฤทัยและลำเพาที่ปรากฏตัวพร้อมวาจาถากถาง ยุแยงว่ารจนาไฉนยังมีเยื่อใยกับแฟนเก่า ปวุฒิรีบขอตัวกลับแต่โลมฤทัยไม่ยอม ชวนเขาทานมื้อค่ำด้วย
“คุณแม่กับพบชวนคงไม่มีประโยชน์ ให้พี่เพื่อนชวนดีกว่า...ในฐานะเพื่อนสนิทและรู้ใจกันที่สุด”
“คุณปวุฒิไม่ว่างหรอกจ้ะ ต้องกลับไปทำงาน”
“แหม...ภรรยาผมรู้ใจคุณปวุฒิไปทุกเรื่อง ถ้าอย่างนั้นทานข้าวเย็นด้วยกันนะครับ คุณปวุฒิจะได้พิสูจน์ว่าฝีมือเธอยังเหมือนเดิมหรือเปล่า”
ปัทม์หมั่นไส้ปวุฒิ ลากตัวรจนาไฉนไปกอดเยาะเย้ย ส่วนรจนาไฉนหันไปมองเขาอย่างไม่เชื่อ ชักกังวลที่ต้องทานข้าวร่วมกับแฟนเก่าและสามี ต่างจากลำเพากับโลมฤทัยที่ดีใจเนื้อเต้น...คราวนี้ล่ะ แกเสร็จพวกฉันแน่นังรจนาไฉน!
ooooooo
และแล้วมื้อค่ำก็มาถึง บรรดาคนรับใช้ตื่นเต้น มั่นใจว่าต้องมีศึกชิงนางระหว่างมื้อแน่ๆ ปวุฒิตามติดรจนาไฉน ช่วยถือและตกแต่งนี่นั่นเป็นที่ขัดตาปัทม์มาก โลมฤทัยกับลำเพาพยายามเสี้ยม จัดแจงจับคู่นั่งให้เสร็จสรรพ
“ลูกเพื่อนไปนั่งด้านโน้น จะได้เป็นเพื่อนคุยกับคุณปวุฒิ เห็นบ่นกับแม่ว่ามีเรื่องอยากคุยกับคุณปวุฒิไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ค่ะ...บอกกับพบว่าคิดถึงคุณปวุฒิมาก เดี๋ยวพบนั่งข้างคุณปัทม์เอง”
“ไม่ได้ครับ เป็นเมียผมต้องนั่งข้างผม...คอยบริการผม”
รจนาไฉนไม่ชอบใจที่โดนบังคับ ทั้งรู้ดีว่าโดนกันท่าจึงกวนประสาทกลับ ทรุดตัวลงนั่งข้างปวุฒิ
“บริการคุณทุกวันแล้ว วันนี้ขอดูแลคุณปวุฒิในฐานะเจ้าบ้านดีกว่า ฝากคุณดูแลแม่กับน้องพบแทนด้วยนะคะ”
สองแม่ลูกสะใจ ต่างจากปัทม์ที่โมโหมาก ปรายตามองภรรยาสาวสุดแสบแล้วเอาช้อนเคาะแก้วเป็นสัญญาณก่อนจะลุกขึ้นพูด “ก่อนทานอาหาร ขอผมกล่าวต้อนรับแขกคนสำคัญจากกรุงเทพฯ สักนิด”
ปัทม์หันไปยิ้มกับโลมฤทัย “ความจริงผมน่าจะมีโอกาสต้อนรับทุกคน...ผู้หญิงเก่งคุณสมบัติเพียบพร้อมมาอยู่ที่นี่นานแล้ว น่าเสียดายที่ผมเลือกชีวิตผิดพลาด”
รจนาไฉนชักอึดอัดสายตาและคำพูดเชือดเฉือน ปัทม์มองด้วยความพอใจ เหยียดยิ้มแล้วพูดต่อ
“แต่ผมสัญญาครับ ต่อไปนี้จะแก้ไขไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดอีก ขอดื่มให้คุณพบ...ผู้หญิงมีเสน่ห์และน่าค้นหา”
ทุกคนยกแก้วขึ้นดื่ม รจนาไฉนเคืองมาก รู้ว่าเขาตั้งใจประชดแดกดันเธอ ส่วนโลมฤทัยดีใจ คิดเข้าข้างตัวเองว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มมีใจ เอาช้อนเคาะแก้วแล้วลุกขึ้นพูดบ้าง
“พบอยากขอบคุณคุณปัทม์อีกครั้งในทุกๆเรื่อง และขอบคุณโชคชะตาฟ้าลิขิตที่ดลบันดาลให้วันนี้คุณปัทม์ช่วยพบไว้จากเจ้าม้าพยศ พบสัญญานะคะว่าจะ ตอบแทนและยอมทำทุกอย่างเพื่อให้คุณปัทม์มีความสุขที่สุด” โลมฤทัยหยุดนิดหนึ่งก่อนชำเลืองไปทางปวุฒิ “ที่ผ่านมา...พบรู้ตัวว่าตัดสินใจผิดพลาด แต่ต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว”
ปัทม์ตัดบทให้ลงมือทานอาหาร โดยมีรจนาไฉนดูแลควบคุมการเสิร์ฟ เธอรับถ้วยน้ำจิ้มจากจันทร์เจ้ามาวางให้ทุกคน จนถึงปวุฒิจึงหันไปขอซีอิ๊วเพราะเขาไม่ทานเผ็ด โลมฤทัยได้จังหวะ พูดชงให้ปัทม์เข้าใจรจนาไฉนผิด
“พี่เพื่อนรู้ใจคุณปวุฒิไปซะทุกเรื่องเลยนะคะ แล้วคุณปัทม์จะรู้ใจพี่เพื่อนบ้างไหม”
“คงยากครับ เพราะคนบางคนแค่มองหน้าเราอาจจะไม่รู้ใจ ปากพูดอย่างหนึ่งแต่ใจอาจคิดอีกอย่าง”
ปัทม์ตัดพ้อเคืองๆ หาว่าภรรยาเลือกปฏิบัติ รจนาไฉนไม่ตอบโต้ วางถ้วยน้ำจิ้มสีแปลกตาข้างๆเขา
“ทาทาซอสสำหรับคุณปัทม์ค่ะ ตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่นี่ คุณไม่เคยอยากทานอาหารทะเลกับซอสอย่างอื่นเลย”
ปัทม์อึ้ง ไม่คิดว่าเธอจะรู้ รจนาไฉนกลับไปนั่งที่และปรายตามองเขานิ่ง
“มันเป็นนิสัยของฉันที่จะใส่ใจทุกคน เราเสียเวลากับเรื่องไร้สาระมาเยอะแล้ว ทานอาหารกันดีกว่าค่ะ”
โลมฤทัยกับลำเพาหน้าเจื่อน ไม่ต่างจากปัทม์ที่พูดไม่ออก ก้มหน้าก้มตาทานข้าวไม่สบตาใคร...บรรยากาศหลังจากนั้นเต็มไปด้วยความอิหลักอิเหลื่อ โลมฤทัยพยายามเอาใจปัทม์ ตักโน่นนี่นั่นให้แต่รจนาไฉนก็ไม่สะทกสะท้าน บริการทุกคนยกเว้นปัทม์จนเขาหงุดหงิด นั่งมองเธอแกะกุ้งตาละห้อยแล้วลุกพรวด เมื่อเห็นเธอถูกหัวกุ้งแทงนิ้วมือเลือดออก ถลันไปกระชากมือเธอจากปวุฒิที่ขยับมาดูพร้อมตวาดลั่นจนนายตำรวจหนุ่มมึนตึ้บ
“ผมก็แค่เป็นห่วงคุณเพื่อน ผมทำอะไรผิด”
“ไม่ใช่หน้าที่คุณ นี่เมียผม...ผมดูแลได้”
“ผมรู้ดีว่าคุณเพื่อนเป็นอะไรกับคุณ ผมให้เกียรติคุณเพื่อนเสมอ แต่คุณสิเคยให้เกียรติภรรยาบ้างหรือเปล่า”
ปัทม์หมดความอดทนจะต่อยหน้า รจนาไฉนรีบห้ามเพราะไม่อยากมีเรื่อง พ่อเลี้ยงหนุ่มโกรธจัด ประกาศยกเลิกมื้อค่ำและหุนหันออกไป รจนาไฉนรู้สึกผิดกับทุกคน ขอโทษและแก้ต่างแทนสามีว่าคงเครียดเรื่องงานปวุฒิส่ายหน้าเอือมๆ ไม่เชื่อแม้แต่น้อย
“เขาเครียดเพราะผมต่างหาก แต่ผมไม่โกรธเขาหรอกเพราะอย่างน้อยผมก็ได้พูดในสิ่งที่สมควร”
“เพื่อนขอร้องล่ะ อย่ามีเรื่องกับเขาอีกเลย”
“ผมก็ไม่อยากมีแต่ผมยอมให้เขาทำร้ายจิตใจคุณไม่ได้”
จบคำก็ส่งตาหวานจนรจนาไฉนอึดอัด ปัทม์แอบดูห่างๆทนไม่ไหว พรวดพราดออกมากระชากหญิงสาวมากอด
“ส่งแขกเสร็จก็ไปทำหน้าที่เมียได้แล้ว”
รจนาไฉนตาเหลือก ดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขน ปัทม์ไม่สนใจลากเธอเข้าข้างใน ทิ้งปวุฒิให้มองตามเศร้าๆแต่ต้องตัดใจเพราะเธอเป็นภรรยาคนอื่นไปแล้ว
ooooooo
ปวุฒิเดินคอตกไปขึ้นรถ เซ็งสุดขีดเมื่อเห็นโลมฤทัยดักรอพร้อมส่งยิ้มเย้ยหยัน แถมออกตัวว่าไม่ได้มาง้องอนอะไร แค่มาแสดงความเห็นใจเรื่องรจนาไฉนเท่านั้น
“คุณต้องการอะไร วันก่อนมาร้องห่มร้องไห้อยากเป็นแฟนผม แต่วันนี้กลับคิดแย่งสามีพี่สาวตัวเอง”
“หึงฉันเหรอ...หรือเพิ่งสำนึกได้ว่ากำลังสูญเสียของมีค่า”
“ใช่...แต่ของมีค่าของผม ไม่ใช่คุณ!”
“คุณจะนิยามฉันยังไงก็ได้ ฉันแค่มาขอบใจ คุณทำให้ฉันตาสว่าง รู้ว่าอะไรเป็นก้อนกรวด...อะไรเป็นทอง”
ปวุฒิชักฉุนแต่ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง เดินเลี่ยงไปขึ้นรถ ทิ้งโลมฤทัยให้หัวเราะราวกับคนบ้าคนเดียว
เวลาเดียวกันที่ห้องนอนปัทม์...รจนาไฉนถูกดึงไปหน้าระเบียงในมุมที่มองเห็นลานจอดรถหน้าบ้านได้ ปัทม์รำคาญท่าทางสะดีดสะดิ้ง แขวะเสียงเขียว
“ทำไม...กลัวแฟนเก่าหึงหรือไง อย่าลืมสิว่าคุณเป็นเมียผม”
“มันก็แค่ในนาม ยังไงความสัมพันธ์ของเราก็เป็นแค่นายจ้างกับลูกจ้าง”
ปัทม์เหลือบเห็นปวุฒิที่ด้านล่างจึงแกล้งมองรจนาไฉนตาเชื่อมและสวมกอดเธอแน่น กระซิบเสียงแผ่วที่ข้างหู
“ผมรู้ว่าที่ผ่านมา ผมเลวร้ายกับคุณมากแค่ไหน แต่วันนี้...วันที่คุณเอาอกเอาใจแฟนเก่า มันทำให้ผมปวดร้าว ผมหึงคุณ...นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าความรัก”
รจนาไฉนอึ้ง ไม่แน่ใจว่าเขาจะมาไม้ไหนแต่ก็แอบเคลิ้มกับคำพูดหวานๆ ปัทม์กระชับอ้อมกอดและโน้มตัวลงจะจูบ เคลื่อนหน้าเข้าใกล้เธอเรื่อยๆ
“คุณไม่รักผมก็ไม่เป็นไร ผมแค่อยากให้คุณเปิดใจให้โอกาสผมบ้างนะครับ”
ปวุฒิทนภาพบาดตาบาดใจไม่ไหว ผลุนผลันขึ้นรถ ปัทม์เห็นคู่ปรับกลับไปแล้ว ผลักหญิงสาวออกห่างทันที รจนาไฉนแปลกใจ หันมองด้านล่างเลยถึงบางอ้อ
“คุณใช้ฉันเป็นเครื่องมือทำร้ายจิตใจคุณปวุฒิ”
“ฉันเป็นเจ้าของชีวิตเธอ จะทำอะไรกับเธอก็ได้”
ปัทม์ย่างสามขุมมาจับตัว รจนาไฉนสะบัดออกพร้อมประกาศกร้าว “ฉันจะไม่ยอมให้คุณทำร้ายอีกแล้ว”
จบคำก็ก้าวพรวดกลับเข้าด้านใน เก็บข้าวของไปนอนที่อื่น ปัทม์ตรงเข้าไปกระชากกลับมาคุย
“เลิกทำหน้าซื่อไม่รู้เรื่องได้ไหม วันนี้เธอให้ฉันออกไปกับน้องสาวเพื่อนัดแฟนเก่ามาเล่นชู้กลางสวนดอกไม้”
“เลิกหยาบคายกับฉันสักที ฉันไม่เคยคิดอะไรเลวๆอย่างนั้น”
“แล้วแผนการพาน้องสาวมาประเคนผัวล่ะ อย่าบอกนะว่าไม่รู้ไม่เห็น เธอคงรู้ตัวว่าหลอกล่อเอาเงินจากฉันไม่สำเร็จก็เลยให้น้องสาวเจ้ามารยาเป็นตัวช่วยโดยมีแม่เป็นหัวหน้าทีม พวกเธอมันเลวกันทั้งบ้าน!”
รจนาไฉนเหลืออด ตบหน้าเขาฉาดใหญ่ น้ำตาคลอด้วยความอัดอั้นตันใจ
“คุณจะด่า...จะเหยียดหยามแค่ไหนฉันทนได้ แต่อย่าว่าร้ายคนในครอบครัวฉันเพราะพวกเขาคือผู้ให้ชีวิตฉัน”
“ฟังดูดีมาก เป็นแค่เด็กกำพร้าที่เขาเก็บมาเลี้ยงเยี่ยง ทาสแต่เธอก็ปกป้องพวกเขา บทหญิงสาวกำพร้าแสนกตัญญู... เธอตีบทนี้แตกกระจุย ฉันน้ำตาแทบไหล ขอปรบมือให้”
ปัทม์ปรบมือเสียงดังเยาะเย้ย และถากถางถึงปวุฒิจนเธอหมดความอดทน
“ใช่...คุณปวุฒิเป็นผู้ชายคนเดียวที่เข้าใจฉัน...รักฉัน ฟังให้ชัดๆเลยนะ ฉันรักคุณปวุฒิ”
“เธอไม่มีสิทธิ์รักใครเพราะเธอเป็นเมียฉัน”
ปัทม์กระชากเธอมากอดจนล้มลงไปบนเตียงด้วยกัน รจนาไฉนสติแตก ดิ้นรนผลักไสสุดชีวิต
“ฉันเป็นเจ้าชีวิตเธอ มีสิทธิ์ในตัวเธอทุกอย่าง ดูซิว่าถ้าเป็นของฉันแล้ว ไอ้ปวุฒิยังกินของเหลือเดนหรือเปล่า”
ปัทม์ซุกหน้ากอดจูบไม่หยุด รจนาไฉนขัดขืนแต่สู้แรงไม่ได้ ร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร นิ่งงันหมดแรงต่อสู้จนปัทม์ชะงัก รู้สึกผิดที่เห็นน้ำตา รีบดันร่างเธอออกห่างทันที
“ฉันไม่หลงกลเธอหรอก ฉันไม่ทำอะไรเธอก็ได้ ฉันไม่ยอมเอาตัวเองไปเกลือกกลั้วกับผู้หญิงชั่วๆอย่างเธอแน่”
รจนาไฉนสะอื้นไม่หยุดจนเขาทำอะไรไม่ถูก ลุกพรวดมายืนข้างเตียง ทันใดนั้น...มีเสียงเคาะประตู โลมฤทัย มาขอตัวรจนาไฉนไปนอนด้วย อ้างว่าผิดที่และคิดถึงพี่สาว อยากคุยเล่นตามประสาพี่น้อง ปัทม์ไม่อยากสู้หน้ารจนาไฉน อยู่แล้ว เอ่ยปากอนุญาตอย่างว่าง่าย
ooooooo
โลมฤทัยรอจนกระทั่งได้อยู่ตามลำพัง ถามตรงๆ ถึงความรู้สึกที่พี่สาวมีต่อปัทม์
“เราแค่เป็นสามีภรรยาตามสัญญา พี่ไม่มีวันรัก คุณปัทม์และเขาเองก็ไม่มีวันรักพี่”
“งั้นต่อไปนี้ฉันจะเป็นผู้หญิงของเขา ฉันมาทวงสิทธิ์คืน ความจริงแล้วฉันต่างหากที่ต้องแต่งงานกับคุณปัทม์”
“แต่คุณปัทม์คงไม่ยอมหย่ากับพี่ง่ายๆ”
“เรื่องนั้นฉันรู้ดี ต่อไปนี้พี่ต้องเปิดทางให้ฉันใกล้ชิดคุณปัทม์ ทำให้เขาเกลียดพี่แล้วมารักฉัน พี่น่าจะดีใจนะเท่ากับพี่จะได้กลับไปหาปวุฒิ สมปรารถนาด้วยกันทั้งคู่”
รจนาไฉนเจ็บแปลบต้องเสียสละปัทม์ให้น้องแต่ต้องกล้ำกลืนเพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเนรคุณ โลมฤทัยยิ้มพอใจ ล้มตัวลงนอนพร้อมสั่งพี่สาวไปนอนที่อื่น รจนาไฉนเดินซึมออกไปเจอลำเพารออยู่หน้าห้อง
“ฉันต้องการให้แกทำตามที่น้องขอ แกคงรู้ดีใช่ไหม ถ้าฉันไม่เก็บแกมาเลี้ยง ชีวิตแกจะเป็นยังไง”
รจนาไฉนพูดไม่ออก ฝืนใจก้มหน้ารับชะตากรรม ลำเพาบีบแขนลูกเลี้ยงแน่นพลางกำชับ
“ถ้าอยากให้พ่อหายป่วย แกต้องเปิดทางให้น้องได้รักกับคุณปัทม์ อย่าให้พ่อรู้ว่าพี่น้องแย่งผู้ชายคนเดียวกัน”
รจนาไฉนรับคำแกนๆแล้วขอตัว สับสนในหัวใจอย่างหนัก วิ่งไปร้องไห้ไปถึงผาทรนงจุดสูงสุดของไร่ปัทมกุล นึกถึงคำพูดเย้ยหยัน ท่าทางดูถูกเหยียดหยามของปัทม์แล้วน้อยใจเหลือจะกล่าว ไหนจะคำสั่งสุดท้ายของลำเพา ที่ทำให้เธอหมดทางเลือก แต่เมื่อคิดถึงบุญคุณท่วมหัวของครอบครัววิชนีก็ทำให้ฮึดสู้
“เพื่อนสัญญาค่ะคุณแม่ เพื่อนจะทำทุกอย่างเพื่อคุณแม่กับน้องพบ เพื่อนจะไม่ทำให้คุณพ่อเสียใจ เพื่อนขอเพียงสิ่งเดียว ขอให้คุณแม่รักเพื่อน...ขอให้ทุกคนรักเพื่อนบ้าง”
รจนาไฉนร้องไห้ฟุบหน้ากับพื้น เสียงนกร้องดังขึ้น พาลให้รู้สึกตัวว่าวิ่งมาไกลในที่ที่ไม่คุ้นเคย กวาดตามองรอบๆ เห็นหลุมศพจึงเดินเข้าไปสำรวจด้วยความสงสัย ทันใดนั้น...ปัทม์เข้ามากระชากแขนและตะคอกถามเสียงห้วนว่ามาทำอะไรถึงนี่ รจนาไฉนตาเหลือก เป็นลมล้มพับไปก่อนจะได้เอื้อนเอ่ยใดๆ
ปัทม์อุ้มภรรยาแต่ในนามไว้ในอ้อมแขน มองไปที่หลุมศพเมียเก่าด้วยแววตาดุดัน
“แสงจันทร์...ผู้หญิงคนนี้เป็นร่างอวตารของเธอหรือเปล่า ทำไมถึงได้มีนิสัยใจคอเหมือนเธอนัก โหยหาเพียงผู้ชายที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ไม่เคยมีความรักหรือความจริงใจให้ใคร”
ฝนเริ่มโปรยปรายพร้อมฟ้าแลบแปลบปลาบ งูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยผ่านหลุมศพและแผ่แม่เบี้ยมาทางปัทม์เขาจ้องมองอย่างไม่กลัวและก้มมองรจนาไฉน
“สัญชาติผู้หญิงก็เหมือนงูเห่า เฝ้าหาจังหวะพ่นพิษใส่ให้เหยื่อหมดทางดิ้นรนต่อสู้ แล้วค่อยๆเขมือบกิน”
งูเห่าตัวนั้นค่อยๆเลื้อยจากไป เขามองตามในความมืด นึกถึงมารยาหญิงต่างๆที่เคยเจอ
“เธอก็คงรอให้ฉันตายใจ แต่อย่าหวังเลย ฉันไม่ใช่ เหยื่อ...ฉันจะเป็นคนจัดการเธอก่อนที่เธอจะมาจัดการฉัน!”
ooooooo
ปัทม์ขี่ม้าประคองรจนาไฉนในอ้อมแขน รู้สึก แปลกๆระคนเป็นห่วงเพราะหญิงสาวหมดสตินานผิดปกติ
พ่อเลี้ยงหนุ่มควบม้าเร็วขึ้นจนถึงบ้านในเวลาไม่ถึงอึดใจ ก้มหน้าก้มตาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ ท่าทางนิ่งสงบของหญิงสาวทำให้เขาเหมือนโดนมนต์สะกด โน้มตัวลงไปใกล้หมายจะจูบแต่ชิกับจันทร์เจ้าเข้ามาหาเสียก่อน
ปัทม์เขินปนเสียหน้า ผลุนผลันออกไปแต่ไม่วายสั่งให้ชิตามไปเอายาที่ห้องทำงาน ส่วนจันทร์เจ้าให้เปลี่ยนเสื้อผ้ารจนาไฉน สองคนงานมองหน้ากันยิ้มๆ...แอบเป็นห่วงเมียก็ไม่เห็นต้องท่ามากเลย ให้ตายเถอะ!
รจนาไฉนหลับลึก ฝันเห็นปัทม์เข้ามาดูอาการเธอในห้องและสอบถามด้วยความเป็นห่วง
“เธอมีอะไรในใจหรือเปล่าถึงได้ตกใจจนเป็นลม เธอมีอะไรที่ฉันยังไม่รู้ หรือว่าเธอถูกแม่และน้องสาวบังคับให้ทำแบบนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง รจนาไฉน...ฉันขอโทษ”
จบคำก็ก้มลงจะจูบ รจนาไฉนเบือนหน้าหนีและดิ้นรนผลักไส ปัทม์ยื้อไว้และทำท่าเหมือนจะขืนใจ รจนาไฉน สติแตกกรี๊ดลั่น สะดุ้งสุดตัวเหงื่อแตกพลั่ก ปรากฏว่าเป็นเพียงแค่ความฝัน กวาดตามองรอบห้องก็เห็นว่าเป็นเวลาเช้า รีบสำรวจตัวเองแล้วถอนหายใจโล่งอก พลันเบิกตาโพลงเมื่อนึกได้ว่าตนเองไม่ได้ใส่ชุดนี้เมื่อคืน ผลุนผลันลงจากเตียงไปเอาเรื่องปัทม์ที่โซฟาแต่เขาไม่อยู่แล้ว
รจนาไฉนตามหาปัทม์ทั่วบ้าน ตาโตเมื่อได้ยินปยงค์ ชิและจันทร์เจ้าเม้าท์เรื่องเธอเป็นลมเมื่อคืน และตกใจหน้าแดงเมื่อได้ยินว่าปัทม์เป็นคนอุ้มเธอขึ้นบ้าน แถมเป็นคนพยาบาลและเช็ดตัวให้อีกต่างหาก
“พวกแกว่าสองคนนั้นรักกันหรือเปล่า”
“รักสิป้า...ถ้าไม่รักจะทำให้ขนาดนั้นเหรอ นายออกจะห่วงใยคุณรจนาไฉน”
“แต่รักแล้วทำไมต้องทำร้ายจิตใจตลอดเวลา” จันทร์เจ้าตั้งข้อสังเกตจนชิกับปยงค์นิ่งเงียบไป
รจนาไฉนนิ่วหน้าครุ่นคิดบางอย่าง ข้อกังขาของจันทร์เจ้าโดนใจเธอไม่น้อย เธอผละไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้ นึกถึงท่าทีห่วงใยอาทรของพ่อเลี้ยงหนุ่มแล้วแอบอมยิ้มพึงใจคนเดียว...หรือว่าเขาจะมีใจกับเราจริงๆ
ooooooo
รจนาไฉนตามหาปัทม์จนถึงหน้าโกดังเก็บชา ได้ยินเสียงเขาสั่งงานจึงเดินเข้าไปแอบดูจากอีกมุม ปัทม์ไม่รู้ตัวว่าถูกลอบมอง เดินเชื่องช้าไปที่ภาพถ่ายเก่าแก่ด้านบนของโกดัง
“พ่อครับ...ผมทำ สำเร็จแล้ว วันนี้ไร่ของเราสร้างผลผลิตคุณภาพเยี่ยม สร้างรายได้มหาศาลให้กับเราและคนดอยท้องถิ่น ต่อไปนี้เขาจะไม่ต้องทำไร่เลื่อนลอย ปลูกฝิ่นหรือขนยาเสพติด พวกเขาจะได้เป็นเจ้าของไร่ของพวกเขาเอง”
รจนาไฉนทึ่งในอุดมการณ์ ไม่เคยคิดว่ามัจจุราชอย่างเขาจะตั้งใจทำไร่ชาเพื่อพัฒนาอาชีพให้ชาวดอย ปลื้มใจไม่น้อยที่ความฝันเขาเป็นจริง แล้วเห็นปัทม์กำชาไว้หนึ่งกำมือเดินออกจากโกดังด้วยท่าทางแปลกๆ รจนาไฉนแอบตามไปจนถึงหลุมศพแสงจันทร์ ทันเห็นพ่อเลี้ยงหนุ่มโปรยชาในมือหน้าหลุมศพช้าๆ
“แสงจันทร์...นี่ไง ใบชาที่จะเปลี่ยนเป็นเงินมหาศาล เงินที่เธอต้องการ น่าเสียดายที่เธอจากไปก่อน...จากไปเพราะความโง่ของเธอ เธอทิ้งฉันเพราะคิดว่าต้องมาลำบากกับชาวไร่ชาวสวน ฉันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอคิดผิด!”
รจนาไฉนขัดหู ไม่ชอบใจที่เขาพูดถึงคนตายไปแล้วด้วยจิตแค้นเคือง ตัดสินใจปรากฏตัว
“การจมอยู่กับความเกลียดชังในอดีตเนี่ยมันมีความสุขนักหรือคะ คุณอาฆาตพยาบาททั้งที่เธอจากไปแล้ว คุณควรจะให้อภัยเธอนะ”
ปัทม์ หน้าเจื่อนแต่แปลกใจมากกว่า ไม่คิดว่าเธอจะรู้จักแสงจันทร์ รจนาไฉนไม่สะทกสะท้าน บอกอย่างมาดมั่นว่าจำภาพแสงจันทร์ได้เพราะเคยเห็นในลิ้นชักห้องนอนเขา
“แสงจันทร์ เป็นผู้หญิงหิวเงินสายพันธุ์เดียวกับเธอ คนแบบนี้ไม่สมควรได้รับการให้อภัย ฉันจะทำให้วิญญาณจมกับความทุกข์ชั่วกัปชั่วกัลป์”
“คุณต่างหากที่ต้องจมกับความทุกข์เพราะเก็บความเกลียดชังไว้ ทำไมไม่ลืมอดีตแล้วเริ่มต้นใหม่ล่ะคะ”
“คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาสั่งสอนฉัน”
“เพราะฉันมีอดีตที่เลวร้ายกว่าคุณหลายร้อยหลายพันเท่าไงคะ”
ปัทม์อึ้ง มองเห็นแววตาเจ็บช้ำที่เต็มไปด้วยความร้าวรานของเธอ นึกเห็นใจโดยไม่รู้ตัว
“ฉัน ไม่เคยได้รับความรักหรือความอบอุ่นจากแม่แม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่เล็กจนโต...ฉันรอคอยอ้อมกอดที่อบอุ่นของแม่ เพียรทำความดีทุกอย่างเพื่อเอาชนะใจแม่ หวังให้เขารักและชื่นชมฉันบ้างแต่มันไม่เคยมีวันนั้น”
รจนาไฉนเล่าไป ร้องไห้ไปเมื่อพูดถึงอดีต “และในที่สุดฉันก็รู้ความจริงว่าฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ฉันมีค่าแค่เศษเนื้อที่เขาเมตตาชุบเลี้ยงเพื่อเป็นทาสลูกสาวเขา!”
ปัทม์ ไม่คิดมาก่อนว่าเธอจะยอมเล่าเรื่องส่วนตัว รจนาไฉนกล้ำกลืนความเจ็บปวดแล้วเชิดหน้า “อดีตมีแต่จะทำให้เราจมกับความเศร้า นาฬิกาไม่เคยเดินถอยหลัง ชีวิตของเราต้องเดินไปข้างหน้า ตราบใดที่เรายังยึดติดกับอดีตอันเลวร้าย มันจะยิ่งทำให้เราเจ็บปวด คุณต้องเริ่มต้นใหม่...สร้างสิ่งที่ดีสู่ชีวิต”
จบ คำก็ก้มลงเก็บเศษกิ่งไม้และใบไม้ออกจากหลุมศพแสงจันทร์ “ให้เกียรติเธอบ้างสิคะ อย่างน้อยผู้หญิงคนนี้ก็ทำให้คุณมีแรง มีพลังจะต่อสู้เพื่อลบคำสบประมาท เธอมีส่วนในความสำเร็จของวันนี้เท่าๆกับคุณ”
ปัทม์ทนเห็นเธอทำดีต่อ ไปไม่ไหว กลัวตัวเองใจอ่อน กระชากเธอออกพร้อมห้ามขาดไม่ให้เข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัว รจนาไฉนจ้องตอบอย่างไม่กลัว ตัดสินใจพูดตรงๆ
“ฉันแค่อยากเห็นคุณมีความสุข อยากเห็นคุณยิ้มอย่างอิ่มใจเหมือนตอนที่คุณมองใบชา”
ปัทม์เขินจัดแต่ยังตีหน้าขรึมสวนกลับเสียงห้วน “สาระแนไม่เข้าเรื่อง”
“ฉัน ขอโทษที่ถือวิสาสะแอบตามคุณมา แต่มันทำให้ฉันรู้ว่าคุณสู้เพื่ออะไร คุณสู้เพื่อชาวดอยทุกคนที่นี่ ฉันขอล่ะ...ฉันไม่รู้หรอกนะว่าอดีตของคุณเลวร้ายแค่ไหน...แต่ลืมมันเสียเถอะ ค่ะ”
“มาพูดดีกับฉัน เธอต้องการอะไร ต้องการให้ฉันรักเธองั้นหรือ”
“เปล่าค่ะ...เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้ ฉันแค่อยากให้คุณเป็นคนใหม่ แค่คุณเปลี่ยนวิธีคิด ที่นี่ก็จะน่าอยู่มากขึ้น”
ปัทม์ นิ่งฟังแล้วคิดตาม แม้จะเห็นด้วยไม่น้อยแต่ยังฟอร์มจัด เอ็ดเธอเสียงดังที่ชอบจุ้นจ้าน รจนาไฉนไม่ถือสาแต่ถือโอกาสขอบคุณเขาที่ช่วยดูแลเธอเมื่อคืน
ปัทม์เขินแต่เลือกโต้ตอบด้วยวาจาถากถาง
“อย่าคิดนะว่าฉันจะสงสารหรือเห็นใจ ฉันทำไปเพราะไม่อยากให้คนงานต้องเหนื่อยขุดหลุมฝังศพเธอ”
ปัทม์ ฮึดฮัดออกไปแล้ว ทิ้งให้รจนาไฉนมองตาม และพึมพำกับตัวเอง “คนอย่างคุณเข้าใจยากจริงๆ ถ้าถอดหน้ากากมัจจุราชออก คุณจะเป็นสุภาพบุรุษที่มีเสน่ห์ไม่แพ้ใครเลย”
ooooooo
พูนทวี มาที่ไร่ปัทมกุลเพื่อเอาต้นสตรอว์เบอรี่สายพันธุ์ใหม่ให้ชิทดลองปลูก เจอกับโลมฤทัยที่เข้าใจว่าเขาคือปัทม์ แถมแกล้งเป็นลมจนต้องช่วยปฐมพยาบาลกันยกใหญ่ ชิพยายามเตือนเพราะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมโลมฤทัยแต่ไม่ทันการณ์ หญิงสาวฟื้นจากเป็นลมหลอกๆ ส่งเสียงกรี๊ดแปดหลอดเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มที่อุ้มเธอท่าทางเหมือนชาวไร่ชาว ดอย
“ว้าย...แกเป็นใคร ไอ้คนงานสกปรก ปล่อยตัวฉันนะ!”
พูน ทวีตกใจเสียงปล่อยเธอลงพื้น โลมฤทัยปรี๊ดแตกตั้งท่าเอาเรื่องเต็มที่ ลำเพาตามหาลูกสาว เห็นกลุ่มคนงานรุมล้อมก็หน้าตื่น รีบคว้าท่อนไม้แถวนั้นฟาดหลังพูนทวีไม่ยั้ง รจนาไฉนเดินผ่านมาพอดี ตรงเข้าห้ามและบอกว่าชายหนุ่มในชุดม่อฮ่อมคือพ่อเลี้ยงพูนทวีเพื่อนรักของ ปัทม์ สองแม่ลูกพูดไม่ออก อ้าปากค้าง...หาเรื่องเข้าตัวแท้ๆ!
พูนทวี ยิ้มร่าตามประสาคนอัธยาศัยดี ยกมือไหว้และแนะนำตัวกับสองแม่ลูกอย่างเป็นกันเอง โลมฤทัยไม่ยอมมองหน้า โกรธที่เขาไม่เปิดเผยตัวตั้งแต่แรก แถมยังดูถูกเครื่องแต่งตัวซอมซ่อ สร้างความไม่พอใจให้กับพ่อเลี้ยงหนุ่มอย่างมาก ลำเพาไม่ติดใจตั้งแต่ได้ยินว่าเขาร่ำรวยและเป็นเจ้าของไร่ผลไม้ใหญ่ ตั้งท่าชงเพื่อจับคู่ให้รจนาไฉน
“ดูพ่อเลี้ยงกับลูกเพื่อนสนิทสนมกันนะคะ เป็นเพื่อนสนิทกันเหรอ”
“ไม่ใช่ ครับ...ผมไม่ใช่เพื่อนแต่เป็นแฟน...ที่แปลว่าพัดลมไงครับ ถ้าคุณเพื่อนร้อนใจ ผมก็จะคอยพัดพาลมแห่งความสุขมาปัดเป่าให้คุณเพื่อนคลายทุกข์”
พูนทวีรับลูกขำๆ โลมฤทัยมองอย่างจับสังเกต มั่นใจว่าพูนทวีมีใจให้รจนาไฉน
“แหม...คุณพูนทวีเป็นคนอารมณ์ขันแบบนี้นี่เอง พบไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่เพื่อนถึงไม่เหงา”
รจนาไฉนเข้าใจความนัยของน้องสาว หาทางเลี่ยงแต่ไม่พ้น โดนซักไซ้จนต้องตัดสินใจพูดตรงๆ
“คุณพูนทวีเป็นคนดี เราสองคนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”
“พี่จะรักใครชอบใครก็ได้แต่อย่ารักคุณปัทม์ จำไว้...คุณปัทม์และไร่ปัทมกุลเป็นของฉัน!”
โลมฤทัยประกาศกร้าวแล้วหมุนตัวจากไป ส่วนรจนาไฉนเหนื่อยหน่ายพฤติกรรมเอาแต่ใจของน้องสาวเต็มที...
ตกบ่ายเหล่าคนงานรวมทั้งพูนทวีช่วยกันเตรียมงานเลี้ยงฉลองประจำปี พ่อเลี้ยงหนุ่มถือโอกาสมอบของขวัญ
“ชุดของคุณเพื่อนสำหรับงานวันพรุ่งนี้ แต่ห้ามเปิดนะครับ เดี๋ยวโดนแดดสีมันจะจาง”
รจนา ไฉนปลื้มในความมีน้ำใจ ยื่นมือไปสัมผัสมือเขาแทนคำขอบคุณ สองหนุ่มสาวหัวเราะหยอกล้อพร้อมกับเตรียมงานไปเรื่อยๆ ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าปัทม์แอบมองอยู่ห่างๆด้วยสายตาไม่พอใจ...ทีกับคนอื่น ล่ะระริกระรี้!
รจนาไฉนกลับถึงบ้านแล้วถอนใจเหนื่อยหน่าย เห็นปัทม์ยืนหน้าตาบูดสนิทคอยอยู่แล้ว พ่อเลี้ยงหนุ่มไม่รอช้า เปิดฉากต่อว่าเธอที่ทำท่าสนิทสนมกับพูนทวีเกินเหตุ แถมยังรับของกำนัล ไม่รักษาหน้าสามีอย่างตนบ้าง
“เขาตั้งใจให้เสื้อผ้าฉันใส่งานวันพรุ่งนี้ โดยคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีไม่เคยเตรียมอะไรให้ ไม่แม้แต่จะบอก”
“อย่ามาประชดฉัน จะบอกหรือไม่บอกมันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ทำไมต้องจับมือกันด้วย”
“อุ๊ย...ช่างสังเกต ฉันแค่ขอบคุณในน้ำใจของเขา มันก็แค่นั้น”
ปัทม์ของขึ้นที่เธอยอกย้อน รจนาไฉนขี้เกียจเถียงด้วยจะเดินหนีแต่พ่อเลี้ยงหนุ่มรั้งไว้
“อย่าให้ฉันรู้นะว่าเธอสนิทสนมกับพูนทวีเกินเพื่อน จะทำอะไรก็ให้ระลึกไว้ด้วยว่าเป็นเมียใคร”
“เจ้าค่ะ...คุณปัทม์ ปัทมกุล สามีของฉัน”
รจนาไฉนถอนสายบัวและเดินตัวปลิวออกไป ทิ้งให้ปัทม์มองตามอย่างเจ็บใจ...ฝากไว้ก่อนเถอะยายตัวแสบ!
ooooooo
และแล้ววันงานเลี้ยงฉลองก็มาถึง โลมฤทัยกับลำเพาเดินดูงานด้วยสายตาดูถูก หาว่าเหมือนงานวัดบ้านๆมากกว่างานใหญ่ประจำปี สองแม่ลูกงุ่นง่านเพราะไม่มีหน้าที่และไม่มีใครอยากคุยด้วย ได้แต่ติโน่นติงนี่ไปตามประสา
พ่อเลี้ยงเจงก็มาร่วมงานพร้อมวราห์และอุรารัตน์ แขกเหรื่อและกลุ่มช่างภาพรุมล้อมลูกสาวคนสวยของพ่อเลี้ยงแน่นขนัด อุรารัตน์คุ้นหน้าคุ้นตาช่างภาพจึงหันไปถามนงนุชเพื่อความแน่ใจ สาวใช้คนสนิทบอกว่าเป็นคนงานที่รีสอร์ท
“สื่อบอกว่าเรายังไม่ดังพอค่ะ นงนุชเลยจ้างพวกคนงานมาแต่งตัวเป็นช่างภาพเพื่อสร้างกระแส”
อุรารัตน์ไม่ยอมให้ถ่ายเพราะเสียศักดิ์ศรี นงนุชพยายามกล่อม
“ไม่ได้ค่ะ...ต้องสร้างภาพไว้ เราต้องทำตัวให้มีค่ามีราคา คุณปัทม์จะได้ทิ้งเมียมาซบอกคุณแอรี่นะคะ”
อุรารัตน์จำใจยิ้มให้กล้อง เหลือบไปเห็นปัทม์ที่มุมหนึ่งจึงรีบปลีกตัวไปหา
พูนทวีเพิ่งมาถึงงานเช่นกัน พุ่งไปแสดงความยินดีกับเพื่อนรักที่ปีนี้ผลผลิตได้รับการยอมรับจนได้ส่งออกต่างประเทศเป็นครั้งแรก เปรมออกมาสบทบ พูนทวีเข้าไปกอดประจบราวกับเป็นแม่ตัวเองจนปัทม์ชักหมั่นไส้ เปรมยิ้มขำท่าทางทะเลาะกันเหมือนเด็กของสองหนุ่ม บอกว่ากลับจากวิปัสสนาครั้งนี้ก็ตั้งใจอยู่บ้านสักระยะ
ลำเพาพาโลมฤทัยยิ้มหวานเข้ามาหา ปัทม์กับพูนทวีเสียววาบ ไม่รู้สองแม่ลูกจะมาไม้ไหน
“กราบสวัสดีคุณป้าค่ะ คุณแม่พูดถึงบ่อยๆ ชื่นชมว่าชอบปฏิบัติธรรม โอกาสหน้าพบขอไปวิปัสสนาด้วยนะคะ”
“ผมว่าแค่รักษาศีลห้าให้ได้ก่อนเถอะ”
พูนทวีแขวะยิ้มๆ สองแม่ลูกหันขวับจะเอาเรื่อง ลำเพาเป็นฝ่ายได้สติปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มเหมือนเดิม
“นี่ลูกพบ...ไม่ต้องเรียกคุณป้าหรอก ต้องเรียกว่าคุณแม่เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”
เปรมทำหน้าไม่ถูก อุรารัตน์เดินมาแทรกกลางพอดี เอาช่อดอกไม้มาให้ปัทม์และทำความเคารพเปรมอย่างชดช้อย พ่อเลี้ยงเจงกับวราห์ตามมาแสดงความยินดี ลำเพาเห็นมีแต่คนใหญ่คนโตแถบนี้ ถือโอกาสเปิดตัวโลมฤทัยให้ช่วยรับแขกในงาน อุรารัตน์รู้แกวสองแม่ลูก พูดจาแดกดันและกันท่าสุดฤทธิ์
“ไม่ต้อง! ฉันเป็นคนที่นี่ ฉันรู้ดีว่าใครเป็นใคร ฉันจะช่วยปัทม์ต้อนรับแขกเอง”
“เอ่อ...ไม่ทราบว่าหนูเป็นประชาสัมพันธ์ท้องถิ่นเหรอจ๊ะ...ถึงได้รู้ทุกเรื่อง” ลำเพาช่วยลูกสาวเต็มที่
“ฉัน...อุรารัตน์ลูกสาวพ่อเลี้ยงเจง เพื่อนสนิทที่สุดของปัทม์”
อุรารัตน์ก้าวไปควงแขนปัทม์แน่น โลมฤทัยถลึงตาใส่ เปรมเองก็ไม่ชอบใจรีบเดินไปแยกและถามหารจนาไฉน ปัทม์กวาดตามองรอบๆ ตกตะลึงตาค้างเมื่อเห็นภรรยาสาวในชุดชาวดอยงดงามหมดจดเดินตรงมาหา พ่อเลี้ยงหนุ่มพยายามเก็บอาการตื่นเต้นเมื่อเธอเดินมาใกล้ กลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเองด้วยคำพูดถากถาง
“มัวโอ้เอ้แต่งตัวบ้าบออยู่ได้ มาสายเพราะสนใจแต่เรื่องตัวเอง...เสียมารยาท!”
รจนาไฉนไม่สะทกสะท้าน บอกว่ามัวทำขนมจีนน้ำเงี้ยวเลี้ยงแขกเลยไม่ได้มาต้อนรับตั้งแต่แรก เปรมยิ้มปลื้ม ภูมิใจในตัวลูกสะใภ้มาก ชักชวนทุกคนให้เข้าไปร่วมสนุกในงานและชิมฝีมือรจนาไฉน ปัทม์หน้าเจื่อนที่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เดินไปจูงมือรจนาไฉนเข้างานแบบเคืองๆ
“ไม่ต้องดีใจจนมือไม้สั่น ถ้าไม่เห็นแก่คุณแม่ อย่าหวังเลยว่าฉันจะควงเธอออกงาน”
ปัทม์เดินไปถึงจุดเปิดงาน มองเห็นรถบรรทุกชาหลายคันจอดอยู่พร้อมการตกแต่งด้วยดอกไม้สวยงาม นึกรู้ว่าเป็นฝีมือภรรยา ชอบใจมากแต่ยังฟอร์มจัด ต่อว่าเสียงห้วนที่เธอชอบมาจุ้นจ้าน รจนาไฉนเก็บอาการไม่พอใจ ฝืนปั้นหน้ายิ้มยืนฟังเขาเปิดงาน
“วันนี้ถือเป็นวันเกียรติยศของพวกเราทุกคน เพราะไร่ของเรากำลังจะส่งออกใบชาไปยังทวีปยุโรป...สู่ประเทศที่เป็นตำนานแห่งการดื่มชา พวกเราจะพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าใบชาของไทยไม่แพ้ของชาติไหนในโลก”
บรรดาคนงานปรบมือด้วยความดีใจ ต่างจากหน่อเอกับพวกที่มาร่วมงานอย่างเสียไม่ได้
“พูดหลอกให้เราตายใจ แต่สุดท้ายก็โกยผลประโยชน์เข้าตัวเอง”
ปัทม์มองไม่เห็นกลุ่มหน่อเอ กล่าวขอบคุณแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขามีวันนี้ซึ่งก็คือแม่ของเขา และที่ทำให้ทุกคนทึ่งโดยเฉพาะรจนาไฉนก็เมื่อเขาพูดถึงแสงจันทร์ด้วยน้ำเสียงไม่โกรธเคืองเหมือนเคย
“ถึงแม้ว่าเธอจะเสียชีวิตไปตั้งแต่แผ่นดินนี้ยังไม่มีอะไรเลย แต่แสงจันทร์ก็เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผมอดทน มุมานะและต่อสู้ พลิกฟื้นผืนแผ่นดินให้เป็นทองคำสำหรับพวกเราทุกคน”
ปัทม์ลงจากเวทีแล้ว ชิเข้ามารับหน้าที่แทน เอาหน้าไม้ใส่พานให้เจ้านายหนุ่มยิงลูกดอกที่ลูกโป่งยักษ์เพื่อเปิดงาน ลูกโป่งหลากสีลอยขึ้นท้องฟ้า ทุกคนปรบมือให้กับความยิ่งใหญ่ตระการตา มีเพียงปัทม์ที่ทำเป็นหยิ่ง ไม่ชอบใจเพราะรู้ว่าต้นเรื่องความคิดคือรจนาไฉนหญิงสาวไม่สนใจ ยื่นหมวกชาวดอยที่เธอ
เย็บกับมือให้เขาใส่ แถมขู่ว่าถ้าไม่ใส่ถือว่าไม่ให้เกียรติคนพื้นถิ่น ปัทม์จำใจใส่อย่างเสียไม่ได้ พึมพำต่อว่าเธอเสียงเขียว
“อย่าคิดว่าเธอชนะฉันนะ แล้วขอย้ำ...อย่ามาจุ้นจ้านคิดทำโน่นนี่เพื่อฉันอีก”
“ฉันไม่ได้ทำเพื่อคุณแต่ทำเพื่อคุณแม่และทุกคนที่นี่”
จบคำก็เลี่ยงไปต้อนรับแขกเหรื่อ พูนทวีเข้ามาชื่นชมผลงานของเธอและขอไปรับแขกด้วย ปัทม์ตามมาแดกดันด้วยความหมั่นไส้ โดนรจนาไฉนไล่ให้ไปช่วยอุรารัตน์กับโลมฤทัยรับแขกผู้ใหญ่ ปัทม์ตั้งท่าจะไปประชดแต่เมื่อเห็นสองสาวที่จ้องจับเขาตาเป็นมันก็เปลี่ยนใจ หมุนตัวตามรจนาไฉนกับพูนทวีทันที
รจนาไฉนกับพูนทวีช่วยกันแจกขนมเด็กๆชาวดอย ปัทม์ตามมาเห็นภาพบาดใจก็กระแนะกระแหนว่าเธอสร้างภาพ รจนาไฉนไม่ยี่หระ ยังคงหยอกล้อและพูดคุยกับเด็กดอยด้วยภาษาถิ่น ปัทม์ถึงกับทึ่งที่เธอทำตัวกลมกลืนได้อย่างไม่มีที่ติ นึกอยากลองของ เดินไปลากภรรยาแต่ในนามเข้ามากลางลานแสดงของชาวดอย
“คุณรจนาไฉนอยากเต้นรำด้วย เอาสิ...แสดงให้ดูหน่อยว่าวัฒนธรรมพวกเขาเต้นรำยังไง ร้องเพลงอะไร”
รจนาไฉนยืนนิ่งกลางวง พูนทวีจะไปช่วยเพราะมั่นใจว่าเพื่อนรักตั้งใจหักหน้าเธอ ปัทม์ไม่ยอมแพ้ตะโกนถากถางเสียงเข้ม
“ว่าไง...หมดมุกสร้างภาพแล้วสิ เก่งนักก็ร้องเพลงให้ฟังหน่อย”
“คุณเพื่อนจะร้องได้ยังไง ฉันอยู่มาเกือบทั้งชีวิตยังร้องไม่เป็นเลย” พูนทวีพยายามค้าน
ทันใดนั้น...เสียงร้องเพลงของชาวดอยดังขึ้น ทุกคนยืนอึ้งและประทับใจน้ำเสียงหวานๆ ปรบมือให้จังหวะและร่วมเต้นรำอย่างสนุกสนาน พูนทวีลากเพื่อนเข้าร่วมวงแต่ปัทม์ขืนตัวไว้ พยายามเดินหนีแต่ดันทำหมวกตก รจนาไฉนเข้ามาเก็บและสวมให้กับมือ
“ถ้าคุณถอดออกก็เท่ากับไม่ให้เกียรติพวกเขา”
ปัทม์จำยอมใส่หมวกและเต้นรำกับเธอ พูนทวีขยับมาใกล้และลากสองหนุ่มสาวเข้าวงใหญ่ ปัทม์เคลิ้มไปความน่ารักสดใสของภรรยาแต่ยังไม่ยอมมองหน้า ส่วนรจนาไฉนก็ยิ้มร่า รู้สึกดีที่เขาเริ่มเปิดใจ
ooooooo










