ตอนที่ 5
หลังจากแอบมาสังเกตการณ์ใกล้หมู่บ้านอยู่ พักหนึ่ง เอกภพกับณัชชาเห็นกลุ่มโจรจับชาวบ้านสี่คนและควบคุมทหารญี่ปุ่นไว้อีกสาม จึงแน่ใจว่าพวกตนได้หลุดเข้ามาอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง...
เมื่อเห็นโจรจะทำมิดีมิร้ายชาวบ้านผู้หญิง เอกภพกับณัชชาจึงปรากฏตัวเข้ามาช่วยเหลือ นี่เองเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกันจนพวกโจรล้มตายและชาวบ้านหนีหายเข้าไปในราวป่า ก่อนจะกลับออกมาเมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้วบอกกับผู้มาช่วยทั้งสองคนว่าพวกโจรยึดหมู่บ้านของพวกเรา
“แล้วพวกทหารญี่ปุ่น?”
“พวกทหารญี่ปุ่นเคยมาประจำที่นี่ แต่ย้ายไปหมดแล้ว เหลือไม่กี่คน ถูกพวกโจรจับขังกับพวกเรา”
เอกภพกับณัชชาพยักหน้าเข้าใจแล้วพาชาวบ้านทั้งสี่คนไปรวมกลุ่มกับคนของตนที่รออยู่ จากนั้นให้ทั้งหมดตามกันไปที่ค่ายของชาวบ้าน ส่วนตนสองคนต้องเข้าไปจัดการพวกโจรที่ยึดหมู่บ้านและช่วยชาวบ้านกับทหารญี่ปุ่นที่ถูกจับ
ปาระนัง นาชะ และทายาททั้งสี่รับทราบด้วยความประหลาดใจระคนตื่นเต้นที่พวกตนเข้ามาอยู่ในช่วงสงครามโลก จากนั้นทุกคนก็ระวังตัวแจตามที่เอกภพกำชับ เดินตามชาวบ้านทั้งสี่ไปยังค่ายพักชั่วคราว ขณะที่เอกภพกับณัชชามุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านอีกครั้งเพื่อจัดการกับพวกโจร
ทั้งคู่ต่อสู้กับพวกโจรและพยายามช่วยชาวบ้านกับทหารญี่ปุ่น ซึ่งหนึ่งในนี้มีเด็กหญิงราวแปดขวบ ณัชชาจำเป็นต้องใช้พลังเทพช่วยเหลือเพราะห่วงเด็ก แต่วิธีนี้ก็ทำให้อาคินตามมาเจอจนได้
“เราพบกันจนได้...องค์หญิงณัชชา”
นาชะอยู่อีกทางแต่รับรู้ถึงการมาของอาคิน... เธอกับปาระนังจึงต้องรีบพาทายาททั้งสี่หนีให้ไกล เพราะ ทุกคนคือปริศนาความลับของกุญแจ ถ้าอาคินได้ตัวพวกเขาไปก็จะเกิดสงครามล้างโลกทั้ง 4
“ตอนนี้พวกเธอสำคัญที่สุด...สำคัญกว่าองค์หญิง ผู้กองเอกภพ สำคัญกว่าตัวเราและนาชะ”
ปาระนังเน้นย้ำแล้วให้นาชะนำทายาทไปก่อน รวมทั้งชาวบ้านก็ต้องหนีด้วยทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่...
ooooooo
เวลานั้นที่หมู่บ้าน อาคินกำลังเผชิญหน้ากับณัชชาและเอกภพ...อาคินประกาศกร้าวให้องค์หญิงส่งตัวทายาทมา แต่ณัชชากลับถ่วงเวลาอยู่ไปมา
“ภูตสังหารของท่านไปไหนเสียล่ะ เราอยากพบโดยเฉพาะตัวที่ท่านถอดหัวใจฝากไว้”
“องค์หญิงรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอาวุธใดฝ่าโล่ป้องกันหัวใจที่แข็งแกร่งของภูตสังหารได้”
“แต่เราอยากขอลองหน่อยถ้าท่านไม่รังเกียจ” เอกภพสะบัดปืนในมือไปมายิ้มกวนพยักหน้าเป็นเชิงท้า
“ที่แท้ท่านคิดถ่วงเวลาให้ทายาทหนี” อาคินคำรามด้วยความโกรธ
ณัชชาดีดตัวเข้าหาพร้อมสะบัดดาบฟันอาคิน แต่เทพซ้ายขวาโผล่เข้ามาขัดขวางแต่ก็สู้พลังของเธอไม่ได้ ร่างทั้งสองถอยเซไปหลายก้าว...ทันใดนั้นควันดำปรากฏขึ้นล้อมณัชชาและเอกภพกับเด็กหญิงวัยแปดขวบ มันคือภูตสังหารทั้งเก้านั่นเอง
“เทพซ้ายขวา...ข้าเชื่อว่าทายาทต้องอยู่ไม่ไกล พวกเจ้าออกไปตามหาดู”
สิ้นเสียงสั่งการของอาคิน เทพซ้ายขวาหายแวบ ไป เอกภพกับณัชชามองหน้ากันเป็นกังวล เด็กหญิงกราดสายตามองพวกภูตดำไปมา พร้อมกันนั้นก็เกาะมือเอกภพแน่น
“เทพอาคิน...ท่านคงไม่กลัวมนุษย์ตัวเล็กๆกระมัง... หนูรีบไป เร็วเข้า”
เด็กหญิงทำตามที่ณัชชาบอก วิ่งฝ่าพวกภูตดำเข้าแนวป่า เอกภพสาดกระสุนใส่โล่ที่หน้าอกของภูตสังหารกระดอนออกไป แต่กระสุนปืนทำอะไรไม่ได้ ภูตสังหารบุกเข้ามาใกล้จนเกิดการต่อสู้ประชิดตัว ขณะที่ณัชชาฟาดฟันดาบประจำกายเข้าใส่พวกมันอย่างดุเดือด
ในราวป่า เทพซ้ายขวาปรากฏตัวขัดขวางปาระนังกับนาชะที่พยายามพาทายาททั้งสี่หนีไปให้ไกลที่สุด
“นึกว่าใคร...ที่แท้ธิดาปาระนังหลานเจ้าสมุทรนี่เอง”
“ที่แท้เทพซ้ายขวารัฐมนตรีทำความสะอาดก้นของเทพอาคินนี่เอง” ปาระนังตอบโต้และพร้อมต่อสู้ เพื่อปกป้องทายาททั้งสี่อย่างเต็มที่
เธอสะบัดดาบแหลมพุ่งเข้าใส่เทพซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวถูกรุกจนถอยกรูด ทายาททั้ง สี่กับนาชะยืนมองอย่างตื่นเต้น เมื่อปาระนังส่งสัญญาณให้พาทุกคนหนี นาชะจึงจับมือทุกคนหายวับไป โดยมีปาระนังตามมาทีหลัง ทิ้งความเจ็บใจไว้ให้เทพซ้ายขวาที่เพิ่งตั้งตัวได้
ด้านเอกภพกับณัชชาเริ่มต้านอาคินกับเก้าภูตสังหารไม่ไหว แถมหนียังไงก็หนีไม่พ้นเพราะพลังของเอกภพยังไม่นิ่ง พวกนั้นเลยจับพลังตามมาได้
ในที่สุดเด็กหญิงแปดขวบวิ่งนำไปทางหน้าผา พลางโบกมือเรียกเอกภพกับณัชชาแล้วจับมือกันโดดลงไปเบื้องล่างก่อนที่ภูตสังหารจะตามทัน...ทั้งสามคนหายแวบไปกับตา ภูตสังหารคำรามก้องอย่างแค้นเคือง อาคินปรากฏตัวมองก้นเหวมีแต่ความว่างเปล่าก็ยิ่งแค้นใจ
อาคินยกมือพนมแล้วท่องคาถาพึมพำ โบกมือไปทั่ว...ทันใดนั้นร่างพวกโจรที่ถูกเอกภพกับณัชชายิงตายตามที่ต่างๆค่อยๆลุกขึ้นมาแล้วกลายเป็นควันดำลอยมาอยู่ในฝ่ามืออาคิน
ขณะเดียวกันนั้นเอง พวกณัชชาที่โดดลงหน้าผาแต่ไปโผล่ที่ลานวัดแห่งหนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วเด็กหญิงแปดขวบก็วิ่งหายไปต่อหน้าต่อตา ณัชชานึกรู้บางอย่างจึงหลับตาทำสมาธิครู่หนึ่งก่อนจะลืมตา
“เป็นไงบ้างครับ”
“สัมผัสอะไรไม่ได้เลย เราคงอยู่คนละเวลาคนละดินแดนอีกแล้ว”
“เราลองแวบไปดูไม่ได้เหรอครับ”
“องครักษ์วางเส้นทางไว้ซับซ้อน เราอาจหลงจนหากันไม่พบ”
เอกภพนิ่งเงียบแต่สีหน้าหงุดหงิดเดินไปเดินมา ณัชชากราดสายตารอบตัวก่อนจะไปหยุดที่โบสถ์
“ลองเข้าไปดูในโบสถ์ อาจจะเจอปริศนาหรือประตูทางออก”
ขณะที่ทั้งคู่มุ่งหน้าไปในโบสถ์...อาคินกำลังปลุกทหารที่ตายแล้วไปเล่นงานปาระนังกับนาชะที่พยายามพาทายาททั้งสี่หนี ปาระนังต่อสู้เต็มที่แต่นานเข้าก็ไม่ไหว เกือบเสียทีถ้าไม่ได้ใครคนหนึ่งยิงลูกธนูไฟโลกันตร์เข้ามาช่วยเหลือแล้วพากันหายแวบไป ส่วนนาชะก็พาทายาททั้งสี่หายตัวไปด้วยเช่นกัน
ooooooo
ภายในโบสถ์ ณัชชากับเอกภพเดินสำรวจภาพวาดบนผนัง แต่แล้วณัชชาก็ตื่นเต้นเมื่อเห็นเด็กหญิงแปดขวบอยู่ในภาพ เธอเรียกเอกภพมาดู ปรากฏว่าไม่ใช่มีรูปเด็กคนนี้แค่ภาพเดียว
“ทำไมมีหลายตัว”
“บางทีคนวาดคนเดียวกันเลยออกมาเหมือนกันหรือเปล่า”
“แต่เด็กคนอื่นก็ไม่เห็นเหมือนนี่ครับ คนนี้เหมือนกันทั้งหน้าตาเสื้อผ้าสีสัน”
“จริงด้วย...แต่ฉันสงสัยว่าทำไมที่รูปเด็กถึงมีรูปผู้ชายถือดาบยืนอยู่ด้วย คุณเห็นไหม ทุกจุดเลย”
“จริงขององค์หญิง เอ๊ะ ดูรูปสุดท้ายบนสุดซิครับ มีแต่ผู้ชายถือดาบหลายคนอยู่หน้าประตู แต่เด็กหายไปแล้ว”
“หมายความว่ายังไงกันแน่”
เอกภพถอนใจ สายตากราดไปทั่วภาพบนฝาผนังแล้วพูดอย่างหัวเสีย “หมายความว่าผมกำลังจะบ้าน่ะสิครับ องครักษ์มัวแต่เล่นทายปริศนา ชีวิตใครจะสูญเสียไม่สำคัญ”
ณัชชาจ้องตาเอกภพที่ยังคงความโกรธและคับแค้นใจ...ไม่มีคำพูดใดนอกจากบอกเขาว่า
“สงบใจไว้ก่อนค่ะ”
เอกภพไม่พูดไม่มองหน้า พยายามข่มใจ...ณัชชาเข้าใจความรู้สึกของเขา เคลื่อนตัวเข้าใกล้และยกมือทาบอกเขาเพื่อปลอบโยน...เท่านั้นเองเอกภพก็เย็นลง ยกมือสองข้างจับไหล่เธอพร้อมเอ่ยคำขอโทษ
หนุ่มสาวมองหน้าและประสานสายตากันนิ่งนาน... ทันใดนั้นมีเสียงเหมือนดาบกระทบกันดังขึ้น ทั้งสองหันขวับไป สายตาตื่นตะลึงคาดไม่ถึง เห็นชายถือดาบยืนอยู่ แต่เป็นห้าคนไม่ใช่คนเดียวอย่างในรูปภาพ
“ในรูปมีคนเดียว ทำไมตอนนี้มีตั้งห้า”
“ในนี้แคบเราเสียเปรียบ”
ขาดคำของเอกภพ ชายทั้งห้าถือดาบขยับเข้ามาใกล้ ผู้กองหนุ่มตวัดปืนขึ้นยิงสวนออกไป ในขณะที่ณัชชาปล่อยพลังจากมือกระแทกแล้วดีดตัวออกไปทางประตูโบสถ์ โดยมีเอกภพตามติด เช่นเดียวกับชายทั้งห้าคนก็ดีดตัวตามออกมาติดๆ
ในเมื่อไม่มีทางเลี่ยง เอกภพกับณัชชาต่างหันหลังชนกันเตรียมเผชิญหน้า!
ooooooo
ปาระนังได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการต่อสู้กับอาคินและเทพซ้ายขวาก่อนจะหนีรอดมาได้ด้วยความช่วยเหลือของราเชน ทหารเอกของท่านมัจจุราชที่เก่งกาจพอตัว
“ที่แท้เทพอาคินถอดหัวใจออกไปนี่เอง ลูกธนูไฟโลกันตร์ของเราถึงสังหารมันไม่ได้”
“ใช่ค่ะ แต่ทำไมท่านถึงมาที่นี่ได้”
“ปาระนังถูกรังแก พี่จะไม่มาได้ยังไง”
“แล้วท่านต้องกลับไปยมโลกเมื่อไหร่”
“จริงๆแล้วท่านมัจจุราชส่งพี่มาช่วยองค์หญิงณัชชา”
ปาระนังตื่นเต้นดีใจโดดกอดราเชนอย่างลืมตัว... ทั้งสองอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันเนิ่นนานอย่างมีความสุข พลันมีเสียงกระแอมดังขึ้น เขาและเธอหันไปก็เห็นนาชะยืนยิ้มแต้
“นาชะมาได้ยังไง”
“ที่ไหนมีความรัก ที่นั่นมักจะมีนาชะ”
ปาระนังกับราเชนมองหน้ากันเขินๆที่โดนรู้ทัน... พอรู้จากนาชะว่าทายาททั้งสี่ถูกอาคินตามล่าเอาตัวไปจนได้ ปาระนังหน้าเครียดทันที เอ่ยว่าเราต้องตามไปช่วยให้เร็วที่สุด
“นาชะบินวนอยู่หลายรอบแล้วยังไม่พบร่องรอย”
“เทพอาคินต้องใช้พลังพรางไว้อย่างแน่นอน”
“นาชะก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน...ท่านผู้นี้คือ?”
“นี่คือท่านราเชน ทหารเอกของท่านมัจจุราชมาช่วยพวกเรา”
“อยู่คนละค่ายเลยนะเนี่ย” นาชะแซวยิ้มๆ แต่ทำให้ปาระนังหน้าสลด เอ่ยเสียงอ่อย
“เรารู้อยู่ว่าผิดกฎ แต่...”
“เราสองคนรักกัน” ราเชนกล่าวจริงจัง มองหน้า หญิงคนรักด้วยความจริงใจ
“นาชะสนแต่เรื่องความรักอย่างเดียว อย่างอื่นไม่เกี่ยว”
คำพูดของนาชะทำให้หนุ่มสาวต่างยิ้มให้กันอย่างโล่งอก หลังจากนั้นไม่นานทุกคนออกเดินทางเพื่อติดตามค้นหาทายาททั้งสี่ที่อาคินเอาตัวไป
“ทายาททั้งสี่มีขนปีกของนาชะติดตัว เชื่อว่านาชะต้องสัมผัสได้ไม่ช้าก็เร็ว”
“เราคาดว่าเทพอาคินต้องบังคับให้ทายาทเดินทางไปตามเส้นทางของแผนที่อย่างแน่นอน”
“งั้นเราเดินทางไปตามเส้นทาง ได้โอกาสเมื่อไหร่ค่อยลงมือ”
“อืม...เป็นความคิดที่ดี นาชะเชื่อว่าองค์หญิงณัชชาต้องทำอย่างเดียวกัน”
ooooooo
ในเวลานั้น ณัชชากับเอกภพกำลังเผชิญหน้ากับชายถือดาบทั้งห้าที่ดูเหมือนพวกเขาจะออกมาจากรูปภาพที่ผนังโบสถ์ และเมื่อจวนตัวณัชชาก็พาเอกภพหายวับเข้าไปภายในโบสถ์
ชายทั้งห้าพรวดตามเข้ามาแต่ไม่พบร่องรอยของณัชชากับเอกภพ จนในที่สุดก็มายืนที่หน้าภาพฝาผนัง แล้วร่างทั้งหมดค่อยๆรวมกันเป็นหนึ่งเดียวลอยเข้าไปยืนถือดาบอยู่ในภาพ ซึ่งยังคงเห็นเด็กหญิงยืนอยู่ด้านหลังของชายถือดาบเหมือนเดิม ที่ต่างก็คือขณะนี้มีเอกภพกับณัชชาปรากฏยืนอยู่ในภาพด้วย
“พามาหลบในภาพเลยเหรอครับ”
“คิดไม่ออกนี่ว่าจะไปหลบที่ไหน”
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น ณัชชากับเอกภพหันไปเห็นเด็กหญิงแปดขวบคนเดิม เธอกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แต่ครู่เดียวก็เปลี่ยนเป็นพูดจริงจัง
“ชายถือดาบคือทหาร...กำจัดทุกคนที่ผ่านมา”
“อ้าว....ทำไมเหมารวมแบบนี้ล่ะ”
“ที่แท้องครักษ์ทั้ง 4 วางแผนป้องกันกุญแจอย่างหนาแน่นไม่ว่าใครก็ผ่านไม่ได้”
“ผมเข้าใจแล้ว...ถึงได้มีรูปชายถือดาบตลอดเส้นทางถึงประตูทางออก”
“แล้วหนูคือคนที่รู้เส้นทาง ถึงได้มีรูปหนูอยู่กับชายถือดาบ”
เด็กหญิงพยักหน้ารับ แต่เอกภพยังไม่คลายความสงสัย ถามว่าไม่ต้องการให้ใครผ่านแต่มีคนรู้เส้นทางเพื่ออะไร ณัชชาคาดว่าองครักษ์ทั้งสี่ยังเปิดทางเลือกไว้เพื่อให้ฝ่ายดีออกไปได้
“ขอโทษอย่าหาว่าเรื่องมาก...องครักษ์ทั้งสี่รู้ได้ยังไงว่าใครเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว หรือว่าให้เด็กเป็นคนตัดสิน”
เงียบ! ไม่มีใครตอบคำถามของเอกภพ แต่แล้วเจ้าตัวกลับคิดออกด้วยตัวเอง “ถ้าฝ่ายชั่วคงไม่เสี่ยงช่วยชีวิตเด็ก...จนตัวเองต้องเดือดร้อน”
ณัชชากับเด็กหญิงพยักหน้าพร้อมกันทันที
“แต่ในรูปตรงประตูมีแต่ชายถือดาบ ไม่มีรูปหนูนี่”
“ก็หนูหมดหน้าที่แล้วนี่คะ”
“อืม...องครักษ์ทั้งสี่ฉลาดจริงๆ” เอกภพสรุปด้วยรอยยิ้มชื่นชม
จากนั้นทุกคนเคลื่อนย้ายไปยังประตูทางออกซึ่งมีรูปชายถือดาบห้าคนยืนอยู่ เด็กหญิงบอกว่าผ่านประตูนี้คือเส้นทางเดิมตามแผนที่ เอกภพสงสัยว่าตอนนี้ทหารถือดาบทำไมไม่ปรากฏตัวสกัดเราไว้
“ทหารถือดาบจะออกไปจัดการกับคนที่อยู่นอกรูปภาพเท่านั้นค่ะ องค์หญิงฉลาดที่เข้ามาหลบในรูปภาพ”
“ขอบใจมากนะจ๊ะ คงไม่เจอกันแล้วใช่มั้ย”
“หนูตอบไม่ได้”
“งั้นลาก่อน”
เด็กหญิงส่งยิ้มแล้วค่อยๆจางหายไป ณัชชากับเอกภพมองหน้ากันแล้วเดินออกจากประตู ถอยออกมาจนพ้นจากรูป...เหลือเพียงชายถือดาบห้าคนในรูปเท่านั้น
ooooooo
ไกรยุทธ์ นาฬิกา บีม และปิงปอง...ทายาททั้งสี่ของเทพองครักษ์ถูกอาคินจับตัวไว้โดยมีเทพซ้ายขวาและโจรที่ตายแล้วนับสิบ ซึ่งถูกอาคินปลุกชีพขึ้นมาคอยรับใช้ช่วยกันควบคุมในระหว่างเดินทาง
แต่จู่ๆอาคินหายตัวไปจากขบวน นาฬิกาสงสัยว่าเขาหายไปไหน กระซิบถามไกรยุทธ์ก็ได้คำตอบว่าเขาคงรอให้เราถึงจุดหมายก่อนแล้วถึงจะแวบไป
“งั้นปิงปองว่าเราควรหาทางถ่วงเวลาไว้ให้นาน ที่สุด”
ไกรยุทธ์เห็นด้วย ปิงปองเลยแกล้งซวนเซเป็นลมล้มลงทันที เทพซ้ายขวาตัดสินใจหยุดพักแต่ไม่นานก็เร่งให้ออกเดินทางต่อ จนกระทั่งไปเจอปราสาทอิฐสีแดง ขบวนก็หยุดลงอีก เทพซ้ายขวาที่เดินรั้งท้ายไม่พอใจ แหวกพวกโจรมาถามทายาททั้งสี่ว่าหยุดทำไม
“หยุดดูน่ะสิ อยู่ๆจะให้เข้าไปเลยเหรอไง” บีมพูดโพล่ง
“ใช่...อาจมีตัวอะไรอยู่ในนั้นโผล่มางาบพวกเราก็ได้”
“แน่จริงก็เข้าไปก่อนสิ”
ปิงปองกับนาฬิกายิ้มท้าทาย...เทพซ้ายขวานิ่งไปนิดก่อนตัดสินใจบอกทุกคนว่าพวกตนจะเข้าไปดูเอง ให้กลุ่มโจรคุมพวกทายาทรอที่นี่...
ด้านณัชชากับเอกภพก็กำลังออกเดินทางอย่างเร่งรีบเพื่อติดตามพวกทายาท ซึ่งณัชชาแน่ใจว่าอาคินต้องคุมตัวทายาทไว้แล้ว และบังคับให้เดินทางไปยังด่านแรกตามแผนที่
“ผมก็คิดอย่างงั้นเหมือนกัน หวังว่าท่านธิดากับนาชะจะปลอดภัย”
“นาชะคงไม่เป็นไร แต่ท่านธิดาปาระนังคงป้องกันทายาทจนกว่าเธอจะ...”
“หมดทางสู้” เอกภพพึมพำ
“เทพอาคิน...ท่านอย่าหวังว่าจะได้กุญแจ ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่” ณัชชาบอกกับตัวเองอย่างมุ่งมั่น
เมื่อเดินกันต่อไปตามเส้นทางในป่า ยิ่งเดินป่าก็ยิ่งทึบจนทั้งคู่ต้องหยุดทบทวนเส้นทางและดูร่องรอย
“ยังไม่มีรอยผ่านมาทางนี้”
“อาจยังมาไม่ถึง”
“ดี...เราไปถึงก่อนจะได้วางแผนดักซุ่มชิงตัวทายาท”
“แต่ว่าคุณจะพักก่อนก็ได้นะ”
“ผมไม่เหนื่อย ถ้าองค์หญิงอยากพักก็เชิญครับ”
“ฉันไม่ต้องพักก็ได้ค่ะ”
“ลืมไปว่านางฟ้าไม่เหนื่อยไม่หิว ไม่มีความรู้สึก”
น้ำเสียงนั้นบ่งบอกว่าประชดประชัน ณัชชาเลยบอกว่าพักหน่อยก็ได้ พอใจหรือยัง...ว่าแล้วเดินไปทรุดนั่งโคนต้นไม้ เอกภพอมยิ้มเดินตามมานั่งข้างๆ
“ผมมีเรื่องสงสัย...องค์หญิงบอกว่าตราบใดที่องค์หญิงมีชีวิตอยู่ตราบนั้นเทพอาคินไม่มีวันได้กุญแจ”
“แน่นอน”
“นางฟ้าเป็นอมตะจะตายได้ยังไง”
“ดับสูญ...นางฟ้าหรือเทพเป็นอมตะก็จริง แต่สามารถดับสูญสลายไปได้ ถ้าถึงเวลาอายุขัย หรือถูกอาวุธของเทพด้วยกันทำร้าย”
“องค์หญิงหมายถึงฟุบหายไปเลยเหรอครับ”
ณัชชาพยักหน้ารับเนิบช้า ท่าทางเป็นกังวลอยู่เหมือนกัน...
ooooooo
พวกอาคินและทายาททั้งสี่เผชิญหน้ากับมนุษย์อิฐ สองฝ่ายต่อสู้พักใหญ่ก่อนที่ปิงปองจะทำขนปีกของนาชะหล่นแล้วอาคินเก็บได้จึงใช้เป็นวิธีเชื่อมโยงในการตามล่าณัชชา
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ณัชชากับเอกภพกำลังต่อสู้กับมนุษย์สีเขียวที่ไม่รู้มาจากไหน แต่พักเดียวพวกเขาก็จางหายไปราวกับไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา พร้อมกันนั้นนาชะก็ปรากฏตัวหลังจากสัมผัสได้ว่ามีคนรักกันอยู่ในบริเวณนี้
เอกภพบาดเจ็บนิดหน่อยแต่สำออยเรียกร้องความสนใจห่วงใยจากณัชชา พอได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของนาชะ ณัชชาจึงผละจากเอกภพอย่างทันทีทันใด แล้วถามนาชะว่ามาได้ยังไง
“ที่ไหนมีความรัก ที่นั่นมีนาชะ”
“เจ้าอย่าเพ้อเจ้อ ใครมีความรักที่ไหนกัน”
นาชะอมยิ้มทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วหันไปตอบคำถามเอกภพว่า ทายาททั้งสี่ถูกอาคินจับตัวไปซึ่งก็เป็นไปตามที่เอกภพกับณัชชาคาดไว้ไม่มีผิด
“แล้วท่านธิดาล่ะ”
ทันใดนั้น ปาระนังปรากฏตัวพร้อมราเชน ณัชชาดีใจที่เธอปลอดภัยและขอบคุณราเชนที่มาช่วยทันเวลา
“ยินดีที่ได้พบองค์หญิงณัชชา ฉายาเทพธิดาพญายมขององค์หญิงทำให้ท่านพญายมปลื้มทีเดียว”
“ดีใจที่ยมโลกส่งคนมาช่วยเรา นี่คือผู้กองเอกภพ ทายาทของหนึ่งในองครักษ์ทั้งสี่”
เอกภพและราเชนยิ้มให้กันด้วยไมตรี...ปาระนังร้อนใจว่าจะทำยังไงต่อไปเพื่อตามทายาททั้งสี่กลับคืนมา
“ผมนึกออกแล้ว เรารอพวกอาคินอยู่ที่นี่” เอกภพโพล่งขึ้นมา
ณัชชาเสริมขึ้นอย่างเห็นด้วย “ใช่แล้ว พอกองทัพสีเขียวจู่โจมเทพอาคิน เราก็ชิงตัวทายาทมุ่งเข้าสู่ประตูทางเข้าทันที”
“กองทัพสีเขียวอะไร” ปาระนังนิ่วหน้าสงสัย
“ท่านผู้มีอำนาจ ท่านรู้ว่าเราคือคนดี โปรดช่วยพวกเรา” พูดแล้วณัชชาหันมองรอบตัว พลันมีแสงสีเขียวปรากฏออกมาจากต้นไม้...ทั้งหมดต่างมองอย่างตื่นเต้น
“ประตูด่านอยู่ทางด้านหลังป่านี้ เราจะปล่อยให้ท่านผ่านไป” เสียงนั้นเงียบไปพร้อมกับแสงสีเขียวค่อยๆ
จางหาย ณัชชาขอบคุณในความกรุณา จากนั้นทั้งหมดนั่งชุมนุมกันโดยไม่มีนาชะ เพราะเธอออกไปบินสำรวจพื้นที่บริเวณใกล้เคียงแล้วกลับมาบอกทุกคนว่า พ้นจากป่านี้ไปแค่ 500 เมตร ก็ถึงด่านแล้ว
“แล้วมีใครป้องกันด่านอยู่หรือเปล่า”
“ไม่เห็นมีกำลังป้องกัน แต่ที่แปลกก็คือ...” นาชะพูดไม่ทันจบ...ณัชชาก็ชิงชวนคนอื่นไปดูด้วยตาตัวเอง
ทั้งหมดพากันมาถึงด่านประตูทางเข้า แล้วต้องมึนตึ้บเพราะมีแต่กรอบประตูทำด้วยเสาหินตั้งไว้เฉยๆ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ไม่มีน้ำตกอยู่หลังประตูอย่างในแผนที่ ณัชชากับเอกภพเข้ามาสำรวจใกล้ๆก็ไม่เห็นอะไรสักอย่าง
“ท่านธิดาคิดว่าอย่างไร” ณัชชาขอความเห็นจากปาระนัง
“องครักษ์ทั้งสี่แค่ผ่านเราไป ไม่ได้เอ่ยถึงอะไรทั้งสิ้น”
“อย่าลืมว่าในแผนที่มีพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวอยู่เหนือประตูนะเพคะ” นาชะย้ำเตือน ราเชนพยักหน้าและคาดว่าถึงเวลานั้นอาจจะมีอะไรให้เราเห็นก็ได้
“งั้นเรารีบกลับไปดักรอชิงตัวพวกทายาทก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง” เอกภพรีบเดินนำทุกคนกลับไปทางเดิม
ooooooo










