สมาชิก

ต้มยำลำซิ่ง

ตอนที่ 4

สิ้นเสียงปรบมือ รุ้งระวีน้ำตารื้น ด้วยความคิดถึงแม่และปลื้มในความฝันของตนเอง

“ขอบคุณค่ะ ไม่ว่าแม่จะอยู่ที่ไหน รุ้งคิดถึงแม่ทุกวันคืน แม่ขา รุ้งเป็นนักร้องอย่างที่แม่อยากให้รุ้งเป็นแล้ว รุ้งจะทำให้แม่ภูมิใจในตัวรุ้งที่สุด” เสียงรุ้งระวีบอกผ่านจอทีวี

“แม่รู้ลูก แม่รู้แล้ว” แสงหล้าสะอื้นพลางเพ่งไปที่หน้าจอ เห็นรุ้งระวีขยับตัวเต้นและร้องเพลงผู้บ่าวข้าวจี่ นางรีบเช็ดน้ำตาแล้วยิ้มออกมา

“หรือว่ามันเป็นแม่นังนักร้องนี่จริงๆมันร้องเพลงเดียวกันเลยนะ” โส่ยกระซิบถามเจ๊เล้ง
“อุ๊ย...เพลงกล่อมเด็กแบบนี้ ใครๆก็ร้องได้ทั้งนั้น เปลี่ยนช่องเถอะมันจะได้เลิกดู แล้วไล่มันไปซะ” เจ๊เล้ง ตัดบท

โส่ยเดินมาหน้าทีวีกดเปลี่ยนช่องทันที แสงหล้าโวยวายเข้ามาแย่งรีโมต พลางขอดูรุ้งระวีให้จบก่อนโส่ยกระโดดหลบ แล้วคว้าชามข้าวต้มที่แสงหล้ายังไม่ได้กินโปะลงบนหัวของนาง

เจ๊เล้งกับพวกแม่ค้าพากันหัวเราะแล้วช่วยกันไล่แสงหล้าออกไป  แต่แสงหล้าจะขอดูรุ้งระวีต่อ  จึงโดนเจ๊เล้งสาดน้ำไล่ ทำให้เปียกปอนไปทั้งตัว

“ถือว่าช่วยเอ็งล้างคราบสกปรกไงวะ นังโส่ย ลากมันออกไป” สิ้นเสียง ร่างของแสงหล้าก็ถูกโส่ยเหวี่ยงลงไปนอนข้างฟุตปาท ผู้คนพากันหัวเราะ

ท่ามกลางเสียงหัวเราะนั้น แสงหล้าโงนเงนลุกขึ้น พลันเสียงเพลงกล่อมลูกปนเสียงสะอื้นของแสงหล้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างของนางที่เดินหายไปในความมืด

ขณะที่บนเวที รุ้งระวีร้องเพลงผู้บ่าวข้าวจี่จบลงพอดี เธอโพสท่าจบพร้อมหางเครื่องอย่างงดงามคนดูปรบมือชื่นชมกันเกรียวกราว หญิงสาวเดินกลับเข้าหลังเวที

ทูนอินทร์ตามดูแล แต่ไม่ทันอิทธิที่ถึงตัวรุ้งระวีก่อน พร้อมกับเสียงเจ๊จี่หอยร้องโวยวายเพราะเห็นแผลที่เท้าของรุ้งระวี อิทธิปราดเข้าประคองพารุ้งระวีไปทำแผลด้านใน

ทูนอินทร์ได้แต่มองตาม เขาหันมาบอกน้องชายที่กำลังจะตามไปถ่ายเบื้องหลังรุ้งระวีต่อว่า ตอนนี้เป็นเวลาส่วนตัวของเธอ

ครู่ต่อมา อิทธิก็เปิดให้นักข่าวเข้าไปสัมภาษณ์รุ้งระวีและศิลปินในสังกัดที่หลังเวทีได้ แต่นักข่าวโฟกัสไปที่รุ้งระวีเป็นส่วนมาก ทำให้พวกจุ๊บแจงไม่พอใจ นักข่าวถามรุ้งระวีถึงเรื่องแม่ เพราะได้ยินเพลงกล่อมที่เธอร้อง

“เท่าที่รุ้งทราบ แม่ไม่เคยติดต่อรุ้งอีกเลย รุ้งเข้าใจว่าท่านคงจากไปแล้ว แต่ตอนนี้รุ้งไม่แน่ใจแล้วค่ะท่านอาจยังอยู่ก็ได้ ถ้าท่านยังอยู่ รุ้งจะตามหาท่านให้เจอ พี่ๆนักข่าวช่วยรุ้งด้วยนะคะ” รุ้งระวีไหว้นักข่าว

นักข่าวพากันพึมพำด้วยความสงสาร แล้วชักชวนให้กลุ่มของจุ๊บแจงเข้ามาสัมภาษณ์รวมกับรุ้งระวี อาชาฉีกยิ้มเดินนำเข้ามากอดแสดงความยินดีกับรุ้งระวี ตามด้วย

ขวัญข้าวและจุ๊บแจง

นักข่าวคนหนึ่งเอ่ยถามจุ๊บแจงว่า เกิดอะไรขึ้นบนเวที เพราะเห็นรุ้งระวีทรุดลงไปนั่งที่พื้นตอนที่จุ๊บแจงเข้าไปหา

“อ๋อ รุ้งบอกพี่แจงว่ามันปวดในท้องนิดหน่อย พี่แจงบอกว่าคงเครียด ให้ลงนั่งสักพักเดี๋ยวจะหาย” รุ้งระวีอธิบาย ก่อนหันมาส่งสายตาเชือดเฉือนมายังจุ๊บแจง

งานคอนเสิร์ตจบลงด้วยดี ทุกคนแยกย้ายกันกลับ ทูนอินทร์กำลังเก็บข้าวของใส่หลังรถเตรียมจะกลับเช่นกัน รุ้งระวีเดินกะเผลกออกมาขอบคุณทูนอินทร์ที่ช่วยแนะนำวิธีเอาชนะความกลัวให้เธอ พร้อมตั้งคำถามกับทูนอินทร์ว่า รู้ไหมตอนนั้นเธอคิดถึงใคร

ทูนอินทร์ทำยืดบอกว่า ต้องเป็นเขาแน่ รุ้งระวีหัวเราะบอกว่า ตอนที่ร้องเพลงกล่อมเด็ก เธอคิดถึงแม่

“งั้นซี ได้อารมณ์ดีเหลือเกิน บางคนที่ได้ฟังร้องไห้ตามไปด้วยเลยนะ เอ...แล้วเพลงฝากจิ้มแจ่วกับผู้บ่าวข้าวจี่ ละครับ คุณนึกถึงใคร”

“เพลงแรกนึกถึงพี่น้องที่แอลเอค่ะ ส่วนเพลงที่สองฉันนึกถึงนายนักข่าวแต๋ว นายนักร้องลงตุ่ม นายภารโรงที่สนามบิน”

“อ้าว แล้วนายทูนอินทร์ ผู้กำกับมิวสิกคนนี้ล่ะ”

“ไม่นึกเลยสักนิด ก็คุณมันหลายบุคลิกเหลือเกินนี่ แล้วที่เป็นนายทูนอยู่นี่ ฉันก็ยังไม่รู้จักคุณดีพอ”
“ถ้าคุณรู้จักดี คุณจะหลงรักเขาเลยละ”

“แหม...แย่หน่อยนะคะ ฉันไม่ค่อยชอบผู้ชายหลงตัวเอง กลับละ พรุ่งนี้เราจะเจอกันไหม”

“แน่นอนครับ ผมต้องไปตามเก็บเบื้องหลังคุณอยู่แล้ว”

รุ้งระวียิ้มให้ก่อนแยกไป ทูนอินทร์มองตามด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม

ooooooo

เมื่อกลับมาถึงบ้าน อิทธิสั่งให้เดชกับคมไปพาตัวจุ๊บแจงมาพบ เขาเตือนเธอเรื่องที่บังอาจแกล้งรุ้งระวีบนเวที ถ้าไม่ยอมหยุดการกระทำ เขาจะเฉดหัวเธอกับเจ๊จวงออกไป

จุ๊บแจงร้องกรี๊ดอ้างสิทธิว่า เธอเป็นเมียของเขา ส่วนเจ๊จวงก็ปราดเข้ามาขู่อิทธิว่า ถ้าเธอกับจุ๊บแจงไปอยู่ค่ายอื่นข่าวอื้อฉาวเรื่องแม่ที่อิทธิหลอกรุ้งระวีไว้ก็จะไปกับพวกเธอด้วย

“อีจวง แกรู้ได้ยังไง พวกแกบอกมันเหรอ” อิทธิหันมาตวาดคมกับเดช

ทั้งสองรีบปฏิเสธ อิทธิแค้นหันไปขู่เจ๊จวง “ถ้าแกพูดเรื่องนี้ออกไป แกตาย อีจวง”

“ไปแจง ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องไปเสียใจกับคนที่ไม่เห็นค่าของเรา” เจ๊จวงพาจุ๊บแจงออกไป

อิทธิมองตามแล้วหันมาสั่งลูกน้องว่า ไปสืบมาให้ได้ว่า เจ๊จวงรู้เรื่องแม่ของรุ้งระวีมาจากใคร

วันต่อมา รุ้งระวี เจ๊จี่หอย และมะปรางมาถึงบริษัท ได้พบทูนอินทร์กับอินทรนั่งรออยู่ สามสาวเดินเข้าไปหา อินทรคุยว่า วันนี้มีประชุมเรื่องเตรียมงานถ่ายมิวสิกให้รุ้งระวี แล้วนำเสนอโลเกชั่นที่เตรียมมาให้ดู

ทูนอินทร์กระซิบบอกรุ้งระวีว่า เป็นไร่ของเขาเอง และถ้ารุ้งระวียอมตกลงไป เขาจะบริการเธอเต็มที่และจัดให้เต็มพิกัด

รุ้งระวีรับข้อเสนอ เธอเข้าไปช่วยคุยกับอิทธิจนยอมอนุญาตให้ไปถ่ายมิวสิกที่ไร่ของทูนอินทร์ได้ แถมยังใจดีให้รุ้งระวีพักผ่อนต่อที่ไร่ได้อีกสองวัน เพราะทูนอินทร์ย้ำว่า ทุกอย่างฟรีหมด

ขณะที่พวกรุ้งระวีกับทูนอินทร์คุยอยู่กับอิทธิ เดชก็แอบมาต่อว่าเจ๊จวงเรื่องที่เอาความลับเรื่องรุ้งระวีไปขู่อิทธิ เพราะเขาเกือบโดนเล่นงาน

เจ๊จวงรับปากว่าจะไม่ทำอีก แต่มีข้อแลกเปลี่ยนนั่นคือ เดชต้องคอยรายงานความคืบหน้าเรื่องรุ้งระวีให้เธอรู้ อย่างเช่น ตอนนี้มิวสิกตัวใหม่ของรุ้งระวีจะไปถ่ายที่ไหน

“รู้แล้วก็เหยียบไว้นะเจ๊” เดชจำใจบอกความลับกับเจ๊จวงอีก

เจ๊หน้าเครียดรีบเข้าไปบอกจุ๊บแจงที่ซ้อมเต้นอยู่กับขวัญข้าวและอาชาในห้องซ้อมว่า รุ้งระวีกำลังจะไปถ่ายมิวสิกตัวใหม่ที่ไร่อินสรวงของทูนอินทร์

อาชากับขวัญข้าวตะลึงคิดไม่ถึงว่า ทูนอินทร์จะเป็นถึงเจ้าของไร่ ส่วนจุ๊บแจงเริ่มฝันหวานคิดสานสัมพันธ์กับทูนอินทร์

เจ๊จวงผู้รู้ใจรีบเปิดทางไล่ให้จุ๊บแจงตามเข้าไปคุยกับทูนอินทร์ที่เดินเข้าไปในห้องอาหารกับรุ้งระวี แต่ว่าจุ๊บแจงสายตาสั้นและไม่ได้ใส่คอนแทกต์เลนส์จึงคว้าผิดตัวเข้าไปเกาะแขนอินทรพลางฉอเลาะ จะขอตามไปไร่อินสรวงด้วย เล่นเอาทุกคนในห้องเป็นงง

เจ๊จวงตามมาพอดี เธอดึงจุ๊บแจงออกไปต่อว่า เรื่องไม่ยอมใส่แว่นจนเป็นเหตุให้หน้าแตก

“ใครๆก็อยากไปไร่อินสรวงกันทั้งนั้น อยากไปเห็นกับตาแล้วซีว่าสวยขนาดไหน” รุ้งระวีหันมาถามทูนอินทร์ที่ยืนส่งยิ้มท่าทางภูมิใจนักหนา

ooooooo

เช้าวันใหม่ อินทรวิ่งเข้ามาตาม บักหนาน บักคูน แม่บ้านแป๋ว และจุ๊คนงานที่กำลังกินข้าวเช้ากันอยู่ให้รีบออกไปต้อนรับรุ้งระวีกับสองพี่เลี้ยง เพราะพวกเธอมาถึงแล้ว

“ทำไมมาเร็วนักวะไหนว่าจะมาสายๆ” บักหนานและบักคูนคว้ากลองและแคนวิ่งตามอินทรไปหน้าบ้าน สวนกับส้มป่อย

เด็กหญิงร้องถามว่าจะไปไหนกัน บักคูนหันมาตอบว่า รุ้งระวีมาแล้ว

“ตายแล้ว ส้มยังไม่ได้เปลี่ยนชุดเลย หน้าก็ยังไม่ได้แต่ง คุณรุ้งต้องผิดหวังในตัวส้มแน่ๆเลย” ส้มป่อยรีบวิ่งตามบักหนานและบักคูนออกไป แต่เด็กหญิงไม่มีโอกาสได้ต้อนรับรุ้งระวี เพราะตื่นเต้นจนฉี่จะราดจึงรีบวิ่งไปห้องน้ำ

เป็นจังหวะเดียวกับที่รถของรุ้งระวีเข้ามาจอดพอดี รุ้งระวี มะปราง และเจ๊จี่หอยลงจากรถ บักหนาน บักคูน บรรเลงเพลง “ฝากจิ้มแจ่วไปแอลเอ” เป็นการต้อนรับ แม่บ้านแป๋วกับจุ๊เข้ามามอบช่อดอกไม้งามๆให้

“ไร่อินสรวงขอต้อนรับครับ” อินทรเดินออกมา

รุ้งระวีขอบคุณในการต้อนรับของทุกคน แล้วหันมาทักทายบักหนานกับบักคูนอย่างเป็นกันเอง เพราะยังจำเพลงรักน้องต้องลงตุ่มของพวกเขาได้ ทุกคนพากันหัวเราะ

อินทรเชิญสามสาวเข้าไปดูที่พัก มีแม่บ้านแป๋วกับจุ๊ช่วยเข็นกระเป๋าของทั้งสามตามมา

“บรรเจิดสุดๆ น่ามาถ่ายหนัง แล้วพวกเรารับบทเจ้านางกันนะ” เจ๊จี่หอยอินกับบรรยากาศ

“กว้างขวางดีจังเลย กลัวเดินหลง” มะปรางเสริม

“ถ้าจับมือผมไว้ คงไม่หลงหรอกครับ” อินทรเข้ามาประชิด

รุ้งระวีกับเจ๊จี่หอยส่งเสียงแซวอินทรและมะปราง ทำเอามะปรางหน้าแดงอายม้วน

แม่บ้านแป๋วและจุ๊รูดม่านให้เห็นเทอร์เรซกว้างของห้องพัก มองออกไปเห็นทั้งไร่และภูเขาสวยงามมาก สามสาวส่งเสียงซี้ดซ้าดกับทัศนียภาพ

“พี่ทูนจัดให้พวกคุณอยู่ห้องนี้โดยเฉพาะเลยครับ” อินทรนำเสนอ

“แล้วคุณทูนอยู่ไหนล่ะคะ” รุ้งระวีมองหา

“สงสัยจะทำงานอยู่ครับ พี่ทูนยังไม่รู้เลยว่าพวกคุณมาถึงแล้ว เพราะตอนแรกบอกว่าจะมาบ่าย ตามสบายนะครับ มีอะไรก็บอกป้าแป๋วกับยายจุ๊ได้ครับ” อินทรเดินออกไป

เมื่อมาถึงหน้าห้องก็พบส้มป่อยที่แอบไปแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่ แต่ดูตลกกว่า จะมาขออนุญาตเข้าไปสวัสดีรุ้งระวี

ในห้อง แต่อินทรไม่ยอม กลัวจะไปรบกวนพวกสาวๆ ส้มป่อยทำหน้าผิดหวัง แต่ไม่ทิ้งความตั้งใจที่จะไปพบรุ้งระวีให้ได้

ส่วนในห้องพัก รุ้งระวี เจ๊จี่หอย และมะปรางกำลังช่วยกันจัดเสื้อผ้าออกจากกระเป๋า รุ้งระวีหยิบรูปแม่ออกมาวางที่หัวเตียง แล้วเดินออกมาที่ระเบียง เธอเห็นว่าอากาศกำลังดีจึงชวนสองพี่เลี้ยงไปเดินเล่น เจ๊จี่หอยกับมะปรางให้รุ้งระวีล่วงหน้าไปก่อน

รุ้งระวีเดินลงบันไดระเบียงตรงไปที่สวนสวยเบื้องหน้า เธอเดินเลียบไปเรื่อยจนถึงส่วนที่เป็นท้องทุ่งนาเขียวขจี เมื่อได้ยินเสียงเพลงแว่วมาจึงเดินตามหาต้นเสียง เพราะมั่นใจว่าต้องเป็นทูนอินทร์

หญิงสาวเดินมาถึงเพิงเล็กๆใต้ต้นแสงจันทร์ริมทุ่งนา เธอเห็นควายกำลังเคี้ยวเอื้องอยู่กลางทุ่งแต่ยังไม่เห็นทูน–อินทร์ เธอกวาดตามองหาก็พบเพียงตุ่มสองสามใบตั้งเรียงกันอยู่ และในเพิงก็พบกีตาร์ ขลุ่ย และกระดาษจดเนื้อและโน้ตเพลงปึกใหญ่

“เสียงคุณทูนนี่ งั้นต้องมาจากนี่แน่ๆ” รุ้งระวีเดินไปที่ตุ่มใบใหญ่กว่าเพื่อนที่เปิดฝาอยู่

เธอชะโงกเข้าไปก็พบทูนอินทร์กำลังร้องเพลงสะพานรุ้งอยู่ในตุ่มจริงๆ เขาร้องเต็มเสียงลั่นตุ่มไปหมดจนเธอต้องอุดหู

ทูนอินทร์เงยหน้าขึ้นมาเห็นรุ้งระวีก็ร้องลั่น ส่วนรุ้งระวีก็ตกใจร้องกรี๊ดตาม
ooooooo

ครั้นหายตกใจแล้ว ทูนอินทร์ก็โผล่ออกมาจากตุ่มพลางสอบถามว่ารุ้งระวีมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะตกลงกันไว้ว่าจะมาตอนบ่าย

“ฉันมาเช้า ตุ่มนั่นเป็นที่ซ้อมร้องเพลงของคุณเหรอ”

“ก็...แฮ่ะ แฮ่ะ เสียงดีที่สุดละครับใบนี้”

“ถ้าใช้ตุ่มเป็นห้องซ้อมจริง เพิงนั่นก็เป็นห้องทำงานของคุณ”

“แหม...ถูกต้องที่สุดเลยครับ เชิญนั่งที่โต๊ะทำงานก่อนครับ ดื่มน้ำฝนจากตุ่มครับ เย็นชื่นใจ” ทูนอินทร์ออกมาตักน้ำใส่ขันส่งให้รุ้งระวีดื่ม พลางกล่าวต้อนรับหญิงสาวอย่างเป็นทางการ

เวลาเดียวกันนั้น ส้มป่อยที่เฝ้าอยู่หน้าห้องเห็นว่าสบโอกาสเพราะแม่บ้านแป๋วกับจุ๊ออกไปแล้ว จึงแอบเข้าไปในห้องหวังจะทำความรู้จักกับรุ้งระวีและขอลายเซ็น แต่เกิดเข้าใจผิดคิดว่าเจ๊จี่หอยที่เอาเสื้อคลุมมาพันตัวแล้วเต้นเพลงฝากจิ้มแจ่วไปแอลเอเป็นรุ้งระวีจึงโดดกอดขาแน่น

“พี่รุ้งเจ้าขา ส้มป่อยเป็นแฟนพี่รุ้ง รักพี่รุ้งเหลือเกินเจ้าค่ะ” ส้มป่อยหลับหูหลับตา

เจ๊จี่หอยมองลงมาที่ส้มป่อย เป็นจังหวะเดียวกับที่ส้มป่อยลืมตาเงยหน้ามองเจ๊จี่หอยพอดี

“กรี๊ดดด ผีเด็ก...กรี๊ดดด ผีแก่” ทั้งสองร้องพร้อมกัน แล้วเจ๊จี่หอยก็สะบัดร่างส้มป่อยลงไปนอนกอง

บักหนานกับบักคูนรีบวิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์ พลางแนะนำว่าส้มป่อยเป็นแฟนตัวยงของรุ้งระวี
“แล้วมาเกาะขาฉันเหมือนตุ๊กแกทำไม” เจ๊จี่หอยยังตกใจไม่หาย

“ก็นึกว่าเป็นพี่รุ้งน่ะซีคะ อูย นี่ขาเหรอคะ นึกว่าท่อนซุง ขนยุ่บเลย”

ด้านรุ้งระวี เธอหยิบเพลงที่ทูนอินทร์แต่งขึ้นมาดูพลางเอ่ยถามว่า ตั้งชื่อเพลงได้หรือยัง

“อ๋อ ตั้งแล้วครับ เอ ทำไมรู้ว่ายังไม่ได้ตั้งชื่อ”

“คุณเคยบอกฉันไง ที่บ้านพี่เมธคุณเล่นเปียโนวันนั้น คุณร้องเพลงนี้”

“อ้อ ทีแรกจะตั้งชื่อว่าสะพานแสงจันทร์น่ะครับ เพราะตอนแต่งผมได้แรงใจมาจากต้นแสงจันทร์ต้นนี้ แต่ตอนที่แต่งใกล้เสร็จมันเกิดแรงใจใหม่ขึ้นมาเลยเปลี่ยนเป็น เออ...สะพานรุ้งน่ะครับ”

“แล้วทำไมต้องเป็นรุ้ง”

“ตอนที่แต่งใกล้เสร็จ ฝนเพิ่งตกใหม่ๆ มองไปบนฟ้า เห็นรุ้งกินน้ำตัวใหญ่เชียวครับ ข้ามเขาไปฟากขะโน้น เหมือนเป็นสัญญาณว่ามันจะพาผมไปที่ปลายรุ้งนั่นให้ได้ในสักวัน”

“สอนฉันร้องได้ไหม เคยสัญญากับฉันแล้วนี่ว่าจะสอนฉันร้อง”

“งั้น...ลองไปที่เงียบๆกันดีกว่า เพราะนังสมศรีมองมาตลอดเลย” ทูนอินทร์มองไปที่กลางทุ่ง
“ไหนคะ ไม่เห็นใครเลย” รุ้งมองตามไป ไม่เห็นใคร นอกจากควายตัวหนึ่งกำลังมองมา

“นังสมศรีเป็นควายครับ ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวมันยิ่งแอบมอง” ทูนอินทร์พารุ้งระวีเดินออกไป พร้อมกับเนื้อและโน้ตเพลง แล้วทั้งสองก็เพลินอยู่กับเพลงสะพานรุ้งและธรรมชาติแห่งท้องทุ่ง

เวลาเดียวกันนั้น กลุ่มของอินทร มะปราง เจ๊จี่หอย บักหนาน บักคูน และส้มป่อยก็ไม่ยอมน้อยหน้า ทั้งหมดชวนกัน ออกมาร้องรำทำเพลงในสไตล์ระบำแขกเป็นที่สนุกสนาน

เมื่อบทเพลงจบลง ฝนก็โปรยปรายลงมา พวกอินทรรีบวิ่งกลับเข้าที่พัก ส่วนทูนอินทร์พารุ้งระวีกลับไปหลบฝนที่เพิงแสงจันทร์เพราะอยู่ใกล้ที่สุด

“หนาวไหมครับ” ทูนอินทร์หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดผมให้รุ้งระวี พลางสบตาเธอ

“พอทนค่ะ ฉันเช็ดเองได้ค่ะ” รุ้งระวีเขินอายรับผ้ามาเช็ดเอง

“เราคงต้องติดอยู่ที่นี่สักพักแล้วละครับ กว่าฝนจะหยุดคงอีกนาน นี่ครับ ผ้าอุ่นๆ” ทูนอินทร์หยิบผ้าอีกผืนส่งให้

“คุณเช็ดตัวคุณเถอะค่ะ”

“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ ชินเสียแล้ว” ทูนอินทร์ห่มผ้าให้รุ้งระวี

“ขอบคุณ เพลง สะพานรุ้งน่ะ ฉันถือว่าคุณสัญญากับฉันแล้วนะ ว่าคุณจะให้ฉันร้อง เป็นเพลงที่เพราะมากและเนื้อหาที่เกี่ยวกับคนที่เรารักและหวังดี ยิ่งฟังฉันก็ยิ่งคิดถึงคนคนหนึ่ง”

“ใครครับ”

“คนที่เราอยากให้เขารักตอบไงคะ”

“คนคนนั้นเป็นใครกันนะ ให้ผมเดาไหม” ทูนอินทร์ยิ้มท่าทางภูมิใจว่าเป็นตัวเองแน่ๆ

“อย่าเดาเลยค่ะ เพราะฉันกำลังคิดถึงแม่ฉัน ฉันจะร้องเพลงนี้ให้แม่ค่ะ”

“งั้น...เล่าเรื่องแม่ให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ ผมจะได้รู้จักคุณมากขึ้น” ทูนอินทร์มองหน้ารุ้งระวี

รุ้งระวีส่งยิ้มเศร้าๆมองไปยังสายฝนเบื้องหน้าแล้วบอกเล่าเรื่องราวของเธอ

“เท่าที่จำได้ ฉันเกิดมาก็ไม่เคยเห็นพ่อแล้ว แม่กับ น้าๆเล่าว่า พ่อชื่อเจมส์ หล่อมาก เจอกับแม่ที่พัทยา แล้วก็กลับไปไม่เคยมาหาแม่อีก”

ยามนั้น รุ้งระวีเห็นภาพตัวเองในวัยเด็ก ในวันที่แม่พาเธอไปทำงานที่บาร์ด้วย เพราะไม่มีคนช่วยเลี้ยง และทุกคืนหลังเลิกงาน แม่ก็จะอุ้มเธอกลับมาบ้านเช่าโทรมๆ

คืนหนึ่ง เธอลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมตั้งคำถามกับแม่ว่า พ่ออยู่ไหน แต่แม่ไม่มีคำตอบให้ แถมยังไล่ให้เธอรีบนอน โดยอ้างว่า อาทิตย์นี้จะพาไปประกวดลูกทุ่งเยาวชน

“แม่ร้องเพลงให้หนูฟังหน่อย” รุ้งระวีอ้อน

แสงหล้ากลับมานั่งที่ฟูก นางกอดรุ้งระวีไว้แนบอกพลางร้องเพลงกล่อม รุ้งระวีค่อยๆปรือตาหลับในอกแม่ ไม่ทันเห็นหยดน้ำตาแม่ที่ไหลรินออกมา

ooooooo

“จำได้ว่าตอนนั้น แม้จะไม่มีพ่อ แต่ฉันก็มีความสุขกับแม่  แม่พาฉันไปร้องเพลงประกวดหลายที่ แล้วฉันก็ชนะเกือบทุกที่ แม่เก็บถ้วยรางวัลไว้ทั้งหมด แต่แล้ว วันคืนแห่งความสุขมันก็จบสิ้นลง แม่ได้สามีใหม่ ทั้งๆที่รู้ว่า นายคำรณเป็นอดีตคนคุก ทำงานเป็นนักเลงคุมทั้งบ่อนทั้งซ่อง” รุ้งระวีหยุดชะงัก นึกถึงคืนวันอันโหดร้าย

แล้วภาพแสงหล้าถูกคำรณที่กำลังเมาตบตีก็ผุดพรายขึ้นมา เธอไม่สามารถช่วยอะไรแม่ได้เลย เธอนอนขดตัวด้วยความกลัวมองคำรณซ้อมแม่จนหนำใจแล้ว มันก็เดินจากไป

“แม่” เด็กหญิงวิ่งไปหาแสงหล้า

“แม่ไม่เป็นไรลูก” แสงหล้าที่หน้าเปรอะไปด้วยเลือดดึงลูกเข้ามากอดปลอบไม่ให้ร้องไห้

แล้ววันที่เลวร้ายที่สุดก็มาถึง เมื่อคำรณคิดจะลวนลามรุ้งระวีและจะพาเด็กหญิงไปขายให้ฝรั่งที่พัทยา แต่แสงหล้ามาพบเข้า นางแทงคำรณเพื่อปกป้องลูกสาว

สองแม่ลูกวิ่งฝ่าสายฝนออกมาจากบ้าน คำรณวิ่งตามมาพลางตะโกนเรียกให้แสงหล้ากลับมา แสงหล้าพารุ้งระวีวิ่งหนีฝ่าฝนมา แล้วล้มลงไปกลางถนนทั้งคู่ เสียงคำรณยังแว่วมา

แสงหล้าตัดสินใจพารุ้งหลบเข้าตรอกเล็กๆ เพื่อหลบคำรณที่วิ่งตาม

“เป็นอะไรรึเปล่าลูก” แสงหล้าสำรวจเนื้อตัวลูก

“หนูไม่เป็นไร แม่...เราจะไปไหน”

“แม่ยังไม่รู้ แต่เราต้องหนีแล้วลูก เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว” แสงหล้าเสียงสั่น

รุ้งระวีสะอื้นไห้ แสงหล้ากอดลูกไว้ท่ามกลางฝนและสายฟ้าที่ยังแลบแปลบปลาบ

ooooooo

“แม่พาฉันเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่กับเพื่อนที่เป็นแม่บ้านอยู่กับครอบครัวอเมริกัน เขากำลังจะย้ายกลับอเมริกาพอดี ก็เลยรับอุปการะฉันไปด้วย ยังจำได้วันสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าแม่” รุ้งระวีเล่าเรื่องท่ามกลางสายฝนโปรยปราย โดยมีทูนอินทร์นั่งฟังอยู่ข้างๆอย่างสลดใจ

ส่วนรุ้งระวี เธอเห็นภาพตัวเองในตอนเด็กยืนร้องไห้อยู่กับแม่ที่หน้าบ้านแหม่มแครอล เด็กหญิงขอร้องให้แม่ไปด้วย แต่แสงหล้ารับปากว่าจะตามไป แต่ตอนนี้ขอให้เธอไปกับแหม่มและบัวอรก่อน

“ไม่...รุ้งไม่อยากไป ฮือ รุ้งอยากอยู่กับแม่”

“โธ่ลูก อย่าดื้อนะลูก ลูกต้องไปแล้ว” แสงหล้าตัดใจส่งลูกสาวให้แหม่มแครอลที่เดินออกมาพร้อมบัวอรพลางฝากฝังให้ช่วยดูแลลูกสาวด้วย

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะดูแลรุ้งอย่างดี” แหม่มรับปาก

“ขอบคุณค่ะ บัวอรฝากรุ้งด้วยนะ”

บัวอรพยักหน้ารับแล้วรีบพารุ้งระวีไปขึ้นรถ

“แม่ไม่รักรุ้งแล้วใช่ไหม แม่ทิ้งรุ้งแล้ว” เด็กหญิงร้องไห้โฮ

“ไม่ใช่อย่างนั้น” แสงหล้าแทบขาดใจ มองตามรถที่เคลื่อนออกไปจนลับตา

ooooooo

“ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมแม่ต้องส่งฉันไปอเมริกา ทั้งๆที่ก็หนีจากพ่อเลี้ยงมาได้แล้ว หรือแม่ไม่รักฉันแล้วก็ไม่รู้” รุ้งระวีน้ำตานองด้วยความน้อยใจ

“ไม่หรอกครับ เท่าที่ฟังดูแม่รักคุณมาก ท่านคงมีเหตุผลอะไรสักอย่าง”

“ฉันถึงอยากตามหาแม่ให้เจอ สัญญากับฉันแล้วนะ ว่าจะช่วยตามหาแม่ อย่าลืม”

“ไม่ลืมครับ จะช่วยสุดความสามารถ ผมจะเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เราไปแสดงคอนเสิร์ตที่โคราชเลย”

“ไม่เสียแรงที่ฉันไว้ใจคุณ” รุ้งระวียิ้มได้

ทูนอินทร์ยิ้มกว้าง รู้สึกโลกทั้งโลกสว่างไสวขึ้นมาทันที

เวลาเดียวกันนั้น แสงหล้ากำลังยืนจ้องหน้าจอทีวีที่เสนอภาพข่าวคอนเสิร์ตครั้งแรกของรุ้งระวีอย่างตั้งใจ และไม่ทันสังเกตว่าที่ด้านหลังมีร่างของนายคำรณที่ทรุดโทรมจากสิบห้าปีที่แล้วมาก ยืนมองอยู่ และเมื่อแสงหล้าเดินออกไป คำรณก็แอบเดินตามไปห่างๆ จนกระทั่งเห็นว่าปลอดคนแล้ว คำรณจึงตรงเข้ากระชากร่างแสงหล้าแล้วลากไปที่ตึกร้าง

“อย่าร้องนะ ไม่งั้นตาย” คำรณเหวี่ยงแสงหล้าไปกระแทกกับกำแพงอิฐ แล้วตั้งคำถาม “นังนักร้องหน้าฝรั่งที่เอ็งดูในทีวีเมื่อกี้ คือนังรุ้งลูกเอ็งใช่ไหม”

“เอ็งจะทำไม ไม่ใช่ลูกข้า” แสงหล้ารีบบอก

“อย่ามาโกหกนะ นังรุ้งลูกเอ็งแน่ๆมันให้สัมภาษณ์ว่า มาตามหาแม่มัน คือเอ็งนั่นแหละ”

“ไม่ใช่ลูกข้า อย่ามายุ่งนะ”

“ที่ผ่านมาเรื่องนังรุ้ง เอ็งทำข้าแสบมาก ข้าทั้งติดคุก ทั้งโดนไอ้เสี่ยพัทยามันเล่นงานแทบตาย จำได้ไหม ตั้งแต่ที่เอ็งหนีไปอยู่กับนังแหม่มน่ะ”

แสงหล้านิ่งคิดถึงอดีต เมื่อครั้งพารุ้งระวีหนีไปอยู่กับแหม่มแครอล แต่คำรณก็ยังมาทำร้ายเธอเพื่อจะพารุ้งระวีไปขายให้ฝรั่งที่พัทยา เพราะรับเงินมาแล้ว แสงหล้ากลัวจะปกป้องลูกไม่ได้จึงต้องยอมให้แหม่มแครอลพารุ้งระวีไปอยู่อเมริกาด้วย

“ถ้านักร้องนั่นคือลูกข้า เอ็งจะทำไม” แสงหล้าพยายามตั้งสติ

“จะพาเอ็งไปหามันไง มันบอกว่าใครพาแม่มาหามันได้ มันจะให้รางวัลอย่างงาม”

“เอ็งต้องการเงินใช่ไหม”

“เออซีวะ แล้วข้าก็จะไม่มายุ่งกับเอ็งกับลูกเอ็งอีกไป เข้ากรุงเทพฯกะข้าเดี๋ยวนี้เลย”

“ก็ได้” แสงหล้ายอมรับปากแล้วอาศัยจังหวะนั้นคว้าก้อนอิฐแตกๆ ข้างกำแพง ฟาดลงบนหัวคำรณ

“โอ๊ย” คำรณทรุดลงไป แสงหล้ารีบวิ่งหนีออกไปซ่อนตัว

คำรณวิ่งเซซังตามออกมาพลางประกาศก้อง “อีแสง กูไม่ได้ตัวมึง ไม่เป็นไรโว้ย แต่ลูกสาวมึงไม่รอดมือกูแน่”

“อย่านะ อย่าทำอะไรลูกข้า อย่าทำอะไรรุ้ง” แสงหล้าพึมพำอยู่ในที่ซ่อน

ooooooo

ฝนหยุดแล้ว ทูนอินทร์พารุ้งระวีกลับมาที่บ้าน อินทรชวนสาวๆไปดูภาพถ่ายฝีมือทูนอินทร์ในห้องนั่งเล่น

ทูนอินทร์พารุ้งระวีมาที่โต๊ะวางรูป ส่วนมะปราง อินทร และเจ๊จี่หอยเดินไปนั่งดูรูปที่อีกมุม

“รูปถ่ายสวยๆทั้งนั้นเลย คุณนี่ เก่งรอบด้านทั้ง ถ่ายรูป ถ่ายมิวสิก ร้องเพลง เล่นดนตรี”

“ไม่เก่งอยู่อย่างเดียว เรื่องความรัก” ทูนอินทร์มองไปที่รูปฟ้าใสแล้วขรึมไป

รุ้งระวีหัวเราะมองตามทูนอินทร์ เธอเห็นรูปฟ้าใส ใจสะออน ในชุดนักร้องที่งดงามราวกับนางฟ้า ก็ตื่นเต้นเพราะ เป็นนักร้องขวัญใจ แต่เมื่อหันกลับมาเห็นทูนอินทร์ดูเศร้าๆก็เปลี่ยนเรื่อง
“อุ๊ย...น่ารักจัง คุณเหรอคะ” รุ้งระวีมองไปที่ภาพเด็กชายทูนอินทร์ในชุดนักร้องประกวดหลายๆรูป

“ครับ สมัยเด็กๆพ่อแม่จับร้องแข่งประกวดทั่วประเทศ ได้มาหลายรางวัลเหมือนกัน”

“เหมือนฉันเลย สมัยเด็กฉันก็นักล่ารางวัลเหมือนกันนะ เอ...สมัยเด็กคุณร้องเพลงต่อหน้าคนดูได้แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมร้องไม่ได้อีกเลย”

“เรื่องมันยาวครับ มันเกิดขึ้นจากยายเด็กแหม่มตัวแสบที่ร้องแข่งกับผมสมัยผมสิบขวบ ยายนี่แหละที่ทำให้ผมประสาทกลางเวที เดี๋ยวจะให้ดูรูป เอ...หายไปไหนแล้ว ทร หารูปเด็กแหม่มตัวแสบมาให้ที”

“ได้ครับ” อินทรเข้ามาช่วยหาเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ๊จี่หอย และมะปรางหันไปเห็นรูปรุ้งในวัยเด็ก ใส่วิกผมทอง ยืนถือรางวัลยิ้มแฉ่งเข้าพอดี

“อ๊ะ เจอแล้ว นี่ล่ะครับ รูปยายแหม่มจ๋า เด็กนรกที่แกล้งผม” ทูนอินทร์เดินมาหยิบรูปออกไป

“แหม่มจ๋า” รุ้งระวี เจ๊จี่หอย และมะปรางร้องพร้อมกัน

“ยายเด็กคนนี้คือคนที่แกล้งคุณ” รุ้งระวีรีบถาม

“ใช่ครับ” ทูนอินทร์ยืนยัน

“มีอะไรเหรอครับ รู้จักเด็กคนนี้เหรอ” อินทรเริ่มสงสัยอะไรบางอย่าง แต่สามสาวปฏิเสธเสียงสั่น

รุ้งระวีรีบถามทูนอินทร์ว่า ตกลงเด็กหญิงแหม่มจ๋าไปสร้างวีรกรรมอะไรไว้ ทำไมทูนอินทร์ถึงไม่กล้าร้องเพลงต่อหน้าคนอื่นอีกเลย

“เออ ต้องเล่าสองต่อสองน่ะครับ ตรงนี้ประเจิดประเจ้อ” ทูนอินทร์เดินนำรุ้งระวีไปคุยที่เฉลียง
รุ้งระวีหันมาสบตากับเจ๊จี่หอย และมะปรางอย่างขอตัวช่วย ทำให้อินทรยิ่งสงสัย

ขณะที่รุ้งระวีคุยกับทูนอินทร์ที่เฉลียง หญิงสาวถึงกับกลืนนํ้าลายเอื๊อก เมื่อรูปเด็กหญิงแหม่มจ๋าสองสามรูปถูกนำมาวางตรงหน้า พร้อมกับคำบอกเล่าถึงวีรกรรมที่เธอแกล้งยัดตุ๊กแกปลอมลงในกางเกงของเด็กชาย

“ถ้าเจอกันอีกทีนะ ผมจะขอล้างแค้นให้สาสม”

“จะทำอะไรคะ เพราะตอนนี้เขาคงเป็นสาวสะพรั่งแล้ว”

“ผมจะเรียกค่าเสียหายไง ผมว่าไม่สะพรั่งหรอก ป่านนี้คงเป็นพะโล้ชามใหญ่แล้วล่ะ”

“แล้ว ถ้าเขาสวยล่ะ ยังอยากล้างแค้นไหม”

“ถ้าสวยก็ดูก่อน แต่ถ้าสวยแบบคุณรุ้ง ให้อภัยหมดเลย” ทูนอินทร์ยิ้มเอาใจ

รุ้งระวีหัวเราะกลบเกลื่อน

ด้านเจ๊จี่หอยกับมะปรางก็แอบย่องออกมาปรึกษากันว่า จะทำไงต่อดี ถ้าทูนอินทร์จะจับได้ว่า รุ้งระวีคือเด็กหญิงแหม่มจ๋า แต่อินทรเดินมาได้ยินพอดี เขาจึงช่วยสองสาวแก้ไขสถานการณ์

เวลาเดียวกันนั้น ทูนอินทร์หยิบรูปของเด็กหญิง

แหม่มจ๋าที่เขามีขึ้นมาเทียบกับหน้ารุ้งระวี แล้วร้องว่า ตนรู้ความจริงแล้ว รุ้งระวีหน้าเสีย เข้าใจทูนอินทร์จำได้แล้ว แต่ทูนอินทร์กลับเอ่ยว่า คงเป็นเพราะรุ้งระวีเหมือนเด็กหญิงแหม่มจ๋ามาก จึงทำให้เขาเห็นหน้าเธอทีไร เป็นต้องร้องเพลงเพี้ยนทุกที

“ตลกดีนะครับ เออ...เมื่อไหร่จะให้ผมเห็นรูปคุณกับแม่ล่ะครับ” ทูนอินทร์นึกได้

รุ้งระวีที่ยกนํ้าขึ้นดื่มแทบสำลัก ร้องถามทูนอินทร์ว่า จะดูตอนนี้เลยหรือ

“ครับ เห็นว่ารูปอยู่ในห้องนอนใช่ไหมครับ” ทูนอินทร์เดินนำรุ้งระวีไปที่ห้องพัก

รุ้งระวีหน้าเจื่อนจำต้องเข้าไปหยิบรูปมาส่งให้ทูนอินทร์

“ดูแล้ว ก็อย่าว่าอะไรฉันเลยนะคะ ฉันขอโทษนะ” รุ้งระวีไม่กล้ามองหน้าทูนอินทร์

“ขอโทษผมเรื่องอะไร คุณแม่คุณสวยมากครับ แต่เอ...ทำไมเหมือนรูปมันหายไปส่วนหนึ่ง”

“ไหนดูซีคะ” รุ้งระวีมองรูปในมือทูนอินทร์ เห็นว่าส่วนที่เป็นรูปแหม่มจ๋าถูกเฉือนออกไปแล้ว เหลือแต่รูปนาง แสงหล้าคนเดียว

“ผมขอก๊อบปี้รูปไว้นะครับ เห็นหน้าชัดอย่างนี้ผมว่าตามหาไม่ยาก” ทูนอินทร์ถือรูปออกไป

รุ้งระวียิ้มเจื่อนนึกสงสัยว่าใครเป็นคนเฉือนรูปทิ้ง เธอรีบออกไปหาสองพี่เลี้ยงที่รออยู่ในห้องนั่งเล่น จึงได้รู้ ความจริงว่าอินทรเป็นคนช่วยเธอไว้

“ขอบคุณค่ะคุณทร”

“ไม่นึกจริงๆนะว่าแหม่มจ๋าคือคุณรุ้ง มิน่าพี่ทูนมองหน้าคุณทีไรเห็นหน้าเด็กแหม่มจ๋าแวบเข้ามาทุกที ถึงได้ติดใจคุณรุ้ง จนต้องตามไปหาอยู่เนื่องๆ”

รุ้งระวีส่งค้อนให้ซักต่อว่า จะบอกความจริงกับทูนอินทร์หรือเปล่า อินทรว่า แล้วแต่รุ้งระวี

“ฉันคงต้องบอกเขาสักวัน แต่คงไม่ใช่วันนี้ เพราะฉันกับคุณทูนเพิ่งรู้จักกันนะคะ ฉันไม่อยากทำลายความรู้สึกดีๆที่เรามีต่อกัน แต่รับรองค่ะ ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อขอโทษเขา และให้เขาให้อภัยฉันให้ได้”

“เข้าใจครับ งั้นผมจะรูดซิปปากเงียบเลย”

“ว่าแต่รูปนี้ ฉันถูกพรากจากแม่อีกแล้ว”

“เดี๋ยวเราจะติดให้ใหม่ค่ะพี่รุ้ง แล้วเก็บภาพจริงไว้ ส่วนรูปในกรอบนั่นจะถ่ายใหม่ เหลือรูปแม่พี่รุ้งคนเดียวเพื่อความเซฟของพี่รุ้งด้วย” มะปรางรีบรับปาก แล้วหันไปมองทูนอินทร์ที่เข้ามาชวนสามสาวไปเที่ยวตลาดนัดพื้นเมือง แล้วจะแวะทานอาหารด้วยเลย

ooooooo

เข้ามาในเมืองแล้ว อินทรรับอาสาพามะปรางกับเจ๊จี่หอยไปช็อปปิ้งในตลาดพื้นเมือง ส่วนทูนอินทร์พารุ้งระวีไปนั่งรอในร้านไผ่อาหารพื้นเมือง และบังเอิญว่าวันนี้ฟ้าใสมาเป็นนักร้องรับเชิญที่ร้านพอดี รุ้งระวีตื่นเต้นจะเข้าไปขอลายเซ็น แต่ฟ้าใสกลับส่งยิ้มหยันก่อนเอ่ย

“รอให้ร้องเพลงก่อนนะคะน้องรุ้ง”

“อุ๊ย...รู้จักรุ้งด้วย”

“รู้ซี รุ้งระวีกำลังดังนี่ เก่งนะพี่ทูน ควงนักร้องหน้าใหม่มาเชียว เฮียอิทธิเขาไม่ว่าหรอกหรือ” ฟ้าใสส่งยิ้มเย้ยมาที่ทูนอินทร์ แล้วเดินแยกขึ้นไปร้องเพลงบนเวที

“พี่เขาหมายความว่ายังไงคะ”

“ไม่ทราบเหมือนกัน รุ้งอิ่มรึยัง ถ้าอิ่มแล้วเราย้ายร้านเถอะ” ทูนอินทร์ชวน

“เดี๋ยวนะคะ ขอฟังพี่ฟ้าร้องเพลงก่อน” รุ้งระวีต่อรองแล้วหันไปมองบนเวที เพราะได้ยินฟ้าใสทักทายแขกในร้าน

“น้องไผ่นี่น่าตีจัง ฟ้าแอบมาทานข้าวก็ยังเรียกให้ขึ้นมาร้องจนได้ แต่ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้เกิดอยากร้องขึ้นมาจริงๆ เพราะมีอดีตคนรู้ใจของฟ้ามาฟังด้วย เพลงอะไรดีเอ่ย” ฟ้าใสส่งยิ้มยั่ว

“ของรัก ของหวง” แขกในร้านตะโกน

“ได้ค่ะ ใครที่ชอบแย่งคนรักของคนอื่นฟังให้ดีๆนะ จะได้ไม่แย่งของของชาวบ้านเขา” ฟ้าใสปรายตามาที่รุ้งระวี

รุ้งระวีอึ้งไป เธอหันมาสบตากับทูนอินทร์ เพราะไม่แน่ใจว่า โดนด่ากระทบรึเปล่า

ฟ้าใสครวญเพลงของรักของหวงอยู่บนเวที รุ้งระวีพยายามไม่คิดมาก ทำใจให้สนุกไปกับเพลง แต่ทูนอินทร์ไม่สนุกด้วย ทำให้ฟ้าใสยิ่งได้ใจ เธอเดินลงมาจากเวที แล้วเข้า คลอเคลียทูนอินทร์ แต่ทูนอินทร์นั่งนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

ส่วนที่กรุงเทพฯ จุ๊บแจงกำลังโวยวายใส่อิทธิเรื่องรุ้งระวีได้ไปค้างที่ไร่อินสรวง แต่เธอไม่ได้ไปตามคำแนะนำของเจ๊จวง อิทธิอ้างว่า เป็นเพราะทูนอินทร์เชิญรุ้งระวี แต่ไม่เชิญคนอื่น จุ๊บแจงไม่พอใจจะโวยวายต่อ แต่เจ๊จวงรีบดึงตัวออกไป เพราะคิดแผนการบางอย่างได้

ครั้นออกไปพ้นห้องแล้ว เจ๊จวงก็แอบมองเข้ามาในห้อง เธอเห็นอิทธิกดมือถือหารุ้งระวี และได้ยินรุ้งระวีบอกว่า ออกมาทานข้าวกับทูนอินทร์ที่ในเมือง

อิทธิสีหน้าไม่ดีนัก นึกระแวงทูนอินทร์ขึ้นมา เจ๊จวง ส่งยิ้มร้ายหันมาบอกจุ๊บแจงว่า ถ้าทูนอินทร์จีบรุ้งระวีก็ดี เพราะจะได้ช่วยแยกรุ้งระวีไปจากอิทธิ แต่จุ๊บแจงยังไม่เข้าใจ ว่าดีอย่างไรเพราะตามเกมไม่ทัน

เจ๊จวงส่ายหน้าระอาใจ เธอหันไปเรียกคมกับเดชที่เดินผ่านมา เอ่ยถามว่าหาคนขับรถให้ได้หรือยัง

“พามาด้วยแล้ว คนของเฮียปอ พี่มากับผมเลย” เดชพาเจ๊จวงกับจุ๊บแจงออกไปหน้าบริษัท

“อ้าว นายคำ นี่เจ๊จวงกับน้องจุ๊บแจง แตงร่มใบ ที่จะจ้างนายขับรถ” เดชแนะนำ

คำรณที่แต่งตัวเรียบร้อยสะอาดสะอ้านลุกขึ้นไหว้สองสาว

เจ๊จวงมองอย่างพึงใจรีบเอ่ยถามชื่ออีกครั้ง

“เรียกผม คำ ก็แล้วกันครับนายหญิง” คำรณยิ้ม

เจ๊จวงมองอย่างปลื้มโดยเฉพาะคำว่า นายหญิง

ooooooo

หลังร้องเพลงจบ ฟ้าใสก็ลงมาร่วมโต๊ะกับทูนอินทร์และรุ้งระวี รุ้งระวีคุยว่า เพลงของฟ้าใสฮิตมากที่แอลเอ โดยเฉพาะเพลงของรักของหวง

“เหรอ พี่ว่าเพลงพี่ฮิตทุกที่แหละ ไม่ว่าจะไปเปิดที่ไหนในโลก พี่ทูนไม่พูดอะไรบ้างเลยคะ ไม่ยินดีกับฟ้าบ้างเหรอคะ ที่เพลงของรักของหวงฮิตระเบิด”

“ก็...ยินดีด้วย ว่าแต่ของรักของหวงของฟ้าคือใครล่ะ เสี่ยดำรงเหรอ”

“พี่ทูนเนี่ย ชอบแขวะฟ้าเรื่อยเลย ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าของรักของฟ้าคือใคร อ้อ...คงลืมหมดแล้วมั้ง มีของใหม่แล้วนี่ เก่งจังนะ ไม่เท่าไหร่ควงน้องรุ้งออกงานกันเสียแล้ว เป็นแฟนกันรึเปล่าเนี่ย” ฟ้าใสมองมาที่รุ้งระวี

“เปล่านะคะ”

“ฮ่ะฮ่ะ น้องรุ้งรีบออกตัวเชียว พี่เตือนนะ ตอนที่พี่เริ่มดังใหม่ๆ พี่ทูนเขาก็ควงพี่แบบนี้แหละ แต่ไม่นานเขาก็เบื่อ”

“รุ้ง กลับเถอะ” ทูนอินทร์ดึงมือรุ้งระวีออกจากร้านทันที

ฟ้าใสยิ้มเยาะแล้วลุกตามออกมา

ทูนอินทร์พารุ้งออกมาหน้าร้านเจอเข้ากับอินทร เจ๊จี่หอยและมะปรางที่หอบถุงช็อปปิ้งกลับมาพอดี ทูนอินทร์สั่งให้อินทรเข้าไปจ่ายเงินในร้านให้ด้วย

อินทรรับคำ จะเดินเข้าร้านแต่ต้องชะงัก เมื่อเห็นฟ้าใสเดินออกมา เขาจึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
มะปรางเห็นฟ้าใสก็ดีใจ จะเข้าไปขอลายเซ็น แต่เจ๊จี่หอยดึงไว้ ฟ้าใสเดินเข้ามาหากลุ่มของทูนอินทร์ พลางเอ่ยถามรุ้งระวีเรื่องขอลายเซ็น

รุ้งระวียื่นสมุดโน้ตเล่มเล็กให้พร้อมปากกา ฟ้าใสรับมาแต่ตาชำเลืองไปทางทูนอินทร์ เธอเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุด จากนั้นเธอก็ส่งสมุดคืนให้รุ้งระวี แล้วเดินไปขึ้นรถของเสี่ยดำรงที่ส่งคนรับ

“พี่ดูเร็ว พี่ฟ้าเขียนว่ายังไง” มะปรางเร่ง

รุ้งระวีเปิดสมุดอ่านข้อความให้ทุกคนฟัง “ฟังเพลงของรักของหวงให้ขึ้นใจนะ ชีวิตจะดีขึ้น จากเจ้าของตัวจริง”

“หมายความว่ายังไงพี่ ไม่เซ็นชื่อว่าฟ้าใสด้วย” มะปรางแปลกใจ

“อีฟ้าต่ำ นี่มันร้ายทั้งบนเวทีนอกเวที” เจ๊จี่หอยเริ่มของขึ้น

“มีอะไรกันเหรอพี่” รุ้งระวียังงง

“ไม่อยากจะด่า นังฟ้าต่ำนี่แหละนางมารเรยาของแท้ ที่มันไปอยู่กับเสี่ยดำรงน่ะ เห็นว่าไปเป็นเมียน้อยเขานะ จนเมียหลวงเขาทนไม่ได้ต้องหย่ากัน เห็นว่าก่อนจะมาได้เสี่ยดำรง นั่งนี่มันผ่านมาเป็นกองทัพแล้วนะ มันหลอกนักเพลงกระจอกๆคนหนึ่ง ไปขโมยเพลงเขามาร้องจนดังลั่นขึ้นมา ดีนะที่นักแต่งเพลงคนนั้นเขาทั้งจน ทั้งกระจอก เขาเลยไม่มีแรงไปสู้เรื่องลิขสิทธิ์กับมัน” เจ๊จี่หอยใส่ไฟแลบ

ทูนอินทร์เจ็บเกินจะบรรยาย บอกกับน้องชายว่าขอไปรอที่รถ เจ๊จี่หอยขยับจะเมาท์ต่อ อินทรรีบเบรกบอกว่า นักแต่งเพลงกระจอกที่เจ๊พูดถึงคือพี่ชายของเขาเอง

“หา...อยากตาย” เจ๊จี่หอยทำท่าจะเป็นลม

อินทรและมะปรางต้องช่วยรับไว้ รุ้งระวีมองไปที่ทูนอินทร์อย่างเป็นห่วง

ครั้นกลับมาถึงบ้าน สามสาวก็เข้ามาซักอินทร เรื่องฟ้าใสกับทูนอินทร์ เจ๊จี่หอยเปิดประเด็นว่าทำไมทูนอินทร์ถึงไม่ฟ้องฟ้าใส อินทรว่า พี่ชายเขาเจ็บมาก จึงอยากจะลืมเรื่องของฟ้าใสให้หมด
“แสดงว่าพี่ทูนรักเธอมากใช่ไหมคะ” มะปรางซัก

“ก็...จดทะเบียนแต่งงานกันแล้วละครับ” อินทรถอนใจ

“ลมชัก” เจ๊จี่หอยร้อง

รุ้งระวีได้แต่ถอนใจ เสียงขลุ่ยเพลงสะพานรุ้งแว่วมา รุ้งระวีมองหาคนเป่า อินทรว่า คงอยู่ที่เพิง รุ้งระวีตัดสินใจเดินไปหาทูนอินทร์

“เรื่องพี่ทูนเศร้าจังค่ะ” มะปรางบ่น

“เฮ้อ...พี่ก็ปากไม่ดี ไม่น่าพูดออกไปเลย”

“ทำไมพี่ถึงรู้ว่ายายฟ้าใสเธอร้ายล่ะครับ”

“เคยประชันคอนเสิร์ตกันค่ะ มันแกล้งยายแจงกับเจ๊ขวัญข้าวบนเวที ร้องแทบไม่ออกไปเลย นี่แหละร้ายตัวแม่เรยาตัวจริงค่ะ คอนเฟิร์ม” เจ๊จี่หอยบรรยาย

รุ้งระวี เดินไปหาทูนอินทร์ที่เพิงแสงจันทร์ ทูนอินทร์ขอโทษรุ้งระวีแทนฟ้าใสที่แสดงกิริยาไม่ดีใส่
“ไม่รู้สึกอะไรหรอกค่ะ เจอนักร้องร่วมค่ายแบบนี้จนชินแล้ว แต่ท่าทางเธอยังหวงคุณอยู่”

“ไม่หรอกครับ แค่อิจฉาที่เห็นผมอยู่กับรุ้งละมั้ง เพราะรุ้งกำลังดัง ฟ้าใสไม่ชอบให้ใครมาดังเกินหน้าเขา อีกอย่างเขาคงคิดว่าเราเป็น เอ้อ แฟนกัน” ทูนอินทร์หลบตา

“ก็เลยอิจฉาเป็นสองเท่า” รุ้งระวีเขิน เธอเอ่ยถาม

ชายหนุ่มต่อ “แล้วถ้าฟ้าใสยังรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคุณขนาดนี้ คุณล่ะยังอาลัยเธออยู่รึเปล่า”
“ผมตัดเธอไปนานแล้ว ถ้าจะอาลัยก็แค่อย่างเดียวคือเสียงร้องของเธอ...” ทูนอินทร์มองไปไกลยังทุ่งและเขาเบื้องหน้า นึกถึงวันแรกที่ได้ยินเสียงฟ้าใสร้องเพลง

ในวันนั้นพี่เมธพาฟ้าใสมาที่ร้านต้มแซบเพื่อฝึกร้องเพลง เพราะตั้งใจจะปั้นให้เป็นนักร้องคนใหม่ในร้าน ทูนอินทร์หลงเสียงเธอเข้าอย่างจัง ถึงขนาดรับปากว่า ถ้าจะเปิดบริษัทเพลงจะให้ฟ้าใสมาเป็นนักร้องในสังกัด เพราะหาคนเสียงแบบนี้มานานแล้ว

ฟ้าใสไม่ยอมให้โอกาสดีๆหลุดลอยไป เธอเริ่มสานสัมพันธ์กับทูนอินทร์ ความรักก่อตัวขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว แล้ววันหนึ่งฟ้าใสก็ทำให้ทูนอินทร์ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีกับเธอได้สำเร็จ ทูนอินทร์จึงยิ่งมั่นใจว่าเขารักฟ้าใส จึงตัดสินใจขอเธอแต่งงาน

แน่นอนว่า ฟ้าใสไม่ปฏิเสธ เธอถามเขาเรื่องเปิดบริษัทเพลง ทูนอินทร์ว่า ให้รอไปอีกหน่อย เพราะยังไม่พร้อม ฟ้าใสไม่ว่าอะไร เธอขอตัวออกไปข้างนอก แล้วแอบโทร.หาเสี่ยดำรงด้วยน้ำเสียงยั่วยวน

“เสี่ยขา ฟ้าค่ะ ตกลงฟ้าตัดสินใจแล้ว ฟ้าจะไปอยู่กับเสี่ย แต่เสี่ยก็ต้องทำตามสัญญานะคะว่าเสี่ยจะปั้นฟ้าให้ดังให้ได้ งานนี้ฟ้ามีของขวัญไปให้เสี่ยด้วย มันคือเพลงของนายทูนน่ะซีคะ เพราะๆทั้งนั้นรับรองเราเอาไปดัดแปลงนิดหน่อย ต้องดังระเบิดทุกเพลง แล้วนายทูนก็ไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องเราด้วย เพราะทุกเพลงไม่ได้จดลิขสิทธิ์”

ฟ้าใสแอบเข้าไปถ่ายเนื้อเพลงของทูนอินทร์ในห้องทำงานพลางยิ้มหยัน

ooooooo

นึกถึงภาพเก่าวันก่อน ทูนอินทร์ก็เศร้าใจ

“ผมไม่นึกเลยว่า ที่ฟ้าทำดีกับผมก็เพื่อต้องการให้ผมสร้างความโด่งดังให้ตัวเธอ ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่า เธอติดต่อกับเสี่ยดำรงลับๆ จนเสี่ยสัญญาว่าจะปั้นเธอเป็นนักร้องในสังกัด” ทูนอินทร์พูดแล้วหยุดไปด้วยความสะเทือนใจ

“เกิดอะไรขึ้นคะ”

“เธอหนีจากผมไป ก่อนวันแต่งงานแค่สองสามวัน”

“แล้วที่พี่หอยบอกว่าเธอขโมยเพลงของคุณไปด้วย จริงเหรอ”

“ครับ ผมมันก็โง่ที่ไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้ เพลงดังๆของเธอดัดแปลงจากเพลงผมไปทั้งนั้น อย่างเพลงจันทร์เจ้าเอ๋ย นั่นก็คือเพลงแสงจันทร์ที่ผมแต่งที่ใต้ต้นแสงจันทร์นี่ละครับ” ทูนอินทร์น้ำตารื้น

“ทำไมไม่ฟ้อง”

“ผมไม่ได้เสียดายเพลงของผมหรอก ผมเสียดายความรักที่ผมมีให้เธอต่างหาก ทุ่มเทให้เธอทุกอย่าง เพื่อที่จะรู้ว่าผมไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาของเธอ  ผมมันไร้ค่า” ทูนอินทร์เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา เขาหันหลังให้รุ้งระวี แต่เธอกลับเดินเข้ามาแล้วจับมือเขาไว้

“อย่ามองตัวเองด้อยค่าอย่างนั้นซีคะ คุณมีค่าเสมอ แล้วก็อย่ายอมให้เธอมาทำลายความเชื่อมั่นในตัวคุณด้วย”

“มันไม่ง่ายหรอกครับ เพราะหลังจากที่ฟ้าทิ้งผมไป ผมก็กลับเป็นไอ้บ้าคนเดิม ที่ไม่กล้าร้องเพลงให้ใครฟังอีก อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ เพราะร้องทีไรมันก็เจ็บ เจ็บเหลือเกิน”

รุ้งระวีดึงทูนอินทร์เข้ามากอด “ฉันเข้าใจค่ะ ไม่เป็นไรนะ มันคืออดีต ให้มันผ่านไปเถอะค่ะ”

ooooooo

ต้มยำลำซิ่ง

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด