ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ต้มยำลำซิ่ง

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

ต้มยำลำซิ่ง ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ภายในห้องประชุมบริษัทอิทธิซาวด์ อิทธิเปิดมิวสิกเพลง ฝากจิ้มแจ่วไปแอลเอ ของรุ้งระวี ที่ร้องและเต้นอย่างสุดเหวี่ยงให้ทีมงานดู

เมื่อมิวสิกจบลง เจ๊จี่หอยและมะปรางปรบมือพร้อมกัน พลันเสียงอิทธิก็ดังขึ้น

“นี่คือมิวสิกตัวแรกของรุ้ง จะออกอากาศทางทีวีวันนี้เป็นวันแรก”

“ต๊าย...น้องรุ้งยิ่งออกกล้องยิ่งสวย เต้นก็กระจายนะคะ” เจ๊จี่หอยชื่นชม

“ร้องลูกทุ่งไม่แปร่งเลย” มะปรางเสริม แต่แล้วทั้งสองก็ต้องเจื่อนเมื่อเจ๊จวง จุ๊บแจง ขวัญข้าว และอาชามองมาอย่างเหยียดหยัน

“ไม่ชอบกันรึไง” อิทธิมองทั้งสี่

“สวยตรงไหนคะ หน้าผิดส่วน ไหปลาร้าโปนเชียว” จุ๊บแจงจีบปากจีบคอ

“ข้อยว่ามันบ่แม่นเสียงจริงอีหลีดอก เสียงเทคนิคซือๆ” ขวัญข้าวออกความเห็น

“ไปเจอได้ยังไงครับ อยู่ตั้งแอลเอ ขายส้มตำอยู่รึเปล่า” อาชาหัวเราะร่วน เจ๊จวง ขวัญข้าว และจุ๊บแจงช่วยผสมโรง

“อย่าดูถูกให้มากไป นี่แหละเพชรเม็ดงามที่ฉันจะเอามาเจียระไนละ ขอยืนยันว่ารุ้งเป็นสาวลูกครึ่งที่ร้องเพลงลูกทุ่งได้จริงๆ ไม่มีเทคนิคเสริมแต่ง นี่ขนาดรุ้งยังไม่ได้มาเมืองไทย ออกอากาศแค่เสียงเพลงก็ฮิตติดตลาดขนาดนี้แล้ว ตอนนี้ไต่อันดับชาร์ตที่เท่าไหร่นะหอย” อิทธิหันมาคุยกับเจ๊จี่หอย

เจ๊สาวเทียมรีบรายงานว่า ติดอันดับห้า ท็อปเท็นของ คลื่นมิวสิกบ็อกซ์แล้ว อิทธิยิ้มพอใจคุยต่อว่า พรุ่งนี้เพลงของรุ้งระวีต้องติดอันดับหนึ่งแน่ เพราะเธอจะเดินทางจากแอลเอมาถึงเมืองไทยตอนแปดโมงเช้า

“เราจะต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมโปรโมตมิวสิกเพลงแรกไปด้วย...และงานนี้ นักข่าวมากันเพียบ ทุกคนต้องไปต้อนรับที่สุวรรณภูมิ” อิทธิออกคำสั่ง

“ไปรับที่สุวรรณภูมิ” ขวัญข้าว จุ๊บแจง เจ๊จวง และอาชาร้องพร้อมกัน ส่วนจี่หอยและมะปรางมองหน้ากันซ่อนเร้นความกังวลบางอย่างไว้

“ใช่...งานนี้จะต้อนรับด้วยเพลงลำซิ่งของรุ้ง แต่งตัวให้ถูกงานด้วยล่ะ แล้วก็ทำตัวเป็นคนดี ต้อนรับนักร้องคนใหม่ ไอ้ประเภทขี้อิจฉา ขี้นินทา ขี้วีน มันคือ ขี้ทั้งนั้น เลิกๆเสียบ้าง” อิทธิทิ้งท้ายก่อนลุกออกไป

กลุ่มขวัญข้าวหน้าเจื่อน ก่อนหันมาเม้าท์กันเรื่อง

รุ้งระวีต่อ เพราะมีข่าววงในแว่วมาว่า อิทธิแอบไปชอบพอกับรุ้งระวีที่เมืองนอก แต่ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน

“คนที่รู้ ก็ต้องแม่จี่หอยนี่แหละ เพราะตามไปถึงแอลเอ” จุ๊บแจงหันมาคาดคั้นเจ๊จี่หอย

“อันนี้ พี่จี่หอยไม่ทราบค่ะ เพราะไม่ใช่คนสาระแนเรื่องชาวบ้าน แต่ที่แอบเห็น คุณอิทเธอซื้อแหวนเพชรให้น้องรุ้งด้วยนะ กี่กะรัตก็ไม่รู้เพราะไม่ใช่คนชอบ...เสือก” เจ๊จี่หอยกระแทกเสียงในตอนท้ายแล้วหันไปชวนมะปรางไปเตรียมตัวหาชุดลำซิ่งใส่ เพื่อต้อนรับรุ้งระวีในวันพรุ่งนี้

เจ๊จวง ขวัญข้าว จุ๊บแจง และอาชามองหน้ากัน แต่จุ๊บแจงออกอาการที่สุด เพราะความหึงหวงอิทธิ เจ๊จวงได้ช่องใส่ไฟว่า เจ๊จี่หอยต้องมีเรื่องปิดบังทุกคนอยู่แน่ แต่ขวัญข้าวกลับเปลี่ยนเรื่องร้องถามเจ๊จวงว่า พรุ่งนี้จะใส่ชุดลำซิ่งแบบไหนดี เพราะน้ำหนักขึ้นมาเกือบสิบโล

“แนวพันทางไงเจ๊ ผสมระหว่างพังจำปากับมาม่าหลินฮุ่ย” อาชาแนะนำ

“ฮ่วย...นั่นมันซ่างผสมแพนด้า นังผีบ้า นังหน้าปลวก นังขี้กะปอม” ขวัญข้าวด่าเป็นชุด พลางหันไปหาเจ๊จวงกับจุ๊บแจงหวังหาตัวช่วย แต่ทั้งสองชวนกันออกไปข้างนอกแล้ว

ooooooo

จุ๊บแจงเดินบ่นมากับเจ๊จวงเรื่องอิทธิเอาเพลงดีๆ อย่าง “ผู้บ่าวข้าวจี่” กับ “หมอลำออนไลน์”ที่เธอควรได้ร้องไปประเคนให้รุ้งระวี เจ๊จวงปลอบใจว่าอย่างน้อยก็ยังเหลือเพลง “จี่หอยคอยแฟน” อยู่

“แหมพี่ มันมีท่อนเป็นแร็พน่ะ แจงจำเนื้อไม่ค่อยได้ ก็รู้อยู่เราเรียนมาน้อย สมองไม่ค่อยแล่นน่ะ”

“โง่...เอ๊ย...สมองช้าไปนิดเดียว ไม่ต้องกลัวเดี๋ยวพี่เจรจาให้” เจ๊จวงรับอาสาแล้วรีบดึงจุ๊บแจงหลบมุม เพราะเห็นอิทธิ เจ๊จี่หอยและมะปรางเดินผ่านมา

“คุณอิท แล้วพรุ่งนี้ทุกอย่างจะแนบเนียนเหรอฮะ เรื่องยายรุ้งน่ะ…สุวรรณภูมินะคุณไม่ใช่ตลาดจตุจักร” เจ๊จี่หอยเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล

“ฉันเตรียมการไว้อย่างดีแล้ว ไป...ไปหารุ้งกันก่อน” อิทธิสรุปแล้วเดินนำทั้งสองออกไปที่รถ

“ฮิฮิ คุณอิทนี่พูดตลกนะพี่ ไปหารุ้งก่อน ทำอย่างกะมันอยู่เมืองนนท์ มันอยู่ตั้งแอลเอ จะไปหามันได้ยังไง อิอิ” จุ๊บแจงโผล่ออกมาจากที่ซ่อน

“แล้วถ้ามันอยู่เมืองนนท์จริงๆล่ะ”เจ๊จวงตาวาว รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงรีบชวนจุ๊บแจงที่ยังยืนงงให้ตามพวกอิทธิไป

ไม่นานนัก รถของเจ๊จวงก็มาจอดอยู่หน้าหมู่บ้านหรูย่านชานเมือง สองสาวลงมาจากรถ มองไปในบ้านหลังหนึ่งเห็นรถของอิทธิจอดรออยู่หน้ารั้ว เจ๊จี่หอยและมะปรางลงไปไขกุญแจประตู แล้วเปิดประตูให้อิทธิขับรถเข้าไป

“บ้านใครเนี่ย” เจ๊จวงกับจุ๊บแจงมองหน้ากันแต่ยังไม่ทันได้คำตอบก็เห็น รุ้งระวีวิ่งออกมาจากในบ้าน

“กลับกันมาแล้ว ดีใจจังเลย อยู่คนเดียวเบื่อจะตายอยู่แล้ว” รุ้งระวีส่งยิ้มสดใส

“นังรุ้งมันอยู่เมืองไทย” เจ๊จวงร้อง

“คิดออกแล้ว อย่างนี้นี่เอง ฮึ...นังฝรั่งหนองบัวลำภู งั้นซีร้องเพลงไทยชัดยิ่งกว่าคนอีสานแท้” จุ๊บแจงเริ่มเข้าใจ

“มันต้องเป็นพวกอีตัวไปหากินกับฝรั่งเมืองนอก แล้วคุณอิทธิก็เอามาชุบตัวว่าเป็นแหม่มแอลเอ หลอกแฟนเพลงแน่ๆ” เจ๊จวงเสริมแล้วดึงจุ๊บแจงหาที่ซ่อน เพื่อดูเหตุการณ์ต่อไป

ทั้งสองเห็นอิทธิลงมาจากรถพร้อมกับตำหนิเจ๊จี่หอยที่ปล่อยให้รุ้งระวีออกมาจากบ้านเพราะกลัวมีคนเห็น เจ๊จี่หอยนึกได้รีบพารุ้งกลับเข้าข้างใน อิทธิมองมาซ้ายขวา เห็นว่าไม่มีใครมอง ก็โล่งอก รีบตามเข้าบ้านไป

เจ๊จวงและจุ๊บแจงวิ่งมาที่รั้ว จุ๊บแจงโวยวายอ้างสิทธิความเป็นเมียหลวง แต่โดนเจ๊จวงตอกกลับว่า เธอก็แย่งอิทธิมาจากเมียหลวงเหมือนกัน

“พี่จวงอ่ะ ไม่ต้องตอกย้ำ นี่แสดงว่าแจงตกกระป๋องแล้วใช่มะ”

“ไม่มีวัน พี่ไม่มีวันให้แจงตกกระป๋อง เพราะถ้าแจงตกกระป๋อง พี่ก็ขาดค่าหัวคิวไปด้วย เอ๊ย...ไม่ใช่พี่ก็จะไม่ได้ดูแลน้องแจงอีก” เจ๊จวงฉีกยิ้มกว้าง

จุ๊บแจงค้อนให้ แล้วชวนเจ๊จวงแอบเข้าไปในเขตบ้าน เพื่อซุ่มดูเหตุการณ์ต่อไป ทั้งสองเห็นรุ้งระวีกำลังทานขนมไทยที่จี่หอยซื้อมาฝากอย่างอร่อยอยู่ในห้อง มีอิทธินั่งอยู่ตรงข้าม และกำลังต่อว่าเรื่องที่เธอกลับมาก่อนกำหนด รุ้งระวีว่า เธออยากกลับมาตามหาแม่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตามเพราะอิทธิไม่ยอมให้เธอออกจากบ้านเลย

“ออกไปได้ยังไง ในเมื่อเราออกข่าวไปแล้วว่า รุ้งจะมาเมืองไทยพรุ่งนี้ ตอนนี้ให้ใครเห็นไม่ได้เลยนะ” อิทธิเสียงเข้ม

“ก็บอกไปตามความจริงไม่ดีกว่าเหรอคะ รุ้งไม่อยากโกหกเลย เท่าที่คุณแปลงประวัติของรุ้งตั้งแต่เด็ก...นั่นก็โกหกทั้งหมด รุ้งไม่สบายใจเลยจริงๆ”

“เห็นด้วยค่ะ” เจ๊จี่หอยสนับสนุน

“รุ้ง นี่คือจุดขายของรุ้งนะ เราต้องการสร้างนักร้องที่อยู่เมืองนอก แต่มีใจรักความเป็นไทย คนไทยรักฝรั่ง

ทุกคนที่เห็นค่าความเป็นไทย และรุ้งคือภาพนั้น เห็นไหม รุ้งยังไม่ได้มาให้แฟนเพลงเห็น เพลงรุ้งก็ขึ้นอันดับห้าแล้ว”

“ค่ะ” รุ้งระวีหน้าสลด

อิทธิดึงรุ้งระวีมากอดปลอบใจ “อย่าทำหน้าอย่างนี้ซี... เชื่อผม ผมจะทำให้รุ้งดังจนเป็นราชินีลูกทุ่งคนใหม่ของวงการให้ได้”

รุ้งระวียิ้มในอ้อมกอดของอิทธิ แต่เป็นรอยยิ้มที่เจื่อนเต็มที

จุ๊บแจงที่แอบดูอยู่กับเจ๊จวงตรงหน้าต่างแทบทนไม่ได้ พึมพำด่ารุ้งระวีว่านางหน้าด้าน เจ๊จวงรีบสนับสนุนพร้อมตอกย้ำว่า เหมือนสมัยที่จุ๊บแจงยั่วคุณอิทธิเปี๊ยบเลย

ooooooo

ตลาดน้ำดอนหวายยามบ่าย นักท่องเที่ยวสนุกสนานกับการซื้อข้าวของ และรับประทานอาหารทั้งในร้านเรียงรายและริมแม่น้ำ

ทูนอินทร์ยืนเลือกซื้อตุ่มอยู่ในบริเวณตลาด คนขายเปิดตุ่มใบแล้วใบเล่าให้ดู แต่ยังไม่ถูกใจเขาสักที จนคนขายสงสัย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามก็ได้ยินเสียงอินทรน้องชายของทูนอินทร์กับบักหนานและบักคูนสองคู่หูที่นั่งทดลองแคนและกลองของใหม่ คุยกันเรื่องสาวนครปฐมที่ขาวปานหยวกกล้วย แถมหน้าอกหน้าใจก็ใหญ่ปานส้มโอนครชัยศรี บักคูนเริ่มร้องเพลงเกี้ยวสาวเป็นแนวลำซิ่ง

ทูนอินทร์หันมาส่งยิ้มให้ แล้วเดินเข้ามาสมทบ บักคูนร้องไปได้แค่ครึ่งเพลง ป้าร่างอ้วนก็เดินผ่านมายิ้มน้อย

ยิ้มใหญ่แล้วโยนเหรียญบาทลงใส่หมวกของบักหนานที่วางอยู่ที่หน้าตัก

“แหม...ร้องเพราะนะ ไม่น่ามาเป็นขอทานเล้ย”

บักหนาน บักคูน และอินทรหยุดเล่น หยุดร้องทันที ทูนอินทร์หัวเราะลั่น พลางถามทั้งสามว่า ยังจะร้องต่อไหม อินทร บักหนานและบักคูนหน้าเจื่อนเพราะหมดอารมณ์ ทูนอินทร์จึงชวนทั้งสามเข้าไปช่วยกันเลือกตุ่มในร้านต่อ

เวลาเดียวกันนั้นเจ๊จวงและจุ๊บแจง รีบหลบมุมรั้วออกมาด้านนอก เมื่อเห็นอิทธิ เจ๊จี่หอยและมะปรางกำลังจะออกมาที่รถ

รุ้งระวีตามมาส่งทั้งสามแค่ประตู เพราะไม่กล้าออกมาด้วย จี่หอยกำชับรุ้งระวีว่าอย่าทานขนมมากเดี๋ยวพรุ่งนี้หน้าบานไม่สวย รุ้งระวีรับคำเอ่ยถามว่า จะกลับมาอีกเมื่อไหร่ อิทธิตอบว่า คงเป็นตอนค่ำ และย้ำว่าห้ามเธอออกไปไหนเด็ดขาด

“รีบกลับนะคะ รุ้งไม่อยากอยู่คนเดียว แล้วอย่าลืมส้มตำนะ” รุ้งระวีอ้อน

“ไม่ลืมค่ะ” มะปรางตอบแล้วเดินตามอิทธิกับเจ๊จี่หอยไปขึ้นรถ

รถของอิทธิแล่นออกไป เจ๊จวงและจุ๊บแจงมองตามไป เห็นรุ้งระวียังอ้อยอิ่งอยู่ที่หน้าบ้าน พลางบ่นกับตัวเองที่ต้องอยู่คนเดียวมาสามสี่วันแล้ว นอกจากจะออกไปไหนไม่ได้ ยังไปไม่ถูกอีกด้วย

เจ๊จวงได้ยินจึงเกิดไอเดีย เธอหันมาสั่งจุ๊บแจงให้เอากุญแจรถมาให้ จุ๊บแจงส่งกุญแจรถให้อย่างมึนๆ เพราะไม่เข้าใจว่าพี่เลี้ยงตัวดีจะทำอะไรอีก

เจ๊จวงรับกุญแจจากจุ๊บแจง แล้วเดินออกจากที่ซ่อน เธอทำทีเป็นเดินผ่านบ้านรุ้งระวี แล้วแกล้งเป็นขอดอกไม้ที่หน้าบ้านไปไหว้พระที่วัด รุ้งระวีสนใจร้องถามว่าวัดอยู่ไกลไหม

“ออกพุทธมณฑลนิดเดียวละค่ะ แล้วจะแวะไปตลาดดอนหวายด้วย” เจ๊จวงเข้าแผน

รุ้งระวีหลงกล ขอติดรถไปเที่ยวตลาดด้วย เธอขอให้เจ๊จวงรอสักครู่ แล้ววิ่งเข้าไปหยิบกระเป๋าสตางค์ในบ้าน

“ทำอะไรพี่จวง” จุ๊บแจงวิ่งมาหา

“พามันไปตลาดไง แล้วเราแอบถ่ายคลิปไว้” เจ๊จวงบอกแผนการ แต่จุ๊บแจงยังโง่เข้าใจว่า เจ๊จวงจะจับรุ้งระวีแก้ผ้ากลางตลาด แล้วถ่ายคลิป

“โถ...โง่...เอ้ย...โถ...หนูซื่อ ถ่ายมันตอนเดินตลาดไงจ๊ะ จะได้เป็นหลักฐานว่ามันไม่ได้มาจากแอลเอตามที่มันโกหก ไว้แฉกลางงานพรุ่งนี้ไง”

“พี่จวงเนี่ย นางร้ายเรียกแม่เลยนะ เอ๊ะ เอารถแจงไปแล้วแจงจะตามไปไง”

“แท็กซี่ไงคะ ไม่งั้นก็วินมอเตอร์ไซค์ หรือไม่ก็...เดิน” เจ๊จวงสรุปหน้าตาเฉย

ooooooo

ทูนอินทร์ อินทร บักหนาน และบักคูนกำลังยืนดูตุ่มใบใหม่ที่คนขายนำมาให้ดู แต่ยังไม่ถูกใจ

ทูนอินทร์อยู่ดี เขาบอกกับคนขายว่า ต้องการใบใหญ่ๆ ขนาดเท่าตัวเขา

“งั้น...นี่เลยครับ” คนขายพาทั้งหมดไปดูตุ่มใบใหญ่

“ขอดูก่อนนะ” ทูนอินทร์ชะโงกลงไปในตุ่ม แล้วตัดสินใจปีนลงไป

คนขายตกใจร้องถามว่า จะทำอะไร

“ฮ่าๆ ท่าจักน้อยก็ฮู่เอง ให้อ้ายเพิ่นลองเฮ็ดงานเบิ่งก่อน” บักหนาน บักคูน และอินทรหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงทูนอินทร์ร้องเพลงแว่วออกมาจากตุ่ม

ด้านเจ๊จวงพารุ้งระวีมาส่งที่ตลาดพอดี รุ้งระวีขอบคุณเจ๊จวงแล้วหยิบแว่นดำมาสวมเพื่ออำพรางใบหน้า แล้วเดินเข้าตลาดไป

“ขอให้สนุกนะยะ นังแหม่มกะปิ” เจ๊จวงรีบหยิบมือถือออกมา แล้วแอบตามรุ้งระวีไป

รุ้งระวีรีบตรงไปยังท่าน้ำ ทักทายกับแม่ค้าอย่างเพลินใจ เจ๊จวงหยิบมือถือมาถ่ายไว้แต่ทุกรูปรุ้งระวีใส่แว่นตลอด เจ๊จวงไม่พอใจ คิดหาวิธีให้รุ้งระวีถอดแว่น เพื่อจะได้เห็นหน้าชัดๆ

ส่วนทูนอินทร์เมื่อได้ทดสอบเสียงจนพอใจแล้วก็ลุกขึ้นบอกกับคนขายว่า เขาตกลงจะซื้อตุ่มใบนี้ คนขายที่ยังงงไม่หาย เรียกคนงานมาขนตุ่มไปส่งที่รถ

“พี่ต้องลงไปร้องในตุ่มทำไมนะ ห้องอัดเสียงของเราก็มี” อินทรเอ่ย

“ร้องในห้องอัดมันก็อยู่แต่ในห้องทึบสี่เหลี่ยม ร้องในตุ่มมันได้ร้องกลางแจ้งโว้ย ฟีลมันผิดกัน”

“เจ้านาย เว้ามาซื่อๆโลด ย่านบ่กล้าร้องฮื่อซาวบ้านฟังแม่นบ่ล่ะ จึงมาฮ้องในตุ่มหยังซี้” บักหนานรู้ทัน

“ขี้อายว่าซั่นเถาะ” บักคูนช่วยเสริม แล้วสองคู่หูก็พากันหัวเราะ

ทูนอินทร์หน้าแดงด้วยความเขิน พลางปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

“เอาจังซี้เจ้านาย ฮ้องซื่อผู้เดียว มันบ่ได้อารมณ์ มันต้องมีเสียงแคนเสียงโทนนำ จึงสิเกิดอารมณ์ฮ่วม เจ้านายลงไปฮ้องในตุ่มอีกจั๊กเทื่อ เดี๋ยวให้เพิ่นซุกตุ่มไปเทิงรถ พวกข้อยสิเล่นเพลงนำเจ้า” บักหนานนึกสนุก แล้วหันมาสบตากับบักคูนและอินทรอย่างรู้กัน

“ให้ฉันร้องตอนเข็นตุ่มเลยเหรอ เข้าท่าแฮะ งั้น...ลงตุ่มอีกที” ทูนอินทร์หลงกลกลับเข้าไปในตุ่ม

“พี่...เข็นตุ่มเลย” อินทรบอกคนงาน แล้วให้สัญญาณกับบักหนานและบักคูน ดนตรีเริ่มบรรเลง ทูนอินทร์ที่อยู่ในตุ่มเริ่มครวญเพลง “รักน้องตุ่ม” เพราะเข้าใจว่าตุ่มถูกเคลื่อนไปที่รถ แต่แท้จริงแล้ว อินทร บักหนาน และบักคูน กลับให้คนงานเข็นไปกลางตลาด

บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและคนที่มาซื้อของรวมทั้งรุ้งระวีหันมาสนใจเป็นตาเดียว เสียงเพลงท่อนแรกจบลง คนที่มุงดูก็ปรบมือกราว ทูนอินทร์ที่อยู่ในตุ่ม สะดุ้งเฮือก และได้ยินแม่ค้าคนหนึ่งถามหาคนร้อง บักคูนว่าอยู่ในตุ่ม บรรดาไทยมุงร้องเรียกให้ทูนอินทร์ออกมาเพราะอยากเห็นหน้า แม้ทูนอินทร์จะไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ถูกอินทรดึงตัวออกมาจนได้

ทูนอินทร์หลบหน้างุดๆด้วยความเขิน บรรดาคนมุงปรบมือกราวติดใจในความหล่อ ทูนอินทร์ยกมือไหว้รอบทิศหน้าแดง รุ้งระวีแทรกคนเข้ามาดูด้วย เจ๊จวงตามมาห่างๆ

แม่ค้าขอให้ทูนอินทร์ร้องเพลงอีก ทูนอินทร์ปฏิเสธเพราะอาย บรรดาแม่ค้าเอาเงินเข้าล่อ แต่ไม่เป็นผล รุ้งระวีนึกสนุกเสนอเงินห้าร้อยบาทเพื่อให้ทูนอินทร์ร้องเพลงอีก

ทูนอินทร์หันมามองรุ้งระวีที่ยังคงใส่แว่นดำอำพรางใบหน้าด้วยความตะลึง ก่อนต่อรอง

“ถ้าผมร้อง แหม่มจะเต้นเป็นหางเครื่องให้ผมได้ไหม ถ้าได้ ผมจะร้องเดี๋ยวนี้ละ”

“ได้ค่ะ ขึ้นเพลงมาซีคะ เดี๋ยวจะเต้นให้ดู”

อินทร บักหนาน และบักคูนขึ้นเพลง ทูนรีบหยิบแว่นดำมาสวม แล้วเกิดลูกฮึดร้องตามจังหวะ รุ้งระวีขยับเข้ามาเต้น บรรดาคนมุงปรบมือตาม พ่อค้าดึงแม่ค้าออกมาทั้งเต้น ทั้งรำ สาวน้อยสาวใหญ่จับทีมสามสี่คนเป็นหางเครื่องแล้วเต้นพร้อมกัน

เจ๊จวงตะลึงมองเหตุการณ์ข้างหน้าคิดไม่ถึงว่า รุ้งระวีจะกล้าขนาดนี้ เธอรีบเก็บภาพไว้ แต่ก็ยังไม่โดนใจเพราะรุ้งระวียังคงใส่แว่นตาดำอยู่

ooooooo

ทูนอินทร์และรุ้งระวีมานั่งจิบเครื่องดื่มกันลำพัง ในร้านอาหารริมแม่น้ำ ทั้งสองยังคงใส่แว่นดำปิดบังใบหน้า

ทูนอินทร์บอกกับรุ้งระวีว่า เงินห้าร้อยบาทที่เธอให้เขา ขอนำเลี้ยงเธอเป็นการตอบแทน แล้วหลอกถามชื่อที่แท้จริงของเธอ แต่รุ้งระวีขอให้ทูนอินทร์เรียกเธอว่า แหม่มพลางถามสาเหตุที่ต้องเข้าไปร้องเพลงในตุ่ม เพราะได้ข้อมูลมาจากสองคู่หูว่า เขาเป็นคนขี้อาย

“เปล่า ไม่ได้อายเสียหน่อย”

“แต่ฉันว่าอายนะ เพราะตอนร้องเพลงคุณยังเอาแว่นดำมาใส่เลย อย่างตอนนี้ก็ยังใส่อยู่”

ทูนอินทร์ถอดแว่นออก รุ้งระวียิ้มกับความหล่อเหลาของเขา

“ไม่ใส่แว่น ผมร้องไม่ค่อยออกหรอก เพราะไม่อยากสบตากับใครเวลาร้องเพลง ปกติผมไม่ร้องเพลงกลางที่สาธารณะแบบนี้หรอกนะ”

“แล้วทำไมร้องละคะ อย่าบอกนะว่า เพราะเห็นแก่เงินห้าร้อยของฉัน”

“ห้าร้อยไม่เกี่ยวหรอกครับ มันเกี่ยวที่คุณแหม่มน่ะ เพราะใครจะไปกล้าปฏิเสธแหม่มสาวสวยแถมยังเต้นเก่งแบบนี้ได้ลงคอ” ทูนอินทร์ส่งยิ้มกรุ้มกริ่ม แล้วขอร้องให้รุ้งระวีถอดแว่นบ้าง แต่เธอปฏิเสธ

อีกมุมหนึ่งของร้าน เจ๊จวงที่กำลังจับตาดูรุ้งระวีอยู่ต้องสะดุ้ง เมื่อจุ๊บแจงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเพราะแท็กซี่พาหลง เจ๊จวงกลัวว่า คนจะจำจุ๊บแจงได้ จึงสั่งให้เธอใส่แว่นตาพรางใบหน้าไว้ แล้วบ่นต่อเรื่องจะทำอย่างไรให้รุ้งระวียอมถอดแว่นตาดำ พลันความคิดชั่วร้ายก็ผุดขึ้นมา เมื่อเห็นแม่ค้านำจานส้มตำมาวางให้ทูนอินทร์และรุ้งระวี เธอรีบยกระซิบข้างหูจุ๊บแจง

“ไหว้เลยค่ะ เรื่องเลวๆเนี่ย พี่จวงฉลาดจริงๆ”

ขณะที่เจ๊จวงและจุ๊บแจงเริ่มแผนการอยู่นั้น เจ๊จี่หอยและมะปรางก็กลับมาถึงบ้านพร้อมของกินมากมาย แต่ไม่พบรุ้งระวีอยู่ในบ้าน เจ๊จี่หอยรีบโทร.ตาม
รุ้งระวีส่งเสียงใสมาตามสายว่า เธออยู่ที่ตลาดดอนหวาย เจ๊จี่หอยแทบเป็นลม สั่งให้รุ้งระวีรออยู่ที่นั่นจะรีบไปรับและกำชับให้ทำตัวเป็นแหม่มจ๋า อย่าเผลอพูดไทยให้ใครได้ยิน รุ้งระวีรับปากแล้วกดวางสาย เธอหันมามองทูนอินทร์ที่ส่งยิ้มให้

“ยิ้มอะไรคะ ฉันมีอะไรติดฟันเหรอ”

“รู้ชื่อคุณแล้ว ชื่อรุ้ง เพราะจัง”

“ขอบคุณค่ะคุณนักร้อง ฉันไปละค่ะ” รุ้งระวีลุกขึ้น

“เดี๋ยวซีครับ ไม่อยากรู้ชื่อผมบ้างเหรอไง”

“รู้ว่าคุณชอบลงตุ่มก็พอแล้วค่ะ” รุ้งระวีแยกจะออกจากร้าน แต่แม่ค้าส้มตำขวางไว้แล้วแอบสบตากับเจ๊จวงและจุ๊บแจงผู้ว่าจ้างที่หลบอยู่มุมหนึ่ง

“นี่หนู...ทำไมเหมือนเคยเห็น เป็นนักร้องใช่ไหม” แม่ค้าพูดตามบท

“ไม่ใช่ค่ะป้า” รุ้งระวีรีบหลบตา

“นักร้องแน่ๆ ที่ชื่อ รุ้งระวี ศรีแอลเอ ใช่ไหมล่ะ” แม่ค้าส้มตำเข้าเรื่อง

รุ้งระวีปฏิเสธเสียงสั่น แต่แม่ค้าไม่เชื่อ เรียกพวกที่เตี๊ยมกันไว้ให้เข้ามามุงและบังคับให้รุ้งระวีถอดแว่น เพื่อให้เจ๊จวงถ่ายภาพ ทูนอินทร์ลุกมาช่วยพารุ้งระวีวิ่งหนีออกไป แม่ค้ากับพวกรีบตามติด

เจ๊จวงตะโกนบอกคนในตลาด ให้ช่วยกันจับตัวรุ้งระวีไว้ และใครถอดแว่นเธอออกได้จะให้คนละพัน บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดวิ่งกรูออกไปทันที

ทูนอินทร์พารุ้งระวีวิ่งลัดเลาะไปตามตรอกเพื่อหนี กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าวิ่งไล่ตามฝูงใหญ่ จนมาถึงลานจอดรถ จึงตัดสินใจพาเธอหลบเข้าไปซ่อนในตุ่ม แล้วสั่งให้อินทร บักหนาน และบักคูนที่รออยู่เอาผ้ามาคลุมไว้ ทั้งสองแนบชิดกันอยู่ในตุ่ม

กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่วิ่งตามมาไม่เห็นรุ้งระวีก็พากันวิ่งออกไปอีกทาง อินทร บักหนาน และบักคูนเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงเรียกทูนอินทร์กับรุ้งระวีออกมา รุ้งระวีเรียกให้อินทรช่วย เพราะออกไม่ได้ ทูนอินทร์หวังดีช่วยดันก้นของรุ้งระวีให้ออกมา แต่กลับโดนตบหน้าเพราะเธอเข้าใจว่า เขาฉวยโอกาสจับก้นเธอ

“ผมช่วยดันคุณขึ้น ก็ต้องดันก้น จะไปดันตรงอื่นได้ไงล่ะ ไม่น่าช่วยเลย ปล่อยให้แม่ค้ารุมโทรมก็ดีแล้ว ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ” ทูนอินทร์บ่น

“ฉันไปละ” รุ้งระวีจะเดินหนี

บักคูนร้องเตือนว่ายังอันตรายอยู่ แต่รุ้งระวีไม่สนจะเดินต่อ พลันเสียงของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าดังแว่วกลับมา รุ้งระวีหันซ้ายแลขวาหาที่หลบแต่ไม่มี เธอเข้ามาขอความช่วยเหลือจากทูนอินทร์

ชายหนุ่มทำไม่สนอ้างว่าไม่อยากโดนตบอีก รุ้งระวียอมขอโทษ ทูนอินทร์ใจอ่อนยอมให้รุ้งระวีนั่งรถออกไปด้วย บรรดาพ่อค้า แม่ค้าวิ่งกลับมาเห็นพอดี จึงรีบตามรถของทูนอินทร์ไปแต่ไม่ทัน เจ๊จวงและจุ๊บแจงวิ่งมาสมทบ และจุ๊บแจงก็ลืมใส่แว่นตาดำเสียด้วย จึงถูกพ่อค้าเข้ามารุมขอลายเซ็น เจ๊จวงส่ายหน้าระอาใจ ที่แผนการผิดพลาด
ooooooo

รุ้งระวีนั่งเบียดกับทูนอินทร์มาในรถ ทูนอินทร์ยิ้มกริ่มโอบหลังของรุ้งระวีอย่างตั้งใจ จนกระทั่งมาถึงร้านกาแฟปากทาง

รุ้งระวีสั่งให้อินทรจอดรถ แล้วรีบลงมา เธอขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือ แล้ววิ่งเข้าไปหลบในร้านกาแฟ ทูนอินทร์กับอินทรลงมามองตาม บักคูนและบักหนานที่นั่งอยู่ท้ายรถแซวทูนอินทร์ว่า คงหลงเสน่ห์แหม่มเข้าแล้ว แต่ทูนอินทร์ไม่ตอบโต้ เขาสองคู่หูว่า เคยได้ยินนักร้องชื่อ รุ้งระวี ศรีแอลเอ บ้างไหม

“ได้ยินยู้อ้าย นี่ล่ะ...เพลงเพิ่นกำลังดัง” บักคูนและหนานร้อง “ฝากจิ้มแจ่วไปแอลเอ” พร้อมเคาะกลองไปด้วย

ทูนอินทร์เริ่มสงสัยอะไรบางอย่างรีบซักต่อว่า หน้าตาเธอเป็นอย่างไร บักหนานว่ายังไม่เคยเห็นชัดๆ สักที แต่รู้ว่า เป็นลูกครึ่ง

“มีอะไรเหรอครับพี่ทูน” อินทรมองหน้าพี่ชาย แต่ทูนอินทร์ไม่ตอบอะไร ตามรุ้งระวีเข้าไปในร้านกาแฟหน้าตาเฉย

ทูนอินทร์เข้ามานั่งในร้านกาแฟกับรุ้งระวี และได้ยินเธอนัดให้เจ๊จี่หอยมารับที่หน้าร้าน ครั้นรุ้งระวีกดวางสายแล้ว ทูนอินทร์ก็สอบถามเธอเรื่อง รุ้งระวี ศรีแอลเอ เพราะได้ยินพวกแม่ค้าเรียกเธอแบบนั้น แต่รุ้งระวีปฏิเสธแถมทำอารมณ์เสียใส่

ทูนอินทร์ตื๊อไม่เลิก ขอฟังเสียงรุ้งระวี เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ๊จี่หอยโทร.เข้ามาอีกครั้ง รุ้งระวีเร่งให้เจ๊มารับเธอไวๆ แล้วพลันสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงเพลงของตัวเองในจอทีวี

รุ้งระวีกลัวว่าทูนอินทร์จะจำเธอได้ จึงรีบลุกหนีทำให้ทูนอินทร์ยิ่งสงสัย เขาเรียกพนักงานมาเก็บเงินค่ากาแฟ แล้วสอบถามเรื่องเพลงฝากจิ้มแจ่วไปแอลเอ จนมั่นใจว่า ผู้หญิงที่คุยด้วยคือ รุ้งระวี ศรีแอลเอ จริงๆ เขาจึงรีบตามเธอไป

รุ้งระวียังคงใส่แว่นดำยังยืนกดมือถือหาเจ๊จี่หอยอยู่ที่ถนนหน้าร้าน ทูนอินทร์เข้าประชิดตัวขอร้องให้เธอถอดแว่นให้ดูหน่อย รุ้งระวีถอยหนี แต่ทูนอินทร์คว้าแขนไว้ แล้วดึงแว่นออกจากหน้าของเธอ

“นี่...จะทำอะไรของนาย” รุ้งระวีโวยวาย

“ใช่เลยละเนี่ย คุณคือ รุ้งระวี ศรีแอลเอ จริงๆ” ทูนอินทร์ร้อง

“แล้วทำไม ถ้าฉันเป็นนักร้อง แล้วจะทำไม” รุ้งระวี ยอมจำนน

“จะบอกว่า ผมดีใจมากที่ได้เจอตัวจริง คุณสวยมาก และเสียงคุณเพราะมากครับ” ทูนอินทร์ชม“ขอบคุณ นี่...ฉันขอร้องนะ อย่าไปบอกใครนะว่าเจอฉัน” รุ้งระวีขอร้อง

“โธ่...แม่ค้าทั้งตลาด เห็นคุณหมดแล้ว จะปิดไปทำไม” ทูนอินทร์ถามสาเหตุ แต่ไม่ทันได้คำอธิบายรถของเจ๊จี่หอยก็แล่นมาจอดอย่างเร็ว เจ๊กับมะปรางปราดลงมาจากรถ พอถึงตัวรุ้งระวีก็รีบเอาผ้าคลุมปิดหน้าเธอไว้ แล้วพาตัวขึ้นรถออกไป

ทูนอินทร์ได้แต่มองตาม อินทร บักหนาน และบักคูน เข้ามาสมทบพลางเอ่ยถาม

“พี่ครับ มีอะไรกัน ท่าทางดูหลบๆ ซ่อนๆ พิกล”

“พวกนายจะเชื่อไหมว่า แหม่มนั่นน่ะ คือรุ้งระวี ศรีแอลเอ” ทูนอินทร์บอกความจริง แล้วออกคำสั่ง “ไปซื้อซีดีมาให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้เลย ทั้งประวัติ ทั้งเพลงที่เธอร้อง เสียงอย่างนี้ มันถูกเปกจริงๆ ฉันหามานานแล้ว อ้อไม่ซื้อแผ่นผีนะ เอาของแท้”

ooooooo

เมื่อกลับมาถึงบ้าน รุ้งระวีเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตลาดให้เจ๊จี่หอยกับมะปรางฟัง

เจ๊จี่หอยแทบเป็นลม เพราะกลัวความลับถูกเปิดเผย มะปรางตั้งข้อสังเกตว่า ต้องมีคนคิดกลั่นแกล้งรุ้งระวีแน่ เพราะเพลงของเธอเพิ่งจะออกอากาศเป็นวันแรก ไม่น่าจะมีคนจำได้มากขนาดนี้
“ใครจะมาแกล้ง ไม่มีใครรู้จักรุ้งนี่นา” รุ้งระวีไม่ปักใจ

“ฉันไม่รู้แล้ว ข่าวพรุ่งนี้จะออกทั่วประเทศว่าเธอเพิ่งมาถึงเมืองไทย ถ้าคนทั้งตลาดออกมาให้ข่าวโต้ว่าเธอโกหก เราจะแก้ปัญหายังไง” เจ๊จี่หอยโวยวาย

“ก็บอกไปว่าไม่ใช่รุ้งซีคะ รุ้งใส่แว่นดำตลอด ไม่มีใครยืนยันได้หรอก ยกเว้น นายนักร้องลงตุ่มคนนั้น เพราะเขาถอดแว่นเห็นหน้ารุ้งแล้ว”

“โฮ...อยากตาย” เจ๊จี่หอยฟูมฟายแล้วสั่งห้ามสองสาวบอกเรื่องนี้กับอิทธิเพราะยังไม่อยากตกงาน

ค่ำวันเดียวกันนั้น ที่ไร่อินสรวง ทูนอินทร์นั่งดูรายการเพลงอยู่กับอินทรในบ้าน ได้เห็นมิวสิกเพลงของ รุ้งระวี ศรีแอลเอ แล้วสองพิธีกรชายหญิงก็ออกมาประกาศว่า รุ้งระวีจะเดินทางมาถึงเมืองไทยในวันพรุ่งนี้ตอนแปดโมงตรง

“เฮ้ย...หมายความว่าไงวะ” ทูนอินทร์และอินทร

มองหน้ากันอย่างประหลาดใจ

เสียงพิธีกรชายอธิบายว่า “เธอร้องเพลงอัดเสียงที่แอลเอ แล้วครั้งนี้แหละที่เธอจะเดินทางกลับมาเมืองไทยเป็นครั้งแรก หลังจากที่จากไปเมื่อตอนห้าขวบ”

ทูนอินทร์หัวเราะ พลางเอ่ย “นี่ไง...ได้เรื่องแล้วที่เธอไม่ยอมให้เราไปบอกใครไงว่า เราเจอเธอ คนไทยอยู่เมืองไทยนี่แหละ แต่หลอกแฟนเพลงว่าเป็นสาวนอก”

“งั้นอย่าไปสนเลยพี่ พวกหลอกลวงประชาชน”

“แต่ฉันยังสนอยู่ว่ะ ทรพรุ่งนี้เราไปรับยายนักร้องที่สนามบินด้วยกัน ฉันอยากรู้ว่า ยายนี่หลอกอะไรคนไทยอีก ที่ร้องเพลงน่ะ เสียงจริงหรือว่าเสียงเทคนิคล้วน ๆ” ทูนอินทร์ยิ้มกริ่ม

ด้านอิทธิเดินยิ้มร้ายตรงมาที่ห้องนอนของรุ้งระวีเพื่อทวงสัญญา ส่วนรุ้งระวีที่ยังไม่รู้ชะตากรรม ยังนั่งคุยกับรูปถ่ายของแม่สมัยยังสาวสวย ในภาพนั้นมีแสงหล้าแต่งตัวเป็นนักร้องในบาร์ รุ้งระวีวัยเด็กใส่ผมสีทองบลอนด์ แต่งหน้าทาปากแต่งตัวเหมือนกำลังออกโชว์ ยิ้มแป้นอยู่ในอ้อมกอด

“แม่คะ รุ้งกลับมาหาแม่แล้ว อยากไปตามหาแม่ที่โคราช แต่ก็ไปไม่ได้ เพราะคุณอิทธิไม่ยอมให้รุ้งออกไปไหนเลย กลัวคนเห็นแต่ไม่เป็นไร พรุ่งนี้จะแถลงข่าวแล้ว รุ้งคงเป็นอิสระเสียที” รุ้งระวีถอนใจ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น รุ้งระวีลุกออกมาเปิด เพราะเข้าใจว่าเป็นเจ๊จี่หอย แต่คนที่เดินเข้ามากลับเป็นอิทธิ หญิงสาวหน้าตื่น รีบหยิบหมอนมาปิดหน้าอกตัวเอง

“รุ้ง พรุ่งนี้จะเปิดตัวรุ้งแล้ว ผมว่ารุ้งจะต้องดังระดับ ตัวแม่ของวงการแน่ๆ ถ้ารุ้งดังแล้ว ต้องตกลงตามสัญญานะ เราจะแต่งงานกัน” อิทธิส่งยิ้มเตรียมขย้ำ

“แต่รุ้งบอกคุณอิทแล้วนี่คะ ว่าขอเวลารุ้งให้รู้จักคุณอิท มากกว่านี้ แล้วรุ้งถึงจะให้คำตอบ”

“ผมไม่ชอบรอน่ะรุ้ง คืนนี้ผมค้างที่นี่นะ” อิทธิดึงรุ้งมากอดไว้แล้วจูบไซ้ที่ซอกคอก่อนผลักเธอลงไปที่เตียง แล้วปลดกระดุมเสื้อตัวเอง “คืนนี้เป็นของผมเถอะนะรุ้ง ผมคลั่งรุ้งจะแย่แล้ว” อิทธิโถมร่างทาบทับร่างรุ้งระวีพยายามจะปลดเสื้อนอนของเธอ

รุ้งระวีกลั้นใจ มองไปที่หัวเตียงแล้วคิดอุบายขึ้นได้ เธอร้องไห้โฮอ้างว่า แม่กำลังมองอยู่และกำลังต่อว่าที่เธอไม่รักนวลสงวนตัว

“โธ่ รุ้งคิดไปเอง นั่นแค่รูป แม่รุ้งตอนนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหนแล้ว เขาทิ้งรุ้งนะอย่าลืม ตอนนี้คนที่ดูแลรุ้งมีผมคนเดียวนะ เป็นของผมเถอะนะ” อิทธิเอื้อมมือไปคว่ำรูปลง แล้วหันมาจู่โจมอีกครั้ง

รุ้งระวีตัวเกร็ง แล้วตัดสินใจยกเข่าขึ้นกระแทกกลางลำตัวอิทธิทันที

“อ๊าก...” อิทธิร้องลั่นลงไปนอนแผ่หรา

“คุณอิท รุ้งขอโทษค่ะ ไม่ได้ตั้งใจ” รุ้งระวีตีหน้าซื่อ

“โอย...ระวังหน่อยซีรุ้ง นี่มันจุดอ่อนผู้ชายนะ” อิทธิจุกจนพูดไม่ออก

รุ้งระวีลอบยิ้ม แล้วร้องเรียกให้เจ๊จี่หอยเข้ามาช่วยดูอาการอิทธิ เจ๊จี่หอยรีบวิ่งเข้ามาแล้วไล่ให้รุ้งวะวีออกไปรอข้างนอกกับมะปรางอย่างรู้กัน

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

กลุ่มนักข่าวหลายสิบชีวิตกำลังรอทำข่าวรุ้งระวี ศรีแอลเอ ที่กำลังจะเดินทางมาถึง พร้อมกับกลุ่มแฟนคลับที่รวมตัวกันอย่างคับคั่ง ทูนอินทร์กับอินทรในชุดเสื้อคลุมยับๆ แหวกคนมุงเข้ามา ทั้งสองติดหนวดใส่แว่น ท่าทางเหมือนนักดนตรีแนวเพื่อชีวิต

อินทรนึกสงสัยเอ่ยถามพี่ชายว่า ทำไมต้องลงทุนขนาดนี้ด้วย ทูนอินทร์ว่า เขาไม่อยากให้รุ้งระวีจำได้ เพราะ จะเข้าไปถามว่าเธอบินมาจากแอลเอ หรือร้อยเอ็ดกันแน่

“แล้วถ้าโกหกจริง”

“ก็เป็นแต้มต่อของเรา ถ้าเราขู่ว่าจะเปิดโปง เธออาจจะรับฟังข้อเสนอของพี่ก็ได้”

“ข้อเสนออะไรครับ”

“เอาน่า เดี๋ยวรู้เอง” ทูนอินทร์ยิ้มร้าย แล้วพลันสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดของเหล่าแฟนคลับ เพราะอาชาในชุดผ้าสีสดแบบอีสานลูกทุ่ง ผมหวีเรียบกริบ เดินควงมากับขวัญข้าวในชุดซิ่นสั้นอีสานตามมาด้วยอิทธิและจุ๊บแจงที่ใส่ชุดลำซิ่งควงมาด้วยกัน โดยมีเจ๊จวงรั้งท้ายคอยกันนักข่าว
กลุ่มนักข่าว ช่างภาพถ่ายรูปกันวุ่นวาย อาชา ขวัญข้าว และจุ๊บแจง หมุนตัวให้ถ่ายรูปอย่างเฉิดฉาย นักข่าวรุมสัมภาษณ์นักร้องทั้งสาม

ส่วนรุ้งระวีเธอถูกเก็บตัวอยู่ในห้องวีไอพี มีเจ๊จี่หอยและมะปรางช่วยเป็นพี่เลี้ยงคอยแต่งหน้าแต่งตัวและให้คำแนะนำเรื่องสำเนียงการพูดที่ดูเป็นฝรั่งหน่อยๆ เพื่อให้ทุกคนเชื่อว่า เป็นแหม่มของจริง

“แล้วเราจะได้ฤกษ์ออกไปตอนไหนล่ะคะพี่หอย” มะปรางเริ่มเบื่อ

“คุณอิทจะนัดเวลามาเอง” เจ๊จี่หอยชะเง้อมองไปที่ประตู

ooooooo

บริเวณอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ

อิทธิ อาชา และขวัญข้าวกำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวถึงเรื่องรุ้งระวีน้องใหม่ในสังกัด ทุกคนพยายามสร้างภาพกันสุดฤทธิ์ เจ๊จวงสบโอกาสเข้าไปลากจุ๊บแจงออกมาถามหาเจ๊จี่หอย เพราะมั่นใจว่าต้องไปอยู่กับรุ้งระวี

“เดี๋ยวพี่ไปสืบก่อนว่ามันอยู่ตรงไหน แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนของเรา” เจ๊จวงเดินออกไป
จุ๊บแจงมองตามอย่างงงๆ และไม่ทันเห็นว่า ทูนอินทร์กับอินทรเข้ามาได้ยินพอดี

ทูนอินทร์นึกสงสัยจึงแอบตามเจ๊จวงไป

เวลาเดียวกันนั้น อิทธิแยกตัวออกมาจากกลุ่มนักข่าวเพื่อจะเข้าไปดูแลรุ้งระวีในห้อง เจ๊จวงเห็นเข้าจึงรีบตามไป ทูนอินทร์และอินทรไม่รอช้ารีบตามเจ๊จวงไปเช่นกัน

อิทธิเข้ามาในห้องวีไอพี เขาดูรุ้งระวีอย่างปลาบปลื้มพลางเอ่ยชมว่า เธอสวยจนไม่มีที่ติ รุ้งระวีขอบคุณชายหนุ่ม แล้วเอ่ยถามว่าจะออกไปได้เมื่อไหร่

“เครื่องแลนดิ้งแล้ว กว่าจะผ่าน ตม. ก็อีกครึ่งชั่วโมง” อิทธิบอก

เจ๊จวงมองผ่านกระจกห้อง เห็นอิทธิคลอเคลียกับรุ้งระวี และเบื้องหลังของเธอ มีทูนอินทร์กับน้องชายแอบอยู่

“นังรุ้งเป็นเรื่องแน่” เจ๊จวงหยิบมือถือขึ้นกดโทร.สั่งให้จุ๊บแจงรีบพานักข่าวมาที่ห้องวีไอพีเพื่อเปิดโปงความจริง แล้วรีบหลบออกไป เพราะอิทธิเปิดประตูออกมาพอดี

ทูนอินทร์กับอินทรได้ยินทั้งหมด อินทรถามพี่ชายว่าจะเอาไงต่อ เพราะไม่ได้มีแค่ทูนอินทร์ที่จะเปิดโปงเรื่องแหม่มกำมะลอเสียแล้ว

“ไม่ได้ว่ะ...งานนี้ต้องมีเราเจ้าเดียวเท่านั้น” ทูนอินทร์เหลือบไปเห็นห้องเก็บของด้านหลัง มีชุดพนักงานของสนามบิน และอุปกรณ์ทำความสะอาดวางอยู่ก็เกิดไอเดีย ชวนน้องชายปลอมตัวเป็นพนักงานของสนามบินเข้าไปทำความสะอาดในห้องวีไอพีที่รุ้งระวีเก็บตัวอยู่ และช่วยพาเธอออกมาจาก กองทัพนักข่าวได้อย่างหวุดหวิด

ooooooo

ทูนอินทร์กับอินทรพารุ้งระวี มะปราง และจี่หอย มาหลบที่มุมเก็บของ โดยมีจุ๊บแจงและเจ๊จวงวิ่งนำออกมา ตามมาด้วยทัพนักข่าว

“เมื่อกี้น้องแจงบอกว่า จะให้เจอรุ้งระวี รุ้งระวีที่กำลังเดินทางมาน่ะเหรอคะ นี่หมายความว่ารุ้งมาถึงแล้วเหรอ” นักข่าวเปิดประเด็น

“ไม่ได้มาถึงค่ะ ไม่ได้มาจากไหนทั้งนั้น อยู่เมืองไทยนี่แหละค่ะ แจงเห็นกับตา ที่ตลาดดอนหวายค่ะ คนทั้งตลาด ก็เห็น” จุ๊บแจงจีบปากจีบคอ

เจ๊จวงเห็นท่าไม่ดีรีบกระซิบเตือน “พอแล้วแจงอย่าพูดมาก เดี๋ยวจะเข้าตัว”

นักข่าวฮือพร้อมกันเตรียมเต้าข่าวต่อ รุ้งระวีที่แอบอยู่มองเขม้นไปที่เจ๊จวงแล้วจำได้ทันที เธอบอกกับเจ๊จี่หอยว่า เจ๊จวงมาเจอเธอที่บ้านและเป็นคนให้เธอติดรถไปลงที่ตลาดดอนหวาย

“แสดงว่าเจ๊จวงกับพี่จุ๊บแจงตามเราไปจนถึงบ้านแน่ๆ” มะปรางมั่นใจ

“อยากตาย” เจ๊จี่หอยสะอื้น แล้วหันไปซบไหล่อินทร

“อย่าเพิ่งตายพี่หอย สองคนนี่เป็นใครมาจากไหน เรายังไม่รู้จักเลย” รุ้งระวีนึกได้

“เออ นั่นซี นายสองคนเป็นใคร เข้ามาทำความสะอาด หรือเข้ามาช่วยเรา แล้วอยู่ดีๆมากอดฉันทำไม เห็นฉันสวยเหรอ” เจ๊จี่หอยโวยวาย

ทูนอินทร์และอินทรมองหน้ากัน แล้วทูนอินทร์ก็อธิบายที่มาของตนเองกับน้องชาย เป็นภาษาอีสาน พร้อมดัดเสียงให้รุ้งระวีจำไม่ได้

“ผมบังเอิญได้ยินเจ๊คนนั้นเขาคิดจะแกล้งคุณรุ้งน่ะครับ ผมก็เลยมาช่วย คือผมเป็นแฟนเพลงคุณรุ้งนะครับ” ทูนอินทร์ทำเอียงอาย

“ฉันออกเพลงมาแค่เพลงเดียวนะ”

“นั่นละครับ ฝากจิ้มแจ่วไปแอ้ลเอ๋ แอ้ลเอ๋ แหม...เสียงเพราะยังกะหยวกกล้วย”

“ว้าย...นั่นมันผิวในร่มผ้าน้องรุ้ง ไม่ใช่เสียง คิดลามกรึเปล่า”

“เปล่าครับ ติดใจเสียงจริงๆ ยิ่งเห็นในมิวสิก อู๊ย...สวยคั่กๆ หลายเด้อ มาเจอตัวจริงเข้า ยิ่งสวยแซ่บอีหลีอีหลอเล้ย”

รุ้งระวีแอบยิ้ม มะปรางนึกขึ้นได้จึงร้องถามเจ๊

“พี่หอย แสดงว่าพวกนี้รู้ความลับเรื่องพี่รุ้งไม่ได้มาจากแอลเอแล้วน่ะซี ทำไงล่ะ”

เจ๊จี่หอยสั่งให้ทุกคนรูดซิป ทูนอินทร์ และอินทรมองซิปกางเกงตัวเอง แล้วทำท่ารูดพร้อมกัน เจ๊จี่หอยส่ายหน้าบอกว่า เธอหมายถึง รูดซิปปากคือห้ามพูดเด็ดขาด

“ได้ครับ เราจะไม่พูดเพื่อให้คุณรุ้งลวงโลกต่อไปครับ” ทูนอินทร์แอบกัด แล้วส่งสายตาให้รุ้งระวี

“ขอบใจพี่หอย  ได้เวลาไปลวงโลกกันแล้วล่ะ” รุ้งระวีชวน

“ไป...ไปลวงโลกกัน ต๊ายอย่าพูดอย่างนี้ซีคะ ติดปากเลย นี่ยังไงก็ขอบใจนะที่ช่วย แล้วพวกนายชื่ออะไรล่ะ”

“ผม เคน พี่นายธีรเดชคนนี้”

“ส่วนผม ธีรเดช น้องพี่เคน คนนี้ครับ” สองพี่น้องแนะนำตัว

“แหม...งั้นฉันชื่อแอนทอง น้องพี่แอนเทย คนไหนก็ไม่รู้ละไปละนะ” เจ๊จี่หอย รุ้งระวี และมะปรางจะเดินออกไป แต่ทูนอินทร์เอ่ยขึ้น

“คุณรุ้งครับ ผมว่าคุณรุ้งอย่าใส่ชุดนี้เลย นักข่าวพวกนั้น เห็นชุดคุณรุ้งแล้วทั้งตัว ถึงจะเห็นแค่ด้านหลังก็เถอะ ผมว่าจะลวงโลก เอ๊ยหลอกคนให้แนบเนียน คุณรุ้งเปลี่ยนชุดใหม่จะเหมาะกว่า”
“จริงด้วยค่ะพี่” มะปรางเห็นด้วย

รุ้งระวีมองท่าทีหยัน ๆ ของทูนอินทร์อย่างหมั่นไส้ แต่ก็ยอมทำตามคำแนะนำ

ด้านเจ๊จวงกับจุ๊บแจง ทั้งสองพานักข่าวลงมาที่โถงล่างของสนามบิน เพื่อตามล่ารุ้งระวี แต่ไม่พบ พวกเธอสีหน้าไม่ดีนัก เพราะไม่มีหลักฐาน นักข่าวคนหนึ่งเสนอว่า จะไปถามความจริงจากอิทธิ เจ๊จวงร้องห้าม แล้วออกตัวว่า เธอกับจุ๊บแจงอาจเข้าใจผิดไปเอง

“เอาเป็นว่า...ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ ถ้าเราเข้าใจผิดจริงๆ พวกน้องๆ ก็ถือเสียว่ายกโทษให้พี่นะคะ แล้วก็อย่าเอาข่าวที่พวกเราเข้าใจผิดไปออกสื่อนะค้า ขอร้องละนะค้า ไหว้ละ” เจ๊จวงยกมือไหว้แล้วตีแขนจุ๊บแจงให้ไหว้ตาม

ooooooo

แล้วเวลาที่รอคอยมาถึง เสียงฮือฮาดังขึ้น ทุกคนหันไปที่ประตูผู้โดยสารขาเข้า จี่หอยและมะปรางช่วยเข็นรถใส่กระเป๋าเดินทางของรุ้งระวีนำเข้ามา พร้อมกับร่างของรุ้งระวีที่อยู่ในชุดอีสานประยุกต์สวยสง่ากว่าเดิมหลายเท่า แฟนเพลงและนักข่าวกรูกันไปที่รั้วกั้น เสียงปรบมือดังกึกก้องเกรียวกราว รุ้งระวีเดินมากลางทางเดิน แล้วไหว้แฟนเพลงด้วยท่วงท่างดงาม

เจ๊จวงกับจุ๊บแจงตะลึง ขวัญข้าวกับอาชามองอย่างเหยียดๆ มีเพียงอิทธิมองอย่างปลื้ม รุ้งระวียิ้มให้แฟนเพลง วงดนตรีที่รออยู่ขึ้นเพลง “ฝากจิ้มแจ่วไปแอลเอ”

รุ้งระวีผ่านรั้วกั้นออกมา นักข่าวเข้ามารุมถ่ายรูปอิทธิที่รออยู่ ส่งไมค์ให้รุ้งระวีทักทายแฟนเพลงด้วยน้ำเสียงแปร่งแบบฝรั่ง

“สวัสดีค่ะ พ่อแม่พี่น้อง แฟนเพลงของรุ้งทุกคน รุ้งดีใจเหลือเกินที่ได้กลับมาเมืองไทย ก่อนอื่นรุ้งขอกราบแผ่นดินเกิดของรุ้งก่อนนะคะ” รุ้งระวีก้มลงกราบที่พื้นด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย ทั้งโถงเงียบกริบ

ทูนอินทร์สีหน้าชื่นชมในความฉลาดของรุ้งระวี เขาเห็นเธอค่อยๆเงยหน้าที่น้ำตานองหน้าขึ้นมา คนดูปรบมือเกรียวกราว จี่หอย มะปราง และอิทธิยิ้มปลื้ม อิทธิช่วยประคองรุ้งระวีลุกขึ้น

“รุ้งได้กลับมาเมืองไทยแล้ว รุ้งอยากบอกอะไรกับคนไทยบ้างครับ” อิทธิเอ่ยถาม

“รุ้งรักเมืองไทยค่ะ และเพลงนี้ขอมอบให้มิตรรักแฟนเพลงทุกคน” รุ้งระวีเดินออกมาด้านหน้าเพื่อร้องเพลง “ฝากจิ้มแจ่วไปแอลเอ” และเต้นไปพร้อมกับเหล่าหางเครื่องสาวๆ

เจ๊จวงกับจุ๊บแจงยืนมองอย่างขยะแขยง แต่ต้องตะลึงเมื่อเห็นขวัญข้าวและอาชาเข้ามาร่วมเต้นกับหางเครื่องด้วย

“น้องแจงคะ สับสนรึเปล่า ที่ว่ารุ้งระวีมาถึงเมืองไทยนานแล้วน่ะ มีเรื่องเกาเหลาอะไรกันรึเปล่าคะ พี่แจ็คกี้จะได้ไปเต้าข่าวต่อ” นักข่าวเข้ามาถาม

“ไม่มีอะไรทั้งนั้นละค่ะ เข้าใจผิดเฉย ๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะ” เจ๊จวงฉีกยิ้ม

นักข่าวผิดหวังกลับไป จุ๊บแจงข้องใจถามว่า ทำไมต้องขอโทษนักข่าวด้วย เพราะมีหลักฐานอยู่ในมือ เจ๊จวงส่ายหน้าระอาใจก่อนชี้แจง

“สมองมีไว้ให้ฉลาดนะ รูปที่เราถ่ายไว้มันไม่ได้ถอดแว่น เอามาประจานก็ไม่มีใครเชื่อ”

เพลงจบลง ทุกคนปรบมือกราว ทูนอินทร์หันมาบอกกับน้องชาย

“เก่ง เก่งมาก คนนี้ละใช่แน่”

“ตกลงบอกได้รึยังครับ ว่าพี่มีข้อเสนออะไร”

“คนนี้ละจะมาร้องเพลงของฉัน” ทูนอินทร์มั่นใจ แต่อินทรส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย ทั้งสองมองไปที่รุ้งระวี เห็นแฟนเพลงเข้ามาคล้องมาลัยจนเต็มคอ

การแสดงเปิดตัวจบลง อิทธิพารุ้งระวีเข้าไปให้สัมภาษณ์ในห้องแถลงข่าวของสนามบินต่อ รุ้งระวีบอกประวัติของตัวเองกับนักข่าวตามข้อมูลของอิทธิเพื่อเรียกคะแนน ทุกคนปรบมือชื่นชม ยกเว้นเจ๊จวงกับจุ๊บแจงที่ยังแค้นใจไม่หาย

เจ๊จี่หอยไม่รอช้า รีบเข้าไปต่อว่าเจ๊จวงเรื่องพานักข่าวบุกไปที่ห้องวีไอพี และขู่ว่าจะฟ้องอิทธิ เจ๊จวงหน้าเสีย แต่ยังทำปากดีสวนกลับ

“ถ้าคนอย่างนังจวงตกงาน คนอย่างแกก็ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เอาซี้ คุณอิทธิไม่มีวันไล่ฉันออกหรอก ถ้าฉันออก นักร้องดังอย่างจุ๊บแจงอย่างขวัญข้าวก็ต้องออกตามฉันด้วย คุณอิทธิยอมไหมล่ะ” เจ๊จวงเดินหนี

“อีเลวระดับชาติ” เจ๊จี่หอยด่าตามหลัง

“พี่หอย คนนี้น่ะเหรอที่หลอกรุ้งไปที่ตลาด” ทูนอินทร์เข้ามาถาม

“นังงูพิษนี่แหละคุณ นี่รุ้งยังไม่ได้เข้าบริษัทยังโดนแกล้งขนาดนี้ ถ้าเข้าไปอยู่ร่วมกับพวกมันต้องไม่เหลือดีแน่ๆ เลย หอยคนเดียวคงดูแลรุ้งไม่ได้เต็มที่หรอก คงต้องหาใครสักคนที่จะมาช่วยหอยได้” จี่หอยหันไปซบไหล่อินทรที่ตามพี่ชายเข้ามา

ทูนอินทร์มองไปที่รุ้งระวีที่กำลังให้สัมภาษณ์อย่างเป็นห่วง

ooooooo

งานแถลงข่าวผ่านพ้นไป อินทรเดินมาตามพี่ชายกลับบ้าน แต่ทูนอินทร์จะรอพบรุ้งระวีก่อนเพราะอยากให้เธอดูเพลงที่เขาแต่ง

“พี่เลิกฝันเถอะครับ เขาอยู่บริษัทใหญ่อย่างนี้ เขาไม่สนเพลงอินดี้ของพี่หรอก” อินทรพูดแทงใจ ทูนอินทร์หน้าสลดจะเดินตามน้องชาย แต่ต้องเบรกกันทั้งคู่ เพราะรุ้งระวีกับมะปรางเดินมาขวางหน้าไว้ แล้วสองสาวก็ช่วยกันดึงหนวดปลอมออกจากใบหน้าของสองหนุ่ม

“โอ๊ย เจ็บ เบาๆครับ กาวมันเหนียว” ทูนอินทร์กับอินทรร้อง

“นี่ไง นายนักร้องลงตุ่มนั่นเอง นายไม่ใช่แฟนเพลงฉันสักหน่อย มาหลอกกันทำไม”รุ้งระวีต่อว่า และนึกระแวงขึ้นมาจึงรีบถามต่อ “นายเป็นนักสืบเหรอ”

“เปล่าครับ เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ที่หลงรักคุณเข้าแล้ว แต่อย่าเข้าใจผิด ผมแค่หลงรักเสียงร้องคุณต่างหาก” ทูนอินทร์ส่งยิ้ม

“กวนที่สุดเลยนายเนี่ย ฉันไปละ แต่นายห้ามพูดเรื่องฉันเด็ดขาด” รุ้งระวีขอร้อง

“ได้ครับ แต่ยังสงสัยอยู่เรื่องในเมื่อคุณสวยเสียขนาดนี้ ร้องเพลงก็เก่งขนาดนี้ ทำไมต้องหลอกคนฟังละครับ”

“ฉันไม่ได้อยากทำหรอกนะ แต่มันจำเป็น” รุ้งระวีหน้าสลด รีบชวนมะปรางเดินหนี

“แสดงว่าโดนบังคับมาแน่ ๆ” ทูนอินทร์มองตามอย่างเห็นใจ

“เขาพูดแค่นี้ก็เชื่อเขาแล้ว กลับพี่ กลับ เลิกเพ้อเสียที” อินทรดึงพี่ชายกลับเดินออกไปอีกทาง

ooooooo

ตอนที่ 2

ในร้านอาหารต้มแซ่บ วงต้มแซ่บกำลังโชว์เพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตอย่างเมามัน วงนี้ชาวคณะมีอินทร บักหนานและบักคูน เมธหนุ่มใหญ่เจ้าของร้านอาหารเข้ามาคุยกับทูนอินทร์ที่นั่งหน้าเครียดดูปกซีดีเพลงของรุ้งระวีอยู่

เด็กหญิงส้มป่อยนำเมนูเด็ดประจำร้านมาเสิร์ฟให้คู่ขา พลางร้องและเต้นตามจังหวะเพลงอย่างเมามัน จนเมธทนไม่ไหวต้องร้องห้าม เพราะกลัวน้ำลายของเธอจะหกใส่อาหาร จึงจ้างให้หยุดในราคาหนึ่งร้อยบาท

“อุ๊ย เลิฟมากค่ะ จัดให้” ส้มป่อยรับเงินแล้วเดินหายไป

เมธหันมามองภาพรุ้งระวี แล้วเปรยกับทูนอินทร์ “อะไรกันวะ ไอ้อิทธิมันไม่มีปัญญาขายนักร้องแล้วรึไง

ถึงต้องเอายายคนไทยมาชุบตัวเป็นแหม่มฝรั่ง”

“เป็นการสร้างจุดขายน่ะครับ” ทูนอินทร์เอ่ย

“เฮ้อ เดี๋ยวนี้สร้างจุดขายกันแปลกๆ” เมธบ่น แล้วหันไปมองอินทรที่เดินแยกลงมาจากเวทีพร้อมกับฟ้องว่า

นกเล็กนักร้องที่จะมาเป็นนักร้องนำในคืนนี้เบี้ยวอีกแล้ว และไม่มีใครขึ้นร้องแทนได้ เพราะไม่ถนัดแนวนี้ยกเว้น ทูนอินทร์

ทูนอินทร์รีบปฏิเสธทันควัน บอกว่าทำไม่ได้เพราะไม่กล้าร้องเพลงต่อหน้าคนเยอะๆ

“แล้วเมื่อวานซืน ทำไมยังร้องกลางตลาดได้ ไม่เห็นอายคน” อินทรแย้ง

“จริงเหรอวะ แกร้องเพลงกลางตลาดเลยเหรอ แล้วแกไปร้องกลางตลาดได้ไง อะไรดลใจแก”

“ก็คงแม่รุ้งระวี ศรีแอลเอ นี่ละครับ เขามาเต้นเป็นหางเครื่องเข้าหน่อย พี่ทูนเราทั้งร้อง ทั้งโยก ทั้งคลึง” บักหนาน ตามมาใส่ไฟ พร้อมแสดงท่าทางประกอบ

“พอๆ ไม่เกี่ยวกับยายรุ้งนั่นซักหน่อย ฉันใส่แว่นดำ แล้วฉันลงไปร้องในตุ่ม ก็หน้าด้านร้องไปได้โว้ย”

“แกมีปัญหาทางจิตแล้วละว่ะ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่” เมธมองหน้าทูนอินทร์อย่างพิจารณา

“ตั้งแต่เด็กนั่นแหละครับ เรื่องยายเด็กแหม่มจ๋าน่ะ” อินทรพูดไม่ทันจบ ทูนอินทร์ก็ร้องห้ามเพราะไม่อยากนึกถึงมันอีก

เมธไม่ยอมจบ เขาบังคับให้ทูนอินทร์เล่าความจริงออกมา ระหว่างที่ทูนอินทร์เล่าเหตุการณ์ฝังใจในวัยเด็กให้เมธฟังอยู่นั้น รุ้งระวีก็กำลังเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของเธอ ตอนที่แม่แสงหล้า พาตระเวนร้องเพลงประกวดตามเวทีต่างๆ ให้เจ๊จี่หอยฟัง

วีรกรรมครั้งสำคัญที่เธอไม่เคยลืมเลยก็คือ จับตุ๊กแกปลอมใส่ในกางเกงของเด็กชายที่เป็นคู่แข่งตัวเก็ง เพราะกลัวว่าเขาจะชนะ จนเป็นเหตุให้เด็กชายคนนั้นถึงกับร้องเพลงไม่ออก ยืนฉี่แตกอยู่หน้าเวที

และช่างบังเอิญว่า เด็กชายโชคร้ายคนนั้นก็คือ ทูนอินทร์ ที่กำลังสารภาพกับเมธถึงเหตุการณ์ในวัยเยาว์ เมื่อครั้งโดนเด็กหญิงแหม่มจ๋าคู่แข่งจับตุ๊กแกใส่ในกางเกงอยู่พอดี

“โธ่เอ๋ย ไอ้ขวัญอ่อน แกก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอว่าตุ๊กแกปลอม” เมธนึกขำ

“มารู้ทีหลังครับ แต่กลัวแล้วมันก็กลัวเลย” ทูนอินทร์หน้าจ๋อย

“พี่เขาจิตขนาดที่ว่า ได้ยินเสียงตุ๊กแกทีไร เป็นกุมเป้าทุกที” อินทรเสริม

“มันยังไง เสียวแปล๊บเหรอวะ”

“ยิ่งกว่าเสียวครับ สยองเลย เห็นภาพตุ๊กแกมันกัดไส้อั่วผมขาดน่ะ”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่แกร้องเพลงต่อหน้าผู้คนไม่ได้”

“โธ่ ภาพที่คนดูเขาหัวเราะเยาะผมทั้งห้างน่ะ มันฝังใจ ทุกคนชี้มาที่เป้าผม แล้วผมก็ฉี่ราด โอยน่าอายที่สุดในโลก ผมออกไปร้องทีไรก็นึกถึงภาพนี้ทุกที”

“งั้นปัญหาของนายมันก็อยู่ที่ความอายนี่แหละ นายต้องแก้ปมตรงนี้ให้ได้”

“จะแก้ยังไงละครับพี่”

“ทำให้หน้าด้านไง เอางี้ นายกล้าร้องเพลงกลางตลาดได้แล้ว นายใส่แว่นดำไว้เลย พอออกไปร้องแล้วลืมภาพคนฟังให้หมด นึกถึงแต่แม่รุ้งระวีนั่น กำลังโยกย้ายอยู่ตรงหน้าแก แต่งตัวเซ็กซี่ๆ สะบัดก้นไปมา” เมธทำท่าสะบัดก้น

ทูนอินทร์ถึงกับสะดุ้ง แย้งว่านอกจากร้องไม่ออกแล้วยังจะอ้วกด้วย

“ลองหน่อยเถอะวะ ไอ้อาการกลัวคนฟังขึ้นสมองของแก มันจะได้หายเสียที”

ทูนอินทร์ลังเลหันมามองลูกทีม เห็นอินทร บักหนานและคูนพยักหน้าให้กำลังใจ ก็เกิดลูกฮึดยอมทำตามคำแนะนำของเมธ

ooooooo

ตุ่มใบใหญ่ถูกนำมาตั้งบนเวที ลูกค้าในร้านพากันตะลึง สาวหางเครื่องสี่คนแต่งตัวคล้ายรุ้งระวีเดินออกมา

อินทรแอบกระซิบถามเมธว่า ต้องทำขนาดนี้เลยเมธว่าต้องลองดูทุกทางเพื่อเรียกความมั่นใจให้ทูนอินทร์ เมื่อดนตรีบรรเลง สาวหางเครื่องร่ายรำ ตามด้วยเสียงร้องของทูนอินทร์ดังขึ้น โดยยังไม่มีใครได้เห็นตัว ลูกค้ามองหาที่มาของเสียง สาวหางเครื่องเข้ามาหมุนตัวรวมกันที่ตุ่มแล้วดึงร่างของทูนอินทร์ให้ลุกขึ้นมา คนดูปรบมือกราว ทูนอินทร์ที่ใส่แว่นดำหันมามองคนดู เขาข่มความประหม่าร้องเพลงต่อ

ทุกคนสนุกสนานกับบทเพลงของทูนอินทร์ ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี แต่แล้วส้มป่อยตัวแสบก็ก่อเรื่องอีก เธอนึกสนุกเข้าไปหยิบวิกผมสีเงินบลอนด์ซึ่งเป็นสีเดียวกับที่รุ้งระวีในวัยเด็กใส่แกล้งทูนอินทร์เมื่อครั้งประกวดร้องเพลงออกมาเต้นหน้าเวที แถมยังหัวเราะร่วนมองไปที่ทูนอินทร์อีกด้วย

ทูนอินทร์ชะงักกึก เพราะภาพที่เห็นตรงหน้ากลายเป็นเด็กหญิงแหม่มจ๋า กำลังเต้นและหัวเราะเยาะตน พร้อมกับชี้ไปที่เป้ากางเกง เขาก้มลงมองเป้าตัวเอง เห็นตุ๊กแกตัวใหญ่เกาะอยู่จึงร้องลั่นว่า ตุ๊กแกจะกัดของสงวน แล้วกระโดดผ่านลูกค้าออกไป ทำให้ทุกคนตกตะลึง

เมธรีบขึ้นไปแก้ไขสถานการณ์ สั่งให้วงดนตรีบรรเลงต่อ แล้วลงมาบ่นกับอินทรว่า ทูนอินทร์จิตขนาดนี้เลยหรือ

“ยายส้มป่อยนี่แหละตัวดี วิกผมนี่ละครับ ที่พี่ทูนเป็นบ้า” อินทรอธิบายแล้วพาเมธกับส้มป่อยไปตามหาทูนอินทร์ เพื่ออธิบาย

ส้มป่อยหน้าเสีย บอกว่าเธอนึกสนุกจึงหยิบมาใส่ เพราะอยากเป็นหางเครื่องบ้าง ทูนอินทร์หน้าเสียสารภาพกับเมธว่า วิกผมอันนี้เหมือนที่เด็กหญิงแหม่มจ๋าใส่ไม่ผิดเพี้ยน

“มันก็เลยทำให้แกคิดถึงเด็กนั่น แล้วแกก็เลยคิดถึงตุ๊กแกขึ้นมาอีก เลยเป็นบ้า แล้วยายเด็กตัวแสบนี่เป็นใคร ตอนนี้เป็นไงแล้ว”

“ไม่ได้ข่าวเลยครับ แต่ถ้าเจอตัวนะ ผมจะเอาคืนให้แสบเลย”

“ทำไมจะโยนตุ๊กแกคืนให้ แก่แดดแบบนี้ ป่านนี้คงเป็นพะโล้ มีลูกเป็นพรวนไปแล้ว” เมธสรุป

ทูนอินทร์ถอนใจอดนึกถึงเด็กหญิงแหม่มจ๋าไม่ได้

ส่วนเด็กหญิงแหม่มจ๋า ที่ตอนนี้กลายเป็น รุ้งระวี ศรีแอลเอไปแล้ว เธอก็อดคิดถึงเรื่องราวในวัยเด็กไม่ได้เช่นกัน จึงนึกสนุกหยิบวิกผมทองบลอนด์มาใส่ แล้วแต่งหน้าเป็นเด็กหญิงแหม่มจ๋า ลุกขึ้นครวญเพลงสมัยที่เคยร้องประกวด โดยมีจี่หอยและมะปรางเป็นหางเครื่อง ก่อนล้มกลิ้งไปบนเตียงด้วยกัน

“ถ้าแม่มาเห็นรุ้งตอนนี้ แม่คงภูมิใจมาก รุ้งเป็นนักร้อง แล้วนะคะแม่” รุ้งระวีพูดกับรูปของแม่

“รุ้ง รูปแม่เนี่ย เก็บไว้ให้มิดชิดดีกว่า ให้ใครเห็นไม่ได้หรอกนะ เดี๋ยวความแตกขึ้นมา คนเขาก็รู้ว่าเราปลอมประวัติรุ้ง มันจะเสียหาย แล้วก็อย่าคาดหวังให้มากนักนะ ทำใจเผื่อไว้บ้าง ถ้าแม่เขาไม่ติดต่อเรามาเป็นสิบปีแล้วอย่างนี้ เขาอาจจะ... จากเราไปแล้วก็ได้”
รุ้งสลดมองรูปถ่ายของแสงหล้า

ooooooo

เสียงเพลง “ฝากจิ้มแจ่วไปแอลเอ” ดังกระหึ่มมาจากทีวีในตลาดโต้รุ่ง

บริเวณนั้น หญิงชรานางหนึ่งนอนคุดคู้อยู่ใกล้แผงผัก เธอได้ยินเสียงเพลงของรุ้งระวีจึงค่อยๆยันร่างขึ้น แล้วเดินตรงมาที่ทีวี พลางจ้องไปที่ใบหน้าของนักร้องสาว

“รุ้ง นั่นรุ้งรึเปล่า รุ้งลูกแม่ใช่ไหม” แสงหล้าที่ทรุดโทรมดำคล้ำ จนแทบจำไม่ได้ เขม้นไปที่หน้ารุ้งระวี น้ำตาของนางไหลพราก นางยื่นมือจะไปจับหน้าลูกในจอทีวี

“มึงจะทำอะไรอีแก่” มืออ้วนใหญ่ของเจ๊เล้งกระชากร่างของแสงหล้าเซออกมา

“ลูก นั่น...นั่นลูกสาวข้า ในจอทีวี” แสงหล้าจะเข้ามาจับทีวีอีก

“อย่าจับนะ อีแก่โสโครก ลูกอะไรของเอ็งมาอยู่ในทีวีข้า” เจ๊เล้งผลักแสงหล้าล้มโครมไปบนเข่งผักเน่า

“นั่น ลูกข้า ร้องเพลงอยู่นั่นไง” แสงหล้ายันกายขึ้นเพ่งมองไปหน้าทีวี

“นังนักร้องคนนี้นะ ลูกเอ็ง เฮ้ย พวกเราโว้ย ฟังหน่อย อีแก่นี่มันบอกว่า นังนักร้องหน้าฝรั่งในทีวีนี่ เป็นลูกสาวมันว่ะ” เจ๊เล้งหัวเราะร่า

“บ้าใหญ่แล้ว ถ้านังนักร้องมันเป็นลูกเอ็งจริง ทำไมมันสวยนักวะ ทำไมหนังหน้ามันไม่เหมือนผีเหมือนหน้าเอ็งล่ะแถมหน้ามันยังเป็นฝรั่ง ไง...เคยมีผัวเป็นฝรั่งเหรอ แสดงว่าผัวฝรั่งเอ็งชอบได้เมียหน้าผีงั้นซี” แม่ค้าร้านข้างๆ ช่วยเสริม

คนในตลาดพากันหัวเราะ แสงหล้ามองไปรอบๆ อย่างเจ็บปวดก่อนจะเอ่ย “ลูกข้าสวยโว้ย สวยกว่าพวกเอ็งทุกคน ดูซีเป็นนักร้องดังแล้ว ลูกแม่” แสงหล้าจะเข้าไปจับทีวีอีก
“เฮ้ย นังโส่ย เปลี่ยนช่องเลย อย่าให้มันดู” เจ๊เล้งสั่งลูกน้อง

“อย่า อย่าเปลี่ยนช่อง ให้ข้าดูลูกข้าก่อน” แสงหล้าเข้าแย่งรีโมตจากลูกมือของโส่ย

โส่ยผลักแสงหล้าล้มลงไปที่พื้น แต่เจ๊เล้งยังไม่หนำใจตักน้ำสาดโครมมาเต็มตัวแสงหล้าพร้อมด่าทออีกชุดใหญ่

แสงหล้าร้องลั่น วิ่งกระเซอะกระเซิงหนีไปหลบมุมข้างตึก เนื้อตัวเปียกโชก นางทรุดลงร้องไห้ แล้วหยิบรูปเก่าๆ ของรุ้งระวีวัยห้าขวบที่แต่งเป็นแหม่มจ๋าออกมาดูพลางรำพึง

“ลูกแม่...ลูกแม่เป็นนักร้องแล้ว สมกับที่แม่หวังไว้” แสงหล้ายิ้มออกมา แล้วเริ่มฮัมเพลงกล่อมลูกอย่างไพเราะในช่วงแรก ก่อนที่เสียงจะแหบแห้งลง และขาดเป็นห้วงๆ จนกลายเป็นเสียงสะอื้นเบาอยู่เพียงลำพังในมุมมืด

ooooooo

เช้าวันใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบร่มรื่นของไร่อินสรวง

ทูนอินทร์ผู้เป็นเจ้าของนั่งเขียนบทเพลงอยู่ที่ระเบียงบ้าน เขาส่งยิ้มกับรูปรุ้งระวีบนหน้าปกซีดี แล้วพลันสะดุ้ง เพราะหน้ารุ้งระวีที่ยิ้มสวยอยู่บนปกเปลี่ยนหน้าเป็นเด็กหญิงแหม่มจ๋าไปเสียได้

“เรานี่ท่าจะบ้าไปแล้ว” ทูนอินทร์บ่นกับตัวเอง แล้วต้องสะดุ้งอีกรอบ เมื่อเห็นเด็กหญิงส้มป่อยยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า เพราะเธอมาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง

“นายเป็นไรคะ เห็นหน้าหนูเป็นตุ๊กแกเหรอคะ เมื่อ คืนถึงได้กุมเป้า แล้ววิ่งหนี แหม หน้าหนูออกจะสวย”

“นี่...ไม่ต้องมาพูดดี วิกผมสีทองน่ะ เอามาใส่อีกฉันจะฟาดให้”

“ค่ะ ไม่ใส่แล้วค่ะ ไม่ชินเลย คุณอินทรให้มาเรียกทานเบรกฟาสต์ค่ะ อุ๊ย นี่พี่รุ้งระวีนี่คะ” ส้มป่อยเห็นปกซีดีของรุ้งระวีเข้าพอดี

ทูนอินทร์แปลกใจที่เด็กหญิงรู้จักรุ้งระวีด้วย ส้มป่อยคุยโวว่า ไม่ใช่แค่รู้จักเพราะเธอทั้งร้องทั้งเต้นก๊อปรุ้งระวีได้ทุกท่าแล้วโชว์ลีลาให้ทูนอินทร์ดู

“พอ พอ เขาเต้นสวย เราน่ะเต้นซวย”

ส้มป่อยทำสะบัดสะบิ้งหันไปฟ้องอินทรที่เข้ามาแซวพี่ชายว่า ยังคิดถึงรุ้งระวีไม่เลิก ทูนอินทร์อมยิ้ม ชวนน้องชายเข้ากรุงเทพฯ ด้วยกัน เพราะอิทธิจะเปิดแถลงข่าวเพลงใหม่ของรุ้งระวี เขาจึงอยากจะไปพบเธอ เพื่อนำเพลงที่แต่งไปให้ฟัง

“เอางั้นเลยเหรอ”

“เออซีวะ ไปเร็ว” ทูนอินทร์เดินนำอินทรไปที่รถ

“นายจะไปพบพี่รุ้ง ฝันเป็นจริงแล้วส้มป่อย” ส้มป่อยส่งยิ้มชวนฝันแล้ววิ่งตามสองหนุ่มไป

“นายขา เดี๋ยวค่ะนาย นายจะไปพบพี่รุ้งระวีจริงๆ เหรอคะ” ส้มป่อยวิ่งมาดักหน้า

“ก็จริงน่ะซี” ทูนอินทร์หันมา

“งั้น...หนูขอลายเซ็นค่ะ แต่เซ็นธรรมดาไม่เอาต้องเซ็นลงในนี้เท่านั้น” ส้มป่อยยื่นกล่องกระดาษให้ทูนอินทร์รับมาทำท่าจะขึ้นรถ แต่ส้มป่อยเรียกไว้แล้วยื่นมือถือให้อีกพลางกำชับ

“ให้พี่รุ้งดูด้วย คลิปหนูอยู่ในมือถือนี่ เขาจะได้เชื่อว่าหนูเป็นแฟนคลับของแท้”

“เข้าใจแล้ว เข้าใจโลกแล้ว” ทูนอินทร์รับมือถือมาแล้วขึ้นรถออกไปกับอินทร

ooooooo

บ่ายวันนั้น ที่บริษัทอิทธิซาวนด์ รุ้งระวีกำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวถึงเรื่องเพลง “ผู้บ่าวข้าวจี่” และเพลง “หมอลำออนไลน์” ที่จะเริ่มต้นถ่ายทำมิวสิกในอาทิตย์หน้า จากนั้นก็จะจัดทัวร์คอนเสิร์ตให้ครบทั้งสี่ภาค

ขวัญข้าว จุ๊บแจง อาชา และเจ๊จวงมองรุ้งระวีอยู่เบื้องหลังท่าทางไม่พอใจนัก เพราะโดนแย่งซีนขวัญข้าวจึงหันมาใส่ไฟกับจุ๊บแจงว่า นอกจากจะเจอโดนรุ้งระวีแย่งเพลงไปแล้ว ยังจะโดนแย่งคุณอิทธิไปด้วย

อาชาสะใจรีบซ้ำเติมว่า รุ้งระวีกำลังตกถังข้าวสาร แต่จุ๊บแจงกำลังจะตกถังอาจม

จุ๊บแจงฉุนกึกหันมาฟ้องเจ๊จวง เจ๊จวงเตือนสติให้รักษาภาพนางเอกไว้ แล้วดึงจุ๊บแจงเดินหนีไป ไม่ทันเห็นชายสองคนกำลังยืนกินของว่างอยู่ ทูนอินทร์และอินทรที่ใส่หนวดอำพรางหน้า ใส่วิกผมม้าเหมือนวงสี่เต่าทอง ทำเนียนเป็นนักข่าวเข้ามาร่วมงาน

หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ นักข่าวขอร้องให้รุ้งระวีช่วยโชว์เพลงใหม่ที่กำลังจะออกเป็นเพลงที่สองให้ทุกคนฟัง

“ได้เลย งานนี้เราเตรียมไว้แล้ว” อิทธิตอบแทน แล้วประคองรุ้งระวีให้ลุกขึ้นยืน

ทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว สาวหางเครื่องสามนางเดินเข้ามาพร้อมเสียงเพลง “ผู้บ่าวข้าวจี่” จากนั้นทั้งสามก็เข้าประคองรุ้งออกมาที่กลางโถง แล้วสะบัดเสื้อคลุมของเธอออก

รุ้งระวีอยู่ในชุดโชว์เลื่อมระยิบทั้งตัว ทูนอินทร์ อินทรและกลุ่มของจุ๊บแจงยืนตาค้าง เมื่อเห็นรุ้งระวีเริ่มร้องและเต้นอย่างพร้อมเพรียงร่วมกับสาวหางเครื่อง

นักข่าวส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน จุ๊บแจงแค้นจัดที่รุ้งระวีดูเหนือเธอทุกอย่าง

จังหวะหนึ่งสร้อยลูกปัดของหางเครื่องตกที่พื้น กระเด็นมาตรงหน้าขวัญข้าว ขวัญข้าวรีบเก็บขึ้นมาพร้อมกับแผนร้ายผุดขึ้นใจ เธอรูดลูกปัดจากสร้อยให้ร่วงกราวลงกับพื้น หวังให้รุ้งระวีเต้นมาเหยียบแล้วเสียหลักล้มลง แต่เหตุการณ์ไม่เป็นดังคาด เพราะทูนอินทร์ถลาเข้าไปกลางวง แล้วช่วยประคองรุ้งระวีไว้ได้ทัน

นักข่าวปรบมือเฮกันทั้งห้อง กลุ่มขวัญข้าวมองอย่างเคียดแค้น อิทธิ จี่หอย และมะปรางรีบเข้ามาดู

“โอ้โฮ เกือบไปแล้วไหมล่ะ ขอบคุณมากนะคุณ นักข่าวจากค่ายไหนละ” อิทธิมองหน้าทูนอินทร์

“ทีวีไทม์ครับ” ทูนอินทร์ดัดเสียง

“ใครแกล้งรึเปล่า” จี่หอยหันขวับไปทางกลุ่มเจ๊จวง แต่ทุกคนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

อิทธิกลัวจะเกิดเรื่องอีกจึงขอจบการแถลงข่าว จี่หอยรีบรับช่วงชวนทุกคนไปทานของว่างที่เตรียมไว้ ส่วนอิทธิพารุ้งเดินเข้าไปหากลุ่มเจ๊จวง พร้อมออกคำสั่งเสียงเข้มให้ทุกคนไปทานอาหารกลางวันด้วยกัน เพราะอยากย้ำเตือนเรื่องกฎกติกามารยาทที่ต้องรับรู้ร่วมกันเมื่ออยู่ในบริษัทเดียวกัน

ขวัญข้าวกับอาชาฉีกยิ้มรับคำสั่งแต่โดยดี ผิดกับเจ๊จวง และจุ๊บแจงที่เดินสะบัดหน้าหนีออกไป ทูนอินทร์กับอินทรที่แอบมองอยู่หันมาบ่นพึมพำว่า แถวนี้มันสมรภูมิชัดๆ

ooooooo

เจ๊จวงและจุ๊บแจงออกมานอกห้องด้วยอาการหัวเสีย จุ๊บแจงขยับจะกรี๊ด แต่เจ๊จวงห้ามไว้ พลางบอกว่ายังมีก๊อกสองที่พอจะเล่นงานรุ้งระวีได้ เพราะเมื่อคืนเธอลองเช็กภาพมือถือที่ถ่ายวันนั้นดู จึงพบภาพเด็ดตอนที่รุ้งระวีเต้นเป็นหางเครื่องให้นักร้องในตุ่มแล้วจังหวะหนึ่งเธอเผลอเลิกแว่นขึ้นทำให้เห็นหน้าชัดเจน และใช้เป็นหลักฐานได้

“พี่จวง เห็นหน้ามันชัดๆ เลย” จุ๊บแจงร้องเมื่อเห็นภาพในมือถือ

“นี่ละค่ะ ก๊อกสอง” เจ๊จวงยิ้มร้าย แล้วชวนจุ๊บแจงกลับเข้าไปในห้องเพื่อแฉความจริงกับนักข่าว

เมื่อสองสาวเดินออกไปแล้ว ทูนอินทร์กับอินทรที่บังเอิญเดินตามมาและได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจึงหันมามามองหน้ากัน แล้วคิดหาทางช่วยรุ้งระวี

สองหนุ่มมาดักรอรุ้งระวีอยู่หน้าห้องน้ำ เพราะเห็นเธอแยกออกมาจากกลุ่ม และเมื่อรุ้งระวีมาถึงทูนอินทร์ก็เข้าประกบหวังจะเตือนเรื่องรูปถ่ายของเจ๊จวง แต่รุ้งระวีเข้าใจผิดคิดว่า เขาเป็นพวกโรคจิตจึงจะร้องให้คนช่วย

ทูนอินทร์รีบตะปบปากรุ้งระวี แล้วลากเธอเข้าไปในห้องน้ำชายด้วยกัน อินทรยืนตะลึงร้องเตือนพี่ชายว่า เรื่องจะไปกันใหญ่ แต่ทูนอินทร์ไม่สน ลากรุ้งระวีเข้ามาในห้องน้ำแล้วล็อกประตูทันที ร่างของทั้งสองแนบชิดกัน

“อย่าร้อง อย่าดิ้น ไม่งั้น เอ้อ ตามบทจริงๆ ต้องขู่คุณว่าจะจูบ แต่ไม่เอาละ เอางี้ ผมไม่ทำอะไรคุณหรอกอย่าร้อง... นี่ผมเอง” ทูนอินทร์ปล่อยมือจากปากรุ้งระวีแล้วดึงหนวดและแว่นของตนออก

รุ้งระวีเพ่งมองเห็นเป็นพ่อนักร้องลงตุ่มก็โล่งใจ เธอเอ่ยถามว่า ทำไมต้องทำกับเธอแบบนี้

ทูนอินทร์บอกเรื่องภาพถ่ายของเจ๊จวงให้รุ้งระวีฟัง และรับอาสาช่วยจัดการเรื่องนี้ให้เอง แต่รุ้งระวีก็ยังอดห่วงไม่ได้

เวลาเดียวกันนั้น เจ๊จวงกับจุ๊บแจงก็นำภาพของรุ้งระวีไปให้ตาลเฉาะ นักข่าวคนเดิมที่สนามบินดูเพื่อให้ช่วยแฉความจริง ตาลเฉาะมองภาพจนมั่นใจว่า เป็นรุ้งแน่จึงยอมรับปาก

“ได้ค่ะพี่ แฉเรื่องฉาวแบบนี้ถือเป็นวิชาชีพของตาล แต่พี่จวงต้องรับปากนะ ว่าจะให้ภาพนี้เฉพาะหนังสือของตาลเล่มแรกเท่านั้น”

“รับปากซี ไป เราเข้าไปเตี๊ยมกันข้างในดีกว่า” เจ๊จวง จุ๊บแจง และตาลเฉาะเข้าไปห้องด้านใน

ทูนอินทร์และอินทรที่สังเกตการณ์อยู่รีบตามเข้าไป

รุ้งระวีที่กำลังยืนโพสท่าให้นักข่าวถ่ายรูปแอบมองตามสองหนุ่มใจเต้นไม่เป็นส่ำ

ครั้นซักซ้อมแผนการเป็นที่เรียบร้อย ตาลเฉาะก็เดินหน้าแฉรุ้งระวีทันที เธอเอ่ยถามรุ้งระวีถึงเรื่องเดินทางมาถึงเมืองไทยก่อนกำหนด และแอบไปเที่ยวตลาดน้ำ

นักข่าวฮือรีบยิงคำถามกันแซ่ด รุ้งระวี เจ๊จี่หอยและมะปรางตกใจ ขณะที่จุ๊บแจงยิ้มแสยะ

“คุณพูดเรื่องอะไร รุ้งไปเที่ยวตลาดที่ไหน” อิทธิเสียงเข้ม

“ดอนหวายค่ะ ภาพถูกถ่ายในมือถือนี่แล้วค่ะ ระบุวันด้วยว่า เป็นวันก่อนที่รุ้งจะมาถึงเมืองไทย นั่นแสดงว่าน้องรุ้งไม่ได้เดินทางมาจาก แอลเอ.จริง แต่เอวานนี้เธอแกล้งเล่นละครว่าเพิ่งลงเครื่อง ผ่าน ตม.เข้ามา พวกเราถูกหลอกค่ะและเป็นไป ได้ว่า ประวัติทั้งหมดที่ว่าไปอยู่เมืองนอกแต่เด็ก อาจถูกสร้างขึ้นทั้งหมด ไม่มีความจริงเลยสักนิด” ตาลเฉาะใส่ชุดใหญ่

“พอได้แล้ว ถ้าพูดมากกว่านี้ ผมฟ้องหนังสือคุณจริงๆนะ” อิทธิไม่พอใจ

“แต่หลักฐานอยู่ในมือถือเครื่องนี้นะคะ คุณอิทธิ” ตาลเฉาะชูมือถือขึ้น ทุกคนฮือฮา

“งั้นก็โชว์ภาพมาเลย” อิทธิท้า

รุ้งระวีตกใจมองหาทูนอินทร์กับน้องชาย เห็นทั้งสองเดินเข้ามาหน้าตาเหมือนแผนไม่สำเร็จก็ใจเสีย

“ภาพถ่ายของคุณรุ้งระวี เธอเดินอยู่ที่ตลาดน้ำดอนหวาย แถมยังเต้นกับกลุ่มคนในตลาด ยืนยันว่าถ่ายก่อนที่พวกเราจะพบเธอที่สนามบินในวันรุ่งขึ้นแน่นอน ว่าไงคะ น้องรุ้ง จะยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา” ตาลเฉาะหันมาทางรุ้งระวี

รุ้งระวีมองหน้าทุกคนก่อนตอบว่า เธอขอปฏิเสธข้อกล่าวหาเพราะไม่เป็นความจริง

“งั้นก็ต้องหาข้อแก้ตัวดีๆแล้วละค่ะน้องรุ้ง เพราะน้องรุ้งกำลังลวงโลกนะคะ” ตาลเฉาะยิ้ม แล้วกดโชว์ภาพในมือถือให้ทุกคนดู

กลุ่มศิลปินและนักข่าวเข้ามาดูพร้อมกัน แล้วทำหน้าตะลึงงัน เพราะภาพที่เห็นเป็นเด็กหญิงส้มป่อยกำลังเต้นเพลงของรุ้งระวีอยู่ในครัว แถมยังใส่วิกและแต่งหน้าเหมือนตัวตลก

ตาลเฉาะหน้าเสียหันมามองเจ๊จวง แล้วรีบกดหาคลิปอื่นๆ แต่ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย

“ไหนล่ะ หลักฐานรุ้งที่ดอนหวาย อยู่ที่ไหน”อิทธิคว้ามือถือไปกดดู

“แต่เมื่อกี้ตาลเห็นจริงๆนะคะ คือว่า...” ตาลเฉาะพูดไม่ออก

“เด็กหน้าบ้านๆแบบนี้ เห็นเป็นน้องรุ้งได้ยังไง ไปเช็กสายตากับเช็กประสาทได้แล้ว” อิทธิตำหนิแล้วหันไปขอร้องนักข่าวคนอื่นว่าให้เรื่องจบลงเพียงเท่านี้ และถ้าใคร

นำไปเขียนต่อแล้วสร้างความเสื่อมเสียให้รุ้งระวีเขาจะฟ้องให้ถึงที่สุด

นักข่าวพากันเงียบงันกันไป ตาลเฉาะทำท่าจะร้องไห้ อิทธิหันกลับมาเล่นงานบอกว่า เรื่องนี้ต้องถึงเจ้านายเธอแน่

ตาลเฉาะปล่อยโฮมองมาที่เจ๊จวงอย่างมาดร้าย ก่อนเดินออกไป เจ๊จวงกับจุ๊บแจงหน้าเสีย เวลานั้นเอง เจ๊จี่หอยก็ประกาศจบการแถลงข่าว แล้วเรียกมะปรางมาช่วยกันส่งนักข่าว ส่วนอิทธิรีบกันรุ้งระวีออกไป

“ภาพมันหายไปไหนคะพี่” จุ๊บแจงกระซิบถามเจ๊

“ไม่รู้ ตอนที่พี่ฝากมือถือไว้น่ะ หนูเอาไปให้ใครดูรึเปล่า” เจ๊จวงถามกลับ

จุ๊บแจงนิ่งคิดก็นึกได้ว่า มีนักข่าวสองคนมาขอดูอ้างว่าเป็นตากล้องของตาลเฉาะ เจ๊จวงซักว่าคนไหน จุ๊บแจงชะเง้อมองเห็นทูนอินทร์กับอินทรกำลังจะออกจากงานก็ร้องเรียกแล้วพาเจ๊จวงวิ่งตามทั้งสองไป

ooooooo

ทูนอินทร์กับอินทรหันไปเห็นเจ๊จวงกับจุ๊บแจงวิ่งตามออกมาก็รีบหาที่ซ่อนตัว แล้วรอจนแน่ใจว่า ทั้งสองไม่หวนกลับมาแน่ จึงออกจากที่ซ่อนและจะชวนกันกลับ แต่รุ้งระวี มะปราง และเจ๊จี่หอยมาขวางไว้ อ้างว่ามีเรื่องต้องเคลียร์กัน

สามสาวพาสองพี่ออกมานั่งคุยกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เพราะอยากรู้ว่า ทั้งคู่จัดการกับเรื่องเจ๊จวงได้อย่างไร

ทูนอินทร์กับน้องชายส่งยิ้มให้กันก่อนเล่าว่า ตอนที่พวกเขาตามเข้าไปในห้อง ก็พบจุ๊บแจงยืนถือมือถือของเจ๊

จวงอยู่คนเดียว จึงเข้าไปหาด้วยอาการออกสาว แล้วทำเนียนอ้างตัวเป็นตากล้องของตาลเฉาะ มาขอถ่ายภาพจากมือถือเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จุ๊บแจงหลงกลส่งมือถือให้ ทูนอินทร์ต่อรองขอเข้าไปถ่ายในห้องน้ำ เพราะในห้องแสงไม่พอ จุ๊บแจงยอมตามใจ และเมื่อได้มือถือมาแล้วทั้งสองก็จัดการถอดซิมที่มีภาพรุ้งระวีอยู่ออกมา แล้วนำซิมของส้มป่อยเสียบเข้าไปแทน ภาพจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น

รุ้งระวี มะปรางและเจ๊จี่หอยมองหน้ากัน ทึ่งในความสามารถของสองหนุ่ม

“ขอบคุณที่ช่วย แล้วพวกคุณตามฉันมาที่นี่อีกทำไม” รุ้งระวีถาม

“ก็...ผมเป็นแฟนคลับนี่ครับ ก็ต้องมาเป็นกำลังใจให้คุณรุ้งเป็นธรรมดา” ทูนอินทร์ส่งยิ้ม

“พี่สองคน ช่วยพี่รุ้งมาสองครั้งแล้วนะคะ หวังอะไรรึเปล่าเนี่ย” มะปรางกับเจ๊จี่หอยเริ่มรุก

“ที่จริงก็หวังนะครับ คือ ผมหมายถึงต่อไป เราอาจจะได้ร่วมงานกันน่ะครับ”

“ร่วมงาน แบบไหน”

“เออ...เรื่องนี้เป็นความลับ ผมขอคุยกับคุณรุ้งส่วนตัวได้ไหม” ทูนอินทร์ขอโอกาส

เจ๊จี่หอยไม่วางใจ แต่รุ้งระวีพยักหน้าให้จี่หอยกับมะปรางออกไปก่อน เจ๊ยอมจำนนชวนมะปรางกับอินทรลุกไปตักอาหารบุฟเฟ่ต์มาทาน

“เอ้า ว่ามา”

“คือผมแต่งเพลงไว้หลายเพลงน่ะครับ อยากให้คุณรุ้งได้ฟัง เผื่อสนใจจะร้องเพลงของผมบ้าง” ทูนหยิบบทเพลงและเครื่องไอพอดออกมา

รุ้งระวีรับมาดูพลางเอ่ยถามว่า ทำไมไม่ลองเสนอให้อิทธิดู ทูนอินทร์ว่า เขาเป็นพวกค่ายเพลงอิสระ

“แต่ฉันมีสังกัดแล้ว”

“ไม่เป็นไร ผมแค่อยากให้คุณรุ้งฟังเพลงของผมเท่านั้น นี่ครับผมทำตัวอย่างมาเรียบร้อย คุณรุ้งฟังได้เลย” ทูนอินทร์จะส่งหูฟังให้

รุ้งระวีไม่ยอม สั่งให้ทูนอินทร์ร้องให้เธอฟังสดๆ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเขาแต่งเองทั้งหมด ทูนอินทร์ยอมทำตาม เขามองหน้ารุ้งระวีแล้วเริ่มร้อง แต่ร้องไปได้ท่อนเดียวก็เพี้ยนเพราะรุ้งระวีจ้องเขม็งไม่วางตา ทูนอินทร์เริ่มอึดอัด เกิดอาการไม่มั่นใจขึ้นมา เขาร้องเนื้อเพลงผิดเพี้ยนจนออกแนวทะลึ่ง

รุ้งระวีทนฟังไม่ได้ รีบลุกไปหาเจ๊จี่หอยกับมะปราง แล้วชวนทั้งคู่กลับทันที อินทรที่กำลังสานสัมพันธ์อยู่กับมะปรางแปลกใจร้องถามพี่ชายว่าเกิดอะไรขึ้น

“ฉันเบลอว่ะ” ทูนอินทร์สารภาพ

“พี่...อย่าลืมที่ยายส้มป่อยขอลายเซ็นนะ” อินทรเตือน

“เออ เออใช่ ” ทูนอินทร์นึกได้รีบวิ่งไปขวางหน้าสามสาว

“เดี๋ยวครับ ก่อนกลับ ยังไงก็ขอลายเซ็นให้หลานสาวผมหน่อยนะครับ”

“ไม่ทะลึ่งกับฉันอีกนะ”

“ไม่ครับ” ทูนอินทร์หยิบกล่องกระดาษออกมา ส่งให้รุ้งระวี

รุ้งระวีเปิดออก พบว่าเป็นลูกโป่งลูกเล็ก ดูไปเหมือนถุงยางไม่มีผิด เธอร้องลั่นรีบปากล่องคืนทูนอินทร์

“เดี๋ยวครับ ดูดีๆ นี่ไม่ใช่ถุงยาง นี่ลูกโป่งครับ” ทูนอินทร์หยิบลูกโป่งขึ้นมา

“แล้วเอาลูกโป่งมาให้ฉันเซ็นชื่อได้ยังไง”

“ก็...คุณรุ้งก็คงต้องเป่ามันก่อนน่ะครับ พอมันพองลม ก็ค่อยเซ็นชื่อลงไป อย่างนี้ไงครับ” ทูนอินทร์หยิบลูกโป่งมาเป่าให้ใหญ่ขึ้น แต่มันดูเป็นลำยาวละม้ายของสงวนของเพศชาย

“ว้าย ยิ่งอุบาทว์ใหญ่เลย ลามกสุดๆ ไอ้โรคจิต” รุ้งระวี มะปราง และเจ๊จี่หอยช่วยกันปาของใส่ทูนอินทร์แล้ววิ่งกระเจิงออกจากร้าน

“โรคจิตตรงไหนวะ ก็แค่ลูกโป่ง” ทูนอินทร์ยังงง

“ก็...มันคิดไปได้น่ะพี่” อินทรมองลูกโป่งลำยาวแล้วส่ายหน้า

ooooooo

เจ๊จวงและจุ๊บแจงรออยู่หน้าห้องทำงานอิทธิ สักครู่ตาลเฉาะก็เดินหน้าหงิกออกมา เพราะถูกอิทธิต่อว่าอย่างหนัก เจ๊จวงรีบปราดเข้าไปถามเรื่องคลิป เพราะกลัวตาลเฉาะจะบอกว่าเป็นของเธอ

“ตาลบอกแต่ว่า ให้ไปถามคนทำงานของคุณอิทธิเอาเอง แล้วทีหลังไม่ต้องให้ตาลทำอะไรให้อีกแล้วนะ ที่สนามบินนั่นก็หลอกตาลมาครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้ก็อีก ไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดรูไหนแล้ว” ตาลเฉาะเดินอารมณ์เสียออกไป

เจ๊จวงโล่งใจ หันกลับมากำชับจุ๊บแจงที่กำลังจะโดนเล่นงานเป็นคนต่อไปว่า ให้บอกอิทธิไปว่า มือถือนั่นเป็นของจุ๊บแจง ไม่ใช่ของเธอ เพราะงานนี้เธอไม่เกี่ยว

“นี่จะให้แจงรับไปคนเดียวเลยเหรอ”

“ต้องอย่างนั้น เพราะความผิดอยู่ที่เธอ เธอไปเสียรู้ไอ้นักข่าวสองคนนั่นเอง เอาละ พูดตามที่พี่บอกทุกอย่าง เข้าใจไหม”

จุ๊บแจงพยักหน้ารับ แล้วเดินคอตกเข้าไปหาอิทธิในห้องทำงาน พร้อมสารภาพว่า มือถืออันนั้นเป็นของเธอเอง ส่วนเรื่องภาพที่ตาลเฉาะบอกว่า รุ้งระวีอยู่ที่ตลาดก็เป็นเรื่องโกหก

“มันไม่มีจริงหรอกค่ะ แจงกุเรื่องขึ้นมาเอง คุณอิทคะ แจงขอโทษ” จุ๊บแจงเข้ามากราบที่ต้นแขน

อิทธิหันมาตบหน้าจุ๊บแจงฉาดใหญ่ “นี่ยังน้อยไปนะ สำหรับความผิดของเธอ เธอกำลังทำลายบริษัทฉันรู้ตัวรึเปล่า”

“คุณอิทธิก็กำลังทำลายแจงเหมือนกัน แจงก็เป็นเมียคนหนึ่งของคุณนะ แล้วตอนนี้ เพลงของแจงคุณก็เอาไปให้มันร้อง มิวสิกของแจงก็โดนระงับ เพราะจะต้องถ่ายของมันก่อน แจงไม่มีความหมายอะไรแล้วใช่ไหม ตอนนี้”

“เธอก็ยังเป็นนักร้องในค่ายฉันอยู่”

“แค่นั้นเหรอ อย่าบอกนะว่าคุณจะเอามันเป็นเมียอีกคนของคุณ”

“ใช่...ฉันจะแต่งงานกับรุ้ง จดทะเบียนอย่างเป็นทางการด้วย” อิทธิประกาศ

“ไม่มีทาง แจงไม่ยอมหรอก” จุ๊บแจงฟูมฟายพุ่งเข้าทุบตีอิทธิ

“เธอจะทำอะไร ถ้าเธอทำอะไรแบบวันนี้อีก ฉันจะไล่เธอออก” อิทธิจิกผมจุ๊บแจงไว้

“คุณไม่มีสิทธิ์ไล่แจง แจงเป็นเมียคุณนะ”

“แค่เมียชั่วครั้งชั่วคราว ฉันไม่สน ออกไปได้แล้ว แล้วก็ยังจะหาเรื่องรุ้งอีกละก็ อนาคตในวงการของเธอดับ แน่นอน ไป” อิทธิผลักจุ๊บแจงกระเด็น

จุ๊บแจงร้องไห้โฮวิ่งออกมาจากห้อง เจ๊จวง ขวัญข้าว และอาชาที่แอบฟังอยู่รีบตามไปปลอบใจ และให้คำมั่นว่า จะช่วยกันแฉความจริงเรื่องรุ้งระวีให้ได้

“เราต้องร่วมมือกันนะ ไม่งั้นเราจะดับกันทั้งทีม” เจ๊จวงประกาศก้อง

“หรือไม่ก็ดับกันทั้งฝูง” เสียงรุ้งระวีดังขึ้น

ทุกคนหันไปมอง เห็นรุ้งระวีเดินเข้ามาพร้อมจี่หอยและมะปราง

“เอ ฝูงมันใช้กับสัตว์นะจ๊ะ น้องรุ้ง” อาชารีบแก้

“ใช่ค่ะ ก็ที่รวมหัวกันแกล้งฉัน นั่นมันเป็นวิธีของสัตว์ไม่ใช่เหรอคะ เพราะรวมกันเป็นฝูง ไล่กัดชาวบ้าน ที่เขาเรียกหมาหมู่ สัญชาติสัตว์พวกนี้มันขี้ขลาด ไม่กล้าสู้แบบตัว ต่อตัว หรือแบบซึ่งหน้า ระวังนะ ถ้ายังหมาหมู่กันไม่เลิกเทศบาลเขาจะจับไปโรงฆ่าสัตว์ ไว้ทำปุ๋ย ทั้งตัวผู้ตัวเมีย” รุ้งระวีกระแทกเสียง ก่อนเดินสะบัดไปข้างใน

จี่หอยกับมะปรางหัวเราะคิกคัก บ่นว่ารู้สึกคันเพราะแถวนี้มีเห็บหมัดของหมาขี้เรื้อนเต็มไปหมด เจ๊จวง จุ๊บแจง ขวัญข้าว และอาชามองหน้ากัน แล้วกรี๊ดๆ ด้วยความเจ็บปวด

ooooooo

คืนนั้น อิทธิพารุ้งระวีมาที่คฤหาสน์หลังใหญ่ในหมู่บ้านหรูของเขา และขอให้เธอค้าง หวังจะเข้าหอด้วย แต่รุ้งระวียังบ่ายเบี่ยง ขอกลับไปนอนที่พุทธมณฑล

“ทำไม อยากกลับไปเที่ยวตลาดน้ำอีกเหรอ ผมซักฟอกทั้งเจ๊หอย ทั้งมะปรางแล้ว รับสารภาพทั้งคู่” อิทธิเริ่มอารมณ์เสีย

“แต่คนของคุณ ทั้งยายจุ๊บแจง ทั้งยายจวง เป็นคนก่อเรื่องนะคะ” รุ้งระวีสวน

“แต่รุ้งน่าจะเชื่อฟังผมให้มากกว่านี้”

“ขอโทษค่ะคุณอิทธิ จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก” รุ้งระวียกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่มเพื่อตัดบท

อิทธิมองอย่างกระหยิ่ม เพราะทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ด้านเจ๊จี่หอย เธอกำลังบ่นอยู่กับมะปรางถึงเรื่องอิทธิพารุ้งระวีไปที่บ้าน เพราะเขาเคยทำกับจุ๊บแจงมาแล้ว แต่คราวนั้นจุ๊บแจงสมยอมเพราะอยากเป็นคุณนาย ส่วนรุ้งระวีคงไม่ยอมและไม่รู้ว่าผลจะเป็นเช่นไร

มะปรางฟังแล้วก็นึกห่วง ขอร้องให้เจ๊จี่หอยช่วยรุ้งระวีด้วย แต่เจ๊ก็จนปัญญา

ส่วนอิทธิเขาพารุ้งระวีมาดูห้องนอนและพยายามจะปลุกปล้ำ รุ้งระวีสะบัดตัวหนี แล้วหยิบมือถือขึ้นมาจะกดหาเจ๊จี่หอย อิทธิเข้าปัดมือถือกระเด็นไปที่เตียง

“อย่านะคุณอิทธิ รุ้งบอกแล้วไงว่ารุ้งยังไม่พร้อม”

“ฉันไม่สนแล้ว คืนนี้เธอต้องเป็นของฉัน” อิทธิพุ่งเข้ามา

“อย่า” รุ้งระวีตบหน้าอิทธิฉาดใหญ่

“อ้อ...ชอบเล่นแบบฝรั่ง เจ็บตัวนิดหน่อย ได้” อิทธิเหวี่ยงร่างรุ้งไปบนที่นอน แล้วกระโดดทาบทับ

“อย่าทำอะไรฉันนะ” รุ้งระวีดิ้นหนี

“ไม่ต้องกลัว เจ็บตัวเล็กๆ แต่ฉันไม่ทำอะไรหน้าสวยๆ ของเธอหรอก รุ้งระวี เพราะหน้าเธอจะต้องไว้ขาย” ขาดคำ อิทธิก็ชกเข้าที่ท้องน้อยของรุ้งระวี

เธอจุกตัวงอ แต่อิทธิกลับหัวเราะร่า ก่อนกระชากเสื้อของเธอขาดติดมือ รุ้งระวีปิดหน้าอกตัวเองแล้วพยายามดิ้นให้หลุดจากการกอดรัดของอิทธิ

“อย่าหวงตัวนักเลยน่า ฝรั่งอย่างเธอน่ะ อย่าบอกนะว่าไม่เคยผ่านเรื่องอย่างนี้มาแล้ว ใช่ไหม เสียตัวตั้งแต่ไฮสกูลกันแล้วทั้งนั้น เป็นของฉันเถอะนะรุ้ง รับรองรางวัลที่เธอจะได้มันคุ้มค่าเกินราคา” อิทธิซุกไซ้

รุ้งระวีตั้งสติ เธอหยุดดิ้นรน แล้วเริ่มต่อรองถึงเรื่องการจดทะเบียนและสินสมรสเพื่อถ่วงเวลา อิทธิยอมขยับตัวออกจากรุ้งระวี รับปากว่าจะจดทะเบียนกับเธอและแยกสินสมรสก่อนแต่งงาน

“ถ้าตกลงกันได้แบบนี้ รุ้งก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ดื่มหน่อยดีกว่าค่ะ จะได้สร้างบรรยากาศ” รุ้งระวียิ้มยั่ว

อิทธิลุกไปที่มินิบาร์ หยิบเครื่องดื่มออกมา รุ้งระวีวิ่งไปเปิดประตูตั้งใจจะหนี แต่ประตูถูกล็อกแน่นหนา

อิทธิเดินกลับมาส่งเครื่องดื่มให้พลางเอ่ยอย่างรู้ทัน “ฉันล็อกไว้แล้ว เปิดไม่ออกหรอก แล้วก็ไม่ต้องร้องด้วยนะ เพราะไม่มีใครได้ยินเธอแน่ๆ”

“อย่าเข้ามานะ ถ้าทำอะไรฉัน ฉันจะกลับอเมริกา ฉันไม่สนหรอก เรื่องเป็นนักร้องค่ายคุณน่ะ”

“แต่เธอเซ็นสัญญากับฉันแล้ว ถ้าเธอเลิก ฉันจะฟ้องเธอให้หมดตัว แล้วจะแฉด้วยว่าเธอโกหกประวัติตัวเองทั้งหมดเอามาหลอกฉัน เอาซี้ ถ้ากล้านัก”

รุ้งระวียืนพิงประตู เริ่มวิงเวียน เพราะยาที่ผสมอยู่ในน้ำส้มเริ่มออกฤทธิ์

“ฉันเป็นอะไร นี่...คุณวางยาฉันใช่ไหม” รุ้งระวีเซจะล้ม

อิทธิเข้ามาประคองแล้วลูบไล้ไปทั่วร่าง รุ้งระวีตัดสินใจหยิบแจกันที่อยู่ใกล้มือฟาดโครมที่หัว ทำให้อิทธิล้มลง

รุ้งระวีเซไปหยิบมือถือที่เตียง แล้วโผเผเข้าห้องน้ำ อิทธิคลำหัวเห็นเลือดซึมๆ ก็ถลันไปที่ประตูห้องน้ำ รุ้งระวีรีบกดล็อก แล้วโทร.ขอความช่วยเหลือจากเจ๊จี่หอย

ooooooo

ทูนอินทร์ชวนอินทรมาดักรอรุ้งระวีที่หน้า บริษัทเพื่อจะชี้แจงว่าเขาไม่ใช่โรคจิตอย่างที่เธอเข้าใจ แต่คนที่เดินออกมากลับเป็นเจ๊จี่หอยกับมะปรางที่กำลังจะกลับบ้าน

ทูนอินทร์เข้าไปถามหารุ้งระวี เจ๊จี่หอยว่า คืนนี้เธอไปนอนที่คฤหาสน์คุณอิทธิ และหลุดปากบอกเรื่องอิทธิเคยจะปล้ำรุ้งระวีมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จออกไป

พลันเสียงมือถือของเจ๊ดังขึ้น เจ๊เหลือบมองเห็นเป็นชื่อรุ้งระวีจึงรีบกดรับ

“ว่าไงรุ้ง”

“พี่หอย ช่วยรุ้งด้วย” รุ้งระวีร้องขอความช่วยเหลือ ตามด้วยเสียงอิทธิตะโกนสั่งให้เธอเปิดประตู

“รุ้ง รุ้งเป็นอะไร แล้วเสียงอะไรลั่นเลย”

“นายอิทธิปล้ำรุ้ง ช่วยด้วยพี่ มารับรุ้งที” รุ้งระวีพูดได้เท่านั้นก็หมดสติไป มือถือร่วงลงพื้น

เจ๊จี่หอยร้องเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบรับ เธอใจคอไม่ดีนักรีบบอกกับทุกคนว่า อิทธิกำลังจะปล้ำรุ้งแล้วจู่ เสียงรุ้งก็เงียบหายไป

“พาผมไปบ้านนายอิทธิเดี๋ยวนี้” ทูนอินทร์จะพาเจ๊จี่หอยขึ้นรถ แต่อินทรยึดแขนไว้เตือนพี่ชายให้ตั้งสติก่อน เพราะจะบุกเข้าไปบ้านคนไม่ใช่เรื่องง่าย อาจโดนข้อหาบุกรุกได้

“แต่ยังไงก็ต้องช่วยรุ้ง” ทูนอินทร์มุ่งมั่น

เสียงแตรดังสนั่น ทั้งสี่หันไปมองเห็นรถของจุ๊บแจงแล่นออกมาจากด้านใน อินทรรีบดึงพี่ชายหลบเพราะกลัวจุ๊บแจงกับเจ๊จวงจำได้

ทูนอินทร์แอบมองเจ๊จวงที่ยื่นหน้าออกมาหาเรื่องเจ๊จี่หอยเรื่องรุ้งระวี ก็เกิดไอเดีย เขารอจนรถของจุ๊บแจงแล่นออกไปแล้ว จึงออกมาบอกเจ๊จี่หอยว่า ให้โทร.หาจุ๊บแจงแล้วพูดตามที่เขาบอก เพราะจะหาตัวช่วยเข้าไปพารุ้งระวีออกมาจากบ้านอิทธิ

เจ๊จี่หอยรีบทำตาม เธอโทร.ไปบอกจุ๊บแจงว่า ตอนนี้รุ้งไปนอนบ้านอิทธิแล้ว และในวันพรุ่งนี้จุ๊บแจงก็คงตกอันดับ

จุ๊บแจงกรี๊ดลั่นรีบถอยรถกลับมารับเจ๊จี่หอยและมะปรางไปบ้านอิทธิด้วยกัน ทูนอินทร์กับอินทรรีบขึ้นรถแล้วขับตามไป

ooooooo

อิทธิกระแทกประตูห้องน้ำเข้าไป พบร่างรุ้ง-ระวีนอนสลบอยู่ที่พื้น จึงอุ้มเธอขึ้นไปวางที่เตียง เขายืนชื่นชมความงามอยู่บนเตียง ก่อนหันมาจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเอง

ขณะนั้นเอง เจ๊จวงก็กำลังบึงรถมาที่บ้านอิทธิตามคำสั่งของจุ๊บแจง แต่เธออดระแวงไม่ได้จึงเอ่ยถามเจ๊หอยว่า ทำไมถึงยอมช่วยจุ๊บแจง

“ฉันถือว่าฉันช่วยรุ้ง เพราะรุ้งโดนปล้ำ ไม่ได้เต็มใจสักนิด เขาเพิ่งโทร.มาบอกเมื่อกี้เอง ร้องไห้ใหญ่เลย”

จุ๊บแจงร้อนใจกลัวไม่ทันกาล สั่งให้เจ๊จวงเร่งความเร็วอีก เจ๊จวงครุ่นคิดแล้วร้องสั่งให้จุ๊บแจงโทร.หานักข่าว แต่จุ๊บแจงยังลังเลเพราะกลัวอิทธิโกรธ

“เธออยากตกอันดับเมียรึเปล่าล่ะ ถ้าอยากก็ไม่ต้องโทร.” เจ๊จวงขู่

“โทร.เดี๋ยวนี้ละ” จุ๊บแจงหยิบมือถือขึ้นมา

เจ๊จี่หอยมองหน้ามะปราง แล้วนึกแผนขึ้นได้รีบบอกจุ๊บแจงว่า เธอมีนักข่าวที่สนิทกันจะช่วยจัดการเรื่องนี้ให้เธอ แล้วรีบกดหาทูนอินทร์กับอินทรที่กำลังตามมา

“คุณเคนเหรอคะ นี่พี่จี่หอยนะ มีเรื่องด่วน รีบมาที่บ้านคุณอิทธิเลยข่าวใหญ่มาก ลาดพร้าวร้อยหนึ่ง บ้านเลขที่ตามนี้นะ” เจ๊จี่หอยแจ้งข้อมูล

ทูนอินทร์ที่กำลังพูดสายอยู่กับเจ๊หอยหันมาบอกอินทรว่า เจ๊จี่หอยให้ไปร่วมทีมด้วย ในสภาพนักข่าวอินทรร้องลั่น เพราะต้องปลอมตัวอีกแล้ว แต่ทูนอินทร์ไม่สนหันไปหยิบอุปกรณ์แปลงโฉมที่มีทั้งวิกและหนวดจากคอนโซลหน้ารถออกมาเตรียมพร้อม

ooooooo

รุ้งระวีนอนสลบอยู่บนเตียง อิทธิในชุดเสื้อคลุมเข้ามาลูบคลำร่างของเธออย่างพึงใจ ขณะจะเผด็จศึกต้องสะดุด เพราะมีเสียงเอะอะดังมาจากหน้าบ้าน

อิทธิรีบตรงไปที่หน้าต่าง มองลงไปเห็นเจ๊จวงกับจุ๊บแจงลงจากรถ โดยมียามวิ่งตามมาติดๆ

“นังบ้าเอ๊ย” อิทธิอารมณ์เสีย เดินกลับมาที่เตียง เอาผ้าคลุมร่างของรุ้งระวีไว้

ส่วนจุ๊บแจง เดินนำเจ๊จวง เจ๊จี่หอย มะปรางและทูนอินทร์กับอินทรที่ปลอมตัวเป็นนักข่าวมาที่หน้าตึก ยามตามมาขอร้องให้ทุกคนกลับไป

“ไม่ต้องมายุ่งนะ นี่บ้านฉันเหมือนกัน ลองไม่ให้ฉันเข้าไปซี เป็นเรื่อง” จุ๊บแจงตวาด

ยามยืนอึ้ง เจ๊จวงรีบยุให้จุ๊บแจงพานักข่าวเข้าข้างใน จุ๊บแจงเดินนำสองหนุ่มเข้าไป เจ๊จี่หอยจะตาม แต่เจ๊จวงดึงไว้ เพราะสงสัยว่าเจ๊จี่หอยไปเอานักข่าวมาจากไหนดูหน้าตาคุ้นๆ

“ก็ช่องมหาบันเทิงของเฮียจั๊ว เคเบิ้ลน่ะ” เจ๊จี่หอยตอบ แล้วลากมะปรางตามพวกจุ๊บแจงไป

เจ๊จวงยังติดใจไม่หาย เธอรีบตามไปดูหน้าสองนักข่าวอีกครั้ง

“คุณอิทธิ เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ คุณอิทธิ” เสียงจุ๊บแจงร้องเรียกอยู่หน้าห้อง

อิทธิยืนชั่งใจอยู่พักใหญ่ ก่อนตัดใจเดินมาเปิดประตู

จังหวะเดียวกันนั้น ทูนอินทร์ก็กระแทกตัวเข้ามาพอดี อินทรรีบยกกล้องถ่ายภาพเขาแพนไปที่เตียงเห็นรุ้งระวีนอนหมดสติ

“เฮ้ย อย่าถ่าย เอากล้องมานี่” อิทธิจะเข้ามาแย่ง แต่ถูกทูนอินทร์ชกลงไปนอนกอง ก่อนจะวิ่งไปดูอาการรุ้งระวี

“ถ่ายไปให้หมดเลย” จุ๊บแจงตามเข้ามาสั่งการ

“นังบ้า นี่แกทำอะไรของแก” อิทธิลุกขึ้นโวย

“ก็ทำหน้าที่คนเป็นเมียน่ะซี อย่าหวังเลยว่าจะเอานังฝรั่งมาแทนแจงได้”

“ออกไปนะ พวกแกมีสิทธิ์อะไรบุกเข้ามาในบ้านฉัน ออกไป”

“คุณรุ้งหมดสติแบบนี้ คุณวางยาเธอใช่ไหม” ทูนอินทร์ถามด้วยสำเนียงอีสาน

“ไม่ใช่เรื่องของแก ไอ้ยาม มึงโทร.เรียก รปภ. หมู่บ้านมาซีวะ”

“ไม่ต้องหรอก เรียกตำรวจเลยดีกว่า จะได้ตั้ง ข้อหาคุณด้วยเลย วางยากักขังหน่วงเหนี่ยว ล่วงเกินทางเพศ” ทูนอินทร์สวน

“เฮ้ย อย่านะ นี่...นี่พวกแกร่วมมือกันทั้งหมดเลย เหรอวะ นังจวง นังหอย”


“ใช่...เราร่วมมือกันทั้งหมดเนี่ยแหละ” จุ๊บแจงยืดอกรับ

“คุณอิทขา หอยว่าพารุ้งไปก่อนดีกว่าค่ะ ก่อนจะเป็นเรื่องมากกว่านี้” เจ๊จี่หอยเจรจา

ทูนอินทร์เข้าอุ้มรุ้งระวี แต่ถูกอิทธิสั่งห้ามไม่ให้พา ออกไป แล้วขยับเข้ามาหาทูนอินทร์ แต่เมื่อเห็นอินทรกำหมัดรอก็เบรกกึก อ้างสิทธิว่า รุ้งระวีเป็นเมียเขาแล้ว

“เมียเหรอ แล้วฉันล่ะ คุณมันเลวสุด ๆ” จุ๊บแจงเข้าตบตีอิทธิพัลวัน

“โอ๊ย นังแจง พอ ยามช่วยด้วยโว้ย”

ยามจะเข้ามาห้ามจุ๊บแจง แต่โดนเจ๊จวงฟาดด้วยกระเป๋า ทูนอินทร์เห็นทั้งสี่ทุบตีกันชุลมุนวุ่นวาย ก็รีบอุ้ม รุ้งระวีออกมาที่รถ ตามมาด้วยคณะตัวช่วย แล้วขึ้นรถไปด้วยกัน

“ไปบ้านผมก่อน” ทูนอินทร์บอกคณะ แล้วสั่งให้อินทรออกรถ

ส่วนในบ้านอิทธิ ยังมีเสียงทะเลาะตบตีกันดังสนั่น

“คุณ อิทธิ แจงเป็นเมียคุณ เป็นนักร้องตัวขายของบริษัทคุณ ทำอย่างนี้ได้ยังไง”

“ตัวขายเหรอ ดี ฉันจะขายมันทิ้ง แล้วสำหรับแก ฉันถือว่าเป็นของเก่า ฉันจะขายเลหลังถูกๆ แบบนี่” อิทธิเงื้อมือจะตบ

“จะตบเหรอ กล้าเหรอ กล้าเหรอ” เจ๊จวงยื่นหน้าท้าทาย

อิทธิชะงักแล้วชกโครมเต็มหน้า

เจ๊จวงกระเด็นหวือไปนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงข้างจุ๊บแจง

“คุมอีสองคนนี่ไว้” อิทธิสั่งยามแล้ววิ่งออกไป

“มันตบน้อง โฮ...มันชกพี่ โฮ”

จุ๊บแจงกับเจ๊จวงร้องไห้ลั่น พลางเข้ากอดกันกลม

ooooooo

ตอนที่ 3

ทูนอินทร์อุ้มรุ้งระวีลงจากรถ แล้วพาไปนอนที่โซฟาในบ้านของเมธ โดยมีเจ๊จี่หอยกับมะปรางตามไปติดๆ

“นี่ถึงขั้นวางยากันเลยเหรอ” เมธตกใจ เมื่อเห็น สภาพรุ้งระวี

“ไม่คิดเหมือนกันค่ะ ว่าคุณอิทธิเธอจะทำถึงขนาดนี้” เจ๊จี่หอยเอ่ย

“ไอ้นี่ ท่าทางจะบ้ากามน่ะพี่ อ้อ พี่เมธ นี่พี่หอยกับมะปรางคนดูแลรุ้ง” ทูนอินทร์แนะนำ

“สวัสดีครับ งั้นหนูสองคนอยู่ที่นี่เลย ห้องพักด้านโน้น ตามสบายนะ” เมธยิ้มให้สองสาว

“ขอบคุณค่ะ” เจ๊จี่หอยกับมะปรางยกมือไหว้เมธ แล้วหันไปมองรุ้งระวีที่ครางออกมาเบาๆ ด้วยอาการตื่นกลัว

เช้าวันใหม่ รุ้งระวีลืมตาขึ้นก็สะดุ้ง แล้วมองไปรอบๆ อย่างงุนงง เมื่อเห็นตัวเองสวมชุดนอนอยู่ในห้องที่แปลกตาจึงรีบลุกจากเตียงเพื่อออกไปดูข้างนอก เธอได้ยินเสียงเพลงเบาๆ ดังมาจากห้องด้านใน จึงเข้าไปดู ก็พบพ่อนักร้องลงตุ่มกำลังครวญเพลงรักหวานซึ้งกินใจ

รุ้งระวียืนฟังอย่างปลื้มในความไพเราะ แต่เมื่อทูน อินทร์ร้องจบท่อน เขาก็ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ แล้วหันหน้ามาทางประตูที่รุ้งระวียืนอยู่ จังหวะนั้นเอง เสื้อคลุมที่เขาสวมอยู่ก็เลื่อนหลุดลงมาเผยให้เห็นว่าทั้งร่างมีเพียงบอกเซอร์ตัวเดียวเท่านั้น

“นาย...” รุ้งระวีมองไปที่กลางลำตัวของชายหนุ่มแล้วกรี๊ดลั่น

“เฮ้ย” ทูนอินทร์กระโดดเข้าปิดปากรุ้งระวี

หญิงสาวสะบัดหนีแล้ววิ่งออกมาที่ห้องโถง ทูนอินทร์ไล่ตาม

“อย่าเข้ามานะ นายร่วมมือกับนายอิทธิใช่ไหม จะปล้ำข่มขืนฉัน แล้วพาฉันมาไว้ที่เซฟเฮาส์ แล้วนายก็ร่วมหมู่กับนายอิทธิ” รุ้งระวีหันมาตวาด

“ผมช่วยคุณนะรุ้ง ฟังผมก่อน” ทูนอินทร์ตะครุบร่างรุ้งระวีแล้วทั้งคู่ก็ล้มไปบนโซฟาด้วยกัน

“ถ้าโวยวายอีกจะประกบปาก แล้วจูบแบบแลกลิ้นเลยจริงๆ นะ”

รุ้งระวียอมนิ่งเพราะกลัว แล้วเจ๊จี่หอยกับมะปรางก็วิ่งพรวดออกมาจากห้อง เจ๊จี่หอยร้องโวยวายเมื่อเห็นทูน–อินทร์นอนทับรุ้งระวีอยู่ เพราะเข้าใจว่าเขากำลังปลุกปล้ำรุ้งระวี

“พี่หอยช่วยด้วย” รุ้งระวีผลักร่างทูนอินทร์ล้มไปกับพื้น แล้ววิ่งไปกอดกับมะปราง

จี่หอยไม่รอคำอธิบายหยิบหมอนฟาดทูนอินทร์ที่กำลังจะลุกขึ้นทันที “ทำเป็นช่วยรุ้ง ที่แท้ก็ปล้ำเสียเอง นี่...ถ้าหื่นนักละก็ ให้ฉันช่วยให้ก็ได้”

“ปัดโธ่ ฟังกันก่อนซีครับ” ทูนอินทร์ลุกขึ้น แต่เสื้อคลุมเจ้ากรรมดันหลุดลงมาอีก

รุ้งระวีกับมะปรางกรีดร้องพร้อมกัน เมื่อเห็นบอกเซอร์ของชายหนุ่ม ขณะที่เจ๊จี่หอยกลับส่งยิ้มชวนฝัน

“อะไรกันพี่” อินทรวิ่งหน้าตางัวเงียลงมาจากชั้นบน ทั้งร่างมีเพียงบอกเซอร์ตัวเดียวเหมือนกัน

รุ้งระวีและมะปรางหันมามองกลางลำตัวอินทร แล้วกรี๊ดออกมาพร้อมกันอีกครั้ง

อินทรรีบปิดของสงวนหันหลังให้ เจ๊จี่หอยเข้ามาช่วยปิดตารุ้งระวีและมะปราง แต่ตัวเองจ้องเขม็ง

ooooooo

ทูนอินทร์นำภาพเหตุการณ์ที่อินทรถ่ายไว้เมื่อคืนมาเปิดให้รุ้งระวีดูเพื่อแก้ข้อกล่าวหาและให้เรียกเมธช่วยเป็นพยานด้วย

รุ้งระวีหน้าเสีย เธอขอโทษที่เข้าใจทูนอินทร์ผิด เช่นเดียวกับเจ๊จี่หอยที่อธิบายเสียงอ่อยว่าเข้าใจผิดคิดว่าทูนอินทร์จะลวนลามรุ้งระวีด้วยอีกคน

เมธถอนใจ เอ่ยถามรุ้งระวีว่าจะเอาอย่างไรต่อไป รุ้งระวีว่าเธอจะขอยกเลิกสัญญา เพราะมีคลิปที่อินทรถ่ายไว้ช่วยยืนยัน อิทธิก็คงไม่กล้ารังแกเธออีก

“ระวังนะ คนอย่างนายอิทธิน่ะ ไม่เลิกกับหนูง่ายๆหรอก บริษัทพี่เคยทำมิวสิกวีดิโอให้นายอิทธิอยู่หลายอัลบั้มถึงได้รู้ว่านายนี่เขี้ยวมาก” เมธเอ่ยเตือน

ยามนั้นเสียงมือถือของเจ๊จี่หอยดังขึ้น เป็นของมะปรางโทร.มาบอกว่า เธอถึงบ้านที่พุทธมณฑลแล้วและกำลังจะเข้าไปเอาของให้รุ้งระวี เจ๊จี่หอยยื่นมือถือให้รุ้งระวีคุยกับมะปรางเอาเองว่า อยากจะได้อะไรเพิ่มอีก

ขณะที่สองสาวคุยอยู่กับมะปราง เมธก็แอบถามทูนอินทร์ว่า ทำไมพวกสาวๆ ถึงเรียก ทูนอินทร์กับอินทรว่า เคนกับธีรเดช

“อ๋อ...เขายังไม่รู้จักชื่อจริงผมกับนายทรน่ะ เจอกันทีไรเราก็ปลอมตัวตลอด อีกอย่างอยากเป็นพระเอกบ้างน่ะพี่” ทูนอินทร์อำต่อ

ด้านมะปรางเมื่อวางสายจากเจ๊จี่หอยแล้วเธอก็จะเดินเข้าบ้าน แต่อินทรที่ขับรถมาส่งยังต้องปลอมตัวเป็นนักข่าวอีกครั้ง

“มาเอาเสื้อผ้าคุณรุ้ง ทำไมต้องให้ผมปลอมตัวด้วยละครับ” อินทรถาม

“ถ้าเกิดคนของคุณอิทธิมาเห็นเข้า จะได้จำคุณไม่ได้ไง”

“แล้วทำไมต้องให้แต่งเป็นน้องกวางด้วยล่ะ นี่มันลุคกะเทยนะครับ”

“อ้าว ไม่ได้เป็นหรอกเหรอคะ แต่เอาเถอะคุณแต่งแบบนี้น่ารักดี ฉันชอบ ไม่มีใครแล้วคุณรีบไปดีกว่า” มะปรางวิ่งนำอินทรเข้าไปในบ้าน ไม่ทันเห็นจุ๊บแจง

กับเจ๊จวงที่หน้าบวมช้ำติดปลาสเตอร์ซุ่มดูอยู่ ทั้งสองเห็นจุ๊บแจงวิ่งเข้าไปในบ้านก็รีบตามไป เพื่อถามที่อยู่ของรุ้ง–ระวีและนักข่าวที่มาเมื่อคืน แต่เมื่อพบกับอินทรที่ปลอมตัวเป็นนักข่าว เจ๊จวงก็จำได้ เธอร้องโวยวายและชวนจุ๊บแจงรุมเล่นงานอินทร

“โอ๊ย...เจ็บนะ ปล่อย ผมไม่อยากทำหรอกนะ แต่จำเป็น” อินทรตบจุ๊บแจงกระเด็นหวือไปที่เตียง

“แกกล้ามาก ตบนักร้องขวัญใจคนไทย แกตาย” เจ๊จวงเข้าบีบคออินทร

อินทรดึงมือเจ๊จวงออกได้ก็ชกสวนเข้าแผลเดิม เจ๊จวงร้องลั่นลงไปนอนกองข้างจุ๊บแจงท่าเดียวกับเมื่อคืนเป๊ะ

มะปรางกลัวมีคนตามมาอีก เธอรีบเข้าไปลากอินทร กลับไปที่รถ แล้วขับออกไป

เจ๊จวงกับจุ๊บแจงมองตามแล้วหันมาสำรวจแผลของกันและกัน แล้วกอดกันร้องไห้โฮ พลันสายตาเจ๊จวงเหลือบไปเห็นรูปของแสงหล้า และรุ้งระวีในวัยเด็กที่หัวเตียง เธอร้องบอกกับจุ๊บแจง

“น่าจะนังรุ้งตอนเด็ก มันถ่ายกับใครน่ะ หรือแม่มัน อุ๊ย ต้องถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐานเลย” เจ๊จวงใช้มือถือถ่ายไว้ ขณะที่จุ๊บแจงยังคลำแผลสะอื้นไห้

ด้านรุ้งระวี เธอหลบมานั่งสะอื้นอยู่ริมบึง ทูนอินทร์ตามมาปลอบใจ และยินดีรับฟังถ้าเธออยากระบายความ อัดอั้นตันใจ รุ้งระวีไว้ใจชายหนุ่ม จึงบอกว่าเธอไม่น่าคิดอะไรง่ายๆ ยอมเซ็นสัญญากับอิทธิแล้วกลับมาเมืองไทยเลย

“แต่กลับมา คุณก็เป็นนักร้องดังนะ คุณต้องการอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ”

“ฉันรักที่จะร้องเพลง แต่ไม่ต้องการเป็นคนดัง เพราะที่ฉันกลับมาก็เพื่อตามหาแม่ แม่ส่งฉันไปอยู่แอลเอตั้งแต่ฉันแปดเก้าขวบ แล้วฉันไม่เคยเจอแม่อีกเลย นายอิทธิสัญญาว่าถ้าฉันเป็นคนดัง แม่ก็จะมาหาฉันเอง”

“แล้วท่านติดต่อมาไหม”

“ไม่ ฉันยังไม่ได้ข่าวคราวแม่เลย แม่เคยอยู่ที่โคราช ฉันอยากไปที่นั่นมาก แต่ยังไม่มีโอกาส แถมนายอิทธิให้ฉันปกปิดอดีตที่แท้ของฉันอีก ทำให้ฉันประกาศหาแม่ตามสื่อไม่ได้”

“ผมเข้าใจแล้ว ที่คุณเปลี่ยนอดีตตัวเอง ต้องหลอกคนฟัง เพราะเหตุผลเหล่านี้เอง”

“ฉันไม่ได้อยากหลอกลวงแฟนเพลงหรอกนะ”

“ผมเข้าใจครับ แล้วจากนี้คุณจะทำยังไง”

“เลิกสัญญา เลิกร้องเพลงค่ายนายอิทธิ แล้วตามหาแม่ให้พบ”

“ถ้าเป็นจริง ผมจะดีใจมากเลย เพราะผมจะชวนคุณมาเข้าสังกัดผมไงครับ ผมกับพี่เมธกำลังทำค่ายเพลงอิสระอยู่พอดี” ทูนอินทร์เริ่มมีความหวัง

“ฉันเชื่อแล้วละว่าคุณเป็นนักแต่งเพลง เพลงที่ร้องเมื่อกี้เพราะมาก ชื่อเพลงอะไรเหรอ”

“ยังไม่ได้ตั้งชื่อเลยครับ เพราะยังแต่งไม่เสร็จ”

“ตั้งชื่อแล้วบอกให้ฉันรู้ด้วย ฉันอยากร้องเพลงนี้” รุ้งระวีส่งยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ขอบคุณสำหรับทุกเรื่องที่คุณช่วยฉัน ไม่รู้จะตอบแทนคุณยังไงแล้ว”

ทูนอินทร์ยิ้มปลื้ม แล้วจู่ๆ รุ้งระวีก็ยื่นหน้าเข้ามาจูบข้างแก้มของเขา ชายหนุ่มถึงกับตะลึงงัน

ooooooo

มะปรางกลับมาถึงบ้านของเมธ เธอรีบฟ้องรุ้งระวีกับเจ๊จี่หอย เรื่องเจ๊จวงกับจุ๊บแจงบุกไปเล่นงานเธอถึงบ้านที่พุทธมณฑล

รุ้งระวีรู้สึกผิด เธอขอโทษมะปรางกับเจ๊จี่หอย ที่นำเรื่องเดือดร้อนมาให้ แถมทั้งคู่อาจโดนอิทธิไล่ออกจากงานอีกด้วย แต่เจ๊จี่หอยกับมะปรางไม่สน เพราะพวกเธอเห็นรุ้งเป็นเหมือนน้องสาว ทำให้รุ้งระวีซึ้งใจ เข้าไปกอดเจ๊จี่หอยกับมะปราง ทูนอินทร์ที่แอบดูอยู่ได้โอกาสเดินเข้าไปหารุ้งระวี พร้อมยื่นมือถือให้

“มือถือของรุ้งครับ มีมิสคอลจากนายอิทธิเข้ามาตลอด ผมว่าคุณควรจะโทร.กลับได้แล้วนะ”

“แล้วฉันจะพูดยังไงดี” รุ้งระวีไม่มั่นใจนัก

“ตามที่เราตกลงกันไว้ไง” ทูนอินทร์ส่งยิ้มให้กำลังใจ

รุ้งพยักหน้า พยายามทำใจให้เข้มแข็งแล้วกดโทร.หาอิทธิ

“รุ้ง รุ้งอยู่ที่ไหน เรื่องเมื่อคืนผมขอโทษ ยกโทษให้ผมนะ ที่ผมทำแบบนั้นเพราะผมรักคุณ”

“คุณทำกับคนที่คุณรักแบบนี้เหรอ ทั้งมอมยา ทำร้ายฉันทั้งกายทั้งใจ” รุ้งระวีสะอื้น

“ผมเสียใจรุ้ง มาพบผมเถอะนะ ผมจะเคลียร์กับคุณทุกเรื่อง”

“ก็ได้ ฉันจะพบคุณ คุณเตรียมสัญญามาด้วย ฉันจะฉีกสัญญาทิ้งให้หมด แล้วเราก็จบกันแค่นี้” รุ้งระวีส่งมือถือให้จี่หอยนัดเวลากับสถานที่กับอิทธิ แล้วลุกออกมายืนทำใจ

ทูนอินทร์ตามมาคุยด้วย รุ้งระวีเปรยว่า กลัวอิทธิจะไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ

“ไม่ต้องกลัวนะ ผมกับทรและพี่เมธจะไปด้วย” ทูนอินทร์รับปาก

รุ้งระวีค่อยเบาใจยิ้มออกมาได้

ด้านอิทธิเมื่อวางสายจากเจ๊จี่หอยแล้ว ก็เรียกคมกับเดชลูกน้องคนสนิทมาพบเพื่อถามความคืบหน้าเรื่องแม่ของรุ้งระวี เพราะจะใช้เป็นไม้ตายบีบให้รุ้งระวียอมทำงานด้วยต่อไป

“หลักฐานเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วครับ” คมวางเอกสารลงตรงหน้า

อิทธิหยิบออกดู รูปแรกเป็นรูปของแสงหล้าที่ถ่ายกับรุ้งวัยเด็ก แต่รูปต่อไปเป็นหญิงอีกคนที่ดูคล้ายแสงหล้ามาก

“ผมว่าคนนี้หน้าตาคล้ายที่สุดแล้วละครับ” คมมั่นใจ

“ดี” อิทธิเปรียบเทียบรูปทั้งสองใบพลางแสยะยิ้ม

เมื่อถึงเวลานัด รุ้งระวี เจ๊จี่หอย และมะปรางก็ออก มาพบอิทธิที่ร้านอาหาร คมและเดชรีบเลื่อนเก้าอี้ให้รุ้ง–ระวีนั่งตรงหน้าอิทธิ เจ๊จี่หอยและมะปรางรีบทรุดนั่งข้างๆ ท่าทางหวาดๆ

อิทธิส่งยิ้มให้รุ้งระวี ก่อนเอ่ยคำขอโทษสำหรับเรื่องเมื่อคืน แต่รุ้งระวีไม่รับฟัง เธอถามเรื่องการยกเลิกสัญญา อิทธิว่าถ้ารุ้งระวีทำแบบนั้น เขาจะโดนฟ้องหมดตัวแน่

“ไม่ยากหรอกค่ะ ถ้าเทปนี่ถูกเผยแพร่” รุ้งระวีส่งมือถือให้อิทธิดูภาพเหตุการณ์เมื่อคืนนี้

อิทธิหน้าเสียทำเหมือนจะร้องไห้ ทูนอินทร์ อินทรและเมธที่นั่งหลบมุมดูเหตุการณ์อยู่ พึมพำถามกันว่างานนี้จะออกหัวหรือออกก้อย

ส่วนรุ้งระวี เจ๊จี่หอย และมะปรางก็มองหน้ากัน ไม่รู้ว่าอิทธิจะมาไม้ไหนอีก

“ใช่ ผมทำเกินกว่าเหตุจริงๆ รุ้ง ผมสมควรได้ รับโทษแล้ว จะฟ้องหรือตั้งข้อหาอะไรก็ได้ ผมยินดีรับโทษ” อิทธิทำสะอื้น

“คุณอิทธิ ฉันไม่ฟ้องอะไรคุณทั้งนั้น เพียงแค่ขอเลิกสัญญากับคุณ คุณยังมีนักร้องดังๆอีกหลายคนรวมทั้ง จุ๊บแจง เมียลับๆคุณด้วย”

“ผมไม่ได้หมายถึงธุรกิจ ผมหมายถึงตัวผม ผมก็เหมือนคนตาย ถ้าคนที่ผมรักอย่างรุ้ง หนีจากผมไปแล้ว”

“ฉันไม่ได้รักคุณนะคะคุณอิทธิ”

“ผมทราบ ถึงอยากให้เรามาเริ่มต้นใหม่ ผมไม่เรียกร้องเรื่องความรัก เรื่องแต่งงานจากคุณอีกแล้ว ผมให้อิสระรุ้งทุกอย่าง เพียงแต่รุ้งยังอยู่กับผม ร้องเพลงให้ผมเหมือนเดิม”

“เราจบกันเท่านี้เถอะค่ะ” รุ้งระวียืนยัน

อิทธินิ่งงันไปเช็ดน้ำตา พยายามสะกดอารมณ์เจ็บปวด กลุ่มของทูนอินทร์ยิ้มให้กันมั่นใจว่างานนี้ออกหัวแน่

“ไม่เป็นไร ถ้ารุ้งตัดสินใจอย่างนั้น มีอีกเรื่องที่รุ้งคงต้องไปสานต่อเอาเองเพราะรุ้งคงไม่อยากให้ผมยุ่งอีก” อิทธิเอ่ยพลางแล้วหันไปรับเอกสารจากสมุนมาส่งให้รุ้งระวี

“อะไรคะ” รุ้งเปิดเอกสารดู พบว่าเป็นภาพถ่ายติดบัตรของหญิงชรานางหนึ่ง ใบหน้าทรุดโทรม

อิทธิรีบแต่งเรื่องหลอกว่า นางอาจจะเป็นแม่ของรุ้ง เพราะเขาจ้างนักสืบช่วยตามหาจนได้เบาะแสว่านางอยู่ที่วัดใหญ่ จังหวัดอุดร

“พระที่นั่นบอกว่าเธอ...สภาพจิตไม่ปกติ เข้าออกโรงพยาบาลโรคจิตหลายครั้งแล้ว แต่ตอนนี้ก็เร่ร่อนไปเป็นปีแล้ว ยังตามตัวไม่พบ”

รุ้งระวีน้ำตาไหลพราก เจ๊จี่หอยแอบกระซิบถามว่า แน่ใจว่าใช่แม่แสงหล้าหรือ

“ไม่ทราบ แม่เปลี่ยนไปมาก แล้ว...แล้วเราจะหาแม่เจอได้ยังไง”

“มันยากมากที่เราจะตามเอง แต่อย่างที่ผมเคยบอก ถ้ารุ้งมีชื่อเสียง เป็นคนดังเมื่อไหร่ เราจะออกทุกสื่อทั่วประเทศให้ช่วยกันตามหาแม่รุ้ง นั่นแหละที่รุ้งจะได้เจอแม่ แต่ถ้ารุ้งคิดจะจบชีวิตการเป็นนักร้องแบบนี้ ผมก็ช่วยอะไรอีกไม่ได้ ลาก่อนรุ้ง” อิทธิลุกเดินออกไปพร้อมคมและเดช

รุ้งระวีมองตามตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรดี จึงหันมาปรึกษาสองพี่เลี้ยง

“ข้อเสนอเขาก็น่าสนใจนะ ถ้าเขาทำตามที่เขาบอก” เจ๊จี่หอยพูดไม่ทันจบ...รุ้งระวีก็วิ่งตามอิทธิออกไป

ooooooo

กลุ่มทูนอินทร์ที่ยังงงกับเหตุการณ์ ลุกตามออกมา เห็นรุ้งระวีเจรจากับอิทธิอยู่หน้าร้าน อิทธิยิ้มออกดึงรุ้งระวีมากอด

“ท่าจะไม่ดีว่ะ” เมธหันมาบอกทูนอินทร์ เมื่อได้ยินรุ้งระวีบอกกับอิทธิว่า เธอจะทำงานกับเขาต่อไป แต่เขาต้องรักษาสัญญาตามเดิมทุกอย่าง และต้องให้เจ๊จี่หอยกับมะปรางเป็นพี่เลี้ยงเธอเหมือนเดิม

“เอ ผมยังไม่ได้ไล่ทั้งคู่ออกเลยนะครับ เพราะถึงรุ้งออก ผมก็ยังจ้างทั้งคู่ เพราะผมถือว่างานนี้ผมได้พิสูจน์น้ำใจเจ๊จี่หอยและมะปรางว่า เขารักรุ้งแค่ไหน ผมต้องการทีมงานอย่างนี้แหละ เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ” อิทธิแสร้งส่งยิ้มให้

เจ๊จี่หอย มะปราง และรุ้งระวีตามไม่ทัน รีบยกมือขอบคุณชายหนุ่ม ส่วนกลุ่มทูนอินทร์เห็นแล้วก็ถอนใจ

“ทำใจนะครับพี่ทูน อย่างนี้แสดงว่าเขาคืนดีกันแล้ว”

ทูนอินทร์ทนดูไม่ได้ผละออกไป เมธและอินทรรีบตามติด แล้วสามหนุ่มก็บังเอิญเจอกับอิทธิที่แยกมาขึ้นรถพร้อมกับลูกน้อง

“เฮ้ย...เมธมาทำอะไรแถวนี้วะ” อิทธิเข้ามาทัก

“สวัสดีคุณอิทธิ บ้านผมอยู่แถวนี้ละครับ” เมธหันมาตอบ

อิทธิมองทูนอินทร์และอินทรรู้สึกคุ้นๆ ขณะที่สองพี่น้องเตรียมตัวตั้งรับเต็มที่ ถ้าอิทธิจำได้ แต่เหตุการณ์กลับผิดคาด เพราะอิทธิเอ่ยชวนเมธไปช่วยทำมิวสิกวีดิโอให้รุ้งระวี

เมธหันมามองหน้าทูนอินทร์กับอินทร เตรียมจะปฏิเสธ แต่ทูนอินทร์กลับเสนอตัวขอทำงานนี้เองเพราะเคยกำกับมิวสิกมาหลายเพลงแล้ว ก่อนจะหยุดไปทำธุรกิจส่วนตัว

อิทธิแย้งว่า เขาต้องการมือหนึ่ง ทูนอินทร์จึงหันมาถามเมธ

“ผมก็มือหนึ่งครับ ใช่ไหมพี่เมธ”

“เออ ใช่ มันเคยเป็นมือหนึ่งครับ นี่น้องผม นายทูนอินทร์ เขาทำให้ฟ้าใส ใจสะออน ดังลั่นมาแล้ว” เมธการันตี

อิทธิเชื่อใจนัดให้ทูนอินทร์เข้าไปคุยกันที่บริษัทในวันพรุ่งนี้ตอนบ่ายโมง แล้วเดินกลับไปขึ้นรถ

อินทรกับเมธกันมายิงคำถามกับทูนอินทรทันที

“โอ้โฮ...พี่ทูน ผีเข้าเหรอครับ”

“พูดเอง เออเองเลยนะแก แกล้างมืองานกำกับมานานแล้วนะ จะไหวเหรอวะ”

“ไหวครับพี่ งานกำกับมิวสิกของรุ้งระวี มันต้องเป็นหน้าที่ของผมเท่านั้น”

ครั้นกลับมาถึงบ้าน ทูนอินทร์ก็ออกไปยืนเหงาอยู่ริมบึง รุ้งระวีตามมาเอ่ยคำลา เพราะต้องกลับไปทำหน้าที่ ทูนอินทร์ถามหญิงสาวเรื่องแม่ เพราะยังไม่ไว้ใจอิทธิ

รุ้งระวีออกรับแทนว่า ที่อิทธิทำไปทั้งหมดก็เพราะรักเธอมากเกินไป

“แล้ว...คุณรักเขารึเปล่า”

“ถ้าพูดถึงตอนนี้ เปล่าค่ะ แต่เขาสัญญาแล้วว่า... จะไม่เร่งรัดฉันเรื่องแต่งงาน ทุกอย่างจะค่อยเป็นค่อยไป”

“แสดงว่าคุณอาจจะรักเขาสักวันหนึ่ง”

“เป็นไปได้ ขอบคุณนะคะที่ช่วยเหลือฉันตลอดมา”

“แล้ว...เรื่องเพลงของผมที่คุณสัญญาว่าจะร้อง”


“ไว้มีโอกาส ฉันจะร้องเพลงของคุณแน่ๆ แต่งเสร็จเมื่อไหร่บอกด้วยละกัน...ฉันลา”

“โชคดีนะครับ ผมคงตามคุณในฐานะแฟนคลับไม่ได้อีกแล้วละ”

“ค่ะ โชคดี แฟนคลับของฉัน” รุ้งระวีหันหลังเดินจากไป

ทูนอินทร์มองตามแล้วเดินกลับเข้าบ้าน เขาพรมนิ้วลงบนเปียโน ครวญเพลงรักที่ยังแต่งไม่เสร็จให้รุ้งระวีฟังแทนคำลา รุ้งระวีน้ำตาคลอสัมผัสได้ถึงความ เจ็บปวดนั้น ก่อนที่จะตัดใจขึ้นรถจากไป

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ทูนอินทร์ เมธ และอินทรมาพบอิทธิที่บริษัทตามนัด แต่ไม่ยอมให้รุ้งระวีที่กำลังซ้อมเต้นอยู่ในห้องเห็น ครั้นรุ้งระวีได้พัก เธอจะเดินไปห้องน้ำ เมื่อปรายตาไปเห็นเพียงเสี้ยวหน้าของทูนอินทร์แว้บๆ จึงหยุดมอง แต่เขาเดินหายเข้าห้องทำงานของอิทธิไปแล้ว

“ไม่ใช่หรอกน่า เฮ้อ...บ้าจัง เห็นใครก็กลายเป็นนายเคนไปหมด” รุ้งระวีบ่นกับตัวเอง

ขณะที่ในห้องทำงาน อิทธิกำลังบรีฟงานให้พวกทูนอินทร์ฟัง

“งานนี้ผมไม่ได้จ้างพวกคุณทำมิวสิกอย่างเดียว แต่ผมจะให้ทำบันทึกเบื้องหลังคอนเสิร์ตของรุ้งระวีด้วย เพราะจะมีคอนเสิร์ตรวมนักร้องในค่ายในวันพรุ่งนี้ แต่รุ้งจะไปร้องแค่สองเพลง พวกคุณเตรียมงานทันไหม”

“เราพร้อมตั้งแต่วันนี้แล้วละครับ” ทูนอินทร์ยิ้ม

“เอ...คุณทูน เราเคยรู้จักกันมาก่อนรึเปล่า ผมคุ้นหน้าคุ้นเสียงคุณยังไงพิกล”

“คงเคยเจอกันมั้งครับ เพราะผมเองก็คุ้นคุณอิทธิเหมือนกัน” ทูนอินทร์ตอกกลับ

“นายครับ คุณรุ้งรออยู่ข้างนอก” คมเข้ามารายงาน

ทูนอินทร์ อินทร และเมธนั่งตัวเกร็ง เมื่อได้ยินอิทธิสั่งให้คมเรียกรุ้งระวีเข้ามาทำความรู้จักกับทั้งสาม คมเดินออกไปบอกรุ้งระวีที่ยืนรออยู่หน้าประตู แต่หญิงสาวไม่ยอมเข้ามา เธอฝากคมมาบอกอิทธิว่า จะมาคุยเรื่องคอนเสิร์ต เอาไว้หลังซ้อมเต้นเสร็จจะมาใหม่ แล้วเดินออกไป พวกทูนอินทร์ได้ฟังก็โล่งใจ

“เลยไม่ได้แนะนำให้พวกคุณรู้จักเลย” อิทธิบ่น

“ไม่เป็นไรครับ ยังไงเราก็จะต้องรู้จักกันอยู่แล้ว สำหรับสาวๆ สวยๆ อย่างคุณรุ้ง ผมรอได้” ทูนอินทร์วางท่า

ooooooo

ด้านรุ้งระวี เธอกลับไปซ้อมเต้นอย่างเอาจริงเอาจัง

เจ๊จวงกับจุ๊บแจงมาเห็นก็ไม่พอใจ รีบดึงมะปรางที่เดินออกมาพอดีไปสอบถาม ว่าทำไมรุ้งระวีถึงกลับมาทำงานต่อได้อีก มะปรางส่ายหน้าบอกว่าเธอไม่รู้ แล้วรีบเดินหนี ไปสวนกับอาชาและขวัญข้าวที่เพิ่งเข้ามา พร้อมส้มตำและอาหารอีสานมาถุงเบ้อเริ่มในมือ

ขวัญข้าวร้องทักเจ๊จวงกับจุ๊บแจงว่า ไปทำอะไรมาเพราะหน้าตายังมีรอยฟกช้ำอยู่ เจ๊จวงว่า เรื่องมันยาว วันหลังจะเล่าให้ฟัง

“นี่ คอนเสิร์ตน่ะมันรวมดาวพวกเรานะ นังฝรั่งมันร้องแค่สองเพลงแต่มันซ้อมกันอลังการขนาดนี้เลยเหรอ” อาชามองเข้าไปในห้องซ้อม

“คุณอิทธิทุ่มให้มันเต็มที่ เห็นว่าชุดหางเครื่องสั่งตัดใหม่หมด” จุ๊บแจงใส่ไฟ

“ทุเรศที่สุด ถ้ายังเชียร์นังนี่นอกหน้าแบบนี้ ฉันว่าพวกเราไปหาสังกัดอื่นอยู่กันเถอะ หมาหัวเน่าขึ้นมาทุกวันแล้ว ไป ไปกินส้มตำดีกว่า แก้เซ็ง” ขวัญข้าวและอาชาเดินแยกไป

เจ๊จวงมองตามไปก็เห็นเดชเดินผ่านมาพอดี เธอเรียกเดชมาคุยด้วย เพราะอยากได้ข้อมูลเรื่องรุ้งระวี เดชทำบ่ายเบี่ยงอ้างว่าเป็นความลับของเจ้านาย  แต่เมื่อเจ๊จวงเอาเงินสองพันจากจุ๊บแจงมาล่อก็ยอมเปิดปาก มันรีบลากสองสาวไปคุยกันที่มุมลับตา

เวลาเดียวกันนั้น ทูนอินทร์กำลังคุยเรื่องงานกับอิทธิเสร็จพอดี เขาให้เมธไปรอที่รถก่อนเพราะจะไปห้องน้ำกับอินทร แต่ระหว่างทางเห็นมะปรางกำลังเดินออกมาจากห้องอาหารจึงหาที่หลบ แล้วพวกเขาก็เห็นขวัญข้าวกับอาชาเข้ามาแขวะมะปรางเรื่องอาหารอีสานที่เจ๊จี่หอยเตรียมไว้ให้รุ้งระวี มะปรางไม่อยากตอบโต้ รีบเดินหนีออกไป

อาชาหยิบถุงอาหารอีสานที่ติดป้ายว่าของรุ้งระวีขึ้นมาดู พลางแสยะยิ้ม เพราะแผนชั่วบรรเจิดอยู่ในใจ เขาหันมาบอกกับขวัญข้าวว่า  จะจัดการเปิดทวารให้รุ้งระวีกับพวกด้วยผงวิเศษที่ติดตัวมา แล้วหยิบขวดเล็กออกมาจากกางเกง จากนั้นก็โรยลงในถุงส้มตำของรุ้งระวี พร้อมอธิบายสรรพคุณ

“ยาระบายอ่อนๆ แต่ถ้าใส่เยอะๆ ก็จะกลายเป็นยาระบายหนักๆ แถมถ้าโดนพริกเข้าไปเยอะๆด้วยนะ เขาเรียก ยาระเบิดถ้ำ”

“ฮิฮิ ประเภทหูรูดไม่ทำงานเลยใช่ไหม ดีๆ นี่...ก็โรยมันทุกถุงเลยซีบ่อเกรอะ มันจะได้แตกกันทุกคน” ขวัญข้าวรีบแกะถุงอาหารทั้งหมดแล้วช่วยอาชาโรยยาลงไป

ทูนอินทร์และอินทรที่แอบดูอยู่หน้าพากันตะลึง คิดหาทางช่วยพวกรุ้งระวี แล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อขวัญข้าวกับอาชาชวนกันออกไปล้างมือในห้องน้ำ สองหนุ่มรีบเข้ามาในห้องแล้วยกถุงอาหารที่ถูกโรยผงไปวางแทนถุงของขวัญข้าว และยกของขวัญข้าวกลับมาวางที่มุมเดิมของรุ้งระวี แล้วชักชวนกันหนีออกมา

สองหนุ่มเดินมาถึงมุมลับตาก็ได้ยินเสียงเจ๊จวงและจุ๊บแจงคุยอยู่กับเดชเรื่องรุ้งระวี เดชเล่าให้สองสาวฟังว่า ที่รุ้งระวียอมกลับมาทำงานต่อก็เพราะอิทธิหลอกว่าจะช่วยตามหาแม่ให้พบ แถมยังเอารูปผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายแม่ของรุ้งระวีมาหลอกเธออีกด้วย

“อย่างนี้นี่เอง แจง ถ้าอย่างนั้นรูปที่บ้านนังรุ้ง ต้องเป็นรูปแม่มันแน่ๆ เลย แกดูซิ ใช่รูปนี้หรือเปล่า” เจ๊จวงหยิบมือถือออกมากดหาภาพถ่ายแม่รุ้งที่หัวเตียงส่งให้เดชดู

“นี่ละ รูปนี้แหละ” เดชยืนยัน

“ได้เรื่อง ขอบใจนายเดช ไปได้แล้ว” เจ๊จวงไล่

เดชยืนรีรอจะขอทิปเพิ่ม จึงโดนจุ๊บแจงตวาดใส่ ก่อนหันมาปรึกษาเจ๊จวงว่าจะเอาไงต่อดี

“ไม่ยากแล้วละ มันมีจุดอ่อนเรื่องแม่มัน เราต้องเอามาใช้เป็นจุดแข็งของเราให้ได้” เจ๊จวงยิ้มร้าย

ooooooo

เจ๊จวงเดินนำจุ๊บแจงไปหาอาชาและขวัญข้าว แต่ระหว่างทางได้เจอกับทูนอินทร์และอินทรที่กำลังจะไปที่รถ จุ๊บแจงส่งยิ้มหวาน ตะลึงในความหล่อของทูนอินทร์ เธอรีบสานสัมพันธ์

ส่วนเจ๊จวงที่รีบเปิดทาง เมื่อรู้ว่าทูนอินทร์เป็นผู้กำกับมิวสิกคนใหม่ของบริษัท เพราะหวังจะดันให้จุ๊บแจงได้เกิดอีกครั้ง จังหวะนั้นเอง รุ้งระวีก็เดินคุยกับมะปรางและเจ๊จี่หอยมาด้านหลังทูนอินทร์และอินทรพอดี

สองพี่น้องได้ยินเสียงรุ้งระวีก็ชะงัก ไม่กล้าหันไปมอง ขณะที่พวกรุ้งระวีเมื่อเห็นเจ๊จวงกับจุ๊บแจงยืนอยู่ก็ทำเชิดใส่ ก่อนเดินเลี้ยวไปทางห้องอาหาร ทูนอินทร์กับอินทรโล่งใจ

“แต่เอ เราเคยรู้จักกันที่ไหนมาก่อนไหม มันคุ้นๆนะ” เจ๊จวงเริ่มพิจารณาสองหนุ่ม

“ไม่นะครับป้า ลาละครับ” ทูนอินทร์และอินทรไหว้ลา แล้วรีบเดินหนี

เจ๊จวงส่งยิ้มเจื่อนๆ ถามจุ๊บแจงว่า เธอแก่จนเป็นป้าแล้วเหรอ

จุ๊บแจงไม่ตอบอะไร ลากเจ๊จวงเข้าไปในห้องอาหาร เห็นรุ้งระวี มะปรางและเจ๊จี่หอยกำลังกินอาหารอีสานกันอย่างเอร็ดอร่อย

อาชากับขวัญข้าวร้องเรียกจุ๊บแจงกับเจ๊จวงไปร่วมวง แล้วกระซิบบอกเรื่องแอบใส่ยาระบายลงในอาหารของพวกรุ้งระวีให้ฟัง ทั้งสี่มองมาทางกลุ่มรุ้งระวีแล้วหัวเราะลั่น


“มันหัวเราะอะไรเราน่ะ” เจ๊จี่หอยเริ่มผิดสังเกต

มะปรางกับรุ้งระวีมองหน้ากันยังไม่ทันพูดอะไร ขวัญข้าวกับอาชาก็ท้าทายให้รุ้งระวีพิสูจน์ความเป็นไทยด้วยการทานเผ็ดให้ดู

รุ้งระวีรับคำท้า เธอเทพริกป่นลงในจานส้มตำจนแดง แล้วตักกินหน้าตาเฉย

“ระวังนะ ทำเก่งกินเผ็ดแบบนี้ ท้องไส้มันจะปั่นป่วน และเกิดอาการที่เรียกว่า ท่อทวารแตก ฮ่ะฮ่ะ” อาชาหัวเราะร่วนตามด้วย ขวัญข้าว เจ๊จวงและจุ๊บแจง

แล้วยาก็ออกฤทธิ์ เสียงปู้ด ดังลั่น กลุ่มของอาชาเงียบเสียงรีบเอามือปิดจมูก เจ๊จี่หอยตะโกนถามว่า

ใครตด

“ก็ต้องพวกแกนั่นแหละ ของมันออกฤทธิ์แล้วละซี้” อาชาโต้กลับ พลันเสียงปู้ดดังขึ้นอีกที คราวนี้อาชาสะดุ้งรีบกุมก้นตัวเองเพราะข้าศึกโจมตี

“นังม้า เสียงมันมาจากแกจริงๆ นะ แกรีบไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวนี้เลย” ขวัญข้าวไล่ แล้วปล่อยปู๊ดตามมาอีกคน เธอไม่รอช้ารีบวิ่งตัดหน้าอาชาไปเข้าห้องน้ำก่อน

เจ๊จี่หอยสุดทน รีบชวนรุ้งระวีกับมะปรางออกจากห้องทานอาหาร เพราะทนกลิ่นไม่ไหว เจ๊จวงกับจุ๊บแจงที่ยังส่งอาหารเข้าปากไม่หยุด หันมามองหน้ากันอย่างสงสัย

“หรือว่า ที่พวกเรากิน ไม่จริงนะพี่” จุ๊บแจงมองอาหารบนโต๊ะแล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำเพราะข้าศึกบุก

“ตายแล้ว นี่มันอะไรกัน” เจ๊จวงสะดุ้งเฮือกรีบหุบขา “อุ๊ย มาไม่ให้สุ้มให้เสียง แจงรอพี่ด้วย พี่ไม่ทันแล้ว ใครก็ได้ซื้อผ้าอ้อมเด็กให้หน่อย ว้าย มาอีกแล้ว” เจ๊จวงโผเผ วิ่งหนีบขาออกจากห้อง

ooooooo

รุ้งระวีเดินออกมาสงบสติอารมณ์ที่มุมสวนหย่อมนอกบริษัท เห็นลานจอดรถอยู่ห่างออกไป เสียงมือถือของเธอดังขึ้น รุ้งระวีกดรับสาย

ทูนอินทร์ยืนหลบอยู่ข้างลานจอดส่งเสียงทักทาย และบอกเธอเรื่องโดนวางยาในอาหารอีสาน แต่โชคดีที่เขาช่วยไว้ทัน รุ้งระวีถามว่า ทูนอินทร์อยู่ที่ไหนกันแน่ แล้วเรียกให้เขาออกมาพบ แต่ทูนอินทร์กดวางสายแล้วกระโดดขึ้นรถที่มีเมธกับอินทรนั่งรออยู่

รถของทูนอินทร์แล่นออกไป รุ้งระวีหันมาเห็นก็วิ่งตามแต่ไม่ทัน

“มีอะไรคะพี่” มะปรางวิ่งนำเจ๊จี่หอยตามออกมา

“นายเคนอยู่ที่นี่ น่าจะรถคันนั้นละ เขามาช่วยเราอีกแล้ว”

“ช่วยอะไรเราคะ”

“ช่วยให้เราไม่โดนวางยาจากนังพวกนั้นน่ะซี ลาบส้มตำที่ทานกันเมื่อกี้น่ะ”

“หา วางยา” มะปรางกับเจ๊จี่หอยเป็นงง

ooooooo

ด้านแม่ของรุ้งระวี เธอยังเมามายเป็นที่รังเกียจของชาวบ้านเหมือนเดิม

“เมาอีกแล้ว นางแก่เอ๊ย” เจ๊เล้งบ่นเมื่อเห็นแสงหล้าเดินโซเซ ถือขวดเหล้าผ่านร้านข้าวต้ม

“ทำไม ข้าเมา แล้วมันหนักกบาลเอ็งเหรอ อีซิ้ม”

“พูดอย่างนี้เดี๋ยวสวย เดี๋ยวสวย”

“สวยซีวะ เมื่อก่อนข้าสวยจะตาย ทั้งสวยทั้งเสียงดี แขกในบาร์น่ะ ทิปข้าเป็นพัน ข้าร้องเพลงเพราะนะโว้ย เสียงข้าน่ะ เขาเรียกว่าเสียงนกคีรีบูน”
“ต่างจากนกแสกไหมวะ”

“นี่ ไปว่ามันไม่ได้นะ เคยได้ยินมันร้องในกองขยะน่ะ เฮ้ย มันร้องเพราะเหมือนนักร้องอาชีพเลยนะโว้ย” แม่ค้าร้านข้างๆ ช่วยเสริม

เจ๊เล้งนึกสนุก ขอให้แสงหล้าร้องเพลงให้ฟังแลกกับข้าวต้มฟรีหนึ่งถ้วย

“พวกเอ็งฟังนะ เพลงนี้ข้าร้องกล่อมลูกข้าให้นอน ลูกสาวข้า” แสงหล้าลุกไปยืนอยู่กลางกลุ่มแม่ค้า แล้วเริ่มร้องเพลงด้วยเสียงอันทรงพลังและไพเราะ ทำให้กลุ่มแม่ค้าพากันตะลึงกัน แต่เมื่อมาถึงท่อนแยกน้ำเสียงของแกก็เริ่มแหบแห้งและไอโขลก จนร้องต่อไม่ได้ นางเดินคอตกไปนั่งอยู่ในมุมมืด แล้วก้มหน้าร้องไห้ด้วยความคิดถึงลูก

อีกสองวันต่อมา รุ้งระวี ศรีแอลเอ ลูกสาวของนางแสงหล้าก็มีโอกาสขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่เป็นครั้งแรกขณะที่รุ้งระวีแต่งตัวอยู่ด้านหลังเวที เจ๊จวง จุ๊บแจงและอาชาก็เข้ามาพาลหาเรื่อง เพราะอิจฉาที่อิทธิให้ความสำคัญกับรุ้งระวีมากกว่า จนถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน

อิทธิพาทูนอินทร์กับอินทรที่มาเริ่มงานเป็นวันแรกเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงช่วยกันห้าม ทูนอินทร์กับอินทรที่ใช้หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าเข้ามาช่วยแยกพวกสาวๆ แต่ทูนอินทร์พลาดโดนรุ้งระวีชกเข้าเต็มหน้า เพราะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

“พอ พอ ทุกคนหยุด กำลังจะออกเวทีแท้ๆ ยังจะทะเลาะกันอีก ถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเลยเหรอ หอย จวง ดูแลกันยังไง” อิทธิตวาด

“ไม่ทราบค่ะ แต่ทางนั้นหาเรื่องเราก่อน ทางเราก็สุดจะทนแล้ว” เจ๊จี่หอยฟ้อง

“ไม่จริง ทางแกนั่นแหละหาเรื่องเราก่อน” เจ๊จวงใส่ไฟ แล้วหันมาให้สัญญาณกับจุ๊บแจง

จุ๊บแจงร้องไห้โฮ วิ่งเข้ามากอดอิทธิพลางฟ้องว่า รุ้งระวีตบเธอ อิทธิทำหน้าระอาดันร่างจุ๊บแจงออกไปแล้วหันมาถามรุ้งระวีว่า ตกลงเรื่องราวเป็นอย่างไร

“ไม่ปฏิเสธว่าฉันชกพวกมันก่อน เริ่มจากนังตุ๊ดเตี้ยนั่น กวนประสาทดีนัก จากนั้นนังสองตัวนี่ก็เข้ารุมฉัน ฉันก็เลยต้องแสดงให้เห็นว่าอย่ามาเล่นกับคนที่เรียนแม่ไม้มวยไทยอย่าง...ฉัน” รุ้งระวียอมรับผิด

“เอาละ จบเรื่องเท่านี้ แต่งตัวใหม่ คิวต่อไปคืออาชากับแจง” อิทธิสรุป

อาชากับจุ๊บแจงร้องลั่นอ้างว่า คงทำไม่ได้เพราะถูกทำร้ายจนเสียโฉม อิทธิสวนทันควันว่า ถ้าทำไม่ได้ก็กลับบ้านไป อาชากับจุ๊บแจงจ๋อยสนิท รีบเข้าไปแต่งตัวใหม่

“หอย พารุ้งไปแต่งตัวอีกห้อง” อิทธิสั่งแล้วนำทูนอินทร์ อินทรและพวกรุ้งระวีออกไป

ด้านขวัญข้าวที่กำลังให้ความบันเทิงกับคนดูอยู่บนเวที เธอต้องแปลกใจเมื่อทีมงานมากระซิบบอกว่าให้ร้องต่ออีกสองเพลง เพราะหลังเวทีมีปัญหานิดหน่อย

“เสียงจะไม่มีอยู่แล้วนะ” ขวัญข้าวต่อว่าทีมงาน แล้วหันกลับมาส่งยิ้มกับคนดูพลางเอ่ย

“ขอขอบคุณแรงใจและพวงมาลัยจากพ่อแม่พี่น้องนะคะ ขวัญมีอีกสองเพลงที่จะมอบให้มิตรรักแฟนเพลงของขวัญ รับชมรับฟังค่ะ” ขวัญข้าวโชว์ท่าเต้นเซ็กซี่ เรียกเสียงเชียร์ลั่น

ขณะที่ด้านหลังเวที มะปรางกับเจ๊จี่หอยกำลังช่วยกันลงแป้งปกปิดรอยช้ำให้รุ้งระวี โดยมีทูนอินทร์กับน้องชายตามถ่ายทำเบื้องหลังอยู่ตลอด

เจ๊จี่หอยนึกรำคาญขอร้องให้หยุดถ่ายภาพก่อน แต่อิทธิว่าไม่เป็นไร แล้วหันมาล้อทูนอินทร์เรื่องโดนรุ้งระวีใช้แม่ไม้มวยไทยชกผู้กำกับเข้าไปหนึ่งหมัด

“ยืนยันครับว่าหมัดหนักจริงๆ จมูกผมบวมเลย” ทูนอินทร์พูดผ่านหน้ากาก

รุ้งระวี มะปรางและเจ๊จี่หอยหันมามอง เพราะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นเสียง อิทธิจึงแนะนำให้ทูนอินทร์กับอินทรรู้จักกับสามสาว

“สวัสดีครับ” สองพี่น้องพูดพร้อมกัน

“ไม่เปิดหน้าให้ดูหน่อยเหรอคะ เสียงคุ้นหูจัง” รุ้งระวีเพ่งมอง

“อยากดูรอยช้ำที่ชกผมเมื่อกี้ใช่ไหมครับ ได้ครับ” ทูนอินทร์และอินทรเปิดหน้าออก

รุ้งระวี เจ๊จี่หอยและมะปรางอ้าปากค้าง ทูนอินทร์และอินทรรีบหลิ่วตาและส่ายหน้าไม่ให้ทั้งสามพูดอะไรอีก เพราะกลัวอิทธิสงสัย แล้วทีมงานก็เข้ามาตามอิทธิให้ออกไปดูความเรียบร้อยด้านหน้าเวที เพราะอีกยี่สิบนาทีก็จะถึงเวลาเปิดตัวรุ้งระวีแล้ว

“เอ้า ทำความรู้จักกันไปก่อน ผมจะไปดูงานข้างนอก” อิทธิเดินออกไป

ทูนอินทร์และอินทรยิ้มร่ากับสามสาว รุ้งระวีสั่งให้มะปรางออกไปล็อกประตูแล้วเริ่มสอบสวนสองพี่น้องว่า ตกลงพวกเขาเป็นใครกันแน่

“ผม นายทูนอินทร์ อินสรวงครับ” ทูนอินทร์แนะนำตัว

“ผมอินทร อินสรวง น้องพี่ทูนครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” อินทรรับมุกต่อ

รุ้งระวี เจ๊จี่หอยและมะปรางมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อนัก

ทูนอินทร์รีบยืนยันว่า นี่คือตัวตนที่แท้จริงของเขากับน้องชาย และที่มีโอกาสมาเป็นผู้กำกับก็เพราะบังเอิญอิทธิไปเจอเมธที่ร้านอาหารจึงชวนมาทำมิวสิกให้รุ้งระวี แถมยังท้าว่า ถ้าไม่เชื่อให้ไปถามอิทธิดู

“ถ้าทุกอย่างเป็นความจริง นายก็เป็นทั้งผู้กำกับมิวสิก เป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง แถมยังเป็นนักปลอมแปลงตัวเอง เป็นอาชีพโน้นอาชีพนี้อีกด้วย นายมีวัตถุประสงค์อะไร มาตามฉันแบบนี้ทำไม”

ทูนอินทร์มองรุ้งด้วยอาการเขินก่อนเอ่ยออกมา “ผมอยากได้คุณน่ะ”

“ว้าย” สามสาวร้องพร้อมกัน

“เออ หมายถึง ผมอยากได้คุณมาเป็นนักร้องในสังกัดผมน่ะ นี่คุณ...ทีหลังอย่ามองจ้องผมแบบนั้นซี ไม่รู้เป็นไง คุณจ้องมากๆ ผมก็จะขวย เอ้อ ขวยเขิน ประหม่า ใจเต้น แล้วก็พูดจาลามกใส่คุณโดยไม่รู้ตัว”

“โรคจิตชัดๆ เลย” รุ้งระวีมองทูนอินทร์อย่างไม่วางใจ

ทูนอินทร์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เช่นเดียวกับอินทรที่หันไปยิ้มกับมะปราง แต่กลับโดนเธอเชิดใส่

ooooooo

ด้านหน้าเวที อาชาแอ๊บแมนขึ้นไปแดนซ์กระจายกับหนุ่มหางเครื่อง เพื่อเรียกพวงมาลัยจากแม่ยก  และเมื่อการแสดงจบลงเขาก็หยอดลูกอ้อนบอกกับทุกคน

“รักนะ อาชารักทุกคนเลย”

เหล่าแม่ยกกรี๊ดสนั่น อาชาส่งยิ้มแบบแมนมากๆ ก่อนประกาศเปิดตัวจุ๊บแจง แตงร่มใบ ขึ้นเวที

จุ๊บแจงทักทายแฟนๆ แล้วเริ่มร้องเพลง ส่วนอาชาเดินกลับเข้าหลังเวทีแล้วพาลหาเรื่องรุ้งระวีที่ยืนตื่นเต้นอยู่ข้างเวที เพราะต้องแสดงเป็นคิวต่อไป

เจ๊จี่หอยกลัวจะเกิดเรื่องอีก จึงฝากให้ทูนอินทร์ช่วยดูแลรุ้งระวีด้วย แล้วลากมะปรางตามเข้าไปจัดการกับอาชาด้านหลังเวที

“กลัวเหรอ” ทูนอินทร์เอ่ยถามเมื่อเห็นรุ้งระวีเริ่มมือสั่น

“นิดหน่อย ไม่เคยขึ้นร้องที่มีคนเยอะขนาดนี้ อีกอย่าง วันนี้มีถ่ายทอดสดด้วย กลัวจะทำพลาด”

“มานี่ซีครับ” ทูนอินทร์จับมือรุ้งระวีแล้วพามาที่หลืบเวที พลางชวนคุยถึงเหตุการณ์วันที่ได้เจอกันครั้งแรกในฐานะนักร้องลงตุ่ม

“ที่ผมลงไปร้องเพลงในตุ่ม เพราะผมกลัว กลัวที่จะออกมาร้องเพลงต่อหน้าผู้คน แต่แล้ววันนั้นคุณก็ช่วยให้ผมออกมาร้องกลางตลาดจนได้ คุณทำให้ผมกล้า”

“เพราะอะไร”

“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ตอนแรกที่ผมร้องน่ะ ผมไม่คิดอะไรเลย ไม่มองอะไรทั้งนั้น ผมคิดแต่ว่าผมร้องเพลงนั้น เพื่อให้คุณฟังคนเดียว ผมเห็นแต่คุณที่มาเต้นเป็นกำลังใจอยู่ตรงหน้าผม”

“มันช่วยให้คุณหายกลัวเหรอคะ”

“ครับ...คราวนี้ ถ้าคุณกลัว ก็ลองทำอย่างที่ผมแนะนำให้นึกเพลงและหน้าหล่อๆของผม เอ้อ พูดเล่นน่ะ นึกถึงใครก็ได้ที่คุณอยากร้องเพลงนั้นให้อาการกลัวของเรามันจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง”

“ขอบคุณค่ะที่แนะนำ” รุ้งระวีเริ่มมีกำลังใจ

“คุณรุ้งครับ พร้อมแล้วนะครับ” ทีมงานเข้ามาตาม

“โชคดีครับ” ทูนอินทร์ส่งยิ้มอบอุ่น

“ขอบคุณค่ะ” รุ้งระวีก้าวขึ้นเวที โดยมีกลุ่มหางเครื่องกางปีกบังคนดูไว้

เสียงเพลงของจุ๊บแจงจบลงพอดี คนดูปรบมือให้กำลังใจแล้วเพ่งมองไปที่กลุ่มหางเครื่องที่กางปีกขึ้นมาบนเวที

จุ๊บแจงเหลือบไปมองรุ้งระวีทางด้านหลังจึงแกล้งล้อกับคนดู “สำหรับบทเพลงต่อไป เรามาฟังฝรั่งร้องเพลงไทยกันหน่อยนะคะ ดูว่าจะเพี้ยน หรือไม่เพี้ยน เอ้อ จุ๊บแจง พูดเล่นน่ะค่ะ นักร้องคนนี้เขาร้องไม่เพี้ยนหรอกค่ะ แต่อย่างอื่นเขาจะเพี้ยนรึเปล่าไม่รู้” จุ๊บแจงจงใจยั่วให้รุ้งระวีเสียสมาธิ

รุ้งระวีพยายามข่มใจ นึกถึงคำพูดของทูนอินทร์เอาไว้ ส่วนอิทธิทนไม่ไหวสั่งให้นักดนตรีขึ้นเพลงเพื่อกลบเสียงจุ๊บแจงไป

จุ๊บแจงไม่พอใจสะบัดจะกลับเข้าเวที แต่แล้วก็เปลี่ยนใจผลุบไปเล่นงานรุ้งระวีที่ถูกกลุ่มหางเครื่องบังอยู่

“ขอให้โชคดีนะ นังสารเลว” จุ๊บแจงชกเข้าที่ท้องรุ้งระวีเข้าเต็มแรง แล้วเหยียบลงไปบนเท้าของเธอรุ้งระวีงอตัวทรุดลงไปนั่งกับพื้น จุ๊บแจงสะใจเดินหน้าระรื่นกลับเข้าหลังเวที

อิทธิแค้นตรงเข้าตบหน้าจุ๊บแจงอย่างแรง เธอเซไปหาเจ๊จวงที่ยืนอยู่กับอาชาและขวัญข้าว

“ไป๊ ไม่ต้องมาให้เห็นหน้า” อิทธิไล่ จุ๊บแจงร้องไห้โฮ วิ่งหนีไป เจ๊จวงรีบตาม อาชากับขวัญข้าวหน้าซีด

ทูนอินทร์หันไปมองรุ้งระวีอย่างเป็นห่วง เห็นเธอยังนั่งคุกเข่าน้ำตาร่วงเผาะเพราะความเจ็บ

อิทธิเข้ามาปรึกษาทูนอินทร์เพราะจะเรียกรุ้งระวีกลับมาแล้วงดการแสดงไปเลย แต่ทูนอินทร์ร้องห้าม เขาหันไปมองรุ้งระวี เห็นเธอค่อยยืนขึ้นแล้วเช็ดน้ำตา

กลุ่มหางเครื่องพยักหน้าให้กัน แล้วแหวกเปิดร่างรุ้งระวีที่ยืนโดดเด่นอยู่กลางเวที คนดูปรบมือต้อนรับ รุ้งระวีก้าวออกมา เบื้องหน้าเท้าของเธอกะเผลกเล็กน้อย เธอเริ่มร้องเพลง “ฝากจิ้มแจ่วไปแอลเอ” หางเครื่องเต้นเมามัน คนดูสนุกสนานไปกับบทเพลงของรุ้งระวี ทุกคนโล่งใจที่รุ้งทำได้

รุ้งระวีเป็นดาวจรัสแสงอยู่กลางเวที การแสดงของเธอถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ แสงหล้าที่นอนกอดขวดเหล้าอยู่ที่ทิ้งขยะค่อยๆ ขยับร่างขึ้นมาฟังเพลง

“รุ้ง รุ้งลูกแม่” แสงหล้าโผเผเดินไปที่ร้านเจ๊เล้ง เพื่อดูการถ่ายทอดสด แต่เจ๊เล้งกับโส่ยไม่ยอมช่วยกันไล่แสงหล้า

“ให้ข้าดูลูกสาวข้าก่อน ไหว้ละ นี่ นี่ เงิน ข้าสั่งข้าวต้มของเอ็งกินก็ได้ ยี่สิบบาทนะ เอามาชามหนึ่งแล้วขอข้าดูช่องนี้แหละ” แสงหล้าส่งเงินให้

“แหม...มีเงินกะเขาด้วยนะ เอ้า มันมีเงินจ่ายก็จะให้มันกินไป” เจ๊เล้งสั่งลูกน้อง
“ขอบใจจ้ะ” แสงหล้ายกมือไหว้ท่วมหัว จ้องดูรุ้งทั้งเต้นทั้งร้องในทีวีแล้วยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ

เช่นเดียวกับทูนอินทร์ที่ยืนมองรุ้งระวีที่กำลังร้องและเต้นอยู่บนเวทีด้วยสายตาชื่นชม เขาหันมาเปรยกับน้องชาย

“ฉันว่ารุ้งดังแน่ แต่น่าเสียดาย เพราะยิ่งรุ้งดังความฝันของฉันก็หมดกัน รุ้งคงมาร้องเพลงให้ฉันอีกไม่ได้แล้ว” ทูนอินทร์ถอนใจกับตัวเอง

จังหวะเดียวกันนั้น รุ้งระวีร้องเพลงจบพอดี คนดูปรบมือเกรียวกราว หอยและมะปรางกอดกันด้วยความดีใจ ขณะที่อิทธิยิ้มปลื้ม ส่วนพวกจุ๊บแจงมองรุ้งระวีอย่างริษยาและอาฆาต

“ขอบคุณแฟนเพลงทุกคน ขอบคุณที่ต้อนรับรุ้งอย่างอบอุ่นในคอนเสิร์ตครั้งแรกของรุ้งคืนนี้ ก่อนที่รุ้งจะร้องเพลงต่อไป รุ้งขอร้องเพลงนี้ให้กับคนที่รุ้งรักมากที่สุด แต่เราไม่มีโอกาสจะได้อยู่ด้วยกัน...รุ้งร้องเพลงนี้ ตอนยังเด็กเหลือเกิน เขาร้องกล่อมให้หนูนอน ทุกครั้งที่ร้อง รุ้งจะนอนหลับฝันดีทุกครั้ง แม่คะ นี่คือเพลงที่แม่ร้องกล่อมหนูไงคะ” รุ่งระวีบอกผ่านกล้องทีวี

แสงหล้าที่นั่งดูอยู่ถึงกับน้ำตาไหล เมื่อได้ยินรุ้งระวีเริ่มร้องเพลงที่นางใช้กล่อมนอนตอนเด็กๆ โดยไม่มีเสียงดนตรีใดๆ

“ลูกแม่...ยังจำเพลงของแม่ได้” แสงหล้าร้องเพลงคลอไปกับรุ้งระวี

แม่ค้าตลาดพากันอึ้ง เช่นเดียวกับคนดูในทีวีที่อินตามบทเพลง จนกระทั่งมาถึงท่อนแยกรุ้งระวีก็ร้องไม่ออก เพราะคิดถึงแม่ เธอนิ่งงันอยู่บนเวทีน้ำตาไหลพราก

ทูนอินทร์ปรบมือนำ คนดูทั้งหมดพากันปรบมือตามอื้ออึง แต่พวกจุ๊บแจงนิ่ง เหมือนอยู่ในสมาธิอันลึกล้ำ นาทีนั้นรุ้งระวีหันมาสบตากับทูนอินทร์ เมื่อเห็นชายหนุ่มพยักหน้าให้ เธอก็ส่งยิ้มทั้งน้ำตาตอบอย่างไมตรี

ooooooo

ตอนที่ 4

สิ้นเสียงปรบมือ รุ้งระวีน้ำตารื้น ด้วยความคิดถึงแม่และปลื้มในความฝันของตนเอง

“ขอบคุณค่ะ ไม่ว่าแม่จะอยู่ที่ไหน รุ้งคิดถึงแม่ทุกวันคืน แม่ขา รุ้งเป็นนักร้องอย่างที่แม่อยากให้รุ้งเป็นแล้ว รุ้งจะทำให้แม่ภูมิใจในตัวรุ้งที่สุด” เสียงรุ้งระวีบอกผ่านจอทีวี

“แม่รู้ลูก แม่รู้แล้ว” แสงหล้าสะอื้นพลางเพ่งไปที่หน้าจอ เห็นรุ้งระวีขยับตัวเต้นและร้องเพลงผู้บ่าวข้าวจี่ นางรีบเช็ดน้ำตาแล้วยิ้มออกมา

“หรือว่ามันเป็นแม่นังนักร้องนี่จริงๆมันร้องเพลงเดียวกันเลยนะ” โส่ยกระซิบถามเจ๊เล้ง
“อุ๊ย...เพลงกล่อมเด็กแบบนี้ ใครๆก็ร้องได้ทั้งนั้น เปลี่ยนช่องเถอะมันจะได้เลิกดู แล้วไล่มันไปซะ” เจ๊เล้ง ตัดบท

โส่ยเดินมาหน้าทีวีกดเปลี่ยนช่องทันที แสงหล้าโวยวายเข้ามาแย่งรีโมต พลางขอดูรุ้งระวีให้จบก่อนโส่ยกระโดดหลบ แล้วคว้าชามข้าวต้มที่แสงหล้ายังไม่ได้กินโปะลงบนหัวของนาง

เจ๊เล้งกับพวกแม่ค้าพากันหัวเราะแล้วช่วยกันไล่แสงหล้าออกไป  แต่แสงหล้าจะขอดูรุ้งระวีต่อ  จึงโดนเจ๊เล้งสาดน้ำไล่ ทำให้เปียกปอนไปทั้งตัว

“ถือว่าช่วยเอ็งล้างคราบสกปรกไงวะ นังโส่ย ลากมันออกไป” สิ้นเสียง ร่างของแสงหล้าก็ถูกโส่ยเหวี่ยงลงไปนอนข้างฟุตปาท ผู้คนพากันหัวเราะ

ท่ามกลางเสียงหัวเราะนั้น แสงหล้าโงนเงนลุกขึ้น พลันเสียงเพลงกล่อมลูกปนเสียงสะอื้นของแสงหล้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับร่างของนางที่เดินหายไปในความมืด

ขณะที่บนเวที รุ้งระวีร้องเพลงผู้บ่าวข้าวจี่จบลงพอดี เธอโพสท่าจบพร้อมหางเครื่องอย่างงดงามคนดูปรบมือชื่นชมกันเกรียวกราว หญิงสาวเดินกลับเข้าหลังเวที

ทูนอินทร์ตามดูแล แต่ไม่ทันอิทธิที่ถึงตัวรุ้งระวีก่อน พร้อมกับเสียงเจ๊จี่หอยร้องโวยวายเพราะเห็นแผลที่เท้าของรุ้งระวี อิทธิปราดเข้าประคองพารุ้งระวีไปทำแผลด้านใน

ทูนอินทร์ได้แต่มองตาม เขาหันมาบอกน้องชายที่กำลังจะตามไปถ่ายเบื้องหลังรุ้งระวีต่อว่า ตอนนี้เป็นเวลาส่วนตัวของเธอ

ครู่ต่อมา อิทธิก็เปิดให้นักข่าวเข้าไปสัมภาษณ์รุ้งระวีและศิลปินในสังกัดที่หลังเวทีได้ แต่นักข่าวโฟกัสไปที่รุ้งระวีเป็นส่วนมาก ทำให้พวกจุ๊บแจงไม่พอใจ นักข่าวถามรุ้งระวีถึงเรื่องแม่ เพราะได้ยินเพลงกล่อมที่เธอร้อง

“เท่าที่รุ้งทราบ แม่ไม่เคยติดต่อรุ้งอีกเลย รุ้งเข้าใจว่าท่านคงจากไปแล้ว แต่ตอนนี้รุ้งไม่แน่ใจแล้วค่ะท่านอาจยังอยู่ก็ได้ ถ้าท่านยังอยู่ รุ้งจะตามหาท่านให้เจอ พี่ๆนักข่าวช่วยรุ้งด้วยนะคะ” รุ้งระวีไหว้นักข่าว

นักข่าวพากันพึมพำด้วยความสงสาร แล้วชักชวนให้กลุ่มของจุ๊บแจงเข้ามาสัมภาษณ์รวมกับรุ้งระวี อาชาฉีกยิ้มเดินนำเข้ามากอดแสดงความยินดีกับรุ้งระวี ตามด้วย

ขวัญข้าวและจุ๊บแจง

นักข่าวคนหนึ่งเอ่ยถามจุ๊บแจงว่า เกิดอะไรขึ้นบนเวที เพราะเห็นรุ้งระวีทรุดลงไปนั่งที่พื้นตอนที่จุ๊บแจงเข้าไปหา

“อ๋อ รุ้งบอกพี่แจงว่ามันปวดในท้องนิดหน่อย พี่แจงบอกว่าคงเครียด ให้ลงนั่งสักพักเดี๋ยวจะหาย” รุ้งระวีอธิบาย ก่อนหันมาส่งสายตาเชือดเฉือนมายังจุ๊บแจง

งานคอนเสิร์ตจบลงด้วยดี ทุกคนแยกย้ายกันกลับ ทูนอินทร์กำลังเก็บข้าวของใส่หลังรถเตรียมจะกลับเช่นกัน รุ้งระวีเดินกะเผลกออกมาขอบคุณทูนอินทร์ที่ช่วยแนะนำวิธีเอาชนะความกลัวให้เธอ พร้อมตั้งคำถามกับทูนอินทร์ว่า รู้ไหมตอนนั้นเธอคิดถึงใคร

ทูนอินทร์ทำยืดบอกว่า ต้องเป็นเขาแน่ รุ้งระวีหัวเราะบอกว่า ตอนที่ร้องเพลงกล่อมเด็ก เธอคิดถึงแม่

“งั้นซี ได้อารมณ์ดีเหลือเกิน บางคนที่ได้ฟังร้องไห้ตามไปด้วยเลยนะ เอ...แล้วเพลงฝากจิ้มแจ่วกับผู้บ่าวข้าวจี่ ละครับ คุณนึกถึงใคร”

“เพลงแรกนึกถึงพี่น้องที่แอลเอค่ะ ส่วนเพลงที่สองฉันนึกถึงนายนักข่าวแต๋ว นายนักร้องลงตุ่ม นายภารโรงที่สนามบิน”

“อ้าว แล้วนายทูนอินทร์ ผู้กำกับมิวสิกคนนี้ล่ะ”

“ไม่นึกเลยสักนิด ก็คุณมันหลายบุคลิกเหลือเกินนี่ แล้วที่เป็นนายทูนอยู่นี่ ฉันก็ยังไม่รู้จักคุณดีพอ”
“ถ้าคุณรู้จักดี คุณจะหลงรักเขาเลยละ”

“แหม...แย่หน่อยนะคะ ฉันไม่ค่อยชอบผู้ชายหลงตัวเอง กลับละ พรุ่งนี้เราจะเจอกันไหม”

“แน่นอนครับ ผมต้องไปตามเก็บเบื้องหลังคุณอยู่แล้ว”

รุ้งระวียิ้มให้ก่อนแยกไป ทูนอินทร์มองตามด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม

ooooooo

เมื่อกลับมาถึงบ้าน อิทธิสั่งให้เดชกับคมไปพาตัวจุ๊บแจงมาพบ เขาเตือนเธอเรื่องที่บังอาจแกล้งรุ้งระวีบนเวที ถ้าไม่ยอมหยุดการกระทำ เขาจะเฉดหัวเธอกับเจ๊จวงออกไป

จุ๊บแจงร้องกรี๊ดอ้างสิทธิว่า เธอเป็นเมียของเขา ส่วนเจ๊จวงก็ปราดเข้ามาขู่อิทธิว่า ถ้าเธอกับจุ๊บแจงไปอยู่ค่ายอื่นข่าวอื้อฉาวเรื่องแม่ที่อิทธิหลอกรุ้งระวีไว้ก็จะไปกับพวกเธอด้วย

“อีจวง แกรู้ได้ยังไง พวกแกบอกมันเหรอ” อิทธิหันมาตวาดคมกับเดช

ทั้งสองรีบปฏิเสธ อิทธิแค้นหันไปขู่เจ๊จวง “ถ้าแกพูดเรื่องนี้ออกไป แกตาย อีจวง”

“ไปแจง ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องไปเสียใจกับคนที่ไม่เห็นค่าของเรา” เจ๊จวงพาจุ๊บแจงออกไป

อิทธิมองตามแล้วหันมาสั่งลูกน้องว่า ไปสืบมาให้ได้ว่า เจ๊จวงรู้เรื่องแม่ของรุ้งระวีมาจากใคร

วันต่อมา รุ้งระวี เจ๊จี่หอย และมะปรางมาถึงบริษัท ได้พบทูนอินทร์กับอินทรนั่งรออยู่ สามสาวเดินเข้าไปหา อินทรคุยว่า วันนี้มีประชุมเรื่องเตรียมงานถ่ายมิวสิกให้รุ้งระวี แล้วนำเสนอโลเกชั่นที่เตรียมมาให้ดู

ทูนอินทร์กระซิบบอกรุ้งระวีว่า เป็นไร่ของเขาเอง และถ้ารุ้งระวียอมตกลงไป เขาจะบริการเธอเต็มที่และจัดให้เต็มพิกัด

รุ้งระวีรับข้อเสนอ เธอเข้าไปช่วยคุยกับอิทธิจนยอมอนุญาตให้ไปถ่ายมิวสิกที่ไร่ของทูนอินทร์ได้ แถมยังใจดีให้รุ้งระวีพักผ่อนต่อที่ไร่ได้อีกสองวัน เพราะทูนอินทร์ย้ำว่า ทุกอย่างฟรีหมด

ขณะที่พวกรุ้งระวีกับทูนอินทร์คุยอยู่กับอิทธิ เดชก็แอบมาต่อว่าเจ๊จวงเรื่องที่เอาความลับเรื่องรุ้งระวีไปขู่อิทธิ เพราะเขาเกือบโดนเล่นงาน

เจ๊จวงรับปากว่าจะไม่ทำอีก แต่มีข้อแลกเปลี่ยนนั่นคือ เดชต้องคอยรายงานความคืบหน้าเรื่องรุ้งระวีให้เธอรู้ อย่างเช่น ตอนนี้มิวสิกตัวใหม่ของรุ้งระวีจะไปถ่ายที่ไหน

“รู้แล้วก็เหยียบไว้นะเจ๊” เดชจำใจบอกความลับกับเจ๊จวงอีก

เจ๊หน้าเครียดรีบเข้าไปบอกจุ๊บแจงที่ซ้อมเต้นอยู่กับขวัญข้าวและอาชาในห้องซ้อมว่า รุ้งระวีกำลังจะไปถ่ายมิวสิกตัวใหม่ที่ไร่อินสรวงของทูนอินทร์

อาชากับขวัญข้าวตะลึงคิดไม่ถึงว่า ทูนอินทร์จะเป็นถึงเจ้าของไร่ ส่วนจุ๊บแจงเริ่มฝันหวานคิดสานสัมพันธ์กับทูนอินทร์

เจ๊จวงผู้รู้ใจรีบเปิดทางไล่ให้จุ๊บแจงตามเข้าไปคุยกับทูนอินทร์ที่เดินเข้าไปในห้องอาหารกับรุ้งระวี แต่ว่าจุ๊บแจงสายตาสั้นและไม่ได้ใส่คอนแทกต์เลนส์จึงคว้าผิดตัวเข้าไปเกาะแขนอินทรพลางฉอเลาะ จะขอตามไปไร่อินสรวงด้วย เล่นเอาทุกคนในห้องเป็นงง

เจ๊จวงตามมาพอดี เธอดึงจุ๊บแจงออกไปต่อว่า เรื่องไม่ยอมใส่แว่นจนเป็นเหตุให้หน้าแตก

“ใครๆก็อยากไปไร่อินสรวงกันทั้งนั้น อยากไปเห็นกับตาแล้วซีว่าสวยขนาดไหน” รุ้งระวีหันมาถามทูนอินทร์ที่ยืนส่งยิ้มท่าทางภูมิใจนักหนา

ooooooo

เช้าวันใหม่ อินทรวิ่งเข้ามาตาม บักหนาน บักคูน แม่บ้านแป๋ว และจุ๊คนงานที่กำลังกินข้าวเช้ากันอยู่ให้รีบออกไปต้อนรับรุ้งระวีกับสองพี่เลี้ยง เพราะพวกเธอมาถึงแล้ว

“ทำไมมาเร็วนักวะไหนว่าจะมาสายๆ” บักหนานและบักคูนคว้ากลองและแคนวิ่งตามอินทรไปหน้าบ้าน สวนกับส้มป่อย

เด็กหญิงร้องถามว่าจะไปไหนกัน บักคูนหันมาตอบว่า รุ้งระวีมาแล้ว

“ตายแล้ว ส้มยังไม่ได้เปลี่ยนชุดเลย หน้าก็ยังไม่ได้แต่ง คุณรุ้งต้องผิดหวังในตัวส้มแน่ๆเลย” ส้มป่อยรีบวิ่งตามบักหนานและบักคูนออกไป แต่เด็กหญิงไม่มีโอกาสได้ต้อนรับรุ้งระวี เพราะตื่นเต้นจนฉี่จะราดจึงรีบวิ่งไปห้องน้ำ

เป็นจังหวะเดียวกับที่รถของรุ้งระวีเข้ามาจอดพอดี รุ้งระวี มะปราง และเจ๊จี่หอยลงจากรถ บักหนาน บักคูน บรรเลงเพลง “ฝากจิ้มแจ่วไปแอลเอ” เป็นการต้อนรับ แม่บ้านแป๋วกับจุ๊เข้ามามอบช่อดอกไม้งามๆให้

“ไร่อินสรวงขอต้อนรับครับ” อินทรเดินออกมา

รุ้งระวีขอบคุณในการต้อนรับของทุกคน แล้วหันมาทักทายบักหนานกับบักคูนอย่างเป็นกันเอง เพราะยังจำเพลงรักน้องต้องลงตุ่มของพวกเขาได้ ทุกคนพากันหัวเราะ

อินทรเชิญสามสาวเข้าไปดูที่พัก มีแม่บ้านแป๋วกับจุ๊ช่วยเข็นกระเป๋าของทั้งสามตามมา

“บรรเจิดสุดๆ น่ามาถ่ายหนัง แล้วพวกเรารับบทเจ้านางกันนะ” เจ๊จี่หอยอินกับบรรยากาศ

“กว้างขวางดีจังเลย กลัวเดินหลง” มะปรางเสริม

“ถ้าจับมือผมไว้ คงไม่หลงหรอกครับ” อินทรเข้ามาประชิด

รุ้งระวีกับเจ๊จี่หอยส่งเสียงแซวอินทรและมะปราง ทำเอามะปรางหน้าแดงอายม้วน

แม่บ้านแป๋วและจุ๊รูดม่านให้เห็นเทอร์เรซกว้างของห้องพัก มองออกไปเห็นทั้งไร่และภูเขาสวยงามมาก สามสาวส่งเสียงซี้ดซ้าดกับทัศนียภาพ

“พี่ทูนจัดให้พวกคุณอยู่ห้องนี้โดยเฉพาะเลยครับ” อินทรนำเสนอ

“แล้วคุณทูนอยู่ไหนล่ะคะ” รุ้งระวีมองหา

“สงสัยจะทำงานอยู่ครับ พี่ทูนยังไม่รู้เลยว่าพวกคุณมาถึงแล้ว เพราะตอนแรกบอกว่าจะมาบ่าย ตามสบายนะครับ มีอะไรก็บอกป้าแป๋วกับยายจุ๊ได้ครับ” อินทรเดินออกไป

เมื่อมาถึงหน้าห้องก็พบส้มป่อยที่แอบไปแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่ แต่ดูตลกกว่า จะมาขออนุญาตเข้าไปสวัสดีรุ้งระวี

ในห้อง แต่อินทรไม่ยอม กลัวจะไปรบกวนพวกสาวๆ ส้มป่อยทำหน้าผิดหวัง แต่ไม่ทิ้งความตั้งใจที่จะไปพบรุ้งระวีให้ได้

ส่วนในห้องพัก รุ้งระวี เจ๊จี่หอย และมะปรางกำลังช่วยกันจัดเสื้อผ้าออกจากกระเป๋า รุ้งระวีหยิบรูปแม่ออกมาวางที่หัวเตียง แล้วเดินออกมาที่ระเบียง เธอเห็นว่าอากาศกำลังดีจึงชวนสองพี่เลี้ยงไปเดินเล่น เจ๊จี่หอยกับมะปรางให้รุ้งระวีล่วงหน้าไปก่อน

รุ้งระวีเดินลงบันไดระเบียงตรงไปที่สวนสวยเบื้องหน้า เธอเดินเลียบไปเรื่อยจนถึงส่วนที่เป็นท้องทุ่งนาเขียวขจี เมื่อได้ยินเสียงเพลงแว่วมาจึงเดินตามหาต้นเสียง เพราะมั่นใจว่าต้องเป็นทูนอินทร์

หญิงสาวเดินมาถึงเพิงเล็กๆใต้ต้นแสงจันทร์ริมทุ่งนา เธอเห็นควายกำลังเคี้ยวเอื้องอยู่กลางทุ่งแต่ยังไม่เห็นทูน–อินทร์ เธอกวาดตามองหาก็พบเพียงตุ่มสองสามใบตั้งเรียงกันอยู่ และในเพิงก็พบกีตาร์ ขลุ่ย และกระดาษจดเนื้อและโน้ตเพลงปึกใหญ่

“เสียงคุณทูนนี่ งั้นต้องมาจากนี่แน่ๆ” รุ้งระวีเดินไปที่ตุ่มใบใหญ่กว่าเพื่อนที่เปิดฝาอยู่

เธอชะโงกเข้าไปก็พบทูนอินทร์กำลังร้องเพลงสะพานรุ้งอยู่ในตุ่มจริงๆ เขาร้องเต็มเสียงลั่นตุ่มไปหมดจนเธอต้องอุดหู

ทูนอินทร์เงยหน้าขึ้นมาเห็นรุ้งระวีก็ร้องลั่น ส่วนรุ้งระวีก็ตกใจร้องกรี๊ดตาม
ooooooo

ครั้นหายตกใจแล้ว ทูนอินทร์ก็โผล่ออกมาจากตุ่มพลางสอบถามว่ารุ้งระวีมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะตกลงกันไว้ว่าจะมาตอนบ่าย

“ฉันมาเช้า ตุ่มนั่นเป็นที่ซ้อมร้องเพลงของคุณเหรอ”

“ก็...แฮ่ะ แฮ่ะ เสียงดีที่สุดละครับใบนี้”

“ถ้าใช้ตุ่มเป็นห้องซ้อมจริง เพิงนั่นก็เป็นห้องทำงานของคุณ”

“แหม...ถูกต้องที่สุดเลยครับ เชิญนั่งที่โต๊ะทำงานก่อนครับ ดื่มน้ำฝนจากตุ่มครับ เย็นชื่นใจ” ทูนอินทร์ออกมาตักน้ำใส่ขันส่งให้รุ้งระวีดื่ม พลางกล่าวต้อนรับหญิงสาวอย่างเป็นทางการ

เวลาเดียวกันนั้น ส้มป่อยที่เฝ้าอยู่หน้าห้องเห็นว่าสบโอกาสเพราะแม่บ้านแป๋วกับจุ๊ออกไปแล้ว จึงแอบเข้าไปในห้องหวังจะทำความรู้จักกับรุ้งระวีและขอลายเซ็น แต่เกิดเข้าใจผิดคิดว่าเจ๊จี่หอยที่เอาเสื้อคลุมมาพันตัวแล้วเต้นเพลงฝากจิ้มแจ่วไปแอลเอเป็นรุ้งระวีจึงโดดกอดขาแน่น

“พี่รุ้งเจ้าขา ส้มป่อยเป็นแฟนพี่รุ้ง รักพี่รุ้งเหลือเกินเจ้าค่ะ” ส้มป่อยหลับหูหลับตา

เจ๊จี่หอยมองลงมาที่ส้มป่อย เป็นจังหวะเดียวกับที่ส้มป่อยลืมตาเงยหน้ามองเจ๊จี่หอยพอดี

“กรี๊ดดด ผีเด็ก...กรี๊ดดด ผีแก่” ทั้งสองร้องพร้อมกัน แล้วเจ๊จี่หอยก็สะบัดร่างส้มป่อยลงไปนอนกอง

บักหนานกับบักคูนรีบวิ่งเข้ามาดูเหตุการณ์ พลางแนะนำว่าส้มป่อยเป็นแฟนตัวยงของรุ้งระวี
“แล้วมาเกาะขาฉันเหมือนตุ๊กแกทำไม” เจ๊จี่หอยยังตกใจไม่หาย

“ก็นึกว่าเป็นพี่รุ้งน่ะซีคะ อูย นี่ขาเหรอคะ นึกว่าท่อนซุง ขนยุ่บเลย”

ด้านรุ้งระวี เธอหยิบเพลงที่ทูนอินทร์แต่งขึ้นมาดูพลางเอ่ยถามว่า ตั้งชื่อเพลงได้หรือยัง

“อ๋อ ตั้งแล้วครับ เอ ทำไมรู้ว่ายังไม่ได้ตั้งชื่อ”

“คุณเคยบอกฉันไง ที่บ้านพี่เมธคุณเล่นเปียโนวันนั้น คุณร้องเพลงนี้”

“อ้อ ทีแรกจะตั้งชื่อว่าสะพานแสงจันทร์น่ะครับ เพราะตอนแต่งผมได้แรงใจมาจากต้นแสงจันทร์ต้นนี้ แต่ตอนที่แต่งใกล้เสร็จมันเกิดแรงใจใหม่ขึ้นมาเลยเปลี่ยนเป็น เออ...สะพานรุ้งน่ะครับ”

“แล้วทำไมต้องเป็นรุ้ง”

“ตอนที่แต่งใกล้เสร็จ ฝนเพิ่งตกใหม่ๆ มองไปบนฟ้า เห็นรุ้งกินน้ำตัวใหญ่เชียวครับ ข้ามเขาไปฟากขะโน้น เหมือนเป็นสัญญาณว่ามันจะพาผมไปที่ปลายรุ้งนั่นให้ได้ในสักวัน”

“สอนฉันร้องได้ไหม เคยสัญญากับฉันแล้วนี่ว่าจะสอนฉันร้อง”

“งั้น...ลองไปที่เงียบๆกันดีกว่า เพราะนังสมศรีมองมาตลอดเลย” ทูนอินทร์มองไปที่กลางทุ่ง
“ไหนคะ ไม่เห็นใครเลย” รุ้งมองตามไป ไม่เห็นใคร นอกจากควายตัวหนึ่งกำลังมองมา

“นังสมศรีเป็นควายครับ ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวมันยิ่งแอบมอง” ทูนอินทร์พารุ้งระวีเดินออกไป พร้อมกับเนื้อและโน้ตเพลง แล้วทั้งสองก็เพลินอยู่กับเพลงสะพานรุ้งและธรรมชาติแห่งท้องทุ่ง

เวลาเดียวกันนั้น กลุ่มของอินทร มะปราง เจ๊จี่หอย บักหนาน บักคูน และส้มป่อยก็ไม่ยอมน้อยหน้า ทั้งหมดชวนกัน ออกมาร้องรำทำเพลงในสไตล์ระบำแขกเป็นที่สนุกสนาน

เมื่อบทเพลงจบลง ฝนก็โปรยปรายลงมา พวกอินทรรีบวิ่งกลับเข้าที่พัก ส่วนทูนอินทร์พารุ้งระวีกลับไปหลบฝนที่เพิงแสงจันทร์เพราะอยู่ใกล้ที่สุด

“หนาวไหมครับ” ทูนอินทร์หยิบผ้าขนหนูมาเช็ดผมให้รุ้งระวี พลางสบตาเธอ

“พอทนค่ะ ฉันเช็ดเองได้ค่ะ” รุ้งระวีเขินอายรับผ้ามาเช็ดเอง

“เราคงต้องติดอยู่ที่นี่สักพักแล้วละครับ กว่าฝนจะหยุดคงอีกนาน นี่ครับ ผ้าอุ่นๆ” ทูนอินทร์หยิบผ้าอีกผืนส่งให้

“คุณเช็ดตัวคุณเถอะค่ะ”

“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ ชินเสียแล้ว” ทูนอินทร์ห่มผ้าให้รุ้งระวี

“ขอบคุณ เพลง สะพานรุ้งน่ะ ฉันถือว่าคุณสัญญากับฉันแล้วนะ ว่าคุณจะให้ฉันร้อง เป็นเพลงที่เพราะมากและเนื้อหาที่เกี่ยวกับคนที่เรารักและหวังดี ยิ่งฟังฉันก็ยิ่งคิดถึงคนคนหนึ่ง”

“ใครครับ”

“คนที่เราอยากให้เขารักตอบไงคะ”

“คนคนนั้นเป็นใครกันนะ ให้ผมเดาไหม” ทูนอินทร์ยิ้มท่าทางภูมิใจว่าเป็นตัวเองแน่ๆ

“อย่าเดาเลยค่ะ เพราะฉันกำลังคิดถึงแม่ฉัน ฉันจะร้องเพลงนี้ให้แม่ค่ะ”

“งั้น...เล่าเรื่องแม่ให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ ผมจะได้รู้จักคุณมากขึ้น” ทูนอินทร์มองหน้ารุ้งระวี

รุ้งระวีส่งยิ้มเศร้าๆมองไปยังสายฝนเบื้องหน้าแล้วบอกเล่าเรื่องราวของเธอ

“เท่าที่จำได้ ฉันเกิดมาก็ไม่เคยเห็นพ่อแล้ว แม่กับ น้าๆเล่าว่า พ่อชื่อเจมส์ หล่อมาก เจอกับแม่ที่พัทยา แล้วก็กลับไปไม่เคยมาหาแม่อีก”

ยามนั้น รุ้งระวีเห็นภาพตัวเองในวัยเด็ก ในวันที่แม่พาเธอไปทำงานที่บาร์ด้วย เพราะไม่มีคนช่วยเลี้ยง และทุกคืนหลังเลิกงาน แม่ก็จะอุ้มเธอกลับมาบ้านเช่าโทรมๆ

คืนหนึ่ง เธอลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมตั้งคำถามกับแม่ว่า พ่ออยู่ไหน แต่แม่ไม่มีคำตอบให้ แถมยังไล่ให้เธอรีบนอน โดยอ้างว่า อาทิตย์นี้จะพาไปประกวดลูกทุ่งเยาวชน

“แม่ร้องเพลงให้หนูฟังหน่อย” รุ้งระวีอ้อน

แสงหล้ากลับมานั่งที่ฟูก นางกอดรุ้งระวีไว้แนบอกพลางร้องเพลงกล่อม รุ้งระวีค่อยๆปรือตาหลับในอกแม่ ไม่ทันเห็นหยดน้ำตาแม่ที่ไหลรินออกมา

ooooooo

“จำได้ว่าตอนนั้น แม้จะไม่มีพ่อ แต่ฉันก็มีความสุขกับแม่  แม่พาฉันไปร้องเพลงประกวดหลายที่ แล้วฉันก็ชนะเกือบทุกที่ แม่เก็บถ้วยรางวัลไว้ทั้งหมด แต่แล้ว วันคืนแห่งความสุขมันก็จบสิ้นลง แม่ได้สามีใหม่ ทั้งๆที่รู้ว่า นายคำรณเป็นอดีตคนคุก ทำงานเป็นนักเลงคุมทั้งบ่อนทั้งซ่อง” รุ้งระวีหยุดชะงัก นึกถึงคืนวันอันโหดร้าย

แล้วภาพแสงหล้าถูกคำรณที่กำลังเมาตบตีก็ผุดพรายขึ้นมา เธอไม่สามารถช่วยอะไรแม่ได้เลย เธอนอนขดตัวด้วยความกลัวมองคำรณซ้อมแม่จนหนำใจแล้ว มันก็เดินจากไป

“แม่” เด็กหญิงวิ่งไปหาแสงหล้า

“แม่ไม่เป็นไรลูก” แสงหล้าที่หน้าเปรอะไปด้วยเลือดดึงลูกเข้ามากอดปลอบไม่ให้ร้องไห้

แล้ววันที่เลวร้ายที่สุดก็มาถึง เมื่อคำรณคิดจะลวนลามรุ้งระวีและจะพาเด็กหญิงไปขายให้ฝรั่งที่พัทยา แต่แสงหล้ามาพบเข้า นางแทงคำรณเพื่อปกป้องลูกสาว

สองแม่ลูกวิ่งฝ่าสายฝนออกมาจากบ้าน คำรณวิ่งตามมาพลางตะโกนเรียกให้แสงหล้ากลับมา แสงหล้าพารุ้งระวีวิ่งหนีฝ่าฝนมา แล้วล้มลงไปกลางถนนทั้งคู่ เสียงคำรณยังแว่วมา

แสงหล้าตัดสินใจพารุ้งหลบเข้าตรอกเล็กๆ เพื่อหลบคำรณที่วิ่งตาม

“เป็นอะไรรึเปล่าลูก” แสงหล้าสำรวจเนื้อตัวลูก

“หนูไม่เป็นไร แม่...เราจะไปไหน”

“แม่ยังไม่รู้ แต่เราต้องหนีแล้วลูก เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว” แสงหล้าเสียงสั่น

รุ้งระวีสะอื้นไห้ แสงหล้ากอดลูกไว้ท่ามกลางฝนและสายฟ้าที่ยังแลบแปลบปลาบ

ooooooo

“แม่พาฉันเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่กับเพื่อนที่เป็นแม่บ้านอยู่กับครอบครัวอเมริกัน เขากำลังจะย้ายกลับอเมริกาพอดี ก็เลยรับอุปการะฉันไปด้วย ยังจำได้วันสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าแม่” รุ้งระวีเล่าเรื่องท่ามกลางสายฝนโปรยปราย โดยมีทูนอินทร์นั่งฟังอยู่ข้างๆอย่างสลดใจ

ส่วนรุ้งระวี เธอเห็นภาพตัวเองในตอนเด็กยืนร้องไห้อยู่กับแม่ที่หน้าบ้านแหม่มแครอล เด็กหญิงขอร้องให้แม่ไปด้วย แต่แสงหล้ารับปากว่าจะตามไป แต่ตอนนี้ขอให้เธอไปกับแหม่มและบัวอรก่อน

“ไม่...รุ้งไม่อยากไป ฮือ รุ้งอยากอยู่กับแม่”

“โธ่ลูก อย่าดื้อนะลูก ลูกต้องไปแล้ว” แสงหล้าตัดใจส่งลูกสาวให้แหม่มแครอลที่เดินออกมาพร้อมบัวอรพลางฝากฝังให้ช่วยดูแลลูกสาวด้วย

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะดูแลรุ้งอย่างดี” แหม่มรับปาก

“ขอบคุณค่ะ บัวอรฝากรุ้งด้วยนะ”

บัวอรพยักหน้ารับแล้วรีบพารุ้งระวีไปขึ้นรถ

“แม่ไม่รักรุ้งแล้วใช่ไหม แม่ทิ้งรุ้งแล้ว” เด็กหญิงร้องไห้โฮ

“ไม่ใช่อย่างนั้น” แสงหล้าแทบขาดใจ มองตามรถที่เคลื่อนออกไปจนลับตา

ooooooo

“ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมแม่ต้องส่งฉันไปอเมริกา ทั้งๆที่ก็หนีจากพ่อเลี้ยงมาได้แล้ว หรือแม่ไม่รักฉันแล้วก็ไม่รู้” รุ้งระวีน้ำตานองด้วยความน้อยใจ

“ไม่หรอกครับ เท่าที่ฟังดูแม่รักคุณมาก ท่านคงมีเหตุผลอะไรสักอย่าง”

“ฉันถึงอยากตามหาแม่ให้เจอ สัญญากับฉันแล้วนะ ว่าจะช่วยตามหาแม่ อย่าลืม”

“ไม่ลืมครับ จะช่วยสุดความสามารถ ผมจะเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เราไปแสดงคอนเสิร์ตที่โคราชเลย”

“ไม่เสียแรงที่ฉันไว้ใจคุณ” รุ้งระวียิ้มได้

ทูนอินทร์ยิ้มกว้าง รู้สึกโลกทั้งโลกสว่างไสวขึ้นมาทันที

เวลาเดียวกันนั้น แสงหล้ากำลังยืนจ้องหน้าจอทีวีที่เสนอภาพข่าวคอนเสิร์ตครั้งแรกของรุ้งระวีอย่างตั้งใจ และไม่ทันสังเกตว่าที่ด้านหลังมีร่างของนายคำรณที่ทรุดโทรมจากสิบห้าปีที่แล้วมาก ยืนมองอยู่ และเมื่อแสงหล้าเดินออกไป คำรณก็แอบเดินตามไปห่างๆ จนกระทั่งเห็นว่าปลอดคนแล้ว คำรณจึงตรงเข้ากระชากร่างแสงหล้าแล้วลากไปที่ตึกร้าง

“อย่าร้องนะ ไม่งั้นตาย” คำรณเหวี่ยงแสงหล้าไปกระแทกกับกำแพงอิฐ แล้วตั้งคำถาม “นังนักร้องหน้าฝรั่งที่เอ็งดูในทีวีเมื่อกี้ คือนังรุ้งลูกเอ็งใช่ไหม”

“เอ็งจะทำไม ไม่ใช่ลูกข้า” แสงหล้ารีบบอก

“อย่ามาโกหกนะ นังรุ้งลูกเอ็งแน่ๆมันให้สัมภาษณ์ว่า มาตามหาแม่มัน คือเอ็งนั่นแหละ”

“ไม่ใช่ลูกข้า อย่ามายุ่งนะ”

“ที่ผ่านมาเรื่องนังรุ้ง เอ็งทำข้าแสบมาก ข้าทั้งติดคุก ทั้งโดนไอ้เสี่ยพัทยามันเล่นงานแทบตาย จำได้ไหม ตั้งแต่ที่เอ็งหนีไปอยู่กับนังแหม่มน่ะ”

แสงหล้านิ่งคิดถึงอดีต เมื่อครั้งพารุ้งระวีหนีไปอยู่กับแหม่มแครอล แต่คำรณก็ยังมาทำร้ายเธอเพื่อจะพารุ้งระวีไปขายให้ฝรั่งที่พัทยา เพราะรับเงินมาแล้ว แสงหล้ากลัวจะปกป้องลูกไม่ได้จึงต้องยอมให้แหม่มแครอลพารุ้งระวีไปอยู่อเมริกาด้วย

“ถ้านักร้องนั่นคือลูกข้า เอ็งจะทำไม” แสงหล้าพยายามตั้งสติ

“จะพาเอ็งไปหามันไง มันบอกว่าใครพาแม่มาหามันได้ มันจะให้รางวัลอย่างงาม”

“เอ็งต้องการเงินใช่ไหม”

“เออซีวะ แล้วข้าก็จะไม่มายุ่งกับเอ็งกับลูกเอ็งอีกไป เข้ากรุงเทพฯกะข้าเดี๋ยวนี้เลย”

“ก็ได้” แสงหล้ายอมรับปากแล้วอาศัยจังหวะนั้นคว้าก้อนอิฐแตกๆ ข้างกำแพง ฟาดลงบนหัวคำรณ

“โอ๊ย” คำรณทรุดลงไป แสงหล้ารีบวิ่งหนีออกไปซ่อนตัว

คำรณวิ่งเซซังตามออกมาพลางประกาศก้อง “อีแสง กูไม่ได้ตัวมึง ไม่เป็นไรโว้ย แต่ลูกสาวมึงไม่รอดมือกูแน่”

“อย่านะ อย่าทำอะไรลูกข้า อย่าทำอะไรรุ้ง” แสงหล้าพึมพำอยู่ในที่ซ่อน

ooooooo

ฝนหยุดแล้ว ทูนอินทร์พารุ้งระวีกลับมาที่บ้าน อินทรชวนสาวๆไปดูภาพถ่ายฝีมือทูนอินทร์ในห้องนั่งเล่น

ทูนอินทร์พารุ้งระวีมาที่โต๊ะวางรูป ส่วนมะปราง อินทร และเจ๊จี่หอยเดินไปนั่งดูรูปที่อีกมุม

“รูปถ่ายสวยๆทั้งนั้นเลย คุณนี่ เก่งรอบด้านทั้ง ถ่ายรูป ถ่ายมิวสิก ร้องเพลง เล่นดนตรี”

“ไม่เก่งอยู่อย่างเดียว เรื่องความรัก” ทูนอินทร์มองไปที่รูปฟ้าใสแล้วขรึมไป

รุ้งระวีหัวเราะมองตามทูนอินทร์ เธอเห็นรูปฟ้าใส ใจสะออน ในชุดนักร้องที่งดงามราวกับนางฟ้า ก็ตื่นเต้นเพราะ เป็นนักร้องขวัญใจ แต่เมื่อหันกลับมาเห็นทูนอินทร์ดูเศร้าๆก็เปลี่ยนเรื่อง
“อุ๊ย...น่ารักจัง คุณเหรอคะ” รุ้งระวีมองไปที่ภาพเด็กชายทูนอินทร์ในชุดนักร้องประกวดหลายๆรูป

“ครับ สมัยเด็กๆพ่อแม่จับร้องแข่งประกวดทั่วประเทศ ได้มาหลายรางวัลเหมือนกัน”

“เหมือนฉันเลย สมัยเด็กฉันก็นักล่ารางวัลเหมือนกันนะ เอ...สมัยเด็กคุณร้องเพลงต่อหน้าคนดูได้แล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมร้องไม่ได้อีกเลย”

“เรื่องมันยาวครับ มันเกิดขึ้นจากยายเด็กแหม่มตัวแสบที่ร้องแข่งกับผมสมัยผมสิบขวบ ยายนี่แหละที่ทำให้ผมประสาทกลางเวที เดี๋ยวจะให้ดูรูป เอ...หายไปไหนแล้ว ทร หารูปเด็กแหม่มตัวแสบมาให้ที”

“ได้ครับ” อินทรเข้ามาช่วยหาเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ๊จี่หอย และมะปรางหันไปเห็นรูปรุ้งในวัยเด็ก ใส่วิกผมทอง ยืนถือรางวัลยิ้มแฉ่งเข้าพอดี

“อ๊ะ เจอแล้ว นี่ล่ะครับ รูปยายแหม่มจ๋า เด็กนรกที่แกล้งผม” ทูนอินทร์เดินมาหยิบรูปออกไป

“แหม่มจ๋า” รุ้งระวี เจ๊จี่หอย และมะปรางร้องพร้อมกัน

“ยายเด็กคนนี้คือคนที่แกล้งคุณ” รุ้งระวีรีบถาม

“ใช่ครับ” ทูนอินทร์ยืนยัน

“มีอะไรเหรอครับ รู้จักเด็กคนนี้เหรอ” อินทรเริ่มสงสัยอะไรบางอย่าง แต่สามสาวปฏิเสธเสียงสั่น

รุ้งระวีรีบถามทูนอินทร์ว่า ตกลงเด็กหญิงแหม่มจ๋าไปสร้างวีรกรรมอะไรไว้ ทำไมทูนอินทร์ถึงไม่กล้าร้องเพลงต่อหน้าคนอื่นอีกเลย

“เออ ต้องเล่าสองต่อสองน่ะครับ ตรงนี้ประเจิดประเจ้อ” ทูนอินทร์เดินนำรุ้งระวีไปคุยที่เฉลียง
รุ้งระวีหันมาสบตากับเจ๊จี่หอย และมะปรางอย่างขอตัวช่วย ทำให้อินทรยิ่งสงสัย

ขณะที่รุ้งระวีคุยกับทูนอินทร์ที่เฉลียง หญิงสาวถึงกับกลืนนํ้าลายเอื๊อก เมื่อรูปเด็กหญิงแหม่มจ๋าสองสามรูปถูกนำมาวางตรงหน้า พร้อมกับคำบอกเล่าถึงวีรกรรมที่เธอแกล้งยัดตุ๊กแกปลอมลงในกางเกงของเด็กชาย

“ถ้าเจอกันอีกทีนะ ผมจะขอล้างแค้นให้สาสม”

“จะทำอะไรคะ เพราะตอนนี้เขาคงเป็นสาวสะพรั่งแล้ว”

“ผมจะเรียกค่าเสียหายไง ผมว่าไม่สะพรั่งหรอก ป่านนี้คงเป็นพะโล้ชามใหญ่แล้วล่ะ”

“แล้ว ถ้าเขาสวยล่ะ ยังอยากล้างแค้นไหม”

“ถ้าสวยก็ดูก่อน แต่ถ้าสวยแบบคุณรุ้ง ให้อภัยหมดเลย” ทูนอินทร์ยิ้มเอาใจ

รุ้งระวีหัวเราะกลบเกลื่อน

ด้านเจ๊จี่หอยกับมะปรางก็แอบย่องออกมาปรึกษากันว่า จะทำไงต่อดี ถ้าทูนอินทร์จะจับได้ว่า รุ้งระวีคือเด็กหญิงแหม่มจ๋า แต่อินทรเดินมาได้ยินพอดี เขาจึงช่วยสองสาวแก้ไขสถานการณ์

เวลาเดียวกันนั้น ทูนอินทร์หยิบรูปของเด็กหญิง

แหม่มจ๋าที่เขามีขึ้นมาเทียบกับหน้ารุ้งระวี แล้วร้องว่า ตนรู้ความจริงแล้ว รุ้งระวีหน้าเสีย เข้าใจทูนอินทร์จำได้แล้ว แต่ทูนอินทร์กลับเอ่ยว่า คงเป็นเพราะรุ้งระวีเหมือนเด็กหญิงแหม่มจ๋ามาก จึงทำให้เขาเห็นหน้าเธอทีไร เป็นต้องร้องเพลงเพี้ยนทุกที

“ตลกดีนะครับ เออ...เมื่อไหร่จะให้ผมเห็นรูปคุณกับแม่ล่ะครับ” ทูนอินทร์นึกได้

รุ้งระวีที่ยกนํ้าขึ้นดื่มแทบสำลัก ร้องถามทูนอินทร์ว่า จะดูตอนนี้เลยหรือ

“ครับ เห็นว่ารูปอยู่ในห้องนอนใช่ไหมครับ” ทูนอินทร์เดินนำรุ้งระวีไปที่ห้องพัก

รุ้งระวีหน้าเจื่อนจำต้องเข้าไปหยิบรูปมาส่งให้ทูนอินทร์

“ดูแล้ว ก็อย่าว่าอะไรฉันเลยนะคะ ฉันขอโทษนะ” รุ้งระวีไม่กล้ามองหน้าทูนอินทร์

“ขอโทษผมเรื่องอะไร คุณแม่คุณสวยมากครับ แต่เอ...ทำไมเหมือนรูปมันหายไปส่วนหนึ่ง”

“ไหนดูซีคะ” รุ้งระวีมองรูปในมือทูนอินทร์ เห็นว่าส่วนที่เป็นรูปแหม่มจ๋าถูกเฉือนออกไปแล้ว เหลือแต่รูปนาง แสงหล้าคนเดียว

“ผมขอก๊อบปี้รูปไว้นะครับ เห็นหน้าชัดอย่างนี้ผมว่าตามหาไม่ยาก” ทูนอินทร์ถือรูปออกไป

รุ้งระวียิ้มเจื่อนนึกสงสัยว่าใครเป็นคนเฉือนรูปทิ้ง เธอรีบออกไปหาสองพี่เลี้ยงที่รออยู่ในห้องนั่งเล่น จึงได้รู้ ความจริงว่าอินทรเป็นคนช่วยเธอไว้

“ขอบคุณค่ะคุณทร”

“ไม่นึกจริงๆนะว่าแหม่มจ๋าคือคุณรุ้ง มิน่าพี่ทูนมองหน้าคุณทีไรเห็นหน้าเด็กแหม่มจ๋าแวบเข้ามาทุกที ถึงได้ติดใจคุณรุ้ง จนต้องตามไปหาอยู่เนื่องๆ”

รุ้งระวีส่งค้อนให้ซักต่อว่า จะบอกความจริงกับทูนอินทร์หรือเปล่า อินทรว่า แล้วแต่รุ้งระวี

“ฉันคงต้องบอกเขาสักวัน แต่คงไม่ใช่วันนี้ เพราะฉันกับคุณทูนเพิ่งรู้จักกันนะคะ ฉันไม่อยากทำลายความรู้สึกดีๆที่เรามีต่อกัน แต่รับรองค่ะ ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อขอโทษเขา และให้เขาให้อภัยฉันให้ได้”

“เข้าใจครับ งั้นผมจะรูดซิปปากเงียบเลย”

“ว่าแต่รูปนี้ ฉันถูกพรากจากแม่อีกแล้ว”

“เดี๋ยวเราจะติดให้ใหม่ค่ะพี่รุ้ง แล้วเก็บภาพจริงไว้ ส่วนรูปในกรอบนั่นจะถ่ายใหม่ เหลือรูปแม่พี่รุ้งคนเดียวเพื่อความเซฟของพี่รุ้งด้วย” มะปรางรีบรับปาก แล้วหันไปมองทูนอินทร์ที่เข้ามาชวนสามสาวไปเที่ยวตลาดนัดพื้นเมือง แล้วจะแวะทานอาหารด้วยเลย

ooooooo

เข้ามาในเมืองแล้ว อินทรรับอาสาพามะปรางกับเจ๊จี่หอยไปช็อปปิ้งในตลาดพื้นเมือง ส่วนทูนอินทร์พารุ้งระวีไปนั่งรอในร้านไผ่อาหารพื้นเมือง และบังเอิญว่าวันนี้ฟ้าใสมาเป็นนักร้องรับเชิญที่ร้านพอดี รุ้งระวีตื่นเต้นจะเข้าไปขอลายเซ็น แต่ฟ้าใสกลับส่งยิ้มหยันก่อนเอ่ย

“รอให้ร้องเพลงก่อนนะคะน้องรุ้ง”

“อุ๊ย...รู้จักรุ้งด้วย”

“รู้ซี รุ้งระวีกำลังดังนี่ เก่งนะพี่ทูน ควงนักร้องหน้าใหม่มาเชียว เฮียอิทธิเขาไม่ว่าหรอกหรือ” ฟ้าใสส่งยิ้มเย้ยมาที่ทูนอินทร์ แล้วเดินแยกขึ้นไปร้องเพลงบนเวที

“พี่เขาหมายความว่ายังไงคะ”

“ไม่ทราบเหมือนกัน รุ้งอิ่มรึยัง ถ้าอิ่มแล้วเราย้ายร้านเถอะ” ทูนอินทร์ชวน

“เดี๋ยวนะคะ ขอฟังพี่ฟ้าร้องเพลงก่อน” รุ้งระวีต่อรองแล้วหันไปมองบนเวที เพราะได้ยินฟ้าใสทักทายแขกในร้าน

“น้องไผ่นี่น่าตีจัง ฟ้าแอบมาทานข้าวก็ยังเรียกให้ขึ้นมาร้องจนได้ แต่ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้เกิดอยากร้องขึ้นมาจริงๆ เพราะมีอดีตคนรู้ใจของฟ้ามาฟังด้วย เพลงอะไรดีเอ่ย” ฟ้าใสส่งยิ้มยั่ว

“ของรัก ของหวง” แขกในร้านตะโกน

“ได้ค่ะ ใครที่ชอบแย่งคนรักของคนอื่นฟังให้ดีๆนะ จะได้ไม่แย่งของของชาวบ้านเขา” ฟ้าใสปรายตามาที่รุ้งระวี

รุ้งระวีอึ้งไป เธอหันมาสบตากับทูนอินทร์ เพราะไม่แน่ใจว่า โดนด่ากระทบรึเปล่า

ฟ้าใสครวญเพลงของรักของหวงอยู่บนเวที รุ้งระวีพยายามไม่คิดมาก ทำใจให้สนุกไปกับเพลง แต่ทูนอินทร์ไม่สนุกด้วย ทำให้ฟ้าใสยิ่งได้ใจ เธอเดินลงมาจากเวที แล้วเข้า คลอเคลียทูนอินทร์ แต่ทูนอินทร์นั่งนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

ส่วนที่กรุงเทพฯ จุ๊บแจงกำลังโวยวายใส่อิทธิเรื่องรุ้งระวีได้ไปค้างที่ไร่อินสรวง แต่เธอไม่ได้ไปตามคำแนะนำของเจ๊จวง อิทธิอ้างว่า เป็นเพราะทูนอินทร์เชิญรุ้งระวี แต่ไม่เชิญคนอื่น จุ๊บแจงไม่พอใจจะโวยวายต่อ แต่เจ๊จวงรีบดึงตัวออกไป เพราะคิดแผนการบางอย่างได้

ครั้นออกไปพ้นห้องแล้ว เจ๊จวงก็แอบมองเข้ามาในห้อง เธอเห็นอิทธิกดมือถือหารุ้งระวี และได้ยินรุ้งระวีบอกว่า ออกมาทานข้าวกับทูนอินทร์ที่ในเมือง

อิทธิสีหน้าไม่ดีนัก นึกระแวงทูนอินทร์ขึ้นมา เจ๊จวง ส่งยิ้มร้ายหันมาบอกจุ๊บแจงว่า ถ้าทูนอินทร์จีบรุ้งระวีก็ดี เพราะจะได้ช่วยแยกรุ้งระวีไปจากอิทธิ แต่จุ๊บแจงยังไม่เข้าใจ ว่าดีอย่างไรเพราะตามเกมไม่ทัน

เจ๊จวงส่ายหน้าระอาใจ เธอหันไปเรียกคมกับเดชที่เดินผ่านมา เอ่ยถามว่าหาคนขับรถให้ได้หรือยัง

“พามาด้วยแล้ว คนของเฮียปอ พี่มากับผมเลย” เดชพาเจ๊จวงกับจุ๊บแจงออกไปหน้าบริษัท

“อ้าว นายคำ นี่เจ๊จวงกับน้องจุ๊บแจง แตงร่มใบ ที่จะจ้างนายขับรถ” เดชแนะนำ

คำรณที่แต่งตัวเรียบร้อยสะอาดสะอ้านลุกขึ้นไหว้สองสาว

เจ๊จวงมองอย่างพึงใจรีบเอ่ยถามชื่ออีกครั้ง

“เรียกผม คำ ก็แล้วกันครับนายหญิง” คำรณยิ้ม

เจ๊จวงมองอย่างปลื้มโดยเฉพาะคำว่า นายหญิง

ooooooo

หลังร้องเพลงจบ ฟ้าใสก็ลงมาร่วมโต๊ะกับทูนอินทร์และรุ้งระวี รุ้งระวีคุยว่า เพลงของฟ้าใสฮิตมากที่แอลเอ โดยเฉพาะเพลงของรักของหวง

“เหรอ พี่ว่าเพลงพี่ฮิตทุกที่แหละ ไม่ว่าจะไปเปิดที่ไหนในโลก พี่ทูนไม่พูดอะไรบ้างเลยคะ ไม่ยินดีกับฟ้าบ้างเหรอคะ ที่เพลงของรักของหวงฮิตระเบิด”

“ก็...ยินดีด้วย ว่าแต่ของรักของหวงของฟ้าคือใครล่ะ เสี่ยดำรงเหรอ”

“พี่ทูนเนี่ย ชอบแขวะฟ้าเรื่อยเลย ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าของรักของฟ้าคือใคร อ้อ...คงลืมหมดแล้วมั้ง มีของใหม่แล้วนี่ เก่งจังนะ ไม่เท่าไหร่ควงน้องรุ้งออกงานกันเสียแล้ว เป็นแฟนกันรึเปล่าเนี่ย” ฟ้าใสมองมาที่รุ้งระวี

“เปล่านะคะ”

“ฮ่ะฮ่ะ น้องรุ้งรีบออกตัวเชียว พี่เตือนนะ ตอนที่พี่เริ่มดังใหม่ๆ พี่ทูนเขาก็ควงพี่แบบนี้แหละ แต่ไม่นานเขาก็เบื่อ”

“รุ้ง กลับเถอะ” ทูนอินทร์ดึงมือรุ้งระวีออกจากร้านทันที

ฟ้าใสยิ้มเยาะแล้วลุกตามออกมา

ทูนอินทร์พารุ้งออกมาหน้าร้านเจอเข้ากับอินทร เจ๊จี่หอยและมะปรางที่หอบถุงช็อปปิ้งกลับมาพอดี ทูนอินทร์สั่งให้อินทรเข้าไปจ่ายเงินในร้านให้ด้วย

อินทรรับคำ จะเดินเข้าร้านแต่ต้องชะงัก เมื่อเห็นฟ้าใสเดินออกมา เขาจึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
มะปรางเห็นฟ้าใสก็ดีใจ จะเข้าไปขอลายเซ็น แต่เจ๊จี่หอยดึงไว้ ฟ้าใสเดินเข้ามาหากลุ่มของทูนอินทร์ พลางเอ่ยถามรุ้งระวีเรื่องขอลายเซ็น

รุ้งระวียื่นสมุดโน้ตเล่มเล็กให้พร้อมปากกา ฟ้าใสรับมาแต่ตาชำเลืองไปทางทูนอินทร์ เธอเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุด จากนั้นเธอก็ส่งสมุดคืนให้รุ้งระวี แล้วเดินไปขึ้นรถของเสี่ยดำรงที่ส่งคนรับ

“พี่ดูเร็ว พี่ฟ้าเขียนว่ายังไง” มะปรางเร่ง

รุ้งระวีเปิดสมุดอ่านข้อความให้ทุกคนฟัง “ฟังเพลงของรักของหวงให้ขึ้นใจนะ ชีวิตจะดีขึ้น จากเจ้าของตัวจริง”

“หมายความว่ายังไงพี่ ไม่เซ็นชื่อว่าฟ้าใสด้วย” มะปรางแปลกใจ

“อีฟ้าต่ำ นี่มันร้ายทั้งบนเวทีนอกเวที” เจ๊จี่หอยเริ่มของขึ้น

“มีอะไรกันเหรอพี่” รุ้งระวียังงง

“ไม่อยากจะด่า นังฟ้าต่ำนี่แหละนางมารเรยาของแท้ ที่มันไปอยู่กับเสี่ยดำรงน่ะ เห็นว่าไปเป็นเมียน้อยเขานะ จนเมียหลวงเขาทนไม่ได้ต้องหย่ากัน เห็นว่าก่อนจะมาได้เสี่ยดำรง นั่งนี่มันผ่านมาเป็นกองทัพแล้วนะ มันหลอกนักเพลงกระจอกๆคนหนึ่ง ไปขโมยเพลงเขามาร้องจนดังลั่นขึ้นมา ดีนะที่นักแต่งเพลงคนนั้นเขาทั้งจน ทั้งกระจอก เขาเลยไม่มีแรงไปสู้เรื่องลิขสิทธิ์กับมัน” เจ๊จี่หอยใส่ไฟแลบ

ทูนอินทร์เจ็บเกินจะบรรยาย บอกกับน้องชายว่าขอไปรอที่รถ เจ๊จี่หอยขยับจะเมาท์ต่อ อินทรรีบเบรกบอกว่า นักแต่งเพลงกระจอกที่เจ๊พูดถึงคือพี่ชายของเขาเอง

“หา...อยากตาย” เจ๊จี่หอยทำท่าจะเป็นลม

อินทรและมะปรางต้องช่วยรับไว้ รุ้งระวีมองไปที่ทูนอินทร์อย่างเป็นห่วง

ครั้นกลับมาถึงบ้าน สามสาวก็เข้ามาซักอินทร เรื่องฟ้าใสกับทูนอินทร์ เจ๊จี่หอยเปิดประเด็นว่าทำไมทูนอินทร์ถึงไม่ฟ้องฟ้าใส อินทรว่า พี่ชายเขาเจ็บมาก จึงอยากจะลืมเรื่องของฟ้าใสให้หมด
“แสดงว่าพี่ทูนรักเธอมากใช่ไหมคะ” มะปรางซัก

“ก็...จดทะเบียนแต่งงานกันแล้วละครับ” อินทรถอนใจ

“ลมชัก” เจ๊จี่หอยร้อง

รุ้งระวีได้แต่ถอนใจ เสียงขลุ่ยเพลงสะพานรุ้งแว่วมา รุ้งระวีมองหาคนเป่า อินทรว่า คงอยู่ที่เพิง รุ้งระวีตัดสินใจเดินไปหาทูนอินทร์

“เรื่องพี่ทูนเศร้าจังค่ะ” มะปรางบ่น

“เฮ้อ...พี่ก็ปากไม่ดี ไม่น่าพูดออกไปเลย”

“ทำไมพี่ถึงรู้ว่ายายฟ้าใสเธอร้ายล่ะครับ”

“เคยประชันคอนเสิร์ตกันค่ะ มันแกล้งยายแจงกับเจ๊ขวัญข้าวบนเวที ร้องแทบไม่ออกไปเลย นี่แหละร้ายตัวแม่เรยาตัวจริงค่ะ คอนเฟิร์ม” เจ๊จี่หอยบรรยาย

รุ้งระวี เดินไปหาทูนอินทร์ที่เพิงแสงจันทร์ ทูนอินทร์ขอโทษรุ้งระวีแทนฟ้าใสที่แสดงกิริยาไม่ดีใส่
“ไม่รู้สึกอะไรหรอกค่ะ เจอนักร้องร่วมค่ายแบบนี้จนชินแล้ว แต่ท่าทางเธอยังหวงคุณอยู่”

“ไม่หรอกครับ แค่อิจฉาที่เห็นผมอยู่กับรุ้งละมั้ง เพราะรุ้งกำลังดัง ฟ้าใสไม่ชอบให้ใครมาดังเกินหน้าเขา อีกอย่างเขาคงคิดว่าเราเป็น เอ้อ แฟนกัน” ทูนอินทร์หลบตา

“ก็เลยอิจฉาเป็นสองเท่า” รุ้งระวีเขิน เธอเอ่ยถาม

ชายหนุ่มต่อ “แล้วถ้าฟ้าใสยังรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคุณขนาดนี้ คุณล่ะยังอาลัยเธออยู่รึเปล่า”
“ผมตัดเธอไปนานแล้ว ถ้าจะอาลัยก็แค่อย่างเดียวคือเสียงร้องของเธอ...” ทูนอินทร์มองไปไกลยังทุ่งและเขาเบื้องหน้า นึกถึงวันแรกที่ได้ยินเสียงฟ้าใสร้องเพลง

ในวันนั้นพี่เมธพาฟ้าใสมาที่ร้านต้มแซบเพื่อฝึกร้องเพลง เพราะตั้งใจจะปั้นให้เป็นนักร้องคนใหม่ในร้าน ทูนอินทร์หลงเสียงเธอเข้าอย่างจัง ถึงขนาดรับปากว่า ถ้าจะเปิดบริษัทเพลงจะให้ฟ้าใสมาเป็นนักร้องในสังกัด เพราะหาคนเสียงแบบนี้มานานแล้ว

ฟ้าใสไม่ยอมให้โอกาสดีๆหลุดลอยไป เธอเริ่มสานสัมพันธ์กับทูนอินทร์ ความรักก่อตัวขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว แล้ววันหนึ่งฟ้าใสก็ทำให้ทูนอินทร์ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีกับเธอได้สำเร็จ ทูนอินทร์จึงยิ่งมั่นใจว่าเขารักฟ้าใส จึงตัดสินใจขอเธอแต่งงาน

แน่นอนว่า ฟ้าใสไม่ปฏิเสธ เธอถามเขาเรื่องเปิดบริษัทเพลง ทูนอินทร์ว่า ให้รอไปอีกหน่อย เพราะยังไม่พร้อม ฟ้าใสไม่ว่าอะไร เธอขอตัวออกไปข้างนอก แล้วแอบโทร.หาเสี่ยดำรงด้วยน้ำเสียงยั่วยวน

“เสี่ยขา ฟ้าค่ะ ตกลงฟ้าตัดสินใจแล้ว ฟ้าจะไปอยู่กับเสี่ย แต่เสี่ยก็ต้องทำตามสัญญานะคะว่าเสี่ยจะปั้นฟ้าให้ดังให้ได้ งานนี้ฟ้ามีของขวัญไปให้เสี่ยด้วย มันคือเพลงของนายทูนน่ะซีคะ เพราะๆทั้งนั้นรับรองเราเอาไปดัดแปลงนิดหน่อย ต้องดังระเบิดทุกเพลง แล้วนายทูนก็ไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องเราด้วย เพราะทุกเพลงไม่ได้จดลิขสิทธิ์”

ฟ้าใสแอบเข้าไปถ่ายเนื้อเพลงของทูนอินทร์ในห้องทำงานพลางยิ้มหยัน

ooooooo

นึกถึงภาพเก่าวันก่อน ทูนอินทร์ก็เศร้าใจ

“ผมไม่นึกเลยว่า ที่ฟ้าทำดีกับผมก็เพื่อต้องการให้ผมสร้างความโด่งดังให้ตัวเธอ ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่า เธอติดต่อกับเสี่ยดำรงลับๆ จนเสี่ยสัญญาว่าจะปั้นเธอเป็นนักร้องในสังกัด” ทูนอินทร์พูดแล้วหยุดไปด้วยความสะเทือนใจ

“เกิดอะไรขึ้นคะ”

“เธอหนีจากผมไป ก่อนวันแต่งงานแค่สองสามวัน”

“แล้วที่พี่หอยบอกว่าเธอขโมยเพลงของคุณไปด้วย จริงเหรอ”

“ครับ ผมมันก็โง่ที่ไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้ เพลงดังๆของเธอดัดแปลงจากเพลงผมไปทั้งนั้น อย่างเพลงจันทร์เจ้าเอ๋ย นั่นก็คือเพลงแสงจันทร์ที่ผมแต่งที่ใต้ต้นแสงจันทร์นี่ละครับ” ทูนอินทร์น้ำตารื้น

“ทำไมไม่ฟ้อง”

“ผมไม่ได้เสียดายเพลงของผมหรอก ผมเสียดายความรักที่ผมมีให้เธอต่างหาก ทุ่มเทให้เธอทุกอย่าง เพื่อที่จะรู้ว่าผมไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาของเธอ  ผมมันไร้ค่า” ทูนอินทร์เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา เขาหันหลังให้รุ้งระวี แต่เธอกลับเดินเข้ามาแล้วจับมือเขาไว้

“อย่ามองตัวเองด้อยค่าอย่างนั้นซีคะ คุณมีค่าเสมอ แล้วก็อย่ายอมให้เธอมาทำลายความเชื่อมั่นในตัวคุณด้วย”

“มันไม่ง่ายหรอกครับ เพราะหลังจากที่ฟ้าทิ้งผมไป ผมก็กลับเป็นไอ้บ้าคนเดิม ที่ไม่กล้าร้องเพลงให้ใครฟังอีก อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ เพราะร้องทีไรมันก็เจ็บ เจ็บเหลือเกิน”

รุ้งระวีดึงทูนอินทร์เข้ามากอด “ฉันเข้าใจค่ะ ไม่เป็นไรนะ มันคืออดีต ให้มันผ่านไปเถอะค่ะ”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มายาเสน่หา EP.8 คีย์ ขอร้องให้ ตุลยา ที่มีสัมผัสพิเศษช่วยให้ได้คุยกับมน
15 เม.ย. 2564

06:10 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 07:26 น.