ตอนที่ 12
แสงหล้ามาช่วยส้มป่อยทำความสะอาดห้องนั่งเล่นที่บ้านทูนอินทร์ นางเห็นรูปของชายหนุ่มในวัยเด็กใส่ชุดประกวด หน้าตาน่าเอ็นดู ก็แปลกใจจะหันไปถามส้มป่อย พอดีอินทรเดินเข้ามา
“คุณทรคะ นี่รูปใคร ถือถ้วยรางวัลด้วย”
“พี่ทูนน่ะครับ สมัยเด็กพี่ทูนเดินสายประกวดร้องเพลงได้มาหลายรางวัล”
“น่ารักจัง” แสงหล้ามองเลยไปเห็นมีรูปรุ้งระวีตอนเด็กยืนยิ้มร่าอยู่ด้วย นางชาวูบไปทั้งตัวพึมพำเรียก แหม่มจ๋าออกมา อินทรได้ยินหันมาซักแสงหล้าว่ารู้จักเด็กในรูปด้วยหรือ
“เปล่าค่ะ เห็นหน้าเป็นเด็กฝรั่งก็เลยเรียกแหม่มจ๋า แล้ว...รูปใครคะ” แสงหล้าพยายามเก็บอาการ
“ชื่อแหม่มจ๋าอย่างที่ป้าเรียกน่ะครับ”
“คุณทูนเก็บรูปเด็กคนนี้ไว้ทำไมคะ”
“เพราะยายเด็กนี่แสบมาก เคยแกล้งพี่ทูนตอนประกวด แล้ววันหลังผมจะเล่าให้ฟัง แล้วบังเอิญมากๆ เพราะยายเด็กนี่พอโตขึ้นมากลายเป็นคนรู้ใจของพี่ทูนไปได้”
“ใครคะ” แสงหล้าแกล้งซักทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
“ความลับครับ ยังบอกไม่ได้ เจ้าตัวขอไว้” อินทรเดินอมยิ้มออกไป
แสงหล้ามองรูปรุ้งระวีแล้วรำพึงออกมา “รุ้ง... มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วล่ะ คุณทูนเขาเป็นคู่ของรุ้งจริงๆ บุพเพถึงชักนำให้เขารู้จักกับรุ้งตั้งแต่เด็กแบบนี้” แสงหล้าหยิบรูปอีกใบหนึ่งขึ้นมาดู นางมองไปที่มุมภาพเห็นหน้าของตัวเองที่ถ่ายอยู่กับกลุ่มผู้ปกครองก็ถึงกับน้ำตาร่วง
“อุ๊ย...ป้าแสงร้องไห้” ส้มป่อยเข้ามาทัก
“เห็นเด็กๆ น่ารักน่ะ ป้าเลยคิดถึงลูก” แสงหล้ารีบวางรูปแล้วเช็ดน้ำตา
ส้มป่อยซักว่า แสงหล้ามีลูกด้วยหรือ แสงหล้ากลั้นสะอื้น แล้วขอซื้อมือถือของส้มป่อยเพราะอยากจะถ่ายรูปของลูกสาวเก็บไว้
“ก็ได้ ส้มจะไปซื้อเครื่องใหม่ แต่เบอร์กับซิมป้าต้องซื้อเองนะ หนูไม่ขาย”
“ยังไงก็ได้จ้ะ ว่าแต่ตอนนี้ถ่ายรูปให้ป้าก่อน” แสงหล้าหยิบรูปรุ้งระวีและทูนอินทร์มาวางให้ส้มป่อยถ่ายทีละรูปพลางส่งยิ้มสุขใจ
เวลาต่อมา แสงหล้าใช้มือถือที่ซื้อต่อจากส้มป่อยโทร.หาทูนอินทร์ ทูนอินทร์ดีใจมากรีบถามว่าแสงหล้าอยู่ไหนจะได้พารุ้งระวีไปหา
“ฉันยังไม่พร้อมค่ะ ฉันโทร.มาเพื่อจะบอกว่า อย่าเพิ่งหมดกำลังใจในชีวิตนะคะ ฉันเชื่อว่ารุ้งรักคุณมาก เหมือนกับที่คุณรักรุ้ง คุณสองคนชะตากำหนดให้มาเป็นคู่กันแล้ว ย่อมไม่แคล้วกัน อย่าเพิ่งหมดความพยายามนะคะ”
“ขอบคุณครับแม่ แม่ครับ แล้วเมื่อไหร่แม่จะมาแสดงตัวกับรุ้ง”
“รอให้ฉันพร้อมก่อนเถอะค่ะ เท่านี้นะคะคุณทูน” แสงหล้ากดเลิกสายถอนใจเฮือกใหญ่
ทูนอินทร์มองเบอร์ในมือถือพลางบ่นพึมพำ “รู้ได้ยังไงว่าเราหมดกำลังใจ หรือว่าแม่แสงเฝ้าดูเราอยู่แถวๆนี้” ทูนอินทร์มองไปรอบๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะเป็นใครไปได้
หลายวันต่อมา อิทธิพาศิลปินในสังกัดมาแสดงที่สระบุรี และเมื่อเสร็จงานก็เข้าไปกระซิบสั่งให้จุ๊บแจงทำตามแผนที่ตกลงกันไว้
“ค่ะ คุณอิท แล้วคืนนี้ ต้องให้แจงไปที่บ้านคุณนะ”
อิทธิพยักหน้ารับแล้วเดินไปเรียกทุกคนขึ้นรถ จุ๊บแจงตามไปกอดแขนออดอ้อนเสียงดังว่า หิวแล้วขอแวะทานอาหารก่อน อิทธิส่งยิ้มเจ้าเล่ห์บอกให้จุ๊บแจงเลือกร้านได้ตามชอบใจ จุ๊บแจงสั่งให้คำรณขับรถพาทุกคนไปที่ร้านต้มแซบตามแผน
เจ๊จี่หอยเห็นรุ้งระวีนั่งกระสับกระส่ายก็พอเข้าใจ จึงหันมาต่อว่าจุ๊บแจง แต่จุ๊บแจงรีบสวน
“ไม่กินก็นั่งรอก็แล้วกัน แหม...ดังแล้วเรื่องเยอะ” จุ๊บแจงกระแทกไหล่รุ้งระวี แล้วเข้าไปกอดแขนอิทธิชวนเข้าในร้าน
“เดี๋ยวผมตามไป” อิทธิบอกสั้นๆ
จุ๊บแจงรีบถลาเข้าร้าน ตามด้วยคมและเดช คำรณ ยังยืนรออยู่ที่รถ อิทธิมองมาที่รุ้งระวี
“ฉันไม่เข้าไปนะคะ แกล้งกันรึเปล่า อยู่ดีๆ แม่นี่ก็เกิดอยากกินร้านนี้ขึ้นมา ถ้ารู้ว่าจะมาที่นี่ ฉันคงรออยู่ในเมือง” รุ้งระวีต่อว่า
“งั้นรอก็แล้วกันนะ ถ้าหิวก็สั่งอาหารเอง” อิทธิเข้าร้านไป
“งั้นผมเข้าไปทานก่อนนะครับ” คำรณยิ้มกวนๆ เดินตามอิทธิไป
“รุ้ง...ไหนๆมาแล้วก็เข้าไปทานเสียหน่อย”
เจ๊จี่หอยชวน
รุ้งระวีส่ายหน้าบอกว่า ไม่กล้าเพราะกลัวเจอทูน-อินทร์
“รุ้ง มันก็ดีไม่ใช่เหรอ รุ้งจะได้เคลียร์กับคุณทูนเสียที ฟังความคนอื่นกันไปมาแบบนี้มันเข้าใจผิดกันได้นะ” เจ๊จี่หอยแนะนำ
รุ้งระวีนิ่งคิด
ooooooo
ส่วนที่ในร้าน แสงหล้านำเมนูมาให้คมและเดชที่นั่งอยู่นอกร้านดู เธอได้ยินเสียงคำรณทักคมกับเดชว่า นั่งตรงนี้เลยหรือ ก็สะดุ้งรีบดึงผมมาปิดหน้าแล้วเดินหลบเข้าหลังร้านเพื่อแอบดูคำรณ
“พี่...แล้วห้องทำงานนายทูน มันอยู่ตรงไหน” คำรณมองหา
“อ้อมไปด้านโน้น เตรียมอุปกรณ์มาพร้อมแล้วนะ”
“เรียบร้อยครับ” คำรณเปิดเสื้อแจ็กเกตให้ดูเห็นมีอุปกรณ์งัดแงะอยู่ในเสื้อเพียบ
แสงที่แอบมองอยู่ประหลาดใจว่า คำรณจะทำอะไร
ด้านเจ๊จี่หอยได้กลิ่นอาหารในครัวโชยมาก็ชักหิว เธอเสนอไอเดียจะเข้าไปสั่งอาหารในครัวออกมาทานกับรุ้งระวี แล้วเดินออกไป
รุ้งระวีมองตามพลางทอดถอนใจ แล้วลุกเดินใจลอยจนมาถึงห้องทำงานของทูนอินทร์
ส่วนทูนอินทร์ที่นั่งฟังเพลงต้มยำลำซิ่งอยู่ในห้อง เขาหยิบแหวนในกล่องใหม่ออกมาดู แล้วเหม่อมองออกมาทางหน้าต่าง ก็เห็นรุ้งระวียืนอยู่ จึงรีบออกมาหา
“รุ้ง คุณมาหาผมใช่ไหม” ทูนอินทร์เรียก
รุ้งระวีสะดุ้งไม่ตอบอะไร ทูนอินทร์ชวนเธอเข้าไปคุยในห้องแต่รุ้งระวีไม่ยอม ทูนอินทร์ตัดพ้อรุ้งระวีที่ไม่ยอมมาเยี่ยมเขาบ้างเลย รุ้งระวีว่า เธองานยุ่งและอีกอย่างทูนอินทร์ก็มีฟ้าใสคอยดูแลอยู่แล้ว
ทูนอินทร์ฟังแล้วงงรีบถามกลับ “คุณยังเชื่ออยู่เหรอครับว่าผมกับฟ้าใสมีอะไรกัน”
จังหวะนั้นเองแสงหล้าก็เข้ามาได้ยินพอดี นางรีบหลบมุมเพื่อดูเหตุการณ์
“ฉันเคยเชื่อคำพูดของคุณ แต่จากที่ฉันได้เห็น ได้ยิน ฉันพบว่าฉันเชื่อคำพูดคุณไม่ได้อีกแล้ว” รุ้งระวีโต้กลับ
“คุณได้เห็น ได้ยินอะไร”
“คุณไม่ต้องมาถาม คุณรู้อยู่แก่ใจตัวเอง วันนั้นคุณกอดกับยายฟ้าใสในห้องนอนสองต่อสอง แล้วยังขึ้นไปร้องเพลงสะพานรุ้งต่อหน้าแขกในงานด้วยกัน เพลงที่คุณบอกว่าคุณแต่งให้ฉันคนเดียว”
“รุ้ง...คุณเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว ผมจำเป็นต้องขึ้นไปร้องเพราะเหตุการณ์มันบังคับ ฟ้าใสมางานในฐานะตัวแทนนายดำรง เมื่อเขาเชิญ ผมก็ต้องให้เกียรติเขาขึ้นไปร้องร่วม เขาบังคับให้ผมร้องเพลงนี้ ผมไม่ได้อยากร้องเลยสักนิด คุณถามเจ๊หอยก็ได้”
“นั่นมันบทบาทหนึ่งของคุณต่างหาก ต่อหน้าคนอื่น แกล้งทำเป็นไม่เต็มใจกับฟ้าใส แต่ลับหลังคุณก็ยังคงบทบาทสามีกับเธออยู่ หลับนอนกับเธอทุกครั้งที่มีโอกาส”
“ใครปั่นหัวคุณให้มาพูดอย่างนี้ นายอิทธิกับยายฟ้าใสใช่ไหม”
“ไม่ใช่ใครทั้งนั้น ฉันเองที่จับได้ว่าคุณไม่ซื่อกับฉัน คุณอยากได้ฉันมาเข้าค่ายเพลงของคุณ เพื่อให้ฉันเป็นตัวขายเหมือนที่คุณเคยทำกับฟ้าใส คุณไม่ได้รักฉันที่ตัวฉัน แต่คุณรักที่ฉันจะทำเงินทำทองให้คุณ ให้ฉันทำประโยชน์ให้คุณ”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้ เธอจะดูถูกฉันมากเกินไปแล้ว” ทูนอินทร์กระชากตัวรุ้งระวีอย่างแรง
รุ้งระวีร้องไห้โฮ ขณะที่ทูนอินทร์น้ำตารื้น แสงหล้า ที่แอบดูอยู่ใจเต้นไม่เป็นส่ำ
“ถ้าเธอดูถูกฉันอีกคำเดียว ฉันจะบีบคอให้ตายไปเดี๋ยวนี้” ทูนอินทร์เลื่อนมือมาที่คอของรุ้งระวี
“ฆ่าฉันเลยซี ฆ่าฉันเลย ฉันจะได้ไม่ต้องโดนคนอย่างคุณหลอกอีก” รุ้งระวีมองทูนอินทร์อย่างแข็งกร้าว
ทูนอินทร์มองรุ้งระวีแล้วยอมปล่อยมือ เดินแยกออกมาเพื่อตั้งสติ “พูดจบแล้วใช่ไหม ถ้าจบแล้วก็กลับไปได้ กลับไปหาเจ้าอิทธิคนรักของคุณ ไปซิ”
“อะไรนะ คนรักของฉัน ฉันไม่ได้รักนายอิทธิ” รุ้งระวีมองทูนอินทร์อย่างเอาเรื่อง
“ฮ่ะฮ่ะ โอ๊ย...อยากจะบ้าตาย เธอหาว่าฉันหลอกลวง แล้วเธอล่ะ เธอมันก็นังแพศยาลวงโลกเหมือนกันไง...ข้อเสนอของไอ้อิทธิมันเหนือกว่าฉันมากนักใช่ไหม ถึงยอมเซ็นสัญญาต่อกับมัน ความจริงอาจไม่ใช่แค่ปีเดียวก็ได้ อาจเป็นสิบปีเลยด้วยซ้ำ”
“อย่ามากล่าวหากันชุ่ยๆ มีหลักฐานเหรอ”
“มีซี้...มีคนเห็นว่าเธอกอดจูบกับไอ้อิทธิอยู่ที่สนามหน้าร้านฉัน คืนวันงานที่ฉันรอเธออยู่ไง...ข้อเสนอมันคงราคาดีมากเลยใช่ไหม เงินกี่ล้านล่ะถึงยอมทอดกายให้มันขนาดนี้หรือว่า...ชอบที่มันปรนเปรอสวาทให้เธอจนอิ่ม” ทูนอินทร์ยื่นหน้าเข้ามา
รุ้งตบหน้าทูนอินทร์ฉาดใหญ่ ทูนอินทร์ขบกรามแน่น มองรุ้งระวีด้วยความโกรธ แล้วกระชากเธอเข้ามากอดจูบ
“ปล่อยฉัน” รุ้งระวีดิ้นหนี
“ฉันเทิดทูนเธอมากเกินไป แต่ตอนนี้ฉันจะบดขยี้เธอให้เหมือนขยะ” ทูนอินทร์ปิดปากรุ้งระวีด้วยจูบที่รุนแรงดุดัน แล้วค่อยแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวล อบอุ่น
รุ้งระวีพยายามดิ้นรน แต่ทูนอินทร์ยึดร่างกอดรัด ไว้แน่น เธอทานแรงไม่ไหวแน่นิ่งไป
ทูนอินทร์ผละใบหน้าออกมา รุ้งระวีหลับตานิ่ง สะอื้นเบาๆแล้วซบหน้ากับไหล่ของชายหนุ่ม
“รุ้ง ผมขอโทษ” ทูนอินทร์เอ่ย แต่รุ้งระวีกลับทรุดตัวลงเพราะเป็นลม
ทูนอินทร์ช้อนร่างของเธอขึ้นมาแล้วพาไปพักในห้องทำงาน แสงหล้าก้าวออกมาจากมุมมืดมองตามไปในห้องทำงานด้วยความเป็นห่วง
ooooooo
ทูนอินทร์วางร่างรุ้งระวีลงที่โซฟายาว แล้วอังหลังมือที่หน้าผากของเธอด้วยความเป็นห่วง
“คุณมีไข้นี่” ทูนอินทร์รีบออกจากห้องไป
รุ้งระวีค่อยๆลืมตาขึ้น ภาพแรกที่เห็นคือ แหวนในกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอลุกขึ้นนั่งหยิบแหวนขึ้นมาดู ก็ยิ่งช้ำใจเพราะเข้าใจว่าทูนอินทร์เตรียมไว้ให้ฟ้าใส เสียงทูนอินทร์เดินกลับมา รุ้งระวีรีบวางแหวนที่เดิม
“เช็ดหน้าหน่อยนะ คุณมีไข้” ทูนอินทร์เข้ามาพร้อมผ้าเย็นและขยับจะเช็ดหน้าให้
“อย่ามายุ่งกับฉัน” รุ้งระวีลุกหนี
“เราต้องคุยกันนะรุ้ง คุยกันให้รู้เรื่องว่าใคร หรืออะไรที่ทำให้ความรักของเรา มันกลายเป็นความเกลียดชังกันถึงขนาดนี้”
“เราไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว เพราะเอาเข้าจริง มันไม่เคยมีความรักของเรา คุณไม่เคยรักฉัน” รุ้งระวีมองไปกล่องแหวนเพชรแล้วยิ่งสะเทือนใจ
ทูนอินทร์มองตามแล้วหยิบแหวนขึ้นมา “รุ้ง นี่แหวนที่ผมเตรียมไว้ให้คุณ วันงานเปิดค่ายเพลงผมจะขอคุณแต่งงานในวันนั้น นี่ยังไม่พิสูจน์อีกหรือว่าผมรักคุณ”
“ไม่เลย แหวนวงนี้คือภาพลวงตา เมื่อไหร่ที่ฉัน เริ่มสงสัยในตัวคุณ คุณก็จะมีของกำนัลสวยหรูมาปลอบใจฉัน ลวงฉันให้ลืมความจริงไปชั่วครู่ชั่วยาม”
“คุณคิดกับผมอย่างนั้นจริงๆเหรอ ผมหลอกลวงคุณขนาดนั้นจริงๆเหรอ”
“ใช่...หลอกลวงอย่างที่ฉันให้อภัยไม่ได้โดยเฉพาะเรื่อง...แม่”
ทูนอินทร์ตะลึงมองรุ้งด้วยสายตาที่ทั้งงงสงสัยและเจ็บปวด เช่นเดียวกับแสงหล้าที่ตามมาดูอยู่ตรงหน้าต่าง
“เรื่องแม่ ผมโกหกอะไรเรื่องแม่คุณ”
“เรื่องที่แม่โทร.มาหาคุณไง มันไม่ใช่เรื่องจริง คุณกุเรื่องขึ้นมาทั้งหมด เพื่อให้ฉันเกิดความหวังไงว่าแม่ยังอยู่ตามมาดูคอนเสิร์ตฉัน เฝ้าดูฉันอยู่ห่างๆ เมื่อฉันเกิดความหวังและวางใจในตัวคุณ คุณคือฮีโร่ของฉัน สักวันคุณจะพาแม่มาพบฉันจนได้ เมื่อฉันวางใจ คุณก็ชักจูงไปทางไหนก็ได้”
“คิดร้ายกับผมขนาดนี้เลยเหรอ”
“ฉันคงไม่คิดแบบนี้ ถ้าแผนของคุณมันแนบเนียนแต่จริงๆ แล้วมีรูรั่วหลายอย่าง ทำไมแม่ติดต่อคุณอยู่คนเดียว ทำไมท่านไม่โทร.หาฉันคุยกับฉัน หรือแสดงตัวออกมาให้เห็น”
“ท่านบอกแล้วว่ากลัวอันตรายจะเกิดกับคุณ เพราะมีคนใกล้ตัวคิดร้ายกับคุณอยู่”
“มันก็แค่ข้ออ้างที่คุณสร้างขึ้นนั่นแหละ จริงๆแล้วผู้หญิงคนนั้นคุณจ้างมาใช่ไหม”
ทูนเลือดขึ้นหน้า หยิบมือถือของตัวเองขึ้นมา “เอาละเพื่อเป็นการพิสูจน์ คุณอยากคุยกับท่านใช่ไหม ได้ผมมีเบอร์มือถือท่านอยู่”
แสงหล้าปิดปากตัวเอง เมื่อเห็นทูนอินทร์กำลังกดโทร.หา นางรีบหลบจากมุมเพื่อรับสายทูนอินทร์
“แม่แสงหล้าครับ รุ้งอยู่กับผมตรงนี้ รุ้งอยากคุยกับแม่” ทูนอินทร์บอกกับแสงหล้า
แสงหล้าตอบกลับเสียงสั่นๆว่ายังไม่พร้อมจะคุย
“ผมขอร้อง พูดกับรุ้งเถอะครับ เพราะตอนนี้เขาหาว่าผมสร้างแม่ปลอมขึ้นมาหลอกเขา” ทูนอินทร์ส่งสายให้รุ้งระวี
รุ้งระวีรับมือถือไปคุยกับแสงหล้า เธอกล่าวหาว่าแสงหล้าร่วมมือกับทูนอินทร์แต่งเรื่องมาหลอกลวง
“คนเป็นแม่ ถ้าเขารักลูกยังไงเขาก็ต้องมาหาลูก เอาละ บอกความจริงมาเสีย ไม่กล้ามาพบหน้าฉันเพราะแกไม่ใช่แม่จริงของฉันใช่ไหม”
แสงหล้าได้ฟังก็แทบช็อก
“รุ้ง พูดอะไร” ทูนอินทร์ตำหนิ
“อย่ามายุ่ง แกก็คงเหมือนนังผกาที่สวมรอยมาเป็นแม่ฉัน บอกมาแกร่วมมือกับนายทูนหลอกฉันใช่ไหม”
“ไม่นะรุ้ง ไม่ใช่” แสงหล้าเสียงสั่น
“อย่ามาโกหก เขาจ้างแกมาเท่าไหร่ล่ะ ฉันจะจ้างแกต่อให้เงินเป็นสามเท่าเลยให้แกโชว์ตัวออกมา จะได้กระชากหน้ากากลวงโลกของนายทูนเสียที” รุ้งระวีปล่อยโฮ
แสงหล้าพูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว
“พอแล้วรุ้ง เธอพูดกับแม่บังเกิดเกล้าแบบนี้เหรอ”
“ไม่ต้องมาห้ามฉันนะ ฉันจะบอกความจริงให้แกรู้ แม่ฉันตายไปแล้ว ตายไปเป็นปีแล้วด้วย” รุ้งระวีสะอื้น
แสงหล้ายืนตะลึง
“รุ้ง พูดอะไร” ทูนอินทร์เข้ามาแย่งมือถือจากรุ้งระวี เขาเรียกหาแสงหล้า แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เพราะแสงหล้าปล่อยมือถือร่วงลงพื้นแล้วทรุดตัวลงร้องไห้ปานจะขาดใจ
ooooooo
“เธอไปเอามาจากไหนว่าแม่ตายแล้ว” ทูนอินทร์หันมาเล่นงานรุ้งระวี
“ฉันไปที่แพร่ อัฐิแม่อยู่ที่นั่น”
“แล้วแน่ใจได้ยังไงว่าคือแม่เธอ”
“มีหลักฐานยืนยันทุกอย่างของที่แม่เก็บไว้ ทั้งรูปถ่ายของแม่ รูปของฉันวัยเด็กจดหมายที่แม่เขียนถึงฉันที่อเมริกาแต่ไม่ได้ส่งไป”
“แล้วคุณก็เชื่อ จำได้ไหม เมื่อครั้งยายผกา ก็มีหลักฐานยืนยันเหมือนกัน ถ้วยรางวัลนั่นไง คุณก็เชื่อเป็นตุเป็นตะ”
“ก็ยังดีกว่าเสียงตามสาย ที่ไม่มีอะไรยืนยัน
เลยสักอย่าง เอาเป็นว่าฉันเห็นตัวตนที่แท้จริงของคุณแล้ว เราจบกันเท่านี้อย่ามายุ่งเกี่ยวกันอีกต่อไป” รุ้งระวีออกจากห้องทำงาน
ทูนอินทร์กำหมัดแน่นพยายามระงับความโกรธ แต่แล้วก็ระงับไว้ไม่อยู่ ผลุนผลันตามรุ้งระวีออกไป
รุ้งระวีออกมายืนร้องไห้อยู่ที่ลานจอดรถ ทูนอินทร์ตามขอร้องให้นำหลักฐานที่เธอได้ มาพิสูจน์ว่าเป็นของจริงหรือของปลอม
“นี่ยังจะดันทุรังว่าตัวเองบริสุทธิ์ใจอยู่อีกงั้นเหรอ พอได้แล้ว ฉันรู้แล้วว่าคุณมันเสแสร้งแค่ไหน”
“นี่คุณโง่เง่าให้นายอิทธิมันปั่นหัวคุณอีกแล้วใช่ไหม”
“นายอิทธิมาเปิดโปงความจริงของคุณต่างหาก คุณอย่ามายุ่งกับฉันอีก ฉันจะลืมเรื่องที่ผ่านมาของเราทั้งหมด”
“ได้...แต่จะบอกให้นะ ผู้หญิงที่โทร.มาคือแม่แสงหล้าแม่แท้ๆของเธอ ท่านยังมีชีวิตอยู่และตอนนี้ท่านคงเจ็บปวดมากที่มีลูกเลวๆอย่างคุณ พูดจาเลวๆ กับท่านแบบนั้น ถ้าเธอไม่คิดจะตามหาแม่อีกไม่เป็นไร ฉันจะตามแม่แสงหล้าให้เจอเอง แล้วฉันจะพาแม่ไปพบเธอ เพื่อพิสูจน์ว่าเธอมันก็แค่นังลูกโง่ๆ ที่ยอมเชื่อคนเลวๆอย่างเจ้าอิทธิ ตอนนั้นแม้แต่กราบเท้าแม่ขอโทษ เธอมันชำระบาปตัวเองได้ไม่หมดเพราะเธอมันลูกทรพี”
รุ้งระวีโกรธจัดตบหน้าทูนอินทร์ ทูนอินทร์ตาวาววับด้วยโทสะรวบร่างรุ้งระวีมาปล้ำ รุ้งระวีกรี๊ดสนั่นสู้สุดชีวิต
พวกอิทธิที่นั่งทานอาหารอยู่ได้ยินเสียงรุ้งระวี จึงวิ่งออกมาดู เห็นทูนอินทร์ยังปล้ำรุ้งไม่เลิก
คม เดช และคำรณวิ่งเข้ามากระชากร่างทูนอินทร์ จากรุ้งระวี เดชชกหน้าทูนอินทร์ล้มไป คำรณตามมา ลงตีนซ้ำและเตะเข้าที่ท้องของทูนอินทร์จนตัวงอ
“เฮ้ย หยุดนะ” เมธวิ่งนำ บักหนาน บักคูน และอินทรออกมา
“เตะอีก มึงโดน” บักหนานกับบักคูนเข้าผลักอกคำรณจนเซไป ส่วนอินทรกับเมธเข้าประคองทูนอินทร์ให้ลุกขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น” อิทธิเอ่ยถามรุ้งระวีที่ยืนร้องไห้
“ไม่มีอะไรค่ะ เราไปจากที่นี่เถอะ” รุ้งระวีตัดบท
“ยังไปไม่ได้ครับ เพราะผมต้องรู้ก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“บอกเขาไปสิรุ้ง ว่าผมอยากจะปล้ำคุณให้เหมือน กับคืนนั้น ที่คุณกับนายอิทธิมาปล้ำจูบกันอยู่ตรงนี้ไง” ทูนอินทร์ประชด
อิทธิลอบยิ้มเพราะเข้าแผน เขาทำโวยวายพาลหาเรื่องทูนอินทร์ จนเกิดการชกต่อยกันอีกรอบ
ขณะที่ทุกคนกำลังชุลมุนอยู่นั้น คำรณและเดชก็พยักหน้าให้กัน แล้วเลี่ยงออกจากกลุ่ม ทั้งสองตรงไปที่ห้องทำงานทูนอินทร์เพื่อขโมยเพลงใหม่
แสงหล้าผ่านมาเห็นพอดี นางหยิบมือถือออกมาแล้วแอบถ่ายคลิปไว้
ส่วนที่ร้านจอดรถ เมธเข้ามาระงับเหตุ ขอให้เลิกแล้วต่อกัน แต่อิทธิยังคงโวยวายจะเอาเรื่องทูนอินทร์เพื่อถ่วงเวลา เขาได้ยินเมธบอกอินทรให้พาทูนอินทร์เข้าไปพักในห้อง ก็หันมาสบตากับคม แล้วเข้าแผนสอง
“เฮ้ย...จำไว้นะ รุ้งเป็นของฉัน ของฉันคนเดียว” อิทธิจงใจยั่ว
ทูนอินทร์ที่จะเดินกลับห้องหันมาทันที
“คุณอิท กลับไปก่อนเถอะครับ แล้วกรุณาอย่ากลับมาที่ร้านผมอีก” เมธเข้ามาขอร้อง
“อ้อ ขู่เหรอวะ ขู่เหรอ” อิทธิผลักอกเมธ
“อ้าว ผลักอกกันอย่างนี้เป็นเรื่องสิวะ” เมธผลักอกอิทธิบ้าง
คมกระโดดเข้าชกเมธจนล้มไปกับพื้น ทูนอินทร์ บักหนาน บักคูน และอินทรจะเข้ารุมอิทธิกับคมแต่คมกระชากปืนออกมา แล้วยิงขึ้นฟ้า
ooooooo
คมกับเดชได้ยินเสียงปืนก็รีบออกมาจากห้องทำงานของทูนอินทร์ แสงหล้าโผล่จากมุมตึก แอบมองทั้งสองจนลับตา นางหอบแฮ่กๆ ไม่รู้จะแก้สถานการณ์อย่างไร
คำรณและเดชวิ่งมาสมทบกับอิทธิและคม ทั้งสองพยักหน้าส่งสัญญาณว่าทุกอย่างเรียบร้อย อิทธิพอใจหันกลับไปท้าทายพวกทูนอินทร์
“เอาซิวะ อยากซ่าส์นัก อั๊วจะยิงทิ้งพวกแกหมดทั้งร้านเลย”
“แน่จริง ก็ยิงเลยซิวะ” ทูนอินทร์ท้ากลับ
อิทธิหน้าเจื่อนไป รุ้งระวีเข้ามาชวนอิทธิกลับ
“ได้ ไม่อยากเสียกระสุนแลกกับชีวิตพวกแกว่ะ
มันไม่คุ้มค่ากระสุน” อิทธิเดินทุกคนไปขึ้นรถ
ทูนอินทร์มองหน้ารุ้งระวีผ่านกระจกรถ แต่รุ้งระวีไม่ยอมสบตาด้วย เมื่อรถแล่นออก อินทรเข้ามาชวน
ทูนอินทร์กลับบ้าน แต่ทูนอินทร์ยังเดือดดาลไม่หาย เขาวิ่งกลับไปที่ห้องทำงาน แล้วทำลายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับรุ้งระวี รวมทั้งแหวนเพชรที่เตรียมไว้ขอเธอแต่งงานด้วย เขาปามันลงไปในบ่อปลา
เมธเข้ามาเห็นพอดี เขาร้องว่า ของแพง แล้วตะโกนสั่งให้บักหนานกับบักคูนลงไปงมขึ้นมา
สองวันต่อมา...อิทธินัดฟ้าใสออกมาพบที่ร้านประจำ และนำเพลงต้มยำลำซิ่งที่ขโมยจากทูนอินทร์มาอวด เพราะตั้งใจจะปล่อยเพลงนี้ออกมาเรียกน้ำย่อย แต่ฟ้าใสยังกังวลถามอิทธิถึงเรื่องจดลิขสิทธิ์
“สืบมาแล้วเรียบร้อย เจ้าทูนไม่ได้จดลิขสิทธิ์ใดๆ มันเลินเล่อเหมือนสมัยที่ถูกเธอหลอกไม่มีผิด”
“ไม่ต้องเท้าความเรื่องของฉันหรอกค่ะ เอาเป็นว่างานนี้นายทูนจะต้องเข้าใจผิดว่ายายรุ้งขโมยเพลงของเขา”
“ถูกต้อง”
“เท่านี้แหละ ฉันพอใจแล้ว” ฟ้าใสฉีกยิ้มกว้าง และไม่ทันเห็นเฉลากับเพื่อนๆ ที่นั่งทานอาหาร อยู่ที่โต๊ะอีกมุมของร้าน
เพื่อนคนหนึ่งของเฉลาหันมาเห็นฟ้าใสกับอิทธิพอดี นางรีบสะกิดให้เฉลาดู เฉลาไม่รอช้ายกมือถือมากดถ่ายภาพอิทธิและฟ้าใสไว้ แล้วนำไปให้เสี่ยดำรงดู เพราะกลัวว่างูพิษอย่างฟ้าใสจะทรยศสามี
บ่ายวันเดียวกันนั้น อินทรนำของของรุ้งระวีที่อยู่ที่ไร่อินสรวงมาคืน เจ๊จี่หอยออกมาตัดพ้อว่า จะไม่เหลือเยื่อใยกันแล้วใช่ไหม อินทรได้ฟังก็พูดไม่ออกหันมามองหน้ามะปราง
มะปรางทำเชิดใส่บอกว่า ตัดบัวต้องไม่เหลือใยแล้วลุกหนีไป อินทรเป็นงงหันมาถามเจ๊จี่หอย
“เรื่องพี่ทูน พี่รุ้ง พอเข้าใจนะครับว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร แต่กับมะปราง ผมไม่เข้าใจเลยอยู่ดีๆเขาก็เกลียดขี้หน้าผมขึ้นมา”
“รู้ไหมว่าเขาเกลียดน้องทร ตั้งแต่ตอนไหน”
“ดูเหมือน ตั้งแต่ที่ผมพาจ๊ะจ๋ามาซ้อมร้องเพลงที่บ้านมั้งครับ”
“งั้น แสดงว่า ปรางมันหึงทรน่ะ”
“หา...หึงผม หึงผมกับจ๊ะจ๋า น่ะเหรอครับ”
“ถูกต้อง พี่หอยสังเกตมาหลายครั้งแล้ว คิดว่าดูไม่ผิด เพราะเหมือนสมัยที่พี่หึงสามี ยังไงยังงั้น”
“แสดงว่า มะปรางเขามีใจกับผมใช่ไหม ดีใจที่สุดเลย มะปรางรักผม ชอบผม ขอบคุณมากครับพี่หอย” อินทรเข้าหอมแก้มเจ๊จี่หอยหนึ่งฟอด
ooooooo
แสงหล้าทำกับข้าวมาให้ทูนอินทร์ที่บ้าน และได้ยินเสียงโหวดดังแว่วมา จึงเอ่ยกับส้มป่อย
“ใครเป่าเพลงน่ะ เพราะจัง”
“มา ส้มจะพาป้าไปดู” ส้มป่อยพาแสงหล้าไปที่เพิงแสงจันทร์ เห็นทูนอินทร์ในชุดลำลองนั่งเป่าโหวด ท่าทางเศร้าสร้อย
ส้มป่อยถอนใจกับสภาพของเจ้านาย แล้วหันมาคุยกับแสงหล้า
“เวลานายทูนเศร้า พวกเราจะรู้กันทั้งบ้าน เพราะเสียงเป่าโหวดของนายทูนนี่แหละ”
“แสดงว่าคุณทูนเคยเศร้ามาก่อน”
“ใช่ค่ะ เมื่อตอนที่ยายคุณนายฟ้าใสหนีนายทูนไป นายทูนก็เศร้าแบบนี้แหละ ครั้งนี้ก็มาอกหักเพราะพี่รุ้งอีกแล้ว สงสารนายทูนจริงๆฮือ” ส้มป่อยเช็ดน้ำตา
แสงหล้าดึงส้มป่อยมากอดไว้ แล้วพาเดินกลับไปด้วยกัน
ในค่ำวันเดียวกันนั้น
รุ้งระวีตัดสินใจเปิดกล่องข้าวของที่อินทรนำมาส่งคืนออกดู และพบว่ามีเบอร์โทรศัพท์มือถือของแม่แสงหล้าอยู่ด้วย เธอมองเบอร์นั้นอย่างชั่งใจ เพราะไม่เข้าใจเจตนาของทูนอินทร์
ส่วนทูนอินทร์เขาเดินน้ำตานองออกมาที่หน้าเพิงแสงจันทร์ แล้วทรุดลงกับพื้นร้องตะโกนออกไปอย่างเจ็บปวด
“รุ้งระวี วันนี้จะเป็นวันสุดท้าย ที่ฉันจะเสียน้ำตาให้เธอ จำไว้”
หลายวันต่อมา
อิทธินำเพลงต้มยำลำซิ่งที่ถูกดัดแปลงเนื้อหา
ไปนิดหน่อย แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเพลงต้มยำลำเพลิน มาให้รุ้งระวีร้อง และทำการบันทึกเสียง แต่รุ้งระวีร้องเหมือนคนไร้วิญญาณ จนอิทธิทนไม่ได้เข้ามาต่อว่า
“รุ้ง เพลงต้มยำลำเพลิน มันสนุกมากนะ ทำไมรุ้งร้องไม่มีชีวิตจิตใจเลยล่ะ”
“คงเพราะเนื้อเพลงมั้งคะ รุ่งรู้สึกว่าเพลงมัน...” รุ้งระวีจะพูดว่าคล้ายเพลงที่ทูนอินทร์แต่งมาก แต่พูดไม่ได้รีบกลบเกลื่อน “เพลงมันยังไม่เข้าปากน่ะค่ะ แล้ววันนี้มึนๆด้วย ไม่ค่อยสบาย”
“แต่เพลงนี้เราต้องเร่งนะ เพราะเพลงฮิตของรุ้งขาดช่วงมานานแล้ว เราจะต้องรีบอัด แล้วถ่ายมิวสิกเลยทันที มันจะเป็นฮิตเพลงที่สามของรุ้ง”
“เพลงนี้ ใครเป็นคนแต่งคะ”
“เออ...ครูเพลงอิสระน่ะ เขาไม่เปิดเผยชื่อจริง ใช้แต่นามแฝง ทำไมเหรอ”
“ทั้งเนื้อ ทั้งทำนองทำให้นึกไปถึง...”
“ใครเหรอ” อิทธิจ้องอย่างจับผิด
“ไม่มีอะไรค่ะ”
“งั้นพักสักชั่วโมง แล้วเดี๋ยวเรามาเริ่มกันใหม่” อิทธิเดินออกไป
เจ๊จี่หอยมองหน้ารุ้งระวีอย่างรู้ความนัย รีบเข้ามาถามว่า ทั้งเนื้อ ทั้งทำนองทำให้รุ้งระวีนึกถึงทูนอินทร์ใช่ไหม เพราะเธอก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
“ค่ะ ถ้าคุณทูนแต่งเพลงให้รุ้งร้อง ก็คงเป็นเพลงแนวนี้”
“ไหนว่าลืมเขาแล้วไง”
“พยายามอยู่ แต่เพลงนี้มัน...ทำให้นึกถึงเขาขึ้นมา ช่างมันเถอะค่ะ รุ้งต้องลืมให้ได้ เดี๋ยวรุ้งจะร้องใหม่เอาให้สนุกสุดๆเลย” รุ้งระวีตัดใจ
“มันต้องอย่างนั้นรุ้ง มา มิวสิก แดนซ์ บิวท์อารมณ์กันหน่อย” เจ๊จี่หอยกดเปิดเพลงต้มยำลำเพลินแล้วโชว์ท่าเต้นสุดเซ็กซี่
รุ้งระวียิ้มได้ เธอเข้ามาร้องและเต้นตาม เพื่อเรียกความสุขกลับคืนมา
เมื่อบันทึกเสียงเพลงต้มยำลำเพลินเรียบร้อยแล้ว อิทธิก็สั่งเดินหน้าถ่ายทำมิวสิกวีดิโอต่อทันที
รุ้งระวีแต่งหน้าแต่งตัวอย่างอลังการออกมาร้องเพลงและเต้นในท่า ซดต้มยำที่เจ๊จี่หอยเป็นคนออกแบบ
อิทธิและผู้กำกับดูมอนิเตอร์อย่างพอใจ เมื่อเห็นรุ้งระวีเต้นอย่างมีชีวิตชีวาแล้วยิ้มยั่วยวนให้กล้อง ผู้กำกับสั่งคัต ทุกคนในสตูดิโอปรบมือ
“เยี่ยมมากรุ้ง พักครึ่งชั่วโมงนะ” อิทธิสั่งแล้วเดินแยกออกไป
ooooooo
ทูนอินทร์ยังนั่งถอนใจอยู่ที่เพิงแสงจันทร์ เพราะความคิดตีบตันทำให้เขาเขียนเพลงไม่ได้ แสงหล้านำของว่างมาให้และพูดปลอบใจให้เขาอดทน เพราะรุ้งระวีอาจจะเข้าใจผิดไปบ้าง แต่นางก็เชื่อว่า รุ้งระวีรักทูนอินทร์
“ป้าพูดเหมือนรู้จักรุ้งอย่างนั้น” ทูนอินทร์งง
“เอาเป็นว่าป้าเชื่อว่าคุณกับรุ้งเป็นคู่กันค่ะ คงต้องใช้เวลาสักนิด คุณกับรุ้งจะเข้าใจกันได้ดีเหมือนเดิม”
“ป้าคิดอย่างนั้นเหรอครับ”
“ค่ะ” แสงหล้ายิ้มอย่างให้กำลังใจ แล้วเดินจากไป แต่เมื่อพ้นสายตาทูนอินทร์ นางก็หยิบมือถือออกมากดโทร.หารุ้งระวี
รุ้งระวีที่นั่งพักผ่อนอยู่ในห้องแต่งตัวกดรับสาย แต่เมื่อได้ยินเสียงแสงหล้าเรียกว่าลูกก็รีบปฏิเสธ
“เธอไม่ใช่แม่ฉัน”
“แม่ไม่บังคับให้ลูกเชื่อหรอกนะ แต่ที่โทร.มาเพราะแม่เป็นห่วงคนที่เขารักลูกเหลือเกิน คุณทูน” แสงหล้ามองไปที่ทูนอินทร์
“นี่...เธอจะโทร.มาอีกทำไม ฉันจับได้แล้วว่าเธอไม่ใช่แม่จริงๆของฉัน เธอมันพวกสิบแปดมงกุฎ”
“รุ้ง...จำได้ไหม วันที่ลูกแข่งประกวดเพลงกับคุณทูน สมัยที่หนูยังเด็ก ที่หนูต้องร้องแข่งกับทูนกันสองคนชิงรางวัลที่หนึ่ง”
“เธอรู้ได้ยังไง” รุ้งระวีเสียงแหบพร่าไปด้วยความตกใจ
“แม่รู้เท่าๆกับที่หนูรู้ วันนั้นหนูร้องไห้ จำได้ไหม แม่ไม่รู้เลยว่าลูกหาทางแกล้งคุณทูนเขา เอาตุ๊กแกไปใส่ในกางเกงเขาน่ะ เขาเลยร้องไม่ได้ ลูกเลยได้ที่หนึ่งไปแทน”
“เธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง หรือว่า นายทูนเล่าให้ฟัง” รุ้งระวีนึกถึงเรื่องราวในอดีต
“อย่าลืมซีว่าคุณทูนไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารุ้งคือแหม่มจ๋า”
“แหม่มจ๋า ไม่จริง เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันชื่อแหม่มจ๋า เธอเป็นใครกันแน่ เธอรู้เรื่องที่ฉันคุยกับแม่ได้ยังไง เรารู้กันอยู่สองคน”
“เพราะแม่เป็นแม่ที่แท้จริงของลูกไงล่ะ”
“ฉันไม่เชื่อ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวลูกก็จะรู้ความจริงเอง ตอนนี้แม่แค่อยากให้ลูกมองคุณทูนเขาเสียใหม่ แล้วกลับมาขอโทษเขาคืนดีกับเขาเสีย คนที่แวดล้อมหนูอยู่ตอนนี้ คือคนที่คิดร้ายกับหนูทั้งนั้น มีคุณทูนคนเดียวนี่แหละที่รักและหวังดีกับหนูที่สุดแล้ว” แสงหล้าพูดไม่ทันจบ รุ้งระวีก็ตัดสายเพราะความเชื่อมั่นถูกสั่นคลอนเสียแล้ว
“รุ้ง เป็นอะไรน่ะ” เจ๊จี่หอยเข้ามาเห็นรุ้งระวีหอบหายใจ และพยายามดึงชุดที่รัดรูปออกด้วย
“มันหายใจไม่ค่อยออก” รุ้งระวีน้ำตาร่วง
“อุ๊ย...หน้าซีดเชียว เป็นอะไร ร้องไห้ทำไม” เจ๊จี่หอยช่วยปลดเสื้อ แล้วพัดให้
“ไม่มีอะไรค่ะ ปวดหัว ขอน้ำสักแก้วเถอะค่ะ”
“จ้ะ จ้ะ รอเดี๋ยวนะ” เจ๊จี่หอยแยกไป
รุ้งระวีสะท้านไปทั้งร่างมองไปที่มือถือที่ยังโชว์เบอร์ของแม่อยู่
ขณะที่รุ้งระวีกำลังสับสนกับเรื่องของแม่ มะปรางก็กำลังสับสนกับเรื่องของอินทร เธอตัดสินใจมาพิสูจน์ความจริงที่บ้านของเขา ซึ่งเข้าแผนของอินทรพอดี เพราะเขาให้จ๊ะจ๋ามาหาที่บ้าน แล้วช่วยกันจัดฉากให้มะปรางเข้าใจผิดคิดว่าทั้งสองกำลังเล่นผีผ้าห่มกันอยู่ในห้อง
มะปรางโกรธมากเข้ามาต่อว่าอินทรเพราะความหึง แล้ววิ่งร้องไห้ออกไป
“หึงจริงๆด้วย” อินทรกับจ๊ะจ๋าพูดพร้อมกัน แล้วอินทรก็วิ่งตามไปปรับความเข้าใจกับมะปราง
จ๊ะจ๋ามองตามพลางส่งยิ้มเจื่อนๆเพราะอกหัก
อินทรวิ่งออกมาดึงตัวมะปรางไว้ พลางอธิบายเรื่องราวจนเธอยอมเข้าใจ แล้วส่งยิ้มเขินๆก่อนยอมสารภาพว่า เธอเองก็ชอบอินทรเช่นกัน
“จริงนะ ไม่ได้จีบยายจ๋า” มะปรางถามย้ำเพื่อความ มั่นใจ
“จริงครับ ไม่เชื่อ ลองถามจ๊ะจ๋าดูซี” อินทรพามะปรางกลับมาหาจ๊ะจ๋า ได้ยินเธอคุยโทรศัพท์กับแฟน “ค่ะ ตอนนี้จ๋าอยู่ที่บ้านพี่เมธ กำลังฝึกร้องเพลงอยู่ แล้วพี่พรชัยล่ะคะ วันนี้ว่างรึเปล่า นัดดูหนังกันไหม”
“จ๋ามีแฟนแล้วเหรอ” มะปรางหันมาถามอินทร
“มีแฟนมาตั้งนานแล้ว เป็นตากล้องด้วยนะ หล่อระเบิดเลย แต่เตี้ยไปหน่อย ไง เชื่อพี่แล้วยัง”
“เชื่อแล้วค่ะ ไปทานขนมกันก่อน ถือเป็นการฉลองที่เราเข้าใจกันแล้วนะคะ” มะปรางเดินนำอินทรเข้าครัว
จ๊ะจ๋าแอบมองตามสีหน้าเศร้าๆเพราะเมื่อกี้แกล้งพูดคนเดียว
ooooooo
หลายวันต่อมา...อิทธินำมิวสิกเพลงต้มยำลำเพลินมาให้ฟ้าใสดูที่ร้านอาหารแห่งเดิม ฟ้าใสเห็นแล้วหัวเราะร่วน ก่อนออกความเห็น
“นี่คุณแปลงเพลงไปนิดเดียวเท่านั้นเอง ชื่อเพลงก็แปลงแค่ ลำซิ่ง เป็นลำเพลิน”
“ผมอยากให้ไอ้ทูนมันรู้ชัดๆไปเลย ว่าเพลงมันถูกขโมยมา”
“และคนที่ขโมยก็คือยายรุ้ง เมื่อไหร่คุณจะออกอากาศ ฉันจะรอฟังผล”
“อีกไม่เกินสามวัน รู้ผลแน่” อิทธิมาดมั่น แล้วหันมาหัวเราะต่อกระซิกกับฟ้าใสอย่างสมใจ โดยไม่รู้เลยว่า เสี่ยดำรงแอบมองทั้งสองอยู่ที่โต๊ะตรงหัวมุม
แล้ววันที่ฟ้าใสรอคอยมาถึง มิวสิกเพลงต้มยำลำเพลินของรุ้งระวีถูกปล่อยออกมา บักหนาน บักคูน และส้มป่อยเห็นเข้าก็ร้องลั่น
“เฮ้ย เพลงนี้มันเพลงของคุณทูน จะแต่งไว้ให้คุณรุ้งร้อง แล้วอยู่ดีๆ ทำไมไปร้องให้ค่ายนายอิทธิ”
“หรือว่า นายเราโดนขโมยเพลงอีกแล้ว”
“ฮือ...ไม่นะ เพลงนี้ หนูช่วยแต่งด้วยนะ หนูไม่ยอม ว้าย” ส้มป่อยร้องอีกรอบเพราะเห็นทูนอินทร์กำลังเดินตรงมา ทั้งสามตะลึง
“ปิดทีวีเร็ว” บักหนานสั่งบักคูนรีบหยิบรีโมตกดปิดทีวีทันที ทูนอินทร์กวาดตามองพลางเอ่ยถามว่าใครเปิดเพลงต้มยำลำซิ่ง บักหนานกับบักคูนโกหกว่าส้มป่อยเป็นคนร้องเพลง
“ห้ามร้องเพลงนี้อีก เข้าใจไหม” ทูนอินทร์เสียงเข้ม แล้วเดินหน้าเครียดออกไป
ส้มป่อยถอนใจหันมาถามบักหนานกับบักคูนว่าควรบอกเจ้านายไหม บักหนาน บักคูนส่ายหน้า บอกว่าให้รู้เองดีกว่า
หลังจากปล่อยมิวสิกเพลงต้มยำลำเพลินออกไปแล้ว อิทธิก็เรียกรุ้งระวีมาคุย เพราะท่าทางเธอดูไม่ปลื้มในผลงานชิ้นนี้นัก
“ผลงานฉันปลื้มค่ะ เพียงแต่ฉันไม่แน่ใจแล้วว่า ฉันถูกหลอกอีกหรือเปล่า เพราะผู้หญิงที่อ้างว่าเป็นแม่ฉันโทร.มาหาฉันอีกแล้ว”
“ยายนั่นว่ายังไง” อิทธิหน้าเจื่อนไป
“เธอพูดหลายอย่างที่ทำให้ฉันชักลังเลว่า เธออาจจะเป็นแม่แสงหล้าของฉันจริงๆก็ได้ เพราะเธอรู้ประวัติวัยเด็กของฉัน ที่เราจะรู้กันแค่สองคนแม่ลูกเท่านั้น”
“คราวยายผกาก็รู้แบบนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
“เธอรู้ลึกกว่านั้น เธอรู้แม้แต่เรื่องของคุณทูนว่าตอนนี้เขาเสียใจแค่ไหน”
อิทธิคิดตาม รู้ว่าแม่รุ้งระวีต้องอยู่ใกล้ๆทูนอินทร์แน่ จึงหาข้ออ้าง “รุ้ง...แม่แสงหล้าตายไปแล้ว ทำไมคุณยังไปเชื่อสิบแปดมงกุฎพวกนั้นอีก”
“ฉันไม่แน่ใจแล้วว่าสิบแปดมงกุฎคือใครกันแน่” รุ้งระวีลุกจะออกไป แต่อิทธิยึดตัวไว้
“รุ้ง จบเรื่องแม่ของคุณได้แล้ว ท่านไปสู่สุคติแล้ว อย่าไปรื้อฟื้นอีกเลย เริ่มต้นใหม่นะรุ้ง คุณต้องเตรียมตัวสำหรับคอนเสิร์ตครั้งต่อไป สำหรับต้มยำลำเพลินแล้วหลังจากนั้น...เราไปพักผ่อนกันดีกว่า รุ้งอยากกลับไปที่แอลเอไหม หรือเที่ยวต่างประเทศกันสักพักก็ได้”
“กับคุณเหรอคะ”
“ครับ”
“ไปค่ะ แต่ฉันไปลำพัง” รุ้งระวีสะบัดตัวออกแล้วเดินหนีไม่สนอิทธิที่มองตามอย่างขัดเคือง
ooooooo
รุ้งระวีกลับมานั่งทำใจที่บ้านพัก เธอหยิบมือถือขึ้นมากดดูเบอร์ของแม่ที่บันทึกไว้ แล้วตัดสินใจ
โทร.หา เป็นเวลาเดียวกับที่แสงหล้ากำลังจุดธูปไหว้พระอยู่ในห้อง
“ทำยังไงดีคะท่าน ลูกไม่กล้าให้คุณทูนดูคลิปที่ถ่ายไว้ เพราะถ้าเกิดถูกซักฟอกขึ้นมา คุณทูนต้องให้ลูกเจอเจ้าคำรณแน่ๆ ลูกให้มันรู้ไม่ได้หรอกว่าลูกมาอยู่ใกล้รุ้งแบบนี้”
เสียงมือถือแสงหล้าดังขึ้น นางหยิบขึ้นมาดูจำได้ทันทีว่าเป็นเบอร์ของรุ้ง จึงลังเลว่าควรจะรับดีไหม แต่สุดท้ายก็ยอมกดรับสาย แต่ไม่ยอมพูดอะไร
“ทำไมเงียบล่ะ ตกใจละสิที่ฉันโทร.มา” รุ้งระวีเปิดฉาก
“จ้ะ ตกใจ ที่ลูกโทร.มา”
“อย่ามาเรียกฉันว่าลูก”
“ได้จ้ะ แล้วหนูโทร.มาหาทำไม”
“ฉันต้องการพิสูจน์ว่าเธอเป็นใครกันแน่ เพราะถ้าเธอเป็นแม่ฉันจริง เธอต้องรู้จักเพลงที่ร้องให้ฉันฟังตอนเด็ก เธอต้องร้องเพลงได้”
“แม่ไม่เคยลืมหรอก เพลงที่แม่ร้องกล่อมลูกน่ะ แม่ร้องเพลงกล่อมลูกทุกคืน แม่กลับจากร้องเพลงดึกดื่นแค่ไหน หนูก็จะตื่นขึ้นมาให้แม่ร้องเพลงกล่อมลูกให้นอนทุกครั้ง” แสงหล้าหยุดรวบรวมอารมณ์แล้วร้องเพลงออกมา “โอม...เอย...อีนางลูกแม่นี่เอย เอ่เอ้เอ...มือไกวเปล แม่นี้จิเห่เพลงกล่อม ว่าขวัญเอยขวัญมาอย่าร้องไห้งอแง...”
รุ้งระวีได้ฟังก็น้ำตารื้นเพราะนั่นเป็นเสียงแม่จริงๆ
“ผีบ้านผีเรือนปกปักดูแล ลูกแม่หลับให้สบาย แม่จิเอาเดือนดากได้ เอาร่มไม้ชายคา แม่ธรณี แม่พระคงคา โหบกอดวิญญาณเจ้ามาจนใหญ่รักไม่มีข้อแม้ หวงเจ้าดั่งดวงใจโลกกว้างที่เจ้าโบยบินไป...มีความห่วงใย มาตามต้อยๆ” แสงร้องได้เท่านั้นก็สะอื้นฮักๆ จนร้องต่อไม่ได้
“แม่...” รุ้งระวีเรียก
“เชื่อแล้วใช่ไหมลูก ว่าแม่คือแม่ของลูก” แสงหล้า เอ่ยถาม แต่รุ้งระวีกดตัดสายไปแล้ว
เวลาเดียวกันนั้น อิทธิเรียกคม เดช และคำรณมาต่อว่า เพราะแสงหล้าโทร.มาหารุ้งระวีอีกแล้ว
“ไหนนายบอกว่ามันติดเหล้าเลอะเลือนไปแล้วไง นี่มันกำลังทำให้รุ้งเชื่อแล้วนะว่ามันเป็นแม่จริง แล้วรุ้งก็เริ่มสงสัยเราแล้วด้วย” อิทธิจ้องมาที่คำรณ
“ผมจะตามหามันให้เจอ แต่ตอนนี้ผมยังไม่ทราบหรอกครับว่ามันอยู่ที่ไหน” คำรณสารภาพ
“เอาละฉันจะบอกเบาะแสให้แก รุ้งบอกว่านังแสงน่ะ มันรู้ความเป็นไปของไอ้ทูนทุกอย่าง แสดงว่ามันต้องวนเวียนอยู่ใกล้ๆไอ้ทูนนั่นแหละ พวกแกลองไปสืบดู”
“ได้ครับนาย” คำรณรับคำแล้วเดินนำคมกับเดช ออกจากห้องไป
กลางดึกคืนนั้น รุ้งระวีโทร.มาหาทูนอินทร์ เพื่อสอบถามเรื่องแม่แสงหล้า แต่กลับโดนชายหนุ่มประชดใส่ “แม่ไหนล่ะครับ แม่ของคุณที่ตายไปแล้วหรือแม่ของผมที่ยังอยู่”
“ทูน ฉันโทร.มาเพื่อขอคำปรึกษานะคะ อย่าประชดกันเลย พูดกันดีๆดีกว่า”
“อ้อ มีสิทธิ์มาสั่งผมด้วยเหรอ พออยากพูดกับผม ก็สั่งให้พูดดี คุณมาเป็นเจ้าชีวิตผมตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ฉันเข้าใจค่ะ เป็นใครก็ต้องโกรธทั้งนั้น ฉันแค่อยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้น เขาอยู่ใกล้ๆคุณรึเปล่า”
“ใกล้ผม อ้อ จะหาว่าผมนัดแนะกับแม่คุณสร้างเรื่องขึ้นมาอีกแล้วใช่ไหม”
“เปล่า...แต่ดูเหมือนเธอจะรู้เรื่องส่วนตัวของคุณ จนเหมือนคนใกล้ตัว”
“เอาล่ะ บอกให้ก็ได้ ผมเองก็ยังสงสัยอยู่นี่ล่ะว่าเธอเป็นใคร คนใกล้ตัวรึเปล่า เพราะเธอรู้หมดว่าผมรู้สึกยังไง แถมยังให้ผมกับคุณคืนดีกันเสียอีก”
“แม่ต้องอยู่ใกล้ๆ คุณแน่ๆ”
“ผมไม่แน่ใจ...อะไรนะ คุณเรียกแม่ แล้วเชื่อเหรอว่าเขาคือ แม่”
“ค่ะ เอาเป็นว่าฉันอยากจะเชื่อว่าเธอคือแม่ฉันจริงๆ”
“อยากจะเชื่อ ก็แสดงว่า ยังไม่เชื่อ ก็ยังคิดว่าผมโกหกคุณอยู่”
“ถ้าเขาเป็นแม่แสงหล้าจริง นอกจากไม่คิดว่าคุณโกหก ฉันอยากจะขอโทษคุณด้วย...แสดงว่าฉันทำผิดกับคุณไว้มากเหลือเกิน รับคำขอโทษล่วงหน้าจากฉันได้ไหม”
ทูนอินทร์นิ่งงันใจอ่อนยวบไปทันที รุ้งระวีรอคำตอบอย่างคนสำนึกผิด
ทั้งสองกำลังจะเข้าใจกัน แต่แล้วมิวสิกเพลงต้มยำลำเพลินก็ดังมาจากในจอทีวี
ทูนอินทร์หันไปมองเห็นรุ้งระวีทั้งร้องทั้งเต้น เพลงต้มยำลำเพลินอย่างสนุกสนาน และจังหวะหนึ่งเธอก็ส่งยิ้มยั่วกับกล้อง เหมือนเย้ยหยันทูนอินทร์ที่ยืนมองอยู่
ทูนอินทร์ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ตวาดถามรุ้งระวีว่า เพลงที่เห็นในทีวี ชื่ออะไร ใครแต่ง
“ต้มยำลำเพลินค่ะ แต่ว่าไม่ทราบว่าใครแต่งเพราะเขาไม่เปิดเผยชื่อ” รุ้งระวีตอบซื่อๆ
“อ้อ งั้นเหรอ เธอนี่มัน...มันเลว ชั่ว ที่โทร.มาหาฉันมาทำขอโทษอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อยั่วประสาทฉันใช่ไหม” ทูนอินทร์ตะโกนลั่น
“ทูน คุณเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น”
“ไม่ต้องมาแกล้งถาม ฉันว่ายายฟ้าใสเลวแล้ว เธอมันเลวยิ่งกว่า” ทูนอินทร์ปามือถือไปที่จอทีวีเสียงโครมใหญ่
รุ้งระวีสะดุ้งเฮือก สายถูกตัดไปทันที
ส่วน เมธ อินทร บักหนาน บักคูนนั่งคุยกันอยู่รีบวิ่งเข้ามาดูทูนอินทร์ เห็นเขากำลังอาละวาดปัดข้าวของบนโต๊ะทิ้ง ทั้งสี่เข้ามาช่วยกันห้าม
แสงแอบมองอยู่ที่ประตูห้อง เริ่มเข้าใจแล้วว่า ที่เดชและคำรณแอบเข้ามาในห้องทำงานของทูนวันนั้นเพื่อขโมยอะไร
“นังคนชั่ว...มันขโมยเพลงฉันไป”
“พี่รู้แล้ว ใจเย็นๆนะทูน” เมธปลอบใจ
“ไม่เย็นแล้วพี่ มันขโมยทรัพย์สินของเรานะ ผมจะฟ้องมันให้หมดตัวเลย” ทูนอินทร์วิ่งออกไป
เมธ อินทร บักหนาน และบักคูนตามไปจับตัว ขณะที่แสงหล้าแอบตามไปฟังเรื่องราวอยู่ห่างๆ
ooooooo










