ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ระหว่างที่เผ่าลาภนั่งดูอัลบั้มรูปถ่ายเก่าๆอยู่กับรำไพที่ห้อง รับแขก เขาไม่ลืมเตือนเธอว่าอย่าเพิ่งบอกอะไรกับลูกไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร พูดยังไม่ทันขาดคำ เจ้าตัวเดินนำหรั่งซึ่งหิ้วถุงใส่ปลาสลิดเข้ามา

“พี่ตะวันมีของฝากคุณป๋าค่ะ เป็นปลาสลิดค่ะ พี่ตะวันเขากำลังจะทำธุรกิจปลาสลิดส่งออก”

เผ่า ลาภนิ่วหน้าแปลกใจ จะส่งออกไปไหน แพรวาเองก็ไม่ทราบ ขอตัวขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าก่อน แล้วจะลงมาเล่าให้ฟัง จากนั้นเธอเดินยิ้มแย้มมีความสุขขึ้นบันไดไปยังห้องนอนตัวเอง

“ถ้ายังไม่ รีบไปไหน ก็นั่งก่อนสินายหรั่ง” เผ่าลาภพูดจบ หันไปพยักพเยิดให้รำไพออกไปก่อน หรั่งรอจนเธอพ้นสายตา จึงถามเขาว่าทราบเรื่องมหกรรมอัญมณีแล้วใช่ไหม เผ่าลาภพยักหน้ารับ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยโดยส่งอัลบั้มรูปถ่ายให้หรั่งดู ซึ่งส่วนใหญ่ภาพเป็นของเด็กชายในรถเข็น

“คนไหนคือท่านครับ”

“ก็คนที่ นั่งรถเข็น ขาลีบนั่นแหละ ฉันใช้เวลาถึงเก้าปีกว่าจะเดินได้เหมือนคนปกติ เห็นไหม ฉันก็ไม่ได้ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เหมือนกัน...เฮ้อ แต่ตระกูลของฉันมัน เหมือนโดนคำสาป” เผ่าลาภถอนใจ เหนื่อยใจ...

ด้านโบ้ เช็งและเท่ห์ตัดสินใจผลัดกันอุ้มบ๊าสไปหาหมออย่างเร่งรีบ โดยมีน้าเบิ้ม เจ๊โอ๋กับน้องอีกสองคนของโบ้วิ่งตามมาด้านหลัง เช็งหันไปเห็นถึงกับร้องเอะอะว่าตามมาทำไมกันหมดบ้าน

“มากันหมดนี่แหละดี เผื่อขากลับจะได้แวะบ้านผู้ใหญ่เงาะด้วยกันเลย คิดอ่านอะไรจะได้ไม่เสียเวลา” เจ๊โอ๋วิ่งไปอธิบายไปด้วย โบ้ไม่เห็นก้อยตามมาก็ถามหา ได้ความว่าเธอจะอยู่รอหรั่ง...

ทางฝ่ายรำไพ อดเป็นห่วงลูกสาวไม่ได้ เมื่อรู้ว่าตะวันฉายกลับมาทำดีด้วย จะบอกลูกตรงๆ ก็ไม่ได้ว่าสุริยะพ่อของเขาเริ่มตีตัวออกห่างจากพ่อของแกและยังไปถือหาง ศัตรูอย่างแสงเทพอีกต่างหาก เพราะรับปากเผ่าลาภไว้แล้วว่าจะไม่บอกอะไรลูก จึงได้แต่เตือนให้แพรวาเตรียมใจไว้บ้าง วันนี้มีความสุข อาจกลายเป็นทุกข์แสนสาหัสในวันหน้าก็ได้ ดังนั้นไม่ควรจะทุ่มเทและจริงจังไปกับอารมณ์ของตัวเองมากนัก

“น้องแพร ไม่ใช่คนเพ้อเจ้อหรอกน่าแม่ วันนี้น้องแพรยังคุยเรื่องงานกับพี่ตะวันเลยนะ พี่เขาจะขอมาดูงานที่บริษัทคุณป๋า เห็นไหมว่าเราสองคนก็มีสาระเหมือนกัน” แพรวายิ้มหน้าเป็นขณะที่รำไพไม่ค่อยสบายใจนัก...

อีกมุมหนึ่งในห้อง รับแขก เผ่าลาภนำภาพถ่ายพี่น้องสิบสองคนของตัวเองมาแนะนำให้หรั่งรู้จักอย่างอารมณ์ ดี เริ่มจากพี่ชายคนโตที่ชื่อชาตินักรบ เตี่ยของเผ่าลาภหวังจะให้พี่ชายคนนี้สืบทอดกิจการของครอบครัวแต่เขาไม่ค่อย แข็งแรง ป่วยกระเสาะกระแสะ อายุแค่ 38 ปีก็ตาย พี่ชายคนรองที่ชื่อเฮียย้งหรือเผด็จศึก จึงขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งแทน เผ่าลาภเป็นลูกคนที่สาม ตามมาด้วยอรทัยหรืออาฮุ้ง จากนั้นเตี่ยกับอาม้าก็มีลูกๆ อีกแปดคน เบ็ดเสร็จแล้วสิบสองคนพอดี คนไหนไม่แข็งแรงก็ล้มหายตายจากไปจนเหลือเท่าที่หรั่งเห็น

“คุณเผด็จศึกเป็นอะไรตายครับ”

“เฮีย ย้งนี่แหละที่พวกเราทุกคนเสียดาย เขาเป็นคนเก่ง เพียบพร้อมไปทุกอย่าง มีพรสวรรค์ในเรื่องเพชรพลอยมาก ทำได้หมดทั้งขุดเอง เผาเอง เจียระไนเอง เขาเป็นคนเลือกที่ดินที่กาญจนบุรีผืนนี้ให้เราซื้อมาทำเหมือง น่าเสียดายที่เขาไม่มีโอกาสได้เห็นการเติบโตของสิ่งที่เขารัก...” เผ่าลาภดูสะเทือนใจผิดจากเมื่อครู่ลิบลับ

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

“รถ ของเฮียย้งวิ่งตกเขา อุบัติเหตุหรือฆาตกรรมเราก็ไม่อาจพิสูจน์ได้ ศพของเขาเราก็หาไม่เจอตราบจนทุกวันนี้ เวรกรรมมันก็เลยมาตกถึงฉัน...ฉันต้องขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานบริหารแทนเขาจน ได้ ฉันยังไม่รู้เลยว่า ฉันจะพา M.S. ไปได้ไกลอีกสักแค่ไหน เพราะถ้าหมดจากฉันก็ไม่รู้จะมีใครขึ้นมาแทนที่”

“คุณแพรวาไงครับ ถ้ามีคนแนะนำดีๆ...คุณแพรวามีความสามารถ แต่ยังไม่ถูกนำออกมาใช้ ท่านน่าจะดึงส่วนนั้นของลูกสาวออกมาได้”
เผ่า ลาภเห็นมีแต่หรั่งเท่านั้นที่จะช่วยประคับ ประคองแพรวาได้ เขาทักท้วงว่ายังมีตะวันฉายอีกคนหนึ่ง เผ่าลาภได้แต่หัวเราะในลำคอ แล้วตัดบททันที บอกให้หรั่งกลับบ้านได้แล้ว ดึกแล้ว...

ในเวลาต่อมา หรั่งต้องแปลกใจเมื่อกลับถึงบ้านแล้วพบก้อยอยู่เพียงลำพัง แถมไฟฟ้าปิดมืดทั้งบ้าน ถามว่าคนอื่นๆไปไหนหมด ได้ความว่าผลัดกันอุ้มบ๊าสไปหาหมอ หรั่งบ่นอุบถ้าไม่ติดงานคงจะกลับมาทัน พวกนั้นจะได้ไม่ต้องลำบาก แล้วถามเธอว่าจะกินอะไรไหม

“ไม่ล่ะ...หรั่ง พวกนั้นคงไม่กลับมาที่นี่แล้วนะ เขาว่ามันลำบากไม่เหมือนบ้านเดิมของเรา หรั่งจะกลับไปอยู่กับเขาไหม” ก้อยไม่ได้ยินคำตอบอะไร นอกจากความเงียบ

ooooooo

บารมี เก็บกระเป๋าเสื้อผ้าเตรียมเดินทางไปเหมืองโดยบอกกันทิมาแค่ว่าจะไปต่าง จังหวัด เธออดแปลกใจไม่ได้ทำไมต้องเอากระเป๋าไปหลายใบนัก จะไปหลายวันหรือ

“ไป ไหนไม่สำคัญ เอาไว้คุณคอยดูตอนผมกลับมา ผมจะกลับมาพร้อมกับเงินและความสำเร็จ เมื่อถึงวันนั้น คุณจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด กันทิมา” บารมีเข้ามาหอมแก้มเมียรัก แล้วขยับจะไป

“คุณจะไม่ถามฉันสักคำหรือคะว่าฉันจะอยู่ อย่างไร” กันทิมาพูดเป็นนัยๆ แต่บารมีดูเหมือนจะไม่เข้าใจ

“ไม่ ต้องห่วง ผมวางเงินไว้ในลิ้นชักสามหมื่นบาท คุณอยู่บ้านเฉยๆไม่ต้องใช้เงินเยอะอยู่แล้วนี่ คงอยู่ได้น่า” บารมีพูดจบผละจากไป กันทิมามองตามผิดหวังอย่างแรง ก่อนจะวางนิตยสารเกี่ยวกับแม่และเด็กเล่มล่าสุดที่หน้าปกเป็นเด็กทารกลงบนโต๊ะ...

ที่บ้านกลางทุ่ง หรั่งเตรียมข้าวปลาอาหารรวมทั้งโยงเชือกเป็นราวไว้รอบบ้าน เพื่อให้ก้อยจับยึดจะได้เดินไปไหนมาไหนได้สะดวก อีกทั้งยังทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ให้หนึ่งเครื่องเผื่อเขาจะโทร.มาถามข่าวคราว และไม่ลืมทิ้งมีดอีโต้ไว้ให้ใช้เป็นอาวุธ แล้วพาเธอเดินไปตามเชือกที่ผูกไว้ให้เพื่อสร้างความคุ้นเคย แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

“ก้อย...อยู่ได้ไหม ถ้าไม่ได้หรั่งจะไปส่งที่บ้านผู้ใหญ่เงาะ แล้วเย็นๆจะไปรับ”

“หรั่งไม่ต้องลำบากหรอก ก้อยอยู่ได้ ก้อยอยากลองอยู่ตามลำพังคนเดียวบ้างเหมือนกัน หรั่งไปทำงานที่หรั่งต้องรับผิดชอบเถอะ”...

แม้ก้อยจะยืนยันว่าอยู่คนเดียวได้ แต่หรั่งก็ยังไม่วางใจ จึงไปตามน้าเบิ้มกับครอบครัวรวมทั้งสามเพื่อนซี้ให้กลับมาอยู่ด้วยกัน น้าเบิ้มไม่อยากกลับเพราะที่นั่นทั้งเปลี่ยวทั้งเหงา ส่วนเจ๊โอ๋อ้างว่าเสื้อโหลที่เย็บไว้ไม่มีใครตามไปรับ นี่ก็ให้เท่ห์ เช็งและโบ้ไปขนไม้กับสังกะสีมาสร้างบ้านแล้ว

“เราโหมสร้างกันวันสองวันคงเสร็จพออยู่ได้ เอาก้อยกลับมาอยู่ด้วยกันเถอะวะ”

“ขอบใจน้าเบิ้ม แต่ก้อยจะอยู่กับฉันที่โน่น ฝากบอกไอ้เท่ห์ ไอ้เช็ง ไอ้โบ้ ว่างๆช่วยแวะไปดูก้อยให้บ้าง ฉันไปทำงานล่ะ” หรั่งว่าแล้วเร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์จากไป...

ทางด้านบารมีไม่ได้เดินทางไปเหมืองเพียงลำพัง ต้องแวะรับตองกับแก้มที่บ้านของอรทัยด้วย เนื่องจากหลานสาวต้องการไปพักผ่อนกับเพื่อนหลังจากสอบเสร็จ

ooooooo

สายวันเดียวกัน เผ่าลาภเรียกประชุมผู้บริหารของ M.S. JEWELRY โดยมีกันทิมาและหรั่งเข้าประชุมด้วย นอกจากจะแจ้งสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีของบริษัท ทั้งเรื่องที่โปรเจกต์ของกัมปนาทถูกตัดหน้า โครงการขยายพื้นที่ทำเหมืองที่ทำท่าจะคว้าน้ำเหลว สนามกอล์ฟก็ไม่คืบหน้าและปัญหาเรื่องออเดอร์ข้าวแล้ว

เผ่าลาภยังแต่งตั้งกันทิมาให้เป็นผู้ช่วยของปีเตอร์ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานต่างประเทศ ส่วนหรั่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาฯส่วนตัวของเขา อรทัยหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ แดกดันเสียงลั่น

“แหม จับผิดครั้งเดียวได้เป็นเลขาฯ เอ็ม.ดี.เลยเว้ย อีกหน่อยพนักงานในบริษัทนี้ไม่เป็นอันทำงานแล้ว คงเอาแต่จ้องจับผิดกันทั้งวัน”

“ก็มันมีผิดให้จับไหมล่ะ อาฮุ้ง” เผ่าลาภสวนทันที อรทัยถึงเงียบเสียงลงได้...

ขณะที่หรั่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาฯส่วนตัวของเผ่าลาภอย่างเป็นทางการ คำรณพร้อมด้วยนายเสือคนขับรถของเขาให้บังเอิญหลงทางผ่านมาทางบ้านของหรั่งพอดี ได้ยินเสียงบรรเลงไวโอลินที่คุ้นหู สั่งให้นายเสือจอดรถหน้าบ้าน แล้วตัวเองเดินเข้าไปข้างใน เห็นก้อยสีไวโอลินอยู่ที่ระเบียงข้างบ้านอยู่กับถึงหัวเราะชอบใจ

“นั่นไงว่าแล้ว สำเนียงมันคุ้นๆ ราชินีบอดของพี่นี่เอง”

ก้อยตกใจ รีบคลำไปตามแนวเชือกที่หรั่งขึงไว้ให้ คว้ามีดอีโต้มาขู่ไม่ให้ผู้บุกรุกเข้ามาใกล้ คำรณพยายามเท้าความว่าจำตนเองได้ไหมที่เคยให้นามบัตรไว้ตอนที่เจอกันในบ้านน้าเบิ้ม ก้อยพยายามนึกแต่นึกไม่ออก ขู่ เสียงดังถ้าคิดจะทำอะไรเธอ เดี๋ยวพรรคพวกของเธอกลับมาทั้งคู่ต้องเสร็จแน่ๆ นายเสือไม่ได้คิดจะทำอะไร แค่จะมาถามทางไปวัดที่จัดงานบวชเท่านั้น ก้อยไม่รู้จักเพราะเพิ่งย้ายมาอยู่ได้สองวัน

“ไอ้เสือ มึงย้อนออกไปปากทางเก่าเลย ถามคนแถวนั้นแล้วค่อยกลับมารับกู” คำรณรอจนนายเสือไปแล้วจึงขยับเข้าไปใกล้ๆ ก้อย “น้องสาว สนใจงานที่พี่เคยเสนอไปหรือเปล่าจ๊ะ น้องก้อย”

ก้อยไม่ตอบเพราะยังไม่แน่ใจว่าชายที่อยู่ตรงหน้าเป็นใครกันแน่...

หลังประชุมเสร็จ หรั่งรีบออกมาโทร.หาก้อยด้วยความเป็นห่วง แต่มือถือเครื่องเก่าของตัวเองเกิดติดๆ ดับๆ จึงขอพนักงานแถวนั้นใช้โทรศัพท์ของบริษัทโทร.แทนที่ ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายรับสาย พอตั้งสติได้ หรั่งถามว่าเขาเป็นใครมายุ่งกับโทรศัพท์เครื่องนี้ได้อย่างไร แล้วก้อยอยู่ไหน คำรณส่งมือถือให้หญิงสาวพูด หรั่งเอ็ดเสียงเขียวว่าทำไมถึงปล่อยให้ผู้ชายที่ไหนเข้าบ้าน

“เขาหลงทางจะมาถามทางไปวัด ไม่มีอะไรหรอก เขาคือคนที่เคยมาเช่าเครืิ่องดนตรีของน้าเบิ้มไงหรั่ง ไม่ต้องเป็นห่วง หรั่งทำงานไปเถอะ” ก้อยวางสายเป็นจังหวะเดียวกับนายเสือเข้ามาบอกคำรณว่ารู้ทางไปวัดแล้ว เขาพยักหน้ารับรู้ แล้วหันไปถามก้อยว่าสนใจข้อเสนอของเขาไหม

“ถ้ามันทำให้ได้เงินเป็นกอบเป็นกำขึ้นมา ก้อยสนใจค่ะ”

“เท่านั้นแหละ ไอ้เสือไปหยิบกีตาร์โปร่งหลังรถมาให้กูหน่อย หลงทางครั้งนี้กูมีแต่ได้จริงๆ” คำรณหัวร่อร่า...

ทางด้านเผ่าลาภนั่งดูรายการเบิกจ่ายเงินของชาติชายทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปพลางคุยโทรศัพท์ ทางไกลกับเจ้าตัวไปด้วย บ่นว่าทำสนามกอล์ฟต้องใช้เงินมากมายขนาดนี้เลยหรือ ชาติชายชี้แจงว่าไม่สามารถตัดทอนรายจ่ายส่วนไหนออกได้เลย เพราะทุกอย่างสำคัญเท่ากันหมด เผ่าลาภจำต้องทำตามที่น้องชายเสนอมา

“...มีอีกเรื่องหนึ่งครับเฮีย ผมอยากให้เฮียลองเช็กดูว่า คนที่เฮียส่งมาอยู่ที่เหมืองน่ะ ยังไว้ใจได้อยู่ไหมเพราะหลายครั้งที่เราขุดได้พลอยก้อนขึ้นมาเยอะๆ พอถึงขั้นตอนการคัดพลอยดิบ มันกลับเหลือพลอยเข้าสต๊อกแค่นิดเดียว อาจมีการยักยอกระหว่างนั้น”

“ขอบใจนะที่เตือนอั๊ว อ้อ มีเรื่องหนึ่งที่ลื้อควรจะรู้ไว้ ตอนนี้กันทิมามาทำงานที่ออฟฟิศแล้วนะ อั๊วให้เธอมาช่วยด้านการตลาดต่างประเทศ ช่วยงานคุณปีเตอร์ หวังว่าลื้อคงไม่มีปัญหาอะไรนะอาเหลียง”

ชาติชายนิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะรับคำ เผ่าลาภวางสายแล้วกดอินเตอร์คอมสั่งเลขาฯหน้าห้องให้โทร.ยืนยันนัดกับเฮียเขียวคืนนี้ด้วย บอกให้เขาเตรียมเช็คเงินสดไว้ด้วย ตนจะเอาพลอยดิบไปให้ดู...

คำรณใช้เวลาหัดให้ก้อยเล่นกีตาร์โปร่งไม่นานก็เล่นเป็นเพลงได้ เขาอดชมไม่ได้ว่าเธอมีพรสวรรค์ทางดนตรีอย่างแท้จริง แล้วทิ้งกีตาร์ไว้ให้เธอหัดเล่นให้คล่อง ส่วนเขาต้องขอตัวไปก่อนเพราะมีงานบวชนาครออยู่

“แล้วอย่าเพิ่งตกปากรับคำเซ็นสัญญากับใครก่อนพี่คำรณเป็นอันขาด แล้วพี่จะกลับมา พี่คำรณจะพาน้องเข้าสู่วงการเองจ้ะ รับรองว่าดังๆๆ” คำรณจากไปพร้อมกับนายเสือ

ooooooo

ทันทีที่ถึงจุดหมาย ตองกับแก้มชวนกันไปเที่ยวชมรอบๆเหมืองโดยใช้มอเตอร์ไซค์คันเล็กสองคันที่จอดอยู่ข้างสำนักงาน สองสาวสนุกสนานกันมาก ขี่รถฉวัดเฉวียนฝุ่นตลบ แก้มคึกคะนองบิดมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปตามเนินเขาที่ลาดชัน ไม่ทันเห็นรถบรรทุกคันใหญ่ที่วิ่งมาจากอีกด้านหนึ่งด้วยความเร็ว เสียงเบรกดังสนั่น

มอเตอร์ไซค์ที่แก้มขี่เสียหลักไถลไปกับพื้น คนขี่ล้มลุกคลุกคลานไปคนละทาง ชาติชายโกรธจัดโดดลงจากรถบรรทุก ไล่ตะเพิดตัวก่อเหตุให้ออกไปจากที่นี่ แถวนี้ไม่ใช่สวนสนุก แต่พอฝุ่นจางเขาถึงกับชะงักที่เห็นแก้มค่อยๆยันตัวลุกขึ้น แทนที่จะถามว่าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า กลับถามว่ามาที่นี่ทำไม ตองมาด้วยหรือเปล่า

“เมื่อครู่นี้ขี่มอเตอร์ไซค์มาด้วยกัน แต่ตอนนี้อยู่ไหนไม่รู้”

ชาติชายหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาสั่งให้ผ่องขับรถวนหามอเตอร์ไซค์ที่ตองขี่ให้ด้วย เกิดหลงออกไปนอกเขตเหมืองจะยุ่งกันใหญ่ แล้วหันมาเล่นงานแก้มเป็นชุดว่าต้องการอะไรกันแน่ที่มาตีสนิทกับตอง และทำไมต้องปิดบังเรื่องส่วนตัวด้วย เรื่องราวของเธอกับพ่อแม่เป็นอย่างไร ตองรู้ไหม เคยเล่าให้ฟังบ้างไหม แก้มนิ่งไม่ตอบ

“เพราะถ้ายังปกปิดเรื่องส่วนตัวเป็นความลับอย่างนี้ ฉันถือว่าเราเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจ”

จังหวะนั้น ผ่องขับรถบรรทุกอีกคันหนึ่งพาตองเข้ามา เธอตะโกนบอกแก้มว่าหลงทาง อยู่ๆเครื่องยนต์ก็ดับไปเฉยๆ แก้มไม่ได้มองไปทางเพื่อน ยังคงจ้องชาติชายเขม็ง ถามว่าต้องการคำตอบจากตนใช่ไหม

ตองเพิ่งสังเกตเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของทั้งคู่ บอกแก้มว่าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น แต่เธอไม่ฟัง ระบายความอัดอั้นตันใจออกมาอย่างหมดเปลือก ว่าตนเองเป็นเด็กบ้านแตก พ่อกับแม่เลิกกัน พ่อมีเมียใหม่ไม่แยแสเธอแม้แต่น้อย ส่วนแม่ก็สนใจแต่พวกนักการเมืองที่ให้ผลประโยชน์กับตัวเอง

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย 11/10/56

ตอนที่ 9      (ต่อจากวานนี้)

“แก้มต้องอยู่ลำพังคนเดียวโดยที่ไม่มีใครสนใจไยดี แก้มต้องแกล้งทำเป็นผู้ชายเพื่อจะอยู่ด้วยตัวเองตามลำพังได้อย่างปลอดภัย วันนั้นแก้มแค่อยากไปดูหน้าแม่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีความสุขดีไหมก็เท่านั้น อากู๋คิดว่าแก้มควรจะทำอย่างไร แก้มควรจะมีชีวิตอย่างไร แก้มเคยคิดว่าแก้มโชคดีที่มีตองเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนแท้ที่เข้าใจแก้มทุกอย่าง แต่ตอนนี้ถ้าอากู๋คิดว่าแก้มเป็นตัวปัญหา ทำให้ชีวิตของหลานอากู๋ ทำให้คนในตระกูลของอากู๋ต้องวุ่นวายเดือดร้อน แก้มกลับก็ได้” แก้มว่าแล้วโดดขึ้นรถบรรทุกที่ผ่องขับมาทั้งน้ำตานองหน้า

“แก้มขอนอนที่นี่คืนหนึ่ง พรุ่งนี้แก้มก็จะไป และจะไม่โผล่มาให้อากู๋เห็นหน้าอีกเลย”

“อากู๋...ทำไมต้องทำอย่างนี้กับเพื่อนตองด้วย” ตองต่อว่าเสร็จโดดขึ้นรถตามเพื่อนรักน้ำตาไหลพรากไม่แพ้กัน ผ่องถามเจ้านายว่าจะเอาอย่างไรดี ชาติชายสั่งให้พาทั้งคู่ไปส่งที่บ้านพัก

ooooooo

เผ่าลาภเรียกหรั่งไปพบที่ห้องทำงาน เพื่อแจก แจงงานในหน้าที่ใหม่ให้ฟัง เขาต้องการให้หรั่งช่วยเป็นครูสอนงานให้แพรวา

“ไม่คิดว่าเป็นการเสี่ยงหรือครับที่มอบหน้าที่นี้ให้ผม”

“คนในตระกูลของฉันเสี่ยงมาตั้งแต่เกิดทุกคน... ลองบอกฉันมาสิว่าทำอย่างไรแพรวาถึงจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารที่แข็งแกร่งได้โดยเร็ว” เผ่าลาภมองหรั่งอย่างรอคำตอบ เขาแนะให้แต่งงานกับนักบริหารเก่งๆ เผ่าลาภหัวเราะชอบใจ ถ้าทำอย่างที่หรั่งว่า แม้จะเร็วก็จริงแต่ไม่ยั่งยืน แล้วถามเขาว่าเป็นโรคกลัวความสูงไหม หรั่งส่ายหน้าแทนคำตอบ เผ่าลาภนำเขาขึ้นไปยังห้องกระจกที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งบนดาดฟ้าของตัวอาคารสำนักงาน

“เกือบปีแล้วที่ฉันไม่ได้ขึ้นมาบนนี้ นอกจากฉันแล้วก็ไม่มีใครอีกเลยที่สนใจจะขึ้นมา แพรวาเองก็ไม่เอา”

“มีคนชอบพูดว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว”

“มันเป็นคำพูดของคนที่อยู่ข้างล่าง พวกเขาไม่รู้หรอกว่าเวลาที่อยู่บนนี้ มันทำให้ฉันมองเห็นพวกเขาได้อย่างละเอียด มองเห็นทุกอย่างได้รอบด้าน ฉันสามารถมองออกไปไกลแสนไกลได้จากที่สูงนี่แหละ ฉันไม่ได้คาดหวังว่าแพรวาจะเก่งกล้าได้ในเร็ววัน แต่ฉันอยากมั่นใจว่าเธอจะมีฐานรากที่แข็งแกร่งเพียงพอคอยประคองอยู่” เผ่าลาภว่าแล้วดึงผ้าใบสีดำที่คลุมของบางอย่างออก เผยให้เห็นกล้องดูดาวขนาดใหญ่

“ฉันชอบดูปรากฏการณ์ สังเกตความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า มันเป็นสถิติที่ช่วยในการตัดสินใจได้ และเมื่อไม่นานนี้ ดวงดาวก็บอกกับฉันว่าฉันจะมีโอกาสดูมันได้อีกไม่นานแล้ว”

หรั่งเหมือนจะรู้ใจเผ่าลาภ รับปากจะผลักดันแพรวาให้ขึ้นมาสูงเสมอท่านให้ได้โดยเร็วที่สุด เขาเตือนว่า ลูกสาวของเขาเป็นเด็กดื้อ ชอบเอาชนะ ต้องลองปล่อยให้ทำ ให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง เธอถึงจะเข้าใจ...

ครู่ต่อมา เมื่อเผ่าลาภเดินมาขึ้นรถที่จอดรออยู่หน้าออฟฟิศ นายสยามรีบรายงานว่าเฮียเขียวโทร.มาขอเลื่อนนัดเป็นพรุ่งนี้สิบโมงเช้าที่บ้านของเขา เผ่าลาภบ่นอุบ ถ้าเฮียเขียวเรื่องมากนัก ก็ไม่ต้องขายดีกว่าแล้วร้องบอกหรั่ง ที่เพิ่งเดินตามแพรวาออกมาจากตัวอาคารสำนักงาน ว่าพรุ่งนี้ให้มารับลูกสาวของเขาตามปกติ...

ตั้งแต่กลับจากท่ีทำงาน หรั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ก้อยพยายามจะบอกเรื่องที่คำรณชวนไปเล่นดนตรี เขากลับไม่สนใจจะฟัง เธอแอบน้อยใจที่พักหลังๆเขามีท่าทีเปลี่ยนไป

“ก้อย ช่วงนี้หรั่งค่อนข้างยุ่งน่ะ ต้องช่วยงานเขาเยอะเลย หรั่งอาจจะต้องกลับค่ำ เอาอย่างนี้นะ ทุกเช้าหรั่งจะไปฝากก้อยไว้ที่บ้านน้าเบิ้มก็แล้วกัน แล้วตอนเลิกงานหรั่งค่อยแวะไปรับ หรั่งจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงก้อยไง”

“ถ้าห่วง ทำไมหรั่งต้องฝากก้อยไว้กับคนอื่นด้วย ทำไมเราไม่กลับไปอยู่ที่นั่นเหมือนเพื่อนคนอื่นๆล่ะหรั่ง”

ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง ก่อนจะซุกหน้าลงบนฝ่ามือตัวเองอย่างเหนื่อยใจ โดยที่ก้อยไม่อาจมองเห็นท่าทางเหล่านี้ “ก้อย เราจะถอยกลับไปอยู่ที่เก่าทำไมล่ะคนเราต้องมีชีวิตที่ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆสิ นี่มันบ้านของเรานะก้อย ถ้าไอ้พวกนั้นมันอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น มันต่างหากที่ต้องย้ายมาอยู่กับเรา”

“หรั่งเคยคิดไหมว่า ถ้าหรั่งอยู่ตัวคนเดียว อะไรๆมัน จะง่ายกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หรั่งคงจะก้าวหน้าไปได้ไกลกว่านี้เยอะ” คำพูดของก้อยทำให้หรั่งอึ้งอีกครั้ง ก่อนจะเดินเข้าห้องตัวเองทิ้งให้เธอนั่งน้ำตาซึมเพียงลำพัง...

ขณะที่ก้อยคิดหนักว่าตนเองเป็นตัวถ่วงความเจริญของหรั่ง ที่สำนักงานเหมืองพลอยของบริษัท M.S. ใน จ.กาญจนบุรี กฤษฎาเข้ามาเห็นบารมีพยายามจะเปิดเซฟที่เก็บสต๊อกพลอยดิบ แทนที่จะขัดขวางการกระทำชั่วๆของน้าชาย เขากลับให้รหัสเปิดเซฟ และร่วมหัวกันยักยอกพลอยดิบ

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ผู้ใหญ่เงาะกับชาวชุมชนจานเดี่ยวและเจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาชุมชนกำลังเจรจาเรื่องเช่าที่ดินกับทนายความฝ่ายเจ้าของที่ หรั่งขี่มอเตอร์ไซค์มีก้อยอุ้มกีตาร์นั่งซ้อนท้ายเข้ามา น้าเบิ้มตะโกนลั่น

“อ้าว ไอ้หรั่งมาเว้ย...ตกลงจะกลับมาอยู่กับพวกเราใช่ไหมวะ”

“เปล่าครับ ผมจะมาขอฝากก้อยไว้ เย็นๆเลิกงานแล้วค่อยมารับ”...

ในขณะที่ตองกับแก้มขนกระเป๋าเดินทางมารอหน้าที่พักเตรียมตัวจะกลับกรุงเทพฯ ชาติชายขับรถกระบะเข้ามาจอดเทียบ ก่อนจะยื่นหน้าออกมาจากรถ

“วันนี้อากาศดี ท้ายเหมืองแถวๆสนามกอล์ฟ แดดไม่ร้อน น่าเดินเล่นมาก สระน้ำก็น่าว่ายเล่นไม่มีใครมากวนใจหรือถ้าติดใจอยากอยู่ต่ออีกสักวันสองวัน ค่อยกลับพร้อมกันก็ได้นะ” ชาติชายยิ้มให้แก้มกับตองที่ยิ้มตอบเช่นกัน จากนั้น สองสาวพากันวิ่งไปขึ้นรถของเขา ยกเลิกการเดินทางกลับกรุงเทพฯ...

ลินจงกังวลใจมากเมื่อมีคำสั่งซื้อข้าวจำนวนหนึ่งแสนตันเข้ามา แต่ข้าวในโกดังมีไม่พอ จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อข้าวให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า จึงมาขอคำปรึกษาจากเผ่าลาภว่าเห็นควรจะชะลอโครงการสนามกอล์ฟและซื้อที่ดินขยายเหมืองไว้ก่อนไหม รออีกสามถึงสี่เดือนให้มีกำไรจากการขายข้าวกลับมาก่อน เผ่าลาภครุ่นคิดหาทางออก แล้วนึกขึ้นมาได้ว่า วันนี้มีนัดกับเฮียเขียวไว้ตอนสิบโมงที่บ้านของเขา

“อาจูตกลงลื้อรับออร์เดอร์ไว้เลย รวบรวมเงินทั้งหมดที่เรามี กว้านซื้อข้าวให้ได้ตามจำนวนที่ต้องการ เรื่องอื่นไม่ต้องห่วง เฮียรับผิดชอบเอง” เผ่าลาภหันไปบอกแพรวาที่เพิ่งลงมาว่า “วันนี้ลูกไปบ้านเฮียเขียวทีนะ เอาพลอยดิบสิบเม็ดไปให้เขาดู บอกเขาว่าป๋าตั้งใจขายให้เขาโดยเฉพาะ ไปกับนายหรั่งนะลูก”...

เลยเวลานัดมากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเฮียเขียว แพรวาเริ่มหงุดหงิด บ่นเป็นหมีกินผึ้งที่เขาผิดนัด หรั่งบอกให้ใจเย็นๆทำธุรกิจแบบนี้จะใจร้อนไม่ได้ จังหวะนั้นเด็กในบ้านของเฮียเขียว เข้ามาแจ้งว่าเฮียเขียวบอกให้รออีกหนึ่งชั่วโมง ยังทำธุระที่สวนจตุจักรไม่เสร็จ แต่ถ้ารอไม่ไหวก็ให้กลับไปก่อนได้

แพรวายิ่งหงุดหงิดมากขึ้น บ่นอุบว่าพ่อของเธอไม่น่าทำธุรกิจกับคนผิดเวลาแบบนี้ หรั่งขอร้องให้เธอรู้จักอดทนบ้าง เธอไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอดทน

“คุณรู้ไหมครับ พลอยดิบสิบเม็ดในกระเป๋านี่ ราคาเท่าไหร่”

“สิบล้าน” แพรวาตอบแบบมะนาวไม่มีน้ำ

“ระหว่างคนที่จ่ายเงินสิบล้านกับคนที่รับเงินสิบล้าน ใครควรจะอดทนรอใครครับ”...

ขณะที่แพรวาจำต้องอดทนรอเฮียเขียวต่อไป ตะวันฉายทำทีเข้ามาขอคำแนะนำจากอรทัยถึงห้องทำงาน อ้างว่ากำลังจะเปิดบริษัทส่งออกในไม่กี่เดือนข้างหน้า อยากจะรบกวนเธอช่วยพาเขาเดินดูทุกฝ่ายในบริษัท M.S. JEWELRY เผื่อเขาจะขอลอกระบบและระเบียบภายในของที่นี่เอาไปใช้กับบริษัทของตัวเองบ้าง

อรทัยหลงเชื่อพาจอมเจ้าเล่ห์ชมทุกซอกทุกมุมของบริษัท ตะวันฉายแสร้งซักโน่นถามนี่ไปเรื่อยเปื่อย แต่ที่เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือห้องฝ่ายบัญชีและการเงิน เพราะที่นั่นเก็บงบดุลของบริษัทเอาไว้

ooooooo

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่บ้านหลังใหม่ของน้าเบิ้ม โบ้แหกปากร้องเพลงอย่างสนุกสนาน ขณะที่ก้อยนั่งกอดกีตาร์หน้าตาไร้อารมณ์อยู่ใกล้ๆ เท่ห์กับเช็งขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้าน ตะโกนชวนโบ้ออกไปตกปลาด้วยกัน เขาปฏิเสธทันทีว่าขี้เกียจไปและ อีกอย่างหนึ่ง หรั่งฝากให้ช่วยดูแลก้อยด้วย

“ถึงไอ้หรั่งไม่ฝาก มึงก็อยากอาสาอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ ทาแป้งขาวผ่องปั้นหน้าหล่อขนาดนั้น” เท่ห์กระเซ้า

“นึกว่าก้อยจะเห็นหรือ” เช็งกระซิบข้างหูโบ้ แล้วหันไปหัวเราะกับเท่ห์ ก่อนจะพากันขี่รถจากไป โบ้ขยับมานั่งข้างๆก้อย ชวนดีดกีตาร์และร้องเพลงด้วยกัน ถือไว้เฉยๆอย่างนั้น จะสนุกได้อย่างไร

“ก้อยไม่ได้อยากสนุกนี่ ก้อยอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ พี่โบ้ช่วยรับดอกไม้มาให้ก้อยร้อยมาลัยได้ไหม กว่าหรั่งจะมารับก้อยคงร้อยได้ไม่น้อยเลยล่ะ”...

ในที่สุดเฮียเขียวก็กลับถึงบ้าน แพรวาไม่รอช้าพยักพเยิดให้หรั่งเอาพลอยดิบให้เขาดู เฮียเขียวชมว่าพลอยชุดนี้งามมาก แต่ถ้าเป็นเมื่อสี่วันก่อน จะงามกว่านี้อีก แพรวาไม่เข้าใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร

“คือเฮียไปได้พลอยของอีกเจ้าหนึ่งมา น้ำเดียวกับของเฮียตงนี่เลย แต่ราคาถูกกว่า ทีนี้เรามันพวกเงินหมุน พอซื้อครั้งหนึ่งก็ต้องรอปล่อยของให้หมดก่อน ให้มีเวลาได้หมุนก่อนถึงจะซื้อได้อีก แหม...คงต้องเอาไว้คราวหน้าแล้วล่ะ บอกเฮียตงว่าทีหลังขุดได้พลอยน้ำงามๆ ก็รีบส่งมาเลย อย่าโก่งราคาหรือดองเอาไว้นานเล่นตัวมากไปมันก็อย่างนี้แหละ” เฮียเขียวหัวเราะร่วนแล้วลุกออกไป

แพรวารีบหยิบมือถือขึ้นมาโทร.รายงานเผ่าลาภซึ่งกำลังนั่งรอหมออยู่หน้าห้องตรวจโรคว่าเฮียเขียวปฏิเสธไม่ซื้อพลอยดิบของเรา แถมพูดจาไม่เข้าหูอีกต่างหาก เผ่าลาภหาว่าเธอไปพูดจาไม่ดีกับเขาก่อนหรือเปล่า แพรวายืนยันว่าเปล่า ถ้าพ่อไม่เชื่อให้ถามเลขาฯส่วนตัวของท่านดูก็ได้ แล้วส่งมือถือให้หรั่ง

“ผมหรั่งครับ จริงครับ เห็นเขาบอกว่าเขาไปได้เจ้าใหม่ พลอยน้ำดีเหมือนของเราแต่ถูกกว่า”

เผ่าลาภให้ลองต่อรองกับเฮียเขียวดูอีกทีเผื่อจะมีปัญหาเรื่องราคา หรั่งคิดว่าน่าจะเป็นการเปลี่ยนใจอย่างชัดเจนมากกว่า ถ้าเขาต้องการจะขายพลอยชุดนี้จริงๆ น่าจะเปลี่ยนไปติดต่อพ่อค้ารายอื่น จังหวะนั้นพยาบาลมาตามเผ่าลาภให้เข้าห้องตรวจได้แล้ว เขายกมือเป็นเชิงขอเวลาอีกสักครู่ แล้วขอพูดกับแพรวาอีกครั้ง

“น้องแพร ลูกไปที่หมู่บ้านปัญญานะไปหาคุณบุญส่ง ป๋าจำบ้านเขาไม่ได้หรอก ลูกลองโทร.ไปถามอาทนงศักดิ์ดูแล้วกัน ป๋าต้องการให้ลูกเอาพลอยทั้งหมดนั่นไปขายให้เขา เอาล่ะ เท่านี้ก่อน ป๋าต้องเข้าไปตรวจแล้ว หมอรออยู่ เข้าใจแล้วนะ” เผ่าลาภวางสาย แล้วเดินไปยังห้องตรวจโรค รำไพอดถามไม่ได้ว่ามีเรื่องอะไรกัน

“เฮียเขียวเขาไม่ซื้อพลอยเราแล้ว”

รำไพแนะให้เรียกพ่อค้ามาประมูลเหมือนที่ผ่านๆมา เผ่าลาภทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะจะไม่ทันกาล

ooooooo

ไม่นานนัก หรั่งขับรถมาถึงหน้าปากทางเข้าหมู่บ้านปัญญา แต่แพรวายังโทร.ติดต่อทนงศักดิ์ไม่ได้ ทั้งเบอร์ที่เหมืองทั้งเบอร์มือถือ เขาอาสาจะโทร.ให้ แล้วหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมากดเบอร์ แพรวาเห็นเข้าก็ทักว่าเครื่องใหม่ที่คุณป๋าให้ไปไหน หรั่งทิ้งไว้ให้ก้อยใช้ เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้โทร.บอกกันได้

หรั่งใช้เวลานานพอควรถึงติดต่อทนงศักดิ์ได้

แต่พอเขารู้ว่าหรั่งกับแพรวากำลังจะไปพบคุณบุญส่งตามคำสั่งของเผ่าลาภ ก็ต่อว่ายกใหญ่ว่าอยู่ๆจะบุกไปบ้านพ่อค้าพลอยที่คบหาค้าขายกับทางบริษัทมาช้านานไม่ได้เด็ดขาด เขาจะเป็นคนติดต่อให้เอง และกำชับหรั่งไม่ต้องโทร.มาหาเขาอีก เขาจะเป็นฝ่ายติดต่อไปเองโดยโทร.เข้ามือถือของแพรวา แล้วกดวางสาย พลางเดินบ่นเข้าไปในห้องคัดพลอยซึ่งมีสุชาติ บารมี และกฤษฎา รวมทั้งพนักงานอีกหลายคนกำลังนั่งคัดพลอยกันอยู่

“อะไร อยู่ดีๆจะไปติดต่อเฮียบุญส่งเอง ข้ามหน้าข้ามตาเราได้อย่างไร”

“แสดงว่าคุณเผ่าลาภคงร้อนเงินน่ะครับ ช่วงนี้บริษัทเรามีรายจ่ายเยอะขึ้นนะครับ ไหนจะสนามกอล์ฟไหนจะขยายเหมือง” สุชาติตั้งข้อสังเกต ระหว่างนั้น พนักงานคัดพลอยเสร็จจะเอาไปเก็บในสต๊อก

ทนงศักดิ์สั่งให้เอาไว้ตรงนี้ก่อน ให้เขาเช็กซ้ำอีกครั้งหนึ่งก่อน พนักงานพยักหน้ารับคำ วางถาดใส่พลอยไว้บนโต๊ะแล้วกลับไปประจำที่ตัวเอง ทันทีที่พนักงานคล้อยหลัง ทนงศักดิ์เลือกพลอยบางชิ้นออกจากถาดที่คัดแล้ว แจกจ่ายให้บารมี สุชาติ รวมทั้งกฤษฎายัดใส่กระเป๋าของตัวเอง แล้วถามสุชาติว่านัดเฮียเขียวหรือยัง เขานัดเรียบร้อยแล้ว เฮียเขียวกำลังรวบรวมเงินให้ทางเราอยู่ ให้เราเตรียมของให้ทางนั้นได้เลย ชาติชายแบกลังใบใหญ่เข้ามาวางกลางห้อง ทำให้ทนงศักดิ์กับพวกต่างขยับตัวอย่างมีพิรุธ บารมีไม่วายแขวะน้องชายตัวเอง

“คนโสดมันแข็งแรงอย่างนี้เองเว้ย ไปดีกว่าพวกเรามันพวกมีเมียแล้ว”

“ผมยังไม่มี แต่อยากมี ทำไงดีครับอากู๋”

“ถ้าจะเอาแบบง่ายและเร็วล่ะก็ แย่งของคนอื่นสิวะนายต้น เดี๋ยวอากู๋สอนให้” บารมีหัวเราะสะใจ ขณะที่ชาติชายพยายามข่มอารมณ์ไว้ แต่ทนไม่ไหว รีบไปขึ้นรถตัวเอง ขับไปหาตองกับแก้มที่กำลังถ่ายรูปวิวทิวทัศน์อยู่

“กู๋จะเข้ากรุงเทพฯแล้ว ถ้าจะกลับพร้อมกันก็ไปจัดกระเป๋าเดี๋ยวนี้เลย”...

ระหว่างรอให้ทนงศักดิ์ติดต่อกลับมา แพรวาเอา แต่โทรศัพท์คุยกับเพื่อน หรั่งต้องเตือนให้วางสายได้แล้วเกิดคุณทนงศักดิ์โทร.เข้ามาไม่ติด เราอาจจะพลาดเรื่องสำคัญได้ เธอกลับไม่สนใจยังคงเม้าท์แตกกับเพื่อนสมัยเรียนอย่างออกรส เขาต้องรอจังหวะที่แพรวากดเบอร์โทรศัพท์หาเพื่อนอีกคนหนึ่ง ถึงได้มีโอกาสเอ่ยขึ้นว่า

“คุณรู้ไหมครับว่าคุณพ่อของคุณใช้การโคจรของดาวบนท้องฟ้าช่วยในการตัดสินใจของท่านหลายครั้งเลย กว่าจะมาถึงวันนี้ได้”

“ดวงต่างหากไม่ใช่ดาวหรอก คุณป๋าชอบแอบดูดวงไม่ให้ใครรู้” ขาดคำทนงศักดิ์โทร.เข้ามือถือของแพรวาพอดี แจ้งว่าบุญส่งไม่อยู่ไปต่างจังหวัดยังไม่กลับ...

ในเวลาต่อมา เผ่าลาภวางสายจากแพรวาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด รำไพจับความรู้สึกของสามีได้ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ความว่าบุญส่งไม่อยู่ พลอยของเราขายไม่ออกเขาคงต้องอาศัยชะตาฟ้าเสียแล้ว

ooooooo

ชาติชายพาตองกับแก้มแวะกินมื้อค่ำที่ร้านอาหารในตลาดโต้รุ่งข้างทาง แก้มหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป ชาติชายไว้ เขาอดสงสัยไม่ได้จะถ่ายรูปเขาไว้ทำไมเธอ ชอบผู้ชายที่แอคอาร์ตหน่อยๆเลยจะเก็บไว้ดูเล่นๆ

“กู๋ไม่ได้แอคนะ มันเป็นอย่างนี้เอง”

“ยิ่งเป็นเองยิ่งดี ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนคนอกหัก แก้มชอบ”

ชาติชายแค่นหัวเราะ แล้วสั่งให้รีบกินๆเข้าไปจะได้ไปกันต่อ...

ทางฝ่ายบารมีเมาได้ที่โทร.มานินทาน้องชายตัวเองให้กันทิมาฟังว่า เดี๋ยวนี้ชาติชายริอ่านจีบเด็กนักเรียนแถมเป็นทอมเสียด้วย แล้วหัวเราะสนุกสนาน แต่คนฟังไม่ขำด้วย...

ระหว่างเดินทางกลับ แพรวามัวแต่คุยโทรศัพท์กับเพื่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหรั่งกำลังพาไปไหนจนกระทั่งรถแล่นมาจอดแถวลานกว้างริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง เขาลดกระจกลงแล้วดับเครื่องยนต์ เธอถึงรู้สึกตัว ร้องถามว่าจอดรถทำไม หรั่งอยากให้เธอคุยโทรศัพท์ได้สะดวกๆ คุยเสร็จเมื่อไหร่จะพากลับบ้านเมื่อนั้น แล้วลงจากรถตรงรี่ไปยังแม่น้ำเบื้องหน้า แพรวารีบวางสายแล้วเดินตามไปโวยใส่ว่าคิดจะทำอะไรกันแน่ หรั่งนิ่งไม่ตอบ

“ถ้าคิดจะพาฉันไปเต้นรำบนดวงจันทร์อีกล่ะก็ รู้ไว้ด้วยว่าคืนนี้เป็นคืนข้างแรม เสียใจนะฉันไม่ประทับใจเหมือนวันนั้นหรอก”

ชายหนุ่มไม่โต้ตอบ เดินไปยังริมตลิ่งไม่สนใจเสียงแพรวาเรียกให้กลับมาก่อน เธอไม่พอใจ หยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์บ้านจะฟ้องพ่อ แต่แม่ของเธอเป็นคนรับสาย บอกว่าเขาไม่อยู่บ้านไปดูดาวที่ออฟฟิศ แพรวาวางสายแล้วหันไปบอกหรั่งว่าวันนี้เขารอดตัวไป บังเอิญพ่อของเธอไม่อยู่บ้าน

“คนที่จะเอาตัวไม่รอดก็คือคุณ...เมื่อไหร่คุณจะโตเสียทีครับ”

“จำคุณป๋าฉันมาพูดล่ะสิไอ้ประโยคนี้...นายก็ไม่ได้โตกว่าฉันสักเท่าไหร่หรอก”

“ปีนต้นไม้แข่งกันไหมล่ะ” หรั่งไม่พูดเปล่า ปีนต้นไม้ต้นใหญ่ที่ขึ้นอยู่ริมตลิ่ง แล้วชักชวนแพรวาให้ปีนตาม เธอบอกปัดว่าตัวเองไม่ใช่ลิง เรื่องอะไรต้องปีนต้นไม้ด้วย

“งั้นก็อยู่ข้างล่างไปเถอะ คุณไม่รู้หรอกว่าเวลาอยู่บนที่สูงน่ะ มันจะมองเห็นอะไรๆได้กว้างไกลและชัดเจน มากแค่ไหน...อยากขึ้นมาบนนี้บ้างไหมล่ะ”คำพูดประโยคสุดท้ายของหรั่ง คุ้นหูแพรวาเหมือนเคยได้ยินมาก่อนพลัน ภาพในอดีตอันเลือนรางผุดขึ้นมาในความคิดคำนึงของเธอ

ตอนนั้น แพรวายังเป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อยๆ แหงนหน้ามองเด็กชายที่อยู่บนต้นไม้เตี้ยๆ อยากจะตามขึ้นไปด้วย แต่ปีนต้นไม้ไม่เป็น เขาอาสาจะช่วยแล้วไต่ลงมาจากต้นไม้ ดันเธอให้ปีนขึ้นไป

“ถ้าเราตกลงไปล่ะ”

“ไม่ตกหรอก เราอยู่ตรงนี้ทั้งคนจะปล่อยให้องค์หญิงตกลงมาได้อย่างไร” เด็กชายดันตัวแพรวาให้คว้ากิ่งไม้เพื่อดึงตัวเองขึ้นไป แต่กิ่งไม้เปราะหักทันที ทั้งสองคนร่วงลงไปกองกับพื้น

“ตกไปก็ไม่เจ็บหรอก แค่นี้เอง” เสียงของหรั่งทำให้แพรวาตื่นจากภวังค์ ถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าไม่เจ็บ

“ผมตกบ่อย ธรรมชาติของคนบนต้นไม้ จะต้องรู้ตัวและระวังตัวไว้ตลอด ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองปลอดภัยและอยู่บนนั้นได้นาน บริษัท M.S. ของคุณคือต้นไม้ใหญ่ คุณกำลังไต่ไปใกล้จะถึงยอดแล้ว แต่ถ้าคุณไม่มีสมาธิ ไม่รู้ตัว ไม่ระวังตัว คุณต้องตกลงมาแน่ๆผมรับรองได้” หรั่งลงจากต้นไม้ เดินกลับไปที่รถ...

ในเวลาเดียวกัน ที่หน้าอาคาร M.S. JEWELRY เผ่าลาภลงจากรถ แล้วสั่งให้นายสยามกลับไปรอที่บ้านก่อน ดึกๆค่อยกลับมารับเขาอีกครั้ง เผื่อรำไพจะออกมาด้วย นายสยามรับคำ ก่อนจะขับรถออกไป

ตะวันฉายแอบซุ่มอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนน รอจนเผ่าลาภเข้าไปในตัวตึก จึงข้ามถนนตามเข้าไป ยามจำหน้าเขาได้ว่าเป็นแฟนของแพรวา และที่สำคัญเพิ่งเห็นเขามาเมื่อตอนบ่าย แล้วค่ำมืดป่านนี้มาทำอะไรอีก

“เอ่อ...มาเอามือถือ ลืมไว้ตั้งแต่ตอนบ่าย...เมื่อครู่นี้ คุณเผ่าลาภเพิ่งเดินเข้าไปใช่ไหม”

“ใช่ครับ ท่านมาดูดาว...เมื่อก่อนท่านดูบ่อย คุณจะขึ้นไปหาท่านไหมล่ะครับ ลิฟต์ด้านหลังซ้ายมือสุดขึ้นถึงดาดฟ้าเลย คุณเผ่าลาภใช้เป็นประจำ”

ตะวันฉายขอผ่าน อยากรีบไปหามือถือให้เจอมากกว่า ขอแรงยามไปช่วยกันหา ยามแนะให้ลองโทร.เข้าเครื่องของเขาดู ตะวันฉายอ้างว่าเผลอปิดเสียงไว้ ทันทีที่เขาล่อยามไปพ้นทาง นายปื๊ดซึ่งสวมหมวกไหมพรมอำพรางใบหน้า ย่องเข้ามาในตัวอาคาร ก่อนจะลัดเลาะไปถึงห้องของฝ่ายบัญชีและการเงินตามแผนที่ที่ตะวันฉายวาดไว้ให้ เขาหยิบแฟ้มงบดุลของบริษัทออกมาถ่ายรูปเก็บไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เวลาจะอำนวย...

อีกมุมหนึ่งของบริษัท ตะวันฉายแอบล้วงมือถือในกระเป๋าเอาไปวางไว้บนอ่างล้างหน้าในห้องน้ำชายแล้วเดินเลี่ยงออกมา ยามเข้าไปเห็นหยิบมันคืนให้เจ้าของ ตะวันฉายพยายามถ่วงเวลายามให้นานที่สุดจนนายปื๊ดทำงานสำเร็จและออกไปจากตัวตึกเรียบร้อย เขาจึงตามไปเจอกันที่จุดนัดพบ นายปื๊ดส่งไอแพดที่ถ่ายเอกสารงบดุลของบริษัท M.S. ให้ตะวันฉายดู

“เยี่ยม มีเวลาถ่ายมาได้เยอะขนาดนี้เชียว แน่ใจนะว่าไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้”

“รับรอง ไม่งั้นไม่ใช่ไอ้ปื๊ด” นายปื๊ดคุยโว...

ฝ่ายเผ่าลาภส่องกล้องดูดาวไปพลางถอนใจ อย่างหนักใจไปด้วย แม้ท้องฟ้าคืนนี้จะเป็นเดือนมืด ซึ่งปกติจะเห็นดวงดาวชัดเจน แต่กลับถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แม็กกี้" สวมวิญญาณนางร้าย วางแผนฆ่าพ่อผัวป่วยติดเตียง ใน "หนี้เกียรติยศ"

"แม็กกี้" สวมวิญญาณนางร้าย วางแผนฆ่าพ่อผัวป่วยติดเตียง ใน "หนี้เกียรติยศ"
1 ธ.ค 2563

23:41 น.

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2563 เวลา 07:39 น.