ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

หรั่ง นาคำ ชายหนุ่มผู้ทะเยอทะยาน เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ตั้งเป้าหมายจะไปให้ถึงความฝันด้วยการเป็นคนดี และจะคอยเตือนตัวเองอย่างนี้ทุกวัน เขารับทำงานสุจริตทุกอย่าง วันนี้ก็เช่นกัน หลังจากส่งเอกสารเสร็จ เขาขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปยังสวนอาหารหรูที่เขากับเพื่อนรับงานเดินสายไฟติดตั้งจานดาวเทียม

ระหว่างรถติดไฟแดง หรั่งเห็นจอโฆษณา LED ซึ่งติดตั้งอยู่ตรงสี่แยก มีภาพของสุริยะ พัวพงศ์ไพศาล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคไทยไทกำลังเป่าเค้กวันเกิดที่บรรดานักการเมืองร่วมพรรคนำมาอวยพร แต่จุดเด่นของข่าวไม่ได้อยู่ที่ตัวสุริยะ นักข่าวกลับให้ความสำคัญไปที่ ตะวันฉาย ลูกชายของเขาซึ่งควงว่าที่สะใภ้มาอวยพรวันเกิดผู้เป็นพ่อ หญิงสาวคนที่ว่าก็คือ แพรวา ทายาทคนเดียวของเผ่าลาภ มหาโชคตั้งสิริ มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัท M.S. Group ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นกระเป๋าเงินให้พรรคไทยไท

“ทั้งคู่ได้พบรักกันประมาณสี่ปีที่แล้วในวันก่อตั้งพรรคการเมืองของพ่อฝ่ายชาย หลายคนพูดว่าตะวันฉายกับแพรวาคือความลงตัวที่สุดของพรหมลิขิต เป็นต้นแบบของความโรแมนติกที่หนุ่มสาวทุกคนในยุคนี้ใฝ่ฝัน”

นักข่าวรายงานถึงตรงนี้เป็นจังหวะที่หรั่งได้สัญญาณไฟเขียว จึงละความสนใจเลี้ยวรถไปทางซ้ายมือจนมาจอดหน้าสวนอาหารหรูหรากำลังก่อสร้างแห่งหนึ่ง ยังไม่ทันจะถอดหมวกกันน็อก เสียงผู้รับเหมาก่อสร้างตะโกนต่อว่าเรื่องที่ให้เขาเอาของไปส่งที่โกดังตั้งแต่เช้าทำไมเพิ่งกลับมา จะเรียกใช้ก็ตามตัวไม่เจอ

“ผมแวะไปส่งเอกสารมาสองที่น่ะครับ แต่ผมก็ทิ้งเพื่อนไว้ตั้งสามคน เฮียเรียกใช้มันได้นี่ครับ”

ผู้รับเหมาหาว่าสามคนนั่นไม่ได้เรื่อง ขู่ว่าถ้างานของตนไม่เสร็จตามกำหนดจะไม่จ่ายค่าแรงให้เขากับพวก แล้วเดินหัวเสียเข้าไปในร้าน หรั่งเดินไปหยุดที่หน้าจอทีวี เห็นรายการข่าวบันเทิงรายงานว่า คืนนี้สุริยะจะจัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิดที่โรงแรมหรูกลางกรุง รีบหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ชื่อสถานที่จัดงานและเวลาเก็บไว้  ชายหนุ่มไม่ได้สนใจสุริยะ แต่สนใจว่าที่สะใภ้ของเขา แม้แต่นิตยสารที่มีรูปเธอเป็นหน้าปก คนงานในร้านกำลังขนไปไว้หน้าร้านเพื่อจะขายให้รถรับซื้อของเก่า เขายังอุตส่าห์ขอไว้...

ขณะที่หรั่งกำลังสนใจนิตยสารที่แพรวาขึ้นหน้าปก เท่ห์ หนึ่งในเพื่อนสนิทของหรั่งซึ่งไม่ค่อยชอบขี้หน้าผู้รับเหมาขี้ตืดแอบได้ยินเสี่ยเจ้าของร้านต่อว่าจอมขี้ตืดเรื่องขุดบ่อเลี้ยงปลาราคาแพงเกินไป จึงคิดจะตัดหน้าพอผู้รับเหมาเผลอ เท่ห์แอบไปต่อรองกับเสี่ยว่าตนเองสร้างน้ำตกพร้อมบ่อเลี้ยงปลาได้ในราคาเพียงห้าหมื่นบาทเท่านั้น ถูกกว่าราคาที่ผู้รับเหมาตั้งไว้ถึงสองแสนห้าหมื่นบาท ทำให้เสี่ยถึงกับหูผึ่ง...

หลังเลิกงาน หรั่งแวะร้านขายก๋วยเตี๋ยวริมถนนซื้อผัดไทยสองห่อกลับบ้าน เท่ห์เดินนำโบ้และเซ็งตามเข้ามาคุยโวให้ฟังว่าตนตัดหน้าผู้รับเหมาขี้ตืดเสนอจะสร้างบ่อเลี้ยงปลาให้เสี่ยในราคาห้าหมื่นบาท หรั่งถึงกับส่ายหน้า มีทั้งน้ำพุทั้งน้ำตกแถมยังมีบ่อเลี้ยงปลาคาร์พ ราคาแค่นั้นไม่มีทางทำได้ แล้วขอตัวไปทำธุระก่อน สามเพื่อนซี้เดาได้ไม่ยาก ธุระที่เขาว่าคืออะไร ตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ตาม

ooooooo

ณ โรงแรมหรูซึ่งเป็นสถานที่จัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิดของสุริยะซึ่งเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ ตะวันฉายเพิ่งพาแพรวามาถึงยังไม่ทันจะลงนั่ง พ่อแม่ของเขามาดึงตัวเขาไปทักทายพวกนักการเมือง แพรวาได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ...

ตะวันฉายหายไปกับพ่อแม่ตั้งแต่นั้นจนงานเลิก และยังตามพวกท่านไปส่งแขกผู้มีเกียรติที่หน้าโรงแรม  จังหวะนั้น มอเตอร์ไซค์ของหรั่งและเพื่อนๆ แล่นมาจอดฝั่งตรงข้าม ต่างชะเง้อมองไปทางนั้นเป็นตาเดียวกัน เท่ห์ไม่เห็นแพรวาอยู่ในกลุ่มครอบครัวแฟนหนุ่ม ถามหรั่งแน่ใจหรือว่าเธออยู่ที่นี่ด้วย เขาอ้างว่าดูจากข่าว

“ถุย...เชื่อข่าว กูเห็นมึงตามเธออย่างนี้มาเป็นปีๆแล้ว ไม่สำเร็จสักที” เท่ห์ไม่วายแดกดัน

“ก็ไม่ได้แปลว่ากูต้องเลิกตามนี่” หรั่งยังคงใจจดจ่อไปยังฝั่งตรงข้าม โบ้สงสัยถ้าหากได้เจอกับแพรวาจริงๆ หรั่งจะพูดอะไรด้วย เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน สามเพื่อนซี้ต่างพากันส่ายหน้าเซ็งๆ หรั่งไม่เห็นหญิงสาวเป้าหมายปรากฏตัวสักทีจึงชวนกันกลับ แต่ไม่วายกำชับว่าห้ามบอกเรื่องนี้กับก้อยเด็ดขาด...

ฝ่ายตะวันฉายเป็นห่วงแพรวาเนื่องจากทิ้งให้อยู่คนเดียวนานมากแล้ว จึงขออนุญาตแม่แวบไปหาเธอสักครู่ ท่านเตือนอย่าไปนานนักจนต้องไปตามก็แล้วกัน เขารับคำก่อนจะรีบสาวเท้ากลับเข้าไปข้างใน...

ไม่นานนัก หรั่งขี่มอเตอร์ไซค์นำพรรคพวกมาถึงชุมชนแออัดชื่อ “จานเดี่ยว” กำชับเท่ห์ว่าอย่าตื่นสายถ้าไม่อยากตกงาน และอย่าลืมบอกน้าแอ๊ดแม่ของเท่ห์ด้วยว่า พรุ่งนี้เขาจะแวะมารับน้ำเต้าหู้เร็วกว่าทุกวัน จากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน สักพัก หรั่งขี่รถมาจอดหน้าบ้านตัวเอง

ทันทีที่เปิดประตูบ้าน เสียงกระดิ่งที่ห้อยอยู่เหนือประตูดังกังวานไปทั่ว หรั่งเดินเลยไปหยิบจานกับตะเกียบเอาไปวางรวมกับห่อผัดไทยบนโต๊ะอาหารเล็กๆ พลางร้องเรียกก้อยหญิงสาวตาบอดซึ่งอยู่ในความดูแลของเขาว่าผัดไทยอยู่บนโต๊ะ แล้วเดินเข้าห้องตัวเองเป็นจังหวะเดียวกับก้อยออกจากห้องของเธอเดินไปที่โต๊ะอาหาร จัดแจงแกะผัดไทยใส่จานอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะค่อยๆคลำขอบโต๊ะไปยังที่นั่งของตน

ด้านหรั่งหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนข้อความว่า “คงยังไม่ถึงเวลาของเรา คงต้องเฝ้ารอต่อไปแค่เกือบ แค่เฉียด แค่ไม่ไกล แต่ก็ยังไม่ใกล้” จากนั้นก็ลงวันและเวลากำกับไว้ เสียงก้อยร้องเรียกให้มากินอาหารได้แล้วดังขึ้น ชายหนุ่มวางปากการีบตรงไปยังโต๊ะอาหาร ด้วยความหิวเขาคว้าตะเกียบคีบผัดไทยจะใส่ปาก ก้อยต้องร้องทักเขาจึงวางตะเกียบลงแล้วสวดภาวนาด้วยกัน

“หากวันนี้เราสองคน กระทำสิ่งใดที่เป็นผิดเป็นบาป ล่วงเกินผู้อื่น ไม่ว่าจะด้วยกาย วาจาใจ ทั้งรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดให้อภัยและมอบพลังกายพลังใจในการดำรงชีวิตต่อไป หลังอาหารมื้อนี้ด้วยเถิด” สิ้นเสียงอธิษฐาน ทั้งคู่ลงมือกินผัดไทยกันไปคุยกันไป ก้อยหวังว่าหรั่งคงจะได้เจอพ่อของเขาในเร็ววัน เขาเองก็หวังเช่นนั้น แม้รู้ว่าการโกหกไม่ดี แต่หรั่งไม่มีทางเลือก

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน ที่ระเบียงริมน้ำภายในโรงแรมซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยง แพรวากำลังตัดพ้อต่อว่าตะวันฉายที่ทิ้งให้อยู่คนเดียว ทีหน้าทีหลังถ้าเขามีแขกผู้ใหญ่ต้องดูแลมากมายก็ไม่ควรพาเธอมาด้วย เขาอ้างว่าไม่รู้มาก่อน ต้องขอโทษเธอด้วย หญิงสาวพานน้อยใจคิดว่าพ่อของเขาไม่อยากให้ใครต่อใครรู้จักเธอ

“ใครว่า วันนี้เพื่อนๆ คุณพ่อพูดถึงน้องแพร กันทั้งนั้น พวกเขาว่าพี่เป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลก”

แพรวายิ้มอายๆ ก่อนจะถามว่าจำได้ไหมวันนี้เป็นวันอะไร ตะวันฉายจำได้แม่น วันนี้เป็นวันครบรอบสี่ปีที่ได้รู้จักกับเธอ และยังจำได้อีกว่าเมื่อสี่ปีที่แล้วพูดอะไรกับเธอไว้ แล้วทวนคำพูดนั้นให้ฟัง

“คุณจะยิ้มและยอมนั่งรถไปกับผมดีๆ หรือจะเดินหันหลังไปจากตรงนี้เพื่อที่จะไล่ชนรถทุกคันที่คุณนั่ง”

หญิงสาวยิ้มพอใจ ก่อนจะเตือนให้ตะวันฉายเลิกขับรถเร็วได้แล้ว เขามีข้อแม้ ถ้าจะให้ขับรถช้าๆ เธอจะต้องนั่งเคียงข้างเขาตลอดไป ขณะที่สองหนุ่มสาวกำลังป้อนคำหวานให้กัน โฉมฉายเข้ามาขัดจังหวะ อ้างว่าสุริยะให้มาตามตัวลูกชาย เพื่อนๆของท่านชวนไปเที่ยวกันต่อ ส่วนแพรวา เธอจะให้คนขับรถพาไปส่งบ้านเอง...

ขณะที่แพรวาถูกตะวันฉายทิ้งเป็นรอบที่สอง หรั่งหยิบกระดาษที่ตัดเป็นรูปเจ้าชาย เจ้าหญิงและตัวการ์ตูนรูปสัตว์ต่างๆมาประกอบการเล่านิทานก่อนนอนให้ก้อยฟัง โดยที่เธอเองสีไวโอลินคลอไปตลอดเหมือนที่เคยทำ
ทุกคืน จนเห็นสมควรแก่เวลา เขาจึงบอกให้เธอเข้านอน แล้วพาไปนอนที่เตียง ดึงผ้ามาห่มให้

จากนั้น หรั่งหอบกระดาษรูปตัวการ์ตูนต่างๆกลับห้องตัวเองหยิบนิตยสารที่ขอคนงานมาจากร้านอาหารตัดรูปแพรวาเอาไปแปะไว้ที่กระดานไม้แผ่นใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยรูปภาพของเธอ เขาเก็บสมุดบันทึกไว้ในกล่องรวมกับข้าวของสำคัญแล้วนำไปซ่อนไว้ ก่อนจะดึงเชือกที่ห้อยอยู่ข้างผนัง ทำให้แผ่นกระดานที่มีรูปขึ้นไปอยู่บนเพดานห้อง นอนมองรูปภาพเหล่านั้น พลันภาพความหลังเมื่อ 18 ปีที่แล้วผุดเข้ามาในความคิดของเขา

ooooooo

หรั่งตื่นแต่เช้านำผักและสมุนไพรที่ทำเองไปใส่กล่องท้ายรถมอเตอร์ไซค์ แล้วแวะไปรับน้ำเต้าหู้ฝีมือน้าแอ๊ดแม่ของเท่ห์ไปส่งให้ลูกค้าขาประจำที่ธนาคารรัตน- ทรัพย์ซึ่งเขาเองเป็นแมสเซนเจอร์ขาจรอยู่ที่นั่นด้วย

วันนี้โชคดี จรรยาเจ้าหน้าที่ธนาคารมีเอกสารให้หรั่งไปส่งหลายฉบับ เขารีบเก็บขวดเปล่าใส่กล่องแล้วเอาไปวางแอบๆไว้ด้านในสุดของธนาคาร บังเอิญเห็นอเนกหนึ่งในพนักงานกำลังเขียนตัวเลขในใบถอนเงินของธนาคารหลายใบ พร้อมกับพูดโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ

“เออ...บ่ายนี้จะส่งให้งวดหนึ่งก่อน...บ่ายนี้จริงๆ อย่าเพิ่งกดดันกันมากนักสิ” อเนกหันขวับมาทางที่หรั่งยืนอยู่พอดี ตาต่อตาประสานกัน ยังไม่มีใครทันพูดอะไร จรรยากลับมาพร้อมกับซองเอกสารในมือ

“เอ้านี่เอกสารวันนี้ สามรายการ ไปตามใบปะหน้า นั่นนะ เสร็จแล้วค่อยแวะไปจ่ายค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ของพี่กับของผู้จัดการ ไปให้ทันเวลาล่ะ” จรรยาสั่งเสร็จยื่นเอกสารให้ หรั่งรับซองเหล่านั้นแล้วผละจากไปโดยมีสายตาดุดันของอเนกมองตามราวกับจะเผาให้เขามอดไหม้...

ในระหว่างที่หรั่งเห็นเรื่องไม่ชอบมาพากล เผ่าลาภพ่อของแพรวาดีใจเก้อ คิดว่าลูกจะไปดูเหมืองพลอยด้วยกัน เธอไปด้วยไม่ได้เนื่องจากวันนี้มีนัดกับตะวันฉาย เผ่าลาภทักท้วงเมื่อวานก็เจอกันแล้วไม่ใช่หรือ

“เมื่อคืนหนูงอนเขา วันนี้ต้องไปให้เขาง้อหน่อยค่ะคุณป๋า” แพรวาว่าแล้วก้าวฉับๆออกไป สวนกับนายสยาม คนขับรถคนสนิทของเผ่าลาภที่เข้ามาเอาเอกสารจากเจ้านาย

“เอาเอกสารนี่ไปให้ผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์ มีอะไรที่ฉันต้องเซ็นก็เอากลับมา แล้วก็เอาเช็กเงินสดนี่ไปเปิดบัญชีออมทรัพย์ให้ฉันด้วย ช่วยๆผู้จัดการเขาหน่อย”

รำไพแม่ของแพรวารอจนนายสยามลับสายตา จึงถามสามีว่าตกลงจะไปเหมืองหรือเปล่า เผ่าลาภหมดอารมณ์จะไปแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ลูกของเราสองคนจะรู้จักโตเสียทีจะได้มาช่วยดูแลกิจการบ้าง...

ในขณะที่แพรวามีงานของครอบครัวรอให้ทำหลายอย่าง เท่ห์ โบ้และเช็งกลับหางานทำไม่ได้เพราะนายหน้าจัดหางานไม่เชื่อว่าทั้งสามคนจะมีฝีมือ นอกจากจะไม่มีอุปกรณ์ช่างติดตัวมาด้วย ยังคุยโวดีแต่ปาก จึงไล่ให้กลับไป เท่ห์ไม่ยอมแพ้ ตามไปเลียบๆ เคียงๆ ถามช่างคนหนึ่งซึ่งนั่งรออยู่ท้ายรถกระบะว่าวันนี้ไปรับงานที่ไหนหรือเปล่า ถ้ายังไม่มีงาน สนใจไปทำบ่อเลี้ยงปลาสวยงามไหม เขายินดีจ่ายไม่อั้น

“ต้องถามหัวหน้าก่อน” ช่างคนนั้นว่าแล้วพยักพเยิดข้ามไหล่เท่ห์ไปด้านหลัง เขาหันมองถึงกับสะดุ้งเพราะหัวหน้าที่ช่างคนนั้นว่าคือผู้รับเหมาขี้ตืดที่เขาเกลียดขี้หน้านั่นเอง ช่างปรี่เข้าไปหาผู้รับเหมา แจ้งว่ามีคนมาจ้างทำบ่อปลา แล้วหันมองมาทางเท่ห์ แต่เขาหายตัวไปแล้ว หนีไปแอบข้างรถที่อยู่ติดกันได้อย่างหวุดหวิด

พลันสายตาของเท่ห์เหลือบไปเห็นรถกระบะจอดเสียอยู่ ด้านหลังมีข้อความเขียนว่า “รามอินทราฟาร์ม รับทำบ่อทุกชนิด ราคามิตรภาพ” เจ้าของรถคันนั้นกำลังเข็นรถหลบข้างทาง ชายหนุ่มมีความหวังขึ้นมาทันที...

ระหว่างที่หรั่งออกไปทำงานตัวเป็นเกลียว ก้อยก็ไม่ได้อยู่เฉย ร้อยพวงมาลัยให้เม่นเด็กที่อยู่ในชุมชนแออัดเดียวกันเอาไปขาย แม้ตาจะบอดแต่ฝีมือร้อยพวงมาลัยดอกไม้สดของเธอไม่ได้ด้อยกว่าคนตาดี...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ตะวันฉายกับแพรวาขับรถมาติดไฟแดงข้างๆกันพอดี เขาอยากจะง้อเธอจึงซื้อพวงมาลัยดอกมะลิพวงที่สวยที่สุดจากเด็กขายพวงมาลัย แล้วสั่งให้เอาไปให้รถคันที่อยู่ติดกัน พร้อมกับโทร.เข้าไปง้อว่า ดอกมะลิพวงนี้แทนคำขอโทษที่เมื่อวานเขาไม่ได้ไปส่งเธอที่บ้าน แพรวาทำหวานคืนบ้าง เหมาพวงมาลัยของเด็กคนขายทั้งหมดแล้วเอาไปให้ตะวันฉายซึ่งถามผ่านมือถืออย่างงงๆว่า ให้เนื่องในโอกาสอะไร

“ในวาระที่ก้าวเข้าสู่วันแรกของปีที่ห้าที่เราคบกันค่ะ” แพรวาว่าแล้วหันไปยิ้มหวานให้เขา...

แต่แล้วความสุขของแพรวาได้แค่ชั่วครู่ชั่วยาม ระหว่างกินมื้อเที่ยงด้วยกัน ตะวันฉายขอให้เธอช่วยเก็บความสัมพันธ์ระหว่างเราเป็นความลับ เพราะพ่อของเขากำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลไม่อยากให้มีข่าวทำนองนี้ออกสื่อ เธอพยายามข่มความโกรธและความน้อยใจไว้ แต่สุดท้ายก็ทนไม่ได้เมื่อเขาเพิ่งมาบอกว่าพรุ่งนี้จะต้องเดินทางไปต่างประเทศกับพ่อแม่เป็นเวลาเกือบสองเดือน และขอร้องไม่ให้เธอไปส่ง อ้างว่าพ่อของเขาไม่อยากให้นักข่าวเห็นเธอที่สนามบิน หญิงสาวไม่พูดอะไร ลุกพรวดออกจากร้านอาหารทันที

ooooooo

หรั่งไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆหลังจากเสร็จงาน ที่จรรยามอบหมายให้ เขาแวะไปช่วยงานที่ร้านรับซ่อมจักรยาน พอถึงเวลาพักเที่ยง เขาซื้ออาหารกลับไปกินกับก้อยที่บ้านเช่า และเล่าเรื่องที่เห็นการทุจริตที่ธนาคาร ให้ฟัง เธอขอร้องว่าอย่าไปยุ่ง ไม่ใช่ธุระอะไรของเรา

“ถ้าทุกคนคิดอย่างนี้ บ้านเมืองก็แย่สิ เราทำในสิ่งที่ถูกเสียอย่าง จะไปกลัวอะไร”

จังหวะนั้น เท่ห์ โบ้และเช็งตามมาสมทบพร้อมกับโยนหนังสือเคล็ดวิธีสร้างบ่อปลาด้วยตัวเองให้หรั่งดู เท่ห์อ้างว่าพี่รูญซึ่งเป็นเซียนสร้างบ่อปลา เจ้าของรามอินทราฟาร์มให้ยืมมา หรั่งแนะให้จ้างพี่รูญทำบ่อปลาไปเลยแล้วขอแบ่งเปอร์เซ็นต์เอาจะง่ายกว่า โบ้ขัดขึ้นทันทีว่าเงินแค่ห้าหมื่นพี่รูญสร้างให้ไม่ได้อย่างต่ำสองแสนบาท ก้อยสงสารเท่ห์ ขืนรับทำต้องขาดทุนย่อยยับแน่นอน

“ขาดทุนได้อย่างไร เราก็ลดสัดส่วนทุกอย่างลง ใช้วัสดุที่ถูกๆหน่อย และก็ใช้แรงงานตัวเองทำด้วยตัวเองทุกอย่างตามตำราเล่มนี้ โธ่ กำไรเห็นๆ”

หรั่งอยากรู้ว่าเท่ห์ไปรู้จักพี่รูญคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงยอมให้ยืมหนังสือ เขาโกหกว่าไปช่วยเข็นรถพี่รูญเลยให้ยืม แต่ความจริงแล้ว เขาขโมยมาจากท้ายกระบะตอนไปช่วยเข็นรถนั่นเอง...

ฝ่ายแพรวาตั้งใจจะไม่ยอมคืนดีกับตะวันฉาย แต่ด้วยความช่วยเหลือจากอรจิราเพื่อนสนิทของเธอเองทำให้เขาตามมาง้อสำเร็จ และนัดแนะว่าก่อนขึ้นเครื่องบินพรุ่งนี้ พ่อของเขามีงานเลี้ยงที่โรงแรม ให้เธอไปส่งเขาที่นั่นก็แล้วกัน แพรวาดีใจมากตั้งใจมั่นจะต้องไปส่งเขาให้ได้...

ไม่ได้มีแต่ก้อยเท่านั้นที่เตือนไม่ให้หรั่งไปยุ่งเรื่องทุจริตของอเนก โตซึ่งเป็นยามของธนาคารก็พูดเป็นทำนองเดียวกัน และแนะนำว่าถ้าอยากจะเจริญให้ทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด หรั่งยังไม่ทันจะว่าอะไรมีรถเก๋งคันใหญ่แล่นเข้ามาหาที่จอดรถ เขารีบวิ่งไปขยับมอเตอร์ไซค์คันที่จอดขวางและโบกมือให้รถคันนั้นเข้ามาจอดเป็นจังหวะเดียวกับป้าเชื่อมมาถึงหน้าธนาคารพอดี อเนกกุลีกุจอออกมาต้อนรับ โดยมีหรั่งมองตามไม่วางตา

นายสยามลงจากรถคันโก้ หันไปยิ้มให้ชายหนุ่มที่ช่วยขยับมอเตอร์ไซค์ให้เป็นทำนองขอบใจ โดยไม่รู้ว่าทำกระเป๋าใส่เงินหล่น หรั่งเก็บได้วิ่งเอาไปคืนให้ สร้างความพอใจให้นายสยามเป็นอย่างมาก...

อเนกทุจริตอย่างที่หรั่งคาดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน อาศัยที่ป้าเชื่อมวางใจเขียนใบเบิกเงินมากกว่าจำนวนที่แกต้องการ แล้วใช้มือบังตัวเลขไว้ ด้วยความแก่สายตาฝ้าฟางทำให้แกไม่ทันเห็นจึงเซ็นชื่อให้ อเนกรีบเก็บใบถอนเงิน แล้วส่งเงินให้แกเพียงห้าพันบาททั้งๆที่เขียนใบถอนเงินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท

หรั่งทนดูไม่ได้ แนะป้าเชื่อมว่าน่าจะดูใบถอนเงินให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนอเนกจะถูกจับพิรุธได้มีโทรศัพท์มาตามตัวป้าเชื่อมเสียก่อน ทำให้รอดตัวหวุดหวิด สร้างความไม่พอใจให้เขามากที่หรั่งมาวุ่นวาย เก็บความแค้นไปฟ้องผู้จัดการธนาคารให้พิจารณาเลิกจ้างหรั่งจุ้นจ้านกับลูกค้าเกินหน้าที่ แต่ผู้จัดการต้องงุนงงเมื่อนายสยามซึ่งนำเอกสารจากเผ่าลาภมาให้ กลับชมหรั่งว่าเป็นคนดีไม่หยุดปาก...

นอกจากจะฟ้องผู้จัดการฯ ให้ไล่หรั่งออกแล้วอเนกยังตามมาข่มขู่ถึงลานจอดรถ แต่เขาไม่สนใจ ขึ้นมอเตอร์ไซค์ขับออกไป โดยไม่รู้ว่าเรื่องที่ทั้งคู่คุยกัน นายสยามได้ยินตลอด...

ด้านเท่ห์ อาศัยตอนที่มารับค่าแรงพร้อมกับโบ้และเช็งจากผู้รับเหมาขี้ตืดที่สวนอาหารเปิดใหม่ แอบเอารูปบ่อเลี้ยงปลาจากในมือถือไปเสนอให้เสี่ยเจ้าของร้านดู เสี่ยถูกใจมากที่จะได้บ่อปลาทั้งสวยทั้งราคาย่อมเยา ถามว่าอีกกี่วันทำเสร็จ เขาต่อรองถ้าเสี่ยจ่ายเงินมัดจำก่อน 25% ไม่เกินสองอาทิตย์รับรองงานเสร็จเรียบร้อย

ooooooo

ขณะที่เท่ห์หลอกเงินเสี่ยเจ้าของร้านอาหารมาได้โดยไม่ยากเย็น หรั่งพาก้อยไปพบหมอจักษุตามนัด หมอตรวจอาการอย่างละเอียดแล้วแนะให้ผ่าตัดใส่กระจกตาเทียมถ้ารอบริจาคดวงตาไม่ไหว ก้อยปฏิเสธว่ายังผ่าตัดไม่ได้ต้องรอให้เจอพ่อของหรั่งก่อน ถึงจะมีเงินจ่ายค่าผ่าตัด หมอมองหน้าหรั่งครู่หนึ่ง

“ตอนนี้ก็ หยอดตาไปก่อนนะครับ วันนี้หมอจะเปลี่ยนยาตัวใหม่ให้ ขออวยพรให้เจอคุณพ่อเร็วๆนะ”

หรั่งขอบคุณหมอแล้วพยุงก้อยออกไปนั่งรอหน้าห้องจ่ายยา ทำทีจะไปเอายาให้ แต่กลับเดินเข้าไปในซอกเล็กๆที่ไร้ผู้คน เจอหมอจักษุที่รักษาก้อยยืนรออยู่ หรั่งถามอาการแท้จริงของก้อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ได้ความว่าการมองเห็นดูจะแคบลงไปอีก ไม่สามารถควบคุมความดันในลูกตาคนไข้ได้ หมอนิ่งไปอึดใจก่อนจะเอ่ยว่า

“ถามจริงๆเถอะว่า ที่บอกว่าถ้าคุณเจอพ่อแล้วจะมีเงินมาผ่าตาก้อยน่ะเรื่องจริงหรือโกหก”

หรั่งนิ่งไม่ตอบ นั่นยิ่งทำให้หมอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เตือนให้เขาบอกความจริงทั้งหมดกับก้อย ก่อนจะแย่ไปกว่านี้ เธอเหลือเวลาอีกแค่สองเดือนเท่านั้น เขาต้องรีบหาเงินมาผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา ไม่เช่นนั้นเธอจะตาบอดถาวร หลังจากพบหมอจักษุแล้ว หรั่งได้รับโทรศัพท์จากเท่ห์อาสาเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวเย็น เนื่องจากเพิ่งได้รับเงินค่าจ้างมา ก้อยยิ้มมีความสุข นานๆจะได้กินข้าวนอกบ้านสักครั้ง...

ความสุขได้แค่ชั่วครู่เท่านั้น เมื่อก้อยกับหรั่งเสร็จจากกินข้าวกลับถึงบ้านพบว่าข้าวของพังยับเยิน มีกระดาษ แผ่นใหญ่เขียนข้อความข่มขู่ติดอยู่ที่ผนังว่า นี่แค่เตือน ต่อไปจะหนักกว่านี้ถ้าไม่เลิกแส่เรื่องคนอื่น หรั่งนึกถึงของ สำคัญในห้องตัวเอง รีบเข้าไปดู ถึงกับถอนใจโล่งอกที่รูปแพรวาบนเพดานห้องไม่ถูกฉีกทิ้ง ข้าวของในกล่องรวมทั้งล็อกเกตรูปไวโอลินทำด้วยทองคำขาวยังอยู่สภาพเดิม...

ไม่ได้มีแต่หรั่งเท่านั้นที่มีปัญหา บารมีน้องชายของเผ่าลาภก็หาเรื่องใส่ตัว พาชายฉกรรจ์ 4 คนเข้าไปทำลายโชว์รูมรถของคู่อริ แต่กลับโดนย้อนเกล็ดพวกนั้นรู้ทันพานักเลงนับสิบมาดักรอ บารมีโดนยำสะบักสะบอมหนำซ้ำยังถูกจับตัวส่งตำรวจ เดือดร้อนถึงเผ่าลาภที่ต้องมาช่วยประกันตัวให้ พอถูกพี่ชายตักเตือน แทนที่จะสำนึกกลับด่าว่าเขาต่างๆนานา เผ่าลาภว่าถ้าไม่เห็นแก่กันทิมาเมียของบารมี คงไม่มาให้เสียเวลา...

ฝ่ายตะวันฉายพออยู่ลับหลังแพรวา ลายเจ้าชู้ออกทันที จะไปเมืองนอกหลายวันแทนที่จะอยู่กับแฟนกลับจัดปาร์ตี้หนุ่มโสด มีกฤษฎาซึ่งเป็นญาติผู้พี่ของแพรวาอยู่ร่วมก๊วนด้วย ชวนสาวเซ็กซี่มาคลอเคลีย แพรวาโทร.มาหาตะวันฉายได้ยินเสียงอึกทึก ก็โกหกว่าอยู่ในงานเลี้ยงกับพ่อ ด้วยความเชื่อใจเธอจึงไม่สงสัยอะไร

ooooooo

หรั่งมาถึงธนาคารรัตนทรัพย์แต่เช้าเหมือนเคย อเนกรอจนเขาขายน้ำเต้าหู้กับสมุนไพรเสร็จ เข้ามาพูดจาข่มขู่อีก แต่เขาไม่เกรงกลัว เดินผ่านหน้าเข้าไปหาจรรยาซึ่งรออยู่ด้านใน

“เช้านี้มีเอกสารด่วนส่งถึงร้านคุณเพ็ญนะ อย่าเพิ่งไปไหนล่ะ รอผู้จัดการมาเซ็นชื่อแล้วเอาไปส่งได้เลย”

ชายหนุ่มรับคำแล้วหาที่นั่งรอ ไม่สนใจสายตาเหี้ยม เกรียมของอเนกที่จ้องมองอยู่...

ด้านแพรวาวานให้นายสยามช่วยขับรถพาไปยังโรงแรมหรูซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงเพื่อจะไปหาตะวันฉายก่อนจะออกเดินทางไปสนามบิน แต่รถติดแทบไม่ขยับเขยื้อน เธอต้องคอยโทร.ส่งข่าวให้แฟนหนุ่มรู้เป็นระยะๆ และเตือนว่าอย่าเพิ่งไป ต้องรอเธอก่อน เขาให้เวลาเธอไม่เกินยี่สิบนาที เพราะพ่อของเขาเร่งมาแล้ว

“แล้วน้องแพรจะทำยังไงล่ะคะ ดอกไม้ก็ยังไม่ได้ซื้อเลย” แพรวาพูดจบเหลือบเห็นฝั่งตรงข้ามมีร้านขายดอกไม้คุณเพ็ญตั้งอยู่ บอกให้นายสยามตามไปที่โรงแรม ขณะที่ตัวเองลงจากรถข้ามถนนไปสั่งดอกไม้ ขอร้องให้คุณเพ็ญช่วยเร่งมือจัดดอกไม้ให้เพราะต้องถึงมือผู้รับภายในยี่สิบนาที เจ้าของร้านจัดเสร็จในเวลารวดเร็วและแนะว่าถ้าจะไปให้ทันต้องใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จังหวะนั้นหรั่งขับมอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าร้านพอดี

“เอ่อ ถ้าคุณไม่รังเกียจนะคะ คุณเพ็ญขอเสนอพนักงานมอเตอร์ไซค์ที่สามารถรับรองความซื่อสัตย์และปลอดภัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ คุณเพ็ญใช้บริการเขาเป็นประจำค่ะ เขากำลังเดินเข้ามา”

หรั่งเห็นสาวในดวงใจตัวเป็นๆถึงกับยืนตะลึงแทบลืมหายใจ คุณเพ็ญขอร้องเขาช่วยไปส่งแพรวาให้หญิงสาวร้อนใจเดินไปรอที่มอเตอร์ไซค์ซึ่งจอดอยู่หน้าร้าน หรั่งส่งเอกสารให้คุณเพ็ญเรียบร้อยรีบกลับมาที่รถเห็นแพรวานั่งคร่อมบนเบาะรอท่าอยู่ พลางถามว่าต้องทำอย่างไรบ้างเกิดมาไม่เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์

“ก็...เกาะเอวผมไว้แน่นๆ”

แพรวาทำตามอย่างว่าง่าย ชายหนุ่มยิ้มมีความสุขไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าจะมีวันนี้...

ในที่สุดหรั่งซิ่งมอเตอร์ไซค์มาส่งแพรวาที่โรงแรมได้ทันเวลา เธอถอดหมวกกันน็อกคืนแล้วจ้ำพรวดๆ ไปหาชายคนรักที่ชั้นลอยอารามรีบร้อนลืมช่อดอกไม้ไว้บนเบาะรถ หรั่งหันมาเห็น รีบคว้ามันวิ่งตามเธอจนทันกันตรงบันได ก่อนที่จะยื่นช่อดอกไม้ให้ วินาทีนั้นสำหรับเขาแล้วโลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน แพรวารับช่อดอกไม้แล้ววิ่งต่อไปไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง ทันทีที่เจอตะวันฉาย เธอโผกอดไว้แน่น แค่อึดใจเดียวเขาก็ดันแพรวาออก

“พี่ต้องไปแล้วล่ะ คุณพ่อพี่รออยู่ข้างในกับผู้ใหญ่หลายคน น้องแพรคงเข้าใจนะ”

“อย่างน้อยน้องแพรก็มาส่งพี่ตะวันทัน...อ้ะ นี่น้องแพรให้” แพรวาส่งช่อดอกไม้ให้

ที่ห้องโถงโรงแรมด้านล่าง หรั่งแหงนหน้ามองเห็นตะวันฉายรับดอกไม้จากแพรวาก่อนจะก้มไปหอมแก้มเธอ เขาได้แต่จินตนาการว่าชายคนนั้นน่าจะเป็นตัวเอง แม้จะไม่เป็นดั่งใจคิด แค่ได้อยู่ใกล้ชิดสาวในดวงใจก็ทำให้หรั่งยิ้มไม่หุบ เดินกลับไปที่มอเตอร์ไซค์ คว้าหมวกกันน็อกจะมาสวม เหลือบเห็นกลีบดอกไม้ของเธอร่วงอยู่บนเบาะรถ เขาหยิบขึ้นมาดมต่างแก้มแพรวา แล้วขับมอเตอร์ไซค์ออกไปอย่างมีความสุข...

ครู่ต่อมา แพรวาออกมาจากตัวอาคารไม่เห็นอัศวินขี่มอเตอร์ไซค์คนนั้นแล้ว เจอแต่นายสยามที่ลงมาเปิดประตูรถให้ เธอบ่นเสียดายที่ไม่ทันได้ขอบคุณเขาคนนั้นที่มาส่ง เงินก็ไม่ได้จ่าย เขาเป็นใครเธอเองก็ไม่รู้

“คุณแพรไม่ต้องห่วงครับ ผมรู้ว่าเขาคือใคร” นายสยามยิ้มกว้าง

ooooooo

หรั่งตื่นแต่ไก่โห่เช่นเคย แต่เนื่องจากช่วงเช้าไม่มีเอกสารต้องส่ง จึงนั่งมองกลีบดอกไม้ของแพรวาที่เก็บเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานขึ้นมาดู แล้วจดบันทึกลงในสมุด

“เธอช่างงามพร้อม สมเป็นเทพธิดาในฝัน ในที่สุดเราก็ได้พบกัน” หรั่งไม่ลืมลงวันและเวลากำกับไว้ พลางยิ้มมีความสุข โดยไม่รู้ว่ามีชายในชุดสูทสามคนกำลังช่วยกันปิดคำสั่งศาลตามเสาไฟฟ้าที่อยู่ในชุมชน...

ขณะที่ชาวชุมชนจานเดี่ยวยังคงดำเนินชีวิตตามปกติไม่ล่วงรู้ถึงชะตากรรมของตัวเอง รำไพอดเป็นห่วงลูกสาวที่มัวหลงใหลได้ปลื้มไปกับชายคนรักไม่ได้ เตือนให้เธอเผื่อใจไว้บ้าง ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน แพรวาไม่ใส่ใจเพราะความรักกำลังบังตา รำไพสบช่องที่ลูกอารมณ์ดีสั่งให้ไปเหมืองพลอยกับพ่อวันนี้ ห้ามอิดออดเด็ดขาด...

ทันทีที่ผู้ใหญ่เงาะรู้เรื่องคำสั่งศาลให้ชาวบ้านรื้อถอนออกไปจากที่นี่ภายใน 7 วัน เปิดหวูดเตือนภัยดังลั่นพร้อมกับประกาศทางเครื่องขยายเสียงเรียกลูกบ้านมาประชุมกัน จากนั้นจึงขอมติที่ประชุมจะต่อสู้หรือจะถอยทุกคนตกลงใจจะอยู่ต่อสู้ ผู้ใหญ่เงาะจึงสั่งให้พวกผู้ชายเตรียมรับมือเพราะได้ข่าวมาว่าเย็นนี้ตำรวจจะยกกำลังบุกเข้ามา หรั่งไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง ถ้าเย็นนี้ตำรวจมา เขาอาสาเป็นตัวแทนของชาวบ้านเจรจาให้เอง...

บ่ายมากแล้วกว่านายสยามจะขับรถพาเผ่าลาภกับแพรวามาถึงเหมืองพลอยของบริษัท M.S. Group. ทนงศักด์ซึ่งเป็นน้องเขยของเผ่าลาภมารอต้อนรับ พร้อมกับรายงานเรื่องสร้างสนามกอล์ฟให้ฟังว่า เขาเชิญบรรดาโปรกอล์ฟมาหารือแล้ว หลายคนเห็นพ้องกันว่าวิวเหมืองพลอยทำให้สนามกอล์ฟสวยไปอีกแบบหนึ่ง เผ่าลาภอยากรู้ว่านักธรณีวิทยาสำรวจสายแร่ในพื้นที่แล้วลงความเห็นอย่างไรบ้าง

“เขาขอใช้ดาวเทียมอีกสักสี่ห้าจุด แถวๆท้ายเหมือง” ทนงศักดิ์พูดจบ พาเผ่าลาภกับแพรวาขึ้นรถกอล์ฟสำรวจพื้นที่รอบเหมือง หญิงสาวอดสงสัยไม่ได้ว่าทนงศักดิ์ทำเหมืองพลอยอยู่ดีๆ ทำไมจะเปลี่ยนไปสร้างสนามกอล์ฟ เขาปฏิเสธทันทีว่านี่ไม่ใช่ความคิดของเขาแต่เป็นของเผ่าลาภที่เห็นว่าการทำเหมืองต้องใช้พื้นที่มาก พอขุดแล้วไม่เจอพลอย ที่ดินก็จะสูญเปล่า  จึงคิดจะหาประโยชน์จากที่ดินเหล่านี้โดยสร้างเป็นสนามกอล์ฟ

“นักกอล์ฟทุกคนจะอยากมาเล่นที่นี่ เผื่อโชคดี อาจเจอพลอยสักก้อนสองก้อนในหลุมทราย”

แพรวาชมพ่อตัวเองไม่หยุดปากว่าเป็นไอเดียที่ เยี่ยมมาก หลังจากชมพื้นที่รอบเหมือง ทนงศักดิ์ขับรถพาสองพ่อลูกมายังท้ายเหมืองตรงจุดที่นักธรณีวิทยากำลังสำรวจสายแร่ที่มาสุดด้านหลังเขาซึ่งไม่ใช่ที่ดินของบริษัท

เผ่าลาภสั่งการให้ทนงศักดิ์รีบติดต่อซื้อที่ดินที่สำรวจพบสายแร่ ก่อนที่ใครจะมาตัดหน้า แล้วนึกขึ้นได้ว่าวันก่อนชาติชายหรือเหลียงน้องชายอีกคนหนึ่งของเขา โทร.มารายงานว่าหัวหน้าช่างเจียระไนเมาเหล้าไล่ชก ลูกน้อง จึงตำหนิทนงศักดิ์ซึ่งเป็นผู้จัดการโรงเจียระไนทำไมไม่ดูแลลูกน้องให้ดี ปล่อยให้ต่อยตีกัน เขาแก้ตัวว่าไม่มีอะไร แค่หยอกล้อกันเท่านั้น...

พอได้เจอหน้าชาติชาย ทนงศักดิ์รีบเข้าไปเคลียร์ว่าไม่มีคนงานคนไหนเมาอาละวาด ชาติชายคงเข้าใจผิดไปเอง ทีหน้าทีหลังถ้ามีปัญหากับคนในปกครองของเขา กรุณารายงานเขาก่อนตามลำดับสายงาน แล้วเขาจะรายงานเผ่าลาภเอง ชาติชายรับคำสีหน้านิ่งสนิท ก่อนจะเดินหายไปในกลุ่มเครื่องจักรขนาดใหญ่แถวนั้น

อรทัยซึ่งเป็นน้องสาวคนรองต่อจากเผ่าลาภขับรถกอล์ฟพากฤษฎาหรือต้นและตองลูกชายกับลูกสาวของเธอตามมาสมทบ กฤษฎาได้ยินแพรวาคุยโทรศัพท์อยู่กับตะวันฉาย รีบเดินเข้าไปแซว

“ไอ้ตะวันฉายนี่มันขยันทำคะแนนจริงๆ ทำเป็นโทร.ข้ามประเทศมาหา พูดๆ อยู่นี่อาจมีสาวอึ๋มๆ เคลียคลอ ออเซาะอยู่ข้างๆก็ได้ใครจะรู้”

แพรวาเถียงว่าแฟนของตนไม่ใช่คนแบบนั้น กฤษฎารู้นิสัยเขาดีเพราะเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน หญิงสาวไม่พอใจ ฟ้องตะวันฉายผ่านทางโทรศัพท์ว่าเพื่อนของเขาพูดจาไม่เข้าหู...

ฝ่ายอรทัยต่อว่าพี่ชายว่าทำไมต้องไปด่าบารมีด้วย  เขาต่อว่ากลับรู้หรือเปล่าว่าน้องชายตัวดีทำวีรกรรมอะไรไว้ ถ้ากันทิมาไม่มาร้องห่มร้องไห้ขอร้องให้ไปช่วย เขาจะไม่ยุ่งด้วยเด็ดขาด จังหวะนั้นชาติชายผ่านมาพอดีถึงกับชะงัก อรทัยหันไปเห็นท่าทางมีพิรุธของน้องชาย เตือนให้เลิกหมกมุ่นเรื่องกันทิมาเสียที ตอนนี้เธอเป็นพี่สะใภ้ของเขาแล้ว ชาติชายไม่อยากเถียงด้วยเดินเลี่ยงไปทางอื่น เผ่าลาภรีบตามน้องชายจนทัน ถามด้วยความเป็นห่วงว่ายังไม่ลืมกันทิมาอีกหรือ เขาตอบอย่างขมขื่นว่าจะลืมได้อย่างไรในเมื่อเธอเป็นพี่สะใภ้ของเขา

“ชีวิตคนเรามันก็อย่างนี้แหละ มีสุขมีทุกข์ มีทะเลาะเบาะแว้ง แล้วก็มีอะไรๆ ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้เสมอ อั๊วขอแต่เพียงว่าอย่าให้พี่น้องต้องถึงกับอาฆาตแค้นกันเลย”

“เฮียอย่าห่วงเลย สำหรับผม เลือดพี่เลือดน้องสำคัญกว่าสิ่งใด” ชาติชายยืนยันหนักแน่น

ooooooo

ตอนที่ 2

ค่ำวันเดียวกัน หลังจากขุดบ่อปลาที่สวนอาหารของเสี่ยกันอย่างเหน็ดเหนื่อย หรั่ง เท่ห์ โบ้และเช็งขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาถึงชุมชนจานเดี่ยว พบว่าชาวบ้านหายหน้าไปหมด สอบถามจากเม่นเด็กขายพวงมาลัยได้ความว่าไปโรงพักกันหมด รวมทั้งก้อยด้วย เพื่อนซี้ทั้งสี่คนรีบบึ่งรถออกไปทันที

ครู่ต่อมา หรั่ง เท่ห์ โบ้และเช็งมาถึงโรงพักเห็นชาวชุมชนจานเดี่ยวยืนถืิอป้ายประท้วงตำรวจกันสลอน โดยมีผู้ใหญ่เงาะเป็นแกนนำ ส่วนก้อยกับพ่อแม่ของโบ้และคนอื่นๆ อีกหลายคนถูกจับอยู่ข้างใน สารวัตรสั่งให้นายดาบมาตามตัวแทนชาวชุมชนขึ้นไปเจรจากับตัวแทนเจ้าของที่ดิน บนโรงพัก...

ด้วยความสามารถและฉลาดคิดของหรั่งทำให้การเจรจาลุล่วง พวกชาวบ้านไม่ต้องย้ายออกจากชุมชนภายใน 7 วัน ผู้ใหญ่เงาะดีใจมาก รีบออกไปบอกพรรคพวกที่อยู่ข้างนอก เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจดังลั่น สารวัตรอดชื่นชมหรั่งไม่ได้ นับเป็นโชคดีของชาวชุมชนจานเดี่ยวที่มีคนอย่างเขาอยู่ด้วย...

ขณะที่การเจรจาระหว่างชาวชุมชนจานเดี่ยวกับ ฝ่ายเจ้าของที่ดินจบอย่างราบรื่น แพรวาเขียนการ์ดถึงหรั่ง

“ถึงวีรบุรุษนิรนามของฉัน ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ขอฝากของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อตอบแทนการ ช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่ครั้งนี้...แพรวา” หญิงสาววางปากกาแล้วเอาการ์ดใส่รวมกับเงินในซองจดหมาย...

อีกมุมหนึ่งของ บ้าน ภายในห้องนอนของเผ่าลาภ ประมุขของ M.S. Group. ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนล้า เหนื่อยเหลือเกินกับการเป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัท บ่นให้รำไพผู้เป็นภรรยาฟังว่า ถ้าตอนที่เขายังเป็นเด็กไม่หายจากโรคหืดหอบ ป่านนี้คงได้นอนสบายๆ อยู่บนเตียงไม่ต้องมาหน้าเครียดแบบนี้

“ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้โดยไม่เหนื่อย หรอกค่ะ” รำไพปลอบใจพลางบีบนวดเนื้อตัวให้สามี

“คุณนี่ช่างเป็นกำลังใจที่ดีสำหรับผมจริงๆ”

รำไพ ท้วงว่าไม่ได้มีเธอคนเดียวที่คอยเป็นกำลังใจให้เผ่าลาภ แต่ยังมีแพรวาอีกคนหนึ่ง เขาไม่คิดว่าจะฝากฝังอะไรลูกได้ เพราะดูท่าแล้วไม่เห็นจะสนใจธุรกิจของครอบครัว รำไพเชื่อว่าถ้าเขาค่อยๆสอน ลูกคงเรียนรู้งานด้านนี้ได้ไม่ยาก เผ่าลาภหวั่นใจ พรุ่งนี้มีประชุมผู้ถือหุ้น ยังไม่รู้เลยว่าจะออกหัวหรือก้อย...

แม้จะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน หรั่งไม่ลืมหยิบ กระดาษที่ตัดเป็นตัวการ์ตูนมาประกอบการเล่านิทานให้ก้อยซึ่งสีไวโอลินคลอตาม ฟัง แต่อยู่ๆ เธอก็วกเข้าเรื่องไม่มีเงินผ่าตัดดวงตา เพราะยังตามหาพ่อของหรั่งไม่เจอ ชายหนุ่มถึงกับหมดอารมณ์จะเล่านิทานต่อไป ก้อยแอบน้อยใจถามว่าตนเป็นภาระของเขามากใช่ไหม

“ใครบอกล่ะ...ไม่เลยสักนิด”

ก้อย แค่อยากมีดวงตาที่สามารถเห็นหน้าหรั่งได้สักสองสามนาทีเท่านั้น แล้วจะกลับมาตาบอดอีกก็ยอม เธออยากรู้ว่าเขาจะมีใบหน้าตรงกับที่คิดไว้ไหม หรั่งสงสารเธอจับใจ พยายามสร้างบรรยากาศให้ร่าเริง

“ถ้าอย่างนั้นหรั่งจะ เล่าให้ฟัง ก้อยฟังแล้วนึกภาพตามนะ...หรั่งเป็นคนหน้าแป้น คางแบนแขนคอก”เขาว่าพลางจับมือก้อยลูบไล้ไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งไม่ตรงกับคำอธิบาย “จมูกบี้ ตาตี่เป็นตี๋ขี้เหร่ ฟันก็เหยิน ใครเดินผ่านเป็นต้องร้องยี้แล้วรีบหนีไปไกลๆ เฮ้อ...บุญของก้อยแล้วแหละที่ไม่ต้องเห็นหน้าค่าตาของหรั่ง”

ooooooo

สายวันถัดมา เสี่ยเจ้าของสวนอาหารมองบ่อปลาฝีมือเท่ห์อย่างงงๆ ไม่เห็นเหมือนรูปในมือถือที่เคยให้ดู เท่ห์อ้างว่านำรูปทุกรูปที่ให้ดูมารวมกัน จึงออกมาเป็นบ่อปลาที่เขาเห็นอยู่นี่ แล้วหันไปพยักพเยิดให้โบ้ปล่อยปลาคาร์พลงบ่อ เสี่ยสงสัยทำไมท่อน้ำถึงได้มากมายนัก แล้วชี้ไปยังท่อน้ำเส้นหนึ่งที่ยื่นออกมามากกว่าท่ออื่น

“ถ้าอั๊วจะไม่เอาท่อนี้ ต้องจ่ายอีกเท่าไหร่”

เช็งไม่คิดค่าบริการ คว้าเลื่อยมาตัดท่อน้ำที่ยื่นนั้นออกหน้าตาเฉย เท่ห์ให้นามบัตรเสี่ยไว้เผื่อมีอะไรติดขัดพวกตนยินดีบริการตลอด 24 ชั่วโมง เขารับนามบัตรไปดู สีหน้ายังงุนงงไม่หาย ครู่ต่อมา เท่ห์เดินนับเงินออกมาหากลุ่มเพื่อนซี้ที่รออยู่หน้าสวนอาหาร จัดสรรปันส่วนเงินค่าจ้างให้กับทุกคน หรั่งมองเงินในมือ แล้วบอกให้ทั้งสามคนไปกันก่อน ตนลืมหนังสือไว้ในร้าน เท่ห์ตะโกนไล่หลังให้เขาตามไปเจอที่ร้านอาหารเจ้าประจำ

“พวกมึงกินกันเหอะ กูต้องรีบไปวิ่งงานต่อ” หรั่งตะโกนกลับ แล้วหายเข้าไปในร้าน เดินหาเสี่ยเจ้าของร้านจนเจอ คืนเงินส่วนของตัวเองให้ อ้างว่าเป็นส่วนลด แล้วจดเบอร์โทรศัพท์ของพี่รูญเจ้าของรามอินทราฟาร์มให้

“เขาถนัดเรื่องบ่อน้ำเป็นพิเศษ อาจจะแพงนิดหน่อยแต่ก็ได้มาตรฐานกว่ากันเยอะ อ้อ...ส่วนนามบัตรใบเมื่อครู่นี้เสี่ยทิ้งไปได้เลยนะครับ เชื่อผมเถอะ...สวัสดีครับ” หรั่งพูดจบ รีบออกจากร้าน คล้อยหลังไม่นาน ผู้จัดการร้านเข้ามารายงานเสี่ยว่าบ่อปลาหน้าร้านท่อแตกน้ำท่วม เขาเพิ่งเข้าใจเหตุผลที่หรั่งเอาเงินมาคืนตอนนั้นเอง...

ทันทีที่หรั่งขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดในธนาคารรัตนทรัพย์ นายโตยามของธนาคารร้องทักทำไมวันนี้มาสาย ผู้จัดการธนาคารถามหา เร่งให้เขารีบไปพบ ชายหนุ่มเป็นกังวลคิดไปเองว่าคงจะถูกตำหนิเรื่องมาสาย พอพบหน้าผู้จัดการฯ รีบชี้แจงว่าเมื่อวานเขาเช็กคิวงานกับพี่จรรยาแล้วว่าเช้านี้ไม่มีอะไร ให้เขาไปทำธุระก่อนได้ ผู้จัดการฯไม่พูดอะไร ได้แต่ยื่นซองขาวให้ หรั่งมองอย่างใจเสีย

“แค่นี้ถึงกับยื่นซองขาวให้ผมเลยหรือครับ”

ผู้จัดการฯสั่งให้เปิดซองดูก่อน ในนั้นมีการ์ดอยู่ด้วย หรั่งทำตามสั่งดึงการ์ดออกจากเงินปึกใหญ่ขึ้นมาอ่านแล้วถึงกับอึ้งที่เห็นชื่อแพรวา ผู้จัดการฯสงสัยว่าเขาไปช่วยอะไรใครไว้ไม่เห็นเล่าให้ฟังกันบ้าง ชายหนุ่มไม่ตอบคำถาม ยื่นเงินคืนให้ผู้จัดการฯ แต่เก็บการ์ดเอาไว้

“ไม่ว่าซองนี้จะมาถึงผมด้วยวิธีใด ฝากผู้จัดการช่วยส่งคืนเจ้าของด้วยครับ ผมเอาไว้แค่การ์ดใบนี้พอ”

ooooooo

ณ ห้องประชุมใหญ่ของบริษัท M.S. Group. พรั่งพร้อมไปด้วยบรรดาน้องๆของเผ่าลาภ ซึ่งมีลินจงหรืออาจู อรทัย รวมทั้งกัมปนาทหรืออาฮุย และบารมี โดยมีเผ่าลาภเป็นประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

ขณะพี่ใหญ่กำลังกล่าวเปิดการประชุม ชาติชายหรืออาเหลียงเปิดประตูห้องเข้ามา บารมีไม่วายแดกดัน น้องชายที่มาสาย เผ่าลาภต้องปรามให้หยุด แล้วแถลงผลประกอบการของบริษัทต่างๆในเครือ ทั้งโรงสีข้าวที่ลินจงบริหารงานร่วมกับวิโรจน์ผู้เป็นสามี ทั้งบริษัทจิวเวลรี่ที่กัมปนาทดูแลการผลิตล้วนยังทำกำไรให้

“ส่วนงานที่เหมืองนั้น เป็นงานที่ต้องลงทุน ซึ่งจะว่าไปก็ไม่มีอะไรบกพร่อง ทั้งโรงงานของอาเหลียงและ โรงเจียระไนของทนงศักดิ์ เพียงแต่ว่าถึงเวลาที่เราต้องลงทุนมากขึ้นเพราะเหมืองของเรานั้นขุดลงไปก็ไม่เจออะไรแล้ว เราต้องลงทุนซื้อที่หลังเขาถัดออกไปสักพันไร่ ตรงนั้นมีสัญญาณที่ดีว่ามีสายแร่”

บารมีไม่เห็นด้วย ถ้าแร่หมดก็ต้องเลิกอยู่ดี ขายที่ดินทิ้งแล้วเอาเงินมาแบ่งกันน่าจะดีกว่า เผ่าลาภค้านว่านั่นไม่ใช่นโยบายของบริษัท ถ้าเกิดแร่หมดเขาจะเอาที่ดินไปทำสนามกอล์ฟแทน บารมีหาว่าเขาคิดจะรวยคนเดียว เผ่าลาภยืนยันว่ารายได้จากสนามกอล์ฟจะเข้ากงสีเหมือนกิจการอื่นของครอบครัว บารมีกล่าวหาว่าเงินกงสีมีแต่พี่ใหญ่เท่านั้นที่เอาไปใช้ น้องๆได้แต่กินเงินเดือน แนะให้ยกเลิกกงสี เผ่าลาภโกรธมากประกาศลั่น

“ทุกคนฟังไว้...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในแวดวงธุรกิจภายภาคหน้า หากมีผู้ใดคิดล้มเลิกกงสีของตระกูลถือว่ามันผู้นั้นไม่เคารพต้นตระกูลของเรา จำเอาไว้”...

หลังจากประชุมเสร็จ เผ่าลาภกลับห้องทำงานตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บอกกับแพรวาที่รออยู่ในห้องว่าวันนี้เขาจะไม่พาลูกไปดูงานที่ไหนอีก ตอนนี้เหนื่อยมากอยากกลับบ้าน แพรวาอยากเอาใจพ่อ อาสาจะไปหยิบผ้าเย็นและจะเลยไปตามนายสยามด้วย

“น้องแพร ลูกจะต้องมาฝึกงานที่นี่อย่างจริงจังได้แล้ว เริ่มอาทิตย์หน้าเลยนะ”

แพรวายิ้มรับ ก่อนจะออกจากห้อง เจอนายสยามซึ่งรอท่าอยู่ ยื่นซองใส่เงินที่ผู้จัดการธนาคารฝากมาคืนให้เธอ และรายงานว่าพ่อหนุ่มคนนั้นไม่ยอมรับเงิน ขอไว้แค่การ์ดเท่านั้น...

อเนกไม่ได้แค่ยักยอกเงินของลูกค้า ตอนเอาเงินใส่ตู้เอทีเอ็ม เขายังแอบทำคนเดียวเพื่อจะขโมยเงินได้สะดวก ทั้งที่ตามกฎแล้วต้องมีพนักงานอีกสองคนอยู่ด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่พ้นสายตาหรั่งอีกเช่นกัน...

ตกเย็น ขณะแพรวากำลังเตรียมของขวัญพร้อมกับการ์ดใบใหม่ให้หรั่งอยู่ริมสระว่ายน้ำภายในบ้านเผ่าลาภ ตะวันฉายโผล่มาเซอร์ไพรส์ หญิงสาวทั้งดีใจทั้งโกรธโผเข้าไปทุบอก พลางต่อว่า

“พี่ตะวันน่ะ มาได้อย่างไร ไม่บอกไม่กล่าวเลย ใจดำ นึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มา”

“แต่พี่อยู่แค่คืนเดียวนะน้องแพร รอเปลี่ยนเครื่องบินตอนเช้ามืด พี่มีของมาฝากด้วยนะ” ตะวันฉายทำท่าเสกของออกจากแขนเสื้อราวกับเป็นนักมายากล พริบตาเดียวน้ำหอมชั้นดีปรากฏอยู่ในมือ แล้วเหลือบไปเห็นของขวัญกล่องเล็กๆวางอยู่กับการ์ด ถามว่านั่นของขวัญของใคร แพรวายิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะตอบคำถาม

“ของวีรบุรุษของน้องแพรค่ะ ถ้าไม่มีเขานะ วันนั้นน้องแพรไปส่งพี่ตะวันไม่ทันหรอกจะบอกให้”...

คนที่แพรวาพูดถึงกำลังนั่งมองการ์ดใบแรกที่เธอเขียนให้อยู่ที่โต๊ะอาหาร ไม่ได้สนใจว่าก้อยกำลังถามถึงพ่อของเขาที่เขาโกหกว่าพลัดพรากจากกันตั้งแต่เด็กเพราะมัวแต่ใจลอยคิดถึงเจ้าของการ์ด และนึกย้อนอดีตไปเมื่อครั้งที่ตัวเขาอายุแค่ 7 ขวบ ถือรูปแพรวาตอนเป็นเด็กหญิงวัย 4 ขวบ ไปแจ้งตำรวจให้ช่วยตามหา

“นี่มันลูกสาวบ้านเถ้าแก่ริมทะเลนี่ เขาเป็นอะไรกับเอ็งหรือ” ตำรวจที่รับแจ้งความอดขำไม่ได้

เสียงโบ้ตะโกนเรียกหรั่ง ทำให้เขาตื่นจากภวังค์รีบเก็บการ์ด เป็นจังหวะเดียวกับโบ้เอาอุปกรณ์สำหรับใช้ในงานบวชวันพรุ่งนี้มาให้ หรั่งย้ำว่าตนเองลากิจแค่ครึ่งวันเท่านั้น โบ้รับรองว่าเสร็จงานทันแน่นอน...

ก่อนเข้านอนหรั่งนำการ์ดของแพรวาติดไว้บนผนังที่ดึงลงมาจากเพดานรวมกับรูปภาพของเธอที่เขาตัดมาจากนิตยสาร แล้วยืนมองการ์ดใบนั้นอย่างเป็นปลื้ม

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น แพรวาไปหาหรั่งที่ธนาคารรัตน-ทรัพย์ด้วยตัวเอง แต่ไม่เจอเพราะเขาลางาน พอรู้ว่าเขามาที่วัดแห่งหนึ่งแถวบางบอน สั่งให้นายสยามขับรถพาไปที่นั่น พบว่าหรั่งมารับงานเป็นเสือในขบวนแห่นาค โดยมีเท่ห์แสดงเป็นกระตั้วไล่แทงเสือ ขณะที่เช็งเป็นแป๊ะยิ้มส่วนโบ้คอยเป่าทรัมเป็ต

แพรวาขอคุยกับหรั่งตามลำพัง ก่อนจะมอบของขวัญพร้อมการ์ดที่มีข้อความว่า “ถึงวีรบุรุษผู้ทระนง หวังว่าคราวนี้คงจะรับน้ำใจของฉันไว้นะจ๊ะ...จากแพรวา” ให้ เขาทำท่าจะไม่รับ เธอจับของขวัญยัดใส่มือ

“รับไว้เถอะน่า...ฉันกลับก่อนละนะ แล้วเจอกันนะ” แพรวาพูดไปตามมารยาท แล้วขยับจะไป

“เอ่อ...ที่ไหนหรือครับ” หรั่งพาซื่อ หญิงสาวไม่นึกว่าจะได้ยินคำถามนี้ หันกลับมาบอกทีเล่นทีจริงว่า

“ที่ธนาคารมั้ง” แพรวาพูดจบ เดินไปขึ้นรถ หรั่งมองตามยิ้มอย่างมีความสุข...

เพื่อนๆพากันอิจฉาหรั่งที่มีนางฟ้าในฝันตามมาหาถึงที่นี่ เท่ห์ทำตัวเป็นหมอดูทำนายว่าปีนี้ต้องเป็นปีทองของหรั่งเพราะทำอะไรก็ดูดีไปหมด โบ้กับเช็งแย่งกันอ่านการ์ดพลางล้อเลียนที่แพรวาเรียกเขาว่าวีรบุรุษ

หรั่งคว้าการ์ดคืนแล้วลุกขึ้นทันที “กูจะไปทำงานแล้ว ฝากพวกมึงเอาก๋วยเตี๋ยวแห้งไปส่งให้ก้อยด้วย”...

ดูเหมือนโชคของอเนกจะหมดเสียแล้ว ทันทีที่เขาออกไปกินมื้อเที่ยง ผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์ซึ่งนั่งหน้าเครียดอยู่กับกองเอกสาร เปิดประตูห้องออกมาตะโกนถามพนักงานที่ยังเหลืออยู่ว่ามีใครรู้เรื่องเอทีเอ็มบ้าง

หรั่งมาทันได้ยินพอดี “ผมคิดว่า ผมพอจะรู้เรื่องที่ผู้จัดการอยากรู้ครับ”...

เนื่องจากไม่อยากให้เป็นเรื่องอื้อฉาว ผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์รอจนเลิกงาน จึงเปิดโปงเรื่องทุจริตของอเนก ทั้งเรื่องเอาเงินเข้าออกตู้เอทีเอ็มเพียงลำพังโดยให้เพื่อนอีกสองคนเซ็นรับทราบไว้ล่วงหน้าเพื่อตัวเองจะได้ขโมยเงิน หนำซ้ำยังยักยอกเงินจากลูกค้าสูงอายุ เบิกเงินเกินคำสั่งของลูกค้า ส่วนที่เหลือก็เก็บเอาไว้เอง

“ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ฉาวโฉ่มากนัก เพราะฉะนั้น คุณคงรู้นะว่าควรรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยวิธีใด”

“ไอ้หรั่งใช่ไหม ที่เป็นตัวแสบปูดเรื่องนี้ขึ้นมา” อเนกขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้น

“นายหรั่งเขาทำถูกต้องแล้ว คุณนั่นแหละที่แสบและเลว” ผู้จัดการฯด่าเสร็จกลับห้องทำงาน

อเนกแค้นใจมาก ตามไปที่ลานจอดรถกระชากไหล่หรั่งให้หันมาแล้วประเคนกำปั้นใส่หน้าจนล้มคว่ำ ด่าซ้ำว่าต้องการจะประจานให้เขาอับอายใช่ไหม หรั่งยืนยันว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ผู้จัดการฯเองก็ไม่ได้บอกใครเพราะไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โต อเนกโกรธต่อยเขาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ปล่อยให้ถูกทำร้ายข้างเดียว ชกคืนบ้าง สองคนต่อสู้กันอุตลุด นายโตต้องเข้ามาแยก อเนกชี้หน้าหรั่ง ขู่ว่าคนชอบแส่อย่างเขาไม่ตายดี...

หรั่งกลับบ้านเช่าในสภาพปากแตกมีรอยฟกช้ำ ก้อยเอาสำลีชุบยาแดงยื่นไปข้างหน้าขณะที่หรั่งพยายามเอียงแผลของตัวเองเข้าหาสำลีก้อนนั้น ถูกที่บ้างผิดที่บ้าง หญิงสาวเตือนเขาว่าทีหน้าทีหลังอย่าเป็นคนดีเกินไป เอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสียบ้างจะได้ไม่ต้อง

เดือดร้อนแบบนี้และขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย หรั่งไม่พูดอะไรก้มหน้าก้มตาแกะห่อของขวัญออกดูอย่างทะนุถนอม เห็นพวงกุญแจห้อยไอ้มดแดงขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ในกล่อง

“ถ้าคราวหน้าจะมีเรื่องกับใคร หรั่งต้องนึกถึงเหตุการณ์วันนี้ไว้ให้ดีนะ”

ชายหนุ่มยกพวงกุญแจขึ้นมามองอย่างหลงใหลได้ปลื้ม “หรั่งจะไม่มีวันลืมวันนี้เลย ก้อยเอ๊ย”

ooooooo

บารมีอารมณ์บูดแต่เช้าเพราะหมุนเงินไม่ทัน อีกทั้งลูกน้องยังโทร.มาตามหลายครั้ง แต่เขาไม่รับสาย ไม่รู้จะระบายอารมณ์ที่ไหนหันไปอาละวาดใส่กันทิมา ลูกน้องติดต่อบารมีไม่ได้ตัดสินใจมาตามถึงคอนโดฯที่พัก เพื่อแจ้งว่ารถเบนซ์ลอตใหม่ที่เราสั่งมาถึงท่าเรือแล้ว ทางนั้นให้รีบเอาเงินมาจ่ายถึงจะเอารถออกได้

“ทั้งหมดห้าสิบล้าน เขาให้เราวางสิบเปอร์เซ็นต์ก่อน ก็...ห้าล้านบาทครับเฮีย”

“กูไม่มีว่ะ...เธอมีไหมกันทิมา บัญชีส่วนตัวของเธอน่ะ ขอยืมก่อนสิ”

กันทิมาไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น บารมีของขึ้นเดินเข้ามาตะคอกใส่หน้าลูกน้องให้กลับไปบอกทางท่าเรือว่าเขาไม่เอารถพวกนั้นแล้ว เลิกกิจการแล้ว บริษัทเจ๊ง ลูกน้องถึงกับอึ้ง...

ด้านเผ่าลาภตระหนักแล้วว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนถ่ายให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้งาน จึงจัดสรรงานให้ต้นหรือกฤษฎาไปช่วยงานชาติชายที่เหมืองและให้ศึกษางานจากเขาให้มากที่สุด ส่วนแพรวาจะส่งไปเรียนงานด้านบริหารการตลาดจากอรทัยแม่ของกฤษฎา และจากนี้ไปเผ่าลาภจะถือว่าทั้งคู่เป็นพนักงานของบริษัทคนหนึ่ง ทำงานดีก็มีเบี้ยเลี้ยงให้ ทำผิดพลาดจะต้องถูกตำหนิ ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีสิทธิพิเศษ

“และต้องเข้าประชุมรายงานผลงานตามกำหนดทุกครั้ง เข้าใจนะ”...

ทันทีที่บารมีรู้เรื่องการจัดสรรงานให้กฤษฎาและแพรวา ก็รีบตามมาใส่ไฟอรทัยกับทนงศักดิ์ถึงบ้าน กล่าวหาว่าเผ่าลาภต้องการดันลูกสาวตัวเองให้ขึ้นเป็นใหญ่ถึงได้ผลักไสกฤษฎาไปอยู่โรงงานกับชาติชาย อรทัยค้านเสียงแข็งว่าเป็นไปไม่ได้ แพรวาเป็นผู้หญิง  ตามธรรมเนียมจะขึ้นเป็นหัวเรือไม่ได้ ต้องดันลูกชายของเธอถึงจะถูกต้อง บารมีชักชวนให้พี่สาวรวมหัวกันคอยค้านเผ่าลาภ ไว้ให้ดีเพราะเขามาเหนือเมฆตลอด

ทนงศักดิ์มีธุระนัดเพื่อนตีกอล์ฟจึงขอตัวไปก่อน บารมีสบโอกาสได้อยู่ลำพังกับพี่สาว เลียบๆ เคียงๆ ขอยืมเงินห้าล้านบาท เธอไม่มีให้ ถ้าต้องการเงินจริงๆ ให้เขาไปยืมจากกงสี หรือไม่ก็เลิกกิจการแล้วมาช่วยงานที่เหมืองกินเงินกงสี บารมีไม่อยากเป็นลูกน้องเผ่าลาภ

อรทัยเตือนน้องชายให้หัดเรียนรู้งานไว้บ้างเผื่อพี่ใหญ่เป็นอะไรไปเขาต้องขึ้นมาคุมงานแทน และต้องทำตัวให้เหมาะสม ไม่อย่างนั้นอาจโดนคนอื่นตัดหน้า...

ทางฝ่ายหรั่งไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ ว่าง เมื่อไหร่ต้องหยิบหนังสือมาอ่าน พอถึงเวลาเข้าห้องสอบ จึงทำข้อสอบได้อย่างมั่นใจ อย่างไรเสียปริญญาตรีไม่หนีเขาไปไหนแน่นอน...

ยังไม่ทันจะรู้ผลสอบ ผู้ใหญ่เงาะจัดงานฉลองเล็กๆ ให้หรั่งล่วงหน้า เพราะเชื่อมั่นว่าคนอย่างเขาต้องสอบผ่าน และประกาศกลางวงเหล้าว่าหรั่งจะสืบทอดตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านจานเดี่ยวต่อจากตน ก่อนจะเมาฟุบอยู่แถวนั้น หรั่งเองก็ดื่มไปหลายแก้ว กลับถึงบ้านพักด้วยอาการมึนๆเช่นกัน ก้อยร้อยพวงมาลัยดอกมะลิมาคล้องข้อมือเขาเป็นของขวัญวันสอบเสร็จ สัญญาว่าถึงวันประกาศผลเมื่อไหร่เธอจะร้อยพวงมาลัยสวยกว่าพวงนี้มาให้

“ไม่จำเป็นเลยก้อย แค่หรั่งได้เห็นก้อยยิ้ม ก้อยมีความสุขก็ถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับหรั่งแล้ว... เอาอย่างนี้ ถ้าหรั่งสอบผ่านได้ปริญญาตรี หรั่งจะพาก้อยไปฉลองที่ทะเลดีไหม”

“หรั่งก็รู้ว่าก้อยอยากไปทะเลแค่ไหน ก้อยไม่เคยไปทะเลมาก่อนเลยในชีวิต” ก้อยพิงไหล่หรั่งซึ่งโอบกอดเธอไว้ด้วยความเอ็นดูและสงสาร พลางหยิบพวงมาลัยที่ก้อยคล้องมือให้ขึ้นมาดู พวงกุญแจรูปไอ้มดแดงขี่มอเตอร์ไซค์ที่อยู่ในมือห้อยตกลงมา หรั่งยิ้มกว้างจินตนาการว่าคนให้มาอยู่ตรงหน้า

ooooooo

นายสยามถูกใจหรั่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมา ทำธุระที่ธนาคารรัตนทรัพย์ให้เจ้านายในเช้าวันหนึ่ง เห็นเขากำลังแจกน้ำสมุนไพรและน้ำเต้าหู้ตามออร์เดอร์ ให้พนักงานในธนาคารยิ่งทำให้นายสยามปลื้มใจในความขยันทำมาหากิน พอสบช่องจึงเข้าไปทักทายพูดคุยด้วย

หรั่งจำได้ว่านายสยามเป็นคนขับรถของแพรวา รบกวนฝากน้ำย่านางไปให้เธอสองขวด คุยอวดสรรพคุณว่าน้ำสมุนไพรชนิดนี้บำรุงสุขภาพและดับร้อนได้ดี ถ้าแพรวาสนใจจะดื่มเป็นประจำทุกเช้า เขายินดีส่งให้ถึงที่

“และสำหรับพี่สยาม ผมมีแก้วนี้ให้ชิมก่อน” หรั่งพูดจบรินน้ำย่านางใส่แก้วให้...

ทันทีที่ถึงออฟฟิศ นายสยามรีบนำน้ำย่านางฝีมือของหรั่งไปให้แพรวา พร้อมกับบรรยายสรรพคุณตามที่คนฝากคุยอวดไว้ไม่มีตกหล่น เธอลองชิมแล้วไม่ชอบ แต่เห็นนายสยามเชียร์ออกนอกหน้าจึงฝากเขาสั่งน้ำย่านางมาให้วันละสี่ขวด เธอไม่คิดจะดื่มเอง ยกให้เขากับเมียคนละขวด ที่เหลือยกให้ลูกทั้งสองคนของเขา...

ในเวลาเดียวกัน ขณะที่เผ่าลาภกำลังปรึกษาหารือกับผู้กว้างขวางในพื้นที่ ทั้งนายก อบต. กำนันและผู้ใหญ่บ้านเรื่องที่ดินที่จะซื้อทำเหมืองพลอย บารมีเข้ามาขัดจังหวะขอคุยธุระส่วนตัว แล้วให้เขาไปเจอกันที่สำนักงานของเหมืองพลอย เผ่าลาภเห็นกันทิมานั่งคอยอยู่ในรถ รู้ทันทีว่าน้องชายมาทำไม

ครู่ต่อมา บารมีกับเผ่าลาภมาถึงห้องรับรองของสำนักงาน กันทิมาไม่ได้เข้ามาด้วยนั่งรออยู่ในรถ บารมีไม่พูดพล่ามขอยืมเงินจากกงสีห้าล้านบาท อ้างจะเอาไปลงทุน เผ่าลาภให้ไม่ได้เพราะเงินกงสีไม่ใช่ของเขาคนเดียว เป็นของพี่น้องคนอื่นๆด้วย บารมีไม่พอใจ หาเรื่องต่อว่าพี่ชายเสียๆหายๆ แถมยังขู่อีกว่า

“ไม่ให้ก็ได้ แล้วเฮียคอยดูต่อไปก็แล้วกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนอย่างอั๊วถ้าจะล้มอั๊วไม่ล้มคนเดียวหรอก”...

ระหว่างที่สองพี่น้องกำลังมีปากเสียงกัน ชาติชายขับรถตักดินพากฤษฎากลับจากขุดเหมืองเข้ามาจอดหน้าสำนักงาน บอกให้หลานชายไปล้างหน้าล้างตา พักเหนื่อยครึ่งชั่วโมง แล้วเราค่อยไปขุดดินท้ายเหมืองกันต่อไป กฤษฎาลงจากรถตักดินอย่างอ่อนแรงเดินไปด้านหลังสำนักงาน ชาติชายเหลือบเห็นกันทิมา ทีแรกตั้งใจจะไม่เข้าไปทัก แต่อดใจไม่ได้ ทั้งสองคุยกันแค่ไม่กี่คำ เขาก็ขอตัวกลับไปทำงาน ทันทีที่ชาติชายคล้อยหลัง บารมีเดินหัวเสียออกมาจากสำนักงาน บอกให้กันทิมาช่วยขับรถแทนที ตนไม่มีอารมณ์จะขับ...

ขณะที่ความแค้นของบารมีที่มีต่อเผ่าลาภเพิ่มขึ้น เท่ห์ โบ้และเช็งมาชักชวนหรั่งซึ่งกำลังทำงานอยู่ที่ร้านซ่อมจักรยานให้ลางานหนึ่งอาทิตย์ไปช่วยกันจัดงานรื่นเริงประจำปีที่ศาลากลาง จ.กาญจนบุรี จังหวะนั้น นายโตปั่นจักรยานเข้ามาแจ้งว่าผู้จัดการธนาคารสั่งให้มาตามหรั่งไปพบ เขาวางมือจากงานรีบวิ่งออกไปทันที...

ผลของการทำความดีและขยันขันแข็งในการทำงาน ประกอบกับหรั่งสอบได้ปริญญาตรีแม้จะยังไม่เป็นทางการแต่ก็ทำให้ผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์เลื่อนตำแหน่งเขาจากแมสเซ็นเจอร์ขาจรมาเป็นพนักงานธุรการของธนาคารอย่างเต็มตัว ทั้งเท่ห์ โบ้ เช็งและก้อยต่างโห่ร้องแสดงความยินดีเมื่อรู้ข่าว
ในเมื่อได้เป็นพนักงานประจำ หรั่งจะแวบมาส่งข้าวกลางวันให้ก้อยเหมือนเคยไม่ได้อีกแล้ว คงต้องฝาก ป้าแป๋วข้างบ้านให้ช่วยดู และเรื่องจะให้เขาลางานหนึ่งอาทิตย์ไปช่วยเพื่อนๆจัดงานที่ จ.กาญจนบุรียิ่งเป็นไปไม่ได้ หรั่งจึงแนะเท่ห์ให้ลองฝึกคนอื่นมาแทนที่ตน เขาถึงกับบ่นอุบว่าหรั่งเห็นงานดีกว่าเพื่อน...

ด้านตะวันฉายกลับเมืองนอกแทนที่จะโทร.บอกแฟนกลับโทร.นัดเพื่อนไปท่องราตรี และสั่งห้ามพวกนั้น

บอกแพรวาเด็ดขาด เขาต้องการจะเที่ยวเตร่ประสาคนโสดวันสองวันก่อน จริงๆแล้วตะวันฉายไม่ได้คิดจริงจังอะไรกับแพรวา ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอมีผลประโยชน์ทางการเมืองของพ่อของทั้งคู่มาเกี่ยวข้องโฉมฉายพอใจกับความคิดของลูกชายมาก เพราะเธอเองก็ไม่ได้ปลื้มแพรวานัก...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ไนท์คลับหรูแห่งหนึ่งกลางกรุง บารมีอับจนหนทาง คิดจะหยิบยืมเงินจากกัมปนาทแต่เกรงจะเสียฟอร์มพี่ชายไม่กล้าพูดตรงๆ ทำทีจะมาขอเสียงสนับสนุนให้เลิกกงสี ชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่ารู้เท่าทันความคิดของเขา ถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่าต้องการเงินเท่าไหร่ บารมีอ้ำๆอึ้งๆว่าห้าล้านบาท

“ฉันมีอยู่แค่ล้านห้า...เอางี้นะ ฉันให้เฮียไปเลยหนึ่งล้าน พรุ่งนี้ไปเอาที่บริษัท และฉันจะไม่ตามทวง ไม่คิดดอก มีเมื่อไหร่ค่อยเอามาให้หรือจะเบี้ยวไปเลยก็ตามใจ ในฐานะน้องชาย ฉันช่วยเฮียได้เท่านี้จริงๆ...จบนะ”

ตอนที่ 3

ตะวันฉายแค้นใจที่เสียเหลี่ยมจิ๊กโก๋กระจอก ถูกหลอกจนหัวปั่น โวยวายเข้าไปหากฤษฎาซึ่งนั่งจีบแม่ค้าขนมหวานอยู่กับพวกคนงานเหมืองให้ช่วยหาคนไปรุมยำไอ้พวกที่คุมชิงช้าสวรรค์ โทษฐานมาแยกเขากับแพรวา

“ต้องเช็กดูก่อนว่าพวกมันเป็นคนที่ไหนแน่ ถ้าเป็นคนท้องถิ่น ไม่คุ้มว่ะ เสียคะแนนพ่อกูหมด...ใจเย็นๆ ไอ้ตะวัน นั่งกับกูตรงนี้ก่อนดีกว่า” กฤษฎาว่าแล้วหันไปจีบแม่ค้าขนมหวานต่อไป...

อีกด้านหนึ่งของงาน หรั่งวิ่งนำแพรวาออกมาจากซุ้มของประหลาดซึ่งเป็นซุ้มสุดท้ายที่เข้าไปเที่ยว เจอเผ่าลาภมากับผู้ติดตามพอดี เขาเอ็ดลูกสาวที่วิ่งซนเป็นเด็กๆ แล้วถามหาตะวันฉายหายไปไหนไม่เห็นอยู่ด้วย

“เอ่อ...ลืมไปเลย” แพรวาว่าแล้ว ชะเง้อคอมองหาคนที่พ่อพูดถึง

“ไม่น่าเชื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่ป๋าเห็นหนูลืมพี่ตะวันฉาย แล้วนี่ใครล่ะ” เผ่าลาภมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ลูกสาว หรั่งแนะนำตัวเองแล้วยกมือไหว้ แพรวาเริ่มจะเป็นห่วงตะวันฉายขึ้นมา รีบดึงพ่อไปช่วยกันตามหา แล้วนึกขึ้นได้หันมาขอบใจหรั่ง ก่อนจะลากพ่อตัวเองหายเข้าไปในฝูงชาวบ้าน หรั่งมองตามอย่างสุขใจ...

บริเวณที่ตั้งชิงช้าสวรรค์ ซึ่งตอนนี้ปิดไฟมืด เท่ห์เจอสมุดโน้ตของแพรวาลืมทิ้งไว้บนกระเช้า โบ้เห็นหรั่งกำลังบ่ายหน้ามาทางนี้ คว้าสมุดไปจากมือเพื่อนจะเอาไปให้เขาไปคืนเจ้าของ เท่ห์ห้ามไว้

“ช้าก่อนเพื่อน เราเล่นแฟนเขาขนาดนั้น กูว่าให้ไอ้หรั่งไปคืนพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ไม่งั้นอาจโดนสหบาทา...เปิดชิงช้าต่อเถอะว่ะ ขายตั๋วยังไม่พอค่านํ้ามันรถเลยมึง” เท่ห์ว่าแล้วหยิบไมโครโฟนขึ้นมาประกาศเชิญชวนให้ผู้คนมาขึ้นชิงช้าสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง สิ้นเสียงประกาศ ฝูงเด็กพุ่งมาเข้าแถวซื้อคูปองกันแน่นขนัด

ooooooo

หรั่งไปที่สำนักงานของเหมืองแต่เช้า เจอพนักงานคนหนึ่งจึงเข้าไปถามว่าแพรวาอยู่ไหม เธอลืมสมุดโน้ตไว้เมื่อคืนตอนขึ้นชิงช้าสวรรค์

“อ๋อ นายนี่เอง คุณแพรวาไม่อยู่ ออกไปสำรวจเหมืองกับคุณเผ่าลาภ จะฝากหรือจะรอคะ”

“ฝากคืนเธอด้วยแล้วกันครับ บอกว่าหรั่งเป็นคนเอามาให้” หรั่งยื่นสมุดโน้ตให้แล้วออกไป พนักงานมองตามยิ้มอย่างมีเลศนัย ชายหนุ่มออกจากตัวอาคารสำนักงานได้ไม่กี่ก้าว กฤษฎาปราดเข้ามาขวางไว้ ถามอย่างเอาเรื่องว่าเมื่อคืนได้ข่าวว่าเขาซ่าส์มาก รู้หรือเปล่าว่านั่งชิงช้าสวรรค์กับใคร ในเมื่อกฤษฎายียวนมาหรั่งจึงยียวนกลับ เขาไม่พอใจต่อยหรั่งหน้าหงาย แล้วส่งสัญญาณเรียกพรรคพวกอีกหกคนมาล้อมกรอบเอาไว้

“มึงกวนกูหรือ มึงรู้ไหมว่าการที่มึงยุ่งอะไรไม่เข้าเรื่องน่ะ มึงอาจเจอตีนได้”

“แต่ถ้าพี่ซ่าส์ไม่เลือกถิ่น พี่ก็มีโอกาสเจอตีนได้เหมือนกัน” สิ้นเสียงหรั่ง รถกระบะเปิดท้ายบรรทุกชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยมมาเต็มคันรถ โดยมีเท่ห์ โบ้ และเช็งรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย กฤษฎาถึงกับหน้าเสีย...

ในเวลาต่อมา อรทัยเห็นสภาพบอบชํ้าของลูกชายก็โวยวายลั่นว่า ต่อไปไม่ต้องไปที่เหมืองอีกแล้ว ทนงศักดิ์ด่าซํ้าว่าส่งให้ไปเรียนรู้งานแต่ดันไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่น กฤษฎาอ้างว่าพวกนั้นมาเกาะแกะแพรวาก่อนเขาจำเป็นต้องปกป้องน้อง ตองหมั่นไส้พี่ชาย แขวะว่าทีน้องแท้ๆของตัวเองไม่เห็นเคยคิดจะปกป้อง

“แต่เท่าที่ตองได้ยินมานะแม่ นายนั่นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ยังเคยพาพี่แพรวาไปส่งพี่ตะวันฉายได้ทันเลย”

“แล้วเราก็ต้องยกแพรวาให้มันเลยงั้นหรือยายตอง” กฤษฎาตะคอก

อรทัยเห็นลูกเถียงกันไปมา สั่งให้หยุดทะเลาะกันได้แล้ว กฤษฎายังแค้นใจหรั่งไม่หาย ขออนุญาตพ่อซื้อปืนจะเอาไปยิงไอ้กุ๊ยพวกนั้น ตองสวนทันทีเดี๋ยวก็โดนถีบกลับมาอีก กฤษฎาขยับเข้าหาน้องสาวอย่างเอาเรื่อง อรทัยต้องเข้ามาขวางไว้ สั่งห้ามพี่น้องตีกันเอง...

ขณะที่กฤษฎาคิดจะเปิดศึกกับน้องสาวตัวเอง ตะวันฉายยืนคุยกับแพรวาอยู่บนสันเขื่อนศรีนครินทร์ บรรยากาศยามเย็นที่มองเห็นผืนน้ำในเขื่อนสวยจนตะวันฉายอดเสียดายไม่ได้ที่เราสองคนไม่ได้ค้างคืนบนนี้ แพร–วาจะไปขออนุญาตพ่อที่นั่งรออยู่ในรถ แต่เขาห้ามไว้เกรงว่าพ่อของเธออาจจะมองเขาไปในทางไม่ดี

“ไม่เห็นมีตรงไหนของพี่ตะวันที่ไม่ดีเลย นอกจาก... ช่างเถอะค่ะ”

“นอกจาก ไม่ค่อยมีเวลาให้น้องแพร นอกจาก...ปุบปับ จะไปเมืองนอกก็ไม่บอกก่อน...นอกจากไม่ยอมให้น้องแพรไปส่งที่สนามบิน...นอกจากต้องเชื่อฟังคุณพ่อพี่ตลอดเวลาและอีกหลายๆนอกจาก”

แพรวาฟังแล้วรู้สึกทะแม่งๆชอบกล เหมือนคนจะบอกเลิกกัน ตะวันฉายไม่มีทางบอกเลิกเธอแน่นอนแพรวายิ้มพอใจ ขอให้เขาจำคำพูดนี้ไว้ เขาจำทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเธอได้ แต่ที่เขาต้องยุ่งเหยิงจนไม่ค่อยมีเวลาให้ก็เพราะต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าเขาพร้อมแล้วที่จะเดินนำหน้าเธอตลอดไป แพรวาซึ้งใจมากโผกอดตะวันฉายไว้แน่น ก่อนจะแยกจากกันอย่างอาลัยอาวรณ์ หญิงสาวเดินมาขึ้นรถ บอกพ่อให้กลับกันได้แล้ว นายสยามส่งสมุดโน้ตที่ลืมไว้เมื่อคืนนี้ให้แพรวา เธอขอบคุณเขามากที่เก็บไว้ให้

“ไม่ใช่นายสยาม ไอ้หนุ่มคนเมื่อคืนต่างหากที่น้องแพรควรจะไปขอบคุณเขา” เผ่าลาภทักท้วง...

คนที่เผ่าลาภพูดถึง เพิ่งกลับถึงบ้านเช่าพร้อมด้วยถั่วทอดเป็นของฝากติดไม้ติดมือมาให้ก้อยซึ่งไม่เคยกินมาก่อน แค่คำแรกเธอก็ชมไม่หยุดปากว่าอร่อยมาก

“โชคดีจังเลยที่ก้อยมีหรั่ง ก้อยได้รู้จักอะไรแปลกๆ เต็มไปหมด ถ้าไม่มีหรั่งสักคน ก้อยนึกไม่ออกเลยว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร” คำพูดของก้อยทำให้หรั่งหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก

ooooooo

เช้าวันถัดมา ผู้ใหญ่เงาะต้อนรับกลุ่มทนายความของเจ้าของที่ดินที่มายื่นข้อแม้ 5 ข้อให้กับชาวชุมชนจานเดี่ยว ถ้าทำไม่ได้ เจ้าของที่ดินจะไม่พูดถึงเรื่องสัญญาเช่าเด็ดขาด

“ข้อ 1. ห้ามมีการค้ายาบ้าในชุมชนนี้...ข้อ 2. ห้าม มีการค้าประเวณี...ข้อ 3. ห้ามมีบ่อนการพนัน...ข้อ 4.ห้ามมีโต๊ะสนุ้กเพราะอาจจะเป็นแหล่งมั่วสุมได้ และข้อ 5. ห้ามตั้งโรงเฟอร์นิเจอร์ในชุมชน เพราะอาจนำมาซึ่งเหตุเพลิงไหม้” ทนายความแถลงสีหน้าจริงจัง ผู้ใหญ่เงาะรับรองว่าข้อห้ามทั้งห้าข้อจะไม่มีการฝ่าฝืน

จังหวะนั้น บุรุษไปรษณีย์นำจดหมายมากองไว้ตรงหน้าผู้ใหญ่เงาะซึ่งเลือกดูจดหมาย พลางพูดกับทนายความ ไปด้วยว่าทางตนมีข้อเรียกร้องข้อเดียวเท่านั้น คือขอสัญญาเช่าหรือหนังสืออนุญาตก็ได้ เพื่อที่ชาวชุมชนจะได้ไปทำเรื่องขอน้ำประปา ขอบ้านเลขที่ แล้วตะโกนเรียกเม่นให้มาเอาจดหมายไปส่งตามบ้านเจ้าของ

ทนายความขอตัวกลับก่อน ส่วนเรื่องค่าเช่าที่ดินคงต้องไว้คราวหน้า ผู้ใหญ่เงาะพยักหน้ารับรู้ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นจดหมายมีตราครุฑประทับอยู่บนซอง รีบเปิดอ่าน ถึงกับตาโต หยิบไมโครโฟนขึ้นมาประกาศ

“นายหรั่ง นาคำ มีจดหมายเรียกตัวจากทางการ ให้รีบมาที่บ้านผู้ใหญ่เงาะด่วน”

หรั่งได้ยินเสียงประกาศใจคอไม่ดี รีบวิ่งออกจากบ้าน เจอโบ้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารั้งตัวไว้ พลางบอกว่ามีจดหมายมาถึงเขา แจ้งว่าสอบผ่านจบปริญญาตรีแล้ว หรั่งดีใจสุดขีด โดดกอดโบ้ส่งเสียงเฮลั่น...

ผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์รู้ว่าหรั่งจบปริญญาตรีอย่างเป็นทางการ เข้ามาแสดงความยินดี และเสนอตัวจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงบัณฑิตใหม่เย็นนี้ หรั่งติดธุระไปไม่ได้ต้องพาน้องที่ตาบอดไปหาหมอ

“ช่างเป็นพี่ชายที่แสนดีจริงๆ...งั้นก็ถ้ามีอะไรเดือดร้อน ต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับน้องล่ะก็ บอกฉันทันทีเลย อย่าเกรงใจนะ” น้ำเสียงหนักแน่นของผู้จัดการทำให้หรั่งต้องรับคำ...

ทางด้านแพรวาถึงกับท้อแทบหมดแรงเมื่อเห็นแฟ้มข้อมูลมากมายที่อรทัยนำมาให้ศึกษารายละเอียด ทั้งบริษัทของคู่ค้าและบริษัทของคู่แข่ง เธออ่านอยู่ครึ่งค่อนวันยังไม่ไปถึงไหน จำต้องขนแฟ้มกลับไปอ่านต่อที่บ้าน ทันทีที่แพรวาเจอหน้าพ่อ บ่นยกใหญ่ว่าทำไมต้องให้ไปทำงานที่ไม่ถนัด เธอจบอักษรศาสตร์ไม่ได้เรียนด้านธุรกิจเผ่าลาภยกตัวเองเป็นตัวอย่าง ไม่ได้เรียนอะไรมาด้วยซ้ำยังต้องขึ้นมานั่งแท่นประธานบริหาร

“เอาอีกแล้วเอาเรื่องตัวเองมาเล่าอีกแล้ว ใครจะเก่งได้เท่าคุณป๋าล่ะ เกิดมาน้องแพรยังไม่เคยเห็นเลยสักคน นอกจากนายหรั่งที่พอจะใกล้เคียง” แพรวาพูดชื่อชายหนุ่มที่เพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งได้อย่างลื่นปาก
เผ่าลาภพยายามโน้มน้าวให้แพรวาตระหนักว่าเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องล้มหายตายจาก ถ้าเธอไม่เตรียมตัวสืบทอดตำแหน่งแทนเขาตั้งแต่ตอนนี้แล้วใครจะทำแทน แพรวาไม่ยอมให้พ่อเป็นอะไรเด็ดขาด และขอให้ท่านเลิกคิดเสียทีว่าเธอจะทำได้อย่างที่ท่านทำ แล้วเดินหนีขึ้นห้อง เผ่าลาภรู้สึกเหนื่อยล้าไปหมดหันไปบ่นกับรำไพ

“ถ้าเฮียย้งอยู่ ผมก็คงไม่ต้องมารับภาระหนักอย่างนี้ ทั้งคุณและลูกแพรก็คงสบายใจ อย่างน้อยเด็กผู้ชายคนนั้น ก็คงจะแบ่งเบาภาระจากผมได้เยอะทีเดียว”

พลันภาพในอดีตเมื่อยี่สิบปีที่แล้วผุดขึ้นมาในความคิดคำนึงของเผ่าลาภ ตอนนั้นเฮียย้งพี่ชายเขาอุ้มลูกชายที่ยังแบเบาะของตัวเองขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะหันมาบอกว่าเด็กคนนี้มีแววดี สักวันหนึ่งจะต้องมาช่วยกอบกู้กิจการของตระกูลให้เจริญก้าวหน้า เผ่าลาภจำทุกคำพูดนั้นได้ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ooooooo

หลังจากตรวจดวงตาให้ก้อยเสร็จ หมอแอบไปพบหรั่งตรงซอกตึกท่ีเดิม แล้วระเบิดอารมณ์ใส่อย่างเหลืออดว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะขอยาจากอาจารย์หมอมาให้ และมันอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของก้อยด้วย หรั่งถามเสียงเครียดว่ายังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ หมอตวาดใส่ว่าไม่เหลือแล้ว

“คุณถามมาตั้งแต่ก้อยยังมีเวลาเหลือเฟือจนตอนนี้มันหมดเกลี้ยงแล้ว ถามจริงๆเถอะคุณตามหาพ่อหรือตามหาอะไรกันแน่...ถ้าคุณคิดจะทำเพื่อก้อยล่ะก็ คุณมีทางเลือกแค่สองทาง หนึ่งผ่าตัดโดยเร็วที่สุด...สอง บอกความจริงกับก้อยให้เธอยอมรับสภาพตาบอดไปตลอดชีวิต ตั้งแต่เดี๋ยวนี้” คำพูดของหมอทำให้หรั่งถึงกับอึ้ง...

ตั้งแต่กลับจากโรงพยาบาล หรั่งเอาแต่นั่งซึมไม่พูดไม่จา เท่ห์ชวนไปรับจ๊อบไล่ตีเด็กเทคนิคก็ไม่สนใจคิดถึงแต่คำต่อว่าของหมอเมื่อตอนเย็น คิดไปคิดมาอยู่หลายตลบ สุดท้ายตัดสินใจไปคุยกับก้อย

“ก้อย...หรั่งมีอะไรจะสารภาพ หรั่งคิดว่าหรั่งคงตามหาพ่อไม่เจอแล้วแหละ แต่ถึงหรั่งจะไม่เจอพ่อ ก้อยก็จะต้องได้ผ่าตัดตาแน่นอน หรั่งสัญญา”

“ไม่เอา อย่าสัญญาเลย เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก้อยก็เป็นภาระของหรั่งมากอยู่แล้ว หรั่งอย่าทำให้ตัวเองต้องลำบากเพราะคำสัญญาอีกเลย” ก้อยเหมือนจะทำใจรับสภาพได้

ooooooo

หรั่งตกลงใจจะขอความร่วมมือจากผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์ ครั้นจะเข้าไปขอตรงๆก็ไม่กล้า จึงเอาน้ำสมุนไพรสารพัดชนิดไปให้เขาชิมบังหน้า แล้วยืนรีๆรอๆ ผู้จัดการอ่านสีหน้าท่าทางของหรั่งออก ถามว่ามีอะไรหรือเปล่าพูดได้เลยไม่ต้องเกรงใจ ชายหนุ่มเท้าความว่าเมื่อวานนี้ผู้จัดการยังจำได้ไหมที่พูดถึงน้องสาวของเขา

“อ๋อ...ที่ตาเสีย ว่าไงจะให้ช่วยอะไรล่ะ ค่ารักษาไหม เท่าไหร่ว่ามา”

“หนึ่งแสนบาทก่อนครับ เธอต้องผ่าตัดใหญ่น่ะครับ ผ่าเสร็จแล้วมีค่าใช้จ่ายอีกประมาณสองแสนครับ”

ผู้จัดการนิ่งอึ้งไปห้าวินาที “เป็นน้ำสมุนไพรที่แพงมากๆ ผมแบ่งงวดจ่ายได้ไหม”...

ด้านกฤษฎายังแค้นใจหรั่งไม่หาย มาขอให้ตะวันฉายช่วยหาชายฉกรรจ์ให้สิบคนจะตามไปคิดบัญชีไอ้กระจอกนั่นให้หายแค้น ตะวันฉายยินดีจัดให้ตามที่เพื่อนต้องการ...

หรั่งทนเก็บความดีใจไว้คนเดียวไม่ไหว ขอลากิจช่วงพักเที่ยงมาบอกข่าวดีกับก้อยว่าผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์ให้เขายืมเงินไว้เป็นค่าผ่าตัดตาให้เธอ มีเมื่อไหร่ค่อยใช้คืน หรือจะค่อยๆผ่อนชำระก็ได้ โบ้ซึ่งมาช่วยดูแลก้อยและหาข้าวกลางวันให้กิน พลอยดีใจไปด้วย...

ในเวลาเดียวกัน แพรวานำงานมาให้กัมปนาทที่แผนกออกแบบ กลับเจอธนูชายหนุ่มรูปหล่อที่อ้างตัวว่าเป็นเลขาฯของเขานั่งอยู่ที่นั่นตามลำพัง แพรวาโวยวายลั่นว่าเลขาฯอาของเธอชื่อคุณนุชต่างหาก จังหวะนั้นกัมปนาทกลับเข้ามาพอดี ถามหลานสาวว่าอึดอัดอะไรมาจากไหน ถึงได้เก็บมาตะโกนที่นี่

“โกฮุ้งให้เอาแบบที่น่าจะเปิดตลาดใหม่ปีหน้ามาปรึกษาอาค่ะ”

“แล้วรู้จักกับธนูหรือยัง”

แพรวาเพิ่งรู้จักเมื่อครู่นี้เอง แต่ไม่รู้ว่ามีหน้าที่อะไร กัมปนาทจ้างธนูมาเป็นเลขาฯส่วนตัวของเขาดูแลทุกอย่างที่แตกต่างจากคุณนุช หญิงสาวมองหน้าธนูแล้วมองกัมปนาทยิ้มๆ...

ครู่ต่อมา แพรวากลับมาที่ห้องทำงานตัวเอง แทนที่จะเอาแฟ้มข้อมูลที่อรทัยให้มาศึกษารายละเอียดกลับเปิดโน้ตบุ๊กเล่น Skype เม้าท์เรื่องอากัมปนาทกับหนุ่มหล่อเลขาฯส่วนตัวของเขาให้เพื่อนๆฟังอย่างสนุกปาก พนักงานคนหนึ่งเดินถือแฟ้มเข้ามาหา แพรวารีบพักหน้าจอโน้ตบุ๊ก

“คุณอรทัยให้เอาเอกสารมาให้คุณแพรวาอ่านเพิ่มเติมค่ะ ถ้าคุณแพรวาอ่านจบแล้ว คุณอรทัยให้รีบเอาไปคืนด้วยค่ะ” พนักงานรายงานเสร็จปรายตามองโน้ตบุ๊กครู่หนึ่งก่อนจะออกไป แพรวายกหน้าจอโน้ตบุ๊กขึ้นอีกครั้ง ปรากฏว่าเพื่อนๆออกจากการสนทนาไปหมดแล้ว เหลือเพียงอรจิราคนเดียว

“นี่อร...แกว่าฉันจ้างใครสักคนมาอ่านไอ้แฟ้มเอกสารพวกนี้ให้ฟังจะดีไหม”

“ก็ต้องเป็นเสียงพี่ตะวันฉายเท่านั้นแหละ ถึงจะน่าฟังสำหรับแก ไม่อย่างนั้นแกก็ต้องจ้างใครสักคนมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวแบบอากัมปนาทของแกไง” อรจิราพูดจบหัวเราะคิกคัก พลอยทำให้แพรวาขำไปด้วย...
ที่หน้าธนาคารรัตนทรัพย์ หรั่งเลิกงานเป็นคนสุดท้าย กำลังจะกลับ เป็นจังหวะเดียวกับเท่ห์ โบ้และเช็งขี่มอเตอร์ไซค์พร้อมกับเหน็บไม้กระบองคนละท่อนเข้ามาจอดเทียบ เขากระเซ้าว่าจะไปรบที่ไหนกัน เท่ห์ไม่ได้ไปรบแต่จะไปรับจ้างตีเด็กเทคนิคอย่างที่เคยบอก สนใจจะไปด้วยกันไหม ตนขอขึ้นค่าแรงจากแปดร้อยบาทเป็นพันสามร้อยบาทแล้ว หรั่งขอผ่าน ไม่ชอบเรื่องชกต่อย ทั้งสามคนไม่เซ้าซี้อะไรอีก เร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์จากไป ทันทีที่ปลอดคน ชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ซึ่งรอท่าอยู่ในความมืด ดาหน้าเข้ามาประเคนทั้งเข่าเขย่าทั้งศอกใส่หรั่งไม่ยั้ง...

ในเวลาต่อมา หรั่งพาหน้าตายับเยินของตัวเองไปให้ผู้ใหญ่เงาะกับน้าเบิ้มพ่อของโบ้ช่วยใส่ยาทำแผลให้ผู้ใหญ่เงาะสงสัยว่าเขาไปทำอะไรใครไว้ถึงได้ถูกยำเละขนาดนี้ หรั่งเองไม่รู้เหมือนกัน ขอร้องผู้อาวุโสทั้งสองคนอย่าบอกเรื่องนี้ให้ก้อยรู้

“เออ ห่วงแต่ยายก้อยนะมึง อะไรๆก็ก้อย ยังกะว่ามันเป็นน้องแท้ๆงั้นแหละ หรือว่ามีแผนจะเปลี่ยนจากน้องเป็นอย่างอื่น” น้าเบิ้มปากพล่อยพูดไม่ทันคิด หรั่งขอร้อง ถ้ารักกันจริงอย่าพูดแบบนี้อีก จังหวะนั้น เท่ห์ โบ้ และเช็งกลับเข้ามาในสภาพไม่ต่างจากหรั่ง เนื่องจากผิดแผน เลยหนีไม่ทันโดนเด็กเทคนิคยำหมดสภาพ...

ณ บ่อนเถื่อนอันใหญ่โตโอ่อ่าของตะวันฉาย ขณะกฤษฎากำลังชนแก้วเครื่องดื่มกับตะวันฉายฉลองความสำเร็จที่หรั่งโดนนักเลงที่พวกตนส่งไปอัดสะบักสะบอม ต้องตกใจที่เห็นบารมีเข้ามาเล่นการพนัน บารมีเองก็ตกใจไม่แพ้หลานชายเช่นกัน ทั้งคู่ตกลงกันว่าจะเก็บเรื่องเจอกันที่นี่ไว้เป็นความลับ...

ฝ่ายเผ่าลาภโกรธจัดเมื่อได้รับรายงานจากอรทัยและชาติชายว่าแพรวากับกฤษฎาทำงานไม่ได้เรื่อง ตำหนิลูกสาวที่เอาแต่เล่น Skype กับเพื่อนทั้งวันงานการไม่ทำและเล่นงานกฤษฎาที่แอบหนีกลับกรุงเทพฯบ่อยๆ ดื่มเหล้าเมามายแล้วมาหลับที่โรงงาน จากนี้ไป เขาสั่งห้ามหลานชายทำแบบนั้นอีก ต้องกินนอนอยู่ที่เหมือง

“พ่อเราก็อยู่ที่เหมืองอยู่แล้ว ถ้าแม่เขาคิดถึงก็ให้ไปเยี่ยมที่นั่นเอง นี่เป็นคำสั่งนะ ไปได้แล้วทั้งสองคน”

กฤษฎาเดินคอตกออกไป แพรวาขยับจะตามแล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ หันมาบอกเผ่าลาภว่าจะขอผู้ช่วยส่วนตัวหนึ่งคน ถ้าบริษัทไม่จ้างให้ เธอจะจ้างเอง เวลาเธอมีปัญหาจะได้มีใครคอยให้คำปรึกษาได้ตลอดเวลา และยืนยันเสียงแข็ง ถ้าพ่ออยากให้เธอเป็นงาน ก็ต้องอนุญาตให้เธอจ้างผู้ช่วย เผ่าลาภถอนใจ หนักใจ

ooooooo

เผ่าลาภเครียดหนักทั้งเรื่องงานและเรื่องลูกที่ไม่เอาไหน เกิดเป็นลมล้มพับในห้องน้ำ ทำให้แตกตื่นกันทั้งบ้าน แพรวาต้องเป็นคนพาพ่อไปส่งโรงพยาบาลเองเนื่องจากนายสยามไม่อยู่ไปเหมืองที่กาญจนบุรียังไม่กลับ

ประมุขของบ้านมหาโชคตั้งศิริถูกพาตัวเข้าห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน โชคยังดีที่ไม่เป็นอะไรมาก แต่เพื่อความปลอดภัย หมอเอาตัวเขาไว้ตรวจร่างกายให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อน ทั้งแพรวา รำไพและลินจงซึ่งรอฟังอาการอยู่หน้าห้องฉุกเฉินต่างโล่งอก ลินจงเชิญหมอตรวจพี่ชายของเธอตามสบาย เอาให้เต็มที่ไปเลย ไหนๆก็มาถึงที่แล้ว จากนั้นเธอขยับเข้าไปใกล้ๆรำไพ กระซิบถามว่าน้องๆคนอื่นไม่มากันเลยหรือ

“เขาคงอยากให้คุณเผ่าลาภตายล่ะมั้ง” รำไพน้ำตาคลอเบ้า ลินจงจับมือเธอไว้อย่างให้กำลังใจ

“เจ๊จำไว้นะ ถ้าเฮียเป็นอะไรไป อย่างน้อยจะมีฉันคนหนึ่งที่อยู่ข้างเจ๊ อยู่ข้างเฮีย คนที่หวังดีกับเจ๊จริงๆคือ คนที่มาหาเจ๊วันนี้เท่านั้น เชื่อฉันเถอะ” สิ้นเสียงลินจงกันทิมาเดินเลี้ยวมุมตึก ตรงเข้ามาหากลุ่มของรำไพ...

จากนั้นไม่นาน หมออนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมเผ่าลาภได้ คนไข้อารมณ์ดีกระเซ้าแพรวาว่าโรคของเขา มีน้อยคนนักที่เป็น หมอบอกว่ามันเป็นโรคของคนที่มีลูกสาวขี้เกียจถ้าลูกสาวของเขาขยันเอางานเอาการเมื่อไหร่โรคนี้ก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง แพรวาอายที่ถูกอำต่อหน้าลินจงกับกันทิมา ทุบแขนพ่อตัวเองหนึ่งทีแก้เขิน...

แพรวาตั้งใจจะไม่ทำให้พ่อต้องผิดหวังในตัวเธออีก คิดจะหาคนมาช่วยงาน โทร.ขอแรงตะวันฉายมาทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเธอ คอยให้คำปรึกษาเรื่องงาน เขาบอกปัดทันทีว่าไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้น แพรวาแปลกใจในเมื่องานการก็ไม่ได้ทำ ทำไมถึงไม่ว่าง ตะวันฉายยังไม่ทันจะตอบ เพื่อนที่รอเล่นสนุ้กเกอร์ด้วยกันเร่งให้เขารีบๆ แทงลูก แทนที่ตะวันฉายจะตอบคำถามเธอก่อน กลับขอตัววางสายอ้างว่ากำลังยุ่งเสร็จธุระแล้วจะโทร.กลับ แล้วกดสายทิ้ง แพรวางอนเหวี่ยงผ้าห่มที่อุตส่าห์ประดิษฐ์ประดอยปักเป็นหน้าตะวันฉายทิ้งลงพื้น...

อาการป่วยครั้งนี้ ทำให้เผ่าลาภรู้ตัวว่าเวลาของเขาเหลือไม่มาก บ่นให้รำไพฟัง ถ้าเขาเป็นอะไรไปตอนนี้กิจการของตระกูลคงไม่เหลือ น้องๆ ของเขาแต่ละคนจ้องจะผลาญสมบัติราวกับอีแร้งทึ้งเหยื่อ มีเพียงแพรวาเท่านั้นที่พอจะเป็นตัวแทนของเขาได้ แล้วต้องรีบทำให้เธอแกร่งขึ้นมาให้เร็วที่สุด

“คุณจะทำอย่างไรคะ”

“ลูกขอผู้ช่วยสงสัยว่าผมต้องยอมแก” แม้เผ่าลาภจะดูอิดโรยแต่แววตาของเขากลับเปี่ยมด้วยความหวัง...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน เท่ห์วิ่งหางานมาให้เพื่อนๆ ทำอีกจนได้ คราวนี้รับจ้างติดโปสเตอร์ทั่วกรุงเทพฯ เช็งเห็นห่อกระดาษโปสเตอร์หลายสิบห่อกองอยู่ตรงหน้าเกิดคิดไม่ซื่อ แนะให้ติดแค่สี่ห้าแผ่นก็พอ ที่เหลือเอาไปเผาทิ้ง จะได้รับเงินแบบไม่ต้องเหนื่อย เท่ห์ทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าถูกจับได้ขึ้นมาต่อไปใครจะจ้างพวกเราอีก

“พรุ่งนี้เช้าเขาต้องเห็นโปสเตอร์นี้เต็มย่านชุมชนก่อน ถึงจะจ่ายเงิน”

“ถ้าเราติดไป แล้วมีคนมาปิดทับจะทำอย่างไร” โบ้อดสงสัยไม่ได้ เท่ห์แนะให้ติดโปสเตอร์ในเวลากลางดึกยิ่งใกล้เช้ายิ่งดีจะได้ไม่มีใครมาติดโปสเตอร์อื่นทับ งานนี้หรั่งขอทำด้วย อะไรที่ได้เงินเขาเอาหมดทุกอย่าง...

ค่ำวันเดียวกัน ตะวันฉายพาแพรวามากินดินเนอร์ที่ร้านอาหารหรูหราแห่งหนึ่งเพื่อแก้ตัวเรื่องเมื่อตอนกลางวัน แทนที่จะเป็นมื้อค่ำแสนหวาน กลับกร่อยไปทันทีเพราะเธอเอาแต่พูดเรื่องจะให้เขาไปเป็นผู้ช่วยของเธอให้ได้ ตะวันฉายพยายามอธิบายว่ากำลังวางแผนจะทำธุรกิจกับเพื่อนไม่มีเวลาทำอย่างที่เธอต้องการ เธอก็ไม่ฟังบ่นตั้งแต่อยู่ในร้านอาหาร กระทั่งขึ้นรถจะกลับบ้านก็ไม่ยอมหยุดบ่น

ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิดอ้างว่าถ้ายอมไปเป็นผู้ช่วยแพรวาเท่ากับต้องทำตามคำสั่งของเธอ เขาเป็นผู้ชายจะไปเป็นขี้ข้าให้ผู้หญิงได้อย่างไร แพรวาโต้ว่าไม่ได้ให้เขามาเป็นขี้ข้าแต่มาเป็นผู้ช่วย อีกไม่นานพอเราอยู่ด้วยกันเขาก็ต้องมาช่วยงานพ่อของเธออยู่ดี ถึงตอนนั้นเขาต้องมีตำแหน่งใหญ่กว่าเธอ ใหญ่กว่าใครต่อใครอยู่แล้ว

“นี่น้องแพรคิดเลยเถิดไปว่าเราจะอยู่ด้วยกันเลยหรือ”

“แปลว่าพี่ตะวันจะไม่อยู่กับน้องแพรใช่ไหม” แพรวาตัดพ้อทั้งน้ำตา ตะวันฉายไม่รู้ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ แต่ที่แน่ๆ ไม่มีผู้หญิงคนไหนเป็นฝ่ายพูดกับผู้ชายเรื่องแบบนี้ก่อนและที่สำคัญแค่พูดกันยังไม่รู้เรื่อง จะไปคุยเรื่องจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร แพรวาผิดหวังอย่างแรงเปิดประตูจะลงจากรถทั้งๆ ที่ยังแล่นอยู่ เขาโมโหจัดกระแทกเบรกตัวโก่ง พอรถหยุด แพรวาแทบจะกระโจนลงมาแล้วเหวี่ยงประตูปิดปัง รถของตะวันฉายพุ่งออกไปทันที

ooooooo

แพรวาเพิ่งรู้สึกตัวว่าบรรยากาศรอบๆ เงียบสงัด ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งริมถนนด้วยน้ำตานองหน้า ไกลออกไปด้านหลัง มีรถกระบะที่หรั่งกับเพื่อนๆ ใช้เป็นพาหนะในการปิดโปสเตอร์แล่นมาจอด ทุกคนกรูกันลงมาปิดโปสเตอร์ไปตามกำแพง ยกเว้นหรั่งที่เดินเข้ามาหาแพรวาซึ่งหันไปมองพอดี ถึงกับปล่อยโฮลั่น

“ทำไมทุกครั้งที่ฉันเดือดร้อน นายต้องโผล่หน้ามาทุกที”

หรั่งชูพวงกุญแจไอ้มดแดงให้ดู แล้วถามว่าทำไมมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ ทะเลาะกับแฟนมาใช่ไหม แพรวายังไม่ทันจะตอบ เสียงเพื่อนๆ ตะโกนเรียกหรั่งให้ไปกันได้แล้ว  ยังเหลือโปสเตอร์ต้องปิดอีกกองโต แพรวาบอกให้เขาไปก่อนไม่ต้องห่วง ชายหนุ่มพะว้าพะวังถามเธอว่าจะทำอย่างไรต่อไป จะนั่งรอแฟนอยู่ตรงนี้หรือ

“ถ้านายเป็นแฟนฉัน นายจะกลับมารับฉันไหม” แพรวาถามพลางสะอื้นไปด้วย

“ไม่...ถ้าผมเป็นแฟนคุณ ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณไว้อย่างนี้เด็ดขาด”

เสียงเพ่ือนตะโกนเรียกหรั่งอีกครั้ง แพรวาขอไปติดโปสเตอร์ด้วย ถ้าแฟนของเธอย้อนกลับมารับจะได้

ไม่เจอกัน เขาจะได้รู้รสชาติของการผิดหวังเสียบ้าง แล้วทั้งคู่วิ่งไปขึ้นรถกระบะที่จอดรออยู่...

การติดโปสเตอร์ครั้งนี้แม้จะเหน็ดเหนื่อยเนื่องจากติดตั้งแต่หัวค่ำยันดึกแต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานโดยเฉพาะหรั่งดูจะมีความสุขมากกว่าใครเพื่อน หลังจากงานเสร็จ รถกระบะพาแพรวากลับมาส่งที่เดิมที่เจอกัน หรั่งไม่อยากทิ้งเธอไว้ลำพังคนเดียวริมถนน จึงตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อน แพรวาอยากรู้ว่าถ้าเขาไม่มีรถ ไม่มีเงินกลับบ้านจะทำอย่างไร หรั่งก็จะเดินกลับ จากนั้น สองหนุ่มสาวพากันออกเดินมุ่งหน้าสู่บ้านแพรวา...

ระหว่างทางกลับบ้าน แพรวาอดสงสัยไม่ได้ที่หรั่งเคยบอกเอาไว้ตอนอยู่บนชิงช้าสวรรค์ว่าทำทุกอย่างที่ได้เงิน เธออยากรู้ว่ามีงานอะไรบ้างที่เขาทำไม่ได้ ชายหนุ่มตอบโดยไม่คิดว่ามีมากมาย ไม่มีใครทำอะไรเป็นทุกอย่าง เพียงแต่เขาเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรที่ทำไม่เป็นจะยิ่งพยายามถาม พยายามฝึกจนกว่าจะทำเป็น แต่มีข้อแม้เฉพาะสิ่งที่เขารักที่จะทำเท่านั้น เพราะความรักบังคับกันไม่ได้

“ฟังดูดีจังเลยแล้วถ้างานที่นายรักต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้หญิงล่ะ”

หรั่งไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ผู้หญิงเก่งๆ มีถมไป เพียงแต่ผู้ชายชอบที่จะเป็นผู้นำมากกว่า แต่การเป็นผู้นำสำหรับเขาแล้วไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ข้างหน้าเสมอไป บางคนอาจจะเกิดมาเพื่อผลักดันให้ใครสักคนขึ้นไปเป็นดาวประดับฟ้า ที่เขาจะปีนขึ้นไปหาใครคนนั้นสักวัน...

ดึกมากแล้วกว่าหรั่งกับแพรวาเดินเท้ามาถึงบ้านของฝ่ายหลัง เธอขอบใจเขามากที่ทำให้ผ่านค่ำคืนนี้มาได้ เขาอวยพรให้เธอโชคดี แล้วยืนส่งจนเธอเดินหายเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ราวกับคฤหาสน์หลังนั้น...

แพรวาเข้ามาในบ้านเห็นพ่อกับแม่นั่งหน้าเครียดรออยู่ที่ห้องโถงโดยมีตะวันฉายนั่งอยู่ใกล้ๆ เธอยังโกรธแฟนหนุ่มไม่หายจะเดินหนีขึ้นบ้าน แต่เผ่าลาภเรียกไว้ ถามเสียงเข้มว่าหายไปไหนมา ตะวันฉายเล่าให้ท่านฟังว่าเธอลงจากรถทั้งๆ ที่มันยังแล่นอยู่ ไม่มีใครสั่งสอนหรือว่าทำแบบนั้นอันตรายแค่ไหน

“แล้วใครสั่งใครสอนพี่ตะวันว่าถ้าแฟนลงจากรถได้ ก็ให้ทิ้งไว้อย่างนั้นเลย” แพรวาหันไปแว้ดใส่แฟนหนุ่ม

ตะวันฉายแก้ตัวว่ากลับไปรับแพรวาแล้วแต่ไม่พบ ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยมานั่งรอที่นี่ แพรวาเบื่อจะฟังคำแก้ตัวของเขา เดินหนีขึ้นบ้านไปเลย

ooooooo

เมื่อคืนนี้หรั่งแทบจะไม่ได้นอน จึงมานั่งหลับที่โต๊ะทำงาน ผู้จัดการธนาคารต้องเข้ามาสะกิด สั่งให้เพลาๆเรื่องรับงานพิเศษลงบ้าง ตอนนี้เขาเป็นพนักงานประจำแล้ว ใครมาเห็นเข้าจะไม่ดี เผื่อต่อไปจะปรับตำแหน่งสูงขึ้นจะได้ไม่มีใครมาขุดคุ้ยความประพฤติ หรั่งนิ่วหน้างงๆ

“งงใช่ไหมล่ะ คืออย่างนี้ไอ้วุฒิการศึกษาของนายน่ะแค่พนักงานธุรการดูจะน้อยไป ไอ้ตำแหน่งพนักงานหน้าเคาน์เตอร์น่ะดูเหมือนจะว่างอยู่ ฉันว่าจะรบกวนให้นายช่วยทำให้หน่อย เงินเดือนก็จะสูงขึ้นด้วยนะ”

หรั่งตื่นเต้นดีใจที่ได้เลื่อนตำแหน่ง ขออนุญาตผู้จัดการลางานครึ่งชั่วโมงจะไปบอกข่าวดีให้น้องสาวรู้...

ด้านเผ่าลาภรู้ตัวว่าสุขภาพร่างกายไม่ค่อยดีนักจึงเรียกน้องๆซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น รวมทั้งแพรวาและกฤษฎามาประชุมเป็นการเร่งด่วน เพื่อประกาศว่าถ้าเกิดเขาเป็นอะไรไป จะให้แพรวารักษาการประธานบริษัทแทนเขาไปก่อน เพราะดูแล้วน้องๆทุกคนของเขาไม่มีใครที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ บารมีค้านทันที ถ้าคิดจะให้คนรุ่นใหม่มาบริหารงานแทนคนรุ่นเก่าอย่างพวกตน ก็น่าจะเป็นกฤษฎาซึ่งเป็นผู้ชายอย่างน้อยก็เข้มแข็งกว่าแพรวา แล้วยุให้โหวตกันว่าจะยอมให้แพรวาหรือให้กฤษฎาเป็นคนสืบทอดตำแหน่ง เผ่าลาภไม่พอใจตบโต๊ะเปรี้ยง

“ไม่ต้องโหวต...นี่คือคำสั่งของประธานบริษัท ใครไม่เชื่อก็ถอนชื่อออกไปจากตระกูลนี้เลย” แล้วสั่งเลิกการประชุม จากนั้นเผ่าลาภเข้าไปเลียบๆเคียงๆถามลูกสาวว่าได้คนที่จะมาเป็นผู้ช่วยหรือยัง เธอหาได้แล้ว เผ่าลาภอยากรู้ว่าเขาคนนั้นเป็นใคร ทำงานที่ไหนมาก่อน แพรวาเองก็ตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าเขาเป็นคนดีและมักจะโผล่มาช่วยเหลือเธอทุกครั้งที่เดือดร้อน...

แพรวาไม่รอช้าตรงไปหาหรั่งที่ทำงาน แจ้งความประสงค์ว่าต้องการให้เขามาเป็นผู้ช่วยของเธอ มีเงินให้เดือนละสองหมื่นห้าพันบาท หรั่งตกใจคาดไม่ถึง ถามว่าแค่เมื่อคืนที่เราไปติดโปสเตอร์ด้วยกันทำให้เธอไว้ใจเขาขนาดนี้เลยหรือ แพรวาพยักหน้ารับ จะให้เวลาเขาไตร่ตรองหนึ่งอาทิตย์ ตัดสินใจได้แล้วให้โทร.บอกเธอด้วย

“ถ้าฉันไม่เดือดร้อนจริงๆฉันไม่เรียกหาไอ้มดแดง หรอก” แพรวาพูดจบลุกออกไป...

ขณะที่หรั่งครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดีกับข้อเสนอของแพรวา คำรณซึ่งแวะมาเช่าเครื่องดนตรีจากน้าเบิ้มได้ยินเสียงไวโอลินที่ก้อยบรรเลง ประทับใจในความสามารถ ก่อนไปเขาทิ้งนามบัตรไว้ให้ ถ้าเกิดเธอคิดจะเอาดีทางด้านเล่นดนตรีขอให้บอก เขากำลังคิดจะปั้นวงดนตรีคนตาบอดขึ้นมาสักวงหนึ่งอยู่พอดี ก้อยฝากนามบัตรใบนั้นไว้กับน้าเบิ้ม เผื่อคำรณมีงานอะไรที่เธอทำได้ให้เขาช่วยบอกด้วย เธออยากช่วยหรั่งหาเงิน...

แม้จะเกรงใจผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์ แต่สุดท้ายหรั่งตัดสินใจจะรับข้อเสนอของแพรวา ลองปรึกษากับสามเพื่อนซี้ รวมทั้ง ก้อย ผู้ใหญ่เงาะ และน้าเบิ้ม ต่างเห็นด้วยกับเขา มีเพียงก้อยเท่านั้นที่ไม่ได้พูดอะไร น้าเบิ้มตั้งข้อสังเกตว่าแค่เป็นผู้ช่วยแต่ทำไมได้เงินเดือนมากกว่าที่เก่าถึงสามเท่าแบบนี้ จะโดนหลอกหรือเปล่า

“เจ้านายสวยขนาดนี้ หลอกก็ยอม งานหนักสักร้อยเท่าก็เอา นางในฝันของมันเสียด้วยสิ นี่ถ้าไอ้หรั่งไม่ทำฉันว่าจะขออาสาทำแทน แหมสวยออก...” เช็งพร่ำเพ้อยังไม่ทันจบ เท่ห์ถีบโครมฐานปากเสีย ทุกคนพากันเงียบกริบหันมองก้อยที่นั่งฟังอยู่ด้วยเป็นตาเดียวกัน ยกเว้นผู้ใหญ่เงาะที่โวยลั่นว่าหรั่งมีเจ้านายสวยแล้วทำไมต้องเงียบด้วยมีใครหึงใครหรือ ก้อยค่อยๆเดินคลำผนังกลับห้องตัวเอง เช็งขอโทษที่เผลอพูดเรื่องนี้ทั้งที่หรั่งห้ามไว้

หรั่งไม่ได้ต่อว่าอะไรรีบเดินตามก้อย ยังไม่ทันจะอ้าปากพูด เธอชิงพูดขึ้นก่อน ถ้าเขาคิดว่างานใหม่ น่าทำกว่าก็ตัดสินใจไปเลยไม่ต้องมาถามความคิดเห็นจากเธอ เขาอ้างว่าที่อยากจะเปลี่ยนงานใหม่ก็เพราะจะได้มีเงินมากพอมาใช้เป็นค่าผ่าตัดตาให้เธอ ก้อยไม่อยากให้เขาต้องลำบากเพื่อเธอขนาดนั้น ถ้าเขาคิดจะเปลี่ยนงานก็ให้ทำเพื่อตัวเองจะดีกว่า หรั่งเกรงว่าถ้ารับงานนี้แล้วจะมีเวลาดูแลเธอน้อยลง

“น้อยลงจากอะไร ที่จริงก้อยไม่มีสิทธิจะเรียกร้องเวลาจากหรั่งแม้เพียงเสี้ยววินาที แต่ที่ผ่านมาหรั่งให้ก้อยมาก...มากจนเผลอคิดว่าตัวเองอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น ลืมไปสนิทเลยว่าตัวเองเป็นแค่เด็กกำพร้าตาบอดที่ซัดเซพเนจรมาเจอหรั่งโดยบังเอิญ”

“ก้อย...หรั่งไม่ได้ต่างอะไรจากก้อยเลยนะ ถ้าไม่มีก้อย หรั่งก็ไม่มีใคร เรากำพร้าพอๆกันนั่นแหละ”

“แต่วันหนึ่งหรั่งก็จะมีครอบครัวของตัวเอง ก้อยควรจะเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมสำหรับวันที่จะไม่มีหรั่ง”

หรั่งสัญญาว่าจะไม่มีวันนั้น นอกจากเขาจะตายเสียก่อน แล้วขยับจะไป ก้อยเรียกไว้ ซักว่าเจ้านายใหม่ของเขาหน้าตาเป็นอย่างไร สวยแค่ไหน หรั่งพยายามตอบเลี่ยงๆ ไม่อยากทำให้เธอสะเทือนใจ...

ทางฝ่ายเผ่าลาภอดเป็นกังวลไม่ได้เมื่อรู้ประวัติคร่าวๆของหรั่งจากแพรวาและนายสยาม กำชับลูกว่าถ้าเขาตกปากรับคำจะมาเป็นผู้ช่วยของเธอ ต้องพาเขามาพบท่านด้วย...

ดึกคืนเดียวกัน ก่อนแพรวาจะเข้านอน หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนหมายเหตุไว้ตรงกับวันที่เป็นเส้นตายที่จะได้รับคำตอบจากหรั่ง และหวังลึกๆว่าไอ้มดแดงฮีโร่ของเธอจะไม่ทำให้เธอต้องผิดหวัง โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าขณะเดียวกันนั้น หรั่งซึ่งอยู่ที่บ้านเช่าในชุมชนจานเดี่ยวก็กำลังเขียนข้อความลงในสมุดบันทึกของตัวเองเช่นกันว่า

“นี่คือการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ของไอ้มดแดง”

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ณ ที่ทำการของพรรคไทยไท บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ขณะที่เผ่าลาภซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคคนใหม่กำลังลงชื่ออยู่ที่โต๊ะลงทะเบียนหน้าห้องประชุมใหญ่ สุริยะเข้ามาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับชี้แจงว่าวันนี้ยังไม่มีอะไร หัวหน้าพรรคแค่อยากคุยกับกรรมการใหม่ทุกท่านเท่านั้น

“เอ่อ แล้วเรื่อง...” เผ่าลาภยังพูดไม่ทันจบ สุริยะรู้ทันรีบพูดขึ้นก่อนว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องสัมปทาน เอาไว้เฮียมาจะให้เซ็นอนุมัติให้เลยดีไหม แล้วเดินหัวร่อร่าพาเผ่าลาภออกไป ทันทีที่ทั้งคู่คล้อยหลัง แสงเทพเจ้าของบริษัททำเหมืองคู่แข่งกับบริษัทของเผ่าลาภมาถึงโต๊ะลงทะเบียน ยืนรีๆรอๆเพราะไม่พบชื่อตัวเองในสมุดรายชื่อ

สุริยะถลาเข้ามาต้อนรับ แล้วหันไปสั่งเจ้าหน้าที่ให้จัดเอกสารมาให้แสงเทพหนึ่งชุด อ้างว่าท่านผู้นี้เป็นกรรมการพรรคที่หัวหน้าพรรคแต่งตั้งเพิ่มเติมเป็นคนสุดท้าย จึงไม่มีรายชื่อ แสงเทพกระซิบเสียงเข้มกับสุริยะ

“ผมเห็นมีชื่อเผ่าลาภด้วยนี่ ตกลงคุณจะให้คู่แข่งทางธุรกิจมาเป็นมิตรทางการเมืองหรือ”

“ใจเย็นๆก่อนคุณ...ความลับนะ เรารู้กันวงในว่าเขาคงจะอยู่ไม่นานหรอก อย่ากังวลไปเลย” สุริยะกระซิบตอบ แสงเทพยิ้มพอใจ...

ขณะที่เผ่าลาภไม่รู้ตัวว่ากำลังจะถูกหักหลัง บารมีเอาเงินที่พี่ชายให้ไว้ใช้กอบกู้ธุรกิจไปเล่นพนันที่บ่อนเถื่อนของตะวันฉาย ผู้จัดการบ่อนสั่งเจ้ามือปล่อยให้เขาชนะพนันไปก่อนเพื่อให้ตายใจแล้วค่อยเชือดทีหลัง

ooooooo

ตอนที่ 4

หรั่งมั่นใจว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของตัวเองถูกต้อง ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะยอมรับผลจากการกระทำนั้น และในเมื่อตัดสินใจได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องรอให้ครบเส้นตาย จึงโทร.บอกแพรวาว่าตกลงใจรับตำแหน่งผู้ช่วยของเธอ แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้เขาเบิกเงินเดือนล่วงหน้าสี่เดือน แพรวายินดีให้เบิกเงินได้

“ทีนี้ฟังเงื่อนไขฉันบ้าง เย็นนี้นายต้องมาพบคุณป๋าของฉันที่บ้าน ฉันจะให้นายสยามไปรับที่ธนาคาร”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไปถูก ผมเคยเดินไปส่งคุณที่บ้าน ลืมแล้วหรือครับ” หรั่งมองแพรวายิ้มๆ...

จาก นั้น หรั่งจึงไปยื่นใบลาออกต่อผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์ พรุ่งนี้จะไม่มาทำงานที่นี่อีก เขาได้งานใหม่ที่บริษัทของเผ่าลาภ แล้วคืนเช็คเงินสดหนึ่งแสนบาทที่ยืมไปให้ผู้จัดการ

“ในฐานะหัวหน้า งาน ฉันเสียใจที่ต้องเสียลูกน้องดีๆ ไปหนึ่งคน แต่ในฐานะคนรู้จักกัน ฉันดีใจที่ได้เห็นเด็กหนุ่มที่ฉันชื่นชมออกไปเติบโตตามทางของเขาเอง ฉันเชื่อว่าคนอย่างนายจะต้องได้ดียิ่งขึ้นกว่านี้อีกแน่ๆ ขอให้โชคดี” ผู้จัดการอวยพรจบยื่นมือให้หรั่งจับ ทั้งจากกันด้วยมิตรภาพที่ดี...

เย็น วันเดียวกัน หรั่งมาถึงบ้านของเผ่าลาภตามนัด แพรวาแนะนำให้เขารู้จักกับพ่อและแม่ของเธอ เผ่าลาภมองว่าที่ผู้ช่วยของลูกสาวอย่างพิจารณา ขณะที่คนถูกมองนั่งนิ่ง พยายามข่มความตื่นเต้นเอาไว้ รำไพขอบใจหรั่งมากที่จะมาช่วยงานแพรวาซึ่งเอ่ยถึงเขาเสมอๆ ว่าเป็นฮีโร่ของเธอ

“คุณแพรวาคงจะพูดเกินความจริงไปหน่อยครับ” หรั่งถ่อมตัวตามนิสัย

“แปลว่าจริงๆ แล้วนายไม่ใช่ฮีโร่” เผ่าลาภจ้องหรั่งเขม็ง ราวกับจะให้ทะลุถึงหัวใจ

“คง เป็นเพราะจังหวะและโอกาสมากกว่า ที่ทำให้ผมได้ช่วยเหลือคุณแพรวา เช่นเดียวกับโอกาสที่คุณเผ่าลาภกรุณาหยิบยื่นให้ผมในครั้งนี้ ซึ่งผมก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระคุณแพรวาครับ”

เผ่า ลาภถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่าหรั่งมาทำงานกับเขาเพราะเงินใช่หรือเปล่า ชายหนุ่มไม่เถียงว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญ และตนเองก็มีความจำเป็นต้องใช้ แต่สิ่งนั้นไม่สำคัญเท่ากับที่เขาจะสามารถช่วยให้ใครสักคนหลุดพ้นจากปัญหา การช่วยเหลือใครสักคนในยามที่คนๆนั้นต้องการ มีค่าสำหรับเขามากกว่าเงินทองเขาหลายเท่า

ท่านประธานบริษัทดูจะพอใจ กับความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในตัวหรั่ง หันไปบอกให้สองแม่ลูกออกไปก่อน ขอคุยกับว่าที่ผู้ช่วยตามลำพัง แพรวากระซิบข้างหูพ่อว่าอย่าเก๊กให้มากนัก เดี๋ยวหรั่งจะกลัวจนเผ่นหนีไปเสียก่อน แล้วจูงมือแม่ออกจากห้อง...

หลังจากได้คุยกันสองต่อสองกับหรั่งอยู่พักใหญ่ เผ่าลาภพอจะมองออกว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นคนมุ่งมั่นและตั้งใจจะทำงานตำแหน่งนี้จริงๆ

“เอา ล่ะ ฉันว่านายก็น่าสนใจอยู่เหมือนกันแต่ยังมีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับที่นี่ที่ นายยังไม่รู้ เช่นเดียวกับที่มีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับชีวิตนายที่ฉันควรรู้ เพราะฉะนั้นเจ็ดวันนับจากนี้ไป นายต้องมาพบฉัน...ฉันจะสอนทุกสิ่งที่ฉันคิดว่าเธอควรรู้ หลังจากนั้นค่อยมาดูว่าเราจะทำงานร่วมกันได้หรือไม่...โอเคไหม”

หรั่งรับคำ อย่างน้อยยังมีเวลาอีกตั้งเจ็ดวันที่จะแสดงให้เผ่าลาภเห็นว่าเขาเหมาะสมกับงานนี้

ooooooo

ขณะ แพรวากำลังโทรศัพท์เล่าเรื่องที่ได้ผู้ช่วยหนุ่มคนใหม่ให้อรจิราฟัง รำไพเปิดประตูห้องเข้ามาหา เธอรีบวางสาย แล้วดึงตัวแม่ลงมานอนบนเตียงด้วยกัน รำไพดิ้นหนี ก่อนจะสั่งให้แพรวาเล่าให้ฟังทีว่าไปถูกชะตากับหรั่งตอนไหน ถึงได้ตามให้มาทำงานด้วย เธออ้างว่าตะวันฉายไม่ยอมมาช่วยจึงต้องให้เขามาทำแทน

“ตั้งใจจะประชดพี่ตะวันเขาหรือเปล่า”

“อันนี้ต้องถือว่าเป็นผลพลอยได้ค่ะ”

“หนู โตแล้วนะลูก แม่ไม่อยากให้หนูตัดสินใจอะไรด้วยอารมณ์ ทำอะไรขอให้คิดเยอะๆ ถ้าหนูเจอคนดีก็ดีไป แต่ถ้าเจอคนที่คิดจะหลอกลวงเอาผลประโยชน์ คนที่จะเสียใจก็คือลูกเองนะ” รำไพสีหน้าจริงจัง แพรวาอยากรู้ว่าแม่ถูกชะตาหรั่งหรือเปล่า รำไพไม่ยอมตอบ ให้เธอไปถามพ่อเอาเองเห็นคุยกันอยู่ตั้งนานสองนาน...
ฝ่ายหรั่งกลับไปบ่น ให้ก้อยฟังระหว่างกินมื้อค่ำด้วยกันว่าเผ่าลาภเป็นคนเคี่ยวมาก ถามโน่นซักนี่อุตลุดเท่านั้นยังไม่พอ สั่งให้ตนไปเรียนงานกับเขาเจ็ดวันถ้าผ่านถึงจะได้ทำงานที่นั่น ก้อยหวั่นใจถ้าเกิดไม่ผ่านขึ้นมาจะทำอย่างไร หรั่งตอบอย่างมั่นใจว่าผ่านแน่นอน...

ดึกคืนเดียวกันที่บ้านพัวพงศ์ ไพศาลอันใหญ่โตโอ่อ่า สุริยะสอบถามลูกชายที่เพิ่งกลับเข้ามาว่ายังคบหากับแพรวาอยู่หรือเปล่า และคิดจะจริงจังกันแค่ไหน เขาเองก็ตอบไม่ได้ อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน สุริยะพอใจที่ลูกไม่ได้คิดจริงจังกับเธอเพราะตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างตน กับเผ่าลาภอาจจะไม่ราบรื่นเท่าใดนัก

“มันมีเงินถุงเงินถังใหม่เสนอ ตัวมาที่พรรค ถุงนี้ใหญ่กว่าถุงเก่าของเผ่าลาภมาก ที่สำคัญคือ เป็นคู่แข่งกับ M.S.JEWELRY ของเผ่าลาภเสียด้วย บางทีถึงจุดหนึ่งพ่ออาจจะต้องเลือกไว้เพียงแค่ถุงเดียว ซึ่งถึงตอนนั้นถุงใหม่อาจจะดูน่าสนใจกว่า”

“อย่างนั้นพ่อต้องการให้โอ๊ตชิ่งจากแพรวาเมื่อไหร่ก็บอกมาได้เลยครับ”

สุริยะ สั่งลูกว่าอย่าเพิ่งไปตัดรอนหรือแตกหักกับแพรวาตอนนี้ เพราะอะไรๆ ยังไม่แน่นอนทั้งนั้น และที่สำคัญถุงใบใหม่ที่ว่าไม่มีลูกสาว สองพ่อลูกพากันหัวเราะชอบใจ

ooooooo

หมอจักษุนัดก้อยให้ไปพบอาจารย์หมอของเขาแต่เช้า เพื่อตรวจดวงตาของเธออีกรอบให้แน่ใจก่อนจะทำการผ่าตัด หลังจากตรวจความดันลูกตาและจอประสาทตาของก้อยเรียบร้อย อาจารย์หมอนัดให้ผ่าตัดในอีก 7วันข้างหน้าห้ามเกินเด็ดขาด แล้วขอตัวไปตรวจคนไข้คนอื่นต่อไป

หรั่งมองหมอจักษุเป็นเชิงฝากก้อยสักครู่ แล้วรีบตามอาจารย์หมอจนทัน ถามอาการก้อยว่าหนักหนาสาหัสอย่างไรบ้าง เขาตอบแบบตรงไปตรงมาว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่คนป่วยจะมองเห็น เพราะหรั่งปล่อยทิ้งไว้นานเกินกว่าจะทำอะไรได้ แล้วถามว่าคนไข้ไปโดนอะไรมาถึงเป็นแบบนี้

“ผมรู้แต่ว่าเธอทะเลาะกับพ่อเลี้ยงแล้วโดนอะไรบางอย่างสาดเข้าตา”

อาจารย์หมอตั้งข้อสังเกตว่ากระจกตาของก้อยคงเสียเพราะโดนสารเคมี ทำให้การมองเห็นพร่ามัว ถ้าผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาตั้งแต่ตอนนั้น จะควบคุมไม่ให้สารเคมีเข้าไปทำลายจอประสาทตาได้ โชคร้ายของคนป่วยที่ไม่สามารถรับบริจาคกระจกตาได้ มาถึงวันนี้ก็สายเกินไป สารพิษกินไปถึงจอประสาทตาแล้ว

“แม้คุณจะโชคดีหาเงินค่ากระจกตาเทียมได้ แต่มันก็ดีไม่พอเพราะมันช้าไป การผ่าตัดครั้งนี้ทำได้แค่ไม่ให้ประสาทตาเสียมากขึ้นเท่านั้น ก็เหลือแต่สภาพจิตใจเท่านั้นแหละ ที่คุณจะต้องเยียวยาให้น้องสาวคุณมีกำลังใจพอที่จะสู้ชีวิตต่อไป ผมหวังว่าคุณจะเป็นโชคดีครั้งเดียวที่เธอมี” อาจารย์หมอมองหรั่งอย่างเป็นกำลังใจให้...

ทางด้านรำไพแวะเอาคุกกี้ทำเองมาฝากกันทิมาถึงคอนโดฯที่พัก เห็นกรอบผ้าสำหรับวาดรูปตั้งอยู่บนขาตั้งพร้อมสีและอุปกรณ์ ร้องทักว่าวาดรูปด้วยหรือ กันทิมาเกรงว่าอยู่ว่างๆจะฟุ้งซ่านก็เลยไปเข้าคอร์สเรียนวาดรูปสำหรับผู้ใหญ่ที่ ม.ศิลปากร รำไพไม่เห็นบารมีอยู่แถวนั้นก็ถามหา ได้ความว่าไม่กลับบ้านมาสามวันแล้ว รำไพเห็นใจเธอมากที่ถูกทิ้งให้อยู่ลำพังคนเดียว กันทิมานึกถึงชาติชายขึ้นมาทันที

“มีผู้ชายอีกคนที่น่าเห็นใจยิ่งกว่า เขาต้องรับผลจากการตัดสินใจของหนู ทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด”...

คนที่กันทิมาพูดถึงกำลังทำงานอยู่ที่เหมืองอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เมื่อขับรถสิบล้อมาถึงท้ายเหมืองชาติชายตะโกนสั่งลูกน้องว่าอาทิตย์หน้าต้องทำรายงานความคืบหน้าส่งท่านประธานบริษัท ช่วยกันเร่งมือด้วย กฤษฎาผ่านมาได้ยินพอดี อาสาจะเอารายงานไปให้ เผ่าลาภเอง อ้างว่าคิดถึงบ้านใจจะขาดแล้ว...

หรั่งมารอเผ่าลาภที่บ้านก่อนเวลานัด ทำให้แพรวามีโอกาสได้ซักถามเขาว่าเมื่อวานนี้คุยอะไรกับพ่อของเธอตั้งนานสองนาน เขาสรุปให้ฟังคร่าวๆว่าท่านให้เขามาเรียนงานกับท่าน 7 วันแล้วค่อยว่ากันอีกทีว่าจะรับเป็นพนักงานหรือไม่ แพรวากำชับว่าต้องทำให้พ่อของเธอยอมรับเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นเธอต้องแย่แน่ๆ

“สิ่งที่นายต้องรู้เกี่ยวกับคุณป๋าของฉันมีดังนี้...คุณป๋าชอบคนจริง คนทำงานไม่เหลาะแหละและก็ไม่ชอบให้ใครมาเออออไปกับคุณป๋าเสียทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น อย่าไปยอมท่านง่ายๆเถียงบ้างก็ได้ คุณป๋าอยากได้ลูกชายมากเลยรู้ไหม ถ้านายทำให้คุณป๋าฉันรักนายได้ล่ะก็ นายจะเป็นลูกชายคนหนึ่งของท่านแน่นอน ฉันรับรอง”

“ถ้าผมเป็นลูกชายและคุณแพรวาจะเป็นอะไรล่ะครับ”

“ก็เป็นพี่สาวนายน่ะสิ ถามได้...มีสมุดจดหรือยัง ใครทำงานกับคุณป๋าต้องมีสมุดโน้ตทุกคน เดี๋ยวนายเอาของฉันไปก่อนก็ได้ คำถามที่นายจะต้องถูกถาม  ก็คือ...นายคิดอย่างไรกับ M.S. Group. นายตอบไปเลยว่าเป็นบริษัทที่มั่นคง อบอุ่น เหมือนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน บริษัทนี้สร้างคนมามากมายและให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้เติบโตในแวดวงธุรกิจไม่น้อย การเข้ามาทำงานที่นี่จึงถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี”...

แพรวาอุตส่าห์ติวเข้มให้หรั่งเสียดิบดี พอถึงเวลาต้องตอบคำถามของเผ่าลาภ เขาไม่ได้ทำอย่างที่เธอสอน กลับวิพากษ์วิจารณ์บริษัทตามความคิดเห็นของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เผ่าลาภประทับใจมากและจะ คอยตามดูว่าหรั่งจะรักษาความประทับใจนี้ไว้ได้นานแค่ไหน

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้เรามาเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักต้นตระกูลของฉันก่อน”

ooooooo

สามวันแล้วที่หรั่งมาเรียนรู้งานกับเผ่าลาภ ทุกวันก่อนเลิกเรียน เขาจะเล่าความเป็นมาเป็นไปเกี่ยวกับตระกูลของเขาให้ฟัง วันนี้ก็เช่นกัน เผ่าลาภเล่าว่าเขาเป็นลูกคนที่สามจากสิบสองคน

พี่ทั้งสองคนของเขาอายุสั้น ภาระทั้งหมดของตระกูลจึงตกอยู่กับเขา แต่ที่น่าใจหายก็คือน้องๆของเขาไม่มีใครมีวี่แววว่าจะเป็นหัวเรือใหญ่ได้สักคน เขาจึงต้องการให้แพรวาขึ้นมาแทนที่เขา

“แต่ลูกแพรยังขาดความตั้งใจ ขาดความรับผิดชอบ ขาดความอดทนต่อแรงกดดันและยังไม่มีหัวใจของนักสู้ที่จะต้องดุดันเมื่อถึงคราวจำเป็น ลูกแพรเป็นเด็กรักดี ถ้าได้ผ่านการเจียระไนน่าจะเติบโตเป็นเพชรเนื้อดีได้ ถ้านายได้เป็นผู้ช่วยลูกแพร นายคิดว่านายจะเป็นผู้ช่วยแบบไหน ที่จะทำให้เธอเป็นเพชรเม็ดงามอย่างที่ฉันต้องการ...คิดให้ดีก่อนที่จะให้คำตอบฉัน” เผ่าลาภมองหรั่งอย่างรอคำตอบ เขานิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง

“คนเป็นผู้ช่วยจะได้เปรียบเจ้านายตรงความรับผิดชอบ เขาสามารถเลือกทำเฉพาะที่ถูกสั่งให้ทำหรือแอบตัดสินใจทำโดยพลการก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วผู้เป็นเจ้านายเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบการตัดสินใจนั้นๆ แต่สำหรับผม ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจของผู้ช่วยหรือเจ้านาย ผมขอรับผิดชอบในทุกกรณี และถ้าลูกสาวของคุณไม่สามารถเป็นเพชรเนื้อดีได้ ผมก็ไม่สมควรที่จะ ทำงานอยู่ที่นี่ต่อไปครับผม”

“พรุ่งนี้เช้า นายไปกรอกประวัติที่ฝ่ายบุคคลนะ นายหรั่ง นาคำ” เผ่าลาภยิ้มพอใจขณะที่หรั่งหัวใจพองคับอก อย่างมีความสุข

ooooooo

หรั่งแต่งตัวด้วยชุดหล่อที่สุดเท่าที่จะมีปัญญาหามาได้เพื่อไปทำงานวันแรก ก้อยมีของขวัญฉลองตำแหน่งใหม่ของเขา โดยซื้อผ้าเช็ดหน้าให้ คุยอวดว่ามีอักษร “R” ชื่อย่อของเขาปักอยู่ตรงมุมด้วย

“อือหือ...อย่าบอกนะว่าปักเอง”

ก้อยไม่ได้ปักเอง ฝากคนอื่นซื้อแล้วจ้างเขาปัก หรั่งไม่อยากให้เธอต้องลำบากอย่างนี้อีก ก้อยคงลำบากอีกไม่นานเพราะหลังผ่าตัดเธอคงมองเห็นจะได้ปักผ้าเองได้ไม่ต้องไปจ้างคนอื่น หรั่งฟังแล้วอดสะท้อนใจไม่ได้...

หลังออกจากบ้านเช่า หรั่งแวะเอาน้ำสมุนไพรไปฝากน้าแอ๊ดให้ช่วยเป็นธุระจ้างเด็กแถวนี้เอาไปส่งที่ธนาคารรัตนทรัพย์ให้ด้วย เพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาคงไปส่งไม่ทัน

“แล้วนี่คือวิธีทำน้ำผัก น้ำสมุนไพร ช่วงนี้คนหันมาสั่งกันเยอะ น้าแอ๊ดน่าจะลองทำดูนะ เพราะผมคงไม่มีเวลาทำแล้ว ได้แค่รับไปส่งที่ทำงานเท่านั้นแหละ” หรั่งส่งของทั้งหมดให้น้าแอ๊ด แล้วขี่รถออกไป...

ไม่ได้มีแต่ก้อยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับการทำงานวันแรกของหรั่ง ผู้ใหญ่เงาะกับน้าเบิ้มซึ่งนั่งดื่มเหล้ากันตั้งแต่เมื่อคืนมาดักรอเขาอยู่ ผู้ใหญ่เงาะลงคาถาพร้อมกับเป่ากะหม่อมให้หรั่งเพื่อเป็นสิริมงคลในการทำงานขณะที่น้าเบิ้มมอบตะกรุดเก่าแก่ที่ผูกติดตัวอยู่ตลอดให้ อ้างว่าตะกรุดนี้ผ่านพิธีปลุกเสก มีพุทธคุณสูง ใครเห็นใครก็รัก ใครเห็นใครก็หลง หรั่งขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองมากที่เมตตา...

ไม่นานนัก หรั่งมาถึงบริษัท M.S. Group. เลขาฯหน้าห้องพาเขาไปเขียนใบสมัครที่ฝ่ายบุคคล แนะนำกับเจ้าหน้าที่ที่นั่นว่าเขาเป็นผู้ช่วยคุณแพรวา ตำแหน่งนี้ท่านประธานเพิ่งแต่งตั้งขึ้นมาใหม่

“รับเงินเดือนโดยตรงจากท่านประธานไม่เกี่ยวกับบัญชีบริษัท คุณเก็บไว้แต่เอกสารสำคัญและประวัติส่วนตัวของเขา...คุณผู้ช่วยตามดิฉันมาค่ะ ดิฉันจะพาไปที่โต๊ะทำงาน”

ระหว่างทาง เลขาฯสาธยายว่าออฟฟิศของเราเข้าทำงานแปดโมงเช้า โดยปกติแล้วคุณแพรวามักจะมาสาย แต่เขาในฐานะผู้ช่วยต้องมาถึงก่อน เราจึงมีที่นั่งสำหรับเขาแล้วชี้ไปที่โต๊ะเล็กๆตรงสุดทางเดิน หรั่งเดินไปที่โต๊ะตัวนั้นลูบคลำด้วยความอิ่มเอิบหัวใจ เลขาฯตามมาอธิบายเพิ่มเติมว่า

“คุณสามารถนั่งรอคุณแพรวาที่นี่ได้ โต๊ะคุณแพรวานั้นจะตั้งรวมอยู่ในห้องคุณอรทัย เพื่อจะได้เรียนงานได้สะดวก ชั้นล่างจะเป็นโชว์รูม ตรงที่คุณเคยเอานํ้าเขียวๆมาส่งนั่นแหละ ชั้นสองนี่เป็นส่วนของพนักงานทั้งหมด ผู้บริหารใหญ่ๆจะอยู่ชั้นสาม”

ขณะที่หรั่งกำลังฟังเลขาฯอธิบายอย่างตั้งใจ กฤษฎา ซึ่งนำเอกสารจากเหมืองมาส่ง เหลือบเห็นพอดี จึงถามพนักงานที่รับเอกสารว่าไอ้หมอนั่นมาทำอะไรที่นี่  ได้ความว่ามาทำงานเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของคุณแพรวา กฤษฎาปรี่เข้าไปหาเรื่องหรั่งทันที ทั้งคู่กวนกันไปกวนกันมาก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย เผ่าลาภเข้ามาห้ามไว้ทัน

“พอได้แล้วทั้งสองคนนั่นน่ะ...เอ้ารู้จักกันไว้ซะ นี่นายต้น กฤษฎา หลานชายฉัน...นี่หรั่ง ผู้ช่วยลูกแพร”

กฤษฎาแสยะยิ้ม แล้วกลับออกไป เผ่าลาภหันไปบอกแพรวาว่าจะให้หรั่งช่วยทำอะไรก็สั่งได้เลย แล้วตรงไปยังห้องทำงานตัวเอง หรั่งเห็นแพรวาเอาแต่ยืนครุ่นคิด เป็นฝ่ายถามเสียเองว่า วันนี้จะให้เขาช่วยทำอะไรบ้าง เธอเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แล้วเดินหนีไปหน้าตาเฉย ผู้ช่วยคนใหม่ไม่ยอมแพ้ หันไปถามเลขาฯหน้าห้องอรทัยว่า วันนี้คุณแพรวามีกำหนดการไปไหนทำอะไรบ้าง ได้ความว่าเธอมีนัดกับช่างเสื้อและนัดกับคุณอรทัยไว้เท่านั้น

“งั้น ผมขอรายละเอียดเรื่องที่คุณแพรวาต้องทำ หรือคุยกับคุณอรทัย หรือมีข้อมูลอะไรในความรับผิดชอบของคุณแพรวาก็เอามาเถอะครับ อะไรก็ได้” ท่าทางกระตือรือร้นของหรั่งทำให้เลขาฯรีบไปจัดการให้...

ขณะที่หรั่งมุ่งมั่นในการทำงาน บารมีกลับหมกตัวอยู่แต่ในบ่อน  เล่นพนันจนเงินหมดกระเป๋า แต่ไม่ยอมเลิกเล่น ไปขอหยิบยืมเงินจากตะวันฉายมาเล่นพนันอีก พอเขาคล้อยหลังไม่นาน กฤษฎาเข้ามาฟ้องตะวันฉาย ว่าจำไอ้ลูกครึ่งที่เขาวานให้ส่งคนไปกระทืบได้หรือเปล่า
“คนของมึงคงกระทืบมันเบาไป ตอนนี้มันมาเป็นผู้ช่วยของแพรวาที่บริษัทแล้ว มึงรู้หรือเปล่า”

ooooooo

ได้เวลาที่ก้อยต้องเข้าผ่าตัดดวงตา หรั่ง เท่ห์ โบ้และเช็งตามมาส่งถึงหน้าห้องผ่าตัด เพื่อเป็นกำลังใจให้ หรั่งบอกให้เธอทำใจสบายๆ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น ก้อยขอคำมั่นสัญญาจากเขา ถ้าลืมตาขึ้นมาเมื่อไหร่ เธอต้องได้เห็นหน้าเขาเป็นคนแรก หรั่งรับปากด้วยความลำบากใจ

“สัญญาจ้ะ...แต่หมอบอกว่าออกจากห้องผ่าตัดแล้วยังลืมตาไม่ได้หรอก ต้องปิดผ้าไว้สามถึงห้าวัน”

พยาบาลแจ้งหนุ่มๆ ทั้งสี่คนให้ไปรอข้างนอกได้แล้ว ต้องพาคนไข้เข้าห้องผ่าตัดแล้ว ทันทีที่ก้อยลับสายตา เท่ห์หันขวับมาคาดคั้นให้หรั่งบอกมาตรงๆว่า ก้อยจะมองเห็นหรือเปล่า เขาเลี่ยงไม่ตอบคำถาม ทำทีชวนเพื่อนๆไปหาอะไรกินกันก่อนใกล้เที่ยงแล้ว...

ด้านตะวันฉายตามมาง้อแพรวาถึงออฟฟิศ ชวนไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน ทีแรกเธอตั้งใจจะงอนนานๆ แก้เผ็ดคืนบ้าง แต่พอเจอคารมหวานหูของเขาเท่านั้น หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง...

ขณะที่แพรวากินอาหารมื้อหรูอยู่กับตะวันฉาย หรั่งกับเพื่อนซี้ทั้งสามคนนั่งกินข้าวแกงอยู่ในโรงอาหารของโรงพยาบาล หรั่งขอให้พวกนั้นอยู่รอก้อยที่นี่ก่อน ส่วนเขาขอกลับไปทำงาน เย็นๆจะแวะมาอีกที เท่ห์ประชดว่าเขาหายใจหายคอเป็นงานไปหมด เช็งสวนทันทีว่าหรั่งน่าจะหายใจเป็นเจ้านายของตัวเองมากกว่า

“กูนึกว่ามึงจะหายใจหายคอเป็นก้อยเสียอีก” โบ้ร่วมวงกับเขาด้วย

“พวกมึงนั่นแหละหายใจหายคอเป็นแต่เรื่องส่วนตัวของกู” หรั่งแดกดันเสร็จ ลุกออกไปเลย...

ครู่ต่อมา หรั่งมาถึงออฟฟิศ ด้วยความเป็นห่วงงานเนื่องจากลากิจไปตั้งแต่เช้า รีบเปิดประตูห้องทำงาน

อรทัยเข้าไป เพราะคิดว่าแพรวานั่งทำงานอยู่ข้างใน กลับเจอแต่เจ้าของห้อง ซึ่งเอ็ดเขาเสียงเขียวว่าจะเข้ามาในห้อง ทำไมไม่เคาะประตูก่อน หรั่งคิดว่าแพรวานั่งทำงานอยู่ในห้องคนเดียว ไม่นึกว่าอรทัยจะอยู่

“โต๊ะเราก็มีไม่ใช่หรือ เป็นผู้ช่วยเขา ถ้าเจ้านายไม่สั่งอะไรก็รออยู่ที่โต๊ะสิ ไม่ใช่เที่ยวเพ่นพ่านเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ให้ยุ่งไปหมด” อรทัยสั่งสอนยกใหญ่ หรั่งขอโทษเธอแล้วรีบออกจากห้อง แวะถามเลขาฯหน้าห้องอรทัยว่าวันนี้คุณแพรวามาหรือเปล่า ได้ความว่ามาแล้วไปแล้ว ยังถามถึงเขาด้วย

“อ้อ มีแฟ้มอยู่บนโต๊ะคุณเยอะเลย คุณแพรวาฝากให้คุณอ่าน เห็นว่าเป็นงานที่คุณอรทัยสั่งไว้”

หรั่งพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินไปที่โต๊ะตัวเอง จึงไม่เห็นแพรวาเดินควงแขนแฟนหนุ่มเข้ามาทางด้านหลัง ตะวันฉายหาเรื่องแขวะหรั่งต่างๆนานา แม้แพรวาจะขอร้องเท่าไหร่เขาก็ไม่ยอมหยุด

“พี่ตะวันปากจัดอย่างนี้  น้องแพรไม่คุยด้วยดีกว่า” แพรวาพูดจบ เดินหนีไปทางห้องทำงานของอรทัย

“โชคดีจริงนะมึง แต่อย่านึกนะว่าจะโชคดีอย่างนี้ไปตลอด โชคร้ายที่ไม่คาดคิดอาจจะมาถึงมึงเร็วๆ นี้” ตะวันฉายพูดใส่หน้าหรั่ง แล้วตามแพรวาไป...

ทางฝ่ายอรทัยเห็นตะวันฉายเข้ามาในห้อง ก็ทักทายอย่างสนิทสนมว่าหายไปไหนมา แพรวาบ่นให้ฟังบ่อยๆ พักหลังไม่ค่อยได้เจอหน้ากันสักเท่าไหร่ ตะวันฉายอ้างว่ามัวแต่ยุ่งอยู่กับการวางแผนเตรียมทำธุรกิจ อรทัยเตือนว่าทำธุรกิจสมัยนี้เหนื่อยมาก แทบไม่มีเวลาพักผ่อน อย่างเขาน่าจะไปเล่นการเมืองดีกว่า

“เหนื่อยพอกันแหละครับ ดูจากคุณพ่อผม ท่านก็แทบไม่ได้หยุดเลยสักวัน”

“แต่ชื่อเสียงมันผิดกันนะ ถือว่าคุ้มกับความเหนื่อย ทำธุรกิจมันก็งั้นๆแหละ น้ายังอยากจะเซ้งให้หมดเอาเงินไปเที่ยวรอบโลกดีกว่า...แล้วเธอสองคนล่ะ จะลงเอยกันเมื่อไหร่”

“ช่วงนี้พี่ตะวันยังงานยุ่งอยู่ค่ะ อีกสักสิบยี่สิบปีมั้งคะ” แพรวาแดกดัน ตะวันฉายในคราบหมาหวงก้างบอกอย่างสุภาพว่า ถึงเขาจะไม่ค่อยมีเวลา แต่แพรวาก็อยู่ในสายตาของเขาตลอด ไม่ปล่อยให้ใครมายุ่มย่ามได้ง่ายๆ...

หรั่งแวะไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่งหลังเลิกงาน ก้อยซึ่งอยู่ที่ห้องพักฟื้นในสภาพมีผ้าพันแผลปิดตาทั้งสองข้าง บ่นให้หรั่ง เท่ห์ เช็งและโบ้ ที่ยืนรายล้อมอยู่ฟังว่ามองไม่เห็นอะไรเลย ยังมืดเหมือนเดิม เช็งทักท้วงจะเห็นได้อย่างไรในเมื่อหมอยังไม่ได้เอาผ้าปิดตาออก พยาบาลที่เข้ามาดูแลอธิบายว่า

“คุณหมอเขาปิดตาเอาไว้ก่อน กันแผลติดเชื้อค่ะ วันนี้ผ่าข้างขวาเดี๋ยวอีกสองวันถึงจะผ่าข้างซ้าย แล้วก็ยังต้องปิดตาอีกสามสี่วัน ถึงจะเปิดทั้งสองข้างเลยนะคะ”

“ช่วงนี้ก้อยนอนให้สบายนะ หรั่งจะมาเยี่ยมทุกวัน” หรั่งว่าแล้วหยิบแฟ้มงานปึกใหญ่ขึ้นมา เท่ห์สงสัยว่าสอบเสร็จแล้วทำไมต้องท่องหนังสืออีก หรั่งไม่ได้ท่องหนังสือ แต่เป็นงานของบริษัทที่ต้องอ่านให้จบคืนนี้...

ในขณะที่หรั่งนั่งอ่านแฟ้มกองโตที่ได้มาจากเจ้านายสาวอย่างขะมักเขม้น แพรวากลับออกไปเที่ยวกลางคืนกับตะวันฉาย ทั้งดินเนอร์หรู เต้นรำ และดื่มไวน์ชั้นเลิศกันสนุกสนาน

ooooooo

หรั่งมาดักรอแพรวาที่หน้าประตูรั้วบ้านเผ่าลาภตั้งแต่เช้า นายสยามเพิ่งขับรถคันเก่าของตัวเองมาถึง ชวนเขาเข้าไปรอข้างในด้วยกัน ชายหนุ่มอดถามไม่ได้ว่าเขาสนิทกับเผ่าลาภไหม

“มองตาก็รู้ใจ ถึงไม่มองก็เดาได้” นายสยามคุยอวด

ครู่ต่อมา ทั้งคู่มาถึงโถงกลางบ้าน เจอเผ่าลาภในชุดไปทำงานกำลังลงมาจากชั้นบน นายสยามเข้าไปรายงานภารกิจตามปกติว่า วันนี้จะต้องไปที่โรงสีข้าว และทางเหมืองแจ้งรายการเครื่องมือชำรุดเสียหายมาให้พร้อมกับส่งเอกสารให้ดู แล้วถามว่าเขาดูพลอยที่ตนเอามาให้หรือยัง เผ่าลาภยังไม่ทันได้ดู อีกทั้งยังจำไม่ได้ด้วยว่า เอาไปวางทิ้งไว้ที่ไหน นายสยามเอาพลอยอีกเม็ดหนึ่งจากในกระเป๋าของเขาให้ดูแทน

“มาจากร้านเดียวกัน เป็นพลอยคู่แข่งของเรา ท่านลองดูสิครับ ผมว่าเนื้อมันเหมือนพลอยของเรานะครับ”

เผ่าลาภส่องดูแล้ว เห็นว่าเป็นแค่เศษพลอยไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ก็จะส่งไปให้ทนงศักดิ์เช็กดูอีกที แล้วหันไปเรียกหรั่งมานั่งด้วยกันที่โต๊ะอาหาร ถามว่าทำงานมาสามวันแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย

“ยังไม่ได้ทำอะไรเลยครับ คุณแพรวายังยุ่งอยู่น่ะครับ ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาให้กับงาน ผมก็เลยต้องมาตามงานที่นี่ คิดว่าวันนี้คงได้เรื่องครับ”

ท่านประธานบริษัทชมหรั่งว่าทำดีมาก จังหวะนั้น รำไพนำอาหารเช้ามาวางตรงหน้าเผ่าลาภ พร้อมกับเตือนว่าวันนี้เขามีนัดกับหมอ อย่าลืมไปพบ เผ่าลาภพยักหน้ารับคำไปอย่างนั้นเอง...

รำไพต้องขึ้นไปแซะแพรวาออกจากโทรศัพท์ ซึ่งกำลังเม้าท์แตกอยู่กับอรจิรา ถึงเรื่องที่ตะวันฉายตามมาง้อ เธอสั่งให้ลูกรีบแต่งตัวลงไปพบหรั่งที่กำลังรอคุยเรื่องงานอยู่ ขืนชักช้าคุณป๋าจะโกรธเอาได้...

หรั่งยื่นแฟ้มเอกสารทั้งหมดให้แพรวาทันทีที่เจอหน้ากัน บอกให้อ่านให้หมดจะเอาไปอ่านที่บ้าน หรือที่ทำงานก็ได้ เพื่อจะได้รู้เรื่องราวต่างๆในบริษัท  เพราะถ้าไม่รู้อะไรเลยเขาก็ไม่รู้จะช่วยเธอได้อย่างไร แพรวาเจ้าเล่ห์ ถ้าหรั่งอยากช่วยจริงๆ ก็ให้เอาแฟ้มเหล่านี้ไปอ่านแทนเธอ เขาอ่านหมดแล้วและคั่นหน้าสำคัญๆ พร้อมกับทำโน้ตย่อไว้ให้แล้ว ตั้งแต่เริ่มขุดพลอยไปจนถึงแผนการตลาด รวมทั้งผลวิเคราะห์คู่แข่งในรอบห้าปีที่ผ่านมา

“ผมแนะนำให้คุณเพ่งเล็งไปที่การขายภายในประเทศเป็นพิเศษหน่อยนะครับ เพราะดูแล้วเรามียอดขายที่ดี แต่กำไรเรากลับน้อยลง คุณลองดูให้ดีเถอะ เผื่อพบช่องโหว่จะได้รายงานคุณอรทัย”

แพรวาไม่มีเวลาอ่านแฟ้มพวกนี้ เพราะมีนัดกับอรจิรา หรั่งขอให้เลื่อนนัดไปก่อน เธอชักสีหน้าไม่พอใจ ตกลงเขาเป็นผู้ช่วยหรือว่าเป็นหัวหน้าของเธอกันแน่ ถ้าเขาเป็นผู้ช่วยก็ต้องฟังเธอพูด แล้วสั่งให้เอาแฟ้มพวกนั้นไปเก็บ เธอจะไปช็อปปิ้งกับเพื่อน หรั่งโต้แม้เขาจะเป็นผู้ช่วยของเธอแต่เจ้านายของเขาคือคุณพ่อของเธอ แพรวาอ้อนวอนขอไปช็อปปิ้งก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านแฟ้มทีหลัง หรั่งใจอ่อนยอมให้เธอไปกับเพื่อนได้ แต่มีข้อแม้จะต้องไปห้างฯที่มีบูธของ M.S.JEWELRY บริษัทในเครือ M.S.Group จะได้สำรวจตลาดด้วยกัน...

ทางด้านบารมีผีพนันเข้าสิงไม่เป็นอันทำงานทำการ ติดหนี้ติดสินรุงรังไปหมด แบงก์โทร.มาทวงหนี้หลายครั้งเขากลับนิ่งเฉย กันทิมาเตือนก็โดนด่า บารมีคิดแต่จะหาเงินไปเล่นการพนัน พอหมดหนทางสั่งให้กันทิมาเอาเงินเก็บห้าแสนบาทของเธอมาให้เขายืมก่อน เธอยืนนิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“คนของคุณตะวันฉายโทร.มาเมื่อคืน เขาบอกว่าคิดถึงให้ไปหา”

ooooooo

หลังจากหอบถุงช็อปปิ้งพะรุงพะรังเดินตามแพรวากับอรจิราอยู่ในห้างฯหรูกลางกรุงพักใหญ่ หรั่งเหลือบเห็นบูธของ M.S.JEWELRY ตั้งอยู่ไกลๆ เร่งฝีเท้าขึ้นมาเทียบ ชวนแพรวาไปดูด้วยกัน เธอส่ายหน้า

“แต่ร้านอาหารของฉันอยู่ทางนี้ นายไปดูบูธ  M.S.ทางโน้น มีอะไรก็มาบอกฉันที่ร้านอาหารทางนี้”

หรั่งขี้เกียจเซ้าซี้อะไรแพรวาอีก เชิญเธอไปกินมื้อกลางวันกับอรจิราตามสบาย ส่วนเขาตรงไปยังบูธเป้าหมาย ใช้ความหล่อเลียบๆ เคียงๆ ถามพนักงานขายของ M.S.JEWELRY ว่าขายดีไหม

“แหมพี่ ถามได้ ขายดีสิคะ ทำไมจะไม่ดี ถ้าพี่สั่งวันนี้ ต้องรอสองอาทิตย์นะคะ เพราะในสต๊อกขายหมดทุกห้างฯ เลย เราต้องสั่งที่โรงงานใหม่ พี่มาช้าไปนะคะ”

“ผมหาไม่เจอครับ เล่นมาหลบมุมอยู่ตรงนี้ น่าจะไปอยู่ชั้นล่างเด่นดีออกมองเห็นง่ายด้วย”

“ชั้นล่างค่าเช่าที่แพงค่ะ ตรงนี้ถูกกว่าเยอะเลย M.S.ของเราขายดีอยู่แล้ว อยู่ตรงไหนก็ขายได้”

หรั่งอยากรู้ว่าตรงนี้ค่าเช่าที่ราคาเท่าไหร่ พนักงานขายเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อได้ข้อมูลมาพอสมควร ผู้ช่วยหนุ่มรีบกลับไปหาแพรวาที่ร้านอาหาร เธอบอกให้เขากินอะไรที่นี่ก่อน หรั่งตำหนิเจ้านายกลายๆ ว่ามาเที่ยวเล่นที่นี่สามชั่วโมงแล้ว ควรกลับออฟฟิศได้แล้ว แพรวามองหน้าอรจิราเป็นทำนองขอความเห็น แต่ไม่มีคำตอบจากเธอ...

เงินสองแสนบาทที่บารมีเอาไปเล่นพนันในบ่อนเถื่อนของตะวันฉายหมดลงในพริบตา จะหยิบยืมจากนพซึ่งเป็นหุ้นส่วนบ่อนพนันคนหนึ่งอีกครั้งแต่เขาไม่ให้เพราะหนี้เก่ายังไม่ได้คืน แล้วคว้าปืนกระบอกโตขึ้นมาวางพร้อมกับข่มขู่ให้บารมีชำระหนี้เก่าให้หมด ก่อนเหตุการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ตะวันฉายเข้ามาขอร้องเอาไว้

“แหมน้องตะวันฉายขอพี่ไปทีหนึ่งแล้วนะ คราวก่อนสองล้านที่มันเอาไปจากพี่ก็เพราะน้องนี่แหละ ขอกันบ่อยๆ อย่างนี้พี่ก็แย่สิ”

“เถอะน่าพี่นพ หลังจากรายนี้แล้วผมไม่ขอใครอีกแล้ว คนนี้เขาขาประจำนะพี่นพ...ผมเอาเครดิตผมเป็นประกันเลยพี่ ต่อไปนี้ไม่มีเบี้ยว...ผมแถมเด็กใหม่ๆ สดๆ ให้พี่อีกสองคนเป็นมัดจำ”

นพนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมให้ตะวันฉายพาบารมีออกไป ครู่ต่อมา ตะวันฉายพาบารมีไปคุยกันต่อที่รถของเขา เตือนว่าอย่าเข้ามาที่นี่อีก มีเท่าไรก็หมดถ้าไม่ใช่เจ้าของบ่อน บารมีอ้างว่าไม่ได้อยากจะมาแต่ไม่มีเงินทุนไปหมุนเวียนในธุรกิจนำเข้ารถสปอร์ตกับปั๊มน้ำมันของเขา

“แต่ไอ้ต้นเพื่อนผม มันบอกว่าแม่มันรวยนี่ครับ มันบอกว่าญาติพี่น้องมันรวยกันหมดทุกคน”

บารมียอมรับว่ารวย แต่เงินต้องเข้ากงสีหมด ถ้าเขาเอาเงินนั่นมาหมุนได้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว ตะวันฉายจะถือว่าครั้งนี้บารมีติดหนี้เขา บารมีไม่มีวันลืมบุญคุณ แต่ไม่รู้จะชดใช้ให้เขาได้อย่างไร

“ขอผมคิดดูก่อน ไม่แน่ว่าผมอาจจะขอเอาธุรกิจของน้ามาทำประโยชน์อะไรบางอย่างเพื่อเป็นการล้างหนี้สินกัน น้าจะรังเกียจไหมครับ” ตะวันฉายตาวาวอย่างมีแผนการ บารมีเชิญให้มาเอาไปได้เลย จะเอาไปทำอะไรก็เชิญตามสบาย ตะวันฉายขอให้เขากลับไปนอนพักที่บ้านก่อน ถือเป็นการพักฟื้นไปในตัว พอมีเรี่ยวมีแรงค่อยมาคิดกันใหม่ว่าจะทำอย่างไรกันดี บารมีพยักหน้ารับรู้ เดินไปขึ้นรถตัวเองอย่างว่าง่าย

ooooooo

ในที่สุดหรั่งพาแพรวากลับออฟฟิศจนได้ หยิบแฟ้มเกี่ยวกับรายจ่ายค่าเช่าพื้นที่ในระยะสี่ปีที่ ผ่านมาให้เธอดู พร้อมทั้งรายงานเพิ่มเติมว่าค่าเช่า พื้นที่สูงขึ้นมาก ทั้งๆที่บริษัทยังใช้พื้นที่เดิมไม่ได้ย้ายหรือขยายแต่อย่างใด แพรวาสรุปแบบขอไปทีว่าทางห้างฯคงจะขึ้นค่าเช่า ไม่เห็นจะผิดปกติตรงไหน

“ขึ้นจริงหรือเปล่า...นี่คือคำถาม คุณน่าจะลองเอาเรื่องนี้ไปหารือกับคุณอรทัยนะครับ มันอาจจะมีเงื่อนงำอะไรอยู่ก็ได้ ให้คุณอรทัยเช็กทางห้างฯเลยก็ดี”

ขณะที่แพรวาพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่หรั่งพูด อรทัยเข้ามาในห้องตรงไปนั่งเก้าอี้ประจำของตัวเอง หรั่งพยักพเยิดให้แพรวาเข้าไปพูดเรื่องนี้ เธอคว้าแฟ้มเข้าไปหาอรทัยขอให้ช่วยดูให้ทีว่าทำไมรายจ่ายค่าเช่าพื้นที่ภายในห้างฯถึงได้สูงกว่าความเป็นจริง อรทัยบอกปัดว่าไม่ได้มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ให้ไปถามที่ผู้จัดการฝ่ายขายภายในประเทศเอาเอง แล้วเตือนว่าอย่าไปจ้ำจี้จ้ำไชเขามากนัก เขาเป็นคนเก่าคนแก่ทำงานให้เรามานานแล้ว

“มันเป็นหลักรัฐศาสตร์ หลักการปกครองคนนะ เข้าใจไหม มีปัญหาอะไรอีกหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็กลับไปพักผ่อนเถอะ ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว จะไปดูหนังดูอะไรก็ไป”

เข้าทางแพรวาทันที หันไปยักคิ้วให้หรั่งพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง เขาได้แต่ส่ายหน้าที่อรทัยไม่ให้ความสนใจ...

ด้านเผ่าลาภแวะไปหาบารมีที่คอนโดฯที่พัก ไม่เจอตัวน้องชายพบแต่กันทิมาอยู่ลำพังกับแม่บ้าน ทักทายถามไถ่ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ได้ความว่าบริษัทของบารมีทั้งนำเข้ารถและปั๊มน้ำมันเจ๊งไม่เป็นท่า เผ่าลาภเห็นรูปวาดสีน้ำมันฝีมือกันทิมาอยู่บนขาตั้งรูป ดูสวยงามเข้าท่าดี ชวนให้ลองมาทำงานกับกัมปนาทซึ่งอยู่ฝ่ายออกแบบอัญมณี ของบริษัท เผื่อจะมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว กันทิมานิ่งเงียบไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

“ลองคิดดูนะ ตกลงใจอย่างไรก็บอกฉันด้วย...ไปล่ะ” เผ่าลาภขยับจะไป แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ หันกลับมาถามกันทิมา รู้ไหมว่าบารมีเล่นการพนันบ้างหรือเปล่า เธอถึงกับอึ้ง...

ทางฝ่ายแสงเทพเจ้าเล่ห์นำหยกขาวแกะเป็นรูปฮก ลก ซิ่วมาเป็นของกำนัลสุริยะถึงบ้าน เพื่อจูงใจให้สนับสนุนให้ตนเองได้สัมปทานขุดพลอยบนที่ดินหลังเขาที่กาญจนบุรี สุริยะแบ่งรับแบ่งสู้ว่าเผ่าลาภก็สนใจที่ดินผืนนี้เช่นกันและทางนั้นก็ลงทุนไปมากแล้ว ที่สำคัญพวกเราอยู่พรรคเดียวกันเสียด้วย

“ผมเข้าใจ แต่ผมเชื่อว่าเรื่องแค่นี้ท่านเคลียร์ได้ไม่ยาก”

“ก็ต้องลองดู แต่ถ้าคุณเผ่าลาภไม่สนใจเมื่อไหร่ ผมจะรีบส่งเรื่องให้ รมต.อนุมัติให้คุณเร็วขึ้น”

แสงเทพขอบคุณสุริยะล่วงหน้า แล้วหันไปเห็นตะวันฉายกลับมาพอดี เข้าไปทักทายและเสนอให้มาทำธุรกิจร่วมกัน สุริยะคิดว่าลูกไม่มีหัวการค้าจึงออกตัวแทนลูกว่าทำธุรกิจอะไรกับใครไม่เป็น

“ผมคงจะลงเล่นการเมือง ตามรอยเท้าพ่อน่ะครับ” ตะวันฉายพูดเอาใจพ่อตัวเอง

“มันมีธุรกิจบางอย่างที่ไม่เหนื่อยมากและสามารถทำไปพร้อมๆ กับการเป็นนักการเมืองได้   เพราะดูหน่วยก้าน ของหลานชายแล้ว อาว่าทะมัดทะแมงดีออก เสียดายอาไม่มีลูกสาว แต่หลานสาวอาสวยนะจะบอกให้” แสงเทพโอบไหล่ตะวันฉายอย่างรักใคร่ ก่อนจะกระซิบข้างหู “อาได้ยินเพื่อนๆในวงนักเลงพูดถึงหลานชายอยู่”

“อ๋อ...ถ้าธุรกิจอย่างนั้นละก็ได้เลย ถึงไหนถึงกันครับอา” ตะวันฉายรับลูกทันที

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

เปิดลุคแรก ทนายสาวเบลล่า ในละคร "ให้รักพิพากษา Dare To Love"
18 ก.พ. 2563

08:40 น.