ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ตะวันฉายแค้นใจที่เสียเหลี่ยมจิ๊กโก๋กระจอก ถูกหลอกจนหัวปั่น โวยวายเข้าไปหากฤษฎาซึ่งนั่งจีบแม่ค้าขนมหวานอยู่กับพวกคนงานเหมืองให้ช่วยหาคนไปรุมยำไอ้พวกที่คุมชิงช้าสวรรค์ โทษฐานมาแยกเขากับแพรวา

“ต้องเช็กดูก่อนว่าพวกมันเป็นคนที่ไหนแน่ ถ้าเป็นคนท้องถิ่น ไม่คุ้มว่ะ เสียคะแนนพ่อกูหมด...ใจเย็นๆ ไอ้ตะวัน นั่งกับกูตรงนี้ก่อนดีกว่า” กฤษฎาว่าแล้วหันไปจีบแม่ค้าขนมหวานต่อไป...

อีกด้านหนึ่งของงาน หรั่งวิ่งนำแพรวาออกมาจากซุ้มของประหลาดซึ่งเป็นซุ้มสุดท้ายที่เข้าไปเที่ยว เจอเผ่าลาภมากับผู้ติดตามพอดี เขาเอ็ดลูกสาวที่วิ่งซนเป็นเด็กๆ แล้วถามหาตะวันฉายหายไปไหนไม่เห็นอยู่ด้วย

“เอ่อ...ลืมไปเลย” แพรวาว่าแล้ว ชะเง้อคอมองหาคนที่พ่อพูดถึง

“ไม่น่าเชื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่ป๋าเห็นหนูลืมพี่ตะวันฉาย แล้วนี่ใครล่ะ” เผ่าลาภมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ลูกสาว หรั่งแนะนำตัวเองแล้วยกมือไหว้ แพรวาเริ่มจะเป็นห่วงตะวันฉายขึ้นมา รีบดึงพ่อไปช่วยกันตามหา แล้วนึกขึ้นได้หันมาขอบใจหรั่ง ก่อนจะลากพ่อตัวเองหายเข้าไปในฝูงชาวบ้าน หรั่งมองตามอย่างสุขใจ...

บริเวณที่ตั้งชิงช้าสวรรค์ ซึ่งตอนนี้ปิดไฟมืด เท่ห์เจอสมุดโน้ตของแพรวาลืมทิ้งไว้บนกระเช้า โบ้เห็นหรั่งกำลังบ่ายหน้ามาทางนี้ คว้าสมุดไปจากมือเพื่อนจะเอาไปให้เขาไปคืนเจ้าของ เท่ห์ห้ามไว้

“ช้าก่อนเพื่อน เราเล่นแฟนเขาขนาดนั้น กูว่าให้ไอ้หรั่งไปคืนพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ไม่งั้นอาจโดนสหบาทา...เปิดชิงช้าต่อเถอะว่ะ ขายตั๋วยังไม่พอค่านํ้ามันรถเลยมึง” เท่ห์ว่าแล้วหยิบไมโครโฟนขึ้นมาประกาศเชิญชวนให้ผู้คนมาขึ้นชิงช้าสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง สิ้นเสียงประกาศ ฝูงเด็กพุ่งมาเข้าแถวซื้อคูปองกันแน่นขนัด

ooooooo

หรั่งไปที่สำนักงานของเหมืองแต่เช้า เจอพนักงานคนหนึ่งจึงเข้าไปถามว่าแพรวาอยู่ไหม เธอลืมสมุดโน้ตไว้เมื่อคืนตอนขึ้นชิงช้าสวรรค์

“อ๋อ นายนี่เอง คุณแพรวาไม่อยู่ ออกไปสำรวจเหมืองกับคุณเผ่าลาภ จะฝากหรือจะรอคะ”

“ฝากคืนเธอด้วยแล้วกันครับ บอกว่าหรั่งเป็นคนเอามาให้” หรั่งยื่นสมุดโน้ตให้แล้วออกไป พนักงานมองตามยิ้มอย่างมีเลศนัย ชายหนุ่มออกจากตัวอาคารสำนักงานได้ไม่กี่ก้าว กฤษฎาปราดเข้ามาขวางไว้ ถามอย่างเอาเรื่องว่าเมื่อคืนได้ข่าวว่าเขาซ่าส์มาก รู้หรือเปล่าว่านั่งชิงช้าสวรรค์กับใคร ในเมื่อกฤษฎายียวนมาหรั่งจึงยียวนกลับ เขาไม่พอใจต่อยหรั่งหน้าหงาย แล้วส่งสัญญาณเรียกพรรคพวกอีกหกคนมาล้อมกรอบเอาไว้

“มึงกวนกูหรือ มึงรู้ไหมว่าการที่มึงยุ่งอะไรไม่เข้าเรื่องน่ะ มึงอาจเจอตีนได้”

“แต่ถ้าพี่ซ่าส์ไม่เลือกถิ่น พี่ก็มีโอกาสเจอตีนได้เหมือนกัน” สิ้นเสียงหรั่ง รถกระบะเปิดท้ายบรรทุกชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยมมาเต็มคันรถ โดยมีเท่ห์ โบ้ และเช็งรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย กฤษฎาถึงกับหน้าเสีย...

ในเวลาต่อมา อรทัยเห็นสภาพบอบชํ้าของลูกชายก็โวยวายลั่นว่า ต่อไปไม่ต้องไปที่เหมืองอีกแล้ว ทนงศักดิ์ด่าซํ้าว่าส่งให้ไปเรียนรู้งานแต่ดันไปมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่น กฤษฎาอ้างว่าพวกนั้นมาเกาะแกะแพรวาก่อนเขาจำเป็นต้องปกป้องน้อง ตองหมั่นไส้พี่ชาย แขวะว่าทีน้องแท้ๆของตัวเองไม่เห็นเคยคิดจะปกป้อง

“แต่เท่าที่ตองได้ยินมานะแม่ นายนั่นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ยังเคยพาพี่แพรวาไปส่งพี่ตะวันฉายได้ทันเลย”

“แล้วเราก็ต้องยกแพรวาให้มันเลยงั้นหรือยายตอง” กฤษฎาตะคอก

อรทัยเห็นลูกเถียงกันไปมา สั่งให้หยุดทะเลาะกันได้แล้ว กฤษฎายังแค้นใจหรั่งไม่หาย ขออนุญาตพ่อซื้อปืนจะเอาไปยิงไอ้กุ๊ยพวกนั้น ตองสวนทันทีเดี๋ยวก็โดนถีบกลับมาอีก กฤษฎาขยับเข้าหาน้องสาวอย่างเอาเรื่อง อรทัยต้องเข้ามาขวางไว้ สั่งห้ามพี่น้องตีกันเอง...

ขณะที่กฤษฎาคิดจะเปิดศึกกับน้องสาวตัวเอง ตะวันฉายยืนคุยกับแพรวาอยู่บนสันเขื่อนศรีนครินทร์ บรรยากาศยามเย็นที่มองเห็นผืนน้ำในเขื่อนสวยจนตะวันฉายอดเสียดายไม่ได้ที่เราสองคนไม่ได้ค้างคืนบนนี้ แพร–วาจะไปขออนุญาตพ่อที่นั่งรออยู่ในรถ แต่เขาห้ามไว้เกรงว่าพ่อของเธออาจจะมองเขาไปในทางไม่ดี

“ไม่เห็นมีตรงไหนของพี่ตะวันที่ไม่ดีเลย นอกจาก... ช่างเถอะค่ะ”

“นอกจาก ไม่ค่อยมีเวลาให้น้องแพร นอกจาก...ปุบปับ จะไปเมืองนอกก็ไม่บอกก่อน...นอกจากไม่ยอมให้น้องแพรไปส่งที่สนามบิน...นอกจากต้องเชื่อฟังคุณพ่อพี่ตลอดเวลาและอีกหลายๆนอกจาก”

แพรวาฟังแล้วรู้สึกทะแม่งๆชอบกล เหมือนคนจะบอกเลิกกัน ตะวันฉายไม่มีทางบอกเลิกเธอแน่นอนแพรวายิ้มพอใจ ขอให้เขาจำคำพูดนี้ไว้ เขาจำทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเธอได้ แต่ที่เขาต้องยุ่งเหยิงจนไม่ค่อยมีเวลาให้ก็เพราะต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าเขาพร้อมแล้วที่จะเดินนำหน้าเธอตลอดไป แพรวาซึ้งใจมากโผกอดตะวันฉายไว้แน่น ก่อนจะแยกจากกันอย่างอาลัยอาวรณ์ หญิงสาวเดินมาขึ้นรถ บอกพ่อให้กลับกันได้แล้ว นายสยามส่งสมุดโน้ตที่ลืมไว้เมื่อคืนนี้ให้แพรวา เธอขอบคุณเขามากที่เก็บไว้ให้

“ไม่ใช่นายสยาม ไอ้หนุ่มคนเมื่อคืนต่างหากที่น้องแพรควรจะไปขอบคุณเขา” เผ่าลาภทักท้วง...

คนที่เผ่าลาภพูดถึง เพิ่งกลับถึงบ้านเช่าพร้อมด้วยถั่วทอดเป็นของฝากติดไม้ติดมือมาให้ก้อยซึ่งไม่เคยกินมาก่อน แค่คำแรกเธอก็ชมไม่หยุดปากว่าอร่อยมาก

“โชคดีจังเลยที่ก้อยมีหรั่ง ก้อยได้รู้จักอะไรแปลกๆ เต็มไปหมด ถ้าไม่มีหรั่งสักคน ก้อยนึกไม่ออกเลยว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร” คำพูดของก้อยทำให้หรั่งหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก

ooooooo

เช้าวันถัดมา ผู้ใหญ่เงาะต้อนรับกลุ่มทนายความของเจ้าของที่ดินที่มายื่นข้อแม้ 5 ข้อให้กับชาวชุมชนจานเดี่ยว ถ้าทำไม่ได้ เจ้าของที่ดินจะไม่พูดถึงเรื่องสัญญาเช่าเด็ดขาด

“ข้อ 1. ห้ามมีการค้ายาบ้าในชุมชนนี้...ข้อ 2. ห้าม มีการค้าประเวณี...ข้อ 3. ห้ามมีบ่อนการพนัน...ข้อ 4.ห้ามมีโต๊ะสนุ้กเพราะอาจจะเป็นแหล่งมั่วสุมได้ และข้อ 5. ห้ามตั้งโรงเฟอร์นิเจอร์ในชุมชน เพราะอาจนำมาซึ่งเหตุเพลิงไหม้” ทนายความแถลงสีหน้าจริงจัง ผู้ใหญ่เงาะรับรองว่าข้อห้ามทั้งห้าข้อจะไม่มีการฝ่าฝืน

จังหวะนั้น บุรุษไปรษณีย์นำจดหมายมากองไว้ตรงหน้าผู้ใหญ่เงาะซึ่งเลือกดูจดหมาย พลางพูดกับทนายความ ไปด้วยว่าทางตนมีข้อเรียกร้องข้อเดียวเท่านั้น คือขอสัญญาเช่าหรือหนังสืออนุญาตก็ได้ เพื่อที่ชาวชุมชนจะได้ไปทำเรื่องขอน้ำประปา ขอบ้านเลขที่ แล้วตะโกนเรียกเม่นให้มาเอาจดหมายไปส่งตามบ้านเจ้าของ

ทนายความขอตัวกลับก่อน ส่วนเรื่องค่าเช่าที่ดินคงต้องไว้คราวหน้า ผู้ใหญ่เงาะพยักหน้ารับรู้ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นจดหมายมีตราครุฑประทับอยู่บนซอง รีบเปิดอ่าน ถึงกับตาโต หยิบไมโครโฟนขึ้นมาประกาศ

“นายหรั่ง นาคำ มีจดหมายเรียกตัวจากทางการ ให้รีบมาที่บ้านผู้ใหญ่เงาะด่วน”

หรั่งได้ยินเสียงประกาศใจคอไม่ดี รีบวิ่งออกจากบ้าน เจอโบ้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารั้งตัวไว้ พลางบอกว่ามีจดหมายมาถึงเขา แจ้งว่าสอบผ่านจบปริญญาตรีแล้ว หรั่งดีใจสุดขีด โดดกอดโบ้ส่งเสียงเฮลั่น...

ผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์รู้ว่าหรั่งจบปริญญาตรีอย่างเป็นทางการ เข้ามาแสดงความยินดี และเสนอตัวจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงบัณฑิตใหม่เย็นนี้ หรั่งติดธุระไปไม่ได้ต้องพาน้องที่ตาบอดไปหาหมอ

“ช่างเป็นพี่ชายที่แสนดีจริงๆ...งั้นก็ถ้ามีอะไรเดือดร้อน ต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับน้องล่ะก็ บอกฉันทันทีเลย อย่าเกรงใจนะ” น้ำเสียงหนักแน่นของผู้จัดการทำให้หรั่งต้องรับคำ...

ทางด้านแพรวาถึงกับท้อแทบหมดแรงเมื่อเห็นแฟ้มข้อมูลมากมายที่อรทัยนำมาให้ศึกษารายละเอียด ทั้งบริษัทของคู่ค้าและบริษัทของคู่แข่ง เธออ่านอยู่ครึ่งค่อนวันยังไม่ไปถึงไหน จำต้องขนแฟ้มกลับไปอ่านต่อที่บ้าน ทันทีที่แพรวาเจอหน้าพ่อ บ่นยกใหญ่ว่าทำไมต้องให้ไปทำงานที่ไม่ถนัด เธอจบอักษรศาสตร์ไม่ได้เรียนด้านธุรกิจเผ่าลาภยกตัวเองเป็นตัวอย่าง ไม่ได้เรียนอะไรมาด้วยซ้ำยังต้องขึ้นมานั่งแท่นประธานบริหาร

“เอาอีกแล้วเอาเรื่องตัวเองมาเล่าอีกแล้ว ใครจะเก่งได้เท่าคุณป๋าล่ะ เกิดมาน้องแพรยังไม่เคยเห็นเลยสักคน นอกจากนายหรั่งที่พอจะใกล้เคียง” แพรวาพูดชื่อชายหนุ่มที่เพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งได้อย่างลื่นปาก
เผ่าลาภพยายามโน้มน้าวให้แพรวาตระหนักว่าเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องล้มหายตายจาก ถ้าเธอไม่เตรียมตัวสืบทอดตำแหน่งแทนเขาตั้งแต่ตอนนี้แล้วใครจะทำแทน แพรวาไม่ยอมให้พ่อเป็นอะไรเด็ดขาด และขอให้ท่านเลิกคิดเสียทีว่าเธอจะทำได้อย่างที่ท่านทำ แล้วเดินหนีขึ้นห้อง เผ่าลาภรู้สึกเหนื่อยล้าไปหมดหันไปบ่นกับรำไพ

“ถ้าเฮียย้งอยู่ ผมก็คงไม่ต้องมารับภาระหนักอย่างนี้ ทั้งคุณและลูกแพรก็คงสบายใจ อย่างน้อยเด็กผู้ชายคนนั้น ก็คงจะแบ่งเบาภาระจากผมได้เยอะทีเดียว”

พลันภาพในอดีตเมื่อยี่สิบปีที่แล้วผุดขึ้นมาในความคิดคำนึงของเผ่าลาภ ตอนนั้นเฮียย้งพี่ชายเขาอุ้มลูกชายที่ยังแบเบาะของตัวเองขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะหันมาบอกว่าเด็กคนนี้มีแววดี สักวันหนึ่งจะต้องมาช่วยกอบกู้กิจการของตระกูลให้เจริญก้าวหน้า เผ่าลาภจำทุกคำพูดนั้นได้ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ooooooo

หลังจากตรวจดวงตาให้ก้อยเสร็จ หมอแอบไปพบหรั่งตรงซอกตึกท่ีเดิม แล้วระเบิดอารมณ์ใส่อย่างเหลืออดว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะขอยาจากอาจารย์หมอมาให้ และมันอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของก้อยด้วย หรั่งถามเสียงเครียดว่ายังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ หมอตวาดใส่ว่าไม่เหลือแล้ว

“คุณถามมาตั้งแต่ก้อยยังมีเวลาเหลือเฟือจนตอนนี้มันหมดเกลี้ยงแล้ว ถามจริงๆเถอะคุณตามหาพ่อหรือตามหาอะไรกันแน่...ถ้าคุณคิดจะทำเพื่อก้อยล่ะก็ คุณมีทางเลือกแค่สองทาง หนึ่งผ่าตัดโดยเร็วที่สุด...สอง บอกความจริงกับก้อยให้เธอยอมรับสภาพตาบอดไปตลอดชีวิต ตั้งแต่เดี๋ยวนี้” คำพูดของหมอทำให้หรั่งถึงกับอึ้ง...

ตั้งแต่กลับจากโรงพยาบาล หรั่งเอาแต่นั่งซึมไม่พูดไม่จา เท่ห์ชวนไปรับจ๊อบไล่ตีเด็กเทคนิคก็ไม่สนใจคิดถึงแต่คำต่อว่าของหมอเมื่อตอนเย็น คิดไปคิดมาอยู่หลายตลบ สุดท้ายตัดสินใจไปคุยกับก้อย

“ก้อย...หรั่งมีอะไรจะสารภาพ หรั่งคิดว่าหรั่งคงตามหาพ่อไม่เจอแล้วแหละ แต่ถึงหรั่งจะไม่เจอพ่อ ก้อยก็จะต้องได้ผ่าตัดตาแน่นอน หรั่งสัญญา”

“ไม่เอา อย่าสัญญาเลย เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก้อยก็เป็นภาระของหรั่งมากอยู่แล้ว หรั่งอย่าทำให้ตัวเองต้องลำบากเพราะคำสัญญาอีกเลย” ก้อยเหมือนจะทำใจรับสภาพได้

ooooooo

หรั่งตกลงใจจะขอความร่วมมือจากผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์ ครั้นจะเข้าไปขอตรงๆก็ไม่กล้า จึงเอาน้ำสมุนไพรสารพัดชนิดไปให้เขาชิมบังหน้า แล้วยืนรีๆรอๆ ผู้จัดการอ่านสีหน้าท่าทางของหรั่งออก ถามว่ามีอะไรหรือเปล่าพูดได้เลยไม่ต้องเกรงใจ ชายหนุ่มเท้าความว่าเมื่อวานนี้ผู้จัดการยังจำได้ไหมที่พูดถึงน้องสาวของเขา

“อ๋อ...ที่ตาเสีย ว่าไงจะให้ช่วยอะไรล่ะ ค่ารักษาไหม เท่าไหร่ว่ามา”

“หนึ่งแสนบาทก่อนครับ เธอต้องผ่าตัดใหญ่น่ะครับ ผ่าเสร็จแล้วมีค่าใช้จ่ายอีกประมาณสองแสนครับ”

ผู้จัดการนิ่งอึ้งไปห้าวินาที “เป็นน้ำสมุนไพรที่แพงมากๆ ผมแบ่งงวดจ่ายได้ไหม”...

ด้านกฤษฎายังแค้นใจหรั่งไม่หาย มาขอให้ตะวันฉายช่วยหาชายฉกรรจ์ให้สิบคนจะตามไปคิดบัญชีไอ้กระจอกนั่นให้หายแค้น ตะวันฉายยินดีจัดให้ตามที่เพื่อนต้องการ...

หรั่งทนเก็บความดีใจไว้คนเดียวไม่ไหว ขอลากิจช่วงพักเที่ยงมาบอกข่าวดีกับก้อยว่าผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์ให้เขายืมเงินไว้เป็นค่าผ่าตัดตาให้เธอ มีเมื่อไหร่ค่อยใช้คืน หรือจะค่อยๆผ่อนชำระก็ได้ โบ้ซึ่งมาช่วยดูแลก้อยและหาข้าวกลางวันให้กิน พลอยดีใจไปด้วย...

ในเวลาเดียวกัน แพรวานำงานมาให้กัมปนาทที่แผนกออกแบบ กลับเจอธนูชายหนุ่มรูปหล่อที่อ้างตัวว่าเป็นเลขาฯของเขานั่งอยู่ที่นั่นตามลำพัง แพรวาโวยวายลั่นว่าเลขาฯอาของเธอชื่อคุณนุชต่างหาก จังหวะนั้นกัมปนาทกลับเข้ามาพอดี ถามหลานสาวว่าอึดอัดอะไรมาจากไหน ถึงได้เก็บมาตะโกนที่นี่

“โกฮุ้งให้เอาแบบที่น่าจะเปิดตลาดใหม่ปีหน้ามาปรึกษาอาค่ะ”

“แล้วรู้จักกับธนูหรือยัง”

แพรวาเพิ่งรู้จักเมื่อครู่นี้เอง แต่ไม่รู้ว่ามีหน้าที่อะไร กัมปนาทจ้างธนูมาเป็นเลขาฯส่วนตัวของเขาดูแลทุกอย่างที่แตกต่างจากคุณนุช หญิงสาวมองหน้าธนูแล้วมองกัมปนาทยิ้มๆ...

ครู่ต่อมา แพรวากลับมาที่ห้องทำงานตัวเอง แทนที่จะเอาแฟ้มข้อมูลที่อรทัยให้มาศึกษารายละเอียดกลับเปิดโน้ตบุ๊กเล่น Skype เม้าท์เรื่องอากัมปนาทกับหนุ่มหล่อเลขาฯส่วนตัวของเขาให้เพื่อนๆฟังอย่างสนุกปาก พนักงานคนหนึ่งเดินถือแฟ้มเข้ามาหา แพรวารีบพักหน้าจอโน้ตบุ๊ก

“คุณอรทัยให้เอาเอกสารมาให้คุณแพรวาอ่านเพิ่มเติมค่ะ ถ้าคุณแพรวาอ่านจบแล้ว คุณอรทัยให้รีบเอาไปคืนด้วยค่ะ” พนักงานรายงานเสร็จปรายตามองโน้ตบุ๊กครู่หนึ่งก่อนจะออกไป แพรวายกหน้าจอโน้ตบุ๊กขึ้นอีกครั้ง ปรากฏว่าเพื่อนๆออกจากการสนทนาไปหมดแล้ว เหลือเพียงอรจิราคนเดียว

“นี่อร...แกว่าฉันจ้างใครสักคนมาอ่านไอ้แฟ้มเอกสารพวกนี้ให้ฟังจะดีไหม”

“ก็ต้องเป็นเสียงพี่ตะวันฉายเท่านั้นแหละ ถึงจะน่าฟังสำหรับแก ไม่อย่างนั้นแกก็ต้องจ้างใครสักคนมาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวแบบอากัมปนาทของแกไง” อรจิราพูดจบหัวเราะคิกคัก พลอยทำให้แพรวาขำไปด้วย...
ที่หน้าธนาคารรัตนทรัพย์ หรั่งเลิกงานเป็นคนสุดท้าย กำลังจะกลับ เป็นจังหวะเดียวกับเท่ห์ โบ้และเช็งขี่มอเตอร์ไซค์พร้อมกับเหน็บไม้กระบองคนละท่อนเข้ามาจอดเทียบ เขากระเซ้าว่าจะไปรบที่ไหนกัน เท่ห์ไม่ได้ไปรบแต่จะไปรับจ้างตีเด็กเทคนิคอย่างที่เคยบอก สนใจจะไปด้วยกันไหม ตนขอขึ้นค่าแรงจากแปดร้อยบาทเป็นพันสามร้อยบาทแล้ว หรั่งขอผ่าน ไม่ชอบเรื่องชกต่อย ทั้งสามคนไม่เซ้าซี้อะไรอีก เร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์จากไป ทันทีที่ปลอดคน ชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ซึ่งรอท่าอยู่ในความมืด ดาหน้าเข้ามาประเคนทั้งเข่าเขย่าทั้งศอกใส่หรั่งไม่ยั้ง...

ในเวลาต่อมา หรั่งพาหน้าตายับเยินของตัวเองไปให้ผู้ใหญ่เงาะกับน้าเบิ้มพ่อของโบ้ช่วยใส่ยาทำแผลให้ผู้ใหญ่เงาะสงสัยว่าเขาไปทำอะไรใครไว้ถึงได้ถูกยำเละขนาดนี้ หรั่งเองไม่รู้เหมือนกัน ขอร้องผู้อาวุโสทั้งสองคนอย่าบอกเรื่องนี้ให้ก้อยรู้

“เออ ห่วงแต่ยายก้อยนะมึง อะไรๆก็ก้อย ยังกะว่ามันเป็นน้องแท้ๆงั้นแหละ หรือว่ามีแผนจะเปลี่ยนจากน้องเป็นอย่างอื่น” น้าเบิ้มปากพล่อยพูดไม่ทันคิด หรั่งขอร้อง ถ้ารักกันจริงอย่าพูดแบบนี้อีก จังหวะนั้น เท่ห์ โบ้ และเช็งกลับเข้ามาในสภาพไม่ต่างจากหรั่ง เนื่องจากผิดแผน เลยหนีไม่ทันโดนเด็กเทคนิคยำหมดสภาพ...

ณ บ่อนเถื่อนอันใหญ่โตโอ่อ่าของตะวันฉาย ขณะกฤษฎากำลังชนแก้วเครื่องดื่มกับตะวันฉายฉลองความสำเร็จที่หรั่งโดนนักเลงที่พวกตนส่งไปอัดสะบักสะบอม ต้องตกใจที่เห็นบารมีเข้ามาเล่นการพนัน บารมีเองก็ตกใจไม่แพ้หลานชายเช่นกัน ทั้งคู่ตกลงกันว่าจะเก็บเรื่องเจอกันที่นี่ไว้เป็นความลับ...

ฝ่ายเผ่าลาภโกรธจัดเมื่อได้รับรายงานจากอรทัยและชาติชายว่าแพรวากับกฤษฎาทำงานไม่ได้เรื่อง ตำหนิลูกสาวที่เอาแต่เล่น Skype กับเพื่อนทั้งวันงานการไม่ทำและเล่นงานกฤษฎาที่แอบหนีกลับกรุงเทพฯบ่อยๆ ดื่มเหล้าเมามายแล้วมาหลับที่โรงงาน จากนี้ไป เขาสั่งห้ามหลานชายทำแบบนั้นอีก ต้องกินนอนอยู่ที่เหมือง

“พ่อเราก็อยู่ที่เหมืองอยู่แล้ว ถ้าแม่เขาคิดถึงก็ให้ไปเยี่ยมที่นั่นเอง นี่เป็นคำสั่งนะ ไปได้แล้วทั้งสองคน”

กฤษฎาเดินคอตกออกไป แพรวาขยับจะตามแล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ หันมาบอกเผ่าลาภว่าจะขอผู้ช่วยส่วนตัวหนึ่งคน ถ้าบริษัทไม่จ้างให้ เธอจะจ้างเอง เวลาเธอมีปัญหาจะได้มีใครคอยให้คำปรึกษาได้ตลอดเวลา และยืนยันเสียงแข็ง ถ้าพ่ออยากให้เธอเป็นงาน ก็ต้องอนุญาตให้เธอจ้างผู้ช่วย เผ่าลาภถอนใจ หนักใจ

ooooooo

เผ่าลาภเครียดหนักทั้งเรื่องงานและเรื่องลูกที่ไม่เอาไหน เกิดเป็นลมล้มพับในห้องน้ำ ทำให้แตกตื่นกันทั้งบ้าน แพรวาต้องเป็นคนพาพ่อไปส่งโรงพยาบาลเองเนื่องจากนายสยามไม่อยู่ไปเหมืองที่กาญจนบุรียังไม่กลับ

ประมุขของบ้านมหาโชคตั้งศิริถูกพาตัวเข้าห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน โชคยังดีที่ไม่เป็นอะไรมาก แต่เพื่อความปลอดภัย หมอเอาตัวเขาไว้ตรวจร่างกายให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อน ทั้งแพรวา รำไพและลินจงซึ่งรอฟังอาการอยู่หน้าห้องฉุกเฉินต่างโล่งอก ลินจงเชิญหมอตรวจพี่ชายของเธอตามสบาย เอาให้เต็มที่ไปเลย ไหนๆก็มาถึงที่แล้ว จากนั้นเธอขยับเข้าไปใกล้ๆรำไพ กระซิบถามว่าน้องๆคนอื่นไม่มากันเลยหรือ

“เขาคงอยากให้คุณเผ่าลาภตายล่ะมั้ง” รำไพน้ำตาคลอเบ้า ลินจงจับมือเธอไว้อย่างให้กำลังใจ

“เจ๊จำไว้นะ ถ้าเฮียเป็นอะไรไป อย่างน้อยจะมีฉันคนหนึ่งที่อยู่ข้างเจ๊ อยู่ข้างเฮีย คนที่หวังดีกับเจ๊จริงๆคือ คนที่มาหาเจ๊วันนี้เท่านั้น เชื่อฉันเถอะ” สิ้นเสียงลินจงกันทิมาเดินเลี้ยวมุมตึก ตรงเข้ามาหากลุ่มของรำไพ...

จากนั้นไม่นาน หมออนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมเผ่าลาภได้ คนไข้อารมณ์ดีกระเซ้าแพรวาว่าโรคของเขา มีน้อยคนนักที่เป็น หมอบอกว่ามันเป็นโรคของคนที่มีลูกสาวขี้เกียจถ้าลูกสาวของเขาขยันเอางานเอาการเมื่อไหร่โรคนี้ก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง แพรวาอายที่ถูกอำต่อหน้าลินจงกับกันทิมา ทุบแขนพ่อตัวเองหนึ่งทีแก้เขิน...

แพรวาตั้งใจจะไม่ทำให้พ่อต้องผิดหวังในตัวเธออีก คิดจะหาคนมาช่วยงาน โทร.ขอแรงตะวันฉายมาทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเธอ คอยให้คำปรึกษาเรื่องงาน เขาบอกปัดทันทีว่าไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้น แพรวาแปลกใจในเมื่องานการก็ไม่ได้ทำ ทำไมถึงไม่ว่าง ตะวันฉายยังไม่ทันจะตอบ เพื่อนที่รอเล่นสนุ้กเกอร์ด้วยกันเร่งให้เขารีบๆ แทงลูก แทนที่ตะวันฉายจะตอบคำถามเธอก่อน กลับขอตัววางสายอ้างว่ากำลังยุ่งเสร็จธุระแล้วจะโทร.กลับ แล้วกดสายทิ้ง แพรวางอนเหวี่ยงผ้าห่มที่อุตส่าห์ประดิษฐ์ประดอยปักเป็นหน้าตะวันฉายทิ้งลงพื้น...

อาการป่วยครั้งนี้ ทำให้เผ่าลาภรู้ตัวว่าเวลาของเขาเหลือไม่มาก บ่นให้รำไพฟัง ถ้าเขาเป็นอะไรไปตอนนี้กิจการของตระกูลคงไม่เหลือ น้องๆ ของเขาแต่ละคนจ้องจะผลาญสมบัติราวกับอีแร้งทึ้งเหยื่อ มีเพียงแพรวาเท่านั้นที่พอจะเป็นตัวแทนของเขาได้ แล้วต้องรีบทำให้เธอแกร่งขึ้นมาให้เร็วที่สุด

“คุณจะทำอย่างไรคะ”

“ลูกขอผู้ช่วยสงสัยว่าผมต้องยอมแก” แม้เผ่าลาภจะดูอิดโรยแต่แววตาของเขากลับเปี่ยมด้วยความหวัง...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน เท่ห์วิ่งหางานมาให้เพื่อนๆ ทำอีกจนได้ คราวนี้รับจ้างติดโปสเตอร์ทั่วกรุงเทพฯ เช็งเห็นห่อกระดาษโปสเตอร์หลายสิบห่อกองอยู่ตรงหน้าเกิดคิดไม่ซื่อ แนะให้ติดแค่สี่ห้าแผ่นก็พอ ที่เหลือเอาไปเผาทิ้ง จะได้รับเงินแบบไม่ต้องเหนื่อย เท่ห์ทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าถูกจับได้ขึ้นมาต่อไปใครจะจ้างพวกเราอีก

“พรุ่งนี้เช้าเขาต้องเห็นโปสเตอร์นี้เต็มย่านชุมชนก่อน ถึงจะจ่ายเงิน”

“ถ้าเราติดไป แล้วมีคนมาปิดทับจะทำอย่างไร” โบ้อดสงสัยไม่ได้ เท่ห์แนะให้ติดโปสเตอร์ในเวลากลางดึกยิ่งใกล้เช้ายิ่งดีจะได้ไม่มีใครมาติดโปสเตอร์อื่นทับ งานนี้หรั่งขอทำด้วย อะไรที่ได้เงินเขาเอาหมดทุกอย่าง...

ค่ำวันเดียวกัน ตะวันฉายพาแพรวามากินดินเนอร์ที่ร้านอาหารหรูหราแห่งหนึ่งเพื่อแก้ตัวเรื่องเมื่อตอนกลางวัน แทนที่จะเป็นมื้อค่ำแสนหวาน กลับกร่อยไปทันทีเพราะเธอเอาแต่พูดเรื่องจะให้เขาไปเป็นผู้ช่วยของเธอให้ได้ ตะวันฉายพยายามอธิบายว่ากำลังวางแผนจะทำธุรกิจกับเพื่อนไม่มีเวลาทำอย่างที่เธอต้องการ เธอก็ไม่ฟังบ่นตั้งแต่อยู่ในร้านอาหาร กระทั่งขึ้นรถจะกลับบ้านก็ไม่ยอมหยุดบ่น

ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิดอ้างว่าถ้ายอมไปเป็นผู้ช่วยแพรวาเท่ากับต้องทำตามคำสั่งของเธอ เขาเป็นผู้ชายจะไปเป็นขี้ข้าให้ผู้หญิงได้อย่างไร แพรวาโต้ว่าไม่ได้ให้เขามาเป็นขี้ข้าแต่มาเป็นผู้ช่วย อีกไม่นานพอเราอยู่ด้วยกันเขาก็ต้องมาช่วยงานพ่อของเธออยู่ดี ถึงตอนนั้นเขาต้องมีตำแหน่งใหญ่กว่าเธอ ใหญ่กว่าใครต่อใครอยู่แล้ว

“นี่น้องแพรคิดเลยเถิดไปว่าเราจะอยู่ด้วยกันเลยหรือ”

“แปลว่าพี่ตะวันจะไม่อยู่กับน้องแพรใช่ไหม” แพรวาตัดพ้อทั้งน้ำตา ตะวันฉายไม่รู้ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ แต่ที่แน่ๆ ไม่มีผู้หญิงคนไหนเป็นฝ่ายพูดกับผู้ชายเรื่องแบบนี้ก่อนและที่สำคัญแค่พูดกันยังไม่รู้เรื่อง จะไปคุยเรื่องจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร แพรวาผิดหวังอย่างแรงเปิดประตูจะลงจากรถทั้งๆ ที่ยังแล่นอยู่ เขาโมโหจัดกระแทกเบรกตัวโก่ง พอรถหยุด แพรวาแทบจะกระโจนลงมาแล้วเหวี่ยงประตูปิดปัง รถของตะวันฉายพุ่งออกไปทันที

ooooooo

แพรวาเพิ่งรู้สึกตัวว่าบรรยากาศรอบๆ เงียบสงัด ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งริมถนนด้วยน้ำตานองหน้า ไกลออกไปด้านหลัง มีรถกระบะที่หรั่งกับเพื่อนๆ ใช้เป็นพาหนะในการปิดโปสเตอร์แล่นมาจอด ทุกคนกรูกันลงมาปิดโปสเตอร์ไปตามกำแพง ยกเว้นหรั่งที่เดินเข้ามาหาแพรวาซึ่งหันไปมองพอดี ถึงกับปล่อยโฮลั่น

“ทำไมทุกครั้งที่ฉันเดือดร้อน นายต้องโผล่หน้ามาทุกที”

หรั่งชูพวงกุญแจไอ้มดแดงให้ดู แล้วถามว่าทำไมมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ ทะเลาะกับแฟนมาใช่ไหม แพรวายังไม่ทันจะตอบ เสียงเพื่อนๆ ตะโกนเรียกหรั่งให้ไปกันได้แล้ว  ยังเหลือโปสเตอร์ต้องปิดอีกกองโต แพรวาบอกให้เขาไปก่อนไม่ต้องห่วง ชายหนุ่มพะว้าพะวังถามเธอว่าจะทำอย่างไรต่อไป จะนั่งรอแฟนอยู่ตรงนี้หรือ

“ถ้านายเป็นแฟนฉัน นายจะกลับมารับฉันไหม” แพรวาถามพลางสะอื้นไปด้วย

“ไม่...ถ้าผมเป็นแฟนคุณ ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณไว้อย่างนี้เด็ดขาด”

เสียงเพ่ือนตะโกนเรียกหรั่งอีกครั้ง แพรวาขอไปติดโปสเตอร์ด้วย ถ้าแฟนของเธอย้อนกลับมารับจะได้

ไม่เจอกัน เขาจะได้รู้รสชาติของการผิดหวังเสียบ้าง แล้วทั้งคู่วิ่งไปขึ้นรถกระบะที่จอดรออยู่...

การติดโปสเตอร์ครั้งนี้แม้จะเหน็ดเหนื่อยเนื่องจากติดตั้งแต่หัวค่ำยันดึกแต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานโดยเฉพาะหรั่งดูจะมีความสุขมากกว่าใครเพื่อน หลังจากงานเสร็จ รถกระบะพาแพรวากลับมาส่งที่เดิมที่เจอกัน หรั่งไม่อยากทิ้งเธอไว้ลำพังคนเดียวริมถนน จึงตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อน แพรวาอยากรู้ว่าถ้าเขาไม่มีรถ ไม่มีเงินกลับบ้านจะทำอย่างไร หรั่งก็จะเดินกลับ จากนั้น สองหนุ่มสาวพากันออกเดินมุ่งหน้าสู่บ้านแพรวา...

ระหว่างทางกลับบ้าน แพรวาอดสงสัยไม่ได้ที่หรั่งเคยบอกเอาไว้ตอนอยู่บนชิงช้าสวรรค์ว่าทำทุกอย่างที่ได้เงิน เธออยากรู้ว่ามีงานอะไรบ้างที่เขาทำไม่ได้ ชายหนุ่มตอบโดยไม่คิดว่ามีมากมาย ไม่มีใครทำอะไรเป็นทุกอย่าง เพียงแต่เขาเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรที่ทำไม่เป็นจะยิ่งพยายามถาม พยายามฝึกจนกว่าจะทำเป็น แต่มีข้อแม้เฉพาะสิ่งที่เขารักที่จะทำเท่านั้น เพราะความรักบังคับกันไม่ได้

“ฟังดูดีจังเลยแล้วถ้างานที่นายรักต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้หญิงล่ะ”

หรั่งไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ผู้หญิงเก่งๆ มีถมไป เพียงแต่ผู้ชายชอบที่จะเป็นผู้นำมากกว่า แต่การเป็นผู้นำสำหรับเขาแล้วไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ข้างหน้าเสมอไป บางคนอาจจะเกิดมาเพื่อผลักดันให้ใครสักคนขึ้นไปเป็นดาวประดับฟ้า ที่เขาจะปีนขึ้นไปหาใครคนนั้นสักวัน...

ดึกมากแล้วกว่าหรั่งกับแพรวาเดินเท้ามาถึงบ้านของฝ่ายหลัง เธอขอบใจเขามากที่ทำให้ผ่านค่ำคืนนี้มาได้ เขาอวยพรให้เธอโชคดี แล้วยืนส่งจนเธอเดินหายเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ราวกับคฤหาสน์หลังนั้น...

แพรวาเข้ามาในบ้านเห็นพ่อกับแม่นั่งหน้าเครียดรออยู่ที่ห้องโถงโดยมีตะวันฉายนั่งอยู่ใกล้ๆ เธอยังโกรธแฟนหนุ่มไม่หายจะเดินหนีขึ้นบ้าน แต่เผ่าลาภเรียกไว้ ถามเสียงเข้มว่าหายไปไหนมา ตะวันฉายเล่าให้ท่านฟังว่าเธอลงจากรถทั้งๆ ที่มันยังแล่นอยู่ ไม่มีใครสั่งสอนหรือว่าทำแบบนั้นอันตรายแค่ไหน

“แล้วใครสั่งใครสอนพี่ตะวันว่าถ้าแฟนลงจากรถได้ ก็ให้ทิ้งไว้อย่างนั้นเลย” แพรวาหันไปแว้ดใส่แฟนหนุ่ม

ตะวันฉายแก้ตัวว่ากลับไปรับแพรวาแล้วแต่ไม่พบ ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยมานั่งรอที่นี่ แพรวาเบื่อจะฟังคำแก้ตัวของเขา เดินหนีขึ้นบ้านไปเลย

ooooooo

เมื่อคืนนี้หรั่งแทบจะไม่ได้นอน จึงมานั่งหลับที่โต๊ะทำงาน ผู้จัดการธนาคารต้องเข้ามาสะกิด สั่งให้เพลาๆเรื่องรับงานพิเศษลงบ้าง ตอนนี้เขาเป็นพนักงานประจำแล้ว ใครมาเห็นเข้าจะไม่ดี เผื่อต่อไปจะปรับตำแหน่งสูงขึ้นจะได้ไม่มีใครมาขุดคุ้ยความประพฤติ หรั่งนิ่วหน้างงๆ

“งงใช่ไหมล่ะ คืออย่างนี้ไอ้วุฒิการศึกษาของนายน่ะแค่พนักงานธุรการดูจะน้อยไป ไอ้ตำแหน่งพนักงานหน้าเคาน์เตอร์น่ะดูเหมือนจะว่างอยู่ ฉันว่าจะรบกวนให้นายช่วยทำให้หน่อย เงินเดือนก็จะสูงขึ้นด้วยนะ”

หรั่งตื่นเต้นดีใจที่ได้เลื่อนตำแหน่ง ขออนุญาตผู้จัดการลางานครึ่งชั่วโมงจะไปบอกข่าวดีให้น้องสาวรู้...

ด้านเผ่าลาภรู้ตัวว่าสุขภาพร่างกายไม่ค่อยดีนักจึงเรียกน้องๆซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น รวมทั้งแพรวาและกฤษฎามาประชุมเป็นการเร่งด่วน เพื่อประกาศว่าถ้าเกิดเขาเป็นอะไรไป จะให้แพรวารักษาการประธานบริษัทแทนเขาไปก่อน เพราะดูแล้วน้องๆทุกคนของเขาไม่มีใครที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ บารมีค้านทันที ถ้าคิดจะให้คนรุ่นใหม่มาบริหารงานแทนคนรุ่นเก่าอย่างพวกตน ก็น่าจะเป็นกฤษฎาซึ่งเป็นผู้ชายอย่างน้อยก็เข้มแข็งกว่าแพรวา แล้วยุให้โหวตกันว่าจะยอมให้แพรวาหรือให้กฤษฎาเป็นคนสืบทอดตำแหน่ง เผ่าลาภไม่พอใจตบโต๊ะเปรี้ยง

“ไม่ต้องโหวต...นี่คือคำสั่งของประธานบริษัท ใครไม่เชื่อก็ถอนชื่อออกไปจากตระกูลนี้เลย” แล้วสั่งเลิกการประชุม จากนั้นเผ่าลาภเข้าไปเลียบๆเคียงๆถามลูกสาวว่าได้คนที่จะมาเป็นผู้ช่วยหรือยัง เธอหาได้แล้ว เผ่าลาภอยากรู้ว่าเขาคนนั้นเป็นใคร ทำงานที่ไหนมาก่อน แพรวาเองก็ตอบไม่ได้ รู้แต่ว่าเขาเป็นคนดีและมักจะโผล่มาช่วยเหลือเธอทุกครั้งที่เดือดร้อน...

แพรวาไม่รอช้าตรงไปหาหรั่งที่ทำงาน แจ้งความประสงค์ว่าต้องการให้เขามาเป็นผู้ช่วยของเธอ มีเงินให้เดือนละสองหมื่นห้าพันบาท หรั่งตกใจคาดไม่ถึง ถามว่าแค่เมื่อคืนที่เราไปติดโปสเตอร์ด้วยกันทำให้เธอไว้ใจเขาขนาดนี้เลยหรือ แพรวาพยักหน้ารับ จะให้เวลาเขาไตร่ตรองหนึ่งอาทิตย์ ตัดสินใจได้แล้วให้โทร.บอกเธอด้วย

“ถ้าฉันไม่เดือดร้อนจริงๆฉันไม่เรียกหาไอ้มดแดง หรอก” แพรวาพูดจบลุกออกไป...

ขณะที่หรั่งครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดีกับข้อเสนอของแพรวา คำรณซึ่งแวะมาเช่าเครื่องดนตรีจากน้าเบิ้มได้ยินเสียงไวโอลินที่ก้อยบรรเลง ประทับใจในความสามารถ ก่อนไปเขาทิ้งนามบัตรไว้ให้ ถ้าเกิดเธอคิดจะเอาดีทางด้านเล่นดนตรีขอให้บอก เขากำลังคิดจะปั้นวงดนตรีคนตาบอดขึ้นมาสักวงหนึ่งอยู่พอดี ก้อยฝากนามบัตรใบนั้นไว้กับน้าเบิ้ม เผื่อคำรณมีงานอะไรที่เธอทำได้ให้เขาช่วยบอกด้วย เธออยากช่วยหรั่งหาเงิน...

แม้จะเกรงใจผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์ แต่สุดท้ายหรั่งตัดสินใจจะรับข้อเสนอของแพรวา ลองปรึกษากับสามเพื่อนซี้ รวมทั้ง ก้อย ผู้ใหญ่เงาะ และน้าเบิ้ม ต่างเห็นด้วยกับเขา มีเพียงก้อยเท่านั้นที่ไม่ได้พูดอะไร น้าเบิ้มตั้งข้อสังเกตว่าแค่เป็นผู้ช่วยแต่ทำไมได้เงินเดือนมากกว่าที่เก่าถึงสามเท่าแบบนี้ จะโดนหลอกหรือเปล่า

“เจ้านายสวยขนาดนี้ หลอกก็ยอม งานหนักสักร้อยเท่าก็เอา นางในฝันของมันเสียด้วยสิ นี่ถ้าไอ้หรั่งไม่ทำฉันว่าจะขออาสาทำแทน แหมสวยออก...” เช็งพร่ำเพ้อยังไม่ทันจบ เท่ห์ถีบโครมฐานปากเสีย ทุกคนพากันเงียบกริบหันมองก้อยที่นั่งฟังอยู่ด้วยเป็นตาเดียวกัน ยกเว้นผู้ใหญ่เงาะที่โวยลั่นว่าหรั่งมีเจ้านายสวยแล้วทำไมต้องเงียบด้วยมีใครหึงใครหรือ ก้อยค่อยๆเดินคลำผนังกลับห้องตัวเอง เช็งขอโทษที่เผลอพูดเรื่องนี้ทั้งที่หรั่งห้ามไว้

หรั่งไม่ได้ต่อว่าอะไรรีบเดินตามก้อย ยังไม่ทันจะอ้าปากพูด เธอชิงพูดขึ้นก่อน ถ้าเขาคิดว่างานใหม่ น่าทำกว่าก็ตัดสินใจไปเลยไม่ต้องมาถามความคิดเห็นจากเธอ เขาอ้างว่าที่อยากจะเปลี่ยนงานใหม่ก็เพราะจะได้มีเงินมากพอมาใช้เป็นค่าผ่าตัดตาให้เธอ ก้อยไม่อยากให้เขาต้องลำบากเพื่อเธอขนาดนั้น ถ้าเขาคิดจะเปลี่ยนงานก็ให้ทำเพื่อตัวเองจะดีกว่า หรั่งเกรงว่าถ้ารับงานนี้แล้วจะมีเวลาดูแลเธอน้อยลง

“น้อยลงจากอะไร ที่จริงก้อยไม่มีสิทธิจะเรียกร้องเวลาจากหรั่งแม้เพียงเสี้ยววินาที แต่ที่ผ่านมาหรั่งให้ก้อยมาก...มากจนเผลอคิดว่าตัวเองอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น ลืมไปสนิทเลยว่าตัวเองเป็นแค่เด็กกำพร้าตาบอดที่ซัดเซพเนจรมาเจอหรั่งโดยบังเอิญ”

“ก้อย...หรั่งไม่ได้ต่างอะไรจากก้อยเลยนะ ถ้าไม่มีก้อย หรั่งก็ไม่มีใคร เรากำพร้าพอๆกันนั่นแหละ”

“แต่วันหนึ่งหรั่งก็จะมีครอบครัวของตัวเอง ก้อยควรจะเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมสำหรับวันที่จะไม่มีหรั่ง”

หรั่งสัญญาว่าจะไม่มีวันนั้น นอกจากเขาจะตายเสียก่อน แล้วขยับจะไป ก้อยเรียกไว้ ซักว่าเจ้านายใหม่ของเขาหน้าตาเป็นอย่างไร สวยแค่ไหน หรั่งพยายามตอบเลี่ยงๆ ไม่อยากทำให้เธอสะเทือนใจ...

ทางฝ่ายเผ่าลาภอดเป็นกังวลไม่ได้เมื่อรู้ประวัติคร่าวๆของหรั่งจากแพรวาและนายสยาม กำชับลูกว่าถ้าเขาตกปากรับคำจะมาเป็นผู้ช่วยของเธอ ต้องพาเขามาพบท่านด้วย...

ดึกคืนเดียวกัน ก่อนแพรวาจะเข้านอน หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนหมายเหตุไว้ตรงกับวันที่เป็นเส้นตายที่จะได้รับคำตอบจากหรั่ง และหวังลึกๆว่าไอ้มดแดงฮีโร่ของเธอจะไม่ทำให้เธอต้องผิดหวัง โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าขณะเดียวกันนั้น หรั่งซึ่งอยู่ที่บ้านเช่าในชุมชนจานเดี่ยวก็กำลังเขียนข้อความลงในสมุดบันทึกของตัวเองเช่นกันว่า

“นี่คือการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ของไอ้มดแดง”

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ณ ที่ทำการของพรรคไทยไท บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ขณะที่เผ่าลาภซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคคนใหม่กำลังลงชื่ออยู่ที่โต๊ะลงทะเบียนหน้าห้องประชุมใหญ่ สุริยะเข้ามาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับชี้แจงว่าวันนี้ยังไม่มีอะไร หัวหน้าพรรคแค่อยากคุยกับกรรมการใหม่ทุกท่านเท่านั้น

“เอ่อ แล้วเรื่อง...” เผ่าลาภยังพูดไม่ทันจบ สุริยะรู้ทันรีบพูดขึ้นก่อนว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องสัมปทาน เอาไว้เฮียมาจะให้เซ็นอนุมัติให้เลยดีไหม แล้วเดินหัวร่อร่าพาเผ่าลาภออกไป ทันทีที่ทั้งคู่คล้อยหลัง แสงเทพเจ้าของบริษัททำเหมืองคู่แข่งกับบริษัทของเผ่าลาภมาถึงโต๊ะลงทะเบียน ยืนรีๆรอๆเพราะไม่พบชื่อตัวเองในสมุดรายชื่อ

สุริยะถลาเข้ามาต้อนรับ แล้วหันไปสั่งเจ้าหน้าที่ให้จัดเอกสารมาให้แสงเทพหนึ่งชุด อ้างว่าท่านผู้นี้เป็นกรรมการพรรคที่หัวหน้าพรรคแต่งตั้งเพิ่มเติมเป็นคนสุดท้าย จึงไม่มีรายชื่อ แสงเทพกระซิบเสียงเข้มกับสุริยะ

“ผมเห็นมีชื่อเผ่าลาภด้วยนี่ ตกลงคุณจะให้คู่แข่งทางธุรกิจมาเป็นมิตรทางการเมืองหรือ”

“ใจเย็นๆก่อนคุณ...ความลับนะ เรารู้กันวงในว่าเขาคงจะอยู่ไม่นานหรอก อย่ากังวลไปเลย” สุริยะกระซิบตอบ แสงเทพยิ้มพอใจ...

ขณะที่เผ่าลาภไม่รู้ตัวว่ากำลังจะถูกหักหลัง บารมีเอาเงินที่พี่ชายให้ไว้ใช้กอบกู้ธุรกิจไปเล่นพนันที่บ่อนเถื่อนของตะวันฉาย ผู้จัดการบ่อนสั่งเจ้ามือปล่อยให้เขาชนะพนันไปก่อนเพื่อให้ตายใจแล้วค่อยเชือดทีหลัง

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"
23 ม.ค. 2563
15:11 น.