ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ค่ำวันเดียวกัน หลังจากขุดบ่อปลาที่สวนอาหารของเสี่ยกันอย่างเหน็ดเหนื่อย หรั่ง เท่ห์ โบ้และเช็งขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาถึงชุมชนจานเดี่ยว พบว่าชาวบ้านหายหน้าไปหมด สอบถามจากเม่นเด็กขายพวงมาลัยได้ความว่าไปโรงพักกันหมด รวมทั้งก้อยด้วย เพื่อนซี้ทั้งสี่คนรีบบึ่งรถออกไปทันที

ครู่ต่อมา หรั่ง เท่ห์ โบ้และเช็งมาถึงโรงพักเห็นชาวชุมชนจานเดี่ยวยืนถืิอป้ายประท้วงตำรวจกันสลอน โดยมีผู้ใหญ่เงาะเป็นแกนนำ ส่วนก้อยกับพ่อแม่ของโบ้และคนอื่นๆ อีกหลายคนถูกจับอยู่ข้างใน สารวัตรสั่งให้นายดาบมาตามตัวแทนชาวชุมชนขึ้นไปเจรจากับตัวแทนเจ้าของที่ดิน บนโรงพัก...

ด้วยความสามารถและฉลาดคิดของหรั่งทำให้การเจรจาลุล่วง พวกชาวบ้านไม่ต้องย้ายออกจากชุมชนภายใน 7 วัน ผู้ใหญ่เงาะดีใจมาก รีบออกไปบอกพรรคพวกที่อยู่ข้างนอก เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจดังลั่น สารวัตรอดชื่นชมหรั่งไม่ได้ นับเป็นโชคดีของชาวชุมชนจานเดี่ยวที่มีคนอย่างเขาอยู่ด้วย...

ขณะที่การเจรจาระหว่างชาวชุมชนจานเดี่ยวกับ ฝ่ายเจ้าของที่ดินจบอย่างราบรื่น แพรวาเขียนการ์ดถึงหรั่ง

“ถึงวีรบุรุษนิรนามของฉัน ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ขอฝากของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อตอบแทนการ ช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่ครั้งนี้...แพรวา” หญิงสาววางปากกาแล้วเอาการ์ดใส่รวมกับเงินในซองจดหมาย...

อีกมุมหนึ่งของ บ้าน ภายในห้องนอนของเผ่าลาภ ประมุขของ M.S. Group. ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนล้า เหนื่อยเหลือเกินกับการเป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัท บ่นให้รำไพผู้เป็นภรรยาฟังว่า ถ้าตอนที่เขายังเป็นเด็กไม่หายจากโรคหืดหอบ ป่านนี้คงได้นอนสบายๆ อยู่บนเตียงไม่ต้องมาหน้าเครียดแบบนี้

“ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้โดยไม่เหนื่อย หรอกค่ะ” รำไพปลอบใจพลางบีบนวดเนื้อตัวให้สามี

“คุณนี่ช่างเป็นกำลังใจที่ดีสำหรับผมจริงๆ”

รำไพ ท้วงว่าไม่ได้มีเธอคนเดียวที่คอยเป็นกำลังใจให้เผ่าลาภ แต่ยังมีแพรวาอีกคนหนึ่ง เขาไม่คิดว่าจะฝากฝังอะไรลูกได้ เพราะดูท่าแล้วไม่เห็นจะสนใจธุรกิจของครอบครัว รำไพเชื่อว่าถ้าเขาค่อยๆสอน ลูกคงเรียนรู้งานด้านนี้ได้ไม่ยาก เผ่าลาภหวั่นใจ พรุ่งนี้มีประชุมผู้ถือหุ้น ยังไม่รู้เลยว่าจะออกหัวหรือก้อย...

แม้จะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน หรั่งไม่ลืมหยิบ กระดาษที่ตัดเป็นตัวการ์ตูนมาประกอบการเล่านิทานให้ก้อยซึ่งสีไวโอลินคลอตาม ฟัง แต่อยู่ๆ เธอก็วกเข้าเรื่องไม่มีเงินผ่าตัดดวงตา เพราะยังตามหาพ่อของหรั่งไม่เจอ ชายหนุ่มถึงกับหมดอารมณ์จะเล่านิทานต่อไป ก้อยแอบน้อยใจถามว่าตนเป็นภาระของเขามากใช่ไหม

“ใครบอกล่ะ...ไม่เลยสักนิด”

ก้อย แค่อยากมีดวงตาที่สามารถเห็นหน้าหรั่งได้สักสองสามนาทีเท่านั้น แล้วจะกลับมาตาบอดอีกก็ยอม เธออยากรู้ว่าเขาจะมีใบหน้าตรงกับที่คิดไว้ไหม หรั่งสงสารเธอจับใจ พยายามสร้างบรรยากาศให้ร่าเริง

“ถ้าอย่างนั้นหรั่งจะ เล่าให้ฟัง ก้อยฟังแล้วนึกภาพตามนะ...หรั่งเป็นคนหน้าแป้น คางแบนแขนคอก”เขาว่าพลางจับมือก้อยลูบไล้ไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งไม่ตรงกับคำอธิบาย “จมูกบี้ ตาตี่เป็นตี๋ขี้เหร่ ฟันก็เหยิน ใครเดินผ่านเป็นต้องร้องยี้แล้วรีบหนีไปไกลๆ เฮ้อ...บุญของก้อยแล้วแหละที่ไม่ต้องเห็นหน้าค่าตาของหรั่ง”

ooooooo

สายวันถัดมา เสี่ยเจ้าของสวนอาหารมองบ่อปลาฝีมือเท่ห์อย่างงงๆ ไม่เห็นเหมือนรูปในมือถือที่เคยให้ดู เท่ห์อ้างว่านำรูปทุกรูปที่ให้ดูมารวมกัน จึงออกมาเป็นบ่อปลาที่เขาเห็นอยู่นี่ แล้วหันไปพยักพเยิดให้โบ้ปล่อยปลาคาร์พลงบ่อ เสี่ยสงสัยทำไมท่อน้ำถึงได้มากมายนัก แล้วชี้ไปยังท่อน้ำเส้นหนึ่งที่ยื่นออกมามากกว่าท่ออื่น

“ถ้าอั๊วจะไม่เอาท่อนี้ ต้องจ่ายอีกเท่าไหร่”

เช็งไม่คิดค่าบริการ คว้าเลื่อยมาตัดท่อน้ำที่ยื่นนั้นออกหน้าตาเฉย เท่ห์ให้นามบัตรเสี่ยไว้เผื่อมีอะไรติดขัดพวกตนยินดีบริการตลอด 24 ชั่วโมง เขารับนามบัตรไปดู สีหน้ายังงุนงงไม่หาย ครู่ต่อมา เท่ห์เดินนับเงินออกมาหากลุ่มเพื่อนซี้ที่รออยู่หน้าสวนอาหาร จัดสรรปันส่วนเงินค่าจ้างให้กับทุกคน หรั่งมองเงินในมือ แล้วบอกให้ทั้งสามคนไปกันก่อน ตนลืมหนังสือไว้ในร้าน เท่ห์ตะโกนไล่หลังให้เขาตามไปเจอที่ร้านอาหารเจ้าประจำ

“พวกมึงกินกันเหอะ กูต้องรีบไปวิ่งงานต่อ” หรั่งตะโกนกลับ แล้วหายเข้าไปในร้าน เดินหาเสี่ยเจ้าของร้านจนเจอ คืนเงินส่วนของตัวเองให้ อ้างว่าเป็นส่วนลด แล้วจดเบอร์โทรศัพท์ของพี่รูญเจ้าของรามอินทราฟาร์มให้

“เขาถนัดเรื่องบ่อน้ำเป็นพิเศษ อาจจะแพงนิดหน่อยแต่ก็ได้มาตรฐานกว่ากันเยอะ อ้อ...ส่วนนามบัตรใบเมื่อครู่นี้เสี่ยทิ้งไปได้เลยนะครับ เชื่อผมเถอะ...สวัสดีครับ” หรั่งพูดจบ รีบออกจากร้าน คล้อยหลังไม่นาน ผู้จัดการร้านเข้ามารายงานเสี่ยว่าบ่อปลาหน้าร้านท่อแตกน้ำท่วม เขาเพิ่งเข้าใจเหตุผลที่หรั่งเอาเงินมาคืนตอนนั้นเอง...

ทันทีที่หรั่งขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดในธนาคารรัตนทรัพย์ นายโตยามของธนาคารร้องทักทำไมวันนี้มาสาย ผู้จัดการธนาคารถามหา เร่งให้เขารีบไปพบ ชายหนุ่มเป็นกังวลคิดไปเองว่าคงจะถูกตำหนิเรื่องมาสาย พอพบหน้าผู้จัดการฯ รีบชี้แจงว่าเมื่อวานเขาเช็กคิวงานกับพี่จรรยาแล้วว่าเช้านี้ไม่มีอะไร ให้เขาไปทำธุระก่อนได้ ผู้จัดการฯไม่พูดอะไร ได้แต่ยื่นซองขาวให้ หรั่งมองอย่างใจเสีย

“แค่นี้ถึงกับยื่นซองขาวให้ผมเลยหรือครับ”

ผู้จัดการฯสั่งให้เปิดซองดูก่อน ในนั้นมีการ์ดอยู่ด้วย หรั่งทำตามสั่งดึงการ์ดออกจากเงินปึกใหญ่ขึ้นมาอ่านแล้วถึงกับอึ้งที่เห็นชื่อแพรวา ผู้จัดการฯสงสัยว่าเขาไปช่วยอะไรใครไว้ไม่เห็นเล่าให้ฟังกันบ้าง ชายหนุ่มไม่ตอบคำถาม ยื่นเงินคืนให้ผู้จัดการฯ แต่เก็บการ์ดเอาไว้

“ไม่ว่าซองนี้จะมาถึงผมด้วยวิธีใด ฝากผู้จัดการช่วยส่งคืนเจ้าของด้วยครับ ผมเอาไว้แค่การ์ดใบนี้พอ”

ooooooo

ณ ห้องประชุมใหญ่ของบริษัท M.S. Group. พรั่งพร้อมไปด้วยบรรดาน้องๆของเผ่าลาภ ซึ่งมีลินจงหรืออาจู อรทัย รวมทั้งกัมปนาทหรืออาฮุย และบารมี โดยมีเผ่าลาภเป็นประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

ขณะพี่ใหญ่กำลังกล่าวเปิดการประชุม ชาติชายหรืออาเหลียงเปิดประตูห้องเข้ามา บารมีไม่วายแดกดัน น้องชายที่มาสาย เผ่าลาภต้องปรามให้หยุด แล้วแถลงผลประกอบการของบริษัทต่างๆในเครือ ทั้งโรงสีข้าวที่ลินจงบริหารงานร่วมกับวิโรจน์ผู้เป็นสามี ทั้งบริษัทจิวเวลรี่ที่กัมปนาทดูแลการผลิตล้วนยังทำกำไรให้

“ส่วนงานที่เหมืองนั้น เป็นงานที่ต้องลงทุน ซึ่งจะว่าไปก็ไม่มีอะไรบกพร่อง ทั้งโรงงานของอาเหลียงและ โรงเจียระไนของทนงศักดิ์ เพียงแต่ว่าถึงเวลาที่เราต้องลงทุนมากขึ้นเพราะเหมืองของเรานั้นขุดลงไปก็ไม่เจออะไรแล้ว เราต้องลงทุนซื้อที่หลังเขาถัดออกไปสักพันไร่ ตรงนั้นมีสัญญาณที่ดีว่ามีสายแร่”

บารมีไม่เห็นด้วย ถ้าแร่หมดก็ต้องเลิกอยู่ดี ขายที่ดินทิ้งแล้วเอาเงินมาแบ่งกันน่าจะดีกว่า เผ่าลาภค้านว่านั่นไม่ใช่นโยบายของบริษัท ถ้าเกิดแร่หมดเขาจะเอาที่ดินไปทำสนามกอล์ฟแทน บารมีหาว่าเขาคิดจะรวยคนเดียว เผ่าลาภยืนยันว่ารายได้จากสนามกอล์ฟจะเข้ากงสีเหมือนกิจการอื่นของครอบครัว บารมีกล่าวหาว่าเงินกงสีมีแต่พี่ใหญ่เท่านั้นที่เอาไปใช้ น้องๆได้แต่กินเงินเดือน แนะให้ยกเลิกกงสี เผ่าลาภโกรธมากประกาศลั่น

“ทุกคนฟังไว้...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในแวดวงธุรกิจภายภาคหน้า หากมีผู้ใดคิดล้มเลิกกงสีของตระกูลถือว่ามันผู้นั้นไม่เคารพต้นตระกูลของเรา จำเอาไว้”...

หลังจากประชุมเสร็จ เผ่าลาภกลับห้องทำงานตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บอกกับแพรวาที่รออยู่ในห้องว่าวันนี้เขาจะไม่พาลูกไปดูงานที่ไหนอีก ตอนนี้เหนื่อยมากอยากกลับบ้าน แพรวาอยากเอาใจพ่อ อาสาจะไปหยิบผ้าเย็นและจะเลยไปตามนายสยามด้วย

“น้องแพร ลูกจะต้องมาฝึกงานที่นี่อย่างจริงจังได้แล้ว เริ่มอาทิตย์หน้าเลยนะ”

แพรวายิ้มรับ ก่อนจะออกจากห้อง เจอนายสยามซึ่งรอท่าอยู่ ยื่นซองใส่เงินที่ผู้จัดการธนาคารฝากมาคืนให้เธอ และรายงานว่าพ่อหนุ่มคนนั้นไม่ยอมรับเงิน ขอไว้แค่การ์ดเท่านั้น...

อเนกไม่ได้แค่ยักยอกเงินของลูกค้า ตอนเอาเงินใส่ตู้เอทีเอ็ม เขายังแอบทำคนเดียวเพื่อจะขโมยเงินได้สะดวก ทั้งที่ตามกฎแล้วต้องมีพนักงานอีกสองคนอยู่ด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่พ้นสายตาหรั่งอีกเช่นกัน...

ตกเย็น ขณะแพรวากำลังเตรียมของขวัญพร้อมกับการ์ดใบใหม่ให้หรั่งอยู่ริมสระว่ายน้ำภายในบ้านเผ่าลาภ ตะวันฉายโผล่มาเซอร์ไพรส์ หญิงสาวทั้งดีใจทั้งโกรธโผเข้าไปทุบอก พลางต่อว่า

“พี่ตะวันน่ะ มาได้อย่างไร ไม่บอกไม่กล่าวเลย ใจดำ นึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มา”

“แต่พี่อยู่แค่คืนเดียวนะน้องแพร รอเปลี่ยนเครื่องบินตอนเช้ามืด พี่มีของมาฝากด้วยนะ” ตะวันฉายทำท่าเสกของออกจากแขนเสื้อราวกับเป็นนักมายากล พริบตาเดียวน้ำหอมชั้นดีปรากฏอยู่ในมือ แล้วเหลือบไปเห็นของขวัญกล่องเล็กๆวางอยู่กับการ์ด ถามว่านั่นของขวัญของใคร แพรวายิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะตอบคำถาม

“ของวีรบุรุษของน้องแพรค่ะ ถ้าไม่มีเขานะ วันนั้นน้องแพรไปส่งพี่ตะวันไม่ทันหรอกจะบอกให้”...

คนที่แพรวาพูดถึงกำลังนั่งมองการ์ดใบแรกที่เธอเขียนให้อยู่ที่โต๊ะอาหาร ไม่ได้สนใจว่าก้อยกำลังถามถึงพ่อของเขาที่เขาโกหกว่าพลัดพรากจากกันตั้งแต่เด็กเพราะมัวแต่ใจลอยคิดถึงเจ้าของการ์ด และนึกย้อนอดีตไปเมื่อครั้งที่ตัวเขาอายุแค่ 7 ขวบ ถือรูปแพรวาตอนเป็นเด็กหญิงวัย 4 ขวบ ไปแจ้งตำรวจให้ช่วยตามหา

“นี่มันลูกสาวบ้านเถ้าแก่ริมทะเลนี่ เขาเป็นอะไรกับเอ็งหรือ” ตำรวจที่รับแจ้งความอดขำไม่ได้

เสียงโบ้ตะโกนเรียกหรั่ง ทำให้เขาตื่นจากภวังค์รีบเก็บการ์ด เป็นจังหวะเดียวกับโบ้เอาอุปกรณ์สำหรับใช้ในงานบวชวันพรุ่งนี้มาให้ หรั่งย้ำว่าตนเองลากิจแค่ครึ่งวันเท่านั้น โบ้รับรองว่าเสร็จงานทันแน่นอน...

ก่อนเข้านอนหรั่งนำการ์ดของแพรวาติดไว้บนผนังที่ดึงลงมาจากเพดานรวมกับรูปภาพของเธอที่เขาตัดมาจากนิตยสาร แล้วยืนมองการ์ดใบนั้นอย่างเป็นปลื้ม

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น แพรวาไปหาหรั่งที่ธนาคารรัตน-ทรัพย์ด้วยตัวเอง แต่ไม่เจอเพราะเขาลางาน พอรู้ว่าเขามาที่วัดแห่งหนึ่งแถวบางบอน สั่งให้นายสยามขับรถพาไปที่นั่น พบว่าหรั่งมารับงานเป็นเสือในขบวนแห่นาค โดยมีเท่ห์แสดงเป็นกระตั้วไล่แทงเสือ ขณะที่เช็งเป็นแป๊ะยิ้มส่วนโบ้คอยเป่าทรัมเป็ต

แพรวาขอคุยกับหรั่งตามลำพัง ก่อนจะมอบของขวัญพร้อมการ์ดที่มีข้อความว่า “ถึงวีรบุรุษผู้ทระนง หวังว่าคราวนี้คงจะรับน้ำใจของฉันไว้นะจ๊ะ...จากแพรวา” ให้ เขาทำท่าจะไม่รับ เธอจับของขวัญยัดใส่มือ

“รับไว้เถอะน่า...ฉันกลับก่อนละนะ แล้วเจอกันนะ” แพรวาพูดไปตามมารยาท แล้วขยับจะไป

“เอ่อ...ที่ไหนหรือครับ” หรั่งพาซื่อ หญิงสาวไม่นึกว่าจะได้ยินคำถามนี้ หันกลับมาบอกทีเล่นทีจริงว่า

“ที่ธนาคารมั้ง” แพรวาพูดจบ เดินไปขึ้นรถ หรั่งมองตามยิ้มอย่างมีความสุข...

เพื่อนๆพากันอิจฉาหรั่งที่มีนางฟ้าในฝันตามมาหาถึงที่นี่ เท่ห์ทำตัวเป็นหมอดูทำนายว่าปีนี้ต้องเป็นปีทองของหรั่งเพราะทำอะไรก็ดูดีไปหมด โบ้กับเช็งแย่งกันอ่านการ์ดพลางล้อเลียนที่แพรวาเรียกเขาว่าวีรบุรุษ

หรั่งคว้าการ์ดคืนแล้วลุกขึ้นทันที “กูจะไปทำงานแล้ว ฝากพวกมึงเอาก๋วยเตี๋ยวแห้งไปส่งให้ก้อยด้วย”...

ดูเหมือนโชคของอเนกจะหมดเสียแล้ว ทันทีที่เขาออกไปกินมื้อเที่ยง ผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์ซึ่งนั่งหน้าเครียดอยู่กับกองเอกสาร เปิดประตูห้องออกมาตะโกนถามพนักงานที่ยังเหลืออยู่ว่ามีใครรู้เรื่องเอทีเอ็มบ้าง

หรั่งมาทันได้ยินพอดี “ผมคิดว่า ผมพอจะรู้เรื่องที่ผู้จัดการอยากรู้ครับ”...

เนื่องจากไม่อยากให้เป็นเรื่องอื้อฉาว ผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์รอจนเลิกงาน จึงเปิดโปงเรื่องทุจริตของอเนก ทั้งเรื่องเอาเงินเข้าออกตู้เอทีเอ็มเพียงลำพังโดยให้เพื่อนอีกสองคนเซ็นรับทราบไว้ล่วงหน้าเพื่อตัวเองจะได้ขโมยเงิน หนำซ้ำยังยักยอกเงินจากลูกค้าสูงอายุ เบิกเงินเกินคำสั่งของลูกค้า ส่วนที่เหลือก็เก็บเอาไว้เอง

“ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ฉาวโฉ่มากนัก เพราะฉะนั้น คุณคงรู้นะว่าควรรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยวิธีใด”

“ไอ้หรั่งใช่ไหม ที่เป็นตัวแสบปูดเรื่องนี้ขึ้นมา” อเนกขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้น

“นายหรั่งเขาทำถูกต้องแล้ว คุณนั่นแหละที่แสบและเลว” ผู้จัดการฯด่าเสร็จกลับห้องทำงาน

อเนกแค้นใจมาก ตามไปที่ลานจอดรถกระชากไหล่หรั่งให้หันมาแล้วประเคนกำปั้นใส่หน้าจนล้มคว่ำ ด่าซ้ำว่าต้องการจะประจานให้เขาอับอายใช่ไหม หรั่งยืนยันว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ผู้จัดการฯเองก็ไม่ได้บอกใครเพราะไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โต อเนกโกรธต่อยเขาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ปล่อยให้ถูกทำร้ายข้างเดียว ชกคืนบ้าง สองคนต่อสู้กันอุตลุด นายโตต้องเข้ามาแยก อเนกชี้หน้าหรั่ง ขู่ว่าคนชอบแส่อย่างเขาไม่ตายดี...

หรั่งกลับบ้านเช่าในสภาพปากแตกมีรอยฟกช้ำ ก้อยเอาสำลีชุบยาแดงยื่นไปข้างหน้าขณะที่หรั่งพยายามเอียงแผลของตัวเองเข้าหาสำลีก้อนนั้น ถูกที่บ้างผิดที่บ้าง หญิงสาวเตือนเขาว่าทีหน้าทีหลังอย่าเป็นคนดีเกินไป เอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสียบ้างจะได้ไม่ต้อง

เดือดร้อนแบบนี้และขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย หรั่งไม่พูดอะไรก้มหน้าก้มตาแกะห่อของขวัญออกดูอย่างทะนุถนอม เห็นพวงกุญแจห้อยไอ้มดแดงขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ในกล่อง

“ถ้าคราวหน้าจะมีเรื่องกับใคร หรั่งต้องนึกถึงเหตุการณ์วันนี้ไว้ให้ดีนะ”

ชายหนุ่มยกพวงกุญแจขึ้นมามองอย่างหลงใหลได้ปลื้ม “หรั่งจะไม่มีวันลืมวันนี้เลย ก้อยเอ๊ย”

ooooooo

บารมีอารมณ์บูดแต่เช้าเพราะหมุนเงินไม่ทัน อีกทั้งลูกน้องยังโทร.มาตามหลายครั้ง แต่เขาไม่รับสาย ไม่รู้จะระบายอารมณ์ที่ไหนหันไปอาละวาดใส่กันทิมา ลูกน้องติดต่อบารมีไม่ได้ตัดสินใจมาตามถึงคอนโดฯที่พัก เพื่อแจ้งว่ารถเบนซ์ลอตใหม่ที่เราสั่งมาถึงท่าเรือแล้ว ทางนั้นให้รีบเอาเงินมาจ่ายถึงจะเอารถออกได้

“ทั้งหมดห้าสิบล้าน เขาให้เราวางสิบเปอร์เซ็นต์ก่อน ก็...ห้าล้านบาทครับเฮีย”

“กูไม่มีว่ะ...เธอมีไหมกันทิมา บัญชีส่วนตัวของเธอน่ะ ขอยืมก่อนสิ”

กันทิมาไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น บารมีของขึ้นเดินเข้ามาตะคอกใส่หน้าลูกน้องให้กลับไปบอกทางท่าเรือว่าเขาไม่เอารถพวกนั้นแล้ว เลิกกิจการแล้ว บริษัทเจ๊ง ลูกน้องถึงกับอึ้ง...

ด้านเผ่าลาภตระหนักแล้วว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนถ่ายให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้งาน จึงจัดสรรงานให้ต้นหรือกฤษฎาไปช่วยงานชาติชายที่เหมืองและให้ศึกษางานจากเขาให้มากที่สุด ส่วนแพรวาจะส่งไปเรียนงานด้านบริหารการตลาดจากอรทัยแม่ของกฤษฎา และจากนี้ไปเผ่าลาภจะถือว่าทั้งคู่เป็นพนักงานของบริษัทคนหนึ่ง ทำงานดีก็มีเบี้ยเลี้ยงให้ ทำผิดพลาดจะต้องถูกตำหนิ ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีสิทธิพิเศษ

“และต้องเข้าประชุมรายงานผลงานตามกำหนดทุกครั้ง เข้าใจนะ”...

ทันทีที่บารมีรู้เรื่องการจัดสรรงานให้กฤษฎาและแพรวา ก็รีบตามมาใส่ไฟอรทัยกับทนงศักดิ์ถึงบ้าน กล่าวหาว่าเผ่าลาภต้องการดันลูกสาวตัวเองให้ขึ้นเป็นใหญ่ถึงได้ผลักไสกฤษฎาไปอยู่โรงงานกับชาติชาย อรทัยค้านเสียงแข็งว่าเป็นไปไม่ได้ แพรวาเป็นผู้หญิง  ตามธรรมเนียมจะขึ้นเป็นหัวเรือไม่ได้ ต้องดันลูกชายของเธอถึงจะถูกต้อง บารมีชักชวนให้พี่สาวรวมหัวกันคอยค้านเผ่าลาภ ไว้ให้ดีเพราะเขามาเหนือเมฆตลอด

ทนงศักดิ์มีธุระนัดเพื่อนตีกอล์ฟจึงขอตัวไปก่อน บารมีสบโอกาสได้อยู่ลำพังกับพี่สาว เลียบๆ เคียงๆ ขอยืมเงินห้าล้านบาท เธอไม่มีให้ ถ้าต้องการเงินจริงๆ ให้เขาไปยืมจากกงสี หรือไม่ก็เลิกกิจการแล้วมาช่วยงานที่เหมืองกินเงินกงสี บารมีไม่อยากเป็นลูกน้องเผ่าลาภ

อรทัยเตือนน้องชายให้หัดเรียนรู้งานไว้บ้างเผื่อพี่ใหญ่เป็นอะไรไปเขาต้องขึ้นมาคุมงานแทน และต้องทำตัวให้เหมาะสม ไม่อย่างนั้นอาจโดนคนอื่นตัดหน้า...

ทางฝ่ายหรั่งไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ ว่าง เมื่อไหร่ต้องหยิบหนังสือมาอ่าน พอถึงเวลาเข้าห้องสอบ จึงทำข้อสอบได้อย่างมั่นใจ อย่างไรเสียปริญญาตรีไม่หนีเขาไปไหนแน่นอน...

ยังไม่ทันจะรู้ผลสอบ ผู้ใหญ่เงาะจัดงานฉลองเล็กๆ ให้หรั่งล่วงหน้า เพราะเชื่อมั่นว่าคนอย่างเขาต้องสอบผ่าน และประกาศกลางวงเหล้าว่าหรั่งจะสืบทอดตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านจานเดี่ยวต่อจากตน ก่อนจะเมาฟุบอยู่แถวนั้น หรั่งเองก็ดื่มไปหลายแก้ว กลับถึงบ้านพักด้วยอาการมึนๆเช่นกัน ก้อยร้อยพวงมาลัยดอกมะลิมาคล้องข้อมือเขาเป็นของขวัญวันสอบเสร็จ สัญญาว่าถึงวันประกาศผลเมื่อไหร่เธอจะร้อยพวงมาลัยสวยกว่าพวงนี้มาให้

“ไม่จำเป็นเลยก้อย แค่หรั่งได้เห็นก้อยยิ้ม ก้อยมีความสุขก็ถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับหรั่งแล้ว... เอาอย่างนี้ ถ้าหรั่งสอบผ่านได้ปริญญาตรี หรั่งจะพาก้อยไปฉลองที่ทะเลดีไหม”

“หรั่งก็รู้ว่าก้อยอยากไปทะเลแค่ไหน ก้อยไม่เคยไปทะเลมาก่อนเลยในชีวิต” ก้อยพิงไหล่หรั่งซึ่งโอบกอดเธอไว้ด้วยความเอ็นดูและสงสาร พลางหยิบพวงมาลัยที่ก้อยคล้องมือให้ขึ้นมาดู พวงกุญแจรูปไอ้มดแดงขี่มอเตอร์ไซค์ที่อยู่ในมือห้อยตกลงมา หรั่งยิ้มกว้างจินตนาการว่าคนให้มาอยู่ตรงหน้า

ooooooo

นายสยามถูกใจหรั่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมา ทำธุระที่ธนาคารรัตนทรัพย์ให้เจ้านายในเช้าวันหนึ่ง เห็นเขากำลังแจกน้ำสมุนไพรและน้ำเต้าหู้ตามออร์เดอร์ ให้พนักงานในธนาคารยิ่งทำให้นายสยามปลื้มใจในความขยันทำมาหากิน พอสบช่องจึงเข้าไปทักทายพูดคุยด้วย

หรั่งจำได้ว่านายสยามเป็นคนขับรถของแพรวา รบกวนฝากน้ำย่านางไปให้เธอสองขวด คุยอวดสรรพคุณว่าน้ำสมุนไพรชนิดนี้บำรุงสุขภาพและดับร้อนได้ดี ถ้าแพรวาสนใจจะดื่มเป็นประจำทุกเช้า เขายินดีส่งให้ถึงที่

“และสำหรับพี่สยาม ผมมีแก้วนี้ให้ชิมก่อน” หรั่งพูดจบรินน้ำย่านางใส่แก้วให้...

ทันทีที่ถึงออฟฟิศ นายสยามรีบนำน้ำย่านางฝีมือของหรั่งไปให้แพรวา พร้อมกับบรรยายสรรพคุณตามที่คนฝากคุยอวดไว้ไม่มีตกหล่น เธอลองชิมแล้วไม่ชอบ แต่เห็นนายสยามเชียร์ออกนอกหน้าจึงฝากเขาสั่งน้ำย่านางมาให้วันละสี่ขวด เธอไม่คิดจะดื่มเอง ยกให้เขากับเมียคนละขวด ที่เหลือยกให้ลูกทั้งสองคนของเขา...

ในเวลาเดียวกัน ขณะที่เผ่าลาภกำลังปรึกษาหารือกับผู้กว้างขวางในพื้นที่ ทั้งนายก อบต. กำนันและผู้ใหญ่บ้านเรื่องที่ดินที่จะซื้อทำเหมืองพลอย บารมีเข้ามาขัดจังหวะขอคุยธุระส่วนตัว แล้วให้เขาไปเจอกันที่สำนักงานของเหมืองพลอย เผ่าลาภเห็นกันทิมานั่งคอยอยู่ในรถ รู้ทันทีว่าน้องชายมาทำไม

ครู่ต่อมา บารมีกับเผ่าลาภมาถึงห้องรับรองของสำนักงาน กันทิมาไม่ได้เข้ามาด้วยนั่งรออยู่ในรถ บารมีไม่พูดพล่ามขอยืมเงินจากกงสีห้าล้านบาท อ้างจะเอาไปลงทุน เผ่าลาภให้ไม่ได้เพราะเงินกงสีไม่ใช่ของเขาคนเดียว เป็นของพี่น้องคนอื่นๆด้วย บารมีไม่พอใจ หาเรื่องต่อว่าพี่ชายเสียๆหายๆ แถมยังขู่อีกว่า

“ไม่ให้ก็ได้ แล้วเฮียคอยดูต่อไปก็แล้วกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนอย่างอั๊วถ้าจะล้มอั๊วไม่ล้มคนเดียวหรอก”...

ระหว่างที่สองพี่น้องกำลังมีปากเสียงกัน ชาติชายขับรถตักดินพากฤษฎากลับจากขุดเหมืองเข้ามาจอดหน้าสำนักงาน บอกให้หลานชายไปล้างหน้าล้างตา พักเหนื่อยครึ่งชั่วโมง แล้วเราค่อยไปขุดดินท้ายเหมืองกันต่อไป กฤษฎาลงจากรถตักดินอย่างอ่อนแรงเดินไปด้านหลังสำนักงาน ชาติชายเหลือบเห็นกันทิมา ทีแรกตั้งใจจะไม่เข้าไปทัก แต่อดใจไม่ได้ ทั้งสองคุยกันแค่ไม่กี่คำ เขาก็ขอตัวกลับไปทำงาน ทันทีที่ชาติชายคล้อยหลัง บารมีเดินหัวเสียออกมาจากสำนักงาน บอกให้กันทิมาช่วยขับรถแทนที ตนไม่มีอารมณ์จะขับ...

ขณะที่ความแค้นของบารมีที่มีต่อเผ่าลาภเพิ่มขึ้น เท่ห์ โบ้และเช็งมาชักชวนหรั่งซึ่งกำลังทำงานอยู่ที่ร้านซ่อมจักรยานให้ลางานหนึ่งอาทิตย์ไปช่วยกันจัดงานรื่นเริงประจำปีที่ศาลากลาง จ.กาญจนบุรี จังหวะนั้น นายโตปั่นจักรยานเข้ามาแจ้งว่าผู้จัดการธนาคารสั่งให้มาตามหรั่งไปพบ เขาวางมือจากงานรีบวิ่งออกไปทันที...

ผลของการทำความดีและขยันขันแข็งในการทำงาน ประกอบกับหรั่งสอบได้ปริญญาตรีแม้จะยังไม่เป็นทางการแต่ก็ทำให้ผู้จัดการธนาคารรัตนทรัพย์เลื่อนตำแหน่งเขาจากแมสเซ็นเจอร์ขาจรมาเป็นพนักงานธุรการของธนาคารอย่างเต็มตัว ทั้งเท่ห์ โบ้ เช็งและก้อยต่างโห่ร้องแสดงความยินดีเมื่อรู้ข่าว
ในเมื่อได้เป็นพนักงานประจำ หรั่งจะแวบมาส่งข้าวกลางวันให้ก้อยเหมือนเคยไม่ได้อีกแล้ว คงต้องฝาก ป้าแป๋วข้างบ้านให้ช่วยดู และเรื่องจะให้เขาลางานหนึ่งอาทิตย์ไปช่วยเพื่อนๆจัดงานที่ จ.กาญจนบุรียิ่งเป็นไปไม่ได้ หรั่งจึงแนะเท่ห์ให้ลองฝึกคนอื่นมาแทนที่ตน เขาถึงกับบ่นอุบว่าหรั่งเห็นงานดีกว่าเพื่อน...

ด้านตะวันฉายกลับเมืองนอกแทนที่จะโทร.บอกแฟนกลับโทร.นัดเพื่อนไปท่องราตรี และสั่งห้ามพวกนั้น

บอกแพรวาเด็ดขาด เขาต้องการจะเที่ยวเตร่ประสาคนโสดวันสองวันก่อน จริงๆแล้วตะวันฉายไม่ได้คิดจริงจังอะไรกับแพรวา ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอมีผลประโยชน์ทางการเมืองของพ่อของทั้งคู่มาเกี่ยวข้องโฉมฉายพอใจกับความคิดของลูกชายมาก เพราะเธอเองก็ไม่ได้ปลื้มแพรวานัก...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ไนท์คลับหรูแห่งหนึ่งกลางกรุง บารมีอับจนหนทาง คิดจะหยิบยืมเงินจากกัมปนาทแต่เกรงจะเสียฟอร์มพี่ชายไม่กล้าพูดตรงๆ ทำทีจะมาขอเสียงสนับสนุนให้เลิกกงสี ชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่ารู้เท่าทันความคิดของเขา ถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่าต้องการเงินเท่าไหร่ บารมีอ้ำๆอึ้งๆว่าห้าล้านบาท

“ฉันมีอยู่แค่ล้านห้า...เอางี้นะ ฉันให้เฮียไปเลยหนึ่งล้าน พรุ่งนี้ไปเอาที่บริษัท และฉันจะไม่ตามทวง ไม่คิดดอก มีเมื่อไหร่ค่อยเอามาให้หรือจะเบี้ยวไปเลยก็ตามใจ ในฐานะน้องชาย ฉันช่วยเฮียได้เท่านี้จริงๆ...จบนะ”

บารมีพยักหน้ารับ กัมปนาทกลับไปยังโต๊ะของเพื่อนๆที่อยู่ไกลออกไป ระหว่างทางเขาชนกับหนุ่มหล่อคนหนึ่ง สายตาที่มองชายหนุ่มแฝงความนัยบางอย่าง บารมีเห็นพอดี รู้เท่าทันความต้องการของน้องชาย

oooooo

ด้วยความหวังดีเห็นว่าวันนี้เป็นวันหยุด นาย สยามนำออร์เดอร์จากแพรวามาส่งให้หรั่งถึงบ้านเช่า แต่ทะเล่อทะล่าเข้าไปไม่ให้ซุ่มให้เสียง ก้อยกำลังสีไวโอลินอยู่ในบ้านคนเดียว ตกใจคิดว่าเป็นขโมยกว่าจะรู้ว่ามาสั่งน้ำสมุนไพร นายสยามถูกคนตาบอดเล่นงานสะบักสะบอม...

หรั่งไม่เจอนายสยาม ได้แต่นามบัตรของแพรวาพร้อมที่อยู่ของบริษัทที่จะให้เอาน้ำสมุนไพรไปส่ง ก้อยพยายามซักว่าคนสั่งเป็นใคร เขาเลือกที่จะไม่เล่าเรื่องราวของแพรวาให้เธอฟัง อ้างว่านามบัตรมีแค่ที่อยู่ไม่มีชื่อแล้วนำนามบัตรใบนั้นไปติดรวมไว้กับรูปภาพของแพรวาที่อยู่ในห้องนอน...

ฝ่ายตะวันฉายหวังจะเป็นโสดต่ออีกสักหนึ่งคืน แต่แพรวาจับได้เสียก่อน ต่อว่ายกใหญ่ว่ากลับมาถึงเมืองไทยตั้งแต่เมื่อวาน แต่เธอกลับเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่องนี้ แล้วหวดลูกกอล์ฟอย่างแรงระบายแค้น ก่อนจะเดินหนีไปหาเพื่อนๆของเธอที่เพิ่งซ้อมไดรฟ์กอล์ฟเสร็จ อรจิราติงว่างอนมากไประวังตะวันฉายจะเลิกง้อ

“เขาไม่ง้อฉัน...ฉันก็ง้อเขาเองน่ะสิ” แพรวาว่าแล้วค้อนเพื่อนรักหนึ่งวง ตะวันฉายถือเครื่องดื่มเข้ามาง้อ

“น้องแพรจ๋า พี่ขอแก้ตัวแล้วกัน อาทิตย์หน้าพี่จะต้องตามคุณพ่อไปเปิดงานประจำจังหวัดที่กาญจนบุรี พี่จะขอให้น้องแพรไปด้วย เราจะได้ไปเที่ยว ขึ้นเขาเข้าป่า ล่องแพเล่นน้ำตกกันให้มันไปเลย ดีไหม”
แพรวาที่หน้าบึ้งค่อยๆเผยยิ้มออกมาจนได้...

ค่ำวันเดียวกัน เพื่อตัดปัญหาแต่เนิ่นๆ เผ่าลาภเรียกน้องๆมาประชุมนอกรอบที่บ้านของเขา มีเพียงชาติชายเท่านั้นที่ไม่ได้มา เผ่าลาภเปิดโอกาสให้ทุกคนออกความคิดเห็นเรื่องที่บารมีจะมายืมเงินจากกงสี ลินจงกับอรทัยพูดไปในทางเดียวกันว่าไม่เห็นด้วยที่เขาจะเอาเงินห้าล้านบาทไปต่ออายุบริษัทรถยนต์ที่กำลังจะเจ๊ง ส่วนกัมปนาทไม่ขอออกความเห็นเพราะเขาให้เงินบารมีในส่วนของเขาเท่าที่มีไปแล้ว

“ในฐานะที่อั๊วเป็นตั่วเฮีย เป็นพี่ใหญ่ อั๊วไม่อยากให้ลื้อโดดเดี่ยวไร้พวกพ้อง เพราะจริงๆแล้วพวกเราทุกคนห่วงลื้อมากและพยายามหยิบยื่นสิ่งที่ดีที่สุดให้ลื้อ นี่เช็คเงินสด สองล้านห้า เป็นเงินส่วนตัวของอั๊วไม่เกี่ยวกับกงสี อั๊วให้ลื้อ ลื้อไปตัดสินใจเอาเองว่าจะเอาเงินก้อนนี้ไปกอบกู้ธุรกิจของลื้อยังไง” เผ่าลาภยื่นเช็คให้

บารมีมองหน้าพี่ชายนิ่ง ลินจงทนไม่ไหวคะยั้นคะยอให้เขารับเช็คไว้ พี่ใหญ่อุตส่าห์ยอมช่วยขนาดนี้แล้วอย่าเล่นตัวนักเลย บารมีตัดสินใจรับเช็คไว้

“ถ้าเตี่ยยังมีชีวิตอยู่ เตี่ยก็จะต้องทำอย่างที่อั๊วทำนี่แหละ จำไว้นะ พวกเราไม่มีวันทิ้งลื้อ แต่ก็ไม่มีวันให้อะไรลื้อง่ายๆจนลื้อทำอะไรเองไม่เป็น” เผ่าลาภพูดจบ ลุกออกไป โดยมีอรทัยกับลินจงเดินตาม กัมปนาทเข้ามากระซิบข้างหูบารมีให้ใจเย็นๆ เงินของพี่ใหญ่กับเงินของเขารวมกันก็สามล้านห้าแสนบาทแล้ว ขาดอีกนิดหน่อยก็จะครบตามจำนวนที่บารมีต้องการ

“ขอบใจมากอาฮุย เอ่อ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งหน่วยก้านดี เขาอยากมาทำงานกับลื้อแน่ะ” บารมีว่าพลางส่งรูปถ่ายให้น้องชายดู เขาจำได้ทันทีว่าเป็นหนุ่มคนเดียวกันกับที่เดินชนที่ไนท์คลับหรู

“เขาชื่อธนู ถ้าลื้อสนใจ ลื้อติดต่อผ่านอั๊วได้นะอาฮุย” บารมีสบตาน้องชายอย่างรู้กัน

ooooooo

หรั่งนำน้ำย่านางไปส่งที่ออฟฟิศแพรวาแต่เช้า เจ้าตัวยังไม่เข้ามา เขาจึงฝากไว้กับเลขาฯหน้าห้อง แล้วถือโอกาสชวนพนักงานในนั้นดื่มน้ำสมุนไพรเพื่อสุขภาพและน้ำเต้าหู้เพื่อขยายฐานลูกค้า มัวแต่คุยอวดสรรพคุณน้ำสมุนไพร จึงทำให้หรั่งไปถึงธนาคารรัตนทรัพย์สาย ผู้จัดการธนาคารเข้ามาทักทายเป็น เชิงตำหนิ

“ว่าไงพนักงานธุรการคนใหม่ วันแรกก็มาสายเลยนะ”

“สายไปห้านาที ขอโทษครับ พอดีมีออร์เดอร์น้ำสมุนไพรเพิ่มครับ ผมเลยกะเวลาผิด”

ผู้จัดการฯไม่ได้ต่อว่าอะไรอีกแค่บอกให้ตั้งใจทำงาน ทันทีที่เขาคล้อยหลัง เท่ห์ โบ้และเช็งมาขอร้องให้หรั่งไปช่วยงานประจำปีของ จ.กาญจนบุรีเพราะขาดคนกะทันหัน จุกกับตุ๋ยที่จะเอาไปคุมเครื่องเล่นแทนเขาเกิดอุบัติเหตุ เมาขับรถชนขาหัก หรั่งเสียใจด้วยที่ช่วยเหลือเพื่อนๆ ไม่ได้ แค่วันนี้มาสายห้านาทียังโดนด่า สามเพื่อนซี้ทั้งขอร้องทั้งขู่จะเลิกคบ แต่หรั่งนั่งยันยืนยันไม่ยอมลางานไป จ.กาญจนบุรีเด็ดขาด

แต่พอรายการข่าวบันเทิงในทีวีรายงานว่างานประจำปีศาลากลาง จ.กาญจนบุรีคราวนี้ มีข่าวแว่วว่าสุริยะอาจจะเอาแพรวาว่าท่ีลูกสะใภ้ไปเปิดตัวในงานนี้เท่านั้น หรั่งเปลี่ยนใจทันที

ooooooo

งานประจำปี จ.กาญจนบุรีเปิดอย่างเป็นทางการโดยมี สุริยะ พัวพงศ์ไพศาล ให้เกียรติปล่อยป้ายผ้าเปิดงาน ภายในงานมีเครื่องเล่นนานาชนิดเหมือนยกสวนสนุกย่อมๆมาไว้ ทั้งม้าหมุน รถบั๊มพ์ ชิงช้าสวรรค์ รวมทั้งบ้านผีสิง ซุ้มของประหลาดนานาชนิด และซุ้มสอนศิลปะให้เด็กๆ

หรั่งลงทุนขึ้นชิงช้าสวรรค์ไปหยุดตรงจุดสูงสุด แล้วใช้กล้องส่องทางไกลส่องหาแพรวาไปทั่วงานแต่ไม่พบ  ใกล้เวลาที่ประตูใหญ่จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้างาน เท่ห์สั่งทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมเข้าประจำหน้าท่ีของตนยังไม่ทันขาดคำ เด็กๆกรูกันมาเข้าแถวรอซื้อคูปองขึ้นชิงช้าสวรรค์กันอย่างเนืองแน่น...

อีกมุมหนึ่งของงาน ตะวันฉายเดินเคียงคู่มากับแพรวาซึ่งมีท่าทางตื่นเต้น เกิดมายังไม่เคยมาเที่ยวงานแบบนี้มาก่อน ตะวันฉายขยับเข้ามาใกล้ ทำเสียงนุ่มชวนฝัน

“พี่ว่าที่นี่มันก็มีมุมโรแมนติกเยอะเหมือนกันนะ น้องแพรอยากไปมุมไหนก่อนจ๊ะ พี่ให้เลือก”

“โน้นค่ะ...ชิงช้าสวรรค์ น้องแพรอยากนั่งชิงช้า สวรรค์” แพรวาชี้มือประกอบคำพูด ตะวันฉายถึงกับเซ็ง...

ขณะหรั่งกำลังจัดคิวให้เด็กขึ้นชิงช้าสวรรค์อย่างเป็นระเบียบ เท่ห์ซึ่งกำลังประกาศทางเครื่องขยายเสียงเชิญชวนให้ผู้คนมาขึ้นชิงช้าสวรรค์ ต้องชะงักรีบวางไมโครโฟนวิ่งมาหาหรั่ง

“ไอ้หรั่งเอ๊ย ฝันเป็นจริงแล้วมึง ไอ้ที่มึงเพ้อเจ้อน่ะ มาจริงๆแล้วโว้ย...นั่น” เท่ห์ชี้ไปที่แพรวาซึ่งควงแขนตะวันฉายมาเข้าแถวซื้อคูปองขึ้นชิงช้าสวรรค์ หรั่งบ่นอุบเมื่อเห็นเธอมากับแฟนหนุ่ม

“แล้วไง...เหอะน่า ในฐานะที่มึงเป็นเพื่อนกู...

กูจะให้ในสิ่งที่มึงอยากได้เอง” เท่ห์พูดจบดันหรั่งให้หลบไปด้านหลัง ก่อนจะเป่าปากส่งสัญญาณให้เช็งกับโบ้ซึ่งพยักหน้ารับอย่างรู้กัน แล้วเข้าไปเชิญชวนแพรวากับตะวันฉายที่อยู่ตรงซุ้มขายคูปองมาขึ้นชิงช้าสวรรค์ หญิงสาวชอบใจที่ได้แซงหน้าเด็กๆ

เท่ห์ใช้ความเจ้าเล่ห์แยกแพรวากับตะวันฉายนั่งชิงช้าสวรรค์คนละกระเช้า แล้วแอบพาหรั่งขึ้นกระเช้าเดียวกับหญิงในฝันของเขาสำเร็จ จากนั้น หลอกล่อตะวันฉายออกจากบริเวณที่ตั้งชิงช้าสวรรค์โดยที่เขาไม่รู้ว่าแพรวายังอยู่บนนั้น แล้วส่งสัญญาณให้โบ้ประกาศทางเครื่องขยายเสียงจากซุ้มขายคูปอง

“ช่วงเวลานาทีทองมาถึงแล้ว ชิงช้าที่กำลังหมุนอยู่นี้เป็นรอบพิเศษ รอบโรแมนติกสปีด คือหมุนกินลมไปเรื่อยๆ เหมาะสำหรับคู่รักวัยหวาน ดังนั้น ผู้ที่รอต่อคิวขึ้นชิงช้าสวรรค์ ขอเชิญไปเล่นม้าหมุนหรืออุปกรณ์อื่นๆก่อน อีกยี่สิบนาทีค่อยมาเข้าคิวใหม่นะครับ” สิ้นเสียงประกาศ โบ้หยิบทรัมเป็ตขึ้นมาบรรเลงเพลงรักหวานซึ้ง

จังหวะนั้น กระเช้าที่แพรวากับหรั่งนั่งเคลื่อนมาหยุดที่จุดสูงสุด หลังจากนั่งยิ้มให้กันอยู่พักหนึ่ง แพรวา เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อนว่า นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เราได้เจอกัน หรั่งทำเป็นนับนิ้วแก้เขิน ก่อนจะพยักหน้ารับ เธอเจอเขาแต่ละครั้งไม่เคยเหมือนกันเลย เขาเถียงว่าเหมือน เคยเป็นอย่างไรเขาก็เป็นอย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยน

“ไม่จริง ครั้งแรกนายเป็นสิงห์มอเตอร์ไซค์ ต่อมาก็เป็นเสือ แล้วคราวนี้เป็นอะไรล่ะเนี่ย”

“คนคุมชิงช้าสวรรค์ครับ”

แพรวายืนยันคำเดิมว่าหรั่งเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เจอกัน เขาชี้แจงว่าเปลี่ยนแค่อาชีพแต่นิสัยไม่เคยเปลี่ยน

“แสดงว่านายทำได้หลายอย่าง”

“ครับ เป็นเงินผมเอาหมด อย่างเช่นเครื่องเล่นทุกชิ้นที่คุณเห็นในงานนี้ ผมทำมากับมือหมดแล้ว ทั้งสร้างอุปกรณ์เอง ทั้งคุมเต็นท์ คุมซุ้ม ที่สนุกสุดก็เป็นพวกบ้านผี คนรู หมูสองหัว ตัวประหลาดอะไรพวกนี้แหละ”

แพรวาตาวาวด้วยความสนใจเพราะไม่เคยเห็นหรือแม้แต่ได้ยินมาก่อน ขอให้หรั่งเล่าให้ฟังว่ามันเป็นอย่างไร เขาอธิบายว่าเป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น ถ้าเธอสนใจและมีเวลา เขาจะพาไปดู

ชิงช้าสวรรค์หมุนช้าๆจนกระเช้าที่ทั้งคู่นั่งมาหยุดที่จุดต่ำสุด หรั่งไม่ลืมขอบคุณแพรวาสำหรับของขวัญซึ่งถูกใจมาก เท่ห์กุลีกุจอเปิดประตูให้ทั้งคู่ลงมา แพรวากวาดตามองหาตะวันฉายแต่ไม่พบ เท่ห์รู้ทัน รีบรายงานว่าถ้าเธอกำลังมองหาผู้ชายที่มาด้วย เขาไปสบายแล้วไม่ต้องห่วง เธอยังมีเวลาเที่ยวเล่นได้อีกนาน แพรวาอยากไปบ้านผีที่หรั่งพูดถึง วานให้เขาพาไปดู หญิงสาวสนุกสนานมาก เข้าซุ้มนี้ออกซุ้มโน้น ลืมตะวันฉายเสียสนิท...

ฝ่ายตะวันฉายถูกโบ้กับเช็งหลอกมาเข้าซุ้มศิลปะซึ่งมีแต่เด็กๆ และห่างจากจุดที่แพรวากับหรั่งอยู่

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”
29 ก.พ. 2563
06:45 น.