ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

เสร็จจากการประชุมผู้ถือหุ้น หรั่งเดินตามกันทิมาจนทันตรงมุมหนึ่งของบริษัท ขอแรงเธอช่วยไปดูท่าทีที่เหมืองให้ เนื่องจากมีเสียงลือกันหนาหูว่าทางเราเป็นผู้ปล่อยข่าวทำลายแสงเทพและกำลังถูกเพ่งเล็งว่าอยู่เบื้องหลังการลุกขึ้นประท้วงของชาวบ้าน กันทิมาอยากรู้ว่าเราทำจริงอย่างเสียงร่ำลือหรือเปล่า

“พวกเรารู้เรื่องทีหลังชาวบ้านอีกนะครับ”

“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องกังวล อยู่เฉยๆ เดี๋ยวความจริงก็ปรากฏออกมาเอง”

หรั่งเกรงว่าชาติชายจะไม่ยอมอยู่เฉย ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจะเป็นผลเสียกับทางเรา เขาจึงอยากให้กันทิมาซึ่งสามารถจะปรามผู้จัดการเหมืองคนใหม่ของเราได้ช่วยไปที่นั่นให้ด้วย เธอขอคิดดูก่อน แล้วผละจากไป ขณะที่หรั่งเดินแยกไปอีกทางหนึ่งต้องชะงักเมื่อเห็นอรทัยเข้าไปพูดคุยบางอย่างกับธนู ก่อนจะเดินนำเขาออกไปหรั่งมองตามสีหน้าครุ่นคิด...

ครู่ต่อมา อรทัยพาธนูมาที่ห้องรับรองของบริษัท ซึ่งปีเตอร์นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เธออ่านออกว่าเขาไม่ได้เป็นคนซื่ออย่างที่แสดงต่อหน้าใครต่อใคร จึงชวนให้มาร่วมมือกันหาประโยชน์จากการขายจิวเวลรี่และพลอยดิบในสต๊อกของบริษัทครั้งนี้ แต่ถ้าใครไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องก็ออกไปจากห้องตอนนี้ได้เลย ทั้งปีเตอร์และธนูนั่งนิ่ง

“ถ้าอย่างนั้นก็ยินดีต้อนรับเข้าสู่ขุมทรัพย์ของ M.S. ที่เราจะร่วมกันขุด ณ บัดนี้” อรทัยยิ้มพอใจ...

ทางด้านหรั่งไม่รอช้า ตรงรี่ไปหากัมปนาทซึ่งกำลัง จะออกจากบริษัท ขอเวลาสักครู่หนึ่งปรึกษาเรื่องการเทขายจิวเวลรี่ในสต๊อก กัมปนาทว่าประชดว่าเขาเป็น คนที่สนับสนุนการขายเลหลังเต็มที่อยู่แล้ว ตอนนี้จะมาปรึกษาตนทำไม หรั่งเห็นด้วยกับการขาย แต่ไม่ค่อยไว้ใจผู้ควบคุมดูแลการขาย กัมปนาทถึงกับชะงักเตือนเขาว่ากำลังพูดถึงพี่สาวของตนอยู่ หรั่งทราบดีเพราะมันหมายถึงผลประโยชน์ของตระกูลมหาโชคตั้งศิริด้วย

“พี่สาวฉันเป็นคนเค็ม...เค็มมาก และมีลูกล่อ ลูกชนแพรวพราว ฉันรู้เท่านี้ แต่ฉันยืนยันได้เลยว่าฉันจะจับตาดูพี่สาวของฉันไม่ให้คลาดสายตาแม้แต่น้อย”

“แล้วกับคุณธนูล่ะครับ คุณคอยจับตาดูเขาบ้างหรือเปล่า”...

คำพูดของหรั่งสะกิดใจกัมปนาทไม่น้อย หลังจากแวะซุปเปอร์มาร์เกต หอบของสดมาเตรียมทำมื้อค่ำแสนอร่อยให้ธนูได้ลิ้มลอง แต่พบว่าเขายังไม่กลับบ้าน จึงโทร.ไปตาม ธนูอ้างว่าต้องอยู่เฝ้าน้าที่ป่วยหนักไข้ขึ้นสูง คืนนี้อาจจะกลับดึกหรือไม่ก็กลับเช้าเลย ถ้า อาการของน้าไม่ดีขึ้น กัมปนาทอาสาจะไปช่วยดูแลน้าเป็นเพื่อนเขา

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพี่จะพลอยติดไข้น้าผมไปด้วย อย่าดีกว่า เราค่อยกินกันวันพรุ่งนี้ได้ไหมครับ”

“ไม่เป็นไรจ้ะ ฉันเข้าใจ ดูแลคุณน้าให้ดีนะ” กัมปนาทวางสาย พลางถอนใจ หนักใจ ขณะที่ธนูรีบปิดมือถือแล้วออกจากห้องน้ำของคลับหรู เดินตรงไปยังเคาน์เตอร์บาร์ออดอ้อนซูซานซึ่งนั่งรออยู่ว่ารอนานไหม เธอเคยรอคนอื่นนานกว่านี้ แค่นี้เรื่องจิ๊บๆ ธนูสัญญาว่าจากนี้ไปจะไม่ทำให้เธอต้องรอเขาอีก

“ฉันจะมั่นใจในเซลแมนได้แค่ไหนจ๊ะ”

ธนูไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร แต่สำหรับเขาแล้วเน้นความพอใจของลูกค้าเป็นหลัก ซูซานยังไม่เคยสั่งซื้ออะไรจากเขาสักอย่าง ธนูขอแค่เธอสอนเต้นรำให้ แล้วเขาจะหาจิวเวลรี่ดีๆถูกๆมาให้เป็นการตอบแทน...

ขณะที่ธนูกำลังหลงระเริงกับกิ๊กคนใหม่อยู่ในคลับหรู ตุ๊กแม่บ้านของกันทิมาเห็นใจเจ้านายสาวที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้ทุกเดือนทั้งๆที่ไม่ค่อยจะมีอะไรให้ทำ จึงขอลาออกจากงาน

“ไม่ใช่ว่าทำที่อื่นแล้วฉันจะได้มากกว่าที่นี่หรอก นะ แต่ฉันสงสารคุณน่ะค่ะ คุณเก็บสตางค์ไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นดีกว่านะคะ แล้วว่างๆฉันจะแวะมาเยี่ยม นี่กุญแจห้องเก็บของค่ะ” ตุ๊กวางกุญแจไว้บนเคาน์เตอร์แล้วออก จากห้อง กันทิมามองเลยไปยังกุญแจอีกดอกหนึ่งที่วางอยู่ใกล้ๆ มันเป็นกุญแจล็อกกล่องใส่หินรูปหัวใจของชาติชาย พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความทรงจำของเธอ

คืนนั้นเมื่อสี่ปีก่อน ฝนเทกระหน่ำไม่ขาดสาย กันทิมานั่งร้องไห้อยู่ใต้ชายคาบ้านพักของชาติชาย มองกุญแจดอกเดียวกันนี้ที่อยู่ในมือ ก่อนจะขว้างทิ้งอย่างสุดแรง แล้ววิ่งฝ่าสายฝนที่ตกหนักออกไปอย่างไร้จุดหมาย จังหวะนั้น รถของชาติชายแล่นมาขวางไว้ เจ้าของรถโดดลงมาถามว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่บอกกันก่อน

กันทิมาโผกอดชาติชายร้องไห้โฮจนเขาตกใจ ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เธอบ่ายเบี่ยงว่าไม่มีอะไร แค่ทำกุญแจ ล็อกกล่องไม้ของเขาหายตอนเดินขึ้นมาบนนี้ แล้วขอโทษขอโพยยกใหญ่

“ไม่เป็นไรเรื่องเล็ก ผมจะหามันเอง หามันจนกว่าจะเจอ คอยดูสิ แต่ต้องบอกมาก่อนว่าถ้าผมหาเจอแล้วผมจะได้อะไร...ขอเด็กผู้ชายคนหนึ่งได้ไหม เด็กที่เกิดจากเรา นะ...กันทิมา ผมอยากมีลูก”

เสียงพูดของชาติชายจากในอดีตยังคงดังก้องอยู่ในหูของกันทิมาซึ่งนั่งจ้องกุญแจดอกนั้นนิ่งเป็นหุ่น

ooooooo

เช้าวันถัดมา หมออนุญาตให้เผ่าลาภกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทันทีที่รำไพพาสามีกลับถึงบ้าน ชวนกัน-ทิมาไปสวดมนต์ที่ห้องพระ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์รวมทั้งพระรัตนตรัยช่วยคุ้มครองเผ่าลาภพ้นจากภยันตรายทั้งปวง และขอให้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษช่วยชี้ทางออกของทุกปัญหาที่รุมเร้าพวกเราอยู่ในเวลานี้ให้ด้วย

กันทิมาก้มกราบตามรำไพแล้วยันตัวจะลุกขึ้น แต่เกิดวิงเวียนจนต้องทรุดตัวลงนั่งอย่างเดิม รำไพถามว่าไม่สบายหรือเปล่า เธอไม่ได้เป็นอะไรแค่เวียนหัวนิดหน่อยเท่านั้น อาจเป็นเพราะนั่งไหว้พระนานเกินไป รำไพถามย้ำ แน่ใจหรือว่าไม่เป็นอะไร ยังไม่ทันขาดคำ กันทิมาอาเจียนออกมาทันที เกือบคว้าถังขยะมารองไม่ทัน

“อยู่เสียที่นี่ด้วยกันเลยดีไหมจ๊ะ กลับไปคอนโดฯ คุณกันก็ต้องอยู่ลำพังตัวคนเดียว อยู่ที่นี่มีอะไรจะได้ช่วยกันได้” รำไพมองอย่างรู้ทัน กันทิมาส่ายหน้า อ้างว่าไม่อยากมาเป็นภาระ

“ไม่หรอก อาการอย่างนี้ก็ไม่ได้เป็นทุกวันนี่นา เข้าเดือนที่สี่ก็น่าจะหายแพ้แล้ว เต็มที่อย่างมากก็ไม่เกินเก้าเดือนน่า...มาอยู่ด้วยกันเถอะนะ ที่นี่ก็ไม่ค่อยจะมีใคร พี่อยากหาคนที่ไว้ใจได้มาอยู่เป็นเพื่อนบ้าง”...

ในขณะที่ความลับเรื่องการตั้งครรภ์ของกันทิมาถูกเปิดเผย ที่มุมหนึ่งของสำนักงานเหมือง M.S. ผ่องกำลังอ่านข่าวของแสงเทพในหน้าหนังสือพิมพ์ให้เจ้านายฟังอย่างสนุกปากเกี่ยวกับธุรกิจมืดที่เขาแอบทำเอาไว้และยังมีการสาวไส้ถึงชู้รักของเขาว่าเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงร่วมกันจัดคิวเริงรักสัญจร แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้วยกัน เห็นว่าเร็วๆนี้จะเอาคลิปมาแฉให้น้ำลายหกกัน

“พอแล้วไม่ต้องอ่านแล้ว หนังสือพิมพ์ลงชื่อผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่าไอ้ผ่อง”

ทันใดนั้นมีเสียงแก้มดังขึ้นจากด้านหลัง “ชื่อดวงใจ ไม่ต้องลงก็รู้ แม่แก้มเอง แม่กำลังจะฟ้องหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่เขียนเรื่องนี้ แม่แก้มไม่ได้ลามกอย่างที่หนังสือพิมพ์กล่าวหา แม่กำลังจะแก้ตัวทำสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง แม่จะให้ข้อมูลทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ในการเอาผิดกับมัน”

“ดี...ถ้าอย่างนั้นเราต้องเตรียมความพร้อมของภาคประชาชนไว้ ด้วยการวิ่งรถแห่ประจานมัน ให้ข้อมูลกับชาวบ้านทั่วทุกตรอกซอกซอย” ชาติชายอารมณ์ดีขึ้นมาทันตาเห็น...

ระหว่างที่ชาติชาย แก้มและผ่องเตรียมเปิดศึกน้ำลายกับแสงเทพเต็มรูปแบบ แพรวาเดินเข้ามาหาเผ่าลาภซึ่งกำลังยกแข้งยกขาทำกายภาพตามคำสั่งของหมออยู่กับหรั่งที่ระเบียงข้างบ้าน

“คุณป๋าเป็นอย่างไรบ้างคะ ไม่ได้กลับบ้านหลายวัน อยากเดินเล่นไหมคะ น้องแพรพาไปเอง” แพรวาว่าแล้วขยับจะเข็นรถเข็นที่เผ่าลาภนั่งออกไป เด็กรับใช้วิ่งเอาโทรศัพท์ไร้สายในบ้านมาให้ แจ้งว่าทางเหมืองโทร.มา หรั่งคว้าโทรศัพท์มารับเอง ปล่อยให้แพรวาเข็นรถพาเผ่าลาภออกไปชมสวน

“คุณป๋าไม่ต้องกังวลนะคะ ผู้ช่วยของน้องแพรจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเอง คุณป๋าต้องทำใจให้สบาย ออกกำลังกายตามหมอสั่งจะได้หายเร็วๆนะคะ” แพรวาเข็นรถเข็นต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งเลี้ยวมุมตึก

ลินจงเดินหน้าเครียดเข้ามาแจ้งว่า ลูกค้าส่งเมล์มาบอกว่ายอมรับข้อเสนอเรื่องข้าวของเราแล้ว แต่จะจ่ายให้แค่ 40% ของราคาเดิม ทำให้เราขาดทุนเป็นจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ เราจะต้องส่งข้าวไปอบยาใหม่ตามสเปกของเขาก่อน ทางนั้นถึงจะโอนเงินมาให้ ส่วนบริษัทอบยาของอเมริกาที่ลูกค้าเจาะจงให้เราไปใช้บริการก็ไม่ยอมทำอะไรให้จนกว่าเราจะส่งเงินไปก่อน แพรวาถึงกับหน้าเครียดเพราะต้องรอเงินจากการขายจิวเวลรี่

ส่วนเผ่าลาภยังคงนั่งนิ่ง แต่แววตาเหมือนจะรับรู้ปัญหาเหล่านี้ ลินจงเริ่มท้อแท้กับปัญหาที่ประดังเข้ามาถึงขั้นจะขอวางมือ และให้แพรวารับหน้าที่นี้ไปทำแทน เพราะเชื่อมั่นว่าเธอทำได้ อย่างน้อยเธอก็มีผู้ช่วยที่ดีอย่างหรั่ง แล้วเบือนหน้ามองเข้าไปในบ้านเห็นหรั่งวางสาย แล้วหันไปพูดบางอย่างกับกันทิมา

“บางที น้องแพรอยากจะยกธุรกิจทั้งหมดให้เขาไปเลยด้วยซ้ำ” แพรวาเองก็เหนื่อยใจไม่แพ้ลินจง...

ทางฝ่ายหรั่งคะยั้นคะยอให้กันทิมาไปที่เหมือง เพื่อช่วยพูดกับชาติชายให้ เพราะหัวหน้าคนงานรายงานมาว่า สถานการณ์ที่นั่นกำลังเดือดขึ้นเรื่อยๆ หรั่งทำเต็มที่เท่าที่คนนอกอย่างเขาจะทำได้แล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกันทิมาเท่านั้น เธอสูดลมหายใจเข้า ราวกับจะรวบรวมพลัง

“ฉันขอไปเงียบๆแบบไม่เป็นทางการแล้วกัน”

“ผมจะขอรถตู้สแตนด์บายไว้ให้ครับ อาจจะส่งคุณแค่ในเมืองก็ได้ถ้าคุณต้องการ”

ooooooo

กัมปนาทต้องแปลกใจเมื่อมาถึงแผนกออกแบบแล้วพบแต่ความว่างเปล่า พนักงานหายหน้าไปหมด จึงโทร.ตามนุชเลขาฯของเขามาสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ความว่าพนักงานลาออกกันหมด เพราะได้ยินข่าวลือหนาหูว่า ที่นี่จะเลิกกิจการ กัมปนาทโวยวายลั่น แล้วออเดอร์ที่ค้างอยู่ใครจะทำ

“คุณปีเตอร์โทร.ไปขอยกเลิกออเดอร์กับลูกค้าของเราหมดแล้วค่ะ”

“อะไรนะ...ทำไมฉันไม่รู้เรื่องเลย แล้วเรื่องขายพลอยไปถึงไหนแล้ว โทร.หาคุณอรทัยให้ฉันหน่อย” กัมปนาทรอจนเลขาฯสาวออกไปปฏิบัติตามคำสั่ง คว้ามือถือขึ้นมาโทร.หาธนู มีแต่สัญญาณให้ฝากข้อความ

เขาจึงสั่งให้ธนูโทร.กลับมาหาด้วยมีเรื่องด่วน อึดใจนุชกลับเข้ามารายงานว่า อรทัยฝากให้บอกว่ายังขายไม่ได้เพราะร้านค้าย่อยไม่ค่อยให้ความสนใจ หาว่าจิวเวลรี่ของเราราคาแพงไปไม่ใช่ตลาดของพวกเขา

“นี่เราลดราคามาครึ่งต่อครึ่งแล้วยังว่าแพงอีกหรือ คุณอรทัยช่วยวิ่งเต้นบ้างหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าปล่อยให้ธนูขายอยู่คนเดียว” กัมปนาทเริ่มหงุดหงิด คว้ามือถือขึ้นมาโทร.หาธนูอีกครั้ง ยังคงเป็นเสียงให้ฝากข้อความเช่นเดิม...

ธนูไม่รับสายเพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับการเอาอกเอาใจซูซานอยู่ที่ห้องพักของฝ่ายหญิง โดยมีอาหารเช้ามาเสิร์ฟให้ถึงบนเตียง สร้างความประทับใจให้เธอเป็นอย่างยิ่ง...

ทางด้านชาติชายเดินหน้าตามแผนการที่วางเอาไว้ นำรถกระบะของตัวเองติดเครื่องขยายเสียงป่าวประกาศความเลวของแสงเทพไปตามถนนในชุมชนซึ่งเหมือง M.S. ตั้งอยู่ โดยมีผ่องเป็นสารถี ส่วนแก้มเป็นฝ่ายหาเพลงประกอบที่ฟังแล้วเร้าใจดึงผู้คนให้มาสนใจคำปราศรัย นอกจากนี้ เขายังเชิญชวนให้ชาวบ้านมาร่วมชุมนุมกันที่ลานกีฬาข้างที่ว่าการอำเภอเพื่อเรียกร้องให้แสงเทพเปิด เผยธุรกิจที่แท้จริงของตัวเอง

ชาวบ้านร้านตลาดพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วบ้างก็สนับสนุนให้ไล่บริษัทเทพทอแสงออกไปจากพื้นที่ บ้างก็คัดค้านไม่เห็นด้วย หาว่าชาติชายมีผลประโยชน์ทับซ้อนถึงได้ลุกขึ้นมาใส่ความคนอื่น

“ระดับผู้จัดการเหมืองลงมาปลุกระดมเองอย่างนี้ มันเรื่องผลประโยชน์แหงๆ ลูกไม้ตื้นๆแค่นี้ใครก็ดูออก”

บารมีกับมือปืนอีกสามคนซึ่งแฝงตัวเข้ามาในพื้นที่ รู้ตัวชัดเจนแล้วว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือใคร บารมีอาสาจะจัดการไอ้จอมแส่คนนี้เอง น้ำหน้าอย่างหมอนี่ แค่เขาคนเดียวก็พอ ฝ่ายชาติชายยังคงปราศรัยโจมตีแสงเทพไม่เลิก ยิ่งพูดยิ่งมัน ยิ่งมันก็ยิ่งใช้คำพูดรุนแรง จนผ่องต้องเตือนให้เพลาๆลงหน่อย หลักฐานเรายังไม่ชัดเจน อาจจะถูกฟ้องร้องภายหลังได้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ อบต.ก็เตือนมาแล้วว่าให้รับผิดชอบตัวเอง เขาช่วยอะไรไม่ได้

“ไม่สน ของอย่างนี้ ใครอัดก่อนได้เปรียบก่อนเว้ย”

ooooooo

หลังจากปราศรัยมาครึ่งค่อนวัน ชาติชายกลับไปยังที่พักของตัวเองเพื่อเตรียมขึ้นปราศรัยอีกครั้งหนึ่งในตอนค่ำ เขาดึงปืนซึ่งเหน็บที่เอวออกมาวางบนโต๊ะ แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นรินน้ำมาดื่ม พอหันกลับมาอีกที พบว่าบารมียืนยิ้มหยันอยู่ ก่อนจะต่อว่าน้องชายว่าทำไมต้องเล่นสกปรกกับแสงเทพด้วย

“เฮียรู้ไหมว่ามันทำทุกอย่างที่ผิดกฎหมาย มันขี้โกงชัดๆ เฮียยังไปอยู่ข้างมันอีกหรือ”

“อาเหลียง ถ้าลื้อยังดึงดัน มุทะลุ ไม่มีเหตุผลล่ะก็ ระวังเถอะจะไม่ตายดี”

ชาติชายไม่วายยียวน จะตายดีหรือตายเลวก็ตายเหมือนกันไม่เห็นต้องกลัว บารมีโมโห คว้าปืนบนโต๊ะขึ้นมาจ่อหัวน้องชาย ขู่จะฆ่าให้ตายตอนนี้เลย ฝ่ายถูกปืนจ่อหัวยืนนิ่งไม่มีอาการหวั่นไหวใดๆให้เห็น ซ้ำยังท้าทายให้ยิงได้เลย คนเป็นพี่จะทำอะไรกับน้องก็ได้ทั้งนั้น บารมีไม่โง่พอจะยิงเขาที่นี่ให้คนอื่นมาเห็น

“ใครจะเห็น เงียบออกอย่างนี้ ทำอะไรไม่มีใครรู้หรอก ขนาดเฮียข่มขืนกันทิมาที่นี่ยังไม่มีใครรู้เลย”

บารมีปรี่เข้าไปตบหน้าชาติชายฉาดใหญ่ “ยังแค้นอั๊วอยู่ใช่ไหมอาเหลียง บอกมาซิ”

ชาติชายอโหสิกรรมให้ไปนานแล้ว บารมีไม่เชื่อ เพราะเห็นสายตาของเขาเวลาที่แอบมองกันทิมายังมีแวว

อาลัยอาวรณ์อยู่ แล้วขอต่อรองถ้าเขาหยุดก่อกวนแสงเทพเมื่อไหร่จะให้ยืมเธอสองวัน แต่เขาต้องฟิตตัวเองหน่อยเพราะกันทิมาเป็นผู้หญิงร้อนแรง ผู้ชายจืดชืดอย่างเขาเอาไม่อยู่แน่นอน คำพูดเหยียดหยามของบารมีทำให้ชาติชายตบะแตกกระโจนเข้าใส่ ต่างฝ่ายต่างชกต่อยกันอุตลุด ปากแตกหน้าตาบอบช้ำตามๆกัน

กันทิมานั่งรถรับจ้างเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี ปรี่เข้าไปดึงชาติชายที่คร่อมอยู่บนตัวบารมีออกมา

“อ้อ...อย่างนี้นี่เอง ฉันอุตส่าห์แวะไปหาที่คอนโดฯก็ไม่เจอ เพราะเธอแอบมาซุกหัวอยู่ที่นี่ นี่คงลักลอบได้เสียกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วใช่ไหม” บารมีพาลเป็น

หมาบ้า กัดไม่เลือกหน้า กันทิมาไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย ขอร้องให้หยุดทะเลาะกันได้แล้ว เป็นพี่เป็นน้องกันแท้ๆ

จะฆ่าให้ตายกันเลยหรือ บารมีเลือดขึ้นหน้าด่าสวนว่าคิดจะเล่นชู้ทั้งทีทำไมไม่ไปหาไกลๆตัว ทำไมต้องมายุ่งกับน้องชายของเขาด้วย ชาติชายโกรธชี้หน้าด่าลั่น

“แล้วทีเฮียล่ะ จะหาผู้หญิงทำเมีย ทำไมต้องมาแย่งแฟนน้องด้วย ทำไมไม่ไปแย่งคนอื่น”

แทนที่บารมีจะยอมรับว่าตัวเองผิด กลับหาว่า กันทิมายินยอมพร้อมใจให้เอง เพราะทนแรงเสน่หาไม่ไหว เธอหมดความอดทนตบเขาหน้าหัน สั่งให้หยุดดูถูกกันได้แล้ว บารมีกระชากเธอมาจูบอย่างหนักหน่วง กันทิมาดันตัวออกห่าง แล้วตบหน้าเขาซ้ำอีกครั้ง บารมีไม่พอใจสั่งเสียงเฉียบ

“ถ้าคุณยังเป็นเมียผมอยู่ เดินไปขึ้นรถผมเดี๋ยวนี้ ผมจะนับหนึ่งถึงสามเท่านั้น...หนึ่ง”

กันทิมาไม่สนใจ ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ บารมีตระหนักแล้วว่าเธอไม่มีทางกลับด้วย หันไปจ้องหน้าชาติชาย

“ถ้าลื้อไม่ใช่น้องล่ะก็ ไม่มีทางยืนอยู่อย่างนี้ได้หรอกจะบอกให้...ลาก่อน กันทิมา” บารมีพูดจบผละจากไป

ooooooo

ครู่ต่อมา ชาติชายขับรถพากันทิมามาส่งที่สำนัก- งานเหมือง M.S. เธอขอบใจเขาแล้วขยับจะไป ชาติชายตัดพ้อว่ามาหาเขาถึงบ้านพักแค่จะให้พามาส่งที่หน้าสำนักงานเพื่อจะพูดคำว่าขอบใจเท่านั้นเองหรือ

“บริษัทส่งฉันมาเพื่อเตือนให้คุณเลิกบุ่มบ่าม เลิกมุทะลุเพราะมันไม่เป็นผลดีกับบริษัท และกับตัวคุณเองแต่คงสายไปแล้วล่ะ ใครก็ห้ามคุณไม่ได้หรอก ฉันรู้” กันทิมาพูดจบลงจากรถ ชาติชายตามไปคว้าตัวไว้

“บอกผมสิว่าจริงหรือเปล่า ทั้งหมดที่เฮียหั่งพูดมาน่ะ เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”

“ชาติ...จนถึงวันนี้ คุณก็ยังไม่เคยเข้าใจผู้หญิงเหมือนเดิมไม่มีผิด ตราบใดที่คุณยังต้องการเพียงแค่คำยืนยันจากปากของผู้หญิง ก็แปลว่าคุณไม่เคยศรัทธา ไม่เคยเชื่อมั่นในหัวใจของผู้หญิงคนนั้นเลยสักนิด” กันทิมาสะบัดมือเขาออก แล้วเดินไปขึ้นรถตู้ของบริษัทที่มาจอดรอรับ ชาติชายแทบหมดเรี่ยวแรงทรุดตัวลงนั่งพิงรถสีหน้าเศร้าสร้อย พลันภาพในอดีตเมื่อ 4 ปีก่อนหวนกลับมาในความคิดคำนึงของเขา

คืนนั้นฝนตกหนัก ชาติชายอุตส่าห์ตากฝน ค้นหากุญแจไขกล่องเก็บหินรูปหัวใจที่กันทิมาอ้างว่าทำหล่นหายจนเจอ แทนที่จะดีใจ เธอกลับร้องไห้หนักขึ้นอีกเขาชักเอะใจเพราะไม่เคยเห็นเธอเป็นอย่างนี้มาก่อน คาดคั้นให้บอกมาว่าเกิดอะไรขึ้น มีอะไรมากกว่าทำกุญแจหายใช่ไหม คราวนี้กันทิมาปล่อยโฮ

“การยอมรับผิดและยอมถูกลงโทษ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพราะมันจะทำให้ความผิดจบเพียงแค่นั้น ไม่เปิดโอกาสให้ใครก่อความผิดครั้งใหม่ได้อีก”

“คุณพูดอะไรน่ะ กัน คุณกำลังจะบอกอะไรผม” ชาติชายใจคอไม่ดี มองหญิงคนรักเขม็ง

“ลาก่อนค่ะ ชาติชาย” กันทิมาพูดจบเดินจากไปท่ามกลางสายฝนที่ตกไม่ลืมหูลืมตาชาติชายตื่นจากภวังค์ซุกหน้ากับฝ่ามือตัวเอง ปล่อยให้น้ำตาลูกผู้ชายไหลนองหน้า แก้มยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนโตเข้ามาให้ กระเซ้าว่านั่งท่านี้ไม่เท่เลย ชาติชายเงยหน้ามองเธอด้วยสายตาดุ แต่เธอไม่สนใจ

“เช็ดเสียหน่อยนะอากู๋ เดี๋ยวน้าผ่องมาเห็นเสียฟอร์มแย่เลย เช็ดเฉพาะน้ำตานะครับ เหลือเลือดเลอะๆไว้นิดหนึ่ง เท่ดี” แก้มพูดจบหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ ชาติชายด่าว่าทะลึ่ง แล้วลุกขึ้นยืนโดยไม่รับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น

“คุณกันทิมาเธอเป็นห่วงอากู๋มากนะครับ”

ชาติชายแปลกใจแก้มรู้จักชื่อกันทิมาได้อย่างไร เธอคุยโม้ว่าเรื่องแบบนี้ของถนัด แล้วฉุกคิดถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ที่ได้เจอกับกันทิมาซึ่งเพิ่งลงจากรถรับจ้างที่หน้าสำนักงานเหมือง ผู้มาเยือนเป็นฝ่ายร้องทักขึ้นก่อนว่าเธอคือเด็กสาวที่ขี่หลังชาติชายเมื่อวันก่อนใช่ไหม แก้มครุ่นคิดอยู่อึดใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้

“อ๋อ แก้มขาแพลง อากู๋ชาติชายเลยจับขี่หลังพาไปหาหมอในตลาด ความจริงแก้มไม่ได้เป็นอะไรมากอากู๋เว่อร์เอง ขู่จะให้หมอตัดขา โธ่ นึกว่าแก้มจะกลัว...คุณคือแฟนเก่าอากู๋ที่ทำให้เขาอกหักใช่ไหม”

“พูดตรงดีนะ ชาติชายเขาชอบคนแบบนี้แหละ แต่จำไว้อย่างหนึ่งนะเมื่อไหร่ที่เขาผิดหวัง เขาจะโกรธแค้นชิงชังทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นเอามากๆจนน่าตกใจ ปกติเขาก็เป็นคนที่ชอบเก็บอะไรไว้ในใจอยู่แล้วด้วยแต่ฉันรู้สึกว่าเขาจะดูเพลิดเพลินเวลาที่มีเธออยู่ใกล้ๆ ถ้าไม่ลำบากนัก ฉันฝากดูเขาด้วยก็แล้วกัน...อ้อ...ถ้าเขาพูดว่าทะลึ่ง แปลว่าเขากำลังอารมณ์ดี และมีความสุข”

เสียงเรียกของชาติชายทำให้แก้มรู้สึกตัวตื่นจากภวังค์ เธอไม่วายกระเซ้าเขาอีกว่า “คุณกันทิมาสวยนะครับ แก้มยังชอบเลย เอ...แบบแก้มกับแบบคุณกันทิมาอากู๋ชอบแบบไหนมากกว่ากัน”

“ทะลึ่ง” ชาติชายด่าจบ เดินหนี แก้มมองตามยิ้มมีความสุข

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน ที่ห้องประชุมของ M.S. JEWELRY แพรวาตกใจเมื่อธนูรายงานว่าจิวเวลรี่ของบริษัทยังขายไม่ได้เลยสักชิ้น ร้านค้าย่อยทุกร้านไม่สนใจ อ้างว่าไม่คุ้มกับการลงทุน เธอไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ทางเราลดราคาลงมากขนาดนี้แล้ว ยังบอกไม่คุ้มได้อย่างไร แล้วหันไปถามกัมปนาทว่าเกิดอะไรขึ้น

“อาก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน มันคงต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติ เราไม่น่าจะจนแต้มได้ถึงขนาดนี้”

“มันจะผิดปกติอะไร มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่กำลังดวงตก อะไรๆมันก็ตกลงมาหมดนั่นแหละ” อรทัยแดกดันกลบเกลื่อน แต่ไม่พ้นสายตาจ้องจับผิดของหรั่ง แพรวาคิดไม่ตกว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี อรทัยแนะให้ขายเหมืองและกิจการในเครือทั้งหมด จะได้เอาเงินไปใช้หนี้ ส่วนที่เหลือก็เอามาแบ่งกันตามส่วน แพรวาบ่นอุบ แค่พลอยเม็ดเล็กๆ ยังขายไม่ได้ แล้วขายทั้งกิจการจะมีใครมาซื้อ

“มีสิน่า ให้อาขายให้ไหมล่ะหลานสาว” อรทัยยิ้มสะใจ ขณะที่หรั่งมองเธออย่างครุ่นคิดสงสัย...

หรั่งไม่เก็บความเคลือบแคลงใจนี้ไว้คนเดียว เตือนแพรวาว่าอรทัยอาจจะเล่นไม่ซื่อกับบริษัท ถึงขนาดจะทำลายให้ย่อยยับ แต่เธอไม่เชื่อ สั่งให้เขาเร่งหาทางขายจิวเวลรี่ให้ได้ ดีกว่าจะมาคอยจ้องจับผิดคนอื่น...

ด้านอรทัยไม่รอช้า นำกิจการของครอบครัวไปเร่ขายให้ดวงใจ พร้อมกับคุยอวดว่ามูลค่าของบริษัทสูงกว่าเงินที่ต้องจ่าย เหมาะแก่การลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าดวงใจรู้จักนักการเมืองที่ต้องการฟอกเงิน เชิญมาเทกโอเวอร์บริษัท M.S. และบริษัทในเครือได้เลย เพราะคราวนี้จะขายยกกิจการ

“ส่วนเปอร์เซ็นต์ของคุณดวงใจ ก็เป็นไปตามเรทค่ะ คืบหน้าอย่างไรส่งข่าวบอกด้วยนะคะ” อรทัยว่าแล้วขอตัวกลับ ดวงใจรีบหยิบมือถือขึ้นมาโทร.บอกข่าวดีนี้กับแสงเทพทันที...

ฝ่ายตะวันฉายยุให้แสงเทพซื้อกิจการของ M.S. Group. ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว พ่อของเขาจะได้ไม่ต้องลำบากใจอีกต่อไป แสงเทพไม่คิดว่าจะง่ายดายอย่างที่ว่า เพราะการจะขายกิจการทิ้งเป็นเรื่องใหญ่ อาจมีแรงต้านจากอีกฝ่ายหนึ่งด้วยแน่ๆ โดยเฉพาะเผ่าลาภ ซึ่งเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เช่นเดียวกับเผด็จศึกพี่ชายของเขา
“เขานอนป่วยอยู่นะครับคุณอา”

เท่าที่แสงเทพได้ข่าวมา เผ่าลาภมีทีท่าว่าจะหาย แต่เขาคงไม่รอให้ศัตรูได้ลุกขึ้นมาอีกแน่นอน...

ขณะที่แสงเทพและตะวันฉายมีแผนจะกำจัดเผ่าลาภให้พ้นทาง กัมปนาทหยิบอัลบั้มรูปถ่ายของเผ่าลาภตอนยังหนุ่มแน่นจากตู้หนังสือในห้องทำงานของฝ่ายหลังให้แพรวาดู  ในนั้นมีรูปถ่ายงานแต่งงานของเขากับรำไพรวมอยู่ด้วย ทุกรูปในงานจะมีเผด็จศึกโอบกอดคู่บ่าวสาวโดยมีหญิงสาวต่างชาติหน้าตาสะสวยคนหนึ่งยืนเคียงข้างไม่ห่าง แพรวาไม่เคยเห็นอัลบั้มพวกนี้มาก่อน อดแปลกใจไม่ได้ทำไมพ่อถึงเอามาเก็บไว้ที่นี่

“มีรูปอาเจ็กตั้งเยอะแยะน่าจะเอามาโชว์กันบ้างยิ่ง

หาดูยากอยู่ แน่ะมีแหม่มมาเกาะแขนด้วย”

“ก็อาเจ็กของเราน่ะหล่อแบบอินเตอร์นี่จ๊ะ”

“รูปนี้ท่าทางจะชอบเข้าป่ากันนะอาโกดูแต่งตัวสิ” แพรวาชี้ไปที่รูปใบหนึ่ง เป็นรูปหมู่ของชาย 6 คน ในชุดซาฟารีอยู่กลางป่าพร้อมอาวุธครบมือ ในนั้นมีเผ่าลาภและเผด็จศึกในวัยหนุ่ม และอีกคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ คือ แสงเทพนั่นเอง กัมปนาทบ่นเสียดายที่ตอนนั้นไม่อยู่ไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสไม่อย่างนั้นคงได้เข้าป่ากับเขาด้วย

“ผู้ชายเยอะดีใช่ไหมคะ” แพรวาดักคออย่างรู้ทัน สองอาหลานพากันหัวเราะชอบใจ จังหวะนั้น หรั่งเดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามา พร้อมกับรายงานว่าได้แฟ้มนี้มาจากตู้เอกสารในห้องบัญชี เป็นแฟ้มรายชื่อลูกค้าเก่าที่เมืองจันท์ ตั้งแต่สมัยที่ลุงของแพรวาเริ่มทำเหมืองใหม่ๆ

“เราน่าจะลองติดต่อเขาดู ใช้ความคุ้นเคยในอดีตขอร้องให้เขาช่วยซื้อพลอยจากเรา อาจจะขายได้เป็นบางส่วนก็ยังถือว่าดี” หรั่งว่าแล้วส่งแฟ้มให้แพรวาดู กัมปนาทอดชมเขาไม่ได้ที่ทำงานหนักเพื่อพวกตน แล้วขอตัวกลับก่อนไม่อยากขับรถดึกๆ แพรวาร้องทักว่าเอาเลขาฯส่วนตัวไปไว้ไหน

“เขาขอไปเยี่ยมแม่ที่สังขละบุรี 5 วัน เราต้องให้อิสระเขาบ้าง รักษาระยะห่างให้พอดี คือเคล็ดวิธีของการอยู่ร่วมกัน เข้าใจไหมจ๊ะ พรุ่งนี้จะแวะไปเยี่ยมป๋าเรานะ คืนนี้มีนัดดริงก์กับเพื่อนเก่าขาแดนซ์ไม่ได้เจอกันนานญาติๆ ของหล่อนมีร้านจิวเวลรี่แถวมเหศักดิ์ เผื่อจะช่วยอะไรเราได้บ้าง”  ักมปนาทว่าแล้วเดินนวยนาดออกไป

หรั่งถามแพรวาว่าตกลงจะตัดสินใจเรื่องพ่อค้าเมืองจันท์อย่างไร เธอเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันเพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ควรจะทำอย่างไร หรั่งแนะให้หาอะไรกินให้อิ่มท้องก่อน แล้วความคิดดีๆจะตามมาเอง

ooooooo

ระหว่างที่แพรวานั่งกินมื้อค่ำอยู่กับหรั่ง เธอเล่าให้ฟังว่าเพิ่งรู้ว่าพ่อของเธอเป็นยอดนักสะสมตัวยง เธอเข้าไปค้นดูในห้องทำงานของท่านเจอรูปถ่ายเก่าๆ และสมุดบันทึกมากมายล้วนแต่เป็นเรื่องราวของพ่อกับแม่ทั้งนั้น โดยเฉพาะรูปถ่ายของแม่มีแทบจะทุกอิริยาบถ เธอไม่สงสัยเลยว่าทำไมแม่ถึงได้รักพ่อหนักหนา

“ผู้หญิงจะรักผู้ชายคนที่เก็บรูปและเรื่องราวของเธอไว้มากมายอย่างนั้นหรือครับ”

“แน่นอน ผู้หญิงเก้าในสิบคนเป็นอย่างนั้น”

หรั่งถามหยั่งเชิงว่าถ้ามีใครสักคนแอบเก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับแพรวาไว้โดยที่เธอไม่เคยรู้และมันก็มากไม่แพ้ที่พ่อของเธอทำ เธอจะรู้สึกอย่างไรกับเขา แพรวาขอไม่ตอบคำถามนี้ และหวังว่าคนนั้นคงไม่ใช่หรั่ง เพราะถ้าหากเขาเริ่มเก็บเรื่องราวของเธอตั้งแต่วันนี้ คงต้องรออีก 20 ปี ถึงจะมากพอที่จะทำให้เธอประทับใจ

“คุณรอได้ไหมล่ะครับ”

“บ้า...เพ้อเจ้อ เป็นไปไม่ได้” แพรวายิ้มเขิน หรั่งภูมิใจอย่างน้อยเขาก็ทำสำเร็จอย่างหนึ่งแล้ว คือทำให้เธอยิ้มได้ เพราะตั้งแต่พ่อของเธอป่วย เขาเพิ่งเห็นเธอยิ้มครั้งนี้เป็นครั้งแรก...

ค่ำวันเดียวกัน แสงเทพฝันร้ายเห็นเผด็จศึกหรือเฮียย้งในสภาพเลือดท่วมตัวเดินโซซัดโซเซเข้ามาในบ้านจะมาเอาชีวิตเขาซึ่งเป็นคนจ้างวานฆ่าตนเอง แสงเทพตกใจร้องลั่นคว้าปืนมากราดยิง แต่ไม่ระคายเคืองเผด็จศึกแม้แต่น้อย เขาย่างสามขุมเข้ามาบีบคอแสงเทพซึ่งกรีดร้องสุดเสียงก่อนจะสะดุ้งตื่นจากการเคลิ้มหลับเหงื่อท่วมตัว สีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด...

หลังจากปรับสีหน้าตัวเองให้เป็นปกติ แสงเทพสั่งสมุนให้ไปตามตัวบารมีมาพบเพื่อสอบถามว่าจะจัดการอย่างไรกับผู้อยู่เบื้องหลังการปลุกระดมชาวบ้านให้ต่อต้านเขาครั้งนี้ บารมีแค่จะไล่ไปให้พ้นจากพื้นที่เท่านั้น แต่ถ้าไอ้หมอนั่นกลับมาอีก เขาจะจัดการเด็ดหัวด้วยมือตัวเอง แสงเทพพอใจมาก ส่งเงินให้บารมีปึกใหญ่

“อยู่กับอั๊วน่ะอยู่ง่าย แค่ซื่อตรงกับอั๊วทุ่มเททำงานให้อั๊ว ไม่มีลับลมคมในก็จะสบายไปทั้งชาติ แต่ถ้ามีตุกติกแอบเล่นไม่ซื่อกับอั๊ว ผลก็จะเป็นตรงกันข้ามเสมอจำไว้”

สมุนของแสงเทพนำจดหมายฉบับหนึ่งเข้ามาให้ พร้อมกับรายงานว่า เห็นเสียบอยู่หน้าประตูรั้ว แสงเทพเปิดซองออกดูถึงกับหน้าเครียดเมื่อพบภาพถ่ายรูปหมู่ของชาย 6 คนในชุดซาฟารี รูปเดียวกับที่แพรวาเห็นในอัลบั้มของพ่อ มีวงกลมสีแดงล้อมกรอบแสงเทพในวัยหนุ่มไว้ พร้อมกับข้อความว่า “คิวต่อไปคือ มึง” บารมีอดแปลกใจกับสีหน้าท่าทางของแสงเทพไม่ได้...

ระหว่างที่แสงเทพถูกอดีตเมื่อ 20 ปีกว่าตามมาหลอกหลอน เผ่าลาภพยายามยื่นมือไปหยิบหนังสือเกี่ยวกับเรื่องของดวงดาวซึ่งวางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง รำไพเข้ามาเห็นพอดี รู้ทันทีว่าต้องการอะไร รีบโทร.บอกแพรวาที่เพิ่งเสร็จจากกินอาหารกำลังเดินมาขึ้นรถว่าเผ่าลาภอยากจะดูดาว

“เดี๋ยวให้นายหรั่งพาไปก็ได้ค่ะ จะไปรับเดี๋ยวนี้แหละค่ะแม่” แพรวาวางสายแล้วขึ้นไปนั่งที่เบาะหน้าข้างคนขับ หรั่งสงสัยทำไมไม่ไปนั่งด้านหลัง เธออ้างว่าเบาะหน้าปรับเอนนอนได้มากกว่า แล้วปรับเบาะในท่านั่งที่สบายที่สุด ชายหนุ่มเหลือบมองเธออึดใจหนึ่ง อดยิ้มปลื้มให้กับตัวเองไม่ได้

ooooooo

ไม่รู้ว่าฟ้าเล่นตลกหรือเป็นคราวเคราะห์ของกัมปนาทกันแน่ ให้บังเอิญเหลือเกินที่เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ซึ่งเขานัดไว้ที่คลับหรูคือซูซาน เหยื่อรายใหม่ของธนู หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ ซูซานก็เข้าเรื่องงานทันทีเพราะรู้ข่าวมาว่ากัมปนาทจะเอาจิวเวลรี่มาขายให้พี่สาวของเธอ

“เห็นพี่สาวฉันบอกว่า งานนี้ M.S. ของยูเจอเข้าไปหนักหน่อยเพราะเกลือเป็นหนอน คนในของเธอนั่นแหละเรียกบรรดาพ่อค้าเข้าไปเป่าหู บอกให้ทุกคนนิ่งและรอ ราคาจะถูกลงมากกว่านี้”

“ไม่มีทาง ฉันลดราคาลงมามากกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ ซูซาน”

“บังเอิญคนคนนั้นมีเครดิตน่าเชื่อถือ แล้วยังรับปากว่าจะเอาพลอยมาส่งให้กับมือเองเสียด้วย มันก็เลยพูดยาก เห็นพี่สาวฉันว่าอย่างนั้นนะ...อุ๊ยตาย มายสวีตฮาร์ตของฉันมาด้วยล่ะ” ซูซานว่าแล้วโบกมือไปมาพร้อมกับขยับตัวออกจากเคาน์เตอร์บาร์ กัมปนาทมองตามเพื่อนรัก ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นธนูเดินยิ้มหน้าระรื่นโผกอดซูซานและแลกจูบกันดูดดื่ม เขาหันหน้าหนีทันที เลือดสูบฉีดไปทั่วตัวความคั่งแค้นถาโถมเข้าใส่ ซูซานพาธนูมายังเคาน์เตอร์บาร์โดยยืนอยู่ด้านหลังกัมปนาท แล้วถามคู่รักว่าจะดื่มอะไรดี

“ฟังข่าวดีผมก่อนแล้วค่อยดื่ม ผมลางานมาได้ห้าวัน เราจะไปไหนก็ได้...และอีกข่าวดีหนึ่งก็คือ พลอยเนื้อดีมากมายที่ผมสัญญากับพี่สาวคุณไว้ รับรองไม่เกินอาทิตย์หน้า มันจะมาถึงมือคุณแน่นอน ราคามันถูกเหมือนได้เปล่า เพราะบริษัทเขาจะปิดกิจการ เนื้อดีไม่แพ้ของ M.S. JEWELRY เลย

เรียกว่าดูอย่างไรก็แยกไม่ออกก็แล้วกัน...แต่ตอนนี้ เต้นรำกันก่อนดีกว่า เพลงกำลังมัน” ธนูจับซูซานทั้งโยกทั้งคลึงอยู่ตรงนั้น หัวอกกัมปนาทแทบจะระเบิดตายให้รู้แล้วรู้รอด ซูซานนึกขึ้นได้ยังไม่ได้แนะนำสุดเลิฟให้รู้จักกับเพื่อนรัก

“เดี๋ยวก่อนจ้ะโทนี่ มารู้จักเพื่อนพี่ก่อน เพื่อนรักเพื่อนเลิฟเลยล่ะ ฮิวอี้จ๊ะ หันหน้ามาทางนี้หน่อย มารู้จัก กับโทนี่ ยาหยีของฉัน” สิ้นเสียงซูซาน กัมปนาทค่อยๆหันมาเผชิญหน้ากับธนูช้าๆ “ฮิวอี้เป็นเพื่อนนักเรียนเก่าที่ฝรั่งเศส พลอยของโทนี่เนื้อจะดีเท่าของ M.S.JEWELRYหรือไม่ต้องให้ฮิวอี้เขาพิสูจน์”

“ของโทนี่เนื้อคงจะดีจริง มองตาก็รู้แล้วว่าน่าจะเชี่ยวชาญเรื่องพลอยมากเป็นพิเศษ แต่ต้องระวังจะเป็นพลอยโจรนะ” กัมปนาทแดกดันเสียงสั่น ขณะที่ซูซาน ยิ้มแย้มไม่รู้เรื่องอะไรด้วย...

ในระหว่างที่แพรวาพาเผ่าลาภมาดูดวงดาวบนดาดฟ้าของอาคาร M.S. โดยมีหรั่งคอยดูแลใกล้ชิด กัมปนาทโทร.มาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังด้วยความเคียดแค้น แพรวาต้องขอร้องให้เขาใจเย็นๆก่อน อาจจะไม่ได้มีอะไรเลวร้ายอย่างที่เขาคิดก็ได้ กัมปนาทเล่าเพิ่มเติมทั้งน้ำตาอีกว่าอรทัยคือผู้บงการเรื่องนี้ทั้งหมด

“เธอตั้งใจจะทำลาย M.S. เธอเอาพลอยไปขายทอดตลาดกินกำไรคนเดียว น้องแพรจ๋า เราไว้ใจใครไม่ได้เลยนะ ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะคนของเราเองที่ไม่ดี น้องแพรต้องระวังคนใกล้ตัวให้มากนะรู้ไหม อย่าเชื่อใครง่าย อย่าใจอ่อน แล้ววันหนึ่งหลานอาจะพา M.S.ไปได้ไกลกว่านี้ อารู้ ไม่ว่าวันนั้นอาจะมีโอกาสได้อยู่ดูหรือไม่ก็ตาม” กัมปนาทวางสายทั้งน้ำตานองหน้า ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหน้าคลับหรูแห่งนั้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก...

ด้านแพรวาถ่ายทอดเรื่องราวที่กัมปนาทเล่าให้หรั่งฟังอีกทอดหนึ่ง ยอมรับว่าอรทัยเป็นอย่างที่เขาคาดไว้ไม่มีผิด กัมปนาทยังเตือนเธอว่าอย่าไว้ใจคนใกล้ตัวเป็นอันขาด หรั่งอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาหมายถึงตนเองด้วยหรือเปล่า แพรวาไม่ตอบได้แต่ยืนเครียดอยู่ตรงนั้น

ooooooo

ก้อยมีคิวไปขึ้นคอนเสิร์ตครั้งแรกตอนสายของวันนี้ ทั้งเท่ห์ เช็ง น้าเบิ้มและเจ๊โอ๋ดูจะตื่นเต้นกว่าเจ้าตัวเสียอีก โดยเฉพาะโบ้เร่งให้ทุกคนรีบขึ้นรถแท็กซี่เกรงก้อยจะไปขึ้นเวทีไม่ทัน น้าเบิ้มมัวแต่เสริมหล่อ ออกมาขึ้นรถเป็นคนสุดท้าย และไม่มีที่ว่างให้นั่งถึงกับบ่นอุบว่าจะไปอย่างไร เท่ห์ตะโกนออกมาจากในรถแท็กซี่

“มอเตอร์ไซค์ฉันก็ได้น้าเบิ้ม กุญแจอยู่บนโต๊ะ แน่ะ ไปก่อนนะ”สิ้นเสียงเท่ห์ รถแท็กซี่เคลื่อนออกไป ทันทีที่รถแล่นลับสายตา หรั่งซึ่งยืนหลบมุมอยู่ เดินมาหา น้าเบิ้มที่นั่งยองๆอยู่หน้าบ้าน

“เฮ้ย!...ไอ้หรั่ง มาตั้งแต่เมื่อไหร่ วันนี้ก้อยมันไป โชว์ดนตรี เอ็งรู้หรือเปล่า”

หรั่งพยักหน้าแทนคำตอบ แล้วฝากกล่องของขวัญ ชิ้นหนึ่งให้ก้อยด้วย เขาตั้งใจจะให้รับขวัญในวันที่เธอมองเห็น แต่คิดว่าให้วันนี้จะเหมาะกว่า น้าเบิ้มคะยั้นคะยอให้หรั่งเอาไปให้เองจะได้เห็นกับตาว่าเวลาที่ก้อยอยู่บนเวที สวยงามและมีความสุขขนาดไหน

“ให้ไอ้โบ้มันได้เห็นคนเดียวก็พอแล้ว ฉันไปล่ะ” หรั่งพูดจบ ลุกออกไป...

หลังจากเจอแต่เรื่องเลวร้าย หรั่งทนเห็นบริษัทเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้อีกต่อไป จึงแนะให้แพรวาเปิดเกมตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามกลับไปบ้าง โดยออกหนังสือเวียนให้ทุกคนในบริษัททราบทั่วกันว่า มีคำสั่งห้ามอรทัยเข้ามาเกี่ยวข้องกับทุกๆกิจกรรมของบริษัท และให้ถือว่าเธอและครอบครัวเป็นผู้บ่อนทำลายความมั่นคงของบริษัท เช่นเดียวกับธนูและปีเตอร์ หากผู้ใดพบเห็นบุคคลดังกล่าว รวมทั้งบ่าวไพร่และบริวาร ให้แจ้งโดยตรงที่ รปภ. เพื่อทำการไล่ออกจากพื้นที่ของบริษัททันที คำสั่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป...

ทางฝ่ายอรทัยถึงกับเต้นเป็นเจ้าเข้าเมื่อทราบ คำสั่งนี้ ทนงศักดิ์แนะให้ยกทั้งครอบครัวตามไปอยู่แอลเอ กับตองดีกว่า อรทัยไม่ยอมหนีไปไหนทั้งนั้น ให้เขากับกฤษฎาไปกันสองคน ส่วนเธอจะอยู่สู้ต่อไป

“ให้มันรู้ไปสิว่า ไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างมันจะ เอาชนะคนอย่างฉันได้” อรทัยว่าแล้ว เดินเลี่ยงออกไปโทรศัพท์เล่าให้ตะวันฉายฟังถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และขอเลื่อนการขายบริษัท M.S.Group ออกไปก่อน โทษว่าเป็นเพราะเผ่าลาภคอยหนุนหลัง หรั่งถึงได้กล้าวางก้ามกับเธอ ตะวันฉายทักท้วงว่าเผ่าลาภป่วยอยู่ไม่ใช่หรือ

“ก็เพราะป่วยน่ะสิ ถึงได้โดนไอ้หรั่งมันครอบ มีอย่างที่ไหนพาคนเส้นเลือดแตกไปดูดาวได้ทุกคืน อาว่ามันต้องวางแผนคิดจะฮุบ M.S. อยู่แหงๆเลย ยายแพรเองก็เห็นดีกับมันไปหมดทุกอย่าง เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวต้องได้เสร็จไอ้ลูกครึ่งคนนี้แน่ หลานตะวันนั่นแหละ ไม่น่าทิ้งยายแพรไปก่อนนี่นา”

ตะวันฉายไม่ได้ทิ้ง แค่ลองใจดูเล่นๆไม่คิดว่าแพรวาจะเลิกกับตนเองจริงๆ อรทัยคิดจะยื่นฟ้องต่อศาลให้ชี้ขาดว่าใครควรจะดูแลรับผิดชอบบริษัทในเครือ M.S. ระหว่างตนเองกับแพรวา รับรองว่าตนเองต้องชนะแน่นอนถึงตอนนั้นแล้ว เราสองคนค่อยมาตกลงซื้อขายกิจการกันอีกครั้ง ขอให้ตะวันฉายใจเย็นๆอดทนรอไปก่อน

“ผมน่ะใจเย็นอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่านายทุนผมเขาจะรอได้หรือเปล่าสิครับ”...

ในระหว่างที่อรทัยเตรียมเปิดศึกกับแพรวาและหรั่งอีกรอบหนึ่ง ณ เวทีแสดงดนตรีกลางแจ้ง ก้อยเปิดตัวในฐานะแขกรับเชิญพิเศษของวงดนตรีร็อก ร่วมเล่นกีตาร์กับวงได้มันสะใจ เรียกเสียงกรี๊ดจากคนดูสนั่นหวั่นไหว

ooooooo

แสงเทพนำรูปถ่ายที่มีข้อความข่มขู่มาให้ ตะวันฉายดู พร้อมกับเล่าความเป็นมาเป็นไปว่าเป็น รูปถ่ายเมื่อครั้งตนเองกับเผ่าลาภยังเป็นเพื่อนรักกัน อยู่ส่วนคนที่ยืนข้างชายต่างชาติในรูปคือพี่ชายของเผ่าลาภชื่อเผด็จศึก ซึ่งตกเขาตายด้วยฝีมือของตนเอง ส่วนพวกที่เหลือก็พากันล้มหายตายจากไปหมดแล้ว

“ใครบางคนกำลังคิดจะล้างแค้นอา ซึ่งก็ต้องเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ และก็คงเป็นคนเดียวกันกับที่ขุดเอาเรื่องของอามาแฉกับหนังสือพิมพ์” ตะวันฉายสรุป แสงเทพขบกรามแน่น เริ่มไม่ไว้ใจบารมีขึ้นมาตงิดๆ

“เขาจะรู้เรื่องพวกนี้ด้วยหรือครับ”

เจ้าพ่อธุรกิจมืดก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน หรือบางทีอาจจะเป็นตัวเผ่าลาภเองก็ได้ที่ทำเรื่องนี้ ตะวันฉายหมดข้อสงสัยแล้วว่าทำไมทางนั้นถึงเปลี่ยนใจไม่ยอมขายกิจการของบริษัท M.S. ให้ แสงเทพเห็นมีหนทางเดียวที่จะยุติเรื่องนี้คือต้องจัดการกับเผ่าลาภให้สิ้นซาก...

ค่ำวันเดียวกัน ขณะที่รำไพกำลังบอกกับเผ่าลาภที่นั่งนิ่งอยู่บนรถเข็นว่านิพนธ์ลูกชายผู้ใหญ่เต้จะแต่งงาน ทางนั้นส่งการ์ดเชิญมาให้ มีโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายจากโรงพยาบาลว่า กัมปนาทกินยาตายเมื่อเช้า ทั้งลินจงที่มาเยี่ยมพี่ชาย ทั้งกันทิมาและรำไพต่างช็อกไปตามๆกัน...

แพรวาเองก็ตกใจแทบสิ้นสติเช่นกันเมื่อทราบ ข่าวนี้ หนีขึ้นไปร้องไห้บนดาดฟ้าของอาคาร M.S.เพียง ลำพังท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด สักพัก หรั่งตามขึ้นมาบอกข่าวดีว่าหมอล้างท้องกัมปนาทได้ทัน ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว แม้จะดีใจแต่แพรวายิ้มแทบไม่ออกเพราะยังทำใจไม่ได้กับเรื่องร้ายๆที่ถาโถมเข้าใส่

“มะรืนนี้มีงานแต่งงานลูกชายผู้ใหญ่เต้ที่กาญ– จนบุรี ผู้ใหญ่คนนี้เป็นคนเก่าคนแก่ในพื้นที่ รักใคร่กันดีกับคุณพ่อของคุณ เขาช่วยเราได้มากในเรื่องของกิจการเหมืองผมคิดว่าคุณควรจะไปแทนคุณพ่อ เพื่อที่...”

“พอเถอะ อย่าให้ฉันทำอะไรมากกว่านี้อีกได้ไหม ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะรับอะไรไหวอีกแล้วนะ”

หรั่งปลอบใจว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นในอีกไม่ช้า แพรวาระเบิดอารมณ์ใส่ทันทีว่า พ่อของเธอป่วย เหมือง ไม่มีคนงาน ข้าวสารของลินจงเจ๊ง พลอยก็ขายไม่ได้หนำซ้ำอาฮุยก็มากินยาตาย เขายังมีหน้ามาบอกว่าจะดีขึ้นอีกหรือ หรั่งขอให้เธออดทนเอาไว้ แพรวาทนไม่ไหวอีกแล้ว ใครอยากจะทำอะไรเชิญทำตามสบาย เธอไม่เอาด้วยแล้ว หรั่งผิดหวังในท่าทีของเธอ ต่อว่าต่อขานต่างๆนานา หญิงสาวปล่อยโฮอย่างอัดอั้น

“ฉันเป็นผู้หญิงนะ ฉันไม่ได้กล้าหาญ เข้มแข็ง อย่างนายนี่ นายมันก็เหมือนคุณป๋านั่นแหละ ทำอะไรๆได้ ทุกอย่าง แต่ไม่เคยเข้าใจหัวอกลูกผู้หญิงเลยสักนิด ฉันบอบบาง ฉันต้องการทะนุถนอม ผู้หญิงที่ถูกผู้ชายทิ้งอย่างฉันยังจะให้เข้มแข็งอยู่ได้อย่างไร” แพรวาตัดพ้อน้ำตานองหน้าหรั่งสงสารเธอจับใจ ได้แต่ยืนอึ้ง

“นายเคยคิดบ้างไหมว่าผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างฉันต้องการอะไร...จะบอกให้นะถ้าฉันเป็นผู้ชาย ฉันจะเข้า ไปใกล้ๆผู้หญิงที่กำลังร้องไห้อยู่ตรงหน้า จะยกมือขึ้น ปาดน้ำตาที่กำลังไหลริน จะเอียงไหล่มาให้เธอเอาหน้าซบจะใช้สองแขนค่อยๆโอบเธอไว้แน่นๆ เพื่อให้เธอรู้สึกปลอดภัย จะมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน จะกุมมือเธอไว้ จะยิ้มอย่างให้กำลังใจและจะกระซิบกับเธอว่าจะไม่มีวันปล่อยให้เธอต้องรู้สึกโดดเดี่ยว”

หรั่งค่อยๆเช็ดน้ำตาให้ ดึงมือแพรวามากุมไว้ก่อนจะกระซิบข้างหู “หลับตาสิ แล้วผมจะเป็นทุกอย่างที่คุณอยากให้เป็น จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป จะเป็นกำลังให้คุณตราบสิ้นลมหายใจ” แล้วดึงเธอมากอดไว้แน่น

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"
23 ม.ค. 2563
15:11 น.