ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

แพรวาเอาแต่นั่งเงียบอยู่เบาะหลังรถไม่พูดไม่จา นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างไร้จุดหมายไม่นำพาว่าหรั่งเลี้ยวรถมาจอดที่ริมทะเลแห่งหนึ่ง เธอยังคงนั่งนิ่งไร้ความรู้สึกใดๆ

“คุณไม่พูดอะไรมาเกือบสามชั่วโมงแล้วนะครับ บางทีการได้ยินได้ฟังเสียงของตัวเองบ้างมันก็ช่วยผ่อน คลายความสับสนลงได้เยอะเหมือนกัน” หรั่งเหลือบมองแพรวาทางกระจกส่องหลังด้วยความเป็นห่วง

ในที่สุด แพรวาก็พูดถึงอรจิราเพื่อนสนิทว่ากำลังจะแต่งงานเดือนหน้าแล้วจะไปเที่ยวรอบโลกกับสามีจากนั้นทั้งคู่จะไปเปิดร้านขายของเก่าที่อังกฤษ สิ่งเหล่านี้คือความฝันของอรจิราซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ตอนเด็กๆทุกคนจะพากันโห่ทุกครั้งที่เธอพร่ำเพ้อถึงมัน แต่ทุกอย่างกลายเป็นความจริงอย่างที่เธอฝัน

“ความฝันเป็นสิ่งที่ใครจะมาดูถูกกันไม่ได้”

“ฉันนี่แหละที่สมควรจะโดนดูถูก ฉันไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง จากคนที่เพื่อนๆมั่นใจว่าจะเป็นแบบอย่างของความสำเร็จ มีธุรกิจการงานดี สามีหล่อ เป็นครอบครัวตัวอย่าง มันไม่ได้เป็นอย่างที่ฝันไว้สักนิด”

หรั่งทักว่าทำไมถึงพูดเหมือนคนท้อแท้หมดหวัง เธอไม่ได้ท้อแท้ แต่เสียดายเวลามากกว่า

“ความฝันไม่มีวันหมดเวลา ตราบใดที่เรายังมีความมุ่งมั่น”

หญิงสาวมองหน้าหรั่งอึดใจ แล้วก้าวลงจากรถ พลางถามว่าพาเธอมาที่ไหน เขาไม่ตอบได้ก้าวตามแพรวาเพิ่งสังเกตเห็นว่าเป็นคืนวันเพ็ญ ดวงจันทร์สาดแสงนวลไปทั่วบริเวณหาดทราย มีต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่ริมหาด เธอเดินเข้าไปใกล้มัน รู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก พึมพำว่าตัวเองเคยมาที่นี่ตอนเด็กๆ

พลันภาพในอดีตเมื่อ 17 ปีก่อนผุดขึ้นมาในความทรงจำของแพรวา บ่ายวันนั้นเธอพยายามปีนต้นไม้ต้นนี้ซึ่งยังไม่สูงใหญ่มากนัก แต่ไม่สำเร็จ เด็กชายคนหนึ่งห้อยหัวลงมาจากกิ่งไม้ ด้วยสีหน้าร่าเริง

“ไม่ต้องตกใจ เดี๋ยวข้าจะลงไปดันก้นให้องค์หญิงเอง” เด็กชายพูดจบโดดลงจากต้นไม้จะมาช่วยดันตัวให้แต่เธอเกิดเปลี่ยนใจเลิกเล่นดื้อๆอ้างว่าหมดเวลาแล้ว เด็กชายหน้าเสีย ถามเสียงอ่อยว่าพรุ่งนี้องค์หญิงจะมาอีกหรือเปล่า เธอไม่มาอีกแล้ว พรุ่งนี้คุณป๋าของเธอจะกลับ กรุงเทพฯ เด็กชายพยายามตื๊อจะขอเจอเธออีก

“ไม่เจอแล้ว บอกว่าหมดเวลาแล้วไง ไม่รู้เรื่องหรือ” แพรวาจ้ำพรวดๆไปทางบ้านพักของตัวเอง

“องค์หญิง จงฟังข้า ความฝันไม่มีวันหมดเวลา ตราบใดที่เรายังมีความมุ่งมั่น จำไว้นะ” เด็กชายตะโกนไล่หลัง แล้วหันไปคว้ากิ่งไม้ขึ้นมา ทำประหนึ่งเป็นดาบอัศวินฟาดฟันไปมา พลางประกาศลั่น “ข้าจะใช้ดาบคู่ใจสังหารเหล่าร้ายให้สิ้นซาก จะไม่ยอมให้ปีศาจตัวใดมาพรากองค์หญิงไปจากข้าได้ ไม่ว่าองค์หญิงจะอยู่ที่ไหน ข้าจะตามไปเคียงข้างอยู่ใกล้ๆเป็นอมตะตลอดกาลนิรันดรจำเอาไว้”

ooooooo

แพรวานึกถึงความหลังครั้งนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ ทรุดตัวลงนั่งริมหาด ก่อนจะหันไปถามหรั่งซึ่งหย่อนตัวลงนั่งข้างๆว่ารู้หรือไม่ว่าผู้ชายคนแรกที่เธอสนิทด้วยคือใคร ถ้าไม่นับคุณป๋ากับญาติพี่น้องของเธอ หรั่งส่ายหน้า

“ใครๆมักจะคิดว่าพี่ตะวันฉายคือผู้ชายคนแรกที่ฉันสนิทด้วย ตอนแรกฉันก็คิดว่าใช่ แล้วอยู่ๆฉันก็เพิ่งนึกถึงใครอีกคนหนึ่งขึ้นมาได้เดี๋ยวนี้เอง เขาเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่เป็นเด็กชายคนแรกที่ฉันได้ใกล้ชิดด้วย เขาโผล่ขึ้นมาในวันที่ฉันไม่มีเพื่อนเล่น มันเป็นวันที่คุณป๋ากับใครๆมีเรื่องวุ่นวายกันอยู่ จากนั้นเขาก็ตามฉันไปทุกที่แปลก...อยู่ๆฉันก็นึกถึงเขาขึ้นมาได้หลังจากที่เขาหายไปจากความทรงจำของฉันเกือบ 20 ปี เขาเรียกฉันว่าองค์หญิงทุกคำเลย คงนึกว่าตัวเองเป็นเจ้าชายล่ะสิ” แพรวาจ้องหรั่งราวกับจะให้ทะลุถึงหัวใจ

“อาจจะแค่ทหารเอกก็ได้”

“เขาสอนให้ฉันปีนต้นไม้ต้นนั้น ฉันเพิ่งนึกออกเดี๋ยวนี้เองว่าฉันเต้นรำบนดวงจันทร์เป็นเพราะใคร” แพรวาว่าแล้วขุดทรายเป็นหลุมกว้างพอประมาณ น้ำทะเลเอ่อล้นขึ้นมาทันที ปรากฏเงาของดวงจันทร์สะท้อนอยู่ในนั้น

“ทหารเอกของฉัน จะเต้นรำบนดวงจันทร์กับองค์หญิงของนายสักเพลงได้หรือไม่” แพรวายื่นมือให้หรั่งจับ เขาสัมผัสมือนั้นราวกับต้องมนต์สะกด ทั้งคู่เต้นรำบนเงาสะท้อนของดวงจันทร์ในแอ่งน้ำนั่นอย่างสนุกสนาน ไม่นานนัก มีเมฆดำเคลื่อนมาบดบังดวงจันทร์สวยจนมืดมิด ทั้งสองหยุดเต้นรำ แหงนมองท้องฟ้ารอเวลาให้ดวงจันทร์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง...

ขณะที่แพรวากำลังรื้อฟื้นความทรงจำสมัยยังเด็กอยู่กับทหารเอกของเธอ น้ายมหนึ่งในเจ้าของที่ดินหลังเขาติดกับเหมือง M.S. ยกพวกมาเอาเรื่องชาติชายถึงบ้านพัก เนื่องจากเข้าไปขุดดินในที่ดินของตนทั้งๆที่ ยังไม่ทันจะจ่ายเงิน ชาติชายพยายามอธิบายว่าเป็นการเข้าใจผิด อีกสองถึงสามวันจะเอาเงินไปจ่ายค่าที่ดินให้้

“ไม่ขายแล้วเว้ย ถ้าอยากได้จริงๆก็ต้องจ่ายเพิ่มมาอีกสองเท่า เราถึงจะขายให้ เอาหรือไม่เอาล่ะ” น้ายมตวาดลั่น ชาติชายถึงกับอึ้ง...

ทางด้านแสงเทพหัวเราะร่วนเมื่อรู้ข่าวว่าน้ายมมีปัญหากับเหมือง M.S. กำชับให้นายปื๊ดโทร.บอกคนของเราด้วยว่าทำได้ดีมาก ให้ยุยงพวกชาวบ้านไปเรื่อยๆให้จงเกลียดจงชังพวกที่เหมืองมากขึ้นไปอีก และอย่าลืมคอยเอาใจน้ายมไว้บ้างเผื่อแกจะลดราคาที่ดินให้ทางเราเป็นพิเศษ ตะวันฉายชมเปาะว่าแสงเทพเหนือชั้นมาก โจมตีศัตรูทุกทางเพื่อไม่ให้โงหัวได้

“ในสนามรบมันต้องเอากันให้ตายไปข้างหนึ่ง โอกาสเปิดเมื่อไหร่ต้องอัดให้หนัก กลัวๆกล้าๆก็ไม่ได้อะไร”

“คนเขาป่วยจะตายมิตายแหล่ ยังทำกับเขาได้ลงคออีกนะคุณอา”

แสงเทพแค่จะช่วยเผ่าลาภให้ขึ้นสวรรค์ไปเร็วๆได้บุญอีกต่างหาก ตะวันฉายอยากให้เขาช่วยทำบุญกับบารมี มหาโชคตั้งศิริอีกคนหนึ่งจะได้ไหม คนคนนี้ไว้ใจได้ มีความจงรักภักดีเป็นเยี่ยม ตอนนี้เขาไม่มีที่ไป

“เขายินดีทำทุกอย่างเพื่อให้พี่ชายล่มจม ผมว่าน่าจะเหมาะสมกับอารมณ์แค้นของคุณอาได้ดี”...

ระหว่างที่บารมีไปเข้าพวกกับศัตรูของพี่ชายตัวเอง แพรวายังคงยืนรอให้เมฆทะมึนเคลื่อนผ่านดวงจันทร์อยู่ริมทะเล พอละสายตามามองคู่เต้นรำ ถึงได้เห็นว่าเขาจ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว ถามว่ายังอึ้งไม่หายใช่ไหมว่าเด็กหญิงคนนั้นจะเป็นเธอ ผู้ชายก็เป็นแบบนี้เองจดจำอะไรๆไม่ได้เท่ากับผู้หญิง หรั่งแกล้งถามว่าจริงหรือ

“จริง...ก็ดูนายสิ นายยังไม่รู้เลยว่าเด็กคนนั้นคือฉันเอง ถ้าฉันไม่เป็นคนนึกขึ้นได้ก่อนล่ะก็นายจะไม่มีทางรู้เลย เหมือนพี่ตะวัน เขาไม่เคยจำได้เลยว่าสี่ปีที่ผ่านมา ฉันทำอะไรให้เขาบ้าง ฉันเคยนับดูนะว่ามีกี่วันกันที่ฉันไม่คิดถึงเขา...ไม่มีเลยสักวันในสามปีแรก เพิ่งจะมาปีนี้เองที่อะไรๆมันชักจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่ความผิดของพี่ตะวันหรอก มันคงถึงเวลาที่เราต้องแยกจากกันจริงๆ แต่ก็คงอีกนานล่ะกว่าที่ฉันจะทำใจได้กับการไม่มีใคร”

พูดได้แค่นั้น แพรวาก็ร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง หรั่ง มองด้วยความสงสาร อยากจะเข้าไปกอดปลอบใจแต่ไม่กล้า ในที่สุดเธอก็ระงับความเศร้าได้ พยายามฝืนยิ้ม

“เอาล่ะ ฉันไม่ร้องไห้แล้ว นายเล่าให้ฉันฟังดีกว่าว่าตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็ก ตอนนั้นนายไปทำอะไรมาบ้างเคยนึกถึงฉันบ้างไหม หรือคิดบ้างไหมว่าวันหนึ่งเราจะได้มาเจอกันอีก เล่ามาให้หมดเลยฉันอยากฟัง” แพรวาพูดจบกลับไปขึ้นรถ หรั่งค่อยๆเดินตาม พอมาถึงรถกลับพบว่าเธอหลับไปแล้ว จึงถอดเสื้อสูทของตัวเองคลุมให้

ooooooo

คนงานที่อรทัยจ้างให้ป่วนเหมืองตามมาทวงเงินค่าจ้างถึงบ้านแต่เช้าตรู่ เจ้าของบ้านไม่พอใจมากออกมาไล่ตะเพิดให้กลับไปให้หมด พวกนั้นขู่ถ้าไม่จ่ายเงินจะเอาเรื่อง ทนงศักดิ์ขอร้องให้ใจเย็นๆกันก่อน คนงานไม่ใจเย็นด้วย สั่งให้รีบจ่ายเงินมา

“เอ้า...จ่ายๆไปเสียจะได้จบ” อรทัยสั่งทนงศักดิ์เสร็จเดินเข้าบ้านไม่ทันสังเกตเห็นแก้มยืนดูเหตุการณ์โดยตลอด จากนั้นอรทัยเดินไปโทรศัพท์หาเก๋ เลขาฯ หน้าห้องของตัวเอง สั่งให้เตรียมเอกสารสำหรับขอวีซ่า เธอจะพาตองไป แอล.เอ. เก๋ไม่ทำให้ อ้างว่าอรทัยถูกปลดจากตำแหน่งแล้ว ตนไม่มีหน้าที่ต้องรับใช้อะไรเธออีก สร้างความขุ่นเคืองให้อรทัยเป็นอย่างมาก...

ทางด้านแก้มเห็นสถานการณ์ที่เหมืองไม่สู้ดีนัก จึงบอกตองว่าจะไปช่วยชาติชายที่นั่น ตอบแทนที่เขาดีกับเธอมาตลอด ตองถามว่าแน่ใจหรือว่าจะช่วยได้ รอบๆ เหมืองมีแต่นักเลงทั้งนั้น

“ไม่เห็นกลัว โธ่...นี่ใครๆ” แก้มโม้จบ เบ่งกล้ามที่ไม่ค่อยจะมีให้ตองดู...

ขณะที่แก้มตัดสินใจจะเดินทางไปเหมือง M.S. กัมปนาทตอบแทนความดีของธนูอย่างที่เคยรับปากไว้ โดยตกลงใจจะส่งเสียให้เขาไปเรียนคอร์สสั้นๆตามที่ต้องการที่กรุงปารีส แต่จะไม่ปล่อยให้เขาไปโดดเดี่ยวคนเดียว กัมปนาทจะไปใช้ชีวิตกับเขาที่นั่นด้วย ธนูถึงกับอึ้ง กัมปนาทแปลกใจที่เห็นเขานิ่งไป ถามว่าไม่ดีใจหรือ

“ดีใจมากครับ แต่ว่า...ผมคงต้องทิ้งแม่ผมไปนาน”

“ฉันเข้าใจ ที่จริงฉันกักตัวเธอไว้นานแล้วเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นฉันจะให้เธอลาพักร้อนได้หนึ่งอาทิตย์ไปเยี่ยมแม่เธอ ไปบอกให้แม่รู้ว่าเธอโชคดีขนาดไหนที่มีฉัน” กัมปนาทมองธนูด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความรัก...

ในเวลาเดียวกัน ที่ชุมชนจานเดี่ยว ขณะที่ก้อยเล่นกีตาร์คลอตามมิวสิกวีดิโอเพลงร็อกในทีวี โดยมีโบ้ลุกขึ้นเต้นและร้องตามอย่างเมามันอยู่ใกล้ๆ น้าเบิ้มเข้ามาทักท้วงว่าซ้อมดนตรีกันยันสว่างไม่คิดจะหลับจะนอนกันบ้างเลยหรือ ก้อยต่อว่าโบ้ว่าเช้าแล้วทำไมไม่บอกกันบ้าง เขาอ้างว่าไม่อยากขัดเพราะเห็นเธอกำลังมัน

“ข้าว่าเอ็งนั่นแหละมันกว่าก้อยหลายร้อยเท่า กีตาร์ก็ไม่ได้เล่นดันออกท่าเต้นซะกระจายขนาดนั้น จะบอกให้นะก้อย ตั้งแต่เห็นมันมา ข้าเพิ่งเห็นมันกระโดดโลดเต้นสุดๆก็วันนี้แหละ ดีใจที่ไอ้หรั่งมันไม่มาหรือไง”

“ให้กำลังใจก้อย...น่ะพ่อ ไปอาบน้ำดีกว่าเดี๋ยวสายๆ ฉันพาก้อยไปห้องซ้อมนะ” โบ้ลุกออกไปแบบเขินๆ...

หลังกลับจากทะเล แพรวายังไม่ยอมเข้าบ้านขอให้หรั่งพาไปเยี่ยมพ่อของเธอที่โรงพยาบาลก่อน เมื่อเธอไปถึงที่นั่นก็พบว่าท่านย้ายออกจากห้องไอซียูไปอยู่ห้องพักฟื้นผู้ป่วยแล้ว เนื่องจากหมอเห็นว่าเขาเริ่มขยับตัวได้บ้าง และผลเอกซเรย์สมองก็ดีขึ้น แพรวาดีใจมากปราดเข้าไปยืนข้างเตียงของพ่อ

“น้องแพรมาแล้วค่ะ คุณป๋าเป็นอย่างไรบ้างคะ”

รำไพเรียกลูกให้เข้ามาถามท่านใกล้ๆ แพรวาก้มลงไปที่ข้างหูพ่อ ถามว่าได้ยินเธอพูดไหม รำไพเตือนให้เขากะพริบตาให้ลูกดูด้วยจะได้รู้ว่าเขาได้ยิน เผ่าลาภกะพริบตาสองครั้งติดกัน แพรวาดีใจ โผกอดพ่อไว้แน่น

“คุณป๋ากำลังจะหายแล้ว คุณป๋าต้องหายแน่ๆใช่ไหมคะคุณหมอ”

หมอได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้ แต่ดูอาการรวมๆแล้วดีขึ้นเป็นลำดับ ขอให้แพรวาใจเย็นๆ อดทนหน่อยก็แล้วกัน แล้วขอตัวไปดูคนไข้คนอื่น ทันทีที่หมอลับสายตา รำไพหันไปตำหนิลูกสาวว่าหายไปไหนมา เธอพยายามตามหาตัวทั้งคืน แพรวาไประลึกถึงความหลังมาและก็โยนบางสิ่งบางอย่างออกไปจากชีวิต แล้วก้มลงไปบอกพ่ออีกครั้งว่า เธอพร้อมจะดูแลกิจการทุกอย่างของ M.S. แทนท่านจนกว่าจะมีคนที่เหมาะสมจริงๆ เข้ามารับหน้าที่นี้

“ก็ลูกนั่นแหละจะมีใคร” รำไพทักท้วง

“ไม่ค่ะ น้องแพรจะไม่มีวันทำงานหนักเพีื่อรอวันล้มอย่างคุณป๋า ต้องมีคนที่เหมาะสมกว่า เก่งกว่าและดีกว่าน้องแพรมารับหน้าที่นี้สักวันหนึ่ง น้องแพรจะรอคนคนนั้น” แพรวาสีหน้ามุ่งมั่น...

หรั่งใช้เวลาว่างระหว่างรอแพรวาขึ้นไปเยี่ยมเผ่าลาภ เดินไปโทรศัพท์ที่ตู้สาธารณะใกล้ๆที่จอดรถของโรงพยาบาล ถามโบ้ว่าก้อยเป็นอย่างไรบ้าง เขาต่อว่ายกใหญ่ที่หรั่งหายไปทั้งคืน ปล่อยให้เธอรออยู่จนดึกดื่น จะไม่มารับทำไมไม่โทร.บอก หรั่งอ้างว่าแบตฯมือถือหมด ตอนนี้ต้องโทร.จากตู้โทรศัพท์สาธารณะ

“แล้วทำไมเมื่อวานมึงไม่โทร.ตู้...มึงบอกมาสิมึงอยู่ที่ไหนทั้งคืน”

“มึงไม่ต้องรู้เรื่องของกูทุกเรื่องได้ไหม” หรั่งเริ่มหงุดหงิด พลางชำเลืองมองแพรวาซึ่งกำลังบ่ายหน้ามาทางที่จอดรถ โบ้ตำหนิหรั่งว่าทำแบบนี้เท่ากับทิ้งก้อย หรั่งชักโมโห

“แล้วดีไหมล่ะ มึงจะได้ดูแลก้อยต่อไง ชอบอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ชอบก็เอาไปเลยกูยกให้ บอกก้อยด้วยแล้วกันว่ากูขอโทษ งานกูยุ่ง เท่านี้แหละ” หรั่งตัดบทวางสายทันที ขณะที่โบ้ได้แต่ส่ายหน้า เดินไปขึ้นรถกระบะที่ก้อยนั่งรออยู่ เพื่อเดินทางไปห้องซ้อมดนตรีร่วมกับนักดนตรีวงร็อกที่เจอกันคราวก่อน

ooooooo

พนักงานของบริษัท M.S. ไม่เป็นอันทำอะไรมัวแต่จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่แพรวาหายไปกับหรั่งทั้งคืนกันอย่างสนุกปาก กันทิมามาทันได้ยินก็เอ็ดลั่นว่าสุมหัวนินทาอะไรกันอยู่ พนักงานวงแตกทันที

“ถ้าไม่รู้อะไรจริงๆก็ไม่ควรจะพูดไป คนดีๆเขาจะเสียหายกันไปหมด แล้วคนดีๆพวกนั้นก็ไม่ใช่ใคร เจ้านายของพวกเธอนี่แหละ อย่าลืมนะว่าคำสั่งไล่ออก มันสั่งง่ายมาก แล้วก็สั่งไล่ได้วันละหลายๆคนด้วย”พวกพนักงานพากันก้มหน้าไม่กล้าสบตาด้วย...

อีกมุมหนึ่งของบริษัท กัมปนาทสั่งให้พนักงานฝ่ายบุคคลบรรจุธนูเป็นพนักงานใหม่ของบริษัทและให้ทำประวัติย้อนหลังด้วยว่าเขาเป็นเลขาฯส่วนตัวของตนเองมาสามปีแล้ว อัตราเงินเดือนๆละ 50,000 บาท และให้เอาเอกสารทั้งหมดยื่นขอวิีซ่าไปประเทศฝรั่งเศสให้ด้วย...

ขณะที่กัมปนาททำทุกอย่างตามที่สัญญาไว้กับธนู แต่ฝ่ายหลังกลับใช้เวลาพักร้อนที่เขาให้ไปเยี่ยมแม่โทร.นัดซูซาน ครูสอนเต้นรำที่เจอกันในบาร์หรูครั้งก่อน

“เจ้านายเขาใจดี ให้ผมลาพักร้อนได้อาทิตย์หนึ่งครับ ก็เลยรีบมาเลย มารถตู้ครับ แล้วเจอกันนะครับ อ๋อ นี่เบอร์ใหม่ของผมครับ สวัสดีครับ คุณซูซาน” ธนูบันทึกชื่อซูซานลงในมือถือเครื่องใหม่ แล้วเดินไปขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ใกล้ๆ ช่างบังเอิญเหลือเกินที่เบาะด้านหลังสุดของรถตู้คันนั้น แก้มนั่งอยู่ก่อนแล้ว...

ในเวลาต่อมา หรั่งขับรถพาแพรวามาจอดหน้าบ้านมหาโชคตั้งศิริ เธอบอกให้เขากลับบ้านไปอาบน้ำอาบท่า พักผ่อนเสียบ้าง อยู่กับเธอมาทั้งคืนแล้ว

“เดี๋ยวผมจะรีบมารับคุณเข้าออฟฟิศนะครับ”

“ไม่ต้องรีบก็ได้ ให้ฉันได้อยู่นิ่งๆ สักพักเถอะ” แพรวาว่าแล้วถอดเสื้อสูทของเขาที่คลุมไหล่อยู่คืนให้ “ขอบใจนะ...ขอบใจสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าเพิ่งทิ้งฉันไปอีกคนล่ะ”

หรั่งให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเธอไปไหน แล้วเดินไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ตัวเองขับออกไป ระหว่างขี่รถมาตามถนน เขายกเสื้อสูทของตัวเองขึ้นมาดมกลิ่นกายของแพรวาที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้าก่อนจะยิ้มมีความสุข...

ด้านแพรวาเดินเข้าไปในห้องโถงอย่างอ่อนแรง ทรุดตัวลงนั่งที่เปียโน ไล่นิ้วไปบนคีย์ของมัน พยายามปลดปล่อยความท้อแท้ไปกับเสียงเพลงที่กำลังบรรเลง...

ทันทีที่กลับถึงบ้าน หรั่งนำรูปของแพรวาที่ยังหลงเหลือจากไฟไหม้มาติดบนแผ่นไม้ แล้วชักรอกขึ้นไปไว้บนเพดานแบบเดียวกับที่เคยทำที่บ้านเช่าในชุมชนจานเดี่ยว แล้วหยิบสมุดบันทึกมาเขียน

“ในที่สุด เธอก็จำเราได้ องค์หญิงตัวน้อยของฉัน”

ooooooo

ที่โรงเจียระไนพลอยภายในเหมือง M.S. ผ่องบ่นให้ชาติชายที่นั่งเจียระไนพลอยอย่างขะมักเขม้นฟังว่า เรามีกันแค่สองเองจะทำงานไหวหรือ ไหนจะเหมืองทั้งเหมือง ไหนจะรีสอร์ต อีกทั้งยังมีสนามกอล์ฟอีก

“ใจเย็นๆ” ชาติชายปลอบ

ผ่องว่าประชดว่าใจเย็นไม่ได้ช่วยให้งานเสร็จต้องใช้เงินอย่างเดียวเท่านั้น มีเงินเราก็จ้างคนงานใหม่ได้ คนงานมากสนามกอล์ฟก็เสร็จเร็ว ถ้ามีเงินจ่ายค่าที่ดินให้เจ้าของที่ เราก็เข้าไปขุดพลอยได้ ไม่อย่างนั้นมีหวังได้นั่งฟังละครที่เจ้านายเกลียดทั้งวันทั้งคืนแน่ พลันมีเสียงมาจากด้านหลังว่าเปลี่ยนเป็นฟังเพลงแทนที่ได้ไหม

ชาติชายหันขวับไปมอง ต้องแปลกใจที่เห็นแก้มยืนยิ้มหน้าเป็นอยู่ เขาไม่รอช้าปราดเข้าไปดึงเธอออกมานอกโรงเจียระไน พลางกดโทรศัพท์มือถือไปด้วยปากก็ต่อว่าว่าเป็นเด็กผู้หญิงนั่งรถมาเหมืองคนเดียวได้อย่างไร มันไม่ปลอดภัย

“ผมเป็นทอมไงครับ อากู๋บอกเอง เห็นมาแต่ไกลดูอย่างไรก็ดูออก...นั่นอากู๋โทร.หาใครน่ะ”

“หลานฉันน่ะสิ” ชาติชายเสียงเขียว

“อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องโทร.หรอก” แก้มว่าแล้วยื่นมือถือของตัวเองให้ ชาติชายต่อว่าหลานสาวของเขาเป็นชุดจนเธอต้องขอร้องว่าอย่าเพิ่งโมโห เธอจำเป็นต้องฝากแก้มไว้กับเขา เพราะต้องไปเรียนซัมเมอร์ที่แอลเอ

“ยายแก้มของเรานี่เป็นอะไรกันแน่ เป็นสิ่งของหรือสัตว์เลี้ยง พอเจ้าของไม่อยู่ทีก็ต้องเที่ยวไปฝากคนโน้นคนนี้ทีอย่างนั้นหรือ ยายตองบอกให้แฟนเรากลับกรุงเทพฯเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้น กู๋จะเล่าเรื่องของเราทั้งหมดให้ป๊ากับม้าเราฟังเดี๋ยวนี้แหละ” ชาติชายขู่ฟ่อ แต่ต้องหยุดกึกเมื่อแก้มพูดขึ้นว่า

“งั้นแก้มก็จะไม่บอกอากู๋ว่านายแสงเทพเขามีแผนการอย่างไรบ้าง”

“อากู๋สงสารแก้มเถอะนะ แก้มเขาไม่มีใคร แล้วเขาก็เป็นห่วงอากู๋จริงๆนะ...ตองต้องไปแล้ว ม้ามาตามแล้ว ขอให้ความลับยังเป็นความลับเหมือนเดิมนะอากู๋...โอเคไหม” เสียงตองอ้อนวอนดังมาจากมือถือ

“แม่แก้มสนิทเป็นพิเศษกับนายแสงเทพ อากู๋ก็รู้ไม่ใช่หรือ ตอนนี้แม่แก้มไปเมืองนอก กลับมาเมื่อไหร่แก้มจะแอบถามแม่ให้ แลกกับการให้แก้มอยู่ที่นี่ แถมช่วยอากู๋ทำงานได้อีก คุ้มจะตาย” แก้มยิ้มอย่างถือไพ่เหนือกว่าแล้วดึงมือถือไปจากชาติชายที่ได้แต่ยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก “ตอง...เขาโอเคว่ะ”...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ขณะที่บารมีซึ่งติดสอยห้อยตามแสงเทพมาที่บ่อนการพนัน ฆ่าเวลาด้วยการเล่นการพนัน เจ้านายใหม่ของเขากำลังนั่งคุยอยู่กับตะวันฉายอยู่ในห้องด้านหลังบ่อน โดยมีสาวสวยคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง เขาติงตะวันฉายว่าไม่ควรมาสถานที่แบบนี้เพราะเรากำลังทำงานใหญ่กันอยู่ บ่อนเล็กๆอาจทำให้เสียภาพพจน์ได้

“แต่ถ้าหลานชายรักจะเล่นทางนี้ เราไปกันที่รีสอร์ตกลางป่าของอาดีกว่า สะดวกและปลอดภัย”

“ถ้าอย่างนั้นเอาไว้ไปฉลองสัมปทานของคุณอาก็แล้วกันครับ คุณพ่อฝากบอกมาว่าถ้าไม่มีชาวบ้านลุกขึ้นมาคัดค้าน อีกไม่นาน ครม.อนุมัติให้แน่ๆ”

“แจ๋ว...บอกคุณพ่อว่าอาจะสร้างรีสอร์ตกลางป่าอีกสองหลังอยู่ข้างๆของอา แล้วยกให้เป็นของคุณพ่อหลานฟรีๆเลยดีไหม”

ตะวันฉายสงสัยว่าป่าที่แสงเทพว่าอยู่ที่ไหน เขาคุยโวว่าระดับเขาแล้ว ป่าธรรมดาๆชิดซ้าย มันต้องป่าสงวนเท่านั้น วิวทิวทัศน์ดีกว่าป่าธรรมดามากมายนัก แล้วพากันหัวเราะชอบใจ

ooooooo

บ่ายวันเดียวกัน แพรวาเชิญกัมปนาท ลินจง กันทิมาและปีเตอร์มาหารือกันที่ห้องประชุมของบริษัท โดยมีหรั่งนั่งฟังอยู่ด้วย ปีเตอร์แจ้งว่าพรรคพวกวงในของตนส่งข่าวมาว่า มีแนวโน้มที่ ครม.จะอนุมัติสัมปทานให้กับบริษัทเทพทอแสงภายในเดือนหน้านี้ กัมปนาททักท้วงว่าประทานบัตรต่างหาก

“สัมปทานครับไม่ใช่ประทานบัตรเพราะเขาไม่ได้ขอทำเหมืองพลอย แต่ขอทำเหมืองทองคำ”
กัมปนาทถึงกับร้องเอะอะ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าที่ดินตรงนั้นมีทองคำอยู่ด้วย ปีเตอร์ยืนยันจากการสำรวจมีแนวโน้มสูงว่าน่าจะมีทั้งสายแร่ทองคำและแร่ควอตซ์

“เฮียตงรู้มานานแล้ว เขาถึงอยากได้ที่ผืนนี้ไว้ ไม่ใช่เพื่อขุดทองนะ แต่เพื่อกันไม่ให้เทพทอแสงเข้าไปทำความเสียหายให้กับชาวบ้านมากไปกว่านี้” ลินจงอธิบาย แพรวางง ใครกันคือเทพทอแสง ได้ความว่าเป็น บริษัทของแสงเทพ เทวฤทธิ์ คู่แข่งทางการค้าของบริษัทเรา หรั่งตั้งข้อสังเกตว่าแสงเทพคนนี้อาจอยู่เบื้องหลังการยุแหย่ชาวบ้านให้มีปัญหากับทางเรา แพรวาอยากรู้ว่าถ้าเราซื้อที่ดินผืนนั้นไม่ได้จะมีผลเสียอย่างไรบ้าง

“เราก็จะไม่มีพลอยดิบมาผลิตเป็นจิวเวลรี่ แต่ถ้าเราซื้อพลอยดิบจากแหล่งอื่น ราคาก็จะแพงกว่าเราขุดจากเหมืองของเราเอง ต้นทุนของจิวเวลรี่ต่อชิ้นก็จะสูงขึ้น ลูกค้าอาจไม่สู้ราคา แต่ปัญหาใหญ่ในตอนนี้ก็คือ เราไม่มีพลอยดิบเพียงพอสำหรับออเดอร์จำนวนมากจากกลุ่มลูกค้าที่สหรัฐอเมริกา” ปีเตอร์ร่ายยาว

กันทิมาเสริมว่าเราไม่มีเงินเก็บพอจะกว้านซื้อที่ดินผืนนั้นหรือนำเข้าพลอยจากที่อื่นได้ หรั่งแนะให้เอาเงินจากโรงสีข้าวมาใช้ก่อน ลินจงไม่มีเงินให้ เพราะเอาไประดมสั่งข้าวสารส่งออกหมดแล้ว ต้องรออีกสี่เดือนเป็นอย่างน้อยกว่าเรือบรรทุกข้าวของเราจะถึงมือลูกค้าครบตามคำสั่งซื้อจึงจะมีเงินเข้ามา แพรวาเสนอให้เลื่อนการส่งจิวเวลรี่ออกไปก่อน ปีเตอร์คัดค้านขืนทำอย่างนั้นจะเสียชื่อเสียงมาก และจะไม่มีใครสั่งสินค้าจากเราอีก

“แล้วเราต้องทำอย่างไรล่ะคะ” แพรวามืดแปดด้าน

“เอาจิวเวลรี่ในสต๊อกทั้งหมดของเราขอแลกพลอยดิบกับพ่อค้าพลอยหรือไม่ก็ขายร้านย่อยทั่วไปเช่นแถวถนนข้าวสาร ถ้าเราขายถูกก็จะได้เงินเร็ว”
กัมปนาทบ่นอุบว่าแบบนี้จะทำให้เสียภาพลักษณ์ของบริษัท ปีเตอร์ให้เลือกเอาระหว่างเสียหน้ากับล้มละลาย แพรวาหันไปมองหรั่งเป็นทำนองขอความเห็น เขาเห็นด้วย กับปีเตอร์ และคิดว่าถ้าเผ่าลาภอยู่ก็คงจะใช้วิธีนี้เช่นกัน แพรวาตัดสินใจจะใช้วิธีนี้แก้ปัญหา ถ้าไม่มีใครคัดค้านจะถือว่าทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน...

หลังออกจากห้องประชุมได้ไม่นาน กันทิมาได้รับโทรศัพท์จากบารมีว่าตอนนี้อยู่ที่คอนโดฯที่พัก ให้เธอรีบกลับมาหาได้ไหม กันทิมาขอเวลาสี่สิบนาที

“น่าเสียดายที่ผมอยู่รอไม่ได้ ผมวางเงินไว้ให้คุณสองแสนนะ อยากได้อะไรก็ซื้อเลยแล้วผมจะมาหาคุณอีกทันทีที่ผมมีเวลา อย่าเพิ่งหนีไปนอกใจผมก่อนนะจ๊ะที่รัก อ้อ ผมเห็นหนังสือเกี่ยวกับเด็กอ่อนวางเต็มห้องไปหมด อย่าบอกนะว่าคิดจะเปิดเนิร์สเซอรี่เพราะผมไม่ชอบเด็ก” บารมีวางสาย ขณะที่กันทิมาน้อยใจน้ำตาคลอเบ้า...

ทางด้านกัมปนาทติดต่อธนูไม่ได้ จึงฝากข้อความให้รีบกลับมาหาเขาด่วน เขาจำเป็นต้องพึ่งธนูเกี่ยวกับเรื่องการขายพลอย เพราะไม่ไว้ใจคนที่นี่ ถ้าธนูว่างช่วยโทร.กลับมาด้วย...

ขณะที่แพรวาตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อความอยู่รอดของบริษัท ที่เหมืองก็มีเรื่องวุ่นๆไม่หยุดหย่อน แก้มอาสาจะมาช่วยงานแต่กลับกลายเป็นสร้างปัญหาให้ เนื่องจากไม่เชื่อฟังที่ชาติชายสั่งให้อยู่คุมสวิตช์ปิดเปิดน้ำข้างบน แอบตามเขากับผ่องลงไปบริเวณฉีดล้างพลอยด้านล่าง เกิดก้าวพลาดร่วงจากบันได

ooooooo

ในระหว่างที่เท่ห์ เช็ง น้าเบิ้ม รวมทั้งเจ๊โอ๋และชาวชุมชนจานเดี่ยวกำลังรวมตัวกันอยู่ที่ศาลารวมใจเพื่อฝึกอาชีพนำของเหลือใช้มาประดิษฐ์เป็นสิ่งของต่างๆโดยมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาชุมชนมาช่วยสอนวิธีทำให้

โบ้คอยดูแลจัดอาหารเย็นให้ก้อยกินอยู่ที่บ้านตัวเอง เขาอดแปลกใจไม่ได้ ทำไมก้อยถึงต้องอธิษฐานก่อนจะกินอาหารทุกมื้อด้วย เธออ้างว่ากันไม่ให้ตัวเองเผลอคิดว่าเป็นคนปกติเหมือนคนอื่น โบ้ไม่เห็นก้อยจะแตกต่างจากคนอื่นๆตรงไหน เธอเถียงคอเป็นเอ็นว่าไม่จริง เพราะไม่มีใครเป็นอย่างเธอ ตาบอดตั้งแต่เล็กๆ พ่อแม่ตายหมด มีพ่อเลี้ยงก็คิดจะทำมิดีมิร้าย ต้องหนีตายกระเซอะกระเซิง จะปกติได้อย่างไร

“แต่ก้อยก็รอดมาได้”

“รอดมาได้แต่สุดท้ายก็ต้องอยู่ตัวคนเดียวไม่มีใครสักคน” น้ำเสียงของก้อยเต็มไปด้วยความน้อยใจ

“ถ้าอย่างนั้นพี่โบ้ก็ต้องอธิษฐานบ้างแล้วล่ะ เพราะพี่ก็ไม่มีใครเหมือนก้อยนั่นแหละ จริงๆแล้วพี่เป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง เก็บมาจากไหนก็ไม่รู้ หน้าพ่อหน้าแม่ พี่ก็ไม่เคยเห็น”

“อ้าวแล้วน้าเบิ้มล่ะ”

“นั่นแหละ เขาเป็นคนเก็บพี่มาเลี้ยง เขาไม่ยอมบอกให้พี่รู้ คงกลัวพี่จะเสียใจ พี่ก็เลยทำให้เขาสบายใจด้วยการทำเป็นไม่รู้ เห็นไหมพี่ก็ไม่มีใครเหมือนก้อยเปี๊ยบเลย”

ก้อยหาว่าโบ้โม้ได้เก่งมาก ถ้าเป็นแบบนี้เขาต้องเล่านิทานแข่งกับหรั่งได้สบาย เขาออกตัวว่าคงเล่าสู้หรั่งไม่ได้ เนื่องจากแต่งเรื่องเจ้าหญิงเจ้าชายไม่เป็น ก้อยแนะให้ฝันเอา นิทานเป็นโลกของความฝัน ดังนั้นในฝันเราจะเป็นอะไรก็ได้ จะเป็นพระเอกหรือผู้ร้ายก็ได้ อยากจะสร้างเรื่องเหลือเชื่อแค่ไหนก็ทำได้ไม่มีใครว่า เพราะมันจะไม่มีวันเป็นความจริงขึ้นมาได้...

ในขณะเดียวกัน หมอทึ่งที่เผ่าลาภอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โอกาสที่จะหายก็มีมากขึ้นตามไปด้วย แพรวาคะยั้นคะยอให้พ่อกินข้าวที่เธอป้อนสักคำเพราะหมอบอกว่าถ้าท่านกินข้าวได้เมื่อไหร่จะให้กลับบ้านเมื่อนั้น เผ่าลาภพยายามขยับริมฝีปากเพื่อให้อาหารเคลื่อนเข้าไปในปาก

“อย่างนั้นค่ะ คุณป๋าของน้องแพรเก่งมาก เก่งที่สุดเลย ทีนี้พักก่อนก็ได้ค่ะ”

หรั่งเข้าไปรับจานใส่อาหารจากมือแพรวาโดยที่เธอยังคงพูดคุยกับเผ่าลาภถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญในวันนี้ เพราะถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาจะส่งผลเสียหายต่อบริษัทได้ แต่หรั่งบอกกับเธอว่าถ้าเป็นเผ่าลาภก็คงตัดสินใจแบบเดียวกัน เธอก็ได้แต่หวังว่าเขาจะคิดไม่ผิด หรั่งเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว จึงขอตัวกลับก่อน แล้วพรุ่งนี้ เช้าจะมารับแพรวาที่นี่ เจ้านายสาวพยักหน้ารับรู้ ขณะที่หรั่งขยับจะออกไป รำไพเดินตามไปคว้ามือไว้

“นายหรั่งอย่าทิ้งน้องแพรนะ น้องแพรไม่มีใคร อย่าเพิ่งทิ้งน้องไปไหนนะ”

หรั่งรับปากจะไม่มีวันทิ้งแพรวาไปไหนเป็นอันขาด

ooooooo

เจ๊โอ๋เห็นค่ำมากแล้วหรั่งยังไม่โผล่มาสักที จึงชวนก้อยนอนค้างที่นี่ด้วยกัน เอาเสื้อผ้าของเธอไปใส่ก่อนก็ได้ น้าเบิ้มเห็นดีด้วย นอนที่นี่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเทียวไปเทียวมา ก้อยนั่งนิ่งไม่ตอบ

“เอาไงก็ว่ามานะ ไอ้โบ้เอ็งนั่งเป็นเพื่อนยายก้อยมันก่อนเน้อ กว่าไอ้หรั่งมันจะมารับคงดึกล่ะ” เจ๊โอ๋สั่งเสร็จชวนน้าเบิ้มเข้านอน ก้อยเกรงใจโบ้จึงบอกให้ไปนอนก่อน ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนก็ได้ เธออยู่คนเดียวได้ เขากลับกระเถิบเข้าไปนั่งใกล้ๆก้อย ชวนให้มาทำชีวิตให้เหมือนนิทาน ทำฝันของเราให้เป็นจริงด้วยกัน

โบ้ชวนไปชวนมาท่าไหนก็ไม่รู้ ดันไปจบที่ครูเอื้อ วงสุนทราภรณ์ เลยออกลูกมั่วร้องเพลง “ขอให้เหมือนเดิม” เสียงลั่นไปหมด ก้อยนึกสนุกสีไวโอลินคลอตาม ทันทีที่เพลงจบหรั่งมาถึงพอดี ชวนก้อยกลับบ้านของเราด้วยกัน แต่เธอไม่ยอมกลับจะขออยู่ที่นี่ เนื่องจากไม่อยากเป็นตัวถ่วงของเขา

“หรั่ง เรามีฝันที่ไม่เหมือนกัน ฝันของหรั่งไปไกลกว่าที่ก้อยจะไปได้ ส่วนฝันของก้อย หรั่งก็ไม่เคยเข้าใจเหมือนกัน ก้อยเคยคิดอยู่เสมอว่าผู้ชายที่ช่วยชีวิตก้อยในวันนั้น วันที่ก้อยเกือบโดนรถชน เขาคือคนที่สร้างฝันให้ก้อยและเราต่างมีฝันร่วมกัน ก้อยเคยกังวลว่าถ้าไม่มีหรั่งสักคน ก้อยจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เพราะหรั่งเป็นทุกอย่างของก้อย หรั่งดีกับก้อยมาตลอด แต่ที่จริงแล้วหรั่งไม่ใช่ฝันของก้อย และก้อยก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในฝันของหรั่ง เราแยกกันไปตามหาฝันของตัวเองดีกว่านะหรั่ง อย่ามาถ่วงกันอยู่อย่างนี้เลย”

หรั่งได้แต่ยืนอึ้ง พูดอะไรไม่ออก ต่างจากโบ้ที่ดูเหมือนความหวังบางอย่างกำลังเกิดขึ้นในใจของเขา...

หลังจากได้ฟังก้อยระบายความอัดอั้นอย่างหมดเปลือก หรั่งมานั่งซึมอยู่ที่ศาลารวมใจที่ตั้งอยู่ในชุมชนจานเดี่ยว โดยมีผู้ใหญ่เงาะยืนพร่ำเพ้อถึงความสำเร็จของตัวเองที่ทำให้ชาวบ้านผู้ไร้โอกาสหลายร้อยชีวิตซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นผู้บุกรุกกลับมารวมตัวกันเป็นชุมชนตัวอย่างได้ในที่สุด ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นให้หรั่งดู คุยอวดว่านี่เป็นสัญลักษณ์บ้านจานเดี่ยวของพวกเราซึ่งเขาออกแบบเอง และมันจะถูกใช้เป็นโลโก้ของผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ทำจากชุมชนของเรา

หรั่งหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู เห็นสัญลักษณ์ที่ผู้ใหญ่ร่างไว้คร่าวๆ บนข้อความสะดุดตาบางอย่าง

“...เป็นบ้านของนายแสงเทพ เทวฤทธิ์ บริษัทเทพทอแสง พวกเราต้องขับไล่มันออกไปโดยเร็ว”

ชายหนุ่มถามอย่างตื่นเต้นว่าผู้ใหญ่เงาะไปเอากระดาษอะไรมาเขียน ได้ความว่าเป็นจดหมายจากศูนย์พัฒนาชุมชนที่เชิญชวนให้ช่วยไปขับไล่เศรษฐีขี้โกงคนหนึ่งซึ่งปลูกบ้านบุกรุกป่าสงวน เขาเองก็กำลังจะเกณฑ์คนในชุมชนไปช่วยทางนั้นอยู่พอดี หรั่งเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาในสมองทันที

ooooooo

อรทัยมองออกว่า บริษัท M.S.JEWELRY กำลังประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก คิดจะหาประโยชน์จากวิกฤติครั้งนี้จึงเรียกพ่อค้าจิวเวลรี่รายย่อย ที่รู้จักมักคุ้นกันนับสิบรายมาพบที่บ้าน เสนอจะขายจิวเวลรี่ของบริษัทให้ พ่อค้าทักท้วงว่าคนละตลาดกัน จิวเวลรี่ของ M.S. แพงมากพวกตนซื้อไม่ไหว

“ไหวสิคะ เพราะมันกำลังจะถูกลงชนิดที่ใครก็นึกไม่ถึง ถูกลงจนเอาไปวางแผงขายในตลาดของคุณ ได้กำไรสบายๆ ฉันรับรอง” อรทัยยิ้มเจ้าเล่ห์

“คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว คุณจะมารับรองอะไรได้อย่างไร”

“อย่าลืมสิว่าฉันเป็นใครในมหาโชคตั้งศิริ ทำไมเรื่องแค่นี้ฉันจะไม่รู้ ทางเดียวที่ M.S. จะรอดก็คือ ขายทุกอย่างเลหลังในราคาถูก ส่วนหนทางที่พวกคุณจะมีกำไรมหาศาลคือ ต้องใจเย็นๆอย่าเพิ่งรับปากซื้อกับใครยื้อเอาไว้ รอซื้อจากฉันเท่านั้นเข้าใจหรือยัง”

พ่อค้าเข้าใจดี แต่ก็ต้องดูทิศทางก่อนว่าทางไหนให้ราคาดีกว่ากัน อรทัยรู้ทันทีว่ามีคนติดต่อมาก่อนหน้า

เธอ จึงขอรายชื่อคนเหล่านั้น พอรู้ว่าคือ ปีเตอร์กับธนู เธอหัวเราะอย่างสบายใจ...

ทางด้านหรั่งเล่าเรื่องแสงเทพกำลังจะถูกคนจากศูนย์พัฒนาชุมชนประท้วงขับไล่เนื่องจากปลูกบ้านบุกรุกที่ป่าสงวนให้แพรวากับกันทิมาฟัง แล้วขอให้พวกเธอเดินทางไปหาตัวแทนชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ใกล้กับเหมือง M.S. เพื่อนำข้อมูลนี้ไปบอกกล่าว และหาทางโน้มน้าวให้พวกนั้นเอนเอียงมาทางเราให้มากที่สุด

“เรื่องแบบนี้นายน่าจะทำได้ดีกว่า ทำไมต้องเป็นฉันด้วย” แพรวาทักท้วง

“เพราะคุณคือลูกสาวคนเดียวของคุณเผ่าลาภ น่าจะ ได้ความเห็นใจมากกว่าผมซึ่งเป็นคนนอก ความเป็นผู้หญิงของคุณทั้งคู่ จะทำให้เขาตั้งใจฟังมากขึ้น...ผมจะไปส่งคุณที่ที่ทำการ อบต. แล้วจะแวะเข้าไปดูสถานการณ์ในเหมือง แล้วค่อยกลับมารับคุณ” หรั่งพูดจบ เร่งให้ทั้งคู่ออกเดินทาง...

ไม่นานนัก หรั่งขับรถพาแพรวากับกันทิมามาส่งยังที่ว่าการ อบต. ทั้งคู่ต่างช่วยกันพูดโน้มน้าวให้เหล่าเจ้าหน้าที่ อบต. เห็นว่าบริษัทเทพทอแสงของแสงเทพทำธุรกิจผิดกฎหมายสารพัด อีกทั้งตัวเขาเองก็แอบปลูกบ้านรุกที่ป่าสงวน พวกเธอเกรงว่าเขาพยายามจะขอสัมปทานเหมืองเพื่อบังหน้าธุรกิจมืดเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ อบต. ทักท้วง การจะกล่าวหาใครว่ากระทำผิดกฎหมายต้องมีหลักฐานแน่ชัดเสียก่อน กันทิมาอ้างว่าทางเรากำลังหาอยู่ แต่ก็อยากให้มั่นใจ ถ้าได้หลักฐานแน่ชัดแล้ว ชาวบ้านจะอยู่ข้างเดียวกับเรา

“แน่นอน ผมรับรองว่าชาวบ้านทุกคนจะรวมตัวกันประท้วงและขับไล่นายแสงเทพออกไปจากพื้นที่แน่นอน ผมจะเป็นหัวโจกให้เองเลยเอ้า แต่ต้องมีหลักฐานก่อนนะ หลักฐานต้องชัดเจนด้วย ประเภทใบปลิวบัตรสนเท่ห์พวกนี้ อย่ามาพูดกันให้เสียเวลา...แต่ช่วงนี้ก็ต้องขอร้องทางคุณ ช่วยเตือนๆคุณชาติชายหน่อยนะ ให้เขาระวังการกระทบกระทั่งกับฝ่ายโน้นสักนิด มันจะพาลทำให้เสียคะแนนกับชาวบ้านไปเปล่าๆ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ อบต.แนะนำด้วยความหวังดี...

ในเวลาต่อมา หรั่งขับรถมารับแพรวากับกันทิมาตามนัด กันทิมาเล่าให้เขาฟังว่าการพูดคุยเป็นไปด้วยดี แต่พวกนั้นต้องการหลักฐานที่ชัดเจนเสียก่อน รับรองชาวบ้านไม่เอากับแสงเทพแน่นอน แพรวาถามหรั่งว่า ที่เหมืองเป็นอย่างไรบ้าง ได้ความว่าไม่มีคนงานแม้แต่คนเดียว ตามหาชาติชายก็ไม่เจอ ไม่รู้ว่าหายไปไหน...

คนที่หรั่งพูดถึงกำลังแบกแก้มขึ้นขี่หลังมุ่งหน้าไปยังร้านหมอซึ่งอยู่ในตลาด พลางต่อว่าเธอว่าต้องเจ็บตัวอีกครั้งเพราะดื้อรั้นไม่ยอมเชื่อฟังเขา จังหวะนั้น รถที่หรั่งขับแล่นผ่านหน้าตลาดพอดี กันทิมาเหลือบเห็นชาติชายกำลังแบกเด็กสาวคนหนึ่งอยู่ ทั้งแปลกใจทั้งอึ้ง มองภาพนั้นจนเหลียวหลังแต่ไม่ได้พูดอะไร...

ด้านชาติชายแบกแก้มเข้ามาในร้านหมอ พร้อมกับร้องบอกพยาบาลในนั้นว่า คนเจ็บหกล้มกลิ้งตกจากเขา สงสัยขาจะหัก ถ้ารักษายากนักก็ให้ตัดขาทิ้งได้เลย...

เย็นวันเดียวกัน แพรวาและรำไพได้รับทั้งข่าวดีและข่าวร้ายในคราวเดียวกัน ข่าวดีคือหมออนุญาตให้เผ่าลาภกลับบ้านได้ ส่วนข่าวร้ายก็คือ ลินจงมาแจ้งให้ทราบว่าข้าวสารที่ส่งไปให้ลูกค้ามีมอดเต็มทุกลำ ลูกค้าทางโน้นขอยกเลิกออเดอร์ทั้งหมด เนื่องจากข้าวของเราไม่ได้มาตรฐานตามที่ตกลงกันไว้

“ตอนนี้เรือของเราจอดลอยค้างเติ่งที่ท่าเรือของเขา 10 ลำ ที่กำลังเดินทางอยู่กลางทะเลอีก 10 ลำ ยกเลิกปุบปับแบบนี้ มันแทบจะล้มละลายเอาเลย เราค้าข้าวมา นานไม่เคยมีปัญหา อยู่ๆมาเกิดเรื่องใหญ่แบบนี้ อาตั้งตัวไม่ทันจริงๆจะทำอย่างไรดีล่ะ ซ้อ น้องแพร” ลินจงพูดจบ ร้องไห้อย่างอัดอั้น แพรวาต้องให้กำลังใจ

“เราต้องผ่านเหตุการณ์นี้ไปให้ได้ อาโก จะด้วยวิธีไหนน้องแพรยังไม่รู้ แต่เราต้องผ่านมันไปให้ได้ค่ะ”

ooooooo

หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าแทบทุกสำนัก พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งตัวใหญ่เบ้อเริ่มไปในทางเดียวกัน เกี่ยวกับการร้องเรียนจากชาวบ้านเรื่องรีสอร์ตหรูกลางป่าสงวน โดยพุ่งเป้าไปที่แสงเทพ บางฉบับเล่นหนักถึงขั้นกล่าวหาว่านักเลงใหญ่อักษรย่อ ส. เล่นการเมืองบังหน้าเพื่อทำธุรกิจผิดกฎหมาย อีกทั้งทีวีก็ประโคมข่าวนี้เช่นกัน

“มีจดหมายเปิดผนึกลึกลับ ปลิวว่อนไปยังทุกสำนักพิมพ์ ท้าให้สื่อมวลชนขุดคุ้ยปูมหลังของนายแสง-เทพกรณีตัดไม้ทำลายป่า ลักลอบระเบิดภูเขาที่ จ.กาญจนบุรีโดยไม่ได้รับสัมปทาน ซ้ำยังแอบปลูกรีสอร์ตหรูกลางอุทยานแห่งชาติ จดหมายดังกล่าวเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ก่อนที่นายแสงเทพจะเข้าไปมีอำนาจและมีบทบาทในการออกสัมปทานเหมืองและป่าไม้ให้กับเอกชน ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเป็นอย่างมาก”

สุริยะเห็นข่าวเหล่านี้แล้ว ถึงกับเต้นผาง รีบโทร.หาแสงเทพทันที พูดอย่างไม่อ้อมค้อมว่าทางพรรคไทยไทไม่มีนโยบายสนับสนุนบุคคลซึ่งมีส่วนพัวพันกับการทุจริต หรือกระทบกระทั่งกับความเป็นอยู่ของประชาชนเพราะเกรงจะทำให้ศรัทธาที่ประชาชนมีต่อพรรคและรัฐบาลเสื่อมถอยลง

“ดังนั้นผมจึงขอให้คุณแสงเทพเคลียร์ตัวเองกับสังคม กับประชาชนให้ได้เสียก่อน เราค่อยมาทำงานการเมืองกัน ส่วนเรื่องการให้สัมปทานอะไรพวกนั้นน่ะ เราคงต้องดึงเรื่องกลับมาก่อน หวังว่าคุณแสงเทพคงเข้าใจนะครับ” สุริยะพูดจบวางสายทันที แล้วหันไปตำหนิตะวันฉายซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆว่าทีหน้าทีหลังจะทำธุรกิจกับใคร คิดให้รอบคอบเสียก่อน อย่าถลำลึกนัก และอย่าให้เสียหายมาถึงตน...

ฝ่ายแสงเทพแค้นใจมาก สั่งการให้บารมีไปที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อสืบดูว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ และให้เอาปืนติดตัวไปด้วย เจอต้นตอเมื่อไหร่ให้เด็ดหัวได้ทันที...

ตกค่ำ แสงเทพตรงไปหาดวงใจที่บ้านเมื่อรู้ว่ากลับมาจากต่างประเทศแล้ว ขอร้องให้เธอช่วยหาทางให้เขากลับเข้าพรรคไทยไท ดวงใจเองก็กำลังโดนเพ่งเล็งเช่นกัน ตอนนี้จะทำอะไรก็ต้องดูทิศทางลมก่อน และเท่าที่เธอรู้มามีคนรอแทงข้างหลังเขาอยู่มากพอควร

แสงเทพเข้าโอบเอวเธอไว้ ออดอ้อนขอนอนค้างด้วย

“ยายแก้มเพิ่งจะกลับมาคุยดีๆกับดวงใจ แกอาจจะโผล่มานอนที่นี่ก็ได้” ดวงใจหาทางเลี่ยงอย่างสุภาพ ขณะที่แสงเทพออกอาการเซ็งอย่างเห็นได้ชัด

ooooooo

เช้าวันถัดมา แพรวาเรียกประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท M.S. Group เพื่อแจ้งข่าวร้ายทั้งเรื่องที่เหมือง เรื่องข้าวสารที่มีปัญหาและเรื่องการเงินของบริษัท

อรทัยหัวเราะสะใจที่แพรวาเข้ามานั่งแท่นประธานบริหารได้ไม่เท่าไหร่ ทำบริษัทเจ๊งไม่เป็นท่า เธอยอมรับว่าเป็นมือใหม่ด้านงานบริหาร ย่อมจะมีความผิดพลาดบ้าง ดังนั้นจึงอยากจะขอความเห็นจากพวกอาๆผู้มีประสบการณ์ทุกท่าน และขอความร่วมมือร่วมใจในการกอบกู้กิจการของตระกูลพวกเรา

จากนั้น หรั่งทำหน้าที่แจกแจงรายละเอียดให้ทุกคนทราบว่าบริษัทต้องเร่งระดมเงินทุนเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนสองเรื่องคือ  เรื่องข้าวสารที่ถูกระงับออเดอร์ซึ่งต้องใช้เงินในการส่งเรือไปอบยาใหม่จนกว่าคู่ค้าของเราจะพอใจและยอมรับซื้อข้าวสารของเราในราคาที่ถูกลงกว่า 50% ซึ่งเป็นทางเดียวที่เราจะได้เงินกลับคืนมาบ้าง

“สอง...เรื่องที่ดินที่ติดกับเหมือง ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ชาวบ้านหันมาคัดค้านบริษัทเทพทอแสง  เราควรจะรีบเจรจาวางเงินมัดจำให้กับพวกเขาโดยเร็วเพื่อธุรกิจเหมืองจะได้ดำเนินต่อไปได้”

“ลองบอกมาสิว่ามีวิธีไหนบ้างที่เราจะระดมทุนได้พอสำหรับแก้ปัญหาสองส่วนอย่างที่นายว่า” ลินจงมองหรั่งอย่างรอคำตอบ เขาแนะนำให้ขายพลอยดิบและจิวเวลรี่ทั้งหมดในสต๊อก ขายแบบตัดราคาโดยด่วน ซึ่งเขาคิดว่าเรื่องนี้คุณอรทัยน่าจะทำได้ดีที่สุด เจ้าตัวหัวเราะชอบใจ

“ฮ่าๆๆๆ...ไม่มีใครถนัดงานนี้เท่าฉันอีกแล้ว”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

เปิดลุคแรก ทนายสาวเบลล่า ในละคร "ให้รักพิพากษา Dare To Love"

เปิดลุคแรก ทนายสาวเบลล่า ในละคร "ให้รักพิพากษา Dare To Love"
18 ก.พ. 2563
08:40 น.